พว.ผนึก 12 โรงเรียนคาทอลิก นำโมเดล GPAS 5 Steps พัฒนาสมรรถนะเด็กนักเรียน

พว.ผนึก 12 โรงเรียนคาทอลิก นำโมเดล GPAS 5 Steps พัฒนาสมรรถนะเด็กนักเรียน

พว.ผนึก 12 โรงเรียนคาทอลิก นำโมเดล GPAS 5 Steps พัฒนาสมรรถนะเด็กนักเรียน

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

’พว.‘ ผนึก ‘12 โรงเรียนคาทอลิก’ นำโมเดล ‘GPAS 5 Steps’ พัฒนาสมรรถนะ ‘เด็กนักเรียน’ พลิกโฉมการศึกษาไทย

’พว.-12 โรงเรียนคาทอลิก’ เซ็น MOU ดันใช้โมเดล GPAS 5 Steps ยกระดับห้องเรียนสู่มาตรฐานสากล ปรับบทบาท ‘ครู’ อำนวยความสะดวก หวัง ‘เด็กนักเรียน’ คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น มั่นใจพัฒนาสมรรถนะเต็มที่ตามหลัก Active Learning จนสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ด้วยตนเอง

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) คณะซิสเตอร์จาก 12 โรงเรียนสังกัดคณะรักกางเขนแห่งจันทบุรี และโรงเรียนภาคีเครือข่าย ได้แก่ โรงเรียนเซนต์นิโกลาส (พิษณุโลก), โรงเรียนดรุโณทัย (ตรัง),  โรงเรียนเทวรักษ์ (ปราจีนบุรี),  โรงเรียนปัญจทรัพย์ (ดินแดง),  โรงเรียนมารดานุสรณ์ (ตราด),  โรงเรียนมารีวิทยากบินทร์บุรี, โรงเรียนมารีวิทยาปราจีนบุรี, โรงเรียนมารีวิทยาศรีมโหสถ, โรงเรียนยอแซฟพิจิตร, โรงเรียนยอแซฟวิทยา (จันทบุรี), โรงเรียนลัมแบรต์พิชญาลัย และโรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์  ได้ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ และวางแนวทางภายใต้แนวคิด “การพลิกโฉมคุณภาพการศึกษาไทยด้วยการพัฒนานวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมผู้เรียน” มุ่งยกระดับห้องเรียนสู่มาตรฐานสากล พร้อมร่วมลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ยกระดับห้องเรียนคุณภาพด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) เพื่อพัฒนาสมรรถนะการเรียนรู้ของเด็กนักเรียน

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวถึงแนวทางนโยบายและทิศทางการศึกษา ว่า หัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา คือ การปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ระดับห้องเรียน การนำกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มาใช้ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนบทบาทครูให้เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการสร้างความรู้ ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาสมรรถนะ  จนสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ด้วยตนเอง (Active Learning) ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา

“ในโลกปัจจุบันภาคธุรกิจและประเทศเราต้องการคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีศักยภาพรอบด้าน ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยการเรียนแบบบูรณาการด้วยกระบวนการคิดขั้นสูง เพราะฉะนั้นเด็กต้องทำความเข้าใจในศาสตร์ทุกศาสตร์ผ่านกระบวนการคิด เพื่อให้ตกผลึกที่สมองแบบฝังลึก เมื่อไปทำกิจกรรมอะไรหลังจากนั้นการบูรณาการจะเกิดขึ้นได้เองจากความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในสมองโดยไม่รู้ตัว ทำให้เกิดเป็นชิ้นงานที่เหนือกว่าคนอื่น”ดร.ศักดิ์สินกล่าว

ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า ในการจัดการศึกษาเราอยากให้เด็กได้เรียนรู้  ได้ลงมือทำ และ ต้องอยู่กับคนอื่นได้  ที่สำคัญต้องเลือกอนาคตของตนเองได้ ซึ่งการจัดเกิดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ครูจะต้องจัดการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นแนวทางการปฏิรูปการศึกษารูปแบบหนึ่ง เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสคิด ได้ทำ ได้นำเสนอ ประเมิน และได้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องโดยมีครูเป็นโค้ช  ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็ได้ดำเนินการเรื่องนี้มาตามลำดับ เพราะ สพฐ.เห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ และการพัฒนาต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดอยู่กับที่ การที่กลุ่มโรงเรียนคาทอลิกเห็นความสำคัญของการพัฒนานี้ก็คิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง และถือเป็นความท้าทายที่จะสร้างความก้าวหน้าและความเข้มแข็งให้กับเด็กและโรงเรียน  ซึ่งตนมองว่าเป็นการเดินมาถูกทางแล้ว เพราะเป็นการเตรียมครูเพื่อนำไปสู่การเตรียมนักเรียนให้มีความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงให้โอกาสเด็กมีส่วนร่วมในการทำงาน พัฒนานวัตกรรมที่จะต่อยอดไปในอนาคตได้ และสุดท้ายผลที่เกิดกับเด็ก คือ เด็กคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น

ซิสเตอร์ ดร.อัจฉรา สุขพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมารีวิทยา ปราจีนบุรี กล่าวว่า การที่กลุ่มโรงเรียนสังกัดคณะรักกางเขน แห่งจันทบุรี ลงนาม MOU ร่วมกับ พว.วันนี้ ไม่ถือเป็นเรื่องใหม่ เพราะเมื่อ 15 ปี ที่ผ่านมา ได้เคยเซ็น MOU กับ พว.มาแล้ว ซึ่งขณะนั้น ดร.ศักดิ์สิน ก็พยายามพูดถึง GPAS  5 Steps มาตลอด และตลอดระยะเวลาที่พอช่วยเหลือกลุ่มโรงเรียนมา ทำให้วันนี้ทางกลุ่มโรงเรียนมีพื้นฐานเกี่ยวกับ Active Learning พอสมควรแล้ว ดังนั้นการ MOU ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนโรงเรียนเอกชนสู่มาตรฐานสากล โดยเน้นการพัฒนาที่ตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อสร้างรากฐานที่เข้มแข็งให้กับระบบการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน เชื่อว่าจะทำให้การดำเนินการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนมีพัฒนาการมากขึ้น และจะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนขึ้น เพราะเด็กได้ลงมือทำ ได้เล่าเรื่อง ได้ค้นคว้า และวิจัย

“เท่าที่ทำมาก็เข้าใจดีว่า การสร้างคนต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นถ้าเราเริ่มต้นตั้งแต่ระดับปฐมวัย จนถึงชั้นสูงสุดของโรงเรียนและเด็กสามารถนำกระบวนการที่ได้ไปศึกษาต่อ หรือไปประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นกระบวนการต่อเนื่องจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแน่นอน ดังนั้นการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ถือเป็นความท้าทายทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าตัวผู้ปกครองที่ต้องยอมรับว่า เด็กจะต้องเล่นปนเรียน เรียนไปทำไป ซึ่งเป็นมิติใหม่ที่ไม่ใช่แค่เชิงวิชาการอย่างเดียว ขณะที่ครูก็ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอน และตัวนักเรียนก็ต้องพัฒนาตัวเองจะปล่อยไปวัน ๆ ไม่ได้แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้นักเรียนมีความสุขมากขึ้นเป็นความสุขที่ช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้และพัฒนามากขึ้น” ซิสเตอร์ ดร.อัจฉรา ระบุ.

