รัฐบาลปลื้ม ทีมไทยแลนด์โชว์ศักยภาพบนเวทีโลก ร่วมงาน Hong Kong International Film and TV Market

รัฐบาลปลื้ม ทีมไทยแลนด์โชว์ศักยภาพบนเวทีโลก ร่วมงาน Hong Kong International Film and TV Market

รัฐบาลปลื้ม ทีมไทยแลนด์โชว์ศักยภาพบนเวทีโลก ร่วมงาน Hong Kong International Film and TV Market

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.44 น.

รัฐบาลปลื้ม ทีมไทยแลนด์โชว์ศักยภาพบนเวทีโลก! ร่วมงาน Hong Kong International Film and TV Market (FILMART) 2026 ดึงกองถ่ายต่างชาติลงทุนทะลุ 1,600 ล้านบาท

21 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลสำเร็จของทีมไทยแลนด์ในการเข้าร่วมงาน Hong Kong International Film and TV Market (FILMART) 2026 ระหว่างวันที่ 17–20 มีนาคม 2569 ณ Hong Kong Convention and Exhibition Centre เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพของประเทศไทยในฐานะแหล่งถ่ายทำภาพยนตร์ระดับนานาชาติ

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ระยะเวลา 2 วันแรกของการเข้าร่วมงาน (17–18 มีนาคม 2569) ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากผู้ผลิตภาพยนตร์และสื่อบันเทิงระดับนานาชาติ โดยมีผู้ผลิตรายใหญ่จำนวน 16 ราย จากจีน ฮ่องกง ไต้หวัน และนิวซีแลนด์ แสดงความประสงค์จะเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 คาดการณ์มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1,600 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาตั้งไว้

ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่างประเทศที่มีต่อประเทศไทย ทั้งในด้านความหลากหลายของสถานที่ถ่ายทำ ความพร้อมของบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ รวมถึงมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ (Incentive Measures) ของรัฐบาลไทย ที่ให้สิทธิประโยชน์คืนเงิน (Cash Rebate) สูงสุดถึง 30%  ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับผู้ผลิตภาพยนตร์ พบว่า กระแสการผลิตภาพยนตร์แนวตั้ง (Vertical Content) กำลังมาแรงในประเทศจีน โดยเป็นการผลิตที่ใช้เงินลงทุนน้อย แต่รูปแบบคอนเทนต์ตอบโจทย์ความต้องการของพฤติกรรมผู้ชมยุคดิจิทัล สะท้อนโอกาสใหม่ของประเทศไทยที่ต้องมีนโยบายส่งเสริมและรองรับเพื่อดึงดูดผู้ผลิตภาพยนตร์รูปแบบดังกล่าวตามกระแสที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วต่อไป

องค์การค้า ของ สกสค. ลงนามสัญญาผู้ชนะ 5 ราย จัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนปี 69

องค์การค้า ของ สกสค. ลงนามสัญญาผู้ชนะ 5 ราย จัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนปี 69

องค์การค้า ของ สกสค. ลงนามสัญญาผู้ชนะ 5 ราย จัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนปี 69

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.13 น.

“องค์การค้า ของ สกสค.” ลงนามสัญญาผู้ชนะ 5 ราย จัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนปี 69 

วันที่ 20 มีนาคม 2569 องค์การค้า ของ สกสค. ลงนามสัญญาผู้ชนะ 5 ราย จัดพิมพ์หนังสือทันตามกำหนด พร้อมรับคำชื่นชมด้านความโปร่งใส ประหยัดงบกว่า 255 ล้านบาท
องค์การค้า ของ สกสค. เดินหน้าโครงการจัดจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ประจำปีการศึกษา 2569 โดยได้ประกาศผลผู้ชนะการเสนอราคาเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 และได้เชิญผู้ชนะการเสนอราคาทั้ง 5 ราย ได้แก่ 1) ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟิสิกส์เซ็นเตอร์ 2) บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด 3) บริษัท วรรณชาติ เพรส จำกัด 4) บริษัท สยามเพลส จำกัด และ 5) บริษัท อุดมศึกษา จำกัด เข้าร่วมลงนามในสัญญาในวันนี้ (20 มีนาคม 2569) เพื่อเริ่มดำเนินการผลิตหนังสือแบบเรียนตามแผนงานที่กำหนด

ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ได้มอบหมายให้ ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์  รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. เป็นประธานในการลงนามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ร่วมกันระหว่างผู้ชนะการเสนอราคา ผู้สังเกตการณ์ และองค์การค้าของ สกสค. เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน นางสาวชนนิกานต์ สืบชนะ รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน (TOR) และประธานคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ของโครงการ เพื่อกำกับและติดตามการดำเนินงานให้เป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย และหลักธรรมาภิบาล โดยผลการประกวดราคาพบว่า โครงการนี้สามารถ ประหยัดงบประมาณได้รวมทั้งสิ้น 255,637,700 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 25.31 ของงบประมาณโครงการ 

