แม่ฮ่องสอนจัดใหญ่! ‘ปอยเหลินสิบเอ็ด’ รับวันออกพรรษา-ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย

แม่ฮ่องสอนจัดใหญ่! ‘ปอยเหลินสิบเอ็ด’ รับวันออกพรรษา-ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย

แม่ฮ่องสอนจัดใหญ่! ‘ปอยเหลินสิบเอ็ด’ รับวันออกพรรษา-ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.23 น.

แม่ฮ่องสอนจัดใหญ่! ‘ปอยเหลินสิบเอ็ด’ รับวันออกพรรษา-ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย

วันที่ 7 ตุลาคม 2568 ที่วัดพระธาตุดอยกองมู อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน ได้จัดพิธีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ เนื่องในวันออกพรรษาอย่างยิ่งใหญ่และงดงาม โดย น.ส.ชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นผู้นำส่วนราชการและพุทธศาสนิกชนชาวแม่ฮ่องสอน รวมถึงนักท่องเที่ยว มาร่วมทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์และสามเณรจำนวน 99 รูป จาก 11 วัดในเขตเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน

หัวใจสำคัญของพิธีคือ การที่พระภิกษุสงฆ์และสามเณรได้รับบิณฑบาตจากวัดพระธาตุดอยกองมู โดยเดินลงมาตามชั้นบันไดทางขึ้นวัดสู่เชิงเขาในระยะทางกว่า 600 เมตร โดยปีนี้มีพุทธศาสนิกชนทั้งในและนอกพื้นที่ ตลอดจนนักท่องเที่ยวพร้อมใจกันแต่งกายชุดพื้นเมืองหรือชุดไต ซึ่งเป็นชุดประจำถิ่นของชาวไทใหญ่ มาร่วมยืนเรียงรายตลอดความยาวสองข้างบันไดของวัดพระธาตุดอยกองมู เพื่อร่วมทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ

ภาพของผู้คนนับร้อยคนที่ยืนเรียงแถวตามขั้นบันไดที่คดเคี้ยว ท่ามกลางสายหมอกยามเช้าและอากาศที่เย็นสบาย ถือเป็นภาพที่สวยงามและหาชมได้ยาก ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อที่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงมาโปรดยังโลกมนุษย์ในช่วงวันออกพรรษา

กิจกรรมตักบาตรเทโวฯนี้ เป็นส่วนหนึ่งของประเพณีสำคัญของชาวไทใหญ่ที่เรียกว่า ‘ปอยเหลินสิบเอ็ด’ หรืองานบุญออกพรรษา และยังถูกบรรจุอยู่ในปฏิทินการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอนและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ด้วยความสวยงามและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งการจัดงานในปีนี้สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจเดินทางมาเที่ยวชมและทำบุญวันออกพรรษาที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นอย่างมาก ///-026

นครนายกจัดพิธี ‘ตักบาตรเทโวโรหณะ’ ฉบับลาวเวียง-เนื่องในวันออกพรรษา

นครนายกจัดพิธี ‘ตักบาตรเทโวโรหณะ’ ฉบับลาวเวียง-เนื่องในวันออกพรรษา

นครนายกจัดพิธี ‘ตักบาตรเทโวโรหณะ’ ฉบับลาวเวียง-เนื่องในวันออกพรรษา

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.11 น.

นครนายกจัดพิธี ‘ตักบาตรเทโวโรหณะ’ ฉบับลาวเวียง-เนื่องในวันออกพรรษา

วันที่ 7 ตุลาคม 2568 พุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดนครนายกได้พร้อมใจกันเข้าร่วมพิธีทำบุญ ‘ตักบาตรเทโวโรหณะ’ อย่างยิ่งใหญ่ เนื่องในเทศกาลวันออกพรรษา ประจำปี 2568 ณ วัดคีรีวัน ตำบลศรีนาวา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก

พิธีในวันนี้จัดขึ้นในรูปแบบฉบับ ‘ลาวเวียง’ โดยมี พระอุดมกิจจานุกูล เจ้าคณะตำบลสาริกา เขต 1 เจ้าอาวาสวัดคีรีวัน เป็นประธานสงฆ์ นำพระภิกษุสงฆ์และสามเณรออกรับบิณฑบาตจากพุทธศาสนิกชน หน่วยงานราชการ ผู้นำชุมชน กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ที่มาร่วมทำบุญกันอย่างเนืองแน่น

พิธีตักบาตรเทโวโรหณะ มีขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญทางพุทธศาสนา คือการเสด็จลงจาก สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพรรษาที่ 7 นับแต่ปีที่ทรงตรัสรู้ พระพุทธองค์ได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเวลา 3 เดือน เพื่อทรงแสดงพระอภิธรรมปิฏกโปรดพระนางสิริมหามายาพุทธมารดา เป็นการสนองคุณพระมารดา ครั้นถึงวันออกพรรษา พระพุทธองค์ก็เสด็จลงจากเทวโลกมายังโลกมนุษย์ ณ เมืองสังกัสสะใกล้เมืองพาราณสี

ชาวบ้านชาวเมืองทราบข่าวจึงพากันไปทำบุญตักบาตรพระพุทธองค์ ณ ที่แห่งนั้น ซึ่งกล่าวกันว่าในวันดังกล่าวได้เกิดอัศจรรย์คือ เทวดา มนุษย์ และสัตว์นรก ต่างมองเห็นซึ่งกันและกัน จึงเรียกวันนี้อีกชื่อหนึ่งว่า “วันพระเจ้าเปิดโลก” คือเปิดให้เห็นกันทั้ง 3 โลกนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ชาวพุทธจึงถือเอาวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากเทวโลกเป็นวันทำบุญตักบาตรพิเศษนี้สืบมา ///-026