ก้าวสู่ปีที่ 67 มจพ.ชวนร่วมงาน ‘วันคล้ายวันสถาปนา พระจอมเกล้าพระนครเหนือ’

ก้าวสู่ปีที่ 67 มจพ.ชวนร่วมงาน ‘วันคล้ายวันสถาปนา พระจอมเกล้าพระนครเหนือ’

ก้าวสู่ปีที่ 67 มจพ.ชวนร่วมงาน ‘วันคล้ายวันสถาปนา พระจอมเกล้าพระนครเหนือ’

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) กำหนดจัดงานวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ครบรอบ 67 ปี  ในวันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00-21.30 น. โดยใช้ชื่องาน “67 ปี มจพ. พลังเทคโนโลยีสร้างชาติ นวัตกรรมก้าวไกล น้อมดวงใจรำลึกพระพันปีหลวง” เพื่อรำลึกถึงการก่อตั้งมหาวิทยาลัย ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ผู้เกษียณอายุราชการ คณาจารย์ บุคลากร เครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ รวมทั้งเผยแพร่ผลงาน ชื่อเสียงและเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัย พร้อมกับประกาศเกียรติคุณศิษย์เก่าดีเด่น บุคคลเกียรติยศ มจพ. และบุคลากร/นักศึกษา ที่มีผลงานที่สร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติให้แก่มหาวิทยาลัยและประเทศชาติด้านต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง

ภายในงาน ช่วงเช้า เริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 19 รูป ณ ลานเฉลิมพระเกียรติ คณะผู้บริหาร อาจารย์ บุคลากร และผู้ร่วมงาน ร่วมกันทำบุญตักบาตรอาหารแห้งพร้อมกันบริเวณลานเฉลิมพระเกียรติ

ช่วงสาย 09.30 น. พิธีรำลึกถึงทวาปูชนียาจารย์ ศาสตราจารย์ ดร.บุญศักดิ์ ใจจงกิจ และ Dipl. Ing Kart Stutzle ณ ลานทวาปูชนียาจารย์ ณ หน้าอาคารบัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธรไทย-เยอรมัน คณะผู้บริหารและบุคลากรของส่วนงาน วางกระเช้ากล้วยไม้รำลึกถึงอาจาริยคุณ

ช่วงบ่าย 13.00 น. พิธีเชิดชูเกียรติประดู่แดงแห่งเกียรติยศ ณ ห้องประชุม Cloud 9 ชั้น 9 สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (รอบที่ 1 นักศึกษา) รางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่น และนักศึกษาที่มีผลงานดีเด่นสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและระดับนานาชาติ (รอบที่ 2 บุคลากร) ศาสตราจารย์ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ รางวัลนักวิจัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กลุ่มวิจัยเฉพาะทาง/ศูนย์วิจัยเฉพาะทางที่มีผลงานดีเด่น ผู้ปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2568 บุคลากรดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2569 และบุคลากรที่มีผลงานดีเด่น สร้างชื่อเสียงในระดับชาติและระดับนานาชาติ

ภาคค่ำ เวลา 17.00 น. ณ ลานเฉลิมพระเกียรติ มจพ. ชมการขับร้องและบรรเลงดนตรี โดยวงดุริยางค์ราชนาวี พิธีเปิดงาน “67 ปี มจพ. พลังเทคโนโลยีสร้างชาติ นวัตกรรมก้าวไกล น้อมดวงใจรำลึกพระพันปีหลวง” กิจกรรมประกอบด้วย ขบวนเกียรติยศ ชมวีดิทัศน์ 67 ปี มจพ. การแสดงโดยนักศึกษาชมรมศิลปะการแสดง มจพ. พิธีพระกาศเกียรติคุณ “บุคคลเกียรติยศ มจพ.” โดย พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุก องคมนตรี มอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่บุคคลเกียรติยศ มจพ. ประจำปี 2568 การแสดงจาก Thailand’s Got Talent การขับร้องเพลง โดยศิลปินรางวัลแผ่นเสียงทองคำ และศิลปินระดับประเทศ และรับประทานอาหารร่วมกัน

มจพ. ขอเชิญชวนคณาจารย์ บุคลากร ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ผู้เกษียณอายุราชการ แขกผู้มีเกียรติ เครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ ร่วมงานวันรวมน้ำใจชาว มจพ. ประจำปี 2569 “67 ปี มจพ. พลังเทคโนโลยีสร้างชาติ นวัตกรรมก้าวไกล น้อมดวงใจรำลึกพระพันปีหลวง” ในวันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00-21.30 น. ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กรุงเทพฯ

ผู้สนใจซื้อบัตร (โต๊ะจีน) ศิษย์เก่าราคาโต๊ะละ 4,000 บาท ติดต่อสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือในพระบรมราชูปถัมภ์ (มจพ.) โทรศัพท์ 098-741-1178  หน่วยงานภายใน โต๊ะละ 3,000 บาท ติดต่อกองกิจการนักศึกษา โทรศัพท์ 0-2555-2000 ต่อ 1151 กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ ต่อ 1121, 1166 หรือ http://www.kmutnb.ac.th

ยกระดับมาตรฐานพืชเศรษฐกิจ – การแพทย์ ชูเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ วิจัยพัฒนา ‘กัญชา-เห็ดขี้ควาย’

ยกระดับมาตรฐานพืชเศรษฐกิจ - การแพทย์ ชูเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ วิจัยพัฒนา ‘กัญชา-เห็ดขี้ควาย’

ยกระดับมาตรฐานพืชเศรษฐกิจ – การแพทย์ ชูเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ วิจัยพัฒนา ‘กัญชา-เห็ดขี้ควาย’

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.พงศธร  ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  ให้การต้อนรับและประชุมหารือร่วมกับ นายศิริสุข ยืนหาญ รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส) พร้อมคณะทำงานจากสำนักยุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการและตรวจพิสูจน์ยาเสพติด สถาบันสำรวจและควบคุมพืชเสพติด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือแนวทางในการบูรณาการองค์ความรู้ ด้านการคัดเลือกและปรับปรุงสายพันธุ์พืชเสพติดที่มีศักยภาพทางการแพทย์ ได้แก่ กัญชา และเห็ดขี้ควาย