ในวันเดียวกันนี้ ยังได้มีการประชุมบริหารสัญญา โดยมี ดร.สุชาติ กลัดสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. เป็นประธานคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ กำกับและติดตามกระบวนการผลิตอย่างใกล้ชิด พร้อมขอความร่วมมือให้ผู้รับจ้างทั้ง 5 ราย ดำเนินการจัดพิมพ์ให้แล้วเสร็จ และสามารถส่งมอบหนังสือแบบเรียนแก่สถานศึกษาทั่วประเทศตามกำหนดการ ก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2569 โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอน  สร้างความมั่นใจ ลดความกังวลของตัวแทนจำหน่าย และสถานศึกษาว่าการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนจะแล้วเสร็จทันตามกำหนดเวลา

การลงนามในสัญญาครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้สังเกตการณ์ภายใต้ข้อตกลงคุณธรรมทั้ง 3 ท่าน และคุณวาสนา สุทธิเดชัย คณะกรรมการส่งเสริมโครงการข้อตกลงคุณธรรม เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน 

โดย ดร.มานะ นิมิตมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้กล่าวชื่นชม ว่า “การดำเนินโครงการว่าการปรับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของ สกสค. ในครั้งนี้ ได้นำ “ข้อตกลงคุณธรรม” มาใช้ เปิดให้ผู้สังเกตการณ์จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เข้าร่วมสังเกตการณ์ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่จัดทำ TOR กำหนดราคากลางไปจนถึงประกวดราคา และแบบ (e-bidding) และกำหนดให้ผู้เสนอราคาสามารถยื่นข้อเสนอได้ในทุกรายการ ส่งผลให้เกิดการแข่งขันอย่างเปิดกว้าง ทำให้สามารถจัดซื้อได้ในราคาที่เป็นธรรม ได้ราคาต่ำกว่าราคากลาง และประหยัดงบประมาณ”

อธ.อัยการ สคช แนะ หญิงโดนล่วงละเมิดรีบยื่นออนไลน์ขอศาลสั่งลบภาพ

อธ.อัยการ สคช แนะ หญิงโดนล่วงละเมิดรีบยื่นออนไลน์ขอศาลสั่งลบภาพ

อธ.อัยการ สคช แนะ หญิงโดนล่วงละเมิดรีบยื่นออนไลน์ขอศาลสั่งลบภาพ

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

อธ.อัยการ สคช.  แนะ หญิงโดนล่วงละเมิดรีบยื่นออนไลน์ ขอให้ศาลลบภาพโดนประจานลดความเสียหาย หากยื่นไม่ได้ อัยการสคช.ยินดีช่วยเหลือ โทรสายด่วน1157

วันที่ 20 มีนาคม 2569 นาย โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิ และช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน  (สคช.) โพสต์เฟซบุ๊คเเนวทาง การช่วยเหลือเหยื่อถูก  ข่มขืน  ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  ถูกประจาน ว่าการ ปล่อยคลิปล่วงละเมิดทางเพศ ทั้งเจ็บ ทั้งอายอัยการขอบอกวิธีแก้ เมื่อวานนี้ตนเห็นคลิปคนส่งต่อกันมา แล้วส่งมาให้ผมด้วย เป็นผู้หญิงถูกข่มเหงล่วงละเมิดทางเพศอยู่ในห้องน้ำ ถูกละเมิดศักดิ์ศรี ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ข่มเหงรังแก ข่มขู่  บังคับขืนใจ ภาพคลิปวิดีโอถูกส่งต่อกันไปทั่ว  

อยากเเจ้งว่าตอนนี้ศาล ยุติธรรมได้เปิดระบบออนไลน์ ขอให้ศาลสั่งลบภาพ ที่ถูกคุกคามทางเพศออนไลน์โดยไม่ต้องไปศาลได้แล้ว เพราะศาล เพิ่มช่องทางคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนตามกฎหมายใหม่ ให้ทันกับภัยคุกคามยุคดิจิทัล ลดปัญหาความล่าช้าในการฟ้องคดีต่อศาล จึงได้เพิ่มมาตรา 284/4 เพื่อให้ประชาชนที่เสียหายจากการคุกคามทางเพศบนโลกออนไลน์ สามารถร้องขอให้ศาลใช้มาตรการ Take it down ได้ ถือเป็นการเพิ่มสิทธิให้ประชาชนที่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้รวดเร็วขึ้น ระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม หรือ ระบบ CIOS เป็นช่องทางในการที่ประชาชนจะยื่นคำร้องขอ Take it down ต่อศาลทางออนไลน์ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางมายื่นคำร้องหรือไต่สวนที่ โดยสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองตลอดเวลา การยื่นคำร้อง Take it down ระบบ CIOS ที่เปิดใช้ระบบวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา

ขอให้ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องออนไลน์ได้เลย ถ้ายื่นไม่ได้ ให้เข้าไปที่สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิฯ ใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วน 1157 เพื่อขอให้สคช.ช่วย ดำเนินการ เพื่อให้ศาลสั่งลบภาพออกจาก โซเชียล มาตรการทางกฎหมาย ที่ศาล ได้ ให้โอกาสผู้เสียหาย ยื่นคำร้องออนไลน์โดยไม่ต้องเดินทางมาศาล ผู้เสียหายจึงต้องรีบใช้สิทธิ์ของตน เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะลุกลามโดยเร็ว ยื่นออนไลน์ได้ทันที หากท่านใดไม่มีความรู้ หรือไม่อยู่ในฐานะช่วยเหลือตนเองได้ อัยการสคช.สามารถช่วยเหลือได้ โทรสายด่วน 1157 เพื่อแนะนำท่านดำเนินการเพื่อได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย.