​อว.ดันไทยเป็น Hub อุตฯ EV เดินหน้าพัฒนาทักษะใหม่ – สร้างคนคุณภาพสู่อนาคต

​อว.ดันไทยเป็น Hub อุตฯ EV เดินหน้าพัฒนาทักษะใหม่ - สร้างคนคุณภาพสู่อนาคต

​อว.ดันไทยเป็น Hub อุตฯ EV เดินหน้าพัฒนาทักษะใหม่ – สร้างคนคุณภาพสู่อนาคต

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ การพัฒนาทักษะใหม่เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต” ภายใต้โครงการพัฒนาหลักสูตร Sandbox สำหรับสร้างความเชี่ยวชาญกำลังคนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยมี ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า กระทรวง อว. มีนโยบายในการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญในระดับภูมิภาค รวมถึงมุ่งสู่การเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำของโลกด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งนับเป็นเป้าหมายที่มีความท้าทายสูงและต้องอาศัยความร่วมมือในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีศักยภาพ ทั้งในมิติความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จึงมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานเพื่อยกระดับศักยภาพของกำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้า สร้างความพร้อมในการรองรับกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของการคมนาคมยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับนานาชาติ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างกำลังคนคุณภาพ ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยสู่อนาคต

กระทรวง อว. พร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการทรัพยากรและศักยภาพของหน่วยงาน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายวิจัยที่อยู่ภายใต้สังกัด เพื่อให้เกิดการดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. กล่าว

ด้าน รศ.ร.อ.ดร.กนต์ธร ชำนิประศาสน์ หัวหน้าโครงการพัฒนาหลักสูตร Sandbox กล่าวว่า งานดังกล่าวเป็นเวทีแห่งการระดมข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางการดำเนินงานที่จะสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น ทันสมัย และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน รวมถึงการสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ

​เปิดเวทีประกวดวาดภาพและคลิปสั้น ชู ‘พลาสติกคือฮีโร่’ ชิงทุนการศึกษา

​เปิดเวทีประกวดวาดภาพและคลิปสั้น ชู ‘พลาสติกคือฮีโร่’ ชิงทุนการศึกษา

​เปิดเวทีประกวดวาดภาพและคลิปสั้น ชู ‘พลาสติกคือฮีโร่’ ชิงทุนการศึกษา

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล จำกัด (KPI) จัดกิจกรรมส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ครั้งสำคัญ เนื่องในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 แห่งความสำเร็จ ด้วยการเปิดเวที “ประกวดวาดภาพและผลิตสื่อมัลติมีเดียคลิปสั้น” ในหัวข้อ พลาสติกคือฮีโร่ ไม่ใช่ผู้ร้าย อย่างที่ใครคิด” เพื่อเฟ้นหาสุดยอดผลงานจากนักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั่วประเทศ ชิงรางวัลทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 300,000 บาท

กิจกรรมนี้มีเป้าหมายหลักในการสร้างความตระหนักรู้และเปลี่ยนทัศนคติของสาธารณชนต่อพลาสติก ในฐานะนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งในด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยของอาหาร และการลดการสูญเสียทรัพยากร โดยเน้นย้ำถึง “การใช้พลาสติกอย่างมีความรับผิดชอบและการบริหารจัดการหลังการใช้งาน (Recycling)” ซึ่งเป็นแนวทางสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ทั้งนี้ การประกวดจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทการแข่งขัน ได้แก่ 1.การประกวดวาดภาพ : ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ระดับอุดมศึกษา และ 2.การประกวดสื่อมัลติมีเดียคลิปสั้น : ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ระดับอุดมศึกษา

โดยรางวัลทุนการศึกษา (มูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท) จะมอบให้แก่ผู้ชนะในแต่ละระดับการศึกษาของทั้ง 2 ประเภทการแข่งขัน ดังนี้ รางวัลชนะเลิศ : ทุนการศึกษา 20,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 : ทุนการศึกษา 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 : ทุนการศึกษา 5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร , รางวัลชมเชย จำนวน 5 รางวัล : ทุนการศึกษา 3,000 พร้อมเกียรติบัตร

คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้พิจารณาผลงานโดยให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์และมุมมองที่แปลกใหม่ การนำเสนอแนวคิด “พลาสติกคือฮีโร่” ได้อย่างน่าสนใจ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ความชัดเจนในการนำเสนอคุณค่าของพลาสติกและการจัดการอย่างยั่งยืน เทคนิคและองค์ประกอบศิลป์/การผลิต และความสวยงาม ความประณีต และคุณภาพของผลงานโดยรวม

โดยพิธีมอบทุนการศึกษาและการประกาศผลการประกวดจัดขึ้น ณ บริษัท คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล จำกัด เมื่อวันเสาร์ ที่ 27 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมีนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ได้รับรางวัลใหญ่ ดังต่อไปนี้ ประเภทที่ 1 การประกวดวาดภาพระบายสี ในระดับประถมศึกษา ป.1 – ป.6 ได้แก่ ด.ญ.ธมนวรรณ หอสว่างวงศ์ รางวัลชนะเลิศ ทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท , ด.ญ.กุลพัชร ดุสิตกุล รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท , ด.ญ.ปิ่นมนัส วงษาชัย รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษามูลค่า 5,000 บาท

ประเภทที่ 2 การประกวดสื่อมัลติมีเดียคลิปสั้นในระดับประถมศึกษา ป.1 – ป.6 ได้แก่ ด.ญ.กันต์ฤทัย มาลีพันธ์ รางวัลชนะเลิศ ทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท , ด.ญ.กันต์ฤทัย อินสันต์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท , ด.ญ.ไอยวริน อินทนาคา รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษามูลค่า 5,000 บาท