กรอบในการหารือมุ่งเน้นนำเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) ซึ่ง วว. มีความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้ มาใช้ในการขยายพันธุ์เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่แข็งแรง ปลอดโรค และมีสารสำคัญที่คงที่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และเภสัชกรรมอย่างมีมาตรฐานและปลอดภัยต่อไป 

โอกาสนี้คณะผู้บริหารและนักวิจัย วว. ร่วมต้อนรับและประชุมด้วย ได้แก่ ดร.ฮงทัย แซ่ต้น และ ดร.ชนิญญา ชัยสุวรรณ ที่ปรึกษา วว. นายมนตรี แก้วดวง รักษาการ ผอ.ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) นางสาวอุบล ฤกษ์อ่ำ ผู้เชี่ยวชาญวิจัย และนักวิจัยที่เกี่ยวข้องจาก ศนก.  เมื่อวันอังคารที่ 20 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุม กวท. อาคาร RD1 วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี

เห็ดขี้ควาย หรือ เห็ดวิเศษ (Magic mushroom) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psilocybe cubensis อยู่ในวงศ์ Strophariaceae เป็นเห็ดที่มีฤทธิ์กับระบบประสาท  ขึ้นอยู่ตามกองมูลควายแห้ง สีของเห็ดจะมีสีเหลืองซีดคล้ายสีฟางแห้ง เห็ดชนิดนี้มีขึ้นอยู่ทั่วไปแทบทุกภาคของประเทศไทย ลักษณะของเห็ดตัวสมบูรณ์และโตเต็มที่ ตรงบริเวณหมวกจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6.5 – 8.8 เซนติเมตร ความสูงของลำต้นประมาณ 5.5 – 8.0 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.8 – 1.0 เซนติเมตร  ผู้ที่รับประทานเห็ดขี้ควาย จะมีอาการมึนเมา ประสาทหลอน ไม่สามารถลำดับทิศทาง เห็นภาพ แสง สีต่างๆ ลวงตา มีความคิดและอารมณ์เปลี่ยนแปลงคล้ายแอลเอสดี ถ้ารับประทานมากเกินไปอาจทำให้ควบคุมสติไม่อยู่ เกิดประสาทหลอนอย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน อาจเสียชีวิตได้เพราะหายใจติดขัด คนที่เคยใช้มานานๆ จะเพลินต่อความรู้สึกต่างๆ ร่างกายจะเกิดการต้านยา ต้องเพิ่มขนาดการใช้ขึ้นเรื่อยๆ อาการที่เกิดจากการกินเห็ดขี้ควายขึ้นอยู่กับปริมาณ และสภาพของร่างกายของแต่ละบุคคล

มก.ชวนเที่ยวงาน ‘เกษตรแฟร์ 2569’ จากพระปณิธาน สู่เกษตรสร้างสรรค์ สุขภาพยั่งยืน

มก.ชวนเที่ยวงาน ‘เกษตรแฟร์ 2569’ จากพระปณิธาน สู่เกษตรสร้างสรรค์ สุขภาพยั่งยืน

มก.ชวนเที่ยวงาน ‘เกษตรแฟร์ 2569’ จากพระปณิธาน สู่เกษตรสร้างสรรค์ สุขภาพยั่งยืน

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับภาคีเครือข่ายกว่า 23 หน่วยงาน เตรียมจัดกิจกรรม ภายใต้โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อส่งเสริมอาชีพ ในงาน “เกษตรแฟร์” ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อาคารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชวนคนไทยมาอัปสกิลทักษะอาชีพ และดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ภายใต้ธีม “ล้านนาตะวันออก: จากพระปณิธาน สู่เกษตรสร้างสรรค์ สุขภาพยั่งยืน” เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายครอบคลุม 3 มิติการเรียนรู้ ได้แก่ การแพทย์และพยาบาล อาหารและความเป็นอยู่ และมิติทางด้านการเกษตร

รศ.ดร.วีระเกษตร สวนผกา ผอ.สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มก. กล่าวว่า สำนักฯ ได้รับมอบหมายจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้เป็นแหล่งพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน มีบทบาทในการบริการวิชาการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อพัฒนากำลังคนทุกช่วงวัย ซึ่งในงานเกษตรแฟรปีนี้ นำเสนอแนวคิดหลัก คือ “ล้านนาตะวันออก: จากพระปณิธาน สู่เกษตรสร้างสรรค์ สุขภาพยั่งยืน

ด้าน รศ.ดร.วรัทยา ธรรมกิตติภพ รองผู้อำนวยการด้านพัฒนาคุณภาพและงานวิจัย ในฐานะประธานอนุกรรมการฝ่ายนิทรรศการสาขาการถ่ายทอดเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อส่งเสริมอาชีพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ขยายความถึงความหมายของล้านนาตะวันออก ว่า ล้านนาตะวันออก คือ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงราย พะเยา แพร่ และ น่าน เป็นดินแดนอาณาจักรล้านนาในอดีตที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น แรงบันดาลใจของการจัดกิจกรรมนี้เพื่อเป็นการน้อมนำพระปณิธานในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้านการส่งเสริมอาชีพและสุขอนามัยของราษฎร มาเป็นธงนำในการจัดงาน จากพระปณิธาน คืองานที่น้อมนำแนวพระราชดำริของ สมเด็จพระพันปีหลวง ในเรื่องการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและการยกระดับคุณภาพชีวิตราษฎร สู่เกษตรสร้างสรรค์ คือการนำงานฝีมือดั้งเดิมที่พระองค์ทรงส่งเสริม เช่น ผ้าหม้อห้อม (แพร่) และ ผ้าซิ่น (น่าน) มาพัฒนาต่อยอดด้วยนวัตกรรมและดีไซน์ร่วมสมัย ให้กลายเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจริงในปัจจุบัน สุขภาพยั่งยืน สะท้อนถึงพระเมตตาที่ทรงห่วงใยสุขอนามัยของราษฎร มหาวิทยาลัยจึงนำองค์ความรู้จากคณะแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ มาให้บริการประชาชนเสมือนการสืบสานพระราชปณิธานด้านสาธารณสุข