สอวช. – TFGI เปิดเวทีเสวนา ‘The Evolution of Tech Governance in Southeast Asia’ เปิดตัวรายงานปี 2026

สอวช. - TFGI เปิดเวทีเสวนา 'The Evolution of Tech Governance in Southeast Asia' เปิดตัวรายงานปี 2026

สอวช. – TFGI เปิดเวทีเสวนา ‘The Evolution of Tech Governance in Southeast Asia’ เปิดตัวรายงานปี 2026

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.08 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ Tech for Good Institute (TFGI) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเชิงนโยบายชั้นนำระดับภูมิภาคที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดเวทีเสวนานโยบาย “The Evolution of Tech Governance in Southeast Asia” ณ ห้องประชุมหว้ากอ 2 สอวช. อาคารจัตุรัสจามจุรี กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาควิชาการเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการกำกับดูแลเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภายในงานมีการเปิดตัวรายงานประจำปีฉบับที่ 3 ของ TFGI เรื่อง “The Evolution of Tech Governance in Southeast Asia (2026)” ซึ่งนำเสนอพัฒนาการของกรอบนโยบายและการกำกับดูแลเทคโนโลยีใน 6 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม พร้อมทั้งสะท้อนแนวโน้มสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค และต่อยอดสู่การหารือเชิงลึกในบริบทของประเทศไทย

ดร.กรัณฑรัตน์ นาขวา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า สอวช. มุ่งส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเกิดใหม่ ควบคู่กับการพัฒนากรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรม การสร้างความเชื่อมั่น และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศอย่าง TFGI

Mr. Keith Detros, Programme Manager จาก Tech for Good Institute กล่าวว่า การกำกับดูแลดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังมุ่งไปสู่การส่งเสริมนวัตกรรมและขีดความสามารถในการแข่งขันควบคู่กับการบริหารจัดการอธิปไตยทางดิจิทัล ซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่ขัดแย้งกัน แต่เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินไปพร้อมกัน โดยเฉพาะการสร้างความยืดหยุ่นของระบบในบริบทที่เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอก

ภายหลังการเปิดตัวรายงาน ได้มีการเสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ “Governing Frontier Technologies in Southeast Asia” โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ นายทยา นาวานุเคราะห์ จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ดร.อภิวดี ปิยธรรมรงค์ จากสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ดร.สลิลธร ทองมีนสุข จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TRDI) ผศ.ดร.ภูมิศิริ ดำรงวุฒิ จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายจิระวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว จากสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (TDPA) ผู้เข้าร่วมเสวนาเห็นพ้องว่า แม้ประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการพัฒนากฎหมายด้าน AI อย่างครอบคลุม แต่ปัจจุบันมีกฎหมายและกรอบกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องรองรับอยู่แล้ว โดยในระยะต่อไปควรมุ่งสู่แนวทางการกำกับดูแลเชิงหลักการที่มีความยืดหยุ่น พร้อมทั้งพัฒนาแนวทางการจัดระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม และคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละภาคอุตสาหกรรม

อีกประเด็นสำคัญคือแนวคิดเรื่อง Digital Sovereignty ซึ่งถูกตีความในมิติของความสามารถในการกำกับดูแลเทคโนโลยี มากกว่าการเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด โดยประเทศไทยควรมุ่งเน้นการกำหนดเงื่อนไขการเข้าถึงเทคโนโลยี การสร้างความยืดหยุ่นของระบบ และการลดการพึ่งพิงผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังมีการสะท้อนถึงความท้าทายด้านข้อมูลที่ยังคงกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ซึ่งส่งผลต่อการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจเชิงหลักฐาน โดยผู้เข้าร่วมเห็นว่าการพัฒนากลไกการแบ่งปันข้อมูลที่มีมาตรฐานและปลอดภัย รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับการกำกับดูแลเทคโนโลยีของประเทศ ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีเกิดใหม่จำนวนมากมีลักษณะข้ามหลายภาคส่วนและกรอบกฎหมาย จึงจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานและการออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกัน

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมเห็นพ้องว่าการเพิ่มความชัดเจนของกฎระเบียบ การเสริมสร้างการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการยกระดับระบบการแบ่งปันข้อมูล จะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การกำกับดูแลเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

Governing Frontier Technologies in Thailand: Managing Sovereignty and Resilience by the Office of National Higher Education Science Research and Innovation Policy Council (NXPO) and the Tech for Good Institute (TFGI)

Government officials, industry leaders, and policy researchers convened today for a high-level roundtable on “Governing Frontier Technologies in Southeast Asia”, jointly organised by the Office of National Higher Education Science Research and Innovation Policy Council (NXPO) and the Tech for Good Institute (TFGI).

The event marked the launch of the third edition of TFGI’s annual report, The Evolution of Tech Governance in Southeast Asia (2026), which examines how governance frameworks are evolving across Indonesia, Malaysia, the Philippines, Singapore, Thailand, and Vietnam. The report outlines key policy priorities and emerging trends shaping the region’s digital economy, followed by a focused conversation on Thailand’s policy landscape.

“Digital governance across Southeast Asia increasingly seeks to enable innovation and competitiveness while managing digital sovereignty. These are not competing interests, but issues that go hand-in-hand. Governing technology by ensuring resilience, especially in times of external shocks, are key considerations for the region”. Keith Detros, Programme Manager, Tech for Good Institute. “TFGI is grateful to NXPO for its partnership in exploring what that means for Thailand and for the region.”

