สพฐ.เดินหน้าลดภาระนักเรียน-ครู สร้างคุณภาพอย่างเท่าเทียมทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797122

สพฐ.เดินหน้าลดภาระนักเรียน-ครู  สร้างคุณภาพอย่างเท่าเทียมทั่วประเทศ

สพฐ.เดินหน้าลดภาระนักเรียน-ครู สร้างคุณภาพอย่างเท่าเทียมทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอของบอาหารกลางวัน จำนวน 2,955 ล้านบาทในกลุ่มโรงเรียนขยายโอกาส จำนวน 7,344 แห่งประกอบด้วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กรุงเทพมหานคร และกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) จำนวนนักเรียนรวมทั้งสิ้น 575,983 คน ซึ่งจะเป็นงบประมาณในปี 2568 สำหรับนักเรียนในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 โดยจำนวนนักเรียน 1-40 คนได้รับงบสนับสนุน 36 บาท/คน/วัน จำนวนนักเรียน 41-100 คน ได้รับงบฯ 27 บาท/คน/วันจำนวนนักเรียน 101-120 คน ได้รับงบฯ 24/บาท/คน/วัน และจำนวนนักเรียน 120 คนขึ้นไปได้รับงบฯ 22/บาท/คน/วัน

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.ยังได้เห็นชอบการจ้างนักการภารโรงให้แก่โรงเรียนที่ขาดให้มีครบทุกโรงเรียน จำนวน 14,210 อัตรา โดยในปีงบประมาณ 2568 จะมีการดำเนินการจ้างรวมจำนวน 25,370 อัตรา ซึ่งจะสามารถดำเนินการจ้างได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2567 ถึง 30 ก.ย. 2568 จากนั้นก็จะดำเนินการเตรียมการเพื่อของบประมาณในปีต่อๆ ไปอย่างต่อเนื่อง ส่วนทางด้านงบประมาณสำหรับจ้างนักการภารโรงในปี 2567 นั้น ขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในส่วนของงบจ้างนักการภารโรงของปี 2567 แล้ว ขั้นตอนต่อไปจะดำเนินการจัดทำคำของบเพิ่มเติมไปที่สำนักงบฯและส่งผ่านมายัง ศธ. หลังจากนั้นจะเสนอให้ที่ประชุม ครม. อนุมัติอีกครั้ง โดยในปีงบประมาณ 2567 นี้ จะมีการจ้างนักการภารโรง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม-30 กันยายน 2567 ซึ่งหมายความว่า นับแต่เปิดภาคเรียนใหม่ที่จะถึงนี้ โรงเรียนสังกัด สพฐ. ทั่วประเทศ จะมีนักการภารโรงครบทุกโรงเรียนเป็นที่แน่นอน

“สพฐ.พร้อมเดินหน้าสานต่อนโยบายลงสู่สถานศึกษาและผู้เรียนทั่วประเทศ โดยงบอาหารกลางวันโรงเรียนขยายโอกาสฯ จะช่วยแก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการของเด็กนักเรียน โดยส่งเสริมมื้อกลางวันกินฟรี สุขภาพดีตามหลักโภชนาการ ให้เด็กและเยาวชนได้กินดี มีความสุข เพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้
ส่งผลให้นักเรียนได้รับโอกาส ความเสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึงแก้ปัญหาโรงเรียนเฉลี่ยค่าอาหารกลางวันของนักเรียนระดับชั้นเด็กเล็กถึง ป.6 เป็นค่าอาหารกลางวันให้นักเรียนระดับชั้น ม.1-3 ซึ่งดำเนินการไม่เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ได้มีงบสนับสนุนในส่วนนี้โดยตรง และตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่เป็นรากฐานสำคัญของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอีกด้วย” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ในส่วนของการจ้างนักการภารโรงนั้น จำเป็นที่ต้องขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อจ้างนักการภารโรงให้ครบทุกโรงเรียน เพื่อความปลอดภัยของครูและนักเรียน ให้โรงเรียนอยู่ในสภาพที่สะอาด ปลอดภัย เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน ลดภาระงานครู ให้ครูมีเวลาทำหน้าที่หลักคือการจัดการเรียนการสอนอย่างเต็มที่ มีประสิทธิภาพ ให้โรงเรียนเป็นสถานที่ปลอดภัยของครูและนักเรียน “เรียนดีมีความสุข” ได้อย่างแท้จริง เลขาธิการ กพฐ.กล่าวทิ้งท้าย

สอศ. จับมือจีน โชว์หลักสูตรอินเตอร์ ยกระดับอาชีวะสู่สากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797120

สอศ. จับมือจีน โชว์หลักสูตรอินเตอร์ ยกระดับอาชีวะสู่สากล

สอศ. จับมือจีน โชว์หลักสูตรอินเตอร์ ยกระดับอาชีวะสู่สากล

วันพฤหัสบดี ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เรืออากาศโทสมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการการดำเนินงานครั้งที่ 3 โครงการความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาจีน-ไทย 210 สาขา สัมมนาวิชาการแลกเปลี่ยนและความร่วมมืออาชีวศึกษาจีน-ไทย โดยมีนายเหลียว เหลียนจงประธานสาขาหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง สมาคมการศึกษาระดับอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการสาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวสุนทรพจน์ ผ่านวีดีโอ ผู้บริหารกรมการศึกษา มณฑลหูเป่ย ผู้บริหารกรมการเคหะและการพัฒนาเมือง-ชนบท มณฑลหูเป่ย นายหลี จิ้งซง ประธานบริษัท การศึกษานานาชาติถังฟง กรุ๊ป และนายเฉิง เฉาเซิง เลขาธิการคณะกรรมการพรรคของวิทยาลัยอาชีวศึกษาการก่อสร้างเมืองหูเป่ย ร่วมกล่าวสุนทรพจน์