ประเภทที่ 1 การประกวดวาดภาพระบายสี ในระดับมัธยมศึกษา ม.1 – ม.6 ได้แก่ ด.ญ.เกศชฎาพร คุ้มบ้าน รางวัลชนะเลิศ ทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท , ด.ญ.กันติชา ทั่งศรี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท , นายธันวาณวัชร์ สุวรรณศิลป์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษามูลค่า 5,000 บาท

ประเภทที่ 2 การประกวดสื่อมัลติมีเดียคลิปสั้น ในระดับมัธยมศึกษา ม.1 – ม.6 ได้แก่ นายศุภณัฐ ตั้งสถิตย์วัฒนากุล รางวัลชนะเลิศ ทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท , ด.ช.ภูวเนศวร์ คำสอน รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท , นายธนทวฤช มิ่งมิตรวิบูลย์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษามูลค่า 5,000 บาท

ประเภทที่ 1 การประกวดวาดภาพระบายสีในระดับอุดมศึกษา ปวส.-ปริญญา ได้แก่ นายปวรรัชดล ศรีบุญเรือง รางวัลชนะเลิศ ทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท , นายอนณ มาตรแสง รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท , นางสาวธิติมา มณีวงษ์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษามูลค่า 5,000 บาท

ประเภทที่ 2 การประกวดสื่อมัลติมีเดียคลิปสั้นในระดับอุดมศึกษา ปวส.-ปริญญา ได้แก่ นายวุฒินันท์ สมมิตร รางวัลชนะเลิศ ทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท , นายพุทธิมา นำพล รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท , น.ส.วลัญช์ภัค ธารพานิช รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษามูลค่า 5,000 บาท

พัฒนาโรงเรียน ‘ปลูกพลังการเรียนรู้’ ส่งเสริมการเรียนรู้แก่เยาวชน

พัฒนาโรงเรียน ‘ปลูกพลังการเรียนรู้’ ส่งเสริมการเรียนรู้แก่เยาวชน

พัฒนาโรงเรียน ‘ปลูกพลังการเรียนรู้’ ส่งเสริมการเรียนรู้แก่เยาวชน

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Primo Care ร่วมกับ Origin Give จัดโครงการ “พัฒนาโรงเรียน ปลูกพลังการเรียนรู้” ส่งเสริมพัฒนาการทั้งด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ในการใช้ชีวิต ตอกย้ำเจตนารมณ์ในการดูแลสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน ณ โรงเรียนคลองแสนสุข จ.สมุทรปราการ

นายสุรินทร์ สหชาติโภคานันท์ ประธานฯ บมจ.พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น (PRI) ผู้นำธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์สมัยใหม่แบบครบวงจร กล่าวว่า เพราะเราเชื่อว่าโรงเรียนเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของเด็กๆ การได้มามีส่วนร่วมในการปรับปรุงสภาพแวดล้อม แม้จะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ แต่ก็เป็นความตั้งใจจริงจากใจของทีมงานทุกคนที่อยากส่งต่อสิ่งที่ดีให้กับสังคม โดยเฉพาะกับน้องโรงเรียนคลองแสนสุข ที่จะเติบโตเป็นอนาคตที่สำคัญของประเทศ

กิจกรรมในครั้งนี้ ทีมงานจิตอาสาได้ร่วมแรงร่วมใจกับคณะครู และนักเรียนปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน ได้แก่ จัดทำแปลงผักเพื่อเป็นพื้นที่การเรียนรู้เชิงปฏิบัติให้น้องๆ ได้เรียนรู้การปลูกพืชและทักษะการใช้ชีวิต , ทาสีรั้ว และกำแพงโรงเรียน เติมสีสันให้บรรยากาศสดชื่นและน่าอยู่ , มอบหนังสือ และสิ่งของจำเป็น เช่น น้ำยาทำความสะอาด เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้และการใช้ชีวิตในโรงเรียนให้สะดวกสบายและสนุกมากยิ่งขึ้น

Primo Care และ Origin Give จะยังคงมุ่งมั่นสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและยั่งยืนให้กับชุมชนในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่เพราะความห่วงใย…คือรากฐานของการให้ความสุขแก่กันและกันที่ยั่งยืน ดังนั้น เราจึงได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้ชื่อ Primo Care, Happy “Sustainability Society” Maker มาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ PEOPLE : ส่งเสริมความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน , PET: ส่งเสริมการปกป้อง ดูแล และเลี้ยงดูสัตว์ให้มีชีวิตที่ดี ผ่านการได้รับสวัสดิภาพที่เหมาะสม , PLANET: ส่งเสริม และสนับสนุนการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยแนวคิดโลกที่ยั่งยืนของเราทุกคน” นายสุรินทร์ กล่าวและว่า

ส่วน บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) ดำเนินโครงการเพื่อสังคมภายใต้ชื่อ “Origin Give, We give to grow sustainability together : ร่วมให้…ความยั่งยืนไปด้วยกัน ร่วมเติบโต…อย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน” มาตลอด และยังคงมุ่งมั่นดำเนินการต่อไปไม่หยุดผ่าน 3 ด้าน ได้แก่ Education : สนับสนุนโอกาสทางการศึกษา และสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กนักเรียน Equality :  สนับสนุนโอกาสในการเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี และส่งเสริมความเท่าเทียมที่แตกต่างและสวยงาม , Environment : สนับสนุน ส่งเสริม สร้างสรรค์ การปกป้องและรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อโลกที่สวยงามอย่างยั่งยืนของเราทุกคน

อว.เปิดโครงการ ‘โดรนคนละครึ่ง’ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เดินหน้าสู่เกษตรอัจฉริยะ

อว.เปิดโครงการ ‘โดรนคนละครึ่ง’ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เดินหน้าสู่เกษตรอัจฉริยะ

อว.เปิดโครงการ ‘โดรนคนละครึ่ง’ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เดินหน้าสู่เกษตรอัจฉริยะ

วันจันทร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.42 น.

