‘ช่าง’เพศใดถ้าตั้งใจก็เป็นได้! ‘น้องน้ำตาล’หญิงหนึ่งเดียวในทีม‘เทคนิคนนท์’ช่วยปชช.ช่วงสงกรานต์

‘ช่าง’เพศใดถ้าตั้งใจก็เป็นได้! ‘น้องน้ำตาล’หญิงหนึ่งเดียวในทีม‘เทคนิคนนท์’ช่วยปชช.ช่วงสงกรานต์

‘ช่าง’เพศใดถ้าตั้งใจก็เป็นได้! ‘น้องน้ำตาล’หญิงหนึ่งเดียวในทีม‘เทคนิคนนท์’ช่วยปชช.ช่วงสงกรานต์

วันอาทิตย์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.38 น.

“วิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี” จัดศูนย์ “อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน – สงกรานต์ปลอดภัย เดินทางไปไหนก็มีความสุข” จัดตั้งจุดให้บริการประชาชน ณ ปั๊ม ปตท. ไทรใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ระหว่างวันที่ 11–17 เมษายน 2568 โดยมีนักเรียน นักศึกษา แผนกช่างยนต์ เข้าร่วม บริการงานตรวจเช็ครถยนต์และจักรยานยนต์เบื้องต้น พร้อมเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนที่เดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2568

หนึ่งในนักศึกษาที่โดดเด่นที่สุด คือ นางสาวรัตนาพร รัตนะอำนวยชัย หรือ “น้องน้ำตาล” สาขาช่างยนต์ ปวช.1 นักศึกษาหญิงหนึ่งเดียวในทีมช่างยนต์ ที่อาสาเข้าร่วมโครงการด้วยใจรักในการเรียนรู้งานภาคสนาม พร้อมทำงานเคียงข้างเพื่อน ๆ ทีมช่างยนต์

“หนูไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่น แต่แค่รู้สึกว่า ถ้าทำอะไรเพื่อช่วยเพื่อนได้ หนูก็อยากทำค่ะ” น้องน้ำตาล กล่าว

น้องน้ำตาลเปิดเผยว่า การได้เรียนรู้นอกห้องเรียนคือประสบการณ์ที่มีค่ามากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อได้ลงมือทำจริง ได้บริการประชาชน และเรียนรู้เทคนิคใหม่ ๆ จากอาจารย์ที่อธิบายหน้างานโดยตรง เช่น การชาร์ตแบตเตอรี่ การตรวจเช็คต่าง ๆ รวมถึงการใช้เครื่องมือสมัยใหม่อย่าง Dr.Doctor API ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยตรวจสอบความผิดปกติของระบบเซ็นเซอร์ในรถจักรยานยนต์ระบบหัวฉีด พร้อมรีเซตค่าให้กลับสู่มาตรฐานจากโรงงาน

“หนูรู้เลยว่าความรู้ที่แท้จริงไม่ได้อยู่แต่ในห้องเรียน แต่อยู่ที่การปฏิบัติจริง หน้างาน“ น้องน้ำตาล กล่าวเพิ่มเติม

เธอยังบอกว่า ความรู้ด้านเทคนิคที่เรียนรู้จากโครงการนี้ สามารถต่อยอดเป็นทักษะอาชีพและสร้างรายได้ในอนาคต โดยเฉพาะในยุคที่ร้านซ่อมรถเริ่มนำระบบดิจิทัลมาใช้มากขึ้น

แม้ยังอยู่เพียงปี 1 แต่น้องน้ำตาลก็แสดงความสามารถในการให้บริการอย่างเต็มที่ ทั้งงานตรวจเช็ครถและบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง

“ตอนนี้หนูสามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่เตรียมอุปกรณ์ ตรวจสอบ ไปจนถึงเก็บงาน หนูภูมิใจมากที่ทำได้”

ในวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา มีผู้เข้ารับบริการจากจุดตรวจแห่งนี้แล้วกว่า 17 คัน ทั้งรถจักรยานยนต์ รถกระบะ และรถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งล้วนได้รับการดูแลจากทีม “อาชีวะอาสา” ด้วยความเต็มใจและจริงใจ

“ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ถ้าเราตั้งใจจริง ก็เป็นช่างได้เหมือนกันค่ะ” น้องน้ำตาล กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับโครงการ “อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก กระทรวงศึกษาธิการ และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ ให้บริการประชาชนฟรี ณ จุดบริการกว่า 150 แห่ง ครอบคลุม 77 จังหวัด ระหว่างวันที่ 11 – 17 เมษายน 2568 เวลา 06.00 – 18.00 น.

043…

‘สวนดุสิตโพล’เผยคนไทยมอง 3 ข้อ อุปสรรคยกระดับ‘สงกรานต์’เป็น Soft Power

‘สวนดุสิตโพล’เผยคนไทยมอง 3 ข้อ อุปสรรคยกระดับ‘สงกรานต์’เป็น Soft Power

‘สวนดุสิตโพล’เผยคนไทยมอง 3 ข้อ อุปสรรคยกระดับ‘สงกรานต์’เป็น Soft Power

วันอาทิตย์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.55 น.

‘สวนดุสิตโพล’เผยคนไทยมอง 3 ข้อ อุปสรรคยกระดับ‘สงกรานต์’เป็น Soft Power

13 เมษายน 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับสงกรานต์ (Soft Power)” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,298 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 8-11 เมษายน 2568 สรุปผลได้ ดังนี้

1. สงกรานต์ปีนี้ ประชาชนตั้งใจจะเข้าร่วมกิจกรรมใด

อันดับ 1 เข้าวัด ทำบุญ สรงน้ำพระ 60.86%

อันดับ 2 รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ 57.63%

อันดับ 3 เล่นน้ำกับเพื่อน/ครอบครัว 51.23%

2. จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้ประชาชนกังวลใจในการท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์หรือไม่

อันดับ 1 ไม่ค่อยกังวล 34.44%

อันดับ 2 ไม่กังวล 32.90%

อันดับ 3 ค่อนข้างกังวล 22.57%

อันดับ 4 กังวลมาก 10.09%

3. หากสงกรานต์ไทยจะเป็น “Soft Power ระดับโลกที่ต้องมาสัมผัสสักครั้งในชีวิต” ประชาชนคิดว่าอะไรคือ “หัวใจ”ของสงกรานต์ไทย