เรืออากาศโทสมพร ปานดำ รองเลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า การสัมมนาทางวิชาการด้านอาชีวศึกษาระหว่างจีนและไทย เป็นการทำงานร่วมกันแบบครบทุกมิติครั้งแรกของโลก โดยมีผู้บริหารและคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั้งสองประเทศ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันในการพัฒนาและวางรากฐานที่มั่นคงให้กับการศึกษาด้านอาชีวศึกษาในอนาคตระหว่างวิทยาลัยจีนและไทยอย่างเป็นระบบ ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรและสื่อดิจิทัล ด้านภาษา+อาชีพ ร่วมกันจัดตั้งศูนย์ทรัพยากร และร่วมกันจัดการศึกษาทวิวุฒิไทย-จีน โดยในระยะที่ 1 ได้มีการหารือและตกลงร่วมกันระหว่างสองหน่วยงานในการจัดทำหลักสูตรเรียนร่วมทวิวุฒิ ไทย-จีน นำร่อง จำนวน 19 สาขาวิชา (18 วิชาชีพ +1วิชาพื้นฐาน) และจัดประชุมมาแล้ว 2 ครั้ง ที่ประเทศไทย

จากนโยบายรัฐบาล ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับงานในโครงการดังกล่าวนี้ กระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายยกระดับคุณภาพการศึกษา “เรียนดี มีความสุข” ภายใต้แนวทางการทำงาน “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” สู่การขับเคลื่อนนโยบาย สอศ. ในการส่งเสริมการเรียนรู้อาชีวศึกษาทุกที่ทุกเวลา(Anywhere Anytime), พัฒนาทักษะวิชาชีพเพื่อลดภาระของผู้เรียนและผู้ปกครอง (Skill Certificate),ยกระดับคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง, พัฒนาระบบการเทียบระดับการศึกษาและคลังหน่วยกิตอาชีวศึกษา (Credit Bank), พัฒนาทักษะทางภาษาเพื่อการศึกษา และทำงาน (Language Skills) เป็นต้น สู่ความร่วมมือไตรภาคีเพื่อยกระดับการอาชีวศึกษาไทย-จีน ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยสถานศึกษาและสถาบันการอาชีวศึกษาไทย สถาบันอาชีวศึกษาสาธารณรัฐประชาชนจีนและ บริษัท Tang InternationalEducation and Technology Ltd. ด้วยการเชื่อมต่อภาคประกอบการของทั้งสองประเทศ เข้าไว้ด้วยกัน และเกิดเป็นภาพความสำเร็จร่วมกันจากความร่วมมือที่จะเกิดขึ้น เมื่อมองผ่าน “ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง” (Theory of Change) ซึ่งเป็นเหมือนเข็มทิศ ทำให้โครงการของเรามีความชัดเจนในสิ่งที่จะทำมากขึ้น

รองเลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า ในการประชุมจัดให้มีพิธีลงนามความร่วมมือ 3 โครงการ ดังนี้โครงการ CCTE โครงการความร่วมมือศูนย์สร้างมาตรฐานและทรัพยากรจีน-ไทย และโครงการความร่วมมือศูนย์ฝึกอบรมครูจีน-ไทย การประกาศและแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญสำหรับคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญความร่วมมือจีน-ไทย พิธิเปิดตัวความร่วมมือกลุ่มการรวมอุตสาหกรรมและการศึกษาคุณภาพอัจฉริยะสีเขียวจีน-ไทย พิธีมอบหนังสือเชิญทำหน้าที่โครงการ พิธีมอบหนังสือแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญจีน-ไทย พิธีประกาศกรอบมาตรฐานวิชาชีพ ระยะที่ 1 “โครงการ 210 สาขา”จำนวน 19 สาขา พิธีเปิดป้ายโครงการและเปิดตัวเว็บไซต์ (http://project210.tangce.net/views/home.html)

“สอศ.มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและดำเนินโครงการความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาจีน-ไทย ให้มีคุณภาพ เป็นสากลมากขึ้น โดยหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมทำงานร่วมกันได้ในอนาคต ปลูกฝังนักเรียนและครูให้มีความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรม ภาษา ตลอดจนทักษะและสมรรถนะทางวิชาชีพ ให้เกิดเป็นผลสำเร็จอย่างสมบูรณ์ พร้อมผลิตและพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง ตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจของสองประเทศ ด้วยมิตรภาพระหว่างจีนและไทย ซึ่งจะคงอยู่ตลอดไป” รองเลขาธิการ กอศ. กล่าว

กยศ.ประกาศรายชื่อสถานศึกษาเข้าร่วมปี’67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797123

วันพฤหัสบดี ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ประกาศรายชื่อสถานศึกษาที่เข้าร่วมการดำเนินงาน ประจำปีการศึกษา 2567 ระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา รวม 4,184 แห่ง พบสถานศึกษายกเลิกกิจการ 1 แห่ง ปิดกิจการ 1 แห่ง และถูกเพิกถอน 1 แห่ง ขอให้นักเรียน นักศึกษาผู้ที่ต้องการขอกู้ตรวจสอบรายชื่อสถานศึกษาก่อนยื่นคำขอกู้ และสามารถยื่นขอกู้ยืมได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้เป็นต้นไป