“NXPO is committed to strengthening Thailand’s innovation ecosystem by supporting the development and adoption of emerging technologies, while ensuring appropriate governance frameworks are in place. Through continued collaboration with partners such as the Tech for Good Institute, we aim to advance balanced policy approaches that support innovation, build trust, and enhance the country’s digital competitiveness,” said Dr Karantarat Nakwa, Assistant to the President, NXPO. Following the launch of the report, a roundtable discussion brought together experts from government, academia, and industry to discuss AI governance, data policy, and regional cooperation.

Key experts, including: Thaya Navanugraha, Digital Economy Promotion Agency (depa); Apivadee Piyatumrong, Big Data Institute (BDI); Poomsiri Dumrongvute, Chulalongkorn University; Dr Saliltorn Thongmeensuk, Thailand Development Research Institute (TDRI); Jirawat Poomsrikaew, Thai Digital Platform Trade Association (TDPA), shared their perspectives on what policy directions for 2026.

On AI governance, participants noted that while a comprehensive law is still under development, existing legislation currently governs AI applications. These include frameworks on data protection, cybersecurity, electronic transactions, and sector-specific regulation. Pending the comprehensive law, participants emphasised the need for clearer guidance, alongside a shift towards a principles-based framework. In addition, discussion on risk classification approaches should be co-developed with industry, civil society, and technical experts. It is also important to ensure that sector-specific guidelines are considered, given that different sectors such as health, transport, and finance, for example, would face varying risks.

Digital sovereignty was also a key theme. Participants framed sovereignty as the capacity to govern, rather than necessarily owning, technological infrastructure. Given the limitations and constraints of developing the full technology stack nationally, the focus should be on governing access, setting terms with external providers, and building resilience. This approach would enable Thailand to benefit from innovation while reducing reliance on any single provider or stakeholder.

Discussions also highlighted gaps in foundational capabilities. While regulatory sandboxes are valued, their effectiveness is constrained by limited data sharing across government agencies. Key datasets remain siloed, limiting evidence-based policymaking and investment signalling. Establishing clear and secure data-sharing standards was identified as a priority. Participants further noted that emerging technologies often span multiple regulatory domains. Applications such as autonomous vehicles, AI-enabled drones, and agentic AI systems require coordination across ministries and legal frameworks. Stronger inter-agency and public-private coordination will be essential to support effective policy implementation. Participants agreed that Thailand’s primary governance priorities include improving regulatory clarity, strengthening coordination across agencies, and enhancing data sharing frameworks would go a long way in Thailand’s journey towards governing frontier technologies.

มวล.จัดงานเกษตรวลัยลักษณ์’69 ดึงนวัตกรรมพลิกโฉมเกษตรไทยสู่อนาคต

มวล.จัดงานเกษตรวลัยลักษณ์’69 ดึงนวัตกรรมพลิกโฉมเกษตรไทยสู่อนาคต

มวล.จัดงานเกษตรวลัยลักษณ์’69 ดึงนวัตกรรมพลิกโฉมเกษตรไทยสู่อนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) โดยสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดพิธีเปิดงาน “เกษตรวลัยลักษณ์ ประจำปี 2569” อย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจากนายเอกชัย สุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมี ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมด้วย รศ.ดร.มัลลิกา เจริญสุธาสินี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รศ.ดร.วรวรรณ พันพิพัฒน์ คณบดีสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร เกษตรกรและประชาชนเข้าร่วมงาน ณ เวทีกลาง ลานอเนกประสงค์ข้างอาคาร Next Gen มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวล. เปิดเผยว่า มวล.มีพันธกิจสำคัญในการสร้างองค์ความรู้เพื่อยกระดับภาคการเกษตรให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง แนวคิด AgriNext สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อน “เกษตรอนาคต” ที่ผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น มุ่งเน้นการทำเกษตรกรรมที่แม่นยำ เกษตรอัจฉริยะ และเกษตรที่ยั่งยืน เพื่อเพิ่มมูลค่า ลดความเสี่ยง และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่พี่น้องเกษตรกร

ด้าน นายเอกชัย สุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวเน้นย้ำถึงทิศทางของภาคการเกษตรไทยว่า ในยุคที่เกษตรกรต้องเผชิญความท้าทาย ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น สภาพอากาศที่ผันผวน และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป “นวัตกรรม” จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น “กุญแจสำคัญ” ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ งานเกษตรวลัยลักษณ์จึงเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่การนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่จริง เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของจังหวัดนครศรีธรรมราชให้เข้มแข็ง

รศ.ดร.มัลลิกา เจริญสุธาสินี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน กล่าวว่า สำหรับการจัดงาน “เกษตรวลัยลักษณ์ ประจำปี 2569” ในครั้งนี้ มุ่งหวังให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน โดยภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรม โดยการจัดแสดงเทคโนโลยีด้านการเกษตรและอาหารที่ล้ำสมัยของมหาวิทยาลัย การสาธิตเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในฟาร์ม เวทีเสวนาวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างแนวคิดใหม่และต่อยอดสู่การปฏิบัติ การออกร้านจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร สินค้าเกษตรปลอดภัย ผลิตภัณฑ์ชุมชน และสินค้านวัตกรรม เป็นต้น