“สุรศักดิ์” รมว.กระทรวง อว.ประกาศนโยบาย Quick Win ช่วย “คนตกงาน – เกษตรกรทั่วประเทศ” เปิดตัวโครงการ “โดรนคนละครึ่ง” อว.ร่วมจ่าย เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ลดเวลา ลดสารเคมี เดินหน้าสู่เกษตรอัจฉริยะพร้อมเปิด Upskill-Reskill ให้กับประชาชนครั้งใหญ่พร้อมสนับสนุนต่อยอดสู่ผู้ประกอบการ SMEs – สตาร์ทอัพ ย้ำ “นักการเมืองต้องทำในสิ่งที่สมควรทำ”

6 ตุลาคม 2568 ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.กระทรวง อว.ได้แถลงนโยบายการทำงานโดยมีผู้บริหารกระทรวง อว.นำโดย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว.เข้าร่วม ที่ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว.(ฝั่งโยธี)

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ตนจะทำนโยบาย Quick Win ที่เห็นผลได้จริงภายในระยะเวลา 4 เดือน ควบคู่กับการต่อยอดนโยบายเดิมที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งอยู่แล้ว โดยนโยบายเร่งด่วนแรกคือ การบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนกับภาวะการว่างงาน ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นปํญหาในวงกว้าง เพราะสถานการณ์ตลาดแรงงานเปลี่ยนไปจากการเข้ามาของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ส่งผลให้กำลังแรงงานตั้งแต่ระดับสูง กลาง และล่างตกงานเป็นจำนวนมาก ดังนั้น กระทรวง อว. จะเปิด Upskill-Reskill ให้กับประชาชน โดยให้มหาวิทยาลัยและอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศจัด Upskill-Reskill ในสาขาที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน เปิดโอกาสให้แรงงานที่มีประสบการณ์อยู่แล้วได้เข้ามาพัฒนาและเพิ่มพูนทักษะใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ และกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง ที่สำคัญ กระทรวง อว. จะดึงหน่วยงานให้ทุนอย่าง Ted Fund, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เป็นต้น มาสนับสนุนทั้งการบ่มเพาะและให้ทุนต่อยอดและสร้างธุรกิจ เพื่อที่แรงงานที่มีประสบการณ์จะได้ผันตัวไปเป็นผู้ประกอบการ SMEs หรือสตาร์ทอัพ อีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานแล้ว ขณะเดียวกัน กระทรวง อว. ยังตั้งใจที่จะทำให้นักศึกษาและประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้อย่างทั่วถึงที่สุด ในระยะ 4 เดือนอีกด้วย

รมว.กระทรวง อว. กล่าวต่อว่า อีกนโยบายเร่งด่วน คือ การช่วยเหลือภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยกระทรวง อว. จะทำโครงการ “โดรนเพื่อการเกษตรคนละครึ่ง” เป็นการนำเอาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไปรับใช้ประชาชน ไปรับใช้สังคม โครงการนี้จะช่วยให้เกษตรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดการสัมผัสสารเคมี รวมทั้งเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ประหยัดเวลาและแรงงาน โดยมีรูปแบบของนโยบายเป็นการช่วยค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายในการใช้บริการโดรนเพื่อการเกษตรคนละครึ่ง ถือเป็นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาแก้จนอย่างเป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ส่งเสริมเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อเปลี่ยนเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming)โดยจะนำร่องในพื้นที่ภาคกลางเป็นอันดับแรกก่อนจะขยายไปในพื้นที่อื่น ขณะเดียวกัน เราจะดึงเครือข่ายผู้ประกอบการ SMEs และสตาร์ทอัพด้านโดรนเพื่อการเกษตร ซึ่งเข้าร่วมโครงการกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคมาเป็นผู้ให้บริการเช่าโดรน นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการด้านให้บริการโดรนเพื่อการเกษตรรายย่อยอื่นๆ มาสามารถมาเข้าร่วมโครงการนี้ได้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมได้อีกด้วย

นายสุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนนโยบายด้านการอุดมศึกษา กระทรวง อว.พร้อมเดินหน้าสนับสนุนค่าสมัครสอบค่าสมัครสอบ TCAS เพื่อลดภาระให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง นโยบายนี้เป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ตนก็จะดำเนินการต่อเนื่องและดำเนินการอย่างเข้มข้นต่อไปในการสอบ TCAS69 โดยจะสนับสนุนค่าสมัครสอบ TGAT ในอัตรา 140 บาทต่อคน และค่าสมัครสอบรอบ 3 (Admission) ในระบบ TCAS เพิ่มเติม โดยผู้สมัครสามารถเลือกสมัครได้สูงสุด 7 อันดับฟรี ในอัตรา 600 บาทต่อคนนอกจากนี้ ยังจะสนับสนุนค่าสมัครสอบวัดความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ TPAT1-5 (TPAT 1 อัตรา 140 บาทต่อคน และ TPAT 2-5 อัตรา 140 บาทต่อคน) ซึ่งคาดว่าจะมีนักเรียนและผู้ปกครองได้รับประโยชน์กว่า 733,750 คน รวมทั้ง สนับสนุนทุนการศึกษาในรูปแบบต่างๆ ให้กับนักศึกษา ขณะเดียวกัน จะเร่งขับเคลื่อน Credit Bank หรือระบบคลังหน่วยกิต ให้เป็นกลไกหลักในการสะสมและเทียบโอนหน่วยกิตจากประสบการณ์การทำงานและการเรียนรู้จากแหล่งต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งเป้าให้มีความพร้อมสมบูรณ์ภายในปี 2570 