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่ากองทุนฯได้ประกาศรายชื่อสถานศึกษาที่เข้าร่วมดำเนินงานกับกองทุนฯ ในปีการศึกษา 2567 จำนวนทั้งสิ้น 4,184 แห่ง แบ่งเป็นระดับมัธยมศึกษา 3,062 แห่ง ระดับอาชีวศึกษา 804 แห่งและระดับอุดมศึกษา 318 แห่ง ในปีนี้มีสถานศึกษายกเลิกกิจการ 1 แห่ง ปิดกิจการ 1 แห่งและถูกเพิกถอนการเข้าร่วมดำเนินงานกับกองทุนฯ 1 แห่ง เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามระเบียบและบันทึกข้อตกลงฯ ทั้งนี้ กองทุนฯได้มีการประชุมสัมมนาผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมของผู้บริหารสถานศึกษา อาจารย์ผู้ปฏิบัติงานกองทุนฯประจำสถานศึกษาให้สามารถดำเนินการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนให้กู้ยืมได้อย่างถูกต้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งสถานศึกษามีหน้าที่เตรียมการให้กู้ยืมเงิน ตรวจสอบคุณสมบัติ สัมภาษณ์ และคัดเลือกนักเรียน นักศึกษาที่สมควรจะได้รับการอนุมัติให้กู้ยืมเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกองทุนฯกำหนด รวมถึงประชาสัมพันธ์เผยแพร่กฎ ระเบียบ ประกาศและหลักเกณฑ์ต่างๆ รวมทั้งประกาศรายชื่อนักเรียน นักศึกษาที่ได้รับอนุมัติให้กู้ยืมเงิน ณ บริเวณสถานศึกษาและเผยแพร่ทางสื่อของสถานศึกษา

“สถานศึกษาทุกแห่ง ที่เข้าร่วมดำเนินงานกับกองทุนฯ ต้องมีการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยหลักสูตร/สาขาวิชาต้องได้มาตรฐานตามที่กระทรวงศึกษาธิการ หรือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือหน่วยงานต้นสังกัดอื่นๆ กำหนด ต้องได้รับการรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาจากหน่วยงานต้นสังกัดมีความพร้อมด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงบุคลากรต้องมีความรู้ ความเข้าใจในการดำเนินงานกองทุนฯอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ โดยขอให้นักเรียน นักศึกษาผู้ที่ต้องการขอกู้ตรวจสอบรายชื่อสถานศึกษาก่อนยื่นคำขอกู้ได้ที่เว็บไซต์ http://www.studentloan.or.th ซึ่งกองทุนฯ จะเปิดระบบการให้กู้ยืม (DSL)ยื่นขอกู้ยืมผ่านแอปพลิเคชั่น กยศ. Connectได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้ เป็นต้นไป” ผู้จัดการกองทุน กยศ. กล่าว

‘มสธ.’ยันเคารพคำพิพากษาศาลปกครองกลาง เตรียมอุทธรณ์กรณีขอโปรดเกล้าฯแต่งตั้งอธิการบดีล่าช้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797213

'มสธ.'ยันเคารพคำพิพากษาศาลปกครองกลาง เตรียมอุทธรณ์กรณีขอโปรดเกล้าฯแต่งตั้งอธิการบดีล่าช้า

‘มสธ.’ยันเคารพคำพิพากษาศาลปกครองกลาง เตรียมอุทธรณ์กรณีขอโปรดเกล้าฯแต่งตั้งอธิการบดีล่าช้า

วันพุธ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2567, 21.03 น.

“ม.สุโขทัย”ออกแถลงการณ์ เคารพคำพิพากษาศาลปกครองกลาง พร้อมอุทธรณ์ต่อกรณีสภามหาวิทยาลัย ถูกร้องละเลยต่อหน้าที่เสนอขอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดี

วันนี้ (3 เมษายน) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ออกคำแถลงการณ์ ตามที่ได้มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับคำพิพากษาศาลปกครองกลาง กรณีสภามหาวิทยาลัยละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรในการเสนอขอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดีตามสื่อต่างๆ โดยศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ บ.64/2564 คดีหมายเลขแดงที่ บ.167/2564 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2567 ว่าสภามหาวิทยาลัยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการเสนอชื่อผู้ฟ้องคดีเพื่อขอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ต่อสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ทั้งนี้ ศาลปกครองกลางได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ในปัจจุบันเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ได้หมดสิ้นไป เนื่องจากสภามหาวิทยาลัยได้มีมติเพิกถอนมติเดิมที่เสนอชื่อผู้ฟ้องคดีเป็นผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี และได้ออกประกาศสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เรื่อง ยกเลิกรายชื่อผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งอธิการบดี ศาลปกครองกลางจึงมีคำพิพากษาจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ นั้น

มหาวิทยาลัย ขอยืนยันว่าการดำเนินการเกี่ยวกับกรณีการเสนอชื่อผู้ฟ้องคดีเพื่อขอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชที่ผ่านมา ได้พิจารณาด้วยความรอบคอบ ชอบด้วยกฎหมาย และตามแนวทางปฏิบัติในการเสนอเรื่องที่ต้องนำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณา โดยให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายตลอดมา การดำเนินการในเรื่องดังกล่าวของสภามหาวิทยาลัย มิได้มีเจตนาในการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด โดยในช่วงเวลาที่ผ่านมามีประเด็นปัญหาข้อกฎหมายและการฟ้องคดีที่เกี่ยวกับการถอดถอนอธิการบดีของมหาวิทยาลัยซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติอันเกี่ยวเนื่องกับกระบวนการสรรหาอธิการบดีที่ผ่านมา 

ทั้งนี้ สภามหาวิทยาลัยเคารพต่อคำพิพากษาของศาลปกครองกลางข้างต้น แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าศาลปกครองกลาง จะมีคำพิพากษาจำหน่ายคดีออกจากสารบบความก็ตามแต่รายละเอียดในคำพิพากษา ยังคงมีประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่สำคัญที่เห็นว่าจำเป็นต้องขอความเป็นธรรมจากศาลปกครองในการวินิจฉัยชี้ขาดเพื่อประโยชน์และธำรงไว้ ซึ่งชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย สภามหาวิทยาลัย จึงอยู่ระหว่างการพิจารณาใช้สิทธิตามกฎหมายในการอุทธรณ์ประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่สำคัญในสำนวนคดีต่อศาลปกครองสูงสุดต่อไป

อนึ่ง คำพิพากษาในคดีนี้ มิได้มีเหตุมาจาก หรือมีผลกระทบในสาระสำคัญเกี่ยวกับการดำเนินการในกรณีที่สภามหาวิทยาลัยได้มีมติเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ที่เพิกถอนมติเดิมที่เสนอชื่อผู้ฟ้องคดีเป็นผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี และได้ออกประกาศสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เรื่อง ยกเลิกรายชื่อผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งอธิการบดีด้วยเหตุที่สภามหาวิทยาลัยพบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เกี่ยวกับคุณสมบัติและความเหมาะสมของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งอธิการบดีเป็นที่ประจักษ์พร้อมพยานหลักฐานที่ชัดเจนเปลี่ยนแปลงไปแล้วว่า ผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติและไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งอธิการบดีแต่อย่างใด

ลดเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สพฐ. จับมือ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ต่อยอดดนตรีไทย-สากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797127

ลดเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สพฐ. จับมือ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ต่อยอดดนตรีไทย-สากล

ลดเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สพฐ. จับมือ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ต่อยอดดนตรีไทย-สากล

วันพุธ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2567, 16.22 น.