อันดับ 1 วิธีเล่นน้ำที่สุภาพ สนุก ปลอดภัย 63.56%

อันดับ 2 ความสนุกสนาน รอยยิ้มแบบไทย  62.33%

อันดับ 3 เสื้อลายดอกวันสงกรานต์ แฟชั่นผ้าไทย 55.39%

4. ภาครัฐควรดำเนินการอย่างไรเพื่อให้ประเพณีสงกรานต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้มากขึ้น 

อันดับ 1 วางแผนประชาสัมพันธ์ในตลาดต่างประเทศล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ  50.92%

อันดับ 2 ผลักดันให้มีสงกรานต์แต่ละท้องถิ่นตลอดเดือนเมษายน 48.31%

อันดับ 3 จัดแพ็กเกจท่องเที่ยวสงกรานต์เชื่อมเมืองหลัก-เมืองรอง 39.06%

5. ปัญหา/อุปสรรคต่อการยกระดับสงกรานต์ให้เป็น Soft Power ระดับโลก คือเรื่องใด

อันดับ 1 กลยุทธ์และทิศทางของรัฐบาลไม่ชัดเจน 66.46%

อันดับ 2 การประชาสัมพันธ์และส่งเสริมความเป็นไทยน้อย 64.61%

อันดับ 3 การเมืองภายในประเทศทำให้ภาพลักษณ์ไม่นิ่งและขาดความเชื่อมั่น   50.19%

นางสาวพรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า “หัวใจของสงกรานต์ไทย” ที่ประชาชนอยากนำเสนอให้ทั่วโลกรู้จัก คือการเล่นน้ำแบบไทยที่สุภาพ สนุกและปลอดภัย ควบคู่ไปกับรอยยิ้มและบรรยากาศความสนุกสนานแบบไทย ๆ แม้จะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในช่วงก่อนเทศกาล แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่รู้สึกกังวลและยังคงวางแผนเดินทางท่องเที่ยวตามปกติ ถือเป็นโอกาสสำคัญทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลไม่ควรมองข้าม พร้อมแนะนำให้ภาครัฐเร่งวางแผนประชาสัมพันธ์สงกรานต์ไทยในต่างประเทศอย่างเป็นระบบ หากต้องการยกระดับสงกรานต์ให้เป็น Soft Power ระดับโลกอย่างแท้จริง

ด้าน ผศ.ดร.อานุภาพ รักษ์สุวรรณ ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชากฎหมายมหาชนและการบริหารงานยุติธรรม โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า การสำรวจของสวนดุสิตโพลสะท้อนให้เห็นว่าเทศกาลสงกรานต์ยังคงมีพลังทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็งสะท้อนให้เห็นถึงความผสมผสานของมิติทางศาสนา ครอบครัว และความบันเทิง โดยประชาชนยังคงให้ความสำคัญกับเทศกาลสงกรานต์ในฐานะโอกาสพิเศษแห่งปี แม้ว่าจะเพิ่งผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหว               

ทั้งนี้เทศกาลสงกรานต์สามารถยกระดับเป็น Soft Power ของไทยที่แสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ทางวัฒนธรรม ค่านิยม และนโยบายที่ดึงดูดความนิยมจากนานาชาติได้ แต่ก็ต้องอาศัยการจัดการเชิงยุทธศาสตร์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะด้านการประชาสัมพันธ์ การสนับสนุนกิจกรรมท้องถิ่น และการพัฒนาองค์ประกอบทางวัฒนธรรมให้มีความร่วมสมัยและปลอดภัย อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่สำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขคือ “การขาดการวางแผน กลยุทธ์และทิศทางที่ชัดเจนของภาครัฐ”  ซึ่งหากได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้สงกรานต์ไทยกลายเป็นวาระระดับโลกที่สามารถส่งออกอัตลักษณ์ไทยได้อย่างแท้จริง     

รายงานพิเศษ : ต่อยอด ‘ห้องเรียนเคมีดาว’ สู่เคมีย่อส่วน จุดประกาย…เด็กไทย รัก ‘วิทยาศาสตร์’

รายงานพิเศษ : ต่อยอด ‘ห้องเรียนเคมีดาว’ สู่เคมีย่อส่วน  จุดประกาย...เด็กไทย รัก ‘วิทยาศาสตร์’

รายงานพิเศษ : ต่อยอด ‘ห้องเรียนเคมีดาว’ สู่เคมีย่อส่วน จุดประกาย…เด็กไทย รัก ‘วิทยาศาสตร์’

วันอาทิตย์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.05 น.

ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการพัฒนาการเรียนการสอน การทดลองวิทยาศาสตร์ด้วยหลักการของปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา” ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.), สมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, และกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ณ ห้องประชุม 1 อาคาร สพฐ.4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

โครงการนี้เป็นการขยายความร่วมมือในการต่อยอดความสำเร็จโครงการ “ห้องเรียนเคมีดาว” โดยจะเพิ่มโอกาสให้ครูวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาในสังกัด สพฐ. และ สช. ได้เข้าอบรมและสามารถนำเทคนิคไปถ่ายทอดและประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนมากขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้ใช้ปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนในการทำการทดลองด้วยตนเอง ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีใจรักในการศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์ที่เป็นสาขาอาชีพที่ยังต้องการมากของประเทศในขณะนี้ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้มีความสามารถสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต โดยโครงการฯ ในส่วนขยายความร่วมมือนี้ตั้งเป้าจะจัดอบรมให้ครูในโรงเรียนสังกัด สพฐ. และ สช. มากกว่า 1,000 คน

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า โครงการนี้มุ่งพัฒนาทักษะผู้เรียนให้คิด วิเคราะห์ และลงมือปฏิบัติจริง พร้อมยกระดับคุณภาพครูและสถานศึกษาให้สามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สพฐ. จะสนับสนุนการนิเทศ ติดตาม และประชาสัมพันธ์โครงการอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมให้เกิดต้นแบบโรงเรียนที่มีแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ เราต้องการจุดประกายให้นักเรียนรักวิทยาศาสตร์ และสร้างพื้นฐานที่มั่นคงให้การศึกษาไทยก้าวทันโลกอย่างยั่งยืน

“การจัดการสอนวิชาเคมีถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมานักเรียนจะทดลองเคมีจะต้องใช้สารเคมีหรืออุปกรณ์ที่ค่อนข้างเป็นภาระงบประมาณ และเกิดปัญหาเรื่องมลพิษ หรืออาจจะเป็นอันตราย วันนี้เรามา MOU เรื่องการใช้เคมีแบบย่อส่วน เป็นชุดเคมีขนาดเล็ก สามารถพกพาได้ แต่ผลการทดลองเสมือนกับใช้สารเคมีจริงทุกอย่าง และยังเป็นการแก้ปัญหาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ที่อยู่ตามเกาะแก่งหรือบนภูเขาไม่สามารถหาซื้อสารเคมีได้ ก็ใช้ชุดเคมีขนาดเล็กในการเรียนได้ ทำให้นักเรียนเข้าถึงการทดลองวิทยาศาสตร์ด้วยหลักการของปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วน และยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การแก้ปัญหาการจัดการศึกษาแบบเท่าเทียม เป้าหมายสุดท้ายคือคุณภาพการศึกษา ตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร และยังช่วยลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อโลกต่อมนุษย์ได้เมื่อเราใช้เคมีย่อส่วน” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ศ.ดร.วุฒิชัย พาราสุข นายกสมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า สมาคมฯ เป็นผู้ริเริ่มการนำเทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนมาเผยแพร่ในโรงเรียนมัธยมศึกษาในประเทศไทย โดยได้ออกแบบหลักสูตรการฝึกอบรมและกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับ Dow ในการนำความรู้ความเข้าใจด้านความปลอดภัยในการทำงานกับสารเคมี หลักการเคมีกรีน และการประยุกต์ใช้การทดลองเคมีแบบย่อส่วน มาเสริมการเรียนการสอนในโรงเรียน ทำให้นักเรียนได้ทำการทดลองจริงด้วยตนเองอย่างปลอดภัย และได้สร้างเครือข่ายครูต้นแบบเคมีแบบย่อส่วน เพื่อทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนและต่อยอดองค์ความรู้ได้มากขึ้น ครูต้นแบบจะทำหน้าที่เผยแพร่เทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนแก่เพื่อนครูที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในความร่วมมือครั้งนี้ สมาคมฯ จะทำหน้าที่บริหารงานด้านวิชาการ จัดหาบุคลากรผู้ชำนาญที่เหมาะสมกับหลักสูตรฝึกอบรม และเป็นส่วนหนึ่งในคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในการประเมินผลการเรียนการสอนตามแนวทางการสอนแบบใหม่ของโครงการฯ

ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ภาควิชาเคมีได้ริเริ่มนำแนวคิดของการทดลองเคมีแบบย่อส่วนมาใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ 2543 ภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนของภาควิชาเคมี จุฬาฯ ปัจจุบัน มีการทดลองเคมีแบบย่อส่วนหลายเรื่อง ที่ได้นำมาใช้สอนในวิชาบริการสำหรับนิสิตสายวิทยาศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 จึงเป็นที่น่ายินดี ที่ได้เห็นการนำมาประยุกต์ใช้สอนในโรงเรียนมัธยมศึกษาอย่างทั่วถึง จะทำให้ลดความเหลื่อมล้ำด้านการสอนการทดลองวิทยาศาสตร์แก่นักเรียนในโรงเรียนเล็กและห่างไกล

ด้าน นายวิชาญ ตั้งเคียงศิริสิน ประธานบริหารกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า เพื่อสร้างนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่จะคิดค้นนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในอนาคต ดังนั้น การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์แนวใหม่นี้ จะช่วยให้โรงเรียนจำนวนมากสามารถเข้าถึงการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ที่ใช้งบประมาณต่ำ มีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยสูง ทั้งนี้ การทดลองแบบ “ย่อส่วน” จะ “ขยายโอกาส”ทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยในอนาคต

ปัจจุบัน มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 1,200 แห่ง อบรมคุณครูไปแล้วกว่า 2,100 คน มีนักเรียนที่ได้รับประโยชน์โดยตรงทั้งสิ้นกว่า 470,000 คน และในปีนี้ จะยังคงมีการจัดประกวดโครงงาน “ปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วน” Dow-CST award เพื่อเป็นเวทีให้คุณครูและนักเรียนได้นำแนวคิดไปประยุกต์สร้างเป็นการทดลองใหม่ๆ ด้วยวัสดุและทรัพยากรในท้องถิ่นของตนเอง สำหรับคุณครูและนักเรียนที่สนใจแนวทางการเรียนวิทยาศาสตร์ด้วย “ปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วน” สามารถเข้าชมข้อมูลได้ฟรีที่เว็บไซต์ http://www.DowChemistryClassroom.com

ไม่มีโลว์ซีซัน! ไทยแลนด์เที่ยวได้ทุกที่ ลุยเที่ยวธรรมชาติ-วัฒนธรรม

ไม่มีโลว์ซีซัน! ไทยแลนด์เที่ยวได้ทุกที่ ลุยเที่ยวธรรมชาติ-วัฒนธรรม

ไม่มีโลว์ซีซัน! ไทยแลนด์เที่ยวได้ทุกที่ ลุยเที่ยวธรรมชาติ-วัฒนธรรม

วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.49 น.

ไทยแลนด์เที่ยวได้ทุกที่ ไม่มีโลว์ซีซัน เทรนด์ใหม่มาแรง “นักท่องเที่ยวลุยเที่ยว ธรรมชาติ-วัฒนธรรม”  หลังชุมพร-นครพนม-เลย ฮอตต่อเนื่อง กรุงเทพฯ ยังแชมป์รายได้รวมพุ่งทะลุ 2.6 หมื่นล้านบาท

12 เมษายน 2568 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทราเวลโลก้า (Traveloka)    แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยว่า “กรุงเทพฯ” ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งตลอดกาลช่วงเทศกาลสงกรานต์   สะท้อนบทบาทของเมืองหลวงในฐานะศูนย์กลางการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งจุดเล่นน้ำสงกรานต์บนถนนข้าวสาร สีลม สยามสแควร์ ตลอดจนกิจกรรมวัฒนธรรมและดนตรีในหลากหลายพื้นที่ ขณะเดียวกัน กระแสนิยมในจุดหมายการท่องเที่ยวใหม่ ๆ ในเมืองต่างๆนอกจากเมืองหลัก ที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเที่ยวแล้วยังมีเมืองอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลได้กำหนดให้เป็นที่ท่องเที่ยวได้ทั้งปีไม่มีโลว์ซีซันในทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอำเภอ ซึ่งกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง 