“ที่สำคัญ อีกหนึ่งนโยบายที่ตั้งใจจะขับเคลื่อนให้สำเร็จคือโครงการ “มหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) สู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050” โดยให้ความสำคัญกับ 1.การส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด 2.การประกาศนโยบาย Net Zero ให้สอดคล้องกับนโยบายของ อว. และนโยบายของรัฐบาล และ 3.การเป็นแหล่งบ่มเพาะนวัตกรรมสีเขียว เพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศและยกระดับขีดความสามารถบุคลากรสู่การสร้างงานและเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต ทั้งนี้ จะขับเคลื่อนร่วมกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)“ นายสุรศักดิ์ กล่าวและว่า

ขณะเดียวกันจะนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ เช่น ระบบติดตามสถานการณ์น้ำและและแอปพลิเคชัน Thai Water จากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ และการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อติดตามพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ช่วยเฝ้าระวัง แจ้งเตือน วิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ ยังมีการใช้ข้อมูลดาวเทียมในการติดตามและประเมินสถานการณ์ PM 2.5 ผ่านแอปพลิเคชัน “เช็คฝุ่น”  ซึ่งระบบทั้งหมดที่จัดทำขึ้น นอกจากเป็นการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแล้ว ยังช่วยพยากรณ์และวิเคราะห์สภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับทำการเกษตรให้แม่นยำขึ้นได้อีกด้วย

“นักการเมืองต้องทำในสิ่งที่สมควรทำ ไม่เป็นตัวถ่วง ต้องทำหน้าที่สนับสนุนให้ข้าราชการทำงานอย่างได้ราบรื่น ผมมีเวลาไม่มากคือ 4 เดือน ตั้งใจว่านโยบาย Quick Win จะต้องสำเร็จให้ได้ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน“ นายสุรศักดิ์ กล่าว

-(016)

‘บุณยศักฏ์ บุณยศิริเลศ’ร่วมยินดี‘ภัทรลภา ลิมปิทีป’คว้าเกียรตินิยมศิลปศาสตรบัณฑิต ม.เกษตรศาสตร์

‘บุณยศักฏ์ บุณยศิริเลศ’ร่วมยินดี‘ภัทรลภา ลิมปิทีป’คว้าเกียรตินิยมศิลปศาสตรบัณฑิต ม.เกษตรศาสตร์

‘บุณยศักฏ์ บุณยศิริเลศ’ร่วมยินดี‘ภัทรลภา ลิมปิทีป’คว้าเกียรตินิยมศิลปศาสตรบัณฑิต ม.เกษตรศาสตร์

วันจันทร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.59 น.

‘บุณยศักฏ์ บุณยศิริเลศ’ร่วมยินดี‘ภัทรลภา ลิมปิทีป’คว้าเกียรตินิยมศิลปศาสตรบัณฑิต ม.เกษตรศาสตร์

6 ตุลาคม 2568 นายบุณยศักฏ์ บุณยศิริเลศ  Managing Director Avivy Advice ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสที่ นางสาวภัทรลภา ลิมปิทีป สำเร็จการศึกษาระดับ ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) เกียรตินิยมอันดับสอง จากคณะสังคมศาสตร์ ในพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567 โดยมี นายธัชกรพงศ์ กีรติสิงห์ช่วย ประธานกรรมการ บริษัท ที เอ็น พี บิลเลี่ยนแนร์ กรุ๊ป จำกัด และ คุณแม่รัชมิ์ชญาดา พลเงินธนาศักดิ์ ร่วมแสดงความยินดีในบรรยากาศแห่งความปลื้มปีติและภาคภูมิใจ

ในโอกาสนี้ นายบุณยศักฏ์ บุณยศิริเลศ ได้กล่าวอวยพรและแสดงความชื่นชมว่า “ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับความสำเร็จในวันนี้ ซึ่งเป็นผลจากความเพียรพยายาม ความตั้งใจ และความมุ่งมั่นของบัณฑิต ขอให้ความสำเร็จครั้งนี้เป็นก้าวแรกของการเดินทางสู่อนาคตที่มั่นคงและสดใส จงรักษาความดี ความขยัน และความซื่อสัตย์ไว้เป็นเข็มทิศนำทางชีวิต เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ตนเองและสังคมต่อไป”

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความยินดี และความอบอุ่นจากครอบครัวและผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุน ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจของผู้สำเร็จการศึกษาและคนรอบข้างอย่างแท้จริง

มธ.เปิดหลักสูตร ‘TU ESG NEXT’ หวังสร้างผู้นำองค์กรเพื่อความยั่งยืน

มธ.เปิดหลักสูตร ‘TU ESG NEXT’ หวังสร้างผู้นำองค์กรเพื่อความยั่งยืน

มธ.เปิดหลักสูตร ‘TU ESG NEXT’ หวังสร้างผู้นำองค์กรเพื่อความยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.18 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดอบรมหลักสูตร ผู้นำเพื่อความยั่งยืน : TU ESG NEXT  FOR SUSTAINABILITY LEADERSHIP ภายใต้แนวคิดสร้างผู้นำองค์กรในทุกภาคส่วนเพื่อปรับตัวและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล  ในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน   โดยไม่ละเลยความรับผิดชอบต่อสังคม  สิ่งแวดล้อม และบรรษัทภิบาล ตลอดจนสามารถสร้างความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานที่ปรึกษาหลักสูตร TU ESG NEXT  FOR SUSTAINABILITY LEADERSHIP กล่าวว่า จากเดิมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสถาบันที่เข้มแข็งในการขับเคลื่อนสังคมและการพัฒนาประชาธิปไตย แต่เมื่อบริบทของสังคมโลกเปลี่ยนไป  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีการปรับตัวและพัฒนาหลักสูตรต่าง ๆ ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