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) ได้รับมอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในพิธีปิดโครงการพัฒนาทักษะนักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษด้านดนตรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 พร้อมทั้งรับชมการแสดงผลงานทางด้านดนตรีของนักเรียนในรูปแบบคอนเสิร์ต ทั้งดนตรีไทย ดนตรีสากล และดนตรีร่วมสมัย และมอบเกียรติบัตรสำหรับนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ โดยมี ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.ดร.ณัฐชยา นัจจนาวากุล หัวหน้าสาขาดนตรีไทยและดนตรีตะวันออก อาจารย์วิศนี วงศ์วิรุฬห์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเครื่องสายสากลและดนตรีเชมเบอร์ รวมถึงนักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมในพิธีปิด ณ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

โครงการพัฒนาทักษะนักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษด้านดนตรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนที่มีพรสวรรค์ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สร้างโอกาสให้ผู้มีความสามารถพิเศษได้เรียนตามความสนใจและความถนัด ได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะทางดนตรี ตามมาตรฐานวิชาชีพดนตรีและมาตรฐานสากล สามารถประกวดแข่งขันในเวทีระดับชาติและนานาชาติ และนำความรู้ไปใช้ในการศึกษาต่อและสร้างเครือข่ายร่วมพัฒนากับหน่วยงานทางการศึกษา ที่จะเป็นการส่งต่อนักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษให้ได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น และมีโอกาสประกอบอาชีพในอนาคตที่สอดคล้องกับความต้องการกำลังคนในศตวรรษที่ 21 อีกทั้งเปิดโอกาสให้นักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษด้านดนตรี ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพจากผู้เชี่ยวชาญ และสามารถแสดงศักยภาพด้านศิลปวัฒนธรรม รวมถึงสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมประจำชาติให้ดำรงอยู่ และสามารถเผยแพร่สู่ประชาคมโลกต่อไป โดยวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้คัดเลือกนักเรียนจากโรงเรียนในสังกัด สพฐ. จำนวน 80 คน เพื่อเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ซึ่งสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยความเรียบร้อย ได้รับความสนใจจากนักเรียนและการสนับสนุนจากผู้ปกครองเป็นอย่างดี

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช กล่าวว่า สิ่งที่ได้เห็นจากการแสดงของนักเรียนในวันนี้ ทำให้เกิดความประทับใจอย่างมาก เด็กๆที่เข้าร่วมโครงการนี้ได้รับโอกาสมากมายจากวิทยากรและคณาจารย์ชั้นเลิศของประเทศ จากระยะเวลา 5 วันที่เด็กได้เข้าค่ายและฝึกฝนทักษะต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่นี่ ทำให้ได้แสดงศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่และมีความสุข ซึ่งภาพความประทับใจเหล่านี้ไม่ควรจบแค่ในห้องประชุมเท่านั้น เราน่าจะประชาสัมพันธ์ในสิ่งที่เราได้เห็นและเกิดความประทับใจไปยังสาธารณชนภายนอกให้รับรู้โดยทั่วกันด้วย โดยเฉพาะโรงเรียนและคุณครูทั่วประเทศจะต้องได้รับรู้ว่าเด็กๆ ของพวกเรามีศักยภาพมากแค่ไหน เด็กทุกคนมีความเป็นตัวเอง ได้เรียนอย่างสนุก เล่นอย่างมีความสุขในสิ่งที่ตัวเองถนัดและสนใจ ซึ่งนอกจากได้แลกเปลี่ยนในเรื่องเครื่องดนตรีแล้วยังได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกันอีกด้วย คุณครูเองก็มีความภาคภูมิใจที่ได้เห็นนักเรียนมารวมกันเป็นเครือข่ายของนักดนตรี นอกจากนี้ ยังมีเด็กๆ อีกมากมายที่สนใจเกี่ยวกับดนตรี ซึ่งจากการใช้แบบสำรวจแววความสามารถพิเศษด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ นักเรียนจำนวน  3,494,835 คน มีความถนัดด้านดนตรี 813,163 คน

ซึ่งจะมีแผนที่จะดำเนินการกับทางมหาวิทยาลัยมหิดลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักเรียนได้เรียนตามความถนัดและความสนใจ สอดคล้องกับนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่สนับสนุนให้การขับเคลื่อนลงสู่นักเรียนอย่างเป็นรูปธรรม ตามที่ ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงศ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ได้กำชับมาโดยตลอด บัดนี้ได้มีการนำนโยบายลงสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว

“สพฐ. ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนที่มาเข้าร่วมโครงการและได้รับเกียรติบัตร ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่น ความขยันหมั่นเพียร ในการพัฒนาและฝึกฝนตนเองให้เป็นคนที่ภูมิใจในตนเองในสิ่งที่ถนัดและชอบ รวมถึงแสดงให้เห็นศักยภาพของเยาวชนไทย ที่ไม่ได้โดดเด่นเพียงด้านวิชาการเท่านั้น แต่ยังมีทักษะด้านดนตรีที่น่าชื่นชม ขอให้พัฒนาต่อยอดทักษะนี้ต่อไปอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อพัฒนาสังคมอย่างสร้างสรรค์ และสิ่งสำคัญคือเด็กๆ ได้รู้หน้าที่ รู้จักความรับผิดชอบของตนเอง ทำให้มั่นใจว่าเด็กๆ เหล่านี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตได้อย่างแน่นอน และเป็นเสาหลักที่จะสร้างสิ่งดีๆ ให้กับสังคม สร้างความเป็นไทย เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่สื่อความเป็นไทยจากเครื่องดนตรีไทยที่เกิดขึ้นจากวัฒนธรรมไทย และมีการแสดงเครื่องดนตรีสากลที่มาผสมผสานกันอย่างลงตัวในลักษณะร่วมสมัย สิ่งเหล่านี้แสดงถึง Soft Power ด้วยตัวของเด็กเอง สุดท้ายนี้ ขอชื่นชมและขอบคุณคณะครูทุกท่าน รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันสร้างห้องเรียนดนตรี ตั้งแต่เริ่มเขียนหลักสูตรจนเห็นผลการต่อยอดเชิงประจักษ์ในวันนี้ ที่เล็งเห็นประโยชน์ที่นักเรียนจะได้รับและสนับสนุนให้นักเรียนเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ และหวังว่าโครงการดีๆ เช่นนี้จะได้รับการต่อยอดขยายผลอย่างกว้างขวางในทุกพื้นที่ต่อไป เพื่อความสุขของนักเรียนที่มีความถนัดด้านดนตรีต่อไป” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

-(016)

ABAC ปรับ 3 หลักสูตรบริหารธุรกิจ ตอบโจทย์การเรียนที่ใช่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797065

ABAC ปรับ 3 หลักสูตรบริหารธุรกิจ ตอบโจทย์การเรียนที่ใช่

ABAC ปรับ 3 หลักสูตรบริหารธุรกิจ ตอบโจทย์การเรียนที่ใช่

วันพุธ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2567, 13.55 น.

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) มหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เปิดหลักสูตรใหม่ SBM (Sustainable Business Management) หลักสูตรปริญญาตรีบริหารธุรกิจ สาขาการบริหารธุรกิจเพื่อความยั่งยืน และ DDI (Design & Digital Innovation) หลักสูตรปริญญาตรีบริหารธุรกิจ สาขาการออกแบบและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อเป็นทางเลือก และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักศึกษาในยุคปัจจุบัน พร้อมผลักดันให้สามารถนำทุกความรู้ ก้าวสู่โลกแห่งการทำงานจริง ให้ตรงความต้องการของตลาดในโลกธุรกิจยุคดิจิทัลได้

หลักสูตร SBM (Sustainable Business Management)

สาขาวิชาการบริหารธุรกิจที่ยั่งยืน เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาได้เดินทางสู่ความสำเร็จในฐานะนักกลยุทธ์อย่างมืออาชีพ เพื่อรับมือกับปัญหาทางด้านความยั่งยืนของโลกในองค์กรต่างๆ เน้นให้ผู้เรียนได้พัฒนาด้านขบวนความคิดในการแก้ไขปัญหา การเป็นผู้นำ และทักษะทางสังคม เพื่อให้มีทักษะครอบคลุมและนำองค์ความรู้ต่างๆไปรับมือกับโลกธุรกิจสมัยใหม่ได้อย่างเชี่ยวชาญ ใช้ระยะเวลาเรียน 3 ปี และสามารถโอนหน่วยกิตเพื่อไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยในต่างประเทศได้ 1 เทอม หรือสามารถเลือกเข้าฝึกงานกับบริษัทชั้นนำในประเทศไทย เช่น บริษัท บางจาก จำกัด(มหาชน)

หลักสูตร DDI (Design & Digital Innovation)

ที่สุดของหลักสูตรคณะบริหารธุรกิจยุคใหม่ที่มีเป้าหมายให้นักศึกษาเป็น “ผู้ประกอบการในยุคดิจิทัล ที่ประสบความสำเร็จจากการสร้างธุรกิจและนวัตกรรมในอนาคต” เน้นการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงผ่านการฝึกฝนใน 4 ด้านในระยะเวลา 3 ปี ทั้งด้านธุรกิจ, เทคโนโลยีและนวัตกรรม, การออกแบบ และ การพัฒนาบุคคลและองค์กร ให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากความสำเร็จหรือความผิดพลาดจริงด้วยตัวเอง เปรียบเสมือนเป็นสนามฝึกซ้อมสำหรับนักศึกษาก่อนจะเติบโตไปเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในอนาคต

ทั้ง 2 หลักสูตร สามารถออกแบบการเรียนเองได้ให้ตรงความต้องการของนักศึกษามากที่สุด, เน้นการเรียนแบบปฏิบัติจริงมากกว่า Lecture, ห้องเรียน Smart Classroom และ มีพื้นที่ทำงานแบบ Co-Working Space,  สามารถเรียนรู้และทำจริงผ่าน Sandbox Model ที่เป็นพื้นที่ให้ทดลองทำธุรกิจ Startup จริงตั้งแต่ในชั้นเรียน, ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาจะได้รับ MacBook Air เพื่อใช้ในการเรียน และลงมือปฏิบัติใน Smart Classroom

นอกจากนี้  ABAC ยังเสริมความแกร่งด้วยการปรับหลักสูตรปริญญาตรีบริหารธุรกิจ (Bachelor of Business Administration)  การเรียน 3.5ปี เหมาะกับผู้ที่ต้องการเป็นผู้บริหาร ที่จะเน้นปลูกฝังทักษะด้าน  Critical Thinking  And Creative Thinking ในการทำงานให้กับผู้เรียน รวมถึงเสริมทักษะด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 21 ได้เรียนรู้จากการทำงานจริงและประสบการณ์ของผู้บริหาร-เจ้าของกิจการตัวจริง เพื่อนำต่อยอดสร้างความสำเร็จในอนาคต และได้รับใบรับรอง (Certificate) ที่ได้มาตรฐานระดับสากล

โดยทั้ง 3 หลักสูตรเปิดรับสมัครแล้ววันนี้….