โดยจังหวัดที่มีอัตราการค้นหาที่พักและกิจกรรมท่องเที่ยวสูงขึ้นถึง 40-95% จากปีที่ผ่านมา เช่น ชุมพร (+95%) นครพนม (+68%) สกลนคร  (+53%) เลย (+46%) และน่าน (+40%) สะท้อนพฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยที่หันไปแสวงหาประสบการณ์สัมผัสเทศกาลสงกรานต์แบบเรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ วัฒนธรรม และประเพณีท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ว่าสงกรานต์ปีนี้จะสร้างรายได้กว่า 26,564 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 7,324 ล้านบาท และจากนักท่องเที่ยวไทยกว่า 19,240 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 7% และ 9% ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยมีนักท่องเที่ยวภายในประเทศจำนวนกว่า 4,418,500 คน-ครั้ง ซึ่งจากฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ข้อมูลของทราเวลโลก้า ระบุถึง 5 จุดหมายยอดนิยมที่ครองใจนักท่องเที่ยวไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ชลบุรี ภูเก็ต หาดใหญ่ ซึ่งสะท้อน ให้เห็นว่านักท่องเที่ยวไทยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่ผสมผสานระหว่างประเพณีและการพักผ่อนในวันหยุด

“แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เทศกาลสงกรานต์ในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มั่นใจเลือกใช้ช่วงวันหยุดยาวในการเดินทางและท่องเที่ยว ทั้งนี้ แพลตฟอร์มทราเวลโลก้าได้ร่วมส่งเสริมการเดินทางผ่านแคมเปญสงกรานต์สุดพิเศษ มอบส่วนลดสูงสุดถึง 90% สำหรับเที่ยวบิน ที่พัก และกิจกรรมทั้งในและต่างประเทศ พร้อมฟีเจอร์ “Worry-Free” ที่ช่วยให้การจองสะดวก ปลอดภัย ด้วยสิทธิ์ยกเลิกการจองฟรี การเปลี่ยนแปลงที่ยืดหยุ่น และบริการหลังการจองแบบครบวงจร เพื่ออำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสประสบการณ์สงกรานต์สุดยิ่งใหญ่ทั่วทุกจุดของประเทศไทย

รัฐบาลขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี มีความสุขในการให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยรอยยิ้มและมิตรไมตรี พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมทั้งในด้านความปลอดภัย สาธารณสุข และการคมนาคม เพื่อให้ทุกการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นไปอย่างราบรื่น อบอุ่น และน่าประทับใจในทุกจังหวัดทั่วไทย“ นางสาวศศิกานต์ กล่าว

เที่ยวสงกรานต์ปีนี้! รัฐบาลชวนใส่กางเกงช้าง โปรโมทเป็นสินค้าที่ระลึก

เที่ยวสงกรานต์ปีนี้! รัฐบาลชวนใส่กางเกงช้าง โปรโมทเป็นสินค้าที่ระลึก

เที่ยวสงกรานต์ปีนี้! รัฐบาลชวนใส่กางเกงช้าง โปรโมทเป็นสินค้าที่ระลึก

วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.06 น.

รัฐบาลเชิญชวนใส่กางเกง “ลายอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น” เที่ยวสงกรานต์..อวดสายตาชาวโลก สืบสานวัฒนธรรมไทยอย่างมีสไตล์  

12 เมษายน 2568 ทื่ทำเนียบฯ นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลขอเชิญชวน สวมใส่กางเกง “ลายอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น” หรือ “ลายประจำจังหวัด” เพื่อเป็นการส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น และสร้างจุดเด่นในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2568 และเพื่อเป็นการสนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้าน อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้เยาวชนรุ่นใหม่ ภูมิใจในความเป็นไทย รวมทั้งยังเป็นการสร้างนักออกแบบดีไซน์เนอร์ของแต่ละจังหวัดด้วย

โดยตัวอย่างลายอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น หรือ “ลายประจำจังหวัด ใน 5 ภาค ที่โดดเด่นโดนใจ เช่น ภาคกลาง อาทิ ลพบุรี: กางเกงลายลิงและดอกทานตะวัน นครปฐม: กางเกงปลากัด กรุงเทพฯ: กางเกงช้าง PAJARA BANGKOK สมุทรสงคราม: กางเกงทูนี กาญจนบุรี: กางเกงปลายี่สก  ราชบุรี: กางเกงโอ่งมังกรราชบุรี เพชรบุรี: กางเกงวัวลาน นนทบุรี: กางเกงชาว นนทบุเรียน ฯลฯ

ภาคเหนือ อาทิ เชียงราย: กางเกงอัตลักษณ์เชียงราย ลวดลายไตรภูมิ (สามโลก) ลำปาง: กางเกงก๋าไก่ลำปาง, กางเกงม้าหาเสน่ห์ลำปาง  อุตรดิตถ์: กางเกงทุเรียนหลงหลินลับแล  แพร่: กางเกงเสือระเบิด ลำพูน: กางเกงตัวน้อยลำพูน  สุโขทัย: กางเกงลายปลาสังคโลกสุโขทัย  ตาก: กางเกงลายกระทงสาย  พิจิตร: กางเกงจระเข้ อุทัยธานี, กางเกงปลาแรด เชียงใหม่: กางเกงลายจังหวัดเชียงใหม่ ฯลฯ

ภาคตะวันออก อาทิ ฉะเชิงเทรา: กางเกงแปดริ้วเมืองปลากัด  สมุทรปราการ: กางเกงสมุทรปราการ ปราจีนบุรี: กางเกงลายปราจีนบุรี  นครนายก: กางเกงลาย “ชิดคชา”, กางเกงลาย “ชิดณิการ์”  จันทบุรี: กางเกงจันทบุรี ออริจินัล  ตราด: กางเกงหมาหลังอาน  ระยอง: กางเกงระยองลายม้านิลมังกร สระแก้ว: กางเกงลายผีเสื้อปางสีดาและดอกแก้ว  ชลบุรี: กางเกงลายหมูเด้ง กางเกงลายคาปิบารา กางเกงลายฉลามชลบุรี ฯลฯ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ อุบลราชธานี: กางเกงลายผาแต้ม บึงกาฬ: กางเกงลายนากบึงกาฬ ศรีสะเกษ: กางเกงลายกรูปรีพลัส ยโสธร: กางเกงลายยโสธร อุดรธานี: กางเกงลายกันหอย เลย: “กางเกงมักม่วน” ผีตาโขนเมืองเลย  กาฬสินธุ์: กางเกงกาฬสินธุ์ ซากฟอสซิลไดโนเสาร์ ฯลฯ