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์และอัปเดตเทรนด์การเกษตรยุคใหม่ได้ในงาน “เกษตรวลัยลักษณ์ ประจำปี 2569” ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 23 มีนาคม 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ข้างอาคาร Next Gen มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ติดตามข่าวสารอื่นๆ ทางเพจ Facebook:เกษตรวลัยลักษณ์’69

สร้าง ‘ระบบข้อมูลลมหายใจของเมือง’ ม.นครพนม พัฒนาสถานีตรวจวัดฝุ่น PM2.5 เพื่อข้อมูลอากาศที่ประชาชนเข้าถึงได้

สร้าง ‘ระบบข้อมูลลมหายใจของเมือง’ ม.นครพนม พัฒนาสถานีตรวจวัดฝุ่น PM2.5 เพื่อข้อมูลอากาศที่ประชาชนเข้าถึงได้

สร้าง ‘ระบบข้อมูลลมหายใจของเมือง’ ม.นครพนม พัฒนาสถานีตรวจวัดฝุ่น PM2.5 เพื่อข้อมูลอากาศที่ประชาชนเข้าถึงได้

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 กลายเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่การเผาชีวมวล การจราจร และสภาพอากาศ ส่งผลให้ค่าฝุ่นสะสมสูงและกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

ที่จังหวัดนครพนม กลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนครพนมได้พัฒนา “สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ” เพื่อสร้างฐานข้อมูลฝุ่นในพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศได้ใกล้ชิดมากขึ้น งานวิจัยนี้นำโดย ดร.อภิรักษ์ ทูลธรรม นักวิจัยจากวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมศรีสงคราม มหาวิทยาลัยนครพนม ซึ่งมุ่งพัฒนาระบบตรวจวัดฝุ่น PM2.5 ในรูปแบบ Low-cost Sensor หรือเซ็นเซอร์ต้นทุนต่ำที่ยังคงมีความแม่นยำสูง

PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ประมาณ 20 เท่า สามารถลอยอยู่ในอากาศได้นาน และเมื่อสูดดมเข้าไปจะเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจลึกถึงถุงลมปอด รวมถึงบางส่วนอาจเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพหลายด้าน

เพื่อลดข้อจำกัดด้านต้นทุนของเครื่องตรวจวัดมาตรฐานที่มีราคาสูง ทีมนักวิจัยจึงพัฒนาเซ็นเซอร์ที่ใช้เทคโนโลยี Laser Scattering หรือการกระเจิงของแสงเลเซอร์ ทำให้สามารถตรวจวัดค่าฝุ่นได้แม่นยำในงบประมาณระดับ “หลักหมื่นบาท” ส่งผลให้หน่วยงานท้องถิ่นหรือชุมชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ระบบยังเชื่อมต่อกับเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) โดยข้อมูลจากเครื่องตรวจวัดจะถูกส่งขึ้นไปเก็บในเซิร์ฟเวอร์กลางทุกครั้งที่มีการตรวจวัด เพื่อสร้างฐานข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์และพยากรณ์แนวโน้มฝุ่นในอนาคต ขณะเดียวกันข้อมูลบางส่วนจะถูกนำมาแสดงผลแบบเรียลไทม์ผ่านแดชบอร์ด เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศได้ทันที

ก่อนหน้านี้ในปี 2568 ทีมวิจัยได้ทดลองติดตั้งสถานีต้นแบบบริเวณลานพญานาคริมแม่น้ำโขง และเปรียบเทียบข้อมูลกับสถานีของกรมควบคุมมลพิษที่สถานีอุตุนิยมวิทยานครพนม พบว่าแนวโน้มค่าฝุ่นมีทิศทางใกล้เคียงกัน แม้ตัวเลขอาจแตกต่างกันจากปัจจัยด้านสภาพพื้นที่และสภาพแวดล้อม

ในปี 2569 งานวิจัยได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (FF) เพื่อขยายเครือข่ายสถานีตรวจวัดจำนวน 5 จุด ในพื้นที่นำร่อง ได้แก่ อำเภอบ้านแพง ท่าอุเทน เมืองนครพนม ธาตุพนม และศรีสงคราม เพื่อศึกษาแหล่งกำเนิดฝุ่นในพื้นที่ รวมถึงปัจจัยด้านสภาพอากาศและฝุ่นข้ามแดน

สถานีตรวจวัดรุ่นใหม่ยังสามารถตรวจวัดฝุ่นชนิดอื่น เช่น PM10 และ PM1 รวมถึงปัจจัยด้านอุตุนิยมวิทยา เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ความเร็วลม และทิศทางลม เพื่อให้การวิเคราะห์ข้อมูลมีความครบถ้วนมากยิ่งขึ้น

ในระยะยาว ทีมวิจัยเชื่อว่าฐานข้อมูลคุณภาพอากาศระดับพื้นที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถวิเคราะห์แหล่งกำเนิดฝุ่นและออกมาตรการป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยนครพนมจึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้าง “ระบบข้อมูลลมหายใจของเมือง” ที่ช่วยให้ประชาชนรับรู้สถานการณ์คุณภาพอากาศ และเตรียมรับมือกับปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้อย่างเท่าทันในอนาคต

คุรุสภา สั่งการเอาผิดจรรยาบรรณขั้นเด็ดขาด ครูโหด ตบ-ต่อย นักเรียน ป.5 เหตุไม่ส่งงาน

คุรุสภา สั่งการเอาผิดจรรยาบรรณขั้นเด็ดขาด ครูโหด ตบ-ต่อย นักเรียน ป.5  เหตุไม่ส่งงาน

คุรุสภา สั่งการเอาผิดจรรยาบรรณขั้นเด็ดขาด ครูโหด ตบ-ต่อย นักเรียน ป.5 เหตุไม่ส่งงาน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.05 น.