“ปัจจุบันธรรมศาสตร์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของเรา  โดยมีคณะวิชาทางด้านพัฒนศาสตร์ ที่จัดการเรียนการสอนทางด้านสิ่งแวดล้อม  รวมถึงหลักสูตรใหม่ ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยตรง   ด้วยจุดยืนและสถานะของมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน  ทางสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ ได้ร่วมมือกับบริษัท  บ้านซีเอสอาร์ จำกัด  โดย ดร.วรวุฒิ ไชยศร กรรมการผู้จัดการ  และเป็นผู้อำนวยการหลักสูตร ได้ร่วมกันเปิดการอบรมหลักสูตร TU ESG NEXT  FOR SUSTAINABILITY LEADERSHIP โดยเน้นจุดแข็งด้านองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่มหาวิทยาลัยมีในเรื่องเหล่านี้ ”

หลักสูตรนี้ ออกแบบมาเพื่อเน้นการสร้างผู้นำเพื่อความยั่งยืน (SUSTAINABILITY LEADERSHIP)  ซึ่งหมายรวมถึงผู้บริหารทุกภาคส่วนทั้งราชการ  รัฐวิสาหกิจและเอกชน  ให้มีการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำยุคใหม่ที่สามารถเปิดมุมมองด้านความยั่งยืนผ่านประสบการณ์จริงที่ถ่ายทอดโดยผู้บริหารจากทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม รวมถึงการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ (Action Learning) และการสร้างเครือข่ายผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Leadership for Impact) ที่พร้อมต่อการขับเคลื่อนองค์กรในโลกที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

ทั้งนี้หลักสูตร TU ESG NEXT  ได้ระดมคณาจารย์ที่มีเชี่ยวชาญด้าน ESG ของมหาวิทยาลัยมาเป็นวิทยากรหลักในการถ่ายทอดองค์ความรู้  พร้อมทั้งการเชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ ที่พร้อมถ่ายทอดทั้งความรู้ ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืน (ESG) อาทิ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์  ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร , ดร.สรพล  ตุลยเสถียร  รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.กฤษฎา เสกตระกูล อดีตรองผู้จัดการ และหัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  คุณพิชัย จิราธิวัฒน์  กรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  นายพิริยะ เข็มพล  ประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)  ดร.ศิริกุล เลากัยกุล  ผู้อำนวยการโครงการพอแล้วดี The Creator,  Country Director Sustainable Brands Thailand  คุณวชิระชัย คูนำวัฒนา Deputy Chief Sustainability Officer บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ – ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ ได้กล่าวสรุปถึงการคาดหวังกับหลักสูตร TU ESG NEXT  ว่า “เรามุ่งหวังให้ทุกคนที่ผ่านการอบรมหลักสูตรนี้สามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่มี ไปเปลี่ยนแปลงองค์กรของตัวเอง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กร   ขณะเดียวกันเราก็จะพัฒนาหลักสูตรนี้ให้ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงให้ทันยุคทันสมัยตลอดเวลา ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายของเราด้วย”

หลักสูตร ผู้นำเพื่อความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ : TU ESG NEXT FOR SUSTAINABILITY LEADERSHIP (สำหรับผู้บริหารระดับสูง) รุ่นที่ 1  เปิดอบรมระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 – 18  มีนาคม 2569  (อบรมทุกวันพุธ) เวลา 13.00 – 18.00 น. ณ โรงแรมอัศวิน ถนนวิภาวดีรังสิต  กรุงเทพฯ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยเป็นผู้ดูแลและพัฒนาหลักสูตร คือศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ประธานที่ปรึกษาหลักสูตร   ศ.ดร.ธีระ สินเดชารักษ์  ผู้อำนวยการสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานหลักสูตร   ผศ.ชล บุนนาค  ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) โดยมี ผศ.ดร.ผกาวดี สุพรรณจิตวนา   และดร.วรวุฒิ ไชยศร เป็นผู้อำนวยการหลักสูตร  และ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์  ผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์  คณะนิติศาสตร์  และอดีตรองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มธ.

ผู้บริหารและบุคคลทั่วไปทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม องค์กรอิสระ มูลนิธิ  และสมาคม  ที่สนใจเข้าอบรมหลักสูตรสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ ธรรมศาสตร์ หรือดูรายละเอียดได้ในเว็บไซต์สถาบันฯ http://www.icehr.tu.ac.th และ Facebook : TU ESG NEXT  หรือโทร 093 756 8318 ฝ่ายงานประชาสัมพันธ์หลักสูตร

-(016)

‘Crest School – Mastery School’ เตรียมจัด Grand Open House ต้อนรับนักเรียน’69

‘Crest School - Mastery School’ เตรียมจัด Grand Open House ต้อนรับนักเรียน’69

‘Crest School – Mastery School’ เตรียมจัด Grand Open House ต้อนรับนักเรียน’69

วันจันทร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.07 น.

Crest School Bangkok และ Mastery School Bangkok ภายใต้การดูแลของ LEARN Corporation ประกาศความสำเร็จด้วยยอดนักเรียนสมัครเรียนเกินเป้า สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ปกครองยุคใหม่ที่มองหาโรงเรียนคุณภาพที่ผสานทั้งวิชาการ ทักษะชีวิต และการปูทางสู่โลกอนาคต พร้อมจัดงาน Grand Open House เพื่อต้อนรับนักเรียนปีการศึกษา 2569 และเผยแผนการขยายพื้นที่เพื่อรองรับจำนวนนักเรียนและเพิ่มแหล่งเรียนรู้