ภาคใต้ อาทิ ระนอง: กางเกงกาหยู พังงา: กางเกงลายปลาเสือ ภูเก็ต: กางเกงลายสับปะรดภูเก็ต กระบี่: กางเกง Soft Power Krabi ตรัง: กางเกงพะยูน สตูล: กางเกงลายดอกจำปาดะ สงขลา: กางเกงสมิหลา พัทลุง: กางเกงลายโนรา ยะลา: กางเกงยอกเขาลา ปัตตานี: กางเกงลายดอกกะนา  ฯลฯ 

“เชิญชวนคนไทยร่วมใจกันใส่กางเกงลายอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2568 เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนอย่างมีสไตล์ และผลักดันให้กางเกงลายอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นไทย กลายเป็น “สินค้าต้องซื้อ” เป็นของที่ระลึกของชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยได้อีกทางหนึ่ง” นายอนุกูล กล่าว

‘เสมา 1’ซัพพอร์ต’อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 2568’

'เสมา 1'ซัพพอร์ต'อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 2568'

‘เสมา 1’ซัพพอร์ต’อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 2568’

วันศุกร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.18 น.

“เสมา1″ซัพพอร์ต”อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 2568” สงกรานต์ปลอดภัย เดินทางไปไหนก็มีความสุข บริการตรวจสภาพรถยนต์ รถจักรยานยนต์ฟรี! 150 จุด 77 จังหวัดทั่วประเทศ บัดนี้ ถึง 17 เม.ย.นี้

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดกิจกรรมอาชีวะ – ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2568 “สงกรานต์ปลอดภัย เดินทางไปไหนก็มีความสุข” ให้บริการตรวจสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า ก่อนการเดินทางฟรี จำนวน 150 จุดบริการ ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานปล่อยขบวนคาราวานอาชีวะอาสา ช่วยประชาชน และมี นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวรายงานการจัดงาน ณ ปั๊มน้ำมัน ปตท.ถนนราชพฤกษ์ กม.35 ต.บางคูวัด อ.เมือง จ.ปทุมธานี

โดยมี นายพิษณุ พลธี ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ , ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ , ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน , นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ , นายภูมิพัทธ์ เรืองแหล่ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาการศึกษา , นายชีพ น้อมเศียร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก , นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี , พล.ต.ต.ยุทธนา จอนขุน ผู้บังคับการภูธร (ปทุมธานี) , ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ , พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี , ตำรวจ , ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ร่วมเป็นเกียรติในงาน

พล.ต.อ.เพิ่มพูน เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางจราจร อันนำไปสู่การบาดเจ็บและเสียชีวิต ตามนโยบายรัฐบาลกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ระดมนักเรียนนักศึกษาอาชีวะจิตอาสา และครูอาจารย์ สาขาวิชาช่างยนต์ และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จากสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศ จัดจุดบริการอาชีวะ – ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน ครอบคลุม 77 จังหวัด จำนวน 150 ศูนย์บริการ ตามเส้นทางถนนสายหลัก 88 จุด และสายรอง 62 จุดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 11 – 17 เมษายน 2568 ระหว่างเวลา 06.00 – 18.00 น.และบริการตลอด 24 ชั่วโมง ในพื้นที่สำคัญ ซึ่งการดำเนินกิจกรรมนี้ ถือได้ว่าสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน และเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างยิ่ง รวมทั้งเป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับภาครัฐและภาคเอกชน สร้างให้เด็กนักเรียนอาชีวศึกษามีจิตอาสา บริการสังคม ทำงานเป็นทีม และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ พร้อมกับได้ฝึกงานจากประสบการณ์จริง

ด้าน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ศูนย์อาชีวะอาสาช่วยประชาชน มีจุดสังเกตคือ เต็นท์อาชีวะอาสา ซึ่งจะมีป้ายบอกทางเป็นระยะก่อนถึงศูนย์บริการ ซึ่งภายในศูนย์จะให้บริการตรวจเช็คสภาพความพร้อมของรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมกับการแนะนำการใช้รถยนต์ไฟฟ้า รวมไปถึงการซ่อมบำรุง เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง การให้บริการพักผ่อนเพื่อคลายความเหนื่อยล้า ฟรีก่อนเดินทาง รวมไปถึงการให้บริการนอกพื้นที่ในกรณีฉุกเฉินระยะทาง 5 กม.จากจุดให้บริการด้วยรถโมบาย และรถจักรยานยนต์ Fix it จิตอาสา ตลอดจนแนะนำข้อมูลเส้นทางและบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน เพื่อให้การเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2568 เป็นไปอย่างปลอดภัย โดยได้รับการสนับสนุนพื้นที่ตั้งจุดบริการ น้ำมันเครื่อง วัสดุอุปกรณ์ จากภาคีเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชน จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ 1.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ปิโตรเลียมไทย คอร์ปอเรชั่น จำกัด 3.บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด 4.บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด 5.บริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด 6.บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และ 7.บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด มหาชน

ทั้งนี้ ประชาชนผู้สนใจ สามารถค้นหาข้อมูล สอบถาม และการขอความช่วยเหลือเบื้องต้น ผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่ Application : อาชีวะอาสา ผ่านระบบ Android / Line Official :ID: @vecrsa /Facebook : อาชีวะอาสา สอศ.และ Website : อาชีวะอาสา

– 006

‘ครูผู้ช่วย’สังกัดสกร.เฮ! ‘กมว.’อนุมัติหลักการออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพชั่วคราวให้แล้ว

‘ครูผู้ช่วย’สังกัดสกร.เฮ! ‘กมว.’อนุมัติหลักการออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพชั่วคราวให้แล้ว

‘ครูผู้ช่วย’สังกัดสกร.เฮ! ‘กมว.’อนุมัติหลักการออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพชั่วคราวให้แล้ว

วันศุกร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.30 น.