“คุรุสภา” สั่งการเอาผิดจรรยาบรรณขั้นเด็ดขาด ครูโหด ตบ-ต่อย นักเรียน ป.5  เหตุเพราะไม่ส่งงาน

วันที่ 18 มีนาคม 2569 ตามที่ปรากฏข่าวครูโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดชลบุรี ลงโทษนักเรียนชั้น ป.5 ด้วยการตบ-ต่อย เหตุเพราะไม่ส่งงาน ซึ่งผู้ปกครองได้ร้องเรียนและแจ้งความให้ดำเนินคดีทางกฎหมาย นั้น 

ความคืบหน้าล่าสุด ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คุรุสภาทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งตนเองได้สั่งการให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบข้อมูลของครูที่ตกเป็นข่าว ทั้งด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ การได้รับรางวัลต่าง ๆ จากคุรุสภา และให้ดำเนินการเอาผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างเร่งด่วนแล้ว 

ซึ่งจากข้อมูลที่ตรวจสอบ พบว่า ครูรายดังกล่าวเป็นข้าราชการครู สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นสูง ออกให้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 หมดอายุวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2576 และข้อมูลตรวจสอบการได้รับรางวัล ปรากฏว่ารางวัลครูผู้สอนการงานอาชีพดีเด่นที่ครูได้รับนั้น เป็นรางวัลที่ออกให้โดยหน่วยงานต้นสังกัด มิใช่รางวัลที่ออกให้โดยคุรุสภา ทั้งนี้ ได้รับเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาดําเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ และอยู่ระหว่างประสานข้อมูลอย่างเป็นทางการกับหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ปรากฏในข่าว พฤติกรรมอาจเข้าข่ายเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างร้ายแรง ซึ่งมีระดับโทษถึงขั้นพักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาต และจะได้นำเสนอคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพวินิจฉัยชี้ขาดกำหนดระดับโทษต่อไป 

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันกระบวนการดำเนินงานพิจารณาการประพฤติตามจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของคุรุสภาเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเคร่งครัดกับกรณีการประพฤติผิด เป็นอย่างมาก หากพบว่าครูประพฤติผิดก็จะต้องดำเนินการตามข้อเท็จจริง และพิจารณาด้วยความถูกต้องและรวดเร็ว เพื่อไม่ปล่อยให้ประพฤติผิดต่อไปอย่างแน่นอน และสำหรับเหตุการณ์นี้ คุรุสภาก็จะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และสรุปผลโดยเร็วที่สุด เพื่อดูแลความปลอดภัยของนักเรียน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม  

“ขอแจ้งไปยังผู้ประกอบวิชาชีพครูทุกคน ให้ตระหนักถึงการดำเนินการใด ๆ กับศิษย์ โดยเฉพาะการลงโทษ ที่เกินกว่าเหตุ ควรใช้วิธีการปรับพฤติกรรมของศิษย์ในทางที่สร้างสรรค์ ร่วมกันดูแลและสร้างพื้นที่ปลอดภัย สำหรับนักเรียน ไม่ใช้ความรุนแรง ทั้งทางกายและวาจา และต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งทางจิตใจ และร่างกายของศิษย์เป็นสำคัญ” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

‘ธอส.’ร่วมเป็นเจ้าภาพในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'ธอส.'ร่วมเป็นเจ้าภาพในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘ธอส.’ร่วมเป็นเจ้าภาพในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.49 น.

ธอส.ร่วมเป็นเจ้าภาพในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นายอัครุตม์ สนธยานนท์ ประธานกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พร้อมด้วย นายชุมพล สุวรรณกิจบริหาร กรรมการธนาคาร ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ คณะผู้บริหาร และพนักงานธนาคาร จำนวน 100 คน เข้าร่วมพิธีฯ ในโอกาสได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นเจ้าภาพร่วมพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569

TSPCA ลงนาม MOU ร่วม 11 โรงเรียนต้นแบบ ปลุกเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ

TSPCA ลงนาม MOU ร่วม 11 โรงเรียนต้นแบบ ปลุกเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ

TSPCA ลงนาม MOU ร่วม 11 โรงเรียนต้นแบบ ปลุกเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

17 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมจันทรเกษม ชั้น 1 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก  แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ลงนามร่วม 11 โรงเรียน เพื่อการพัฒนาคุณธรรมด้านความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบในโรงเรียนนำร่องต้นแบบ