ภายในงานเชิญสัมผัส Soft Power ล้านนา “หม้อห้อม” จากแพร่ “ผ้าซิ่น” จากน่าน และ “เกลือภูเขา” สำหรับธุรกิจสปา พร้อมตื่นตาตื่นใจกับ Fashion Show ผ้าพื้นเมืองโดยนิสิต มก. นวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพองค์รวม Virtual Anatomy การดูร่างอาจารย์ใหญ่เสมือนจริง เทคนิคการดูแลเข่าเสื่อมแบบไม่ต้องผ่าตัด และวิทยาศาสตร์การย้อนวัย บริการสุขภาพฟรีสำหรับประชาชน ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี เฉพาะวันที่ 1, 3, 5 และ 7 กุมภาพันธ์ 2569 บริการตรวจพื้นฐาน วัดความดันโลหิต และตรวจมวลกระดูกฟรี

เรียนรู้ และเวิร์กช็อปสร้างอาชีพ KU MOOC แนะนำคอร์สอบรมออนไลน์ฟรีมากกว่า 100 หลักสูตร พร้อมรับใบประกาศ  Short-term Vocational Training: กว่า 40 วิชาชีพระยะสั้น เริ่มต้นวิชาละ 120 บาท ใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง เช่น ทำสบู่ออร์แกนิก งานควิลท์ งานคราฟต์ งานเซรามิก วาดภาพ ทำเกษตรอินทรีย์ รวมถึงสูตรลับอาหารเหนืออย่างไส้อั่วเพื่อสุขภาพ น้ำเงี้ยว และขนมหวานให้เลือกเรียน ยกระดับสินค้าชุมชน: การแสดงผลงานฉลาก KU Quality Label เพื่อรับรองคุณภาพสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย

สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม – 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อาคารวิทยบริการ สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยลงทะเบียนเข้าร่วมงาน หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต โทร 0 2942 8822 website: https://llldo.ku.ac.th/ facebook: สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ซาบีดา Kick Off อย่างเป็นทางการ นโยบายรัฐหนุน ภาพยนตร์ไทย – ดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก

ซาบีดา Kick Off อย่างเป็นทางการ นโยบายรัฐหนุน ภาพยนตร์ไทย - ดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก

ซาบีดา Kick Off อย่างเป็นทางการ นโยบายรัฐหนุน ภาพยนตร์ไทย – ดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.29 น.

“ซาบีดา” Kick Off อย่างเป็นทางการ 2 มาตรการใหญ่ ครั้งแรกกับนโยบายรัฐหนุนเต็มรูปแบบ ภาพยนตร์ไทย – ดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก ประกาศคืนเงินสูงสุด 30% หนุนหนังไทยโกอินเตอร์ สนับสนุน 20% ดึงต่างชาติจ้างผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ในไทย พร้อมเปิดหลักเกณฑ์ชัด เพิ่มสิทธิประโยชน์ Theme วัฒนธรรมไทย “เทศกาล–ประเพณี–อาหาร–ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม” รับเงินคืนสูงสุด 30% หนุนภาพยนตร์ไทย

วันที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 19.00 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีประกาศ Kick Off การใช้อย่างเป็นทางการ 2 มาตรการสำคัญเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมคอนเทนต์ ของประเทศ ได้แก่ มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศ และมาตรการส่งเสริมการจ้างผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ของต่างชาติ โดยมี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารอุตสาหกรรมภาพยนตร์และดิจิทัลคอนเทนต์ ผู้บริหารสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ/ผู้แทนสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ผู้แทนสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์/ผู้แทนสมาคมส่งเสริมคอนเทนต์วายไทย ผู้แทนอุตสาหกรรมเพลง ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกสไทย/ผู้แทนสมาคมดิจิทอลคอนเทนท์ไทย ศิลปินดารา นักร้อง เข้าร่วมงาน ณ SCBX Next Stage ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน 

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ 2 มาตรการสำคัญของกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์และดิจิทัลคอนเทนต์ไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างรายได้ การจ้างงาน และผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ มิวสิกวีดิโอ และดิจิทัลคอนเทนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกหลักของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ ทั้งในมิติการสร้างรายได้ การจ้างงาน การพัฒนาทักษะ และการส่งออกทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก โดยมาตรการทั้ง 2 ด้านนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย สร้างโอกาสการจ้างงาน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม

มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศ เป็นมาตรการที่สนับสนุนผู้ประกอบการไทยโดยตรง ครั้งแรกของประเทศไทย ในลักษณะการคืนเงินสนับสนุน ร้อยละ 15 – 30 ของค่าใช้จ่ายในการผลิตต่อเรื่อง โดยกำหนด สิทธิประโยชน์หลักร้อยละ 15 สำหรับการผลิตที่มีวงเงิน ตั้งแต่ 15 ล้านบาทขึ้นไป และมี สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ตามหลักเกณฑ์ ได้แก่
1. กรณีผลงานมีเนื้อหาหรือ Theme เชิงสร้างสรรค์ตามที่กำหนด เพิ่มร้อยละ 5 (เทศกาล ประเพณี อาหารไทย และผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม)
2. กรณีมีงบการผลิตต่อเรื่องตั้งแต่ 40 ล้านบาทขึ้นไป รับเพิ่มตามช่วงงบ (40–<50 ล้านบาท เพิ่มร้อยละ 2.5 และตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป เพิ่มร้อยละ 5)
3. กรณีผลงานได้รับการเผยแพร่ในต่างประเทศไม่น้อยกว่า ๔ ประเทศ หมายถึง ผลงานภาพยนตร์ต้องมีการเผยแพร่หรือฉายในต่างประเทศไม่น้อยกว่า ๔

ประเทศ โดยมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑) ฉายในโรงภาพยนตร์ต่างประเทศ หรือ
(๒) ออกอากาศทางช่องโทรทัศน์ต่างประเทศไม่น้อยกว่า ๔ ประเทศ หรือ
(๓) เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งจำนวน ๑ แพลตฟอร์ม ซึ่งต้องมีการเผยแพร่ในต่างประเทศไม่น้อยกว่า ๔ ประเทศ โดยอย่างน้อย ๑ ประเทศต้องอยู่นอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เพิ่มร้อยละ ๕
  มาตรการดังกล่าวมุ่งหวังให้เกิดการผลิตคอนเทนต์ไทยที่มีคุณภาพสูงขึ้น มีทุนสร้างระดับสากลมากขึ้นและสร้างความต่อเนื่องด้านการจ้างงานในอุตสาหกรรม พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การท่องเที่ยว การบริการ การขนส่ง และเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ไม่ต่ำกว่า 4,600 ล้านบาทต่อปี