‘ครูผู้ช่วย’สังกัดสกร.เฮ! ‘กมว.’อนุมัติหลักการออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพชั่วคราวให้แล้ว

11 เมษายน 2568 รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ ประธานกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ครั้งที่ 4/2568 พร้อมด้วยคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ และมี ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการการประชุม โดยที่ประชุมมีการพิจารณาและมีมติ อนุมัติหลักการในการออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว (ประเภทครู)ให้ผู้ได้รับการคัดเลือก ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) พ.ศ. 2568

ทั้งนี้ ด้วยกรมส่งเสริมการเรียนรู้ แจ้งว่า การดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปี พ.ศ. 2568 กำหนดให้ในวันบรรจุ และแต่งตั้งผู้ได้รับการคัดเลือกต้อง “มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูหรือหลักฐานที่ใช้แสดงในการประกอบวิชาชีพครูตามที่คุรุสภาออกให้เพื่อปฏิบัติหน้าที่สอน” ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่ง ประเภทข้าราชการครู สายงานการสอน ตำแหน่งครูผู้ช่วย

จึงเป็นเหตุให้ผู้ที่จะบรรจุและแต่งตั้งที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือหลักฐานที่ใช้แสดง ในการประกอบวิชาชีพครูตามที่คุรุสภาออกให้เพื่อปฏิบัติหน้าที่สอน จำเป็นต้องใช้หนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว (ประเภทครู) เป็นหลักฐานประกอบการบรรจุและแต่งตั้งเป็นครูผู้ช่วยดังกล่าว เพื่อมิให้เป็นการขัดต่อกฎหมายตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 มาตรา 43 และมาตรา 46

สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จึงเสนอคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพเพื่อพิจารณาอนุมัติหลักการในการออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว (ประเภทครู) ให้ผู้ได้รับการคัดเลือก ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปี พ.ศ. 2568 ซึ่งคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ พิจารณาแล้วเห็นควรอนุมัติหลักการให้ออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว (ประเภทครู) ให้ผู้ได้รับการคัดเลือก ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปี พ.ศ. 2568 ตามที่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ เสนอขอให้คุรุสภาพิจารณาอนุญาต เป็นเวลา 2 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งครูผู้ช่วย ที่ ก.ค.ศ. กำหนดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งให้ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีครูหรือหลักฐานที่คุรุสภาออกให้สำหรับปฏิบัติหน้าที่สอน ก่อนการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยการอนุญาตให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง การอนุญาตให้บุคคลประกอบวิชาชีพควบคุม โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเป็นการชั่วคราว พ.ศ. 2567 เพื่อพัฒนาตนให้มีคุณสมบัติในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ภายในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เสนอคณะกรรมการคุรุสภาเพื่อทราบต่อไป

รศ.ดร.ศิริเดช กล่าวต่อว่า ที่ประชุม ยังรับทราบการอนุมัติออกและต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา โดยเลขาธิการคุรุสภา ให้แก่ผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตและขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ตรวจสอบแล้ว มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้

1.ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 8,819 ราย  ประกอบด้วย   1) ครู จำนวน 8,230 ราย  2) ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 431 ราย  3) ผู้บริหารการศึกษา จำนวน 86 ราย  และ 4) ศึกษานิเทศก์ จำนวน 72 ราย

2.ต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 23,571 ราย  ประกอบด้วย 1) ครู จำนวน 21,925 ราย  2) ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1,487 ราย 3) ผู้บริหารการศึกษา จำนวน 67 ราย  4) ศึกษานิเทศก์ จำนวน 92 ราย

‘บิ๊กสพฐ.’ย้ำเด็กทุกคนต้องมีที่เรียน สั่งด่วนรับเด็กม.4สอบติดเข้าเรียน

‘บิ๊กสพฐ.’ย้ำเด็กทุกคนต้องมีที่เรียน สั่งด่วนรับเด็กม.4สอบติดเข้าเรียน

‘บิ๊กสพฐ.’ย้ำเด็กทุกคนต้องมีที่เรียน สั่งด่วนรับเด็กม.4สอบติดเข้าเรียน

วันศุกร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.22 น.

‘บิ๊ก สพฐ.’ย้ำ เด็กทุกคนต้องมีที่เรียน สั่งด่วน รับเด็ก ม.4 สอบติดเข้าเรียน เหตุเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเอกสาร 

11 เมษายน 2568 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์ กรณีนักเรียนสอบติดเข้าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ถูกตัดสิทธิเนื่องจากโรงเรียนเดิม (โรงเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดเอกชน) ออกเอกสารใบ ปพ.1 ฉบับจริงไม่ทันกำหนดวันมอบตัว จึงทำให้โรงเรียนที่นักเรียนรายนี้สอบติด ไม่รับรายงานตัว นั้น

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า สำหรับกรณีดังกล่าว ตนได้รับทราบเรื่องแล้วและไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสั่งการให้คณะกรรมการรับนักเรียนระดับเขตพื้นที่การศึกษา พิจารณาดำเนินการตามนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนฯ ด้วยความละเอียดรอบคอบ โดยต้องคำนึงถึงสิทธิของนักเรียนเป็นสำคัญ และผ่อนผันได้ตามที่โรงเรียนได้ประกาศไว้ โดยไม่เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ เพื่อให้เด็กทุกคนมีที่เรียนตามความสามารถที่เขาสอบได้ ตามนโยบาย “Thailand Zero Dropout” ที่พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับเด็กนักเรียนทุกคน ได้รับโอกาสและสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ได้เรียนตามความถนัดและความสนใจ และไม่หลุดจากระบบการศึกษา 