รศ.ดร.วรากรณ์  สามโกเศศ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการรักสัตว์ในโรงเรียนและบูรณาการลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การลงนาม ข้อตกลงความร่วมมือและวัตถุประสงค์ ครั้งนี้เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ เช่น ค่ายเยาวชนคนรักสัตว์ (One Day Camp)  หรือ จัดตั้งชมรม สโมสร ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมสร้างความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ ภายในโรงเรียน หรือจัดตั้งหน่วย กอง ที่เกี่ยวข้องกับลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ และจัดการเรียนการสอนหรือการพัฒนาหลักสูตรที่สอดแทรกเนื้อหาสาระเกี่ยวกับความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ สามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ถูกต้อง และเสริมสร้างทักษะที่เกี่ยวข้องต่อการดูแลสัตว์ ในการตระหนักถึง “สวัสดิภาพสัตว์เพื่อสวัสดิภาพคน” โดยจะมีการคัดเลือกนักเรียนผู้เข้าร่วม โครงการและกิจกรรม เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและมอบรางวัลเกียรติยศและประกาศเกียรติคุณ ในการส่งเสริมและสร้างขวัญกำลังใจ ที่สร้างชื่อเสียงและทำคุณประโยชน์  คุณธรรมความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ หรือการจัดสวัสดิภาพสัตว์และการป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ หรือสร้างคุณค่าด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ อันก่อเกิดประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติและโลกใบนี้ ต่อไป

ต้องขอขอบคุณ  คุณหญิง ดร.กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และอดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่จุดประกายโครงการรักสัตว์ในโรงเรียนให้กับ TSPCA และร่วมสนับสนุนโครงการเรื่อยมาและ ดร.อำนาจ สายฉลาด ผู้อำนวยการสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน ผู้แทนรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.ณัฎฐิกา ลิ้มเฉลิม ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้แทนเลขาธิการ สพฐ. และนางประวีณา อัสโย ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ รักษาการในตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านระบบการศึกษา ผู้แทนเลขาธิการสภาการศึกษา ที่ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยานในวันนี้ และต้องขอขอบคุณอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคุณธีระพงศ์ ปังศรีวงศ์ นายก TSPCA ที่อยู่เบื้องหลังทุกความสำเร็จ รศ.ดร.น.สพ.ปานเทพ รัตนากร รศ.นุชทิพย์ บรรจงศิลป์ นายอมร ชุมศรี นางสาวมาลินี แย้มวจี  ดร.สุคนธา  อรุณภู่ รศ.ดร.พิณสุดา สิริธรังศรี ดร.พรทิพย์ ตั้งไชยวรวงศ์  ศ.ดร.สพ.ญ.อัจฉริยา ไศละสูต น.สพ.ยันต์ สุขวงศ์ ดร.รัฐกานต์ วิชัยดิษฐ  ดร.สาธิต  ปรัชญาอริยะกุล นางสาวประดับพร ฉันทวรลักษณ์ นางลัลลลิตฤดี วิเศษศิริ นายสุริยัน ผาฟองยุน นายธีระพนธ์  บตรเหมรัศมิ์  นายภูวรา เลิศบุญปัญญา น.สพ.ณฐวุฒิ คณาติยานนท์ คุณชัยศิลป์ คนคล่องและคุณสุกัญญา สว่างศานติสกุล เป็นต้น ที่ร่วมกันผลักดันให้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และร่วมงานในวันนี้

ที่สำคัญสุดคือ ผู้บริหารโรงเรียนนำร่องต้นแบบ ทั้ง 11 แห่งประกอบด้วย นางสาวนงกรานต์ บรรเจิดธีรกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์  นายสุทธิเกียรติ  พันธ์เสนา ผู้อำนวยการโรงเรียนสายน้ำผึ้ง ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ดร.มินตรา ลายสนิทเสรีกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญ  นางสาวเพชรอาภรณ์  พูนพิน รองผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม นางสาวพรสุดา ไชยเทพา รองผู้อำนวยการโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์  นางกุมารี  นภาการ ผู้อำนวยการโรงเรียนกัลยวิทย์ ดร.สรายุทธ ช่างงาม ผู้อำนวยการโรงเรียนฤทธิไกรศึกษา  นางฐิตินันท์  เลิศจันทร์เพ็ญ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลวัดลักษณาราม (สมุทรราษฎร์วิทยาคาร) นางสาวอัญชลี ชูช่วย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองไก่แก้ว (เพิ่มเจริญประชานุกูล)  ว่าที่ ร.ต.สุเมธ มีพึ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองแหนวิทยา และนางสาววลาพร  ฉลาดเลิศ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเนินผาสุก ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนโครงการในการพัฒนาเยาวชนของชาติไทยให้มีคุณธรรมด้านความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ สืบไป

ขอแสดงความยินดีผลงานสิ่งประประดิษฐ์ไทย สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติ รับรางวัล Special Prize

ขอแสดงความยินดีผลงานสิ่งประประดิษฐ์ไทย สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติ รับรางวัล Special Prize

ขอแสดงความยินดีผลงานสิ่งประประดิษฐ์ไทย สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติ รับรางวัล Special Prize

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

ขอแสดงความยินดีผลงานสิ่งประประดิษฐ์ไทย สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติ รับรางวัล Special Prize บนเวทีในงาน “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva” ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำคณะนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยคว้ารางวัลจากนานาชาติในเวทีการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมในงาน “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 15 มีนาคม 2569 ณ Palexpo นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้ร่วมในพิธีมอบรางวัล พร้อมมอบเกียรติบัตรและรางวัลให้แก่หน่วยงานต่างประเทศ พร้อมกล่าวชื่นชมและแสดงความยินดีกับทีมนักประดิษฐ์นักวิจัยไทยที่ได้รับรางวัลจากเวที “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva” ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงและการยอมรับในมาตรฐานของผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีในการสร้างเครือข่ายในความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมในอนาคต และเป็นที่น่ายินดีที่นักประดิษฐ์ไทยได้รับ Special Prizes on stage จากองค์กรนานาชาติ ดังนี้ 