หลักสูตร SBM สาขาการบริหารธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ปิดรับสมัครวันที่ 17 เมษายน 2024

สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  FACEBOOK : https://www.facebook.com/assumptionuniversity ,  WEBSITE : https://admissions.au.edu/?page_id=138

หลักสูตร DDI สาขาการออกแบบและนวัตกรรมดิจิทัล ปิดรับสมัครวันที่ 15 พฤษภาคม 2024

สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK : https://www.facebook.com/DDIABAC ,  WEBSITE : http://www.ddi.au.edu , LINE OFFICIAL : https://lin.ee/nwC1fby

หลักสูตร BBA ปริญญาตรีบริหารธุรกิจ ปิดรับสมัครวันที่ 18 เมษายน 2024

สนใจสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK : https://www.facebook.com/assumptionuniversity ,  WEBSITE : https://admissions.au.edu/?page_id=138

-(016)

ธพ.ร่วมใจสวมใส่เสื้อม่วง เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797033

ธพ.ร่วมใจสวมใส่เสื้อม่วง เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ'กรมสมเด็จพระเทพฯ'

ธพ.ร่วมใจสวมใส่เสื้อม่วง เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

วันพุธ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2567, 11.44 น.

กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ร่วมใจสวมใส่เสื้อม่วง เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กรมธุรกิจพลังงาน ขอน้อมเกล้าฯ ถวายพระพร ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ทรงมีพลานามัย สมบูรณ์ แข็งแรง มีพระชันษายิ่งยืนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการและลูกจ้าง กรมธุรกิจพลังงาน

‘รองเสนาธิการทหารเรือ’ตรวจเยี่ยมกำลังพลฝีพายเรือพระราชพิธี ฝึกซ้อมบนเขียงฝึก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797022

'รองเสนาธิการทหารเรือ'ตรวจเยี่ยมกำลังพลฝีพายเรือพระราชพิธี ฝึกซ้อมบนเขียงฝึก

‘รองเสนาธิการทหารเรือ’ตรวจเยี่ยมกำลังพลฝีพายเรือพระราชพิธี ฝึกซ้อมบนเขียงฝึก

วันพุธ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2567, 11.05 น.

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 3 เมษายน 2567 พลเรือโท วิจิตร ตันประภา รองเสนาธิการทหารเรือ สายงานกำลังพล ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดเตรียมความพร้อมขบวนเรือพระราชพิธี (ประธาน คตร.) เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกซ้อม
กำลังพลฝีพายขบวนเรือพระราชพิธี ที่อยู่ระหว่างการฝึกซ้อมในพื้นที่ส่วนบัญชาการกองทัพเรือวังนันทอุทยาน จำนวน 449 นาย โดยเป็นกำลังพลฝีพายประจำเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ ประจำรัชกาลที่ 9 เรืออสุรวายุภักษ์ เรือครุฑเตร็จไตรจักร เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรืออีเหลือง เรือแตงโม เรือดั้ง 21 เรือดั้ง 9 เรือดั้ง 16 และเรือดั้ง 12

โอกาสนี้ ประธานคณะกรรมการเตรียมการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ได้ให้โอวาทแก่กำลังพลโดยมีใจความสำคัญ ว่า “ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาตรวจเยี่ยมการฝึกกำลังพลฝีพายบนเขียงฝึก ในพื้นที่กองบังคับการกองทัพเรือวังนันทอุทยาน พวกท่านทุกนายคงทราบถึงภารกิจครั้งสำคัญ ในการเตรียมการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารในวันที่ 27 ตุลาคม 2567 ซึ่งนับว่าเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งของกองทัพเรือที่ได้รับความไว้วาง พระราชหฤทัยในการจัดเตรียมขบวนเรือพระราชพิธีถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสต่างๆ ดังนั้น พวกเราทุกคนซึ่งต้องทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมเรือ นายเรือ นายท้าย และฝีพายประจำเรือ จะทุ่มเทแรงกายแรงใจตั้งใจฝึกซ้อมอย่างเต็มกำลังความสามารถ ในการตรวจเยี่ยมการฝึกในวันนี้ ได้ทราบถึงความก้าวหน้าในการฝึก แนวทางรูปแบบการฝึกที่ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี ที่มีความสง่างามและสมพระเกียรติ ตอนนี้เหลือเวลาฝึกอีกไม่นานแล้ว ผมขอให้พวกท่านได้ทุ่มเทให้กับการฝึก สุดท้ายผมขอขอบคุณผู้บังคับหน่วยรับเรือ ผู้แทนหน่วย ตลอดจนครูฝึก ที่ได้มาช่วยในการควบคุมกำกับดูแล และทุ่มเทการฝึกซ้อมให้กำลังพลฝีพายมีความพร้อม”

สำหรับฝึกซ้อมฝีพายบนเขียงเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมกำลังพลในการจัดขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค ในพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามในวันที่ 27 ตุลาคม 2567 ประกอบด้วย การฝึกครูฝึกฝีพาย ระหว่าง 12 กุมภาพันธ์ – มีนาคม 2567 รวม 20 วันงาน , การฝึกฝีพายบนเขียง ระหว่าง 18 มีนาคม – 16 พฤษภาคม 2567 รวม 40 วันงาน โดยจะทำการแยกฝึกตามหน่วยต่างๆทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และพื้นที่สัตหีบ และการฝึกฝีพายในหน่วยในเรือในน้ำ ระหว่าง 28 พฤษภาคม – 30 กรกฎาคม 2567 รวม 40 วันงาน