“ในเบื้องต้นได้สั่งการให้โรงเรียนที่นักเรียนสอบได้ ดำเนินการยืดหยุ่นผ่อนผันให้ใช้เอกสารรับรองเบื้องต้นไปก่อน และเมื่อโรงเรียนเดิมออกเอกสารใบ ปพ.1 ตัวจริงมาแล้ว ก็ให้นำมายื่นภายหลังได้ เพื่อให้นักเรียนไม่เสียสิทธิในการเข้าเรียน ส่วนนักเรียนคนใดที่ยังไม่มีที่เรียนในขณะนี้ สามารถตรวจสอบรายชื่อโรงเรียนและจำนวนที่นั่งว่าง ได้แล้วที่เว็บไซต์ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง จากนั้นให้ยื่นความจำนงผ่านระบบออนไลน์ ในวันที่ 17-22 เมษายน 2568 ซึ่งจะประกาศผลภายในวันที่ 24 เมษายน และมอบตัวภายในวันที่ 27 เมษายน 2568 ขอให้นักเรียนและผู้ปกครองมั่นใจว่าเด็กทุกคนจะมีที่เรียนอย่างแน่นอน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

UK ปั้นผู้นำเทค! ถอดรหัสความสำเร็จจาก 2 ศิษย์เก่าสหราชอาณาจักร

UK ปั้นผู้นำเทค! ถอดรหัสความสำเร็จจาก 2 ศิษย์เก่าสหราชอาณาจักร

UK ปั้นผู้นำเทค! ถอดรหัสความสำเร็จจาก 2 ศิษย์เก่าสหราชอาณาจักร

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.07 น.

UK ปั้นผู้นำเทค! ถอดรหัสความสำเร็จจาก 2 ศิษย์เก่าสหราชอาณาจักร เล่าเส้นทางสู่ความสำเร็จในวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย

หากพูดถึงการเรียนต่อเมืองนอก สหราชอาณาจักรก็คงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักเรียนไทยหลายคน ไม่ใช่แค่คุณภาพการศึกษาที่เป็นเลิศ แต่ยังเป็นศูนย์กลางของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและเป็นแหล่งรวมผู้เชี่ยวชาญระดับโลก เตรียมความพร้อมสู่ความก้าวหน้าในสายงาน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นศิษย์เก่าจากสหราชอาณาจักรประสบความสำเร็จเป็นจำนวนมาก ในหลากหลายวิชาและสาขาอาชีพและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรชั้นนำตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ ในวันนี้ บริติช เคานซิล ได้เชิญ 2 ศิษย์เก่า เจ้าของรางวัลศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรดีเด่นมาร่วมแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ที่ประทับใจจากการศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหราชอาณาจักร เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่สนใจศึกษาต่อ

นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัย Oxford เปิดเผยว่าการศึกษาในสหราชอาณาจักรเป็นรากฐานสำคัญที่นำพาบิทคับ สู่การเป็นยูนิคอร์นได้ภายใน 3 ปี และกลายเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีบล็อกเชน และสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย เขาอธิบายว่าระบบการศึกษาของสหราชอาณาจักร ไม่ได้ป้อนข้อมูล แต่ท้าทายให้ผู้เรียนคิด วิเคราะห์ และประยุกต์ใช้องค์ความรู้ภายใต้สถานการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) ที่จำเป็นต่อการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้และรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

นอกจากนี้ นายจิรายุสกล่าวเสริมว่าสภาพแวดล้อมทางวิชาการที่ท้าทายในสหราชอาณาจักรช่วยส่งเสริมความอดทน (Persistency) และความมุ่งมั่น (Perseverance) ซึ่งช่วยเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองและความกล้าที่จะเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นอย่างยิ่งในโลกการทำงานจริงด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ เขาจึงมุ่งมั่นที่จะตอบแทนสังคมโดยการส่งเสริมและพัฒนาผู้นำและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ดร. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัย Nottingham ได้แชร์ว่าการศึกษาในสหราชอาณาจักร เน้นย้ำถึงความสำคัญของการคิดเชิงตรรกะ (Logical Thinking) ซึ่งเป็นทักษะหลักที่ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการวิจัยของเธอ ทั้งในด้านการกำหนดโจทย์วิจัย การพัฒนาต่อยอด และการวิเคราะห์ภาพรวม ทักษะเหล่านี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำงานของเธอในด้านนาโนเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมและบริการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยังช่วยสนับสนุนบทบาทของเธอในฐานะผู้ให้คำปรึกษาแก่นักวิจัยรุ่นใหม่อีกด้วย

นอกเหนือจากเรื่องการเรียนการสอน เธอยังประทับใจที่สหราชอาณาจักรเป็นแหล่งรวมผู้เชี่ยวชาญและช่วยสร้างคอนเนคชั่นที่ดีและยั่งยืน เธอยังคงติดต่อกับเพื่อนและอาจารย์ ที่นั่นแม้จะผ่านมา 20 ปีแล้วก็ตาม อีกทั้งยังประทับใจในทัศนคติที่มุ่งเน้นด้านนวัตกรรมของสหราชอาณาจักร เนื่องจากวัฒนธรรมสตาร์ทอัพเฟื่องฟูที่นั่นเร็วกว่าประเทศไทยมาก แนวคิดของสหราชอาณาจักรที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมยังเห็นได้ชัดอีกจากการที่เขาให้ความสำคัญกับการวิจัยทั้งขั้นพื้นฐานและขั้นประยุกต์ เพื่อนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมไปใช้แก้ปัญหา สร้างมูลค่าเพิ่ม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้โมเดลที่เรียกว่า “ผู้ให้บริการโซลูชัน” (Solutions Provider) ซึ่ง ดร. อุรชาเชื่อว่าประเทศไทยสามารถนำโมเดลนี้ไปปรับใช้เป็นแบบอย่างได้”

ข้อมูลจากบริติช เคานซิลประเทศไทยล่าสุดระบุว่า สหราชอาณาจักรยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม

สำหรับนักเรียนไทย โดยในปีการศึกษา 2565/2566 มีนักเรียนไทยกว่า 6,000 คน เลือกศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักอื่นๆนอกจากนั้นสหราชอาณาจักรยังคงเปิดรับนักเรียนไทย และพร้อมให้การสนับสนุนผ่านนโยบายต่างๆ เช่น วีซ่า New Graduate Route ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างชาติที่สำเร็จการศึกษาในสหราชอาณาจักรตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไปสามารถอยู่ต่อเพื่อหาประสบการณ์ทำงานได้อีก 2-3 ปี นอกจากนั้นบริติช เคานซิลยังมีทุนการศึกษาต่าง ๆ มากมายเพื่อเปิดโอกาสให้กับนักเรียน นักศึกษาไทย เช่น ทุน GREAT Scholarships สำหรับไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท โดยในปีการศึกษา 2025-26 นี้มีให้สำหรับนักเรียนไทยมากถึง 17 ทุน  เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาในความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร ซึ่งกำลังฉลองครบรอบ 170 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2568 นี้