มาตรการส่งเสริมการจ้างผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ของต่างชาติ เป็นมาตรการดึงดูดผู้ประกอบการและบริษัทต่างชาติให้เข้ามาจ้างผู้ประกอบการไทยผลิตงานดิจิทัลคอนเทนต์ในประเทศ ครอบคลุมงาน แอนิเมชัน วิชวลเอฟเฟกต์ และงานหลังการผลิต (Post-production) โดยภาครัฐสนับสนุน ร้อยละ 20 ของเงินค่าจ้างตามสัญญา สำหรับบริษัทต่างชาติที่จ้างผู้ประกอบการไทย และกำหนดวงเงินสัญญา ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปต่อสัญญา

  มาตรการนี้จะช่วยสร้างงานและพัฒนาทักษะแรงงานไทย โดยเฉพาะนักศึกษาและผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ ให้มีโอกาสเรียนรู้การทำงานจริงร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับสากล เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมาตรฐานการผลิตระดับโลก ช่วยลดการไหลออกของแรงงาน เพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางการจ้างผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ของโลก โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นราว 10% หรือกว่า 2,500 ล้านบาท ในปี 2570

“ขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์และดิจิทัลคอนเทนต์ไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีโลกไปด้วยกัน เพราะชื่อว่ามาตรการทั้ง 2 ด้านสะท้อนความมุ่งมั่นของภาครัฐในการผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และเพิ่ม การจ้างงานรวมถึงส่งผลบวกต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การท่องเที่ยว การบริการ การขนส่ง และธุรกิจท้องถิ่น พร้อมทั้งสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้เป็นแหล่งผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ และมาตรฐานสากล ที่สำคัญจะสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นางสาวซาบีดา กล่าว

อว.เปิดตัว ‘e-Testing Center’ ยกระดับ Thai MOOC สู่ ‘โครงสร้างพื้นฐานแห่งปัญญา’

อว.เปิดตัว 'e-Testing Center' ยกระดับ Thai MOOC สู่ 'โครงสร้างพื้นฐานแห่งปัญญา'

อว.เปิดตัว ‘e-Testing Center’ ยกระดับ Thai MOOC สู่ ‘โครงสร้างพื้นฐานแห่งปัญญา’

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

อว. พลิกโฉมการศึกษาไทย เปิดตัว “e-Testing Center” มาตรฐานสากล พร้อมยกระดับ Thai MOOC สู่ “โครงสร้างพื้นฐานแห่งปัญญา” ปูพรม AI Literacy และ Credit Bank เต็มรูปแบบ

ดร.วันนี นนท์ศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับมอบหมายจาก ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ให้เป็นประธานเปิดศูนย์สอบความร่วมมือ (e-Testing Center) และประชุมระดับนโยบายเพื่อวางรากฐาน Thai MOOC Ecosystem ปี 2569 ผนึกกำลังมหาวิทยาลัยชั้นนำและภาคเอกชน มุ่งสร้างทักษะ AI และระบบธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) เพื่อคนไทยทุกคน โดยมี ศ.ดร.จินตวีร์ คล้ายสังข์ ผู้อำนวยการโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย ดร.เจษฎา อานิล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และ ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าร่วม ณ อาคารศูนย์เรียนรวม 1 (อาคารอินทรีจันทรสถิตย์) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ดร.วันนี กล่าวว่า ศูนย์สอบออนไลน์ e-Testing Center มาตรฐานสากลนี้ เกิดจากความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย (TCU) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนรายวิชาออนไลน์ด้านความเข้าใจปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) เพื่อเตรียมความพร้อมกำลังคนของประเทศใน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1. AI for Education 2. AI Workforce Development และ 3. AI Innovation ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และรองรับการเทียบโอนหน่วยกิตผ่านระบบธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.วันนี กล่าวต่อว่า ความร่วมมือแบบบูรณาการ (Synergetic Collaboration) ในครั้งนี้ คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะยกระดับ Thai MOOC จากการเป็นเพียงแพลตฟอร์มการเรียนรู้ สู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานแห่งปัญญาของประเทศ” โดยดำเนินการผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ 1. การทลายกำแพงวิชาการ (National Credit Bank) เชื่อมโยงสถาบันอุดมศึกษากว่า 40 แห่ง เปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นพันธมิตร เพื่อแบ่งปันทรัพยากรและเปิดกว้างให้ผู้เรียนสะสมหน่วยกิตข้ามสถาบันได้อย่างไร้ขีดจำกัด 2. การเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม (Micro-credentials) ดึงภาคเอกชนร่วมเป็น “ผู้ร่วมออกแบบ” (Co-designer) หลักสูตร เพื่อให้ใบประกาศนียบัตรจาก Thai MOOC เป็นเครื่องยืนยันสมรรถนะที่ภาคธุรกิจยอมรับและพร้อมทำงานได้ทันที 3. นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อความเท่าเทียม (AI-Driven Learning) ยกระดับจากการเรียนผ่านวิดีโอทั่วไป สู่ระบบวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียน (Learning Analytics) ที่แนะนำบทเรียนตามศักยภาพรายบุคคล ลดความเหลื่อมล้ำและเปิดโอกาสให้คนไทยทุกพื้นที่เข้าถึงความรู้มาตรฐานเดียวกับคนในเมืองหลวงได้ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง และ 4. ความร่วมมือระดับสากล (Global Partnership) ขยายเครือข่ายกับ MOOC ระดับโลก อาทิ JMOOC (ญี่ปุ่น) และ K-MOOC (เกาหลีใต้) เพื่อยกระดับมาตรฐานรายวิชาของไทยสู่เวทีสากล

“แม้การขับเคลื่อนระบบนิเวศนี้จะมีความท้าทายทั้งด้านกฎระเบียบและเทคนิค แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือความคุ้มค่ามหาศาล เมื่อคนไทยเข้าถึงแหล่งความรู้คุณภาพได้ไร้ขีดจำกัด เศรษฐกิจฐานรากจะเข้มแข็ง และนวัตกรรมจะเกิดขึ้นจากทุกมุมของประเทศ ขอเชิญชวนทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา มาร่วมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ไม่มีวันเกษียณ เพื่อให้ Thai MOOC เป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อย่างแท้จริง” ดร.วันนี กล่าว

-(016)

มช.โชว์ศักยภาพระดับเอเชีย 3 ผลงาน ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ‘THE Awards Asia 2026’

มช.โชว์ศักยภาพระดับเอเชีย 3 ผลงาน ผ่านเข้ารอบสุดท้าย 'THE Awards Asia 2026'

มช.โชว์ศักยภาพระดับเอเชีย 3 ผลงาน ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ‘THE Awards Asia 2026’

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.46 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) สร้างความภาคภูมิใจบนเวทีการศึกษาเอเชียอีกครั้ง หลังผลงานทางวิชาการและโครงการพัฒนาสังคมของมหาวิทยาลัยได้รับการคัดเลือกจาก Times Higher Education (THE) ให้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย (Shotlist) การพิจารณารางวัล THE Awards Asia 2026 จำนวน 3 ผลงาน ใน 3 ประเภทรางวัล สะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นานาชาติ การดูแลนักศึกษา และการพัฒนาภูมิภาคอย่างยั่งยืน พร้อมตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับภูมิภาคสู่เวทีเอเชีย