1) ผลงานเรื่อง “กระบวนการทำฟันเทียมทั้งปากครั้งเดียวเสร็จเพื่อผู้ป่วยไร้ฟันทุกคน” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ทันตแพทย์หญิง พรสวรรค์ ธนธรวงศ์ และคณะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้รับรางวัล CAI Award Invention and Innovation จาก China Association of Inventions สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยนวัตกรรมดังกล่าวเป็นเทคนิคใหม่ที่ทำฟันเทียมครั้งเดียวสามารถนำกลับไปใช้งาน สามารถปรับขนาดเพื่อเสริมฐานให้พอดีกับแต่ละบุคคล เพื่อทำฟันเทียมทั้งปากให้ผู้ป่วยไร้ฟัน

2) ผลงานเรื่อง “ผลงานเรื่อง “ชิปปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะสำหรับการจัดการพลังงานอัจฉริยะในสังคมไฟฟ้าอย่างยั่งยืน”
โดย ศาสตราจารย์ ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ และคณะ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้รับรางวัล Special Award จาก Taiwan Invention Association ไต้หวัน โดยนวัตกรรมดังกล่าวเป็นนวัตกรรมการจัดการพลังงานไฟฟ้าแบบอัจฉริยะ โดยอาศัยความสามารถของเทคโนโลยีดิจิทัลในรูปของชิปที่มี AI machine learning สามารถตรวจจับคลื่นไฟฟ้าได้มากกว่า 1 ล้านครั้งต่อวินาที

3) ผลงานเรื่อง “สกายไลท์ เอสวัน” โดย นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล และคณะ สมาคมเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ได้รับรางวัล ARCA Award จาก Croatian Union of Innovators โครเอเชีย โดยนวัตกรรมดังกล่าวเป็นระบบเทคโนโลยีการจ่ายพลังงานจากภาคพื้นเข้ากับระบบอากาศยานไร้คนขับ ใช้เป็นพลังงานขับเคลื่อนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนอากาศยาน ยืดระยะเวลาการปฏิบัติภารกิจได้ยาวนานและต่อเนื่อง

4) ผลงานเรื่อง “เนฟโฟรเซนส์: อุปกรณ์ตรวจวัดประสิทธิภาพการทำงานของไตอัจฉริยะ ณ จุดดูแลผู้ป่วยสำหรับการตรวจพบและติดตามโรคไตเรื้อรัง” โดย ศาสตราจารย์ ดร.เกศรา ณ บางช้าง และคณะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับรางวัล Invention Award จาก Hong Kong Delegation ฮ่องกง โดยนวัตกรรมดังกล่าวเป็นแพลตฟอร์มตรวจสุขภาพไตแบบพกพาที่รวมเทคโนโลยีนวัตกรรมดูแลไตสำหรับการตรวจระดับไมโครอัลบูมินและอัตราส่วนอัลบูมินต่อครีเอตินิน (ACR) ในปัสสาวะไว้ในอุปกรณ์เดียวกัน วิเคราะห์ข้อมูลบนคลาวด์ และการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและฐานข้อมูลสาธารณสุข Telehealth ได้ผลการตรวจแม่นยำ ราคาต่ำ ใช้งานง่าย และขยายการใช้งานได้อย่างกว้างขวาง NephroSense ช่วยตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก และติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง

5) ผลงานเรื่อง “เทคโนโลยีชุดอุปกรณ์ทางการแพทย์ประสิทธิภาพสูงขดลวดถ่างขยายจากวัสดุฉลาดพร้อมระบบสายสวนนำส่งสำหรับการรักษาสุนัขที่มีภาวะหลอดลมตีบ” โดยรองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ และคณะ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับรางวัล Special Award จาก Association of Polish Inventors and Rationalizers สาธารณรัฐโปแลนด์ โดยนวัตกรรมดังกล่าวได้รับการออกแบบแบบให้เข้ากับสรีระหลอดลมสุนัข ลดโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อน มาพร้อมกับเทคโนโลยีระบบสายสวนนำส่ง ช่วยยกระดับการรักษาสุนัขที่มีภาวะหลอดลมตีบ ทดแทนการรักษาโดยปกติที่จำเป็นต้องผ่าตัด ถ่างขยายบริเวณที่ตีบตัน ให้สุนัขสามารถหายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ลดระยะเวลาการรักษาเมื่อเทียบกับการผ่าตัดได้มากขึ้นกว่า 4 เท่า โดยร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ไทยในการวิจัยและพัฒนา ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสากลทั้ง ISO25539-2 และ ISO10993

พร้อมนี้ ยังมีหน่วยงานและองค์กรนานาชาติร่วมมอบรางวัลให้กับผลงานสิ่งประดิษฐ์ของประเทศไทยจากหน่วยงานและสถาบันการศึกษาของภาครัฐและภาคเอกชน ในรางวัล Special Prizes at booth อีกด้วย