ผู้ที่สนใจศึกษาต่อสหราชอาณาจักร หรือสนใจทุนการศึกษาในสหราชอาณาจักร สามารถติดตาม

ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับการศึกษาต่อได้จากเว็บไซต์ Study UK ของบริติช เคานซิล

https://study-uk.britishcouncil.org/th หรือ Line official account @studyukthailand

ปักหมุด! จุดเล่นน้ำ‘สงกรานต์’ Water Festival 2025

ปักหมุด! จุดเล่นน้ำ‘สงกรานต์’ Water Festival 2025

ปักหมุด! จุดเล่นน้ำ‘สงกรานต์’ Water Festival 2025

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.41 น.

ปักหมุด!กางจุดเล่นน้ำ‘สงกรานต์’ส่วนกลาง-ภูมิภาค ในงาน Water Festival 2025 ชวนประชาชนร่วมกิจกรรมรับความสุขอย่างชุ่มฉ่ำ

9 เมษายน 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ขอเชิญชวนคนไทยร่วมกิจกรรมในงาน “Maha Songkran World Water Festival 2025” ณ สถานที่ต่าง ๆ ที่จัดขึ้นเพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้รับความสุขอย่างชุ่มฉ่ำ ได้แก่

1) 11-15 เมษายน 2568 กิจกรรม “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ” กับสงกรานต์ที่ ถนนราชดำเนิน & ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ  

2) 13-15 เมษายน 2568 ณ สยามสแควร์ ในงาน “สงกรานต์สยามผ้าขาวม้า สาดสนุก สุดอะเมซิ่ง”  เนรมิตสยามสแควร์ให้กลายเป็นสวนน้ำ กับ สงกรานต์สยามผ้าขาวม้า   

3) 14 เมษายน 2568 ในงาน Amazing Bangkok Songkran Parade 2025  ณ ถนนสีลม มีขบวนพาเหรดสงกรานต์ของชาว LGBTQIA+ ที่ร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ จัดงานภายใต้แนวคิดสืบสานประเพณีวัฒนธรรมของไทย 

4) 12-14 เมษายน 2568 ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ ในงาน S2O Songkran Music Festival เทศกาลดนตรีสงกรานต์ระดับโลกผสมผสานระหว่าง “ดนตรี” และ “น้ำ”

5) 10 – 15 เมษายน 2568 ณ  One Bangkok ในงาน One Bangkok, One Lagoon Splashing Songkran Rhythms เนรมิตรังสรรค์พื้นที่ใจกลางกรุงให้เป็นโอเอซิส ผสานสายน้ำและศิลปะวัฒนธรรมไทยในรูปแบบร่วมสมัยมีเอกลักษณ์ 

6) 10 – 16 เมษายน 2568 ณ ไอคอนสยาม ในงาน ICONSIAM THAICONIC SONGKRAN CELEBRATION 2025 ภายใต้แนวคิด “สาดสนุกมหาสงกรานต์ สายธารแห่งเสน่ห์ไทย” 

7) 12-14 เมษายน 2568 ณ ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในงาน Thai Rhythm Songkran Festival 2025

สำหรับไฮไลต์การจัดงาน Water Festival 2025 ในส่วนภูมิภาค เช่น

1) 12-15 เมษายน 2568 จ.เชียงใหม่ ณ วัดเจดีย์หลวง: ประเพณีปี๋ใหม่เมือง สรงน้ำพระพุทธรูปสำคัญ ของวัดเจดีย์หลวง จุดประทีปบูชาพระธาตุ พร้อมลิ้มรสอาหารเหนืออร่อยแบบล้านนาแท้ ๆ

2) 12-13 เมษายน 2568 จ.ลำพูน ณ ตลาดนัดสงกรานต์ ถนนรถแก้ว: ทำบุญสรงน้ำพระ ชมขบวนแห่ของดีเวียงลำพูน ชอปของดีของชุมชนและลิ้มรสอาหารล้านนา

3) 13-15 เมษายน 2568 จ.ขอนแก่น ณ วัดไชยศรี บ้านสาวะถี: ร่วมพิธีสะเดาะเคราะห์แบบอีสานดั้งเดิม พร้อมทำบุญเสริมสิริมงคลด้วยการตักบาตรหน้าสิมและสรงน้ำพระพุทธรูปไม้โบราณ การแสดงหมอลำสาวะถี

4) 12-13 เมษายน 2568  จ.อุดรธานี ณ ลานวัฒนธรรมมรดกโลกบ้านเชียง: ร่วมรดน้ำดำหัวขอพรพ่อใหญ่ แม่ใหญ่ ไทยพวนบ้านเชียง เพื่อรับพรจากผู้สูงอายุ ทำบุญตักบาตรสรงน้ำพระ

5) 12-13 เมษายน 2568 จ.ภูเก็ต ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชินี หรือลานมังกร ซอยรมณีย์และวัดไม้ขาว: ชวนสวมใส่ชุดเคบาย่า เดินเล่นรอบเมืองภูเก็ต ถ่ายรูปเช็กอินลงโซเชียล ชวนชิมและเดินเล่นชิล ๆ อุดหนุนของดีของชุมชน โดยในวันที่ 13 เมษายน 2568 เริ่มต้นปีใหม่ด้วยการตักบาตรข้าวสุกและข้าวสารอาหารแห้ง ที่วัดไม้ขาวเพื่อความเป็นสิริมงคล

“รัฐบาลเชิญชวนคนไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานประเพณีสงกรานต์เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยที่มีความหมายมากกว่าการเล่นน้ำ แต่เป็นเทศกาลแห่งความรัก ความกตัญญู และความอบอุ่นของครอบครัว ซึ่งควรค่าแก่การส่งต่อไปสู่สายตาชาวโลก สงกรานต์ไทยคือมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบทอดให้คนรุ่นหลัง เราต้องการให้สงกรานต์เป็นเทศกาลที่ทุกคนต้องมาเยือน อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต” นายอนุกูล กล่าว