ผลงานแรกที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายคือรางวัล International Strategy of the Year จากผลงาน “CMU’s International Strategy: A Multi-Tiered Architecture for Global Impact” โดยศูนย์บริหารพันธกิจสากล ซึ่งสะท้อนแนวทางการวางยุทธศาสตร์ความร่วมมือระดับนานาชาติอย่างเป็นระบบ มุ่งยกระดับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จากความร่วมมือเชิงนามธรรมไปสู่การดำเนินงานที่สร้างผลลัพธ์จริงและยั่งยืน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับฐานรากจนถึงพันธมิตรชั้นนำระดับโลก

รางวัล Outstanding Support for Students เป็นผลงานของกองพัฒนานักศึกษา ภายใต้ชื่อ “Token to Care – No Money No Hunger” โครงการนวัตกรรมด้านสวัสดิการที่มุ่งช่วยเหลือนักศึกษาซึ่งประสบปัญหาการเงินฉุกเฉิน ผ่านระบบคูปองอาหารดิจิทัล พร้อมทั้งเชื่อมโยงนักศึกษาที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องเข้าสู่โอกาสด้านทุนการศึกษา ที่พักอาศัย และการทำงาน เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในการศึกษาอย่างรอบด้าน

ในด้านการพัฒนาภูมิภาค ผลงานที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในรางวัล Outstanding Contribution to Regional Development ได้แก่ “SMART BEE SDGs – Enhancing Food Security and Beekeeper Livelihoods in the Mekong Region” โดยรองศาสตราจารย์ ดร.เทิด ดิษยธนูวัฒน์ คณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เลี้ยงผึ้งในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)

ความสำเร็จจากการผ่านเข้ารอบสุดท้ายทั้ง 3 ประเภทรางวัลในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการบูรณาการการศึกษา งานวิจัย นวัตกรรม และการทำงานเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของเอเชียที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้าง

ทั้งนี้ Times Higher Education (THE) มีกำหนดประกาศผลผู้ชนะและจัดพิธีมอบรางวัล THE Awards Asia 2026 ในวันที่ 22 เมษายน 2569 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง

-(016)

มกธ.– ศิริเวลเนส คลินิก จับมือ MOU เชื่อมโยง ‘ความรู้–ความงาม’ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ยุคใหม่อย่างยั่งยืน

มกธ.– ศิริเวลเนส คลินิก จับมือ MOU เชื่อมโยง ‘ความรู้–ความงาม’ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ยุคใหม่อย่างยั่งยืน

มกธ.– ศิริเวลเนส คลินิก จับมือ MOU เชื่อมโยง ‘ความรู้–ความงาม’ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ยุคใหม่อย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (BTU) ร่วมกับ ศิริเวลเนส  คลินิก(SiriWellness Clinic) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทางวิชาการ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคใหม่อย่างรอบด้าน ทั้งด้านองค์ความรู้ ความสามารถทางวิชาการ บุคลิกภาพ ความมั่นใจ และความสุข อันเป็นรากฐานสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคต

ในโอกาสนี้ ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ได้ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำแนวคิด

“ความงามคู่ความรู้… ส่งเสริมบุคลากรความรู้คู่ความงาม งามอย่างมีคุณค่า”

ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างสมดุล ทั้งภายในและภายนอก เพื่อสร้างคุณค่าให้ตนเองอย่างสง่างามและสังคมอย่างยั่งยืน

ในการนี้ ศ.(พิเศษ) ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ได้ให้เกียรติร่วมงานในครั้งนี้ พร้อมทั้งกล่าวแสดงความยินดีในการลงนามความร่วมมือระหว่างม.กรุงเทพธนบุรีกับศิริเวลเนส คลินิก ในครั้งนี้ด้วย

การลงนามในครั้งนี้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีมอบหมายให้ ผู้ช่วยศ.ดร.เสงี่ยม บุษบาบาน รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัย ร่วมลงนามกับ ดร.นิริน พลวัน ผู้บริหารศิริเวลเนส โดยมี นางสาววาสิตา พิชิตวัฒนา ผู้อำนวยการสำนักกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และ นพ.วรวรรธน์ แก้ววิเชียร แพทย์ศิริเวลเนส ร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาทางวิชาการของทั้งสองหน่วยงาน ในการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการศึกษา ความสุขและความงาม เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่การศึกษา การทำงาน และการดำเนินชีวิต ผ่านโครงการ “SiriWellness Education Fund – ความสวยที่สร้างอนาคต”

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมีเป้าหมายร่วมกันในการสนับสนุนทุนการศึกษา และจัดกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพบัณฑิตให้มีความพร้อมรอบด้าน ภายใต้แนวคิด “Smart & Stunning” อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมในระยะยาวต่อไป

ทั้งนี้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ผู้บริหารศิริเวลเนส  คณาจารย์ นักศึกษา และสื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามอย่างพร้อมเพรียง ณ หอประชุม BTU Hall มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

​GISTDA เปิดพิมพ์เขียว ‘Thailand Spaceport’ วางรากฐานเศรษฐกิจอวกาศไทยสู่เวทีโลก

​GISTDA เปิดพิมพ์เขียว ‘Thailand Spaceport’ วางรากฐานเศรษฐกิจอวกาศไทยสู่เวทีโลก

​GISTDA เปิดพิมพ์เขียว ‘Thailand Spaceport’ วางรากฐานเศรษฐกิจอวกาศไทยสู่เวทีโลก

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกับ บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ จำกัด เปิดเผยผลการศึกษาความเป็นไปได้โครงการจัดตั้งท่าอวกาศยาน (Spaceport) ของประเทศไทย ระบุ ศักยภาพของโครงการ ด้วยการเริ่มต้นลงทุนพร้อมผลวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ที่เป็นบวก และผลตอบแทนทางสังคม (SROI) 1.79 เท่า เสนอแผนโรดแมปเริ่มจากระดับ Suborbital เพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร ก่อนก้าวสู่การเป็นฮับอวกาศเต็มรูปแบบในอนาคต ณ ห้องเพลินจิต โรงแรม แกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ เพลินจิต เซ็นเตอร์พ้อยท์เอ็กเซ็กคูทีฟ กรุงเทพมหานคร