ในส่วนของการเตรียมเรือพระราชพิธีนั้น อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ได้ดำเนินการ สำรวจ และซ่อมทำเรือพระที่นั่ง และเรือรูปสัตว์ ตั้งแต่ ธันวาคม 2566 โดยมีกำหนดส่งมอบให้กรมศิลปากรในวันที่ 5 เมษายน 2567 เพื่อส่งให้กรมศิลปากร ดำเนินการ ตกแต่งตัวเรือ ต่อไป นอกจากนั้นยังได้ซ่อมทำเรือดั้ง และเรือแซง ตั้งแต่ ธันวาคม 2566 ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 เมษายน 2567  ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2567 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ได้เริ่มดำเนินการนำช่างจากบริษัทเอกชน เข้าซ่อมทำเรือพระราชพิธี ณ กองเรือเล็ก กรมการขนส่งทหารเรือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี คลองบางกอกน้อย และโรงเรือพระราชพิธีท่าวาสุกรี

การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ ใช้เรือพระราชพิธี จำนวนทั้งสิ้น 52 ลำ จัดขบวนเป็น 5 ริ้ว ความยาว 1,200 เมตร กว้าง 90 เมตร โดยใช้กำลังพลประจำเรือในขบวนเรือพระราชพิธี รวมทั้งสิ้น 2,200 นาย และในขบวนเรือประกอบด้วยเรือประเภทต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. เรือริ้วสายกลาง จำนวน 10 ลำ ประกอบด้วย

1.1 เรือพระที่นั่งทรง จำนวน 1 ลำ คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือพระที่นั่ง ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงประทับ

1.2 เรือพระที่นั่งรอง จำนวน 2 ลำ คือ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

1.3 เรือทรงผ้าไตร จำนวน 1 ลำ คือ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช

2. เรือกลองใน – เรือกลองนอก จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย

2.1 เรือกลองใน คือ เรือเรือแตงโม เป็นเรือสำหรับ ผู้บัญชาการขบวนเรือ

2.2 เรือกลองนอก คือ เรืออีเหลือง เป็นเรือสำหรับ รองผู้บัญชาการขบวนเรือ

2.3 เรือตำรวจ จำนวน 3 ลำ ประกอบด้วย เรือตำรวจ 1 – 3 ซึ่งเป็นเรือสำหรับคุ้มกันขบวนเรือพระที่นั่งภายในขบวน

2.4 เรือแซง จำนวน 1 ลำ คือ เรือแซง 7 ซึ่งเป็นเรืออารักขาพระมหากษัตริย์ ปิดท้ายขบวน

3. เรือริ้วสายใน จำนวน 2 ริ้ว ริ้วละ 7 ลำ รวมเป็น 14 ลำ ประกอบด้วย

3.1 เรือประตูหน้า จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย เรือทองขวานฟ้า และเรือทองบ้าบิ่น เป็นเรือนำริ้วขบวน

3.2 เรือพิฆาต จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย เรือเสือทะยานชล และเรือเสือคำรณสินธุ์ เป็นเรือนำขบวนที่ใช้ในการรบ

3.3 เรือรูปสัตว์ จำนวน 8 ลำ ประกอบด้วย เรืออสุรวายุภักษ์ เรืออสุรปักษี เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง เรือครุฑเหินเห็จ และเรือครุฑเตร็จไตรจักร เป็นเรือที่แกะสลักหัวเรือเป็นรูปสัตว์จริงหรือสัตว์ในเทพนิยาย เพื่อบอกถึงเรือลำใดเป็นของกรมใด หรือขุนนางผู้ใด

3.4 เรือคู่ชัก จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย เรือเอกไชยเหินหาว และเรือเอกไชยหลาวทอง เป็นนำหน้า หรือชักลากเรือพระที่นั่ง

4. เรือริ้วสายนอก จำนวน 2 ริ้ว ริ้วละ 14 ลำ รวม 28 ลำ ประกอบด้วย

4.1 เรือดั้ง จำนวน 22 ลำ ประกอบด้วย เรือดั้ง 1 – 22 เป็นเรือป้องกันขบวนส่วนหน้า

4.2 เรือแซง จำนวน 6 ลำ ประกอบด้วย เรือแซง 1 – 6 เป็นเรืออารักขาพระมหากษัตริย์

ทั้งนี้ งานพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร กำหนดจัดให้มีขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม 2567

– 006

ศิลปินแห่งชาติจัดนิทรรศการศิลปะเทิดพระเกียรติ ‘กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796883

ศิลปินแห่งชาติจัดนิทรรศการศิลปะเทิดพระเกียรติ ‘กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ’

ศิลปินแห่งชาติจัดนิทรรศการศิลปะเทิดพระเกียรติ ‘กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ’

วันพุธ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ ศิลปินแห่งชาติปี’63 สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม-สื่อผสม), อดีต คณบดีคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า แปซิฟิกซิตี้ คลับ ร่วมกับ กลุ่มศิลปินจงรักภักดี จัดงานนิทรรศการ “ด้วยจงรัก และภักดี” เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 2 เมษายน โดยมีนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด นิทรรศการดังกล่าวจัดแสดงผลงานเกี่ยวกับภาพวาดจิตรกรรม ประติมากรรม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากศิลปินอิสระด้านต่างๆ กว่า 90 คน จัดผลงานมาแสดง

วัตถุประสงค์การจัดงานนั้น นายอำมฤทธิ์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 69 พรรษา จัดขึ้นตั้งแต่วันที่2 เมษายน 2567 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 เวลา 09.00-20.00 น.ที่ แปซิฟิกซิตี้ คลับ ชั้น 28 อาคารทูแปซิฟิก ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมงานดังกล่าวได้ และหากผู้ใดสนใจผลงานที่จัดแสดงสามารถติดต่อในงานได้ หรือที่โทร. 02-6532450-51

ชู ‘โรงงานต้นแบบฝีมือคนไทย’ ลดการปล่อยน้ำเสียเป็นศูนย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796888