และเมื่อเร็วๆนี้ Mastery School Bangkok” ได้จัดงาน “Mastery School Bangkok Grand Open House” เพื่อเปิดโอกาสให้ครอบครัวยุคใหม่ได้สัมผัสกับโรงเรียนไทยแนว Modern School ผ่านการพูดคุยกับผู้บริหารโดยตรง กับจุดเด่น หรือ “Master” ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ 1.Master เวลา : โรงเรียนที่ออกแบบเวลาเรียนให้ “คุ้มค่า” ไม่ใช่แค่เรียนเยอะ แต่เรียนอย่างมีเป้าหมาย ไม่เสียเวลาเรียนสิ่งที่ไม่จำเป็น เน้นทุกวินาทีให้เกิดประโยชน์สูงสุด , 2.Master การสอน : ครูของเราคือผู้เชี่ยวชาญที่ Master ทั้งเนื้อหาและวิธีการสอน ทำให้บทเรียนสนุก เข้าใจง่าย และเข้มข้นกว่าในตำรา , 3.Master การเรียน : นอกจากหลักสูตรที่ออกแบบมาให้เรียนเฉพาะสิ่งที่จำเป็น นักเรียนยังได้ติวปิดบล็อกที่เป็นการเรียนสรุปเนื้อหา ที่จะช่วยเสริมความเข้าใจ ครบจบในโรงเรียน ไม่ต้องเรียนพิเศษเพิ่ม และ 4.Master ชีวิต : นักเรียนที่ Mastery School ไม่ได้เรียนแค่เพื่อเกรด แต่เรียนรู้เพื่อเข้าใจตัวเอง วางแผนชีวิตเป็น และใช้ชีวิตอย่างมั่นใจและมีทิศทาง

และเพื่อต่อยอดความสำเร็จ ด้าน Crest School Bangkok” โรงเรียนนานาชาติหลักสูตรออสเตรเลีย จึงเตรียมจัดงาน “Crest School Bangkok Grand Open House” ในวันเสาร์ที่ 11 ต.ค.68 เพื่อให้ครอบครัวที่กำลังมองหาโรงเรียนนานาชาติได้พูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียนอย่างใกล้ชิดและร่วมฟังข้อมูลหลักสูตร ทั้งด้านวิชาการ การเตรียมพอร์ต และการค้นหาเส้นทางอาชีพของบุตรหลานในโลกอนาคต โดดเด่นด้วยหลักสูตร WACE (Western Australian Certificate of Education) ที่ได้รับการรับรองโดย SCSA (School Curriculum and Standards Authority) หน่วยงานด้านการศึกษาจากรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ภายใต้แนวคิด “Professional School” 3 ด้าน ได้แก่ 1.Professional Curriculum : หลักสูตรที่ผสานวุฒิการศึกษาออสเตรเลียและไทยเข้าด้วยกัน เปิดประตูสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก พร้อมการบูรณาการการทำพอร์ตฟอลิโอ และการเตรียมสอบครบจบในที่เดียว , 2.Professional Teacher : ทีมครูคุณภาพ มากด้วยประสบการณ์การสอนทั้งในไทยและต่างประเทศ พร้อมออกแบบการสอนให้เข้มข้น สนุก มีเป้าหมาย และสามารถให้คำปรึกษาเชิงลึกทั้งด้านวิชาการ พอร์ตฟอลิโอ และเส้นทางอาชีพอย่างเป็นระบบ และ 3.Professional Care : การดูแลแบบองค์รวมทั้งด้านวิชาการและเป้าหมายชีวิต มี Class Master ประจำตัวที่ช่วยให้คำแนะนำในการค้นหาเป้าหมายชีวิต วางแผนอนาคต และวางเส้นทางเข้าสู่มหาวิทยาลัยระดับโลกร่วมกัน

นายโทนี่ คันธาภัสระ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เลิร์น คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การตอบรับของนักเรียนและผู้ปกครองส่งผลให้ยอดนักเรียนของเราเกินเป้าที่ตั้งไว้ทั้ง 2 โรงเรียน โดย Mastery School มียอดสมัครเรียนเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 120% สะท้อนความเชื่อที่ว่า การศึกษาที่ดีไม่ใช่แค่การเรียนในห้องเรียนหรือสอบติดมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ต้องช่วยให้เด็กค้นพบตัวเอง กล้าคิด กล้าลงมือทำ และมีทักษะชีวิตที่พร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เด็กในศตวรรษที่ 21 ต้องได้รับการสนับสนุนทั้งในมิติวิชาการและชีวิตจริง โดยในปีหน้าเรามีแผนขยายพื้นที่เพื่อรองรับจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเป็นการเพิ่มพื้นที่การเรียนรู้ สอดคล้องกับเหตุผลที่ LEARN มุ่งพัฒนาทั้ง Crest School และ Mastery School ให้เป็นมากกว่าโรงเรียน แต่คือพื้นที่ในการสร้างผู้เรียนที่มีความสุข มีเป้าหมาย และพร้อมสร้างอนาคตที่ดีทั้งต่อตัวเอง ครอบครัว และสังคมไทยในภาพรวม

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมฟังหลักสูตรพร้อมเยี่ยมชมสถานที่จริง สามารถร่วมงาน “Crest School Bangkok Grand Open House” ได้ในวันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลา 9.30-12.00 น. ที่ Crest School Bangkok (MBK Tower ชั้น 12A) หรือโทร. 065 954 3645, www.crestschool.ac.th , Line lin.ee/RTMdwV4 และ Mastery School Bangkok โทร 062 425 3549, เว็บไซต์ mastery.crestschool.ac.th , Line lin.ee/lppCN7HJ

​SPU คว้า ‘รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ 2568 ด้านองค์กรนวัตกรรม’ จาก NIA

​SPU คว้า ‘รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ 2568 ด้านองค์กรนวัตกรรม’ จาก NIA

​SPU คว้า ‘รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ 2568 ด้านองค์กรนวัตกรรม’ จาก NIA

วันจันทร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.06 น.

มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) สร้างประวัติศาสตร์ คว้า “รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ 2568 ด้านองค์กรนวัตกรรม” จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ในฐานะมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย ที่โดดเด่นด้านการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมการศึกษาที่ทันสมัย ด้วยการพัฒนาหลักสูตรที่มีความ Flexibility และ Dynamic ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด “Personal Life Design” โดยเชื่อมโยง AI กับการเรียนรู้รายบุคคล ตั้งแต่ ลักษณะเฉพาะตัวของผู้เรียน กระบวนการเรียนรู้ ไปจนถึงการหางานที่ตรงกับศักยภาพและความสนใจ ตอกย้ำบทบาท Dynamic University ที่ก้าวทันโลก พร้อมสร้างบัณฑิตที่กว่า 95.12% มีงานทำทันทีหลังเรียนจบ

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดี ม.ศรีปทุม เปิดเผยว่า การได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ 2568 ด้านองค์กรนวัตกรรม สะท้อนให้เห็นถึงเป้าประสงค์ที่ชัดเจนในการพัฒนากำลังคน โดยเฉพาะการพัฒนาคนรุ่นใหม่ของ SPU ที่มุ่งมั่นในวิสัยทัศน์เพื่อการพัฒนานักศึกษาแต่ละกลุ่มที่มีความหลากหลาย ทั้งเป้าหมาย ความต้องการ ความถนัด และบุคลิกภาพ ด้วยการพัฒนาหลักสูตรที่มีความ Flexibility และ Dynamic ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มรูปแบบในหลักสูตร นอกจากนี้ยังมี AI Tutor ของแต่ละรายวิชา ที่ทำหน้าที่เป็นติวเตอร์ส่วนตัว ช่วยเสริมการเรียนรู้ อีกทั้งยังมี AI ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์บุคลิกภาพ ศักยภาพ และความต้องการของนักศึกษา เพื่อออกแบบเส้นทางการเรียนรู้เฉพาะบุคคล ภายใต้แนวคิด “Personal Life Design” โดยมีตัวอย่างของการเชื่อมโยง AI 3 ตัว ‘พี่เปอร์’ ‘พี่ฟิว’‘พี่จ็อบ’ ในการเป็นผู้ช่วย 24 ชั่วโมงสำหรับ นศ.ปี 1 เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ความเป็นตัวตนของนักศึกษา นำไปสู่ กระบวนการเรียนรู้ เฉพาะตัว ไปจนถึงการหางานและการทำงานในอนาคต อย่างเป็นระบบ ดังนี้ 

1.‘พี่เปอร์  AI ช่วยวิเคราะห์บุคลิกภาพ (Analytical Personality) หรือ MBTI ที่ช่วยค้นหาตัวตน ความชอบ ความถนัด แรงบันดาลใจ

2.‘พี่ฟิว เพื่อนเรียน 24 ชั่วโมงในรายวิชา ‘Future Skill’ ที่จะรับไม้ต่อจาก พี่เปอร์ ที่เข้าใจตัวตนของนักศึกษา ให้คำแนะนำการเรียนรายวิชา Future Skill ได้อย่างละเอียดในรูปแบบที่ตรงกับตัวตนของนศ.

3.‘พี่จ็อบ Job เชื่อมโยงนักศึกษาสู่เส้นทางการทำงาน เป็น AI ที่นำข้อมูลของนักศึกษาทั้งสิ่งที่เรียน สิ่งที่ชอบและตัวตนของ นศ. ไปค้นหางานที่ตรงกับความต้องการของนักศึกษา

ดร.รัชนีพร กล่าวต่อไปว่า การสร้างกำลังคนให้พร้อมสู่ตลาดแรงงานที่คุณภาพสูง เป็นโจทย์สำคัญที่ SPU ยึดมั่นเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนตลอดมา โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนสร้างสรรค์ความรู้สู่การมีรายได้ ให้เป็นวงจรของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ Earn To Learn ที่สนับสนุนให้นักศึกษาเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ใช้โจทย์จริงจากภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม มาทำเป็น Project ระหว่างเรียน สร้างเป็นผลงานคุณภาพแบบมืออาชีพที่มีอาจารย์เป็นโค้ช

โครงการนี้เป็นการสร้างรายได้ระหว่างเรียน และเป็นการเก็บประสบการณ์จริงในสายงานที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาที่เรียน ต่อยอดพัฒนาทักษะให้พร้อมทำงานทันทีที่จบการศึกษา โดยมหาวิทยาลัยได้สนับสนุนด้วยการสร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในรูปแบบ Earn to Learn นี้ด้วยการสร้าง Platform และระบบเพื่อการรับงานจากหลายหลายธุรกิจอุตสาหกรรมให้กับนักศึกษา เช่น Sim Agency เอเจนซี่ผู้ให้บริการด้านกิจกรรมและ event แบบครบวงจร โดยคณะนิเทศศาสตร์ , Rub Job  แพลตฟอร์มที่รวมฟรีแลนซ์คุณภาพ โดยนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ , Bus Work แพลตฟอร์ม Community ที่รวบรวมนักศึกษาที่มีทักษะทางธุรกิจด้านต่างๆ เช่น ecommerce โดยคณะบริหารธุรกิจ D Club ศูนย์สร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลจากนักศึกษา รับงานสร้างสรรค์ผลงานสื่อดิจิทัล โดย คณะดิจิทัลมีเดีย B Unit บริษัทจำลอง ที่มุ่งให้นักศึกษาได้ทำงานจริงในฐานะสถาปนิก กับลูกค้าภายนอก โดยคณะการออกแบบและสถาปัตยกรรมศาสตร์ , Bim Club ศูนย์รวมนักศึกษาที่ใช้เทคโนโลยี Building Information Modeling (BIM) ในงานออกแบบก่อสร้าง รับงานด้านแบบและการบูรณะอาคาร โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์

รางวัลนี้ไม่ใช่เพียงของผู้บริหาร อาจารย์ และบุคลากร แต่เป็นของนักศึกษา SPU ทุกคนด้วย เราภูมิใจที่ได้สร้างบัณฑิตที่พร้อมทำงานจริง และพร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำแห่งอนาคต” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างนักศึกษา คณาจารย์ และเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจอย่างแท้จริง” อธิการบดี ม.ศรีปทุม กล่าว