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA เปิดเผยว่า รายงานผลการศึกษาฉบับนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเตรียมความพร้อมประเทศไทยในการเข้าสู่ “เศรษฐกิจอวกาศใหม่” โดยสาระสำคัญคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศไม่ได้เป็นเพียงเรื่องไกลตัว หรือต้องใช้งบประมาณมหาศาลเสมอไป โดยผลการศึกษาชี้ชัดว่าประเทศไทยสามารถเริ่มต้นก้าวแรกด้วยการนำส่งแบบ Suborbital บนพื้นที่ที่มีความพร้อมทางกายภาพและภูมิศาสตร์ ซึ่งโครงการนี้ฯ ได้ศึกษาถึงการวิเคราะห์ที่ครอบคลุมทั้งมิติวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และผลกระทบทางสังคม เพื่อหาโมเดลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับบริบทของประเทศไทย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ชี้ให้เห็นว่า เรามีศักยภาพที่จะเปลี่ยนพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หรือพื้นที่ภาคใต้ให้กลายเป็นประตูสู่อวกาศได้

การศึกษาได้ทำการประเมินพื้นที่ศักยภาพ จำนวน 3 แห่งด้วยกัน โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านวิศวกรรม ความปลอดภัย เส้นทางการบิน และต้นทุนการลงทุน ผลการเปรียบเทียบปรากฏว่า พื้นที่แรกคือ “เกาะจวง – เกาะจาน จ.ชลบุรี” เป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสูงสุด โดยมีต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นต่ำที่สุดอยู่ที่ 376 ล้านบาท เนื่องจากเป็นพื้นที่ราชพัสดุและอยู่ในเขตภูมิประเทศที่เอื้อต่อการปล่อยจรวด ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเวนคืนที่ดินและการปรับสภาพพื้นที่ ,ถัดมาคือพื้นที่ “สนามบินอู่ตะเภา จ.ระยอง” แม้จะมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินรองรับ แต่ต้องใช้งบประมาณลงทุนปรับปรุงกว่า 828 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอวกาศและไม่กระทบต่อการบินพาณิชย์ และพื้นที่สุดท้ายคือ “แหลมสนอ่อน จงสงขลา” แม้จะมีพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่น่าสนใจ (ใกล้เส้นศูนย์สูตร) แต่พบข้อจำกัดด้านต้นทุนกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต้นทุนจากการจัดซื้อที่ดินของเอกชน ทำให้ความคุ้มค่าในการลงทุนระยะเริ่มต้นลดต่ำลง หากลงทุนจะใช้เวลาในการสร้างไม่เกิน 5 ปี

ในส่วนของมุมมองการวิเคราะห์ทางการเงินและเศรษฐศาสตร์ รายงานได้จำแนกผลตอบแทนออกเป็นสองส่วนสำคัญ เพื่อสะท้อนภาพจริงของการลงทุนภาครัฐ ซึ่งมูลค่าปัจจุบันสุทธิทางเศรษฐกิจของพื้นที่เกาะจวง–เกาะจาน เป็นเพียงพื้นที่เดียวที่มีค่า Economic NPV เป็นบวก สะท้อนว่าเมื่อนับรวมผลประโยชน์ทางตรงและทางอ้อมที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การจ้างงานในอุตสาหกรรมไฮเทค การเติบโตของห่วงโซ่อุปทาน และการท่องเที่ยวเชิงอวกาศ ประเทศจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าเม็ดเงินที่ลงทุนไป ส่วนมูลค่าปัจจุบันสุทธิทางการเงินในทุกพื้นที่ศึกษา ค่า Financial NPV ยังคงติดลบ ซึ่งเป็นลักษณะปกติของโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในระยะเริ่มต้นที่ยังไม่เน้นผลกำไรเชิงพาณิชย์ แต่เน้นการสร้างฐานรากเพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนในระยะยาว

ในด้านผลตอบแทนทางสังคมจุดเด่นสำคัญของรายงานฉบับนี้คือการวิเคราะห์ ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) ซึ่งพบว่าการพัฒนา Spaceport ที่เกาะจวง–เกาะจาน จะสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่สังคมได้ถึง 1.79 เท่า นั่นหมายถึง เงินลงทุนทุก 1 บาท จะสร้างคุณค่าทางสังคมกลับคืนมาประมาณ 1.79 บาท ผ่านกลไกต่างๆ ได้แก่ การพัฒนาทุนมนุษย์ การสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาทักษะด้าน STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ให้กับเยาวชนและบุคลากรในประเทศ ,ด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญต่างชาติและวิศวกรไทย ,ด้านความยั่งยืนของชุมชน การวางแผนลดผลกระทบต่อชุมชนและการสร้างรายได้ใหม่ในพื้นที่รอบโครงการ

ผู้อำนวยการ GISTDA เปิดเผยเพิ่มเติมอีกว่า คณะผู้จัดทำรายงานเสนอแนวทางการพัฒนาแบบ Phased Approach โดยแนะนำให้ประเทศไทยเริ่มต้นจากการพัฒนาขีดความสามารถในการทดสอบและปล่อยจรวดระดับ Suborbital (วงโคจรย่อย) ในระยะแรก (คาดว่าใช้เวลา 2-5 ปี) โดยเป็นการลดความเสี่ยงซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อนเท่าการส่งเข้าวงโคจรและใช้งบประมาณน้อยกว่า ,การสร้าง Experience & Expertise เป็นช่วงเวลาสำคัญในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงด้านการปฏิบัติการ การบริหารจัดการน่านฟ้า การทดสอบมาตรฐานความปลอดภัย และเป็นการเตรียมความพร้อมบุคลากรเป็นสนามฝึกซ้อมที่ดีที่สุดสำหรับวิศวกรและนักวิจัยไทยก่อนขยับไปสู่ภารกิจที่ใหญ่ขึ้น

แม้โครงการ Thailand Spaceport จะมีความท้าทายรออยู่ ทั้งในด้านความซับซ้อนทางเทคโนโลยี กฎระเบียบข้อบังคับ และสภาพภูมิศาสตร์ แต่ผลการศึกษานี้ยืนยันว่า “ความเป็นไปได้มีอยู่จริงและคุ้มค่า” การลงทุนครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างฐานปล่อยจรวด แต่คือการ “ปักหมุด” ประเทศไทยลงบนแผนที่อวกาศโลก เป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมในการเป็นผู้เล่นในอุตสาหกรรมอวกาศ และเป็นการเปิดประตูโอกาสมหาศาลให้กับคนรุ่นใหม่ และการตัดสินใจเดินหน้าโครงการนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่จะกำหนดอนาคตเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศในอีกทศวรรษข้างหน้า

สกร.จัดประชุมโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริฯ เฉลิมพระเกียรติ กรมสมเด็จพระเทพฯ