ชู ‘โรงงานต้นแบบฝีมือคนไทย’ ลดการปล่อยน้ำเสียเป็นศูนย์

ชู ‘โรงงานต้นแบบฝีมือคนไทย’ ลดการปล่อยน้ำเสียเป็นศูนย์

วันพุธ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลัง หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงข่าวความสำเร็จโครงการลดการปล่อยน้ำทิ้งสู่สาธารณะเป็นศูนย์ (Zero WastewaterDischarge) ภายใต้โครงการวิจัย “การพัฒนาต้นแบบระบบบำบัดน้ำทิ้งเป็นศูนย์ เกิดศูนย์การเรียนรู้ระบบการบำบัดน้ำเพื่อการหมุนเวียนน้ำทิ้งนำกลับมาใช้ประโยชน์การทิ้งน้ำเป็นศูนย์ในอุตสาหกรรมอาหาร” โดยไทยยูเนี่ยนเป็นโรงงานต้นแบบในการติดตั้งและดำเนินการโดยวิศวกรคนไทยที่สร้างมาตรฐานด้านการบริหารจัดการน้ำทิ้งในระบบได้สำเร็จเป็นรูปธรรม 100 เปอร์เซ็นต์

น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า โครงการลดการปล่อยน้ำทิ้งสู่สาธารณะเป็นศูนย์ ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของกระทรวง อว. ที่มุ่งขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมโดยเน้นประเด็นสำคัญของประเทศ ได้แก่ การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Go Green) ความพอเพียงและความยั่งยืน (Sustainability) ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) พลังงานสะอาด เศรษฐกิจชีวภาพ และตามนโยบายของรัฐบาล ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDG (Sustainable Development Goals) ในปี 2573

รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการ บพข. กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการให้ทุนผ่านแผนงานเศรษฐกิจหมุนเวียน (CE) บพข. ซึ่งมุ่งเน้นการขับเคลื่อนประเทศไทยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่เติบโตขึ้นจากการใช้นวัตกรรมการผลิตที่สะอาด ลดการใช้ทรัพยากร เพิ่มการหมุนเวียนวัสดุ และเพิ่มคุณค่าการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โครงการนี้เป็นตัวอย่างของการนำนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างที่ดีของรูปแบบการถ่ายทอดเทคโนโลยีภายในประเทศ ให้ผู้ประกอบการทุกระดับ โดย “ศูนย์เรียนรู้ระบบการบำบัดน้ำเพื่อการหมุนเวียนน้ำทิ้งนำกลับมาใช้ประโยชน์ การทิ้งน้ำเป็นศูนย์” ที่กำลังจะเปิดให้บริการ จะช่วยการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ตรงตามเจตนารมณ์และภารกิจของ บพข. ในการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงสร้างความร่วมมือ และร่วมลงทุนในการวิจัยและนวัตกรรมให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

“ในปีงบประมาณ 2567 นี้บพข. มีได้มีการจัดสรรเงินทุนเพื่อสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านความยั่งยืน ไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท โดยเรามุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนในแผนงานกลุ่มเศรษฐกิจหมุนเวียน และแผนงานกลุ่มพลังงาน เคมีและวัสดุชีวภาพ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการนําขยะหรือของเสียจากภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศมาใช้ประโยชน์เพื่อเป็นวัตถุดิบทดแทนหรือนํามาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้มีการพัฒนาพลังงานทดแทน การผลิตพลังงานสะอาด เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เรามีเป้าหมายในการลดการปล่อย GHG 30 Mt CO2 e, เพิ่ม 3% ของ GDP และลดการใช้ทรัพยากร 1 ใน 3 ภายในปี 2573 และมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ของประเทศไทยภายในปี 2593 ด้วยการส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมภายในประเทศ”

นายสุทธิเดช อมรเกษมวงศ์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจปลา บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าวว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 ด้วยการปรับปรุงระบบภายในโรงงานเพื่อลดการปล่อยน้ำทิ้งเป็นศูนย์ ลดของเสียฝังกลบเป็นศูนย์ และลดการสูญเสียอาหารเป็นศูนย์ ณ โรงงานหลักของไทยยูเนี่ยน5 แห่ง ให้สำเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2573

สำหรับแนวทางการดำเนินงานระบบบำบัดน้ำทิ้งฯ คือการใช้ระบบบริหารจัดการที่ต้นทางทั้งในส่วนวิศวกรรมและกระบวนการผลิตพร้อมปรับปรุงคุณภาพน้ำให้เทียบเท่าและใช้แทนน้ำประปาได้ เริ่มตั้งแต่การดูแลให้เกิดของเสียน้อยที่สุดก่อนนำมาบำบัด ด้วยการแยกเลือดปลาและน้ำนึ่งปลาจนสามารถลดไขมันและเลือดปลาที่ปะปนมาในน้ำทิ้งให้น้อยลงได้ และใช้การกรองโดยระบบ Ultra Filtration (UF) จากนั้นนำไปผ่านระบบ Reverse Osmosis (RO) เพื่อให้ได้น้ำสะอาดกลับออกมาเป็นน้ำใช้ในระบบทำความเย็นของโรงงานที่ต้องการคุณภาพน้ำสะอาดที่มากกว่าน้ำทั่วไป ส่วนน้ำทิ้งจากกระบวนการ RO ที่ยังมีคุณภาพน้ำที่ดีจะถูกนำไปล้างพื้น ทำความสะอาดรถบรรทุกหรือล้อรถบรรทุก โดยน้ำที่ถูกนำไปใช้ทำความสะอาดเสร็จแล้วจะถูกหมุนเวียนกลับเข้าระบบ UF และ RO ไปเรื่อยๆเพื่อไม่ให้เหลือทิ้งออกสู่ภายนอก โดยโครงการนำร่อง Zero Wastewater Discharge ของไทยยูเนี่ยน เริ่มทดลองระบบมาตั้งแต่ปลายปี 2566 สามารถบริหารจัดการน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตจากวันละ 7 ล้านลิตร ปัจจุบันไทยยูเนี่ยนใช้น้ำเพียงวันละ 4 ล้านลิตรเท่านั้น ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ถึงปีละประมาณ 27.8 ล้านบาท