สกร.จัดประชุมโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริฯ เฉลิมพระเกียรติ กรมสมเด็จพระเทพฯ

สกร.จัดประชุมโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริฯ เฉลิมพระเกียรติ กรมสมเด็จพระเทพฯ

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดประชุมวิชาการ “โครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “13 ปี พระเมตตา สร้างป่า สร้างรายได้ สร้างถิ่นไทยให้เข้มแข็ง” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 – 31 มกราคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษาฯ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมี นายอุปดิศร์ ฉัตรคำ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์และฟื้นฟูพันธุ์ไม้ในเขตพระราชทานและพื้นที่พิเศษ กรมป่าไม้  และ ศ.ดร.ดุสิต เวชกิจ ผู้ทรงคุณวุฒิมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ ชั้น 6 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. เปิดเผยว่า โครงการสร้างป่า สร้างรายได้ เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงห่วงใยในทรัพยากรป่าไม้ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมจากการถูกบุกรุกและทำไร่เลื่อนลอย โดยทรงมีพระราชดำรัส ณ ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา จ.น่าน เมื่อปี 2555 ความตอนหนึ่งว่า…

“ป่านี้เป็นสมบัติของชุมชน ของชาติของเรา ของคนพื้นที่ เป็นของชาวบ้าน ต้องรักษาไว้เป็นของลูกหลาน ต้องปลูกป่าเลยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้ชาวบ้านพยายามจะคิดหาพืชใหม่ที่มีราคาแพง แดดไม่กลัวระหว่างที่ปลูกให้ชาวบ้านมีรายได้จริงๆ”

จากการน้อมนำแนวทางดังกล่าว สกร. ได้บูรณาการร่วมกับกรมป่าไม้ และภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนโครงการมาตั้งแต่ปี 2556 โดยมีศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอบ่อเกลือ จ.น่าน เป็นหน่วยงานนำร่อง และขยายผลจนครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ เชียงใหม่ น่าน ตาก แม่ฮ่องสอน และเลย รวม 38 อำเภอ ปัจจุบันมีเกษตรกรร่วมโครงการฯกว่า 62,000 ครัวเรือน

สำหรับการจัดงานในปีนี้ สกร. ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพหลัก ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่สกร. จัดงานประชุมดังกล่าว เพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่ พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน เป็นองค์ประธาน ในการประชุมฯ

“สกร. มุ่งมั่นขับเคลื่อนโครงการนี้เพื่อสนองพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง 13 ปีที่ผ่าน จากที่พระองค์ท่านทรงห่วงใยเรื่องของการบุกรุกป่า การใช้สารเคมี การดำเนินการที่ทำให้ป่าไม้ถูกทำลาย จึงมีโครงการสร้างป่า สร้างรายได้เกิดขึ้น โดยการบูรณาการร่วมกันระหว่าง สกร.กรมป่าไม้ กรมวิชาการเกษตร ฯ มสธ.และภาคีเครือข่าย เข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้ป่า มีการวางแผน ต้นน้ำคืออนุรักษ์พื้นที่ป่า ส่วนกลางน้ำ คือ มีการจัดทำหลักสูตรให้เกิดการเรียนรู้ และสามารถต่อยอดให้สอดคล้องกับเครดิตแบงค์ และความรู้ที่สามารถปฏิบัติได้จริง เป็นการปลูกป่าภายในใจให้ทุกคนมองเห็นได้ว่า ป่า นอกจากช่วยในเรื่องอากาศแล้วยังทำให้เกิดองค์ความรู้และสร้างแบรนของผลิตภัณฑ์ที่ได้จากป่า เพื่อสร้างรายได้ ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อป่าที่สมบูรณ์และชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน” อธิบดี สกร.กล่าวและว่า มสธ.ได้มีการติดตามผลการดำเนินการ ว่าอะไรที่เป็นตังชี้วัดของความสำเร็จ ในพื้นที่ 5 จังหวัด และอะไรที่ต้องปรับปรุง เพื่อให้โครงการนี้เกิดความยั่งยืนสมกับพระปณิธานของพระองค์ท่าน และสามารถสร้างป่า สร้างรายได้ในทุกๆที่และในอนาคนจะขยายผลต่อยอดเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่ง สกร.ถือว่าบทเรียนนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญ ทำให้เกิดการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีและสามารถทำให้เกิดองค์ประกอบของ “เลิร์นทูเอิร์น” มีรายได้ระหว่างเรียน ได้ต่อไปในอนาคต“ อธิบดี สกร.กล่าว

ด้าน นายอุปดิศร์ ฉัตรคำ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์และฟื้นฟูพันธุ์ไม้ฯ กล่าวว่า เราเริ่มต้นโครงการนี้จากปัญหาที่ป่าไม้ถูกบุกรุกและทำลายป่า ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบ เช่น เกิดภัยแล้ง ไฟป่า น้ำท่วม ผลผลิตเกิดความเสียหาย หรือผลผลิตได้น้อยลง กรมป่าไม้ได้มีการเข้าไปดูแลในเรื่องการปลูกป่า โดยกรมป่าไม้ได้เข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชนและชุมชนและให้เข้ามามีส่วนร่วม ในการดูแลรักษาผืนป่า ซึ่งโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ตามพระราชดำริฯ เกิดขึ้นเมื่อปี 2556 มีการปลูกป่าใหม่ขึ้นมา และสร้างจิตสำนึกประชาชน หรือปลูกป่าในใจคน โดยให้ประชาชนช่วยกันดูแลรักษาป่าในพื้นที่ โดยกรมป่าไม้ได้เข้าไปดูแลเกษตรกรในชุมชน เป้าหมายเริ่มตั้งแต่การส่งเสริมต้นกล้าพันธุ์ที่เหมาะสมในการปลูกแต่ละพื้นที่ และเข้าไปดูแลพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ

ขณะที่ ศ.ดร.ดุสิต เวชกิจ ผู้ทรงคุณวุฒิ มสธ. กล่าวว่า มสธ.มีการสอนด้านการเกษตรตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก มสธ. จึงเข้าไปช่วยในการพัฒนาเชิงวิชาการร่วมกับครู สกร. และกรมป่าไม้ เพราะแต่ละชุมชนมีความต้องการความรู้ที่แตกต่างกัน มสธ.ก็ไปให้ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 นอกจากนี้ มสธ. ยังได้ทำแบบประเมินการดำเนินงานของโครงการฯแต่ละพื้นที่ เพื่อดูว่าอะไรที่เป็นตังชี้วัดของความสำเร็จ และอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไข พร้อมสอดแทรกความรู้ความคิดเพื่อให้นำไปต่อยอดได้ ทั้งนี้ เพื่อให้โครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ประสบความสำเร็จมากขึ้น