‘รมว.นฤมล’นำคณะ ศธ.ลงพื้นที่โคราช ตรวจสถานศึกษาน้ำท่วม มอบสิ่งของ-ตั้งศูนย์ซ่อมชุมชน

'รมว.นฤมล'นำคณะ ศธ.ลงพื้นที่โคราช ตรวจสถานศึกษาน้ำท่วม มอบสิ่งของ-ตั้งศูนย์ซ่อมชุมชน

‘รมว.นฤมล’นำคณะ ศธ.ลงพื้นที่โคราช ตรวจสถานศึกษาน้ำท่วม มอบสิ่งของ-ตั้งศูนย์ซ่อมชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.19 น.

“รมว.นฤมล”นำคณะ ศธ.ลงพื้นที่โคราช ตรวจสถานศึกษาน้ำท่วม มอบสิ่งของ-ตั้งศูนย์ซ่อมชุมชน ลดภาระประชาชน พร้อมเร่งแก้หนี้ครู ปรับปรุงบ้านพักทรุดโทรม ยืนยันระบบโยกย้ายครูเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมคณะ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนมัธยมด่านขุนทด และโรงเรียนห้วยแถลงพิทยาคม จังหวัดนครราชสีมา ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย โดยได้มอบสิ่งของเพื่อช่วยเหลือนักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชน ก่อนเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานนักเรียน ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fit it Center)

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้เดินทางไปยังวิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ พร้อมกล่าวในการประชุมพบปะกับครูและผู้บริหารสถานศึกษาว่า ในเรื่องของการประเมินวิทยฐานะของครู ขณะนี้ได้สั่ง ก.ค.ศ.ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พิจารณาปรับปรุงเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะครูใหม่ โดยจะพิจารณาให้ผลงานการสอน เป็นทางเลือกมากกว่าจะใช้งานวิจัยเพียงเท่านั้น เพื่อให้มีช่องทางสำหรับผู้ที่มีผลงานและความสามารถหลากหลายตามบริบทของหน่วยงาน พร้อมทั้งมีการเพิ่มตำแหน่งสายสนับสนุน เพื่อลดภาระที่ไม่ใช่การสอนของครูให้สามารถทุ่มเทกับการสอนได้อย่างเต็มที่

ในส่วนของบ้านพักครู ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ตนได้ลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อไปดูสภาพบ้านพักครู ร่วมกับ ร.อ.ธรรมนัส สภาพบ้านพักทรุดโทรม และที่ผ่านมางบประมาณมักจะโดนตัด เราต้องไม่ลืมพ่อแม่คนที่สองของนักเรียนด้วยว่า มีสภาพความเป็นอย่างไร ในเรื่องนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีรับทราบแล้ว และได้มอบให้ สพฐ.เร่งสำรวจสภาพบ้านพักครูทั่วประเทศ เพื่อเร่งซ่อมแซมปรับปรุงตามความจำเป็นเร่งด่วน พร้อมหารือกับการเคหะแห่งชาติ เพื่อหาแหล่งทุนงบประมาณมาดำเนินการภายในปีนี้ ขณะเดียวกันก็จะบรรจุเรื่องนี้เข้าไปใน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570

“เราไม่ได้พูดอย่างเดียว อาจารย์ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ โดยการนำของรองนายกรัฐมนตรี ขอให้ความมั่นใจว่า จะดูแลพวกเราอย่างดี ผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมให้ได้” รมว.ศธ.กล่าว

นอกจากนี้ ในส่วนของการเสนอร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ขณะนี้ได้มอบหมายปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการยืนยันเสนอร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ทั้ง 7 ร่าง ไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง ก่อนจะนำเข้าสู่กระบวนการของรัฐสภาต่อไป

“อาจารย์ให้ความสำคัญกับระบบโยกย้ายครู เพื่อให้โอกาสและความเป็นธรรมแก่ครู ได้ย้ายกลับบ้าน กลับภูมิลำเนา ไปดูแลพ่อแม่ ลูกหลาน ตามที่ต้องการ โดยได้สั่งการไปแล้วว่าห้ามเด็ดขาดเรียกรับเงิน ถ้ารู้และมีหลักฐานว่ามีการเรียกรับเงินตรงไหน จะไม่เก็บไว้อย่างแน่นอน จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ไม่ได้ขู่ แต่จะทำจริงๆ พร้อมสั่งการไปยังเลขาธิการ กพฐ.ด้วยแล้วเช่นกันว่า อย่าให้มีเรื่องเรียกรับเงินเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ได้นำเรียนนายกรัฐมนตรีแล้วว่า เราจะแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา โดยให้ สกสค.จัดตั้งสหกรณ์กลางเพื่อรวมหนี้ครูจากสหกรณ์ต่างๆ ให้ดอกเบี้ยต่ำ โดยมีเงื่อนไขว่าครูจะต้องไม่สร้างหนี้เพิ่ม ซึ่งมีงบประมาณที่ต้องขอจากรัฐบาลมาอุดหนุนในส่วนของการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำด้วย

– 006

สิ้นนักวิชาการเกียรติคุณ‘ดร.อัมมาร สยามวาลา’ ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศ

สิ้นนักวิชาการเกียรติคุณ‘ดร.อัมมาร สยามวาลา’ ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศ

สิ้นนักวิชาการเกียรติคุณ‘ดร.อัมมาร สยามวาลา’ ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.57 น.

สิ้นนักวิชาการเกียรติคุณ‘ดร.อัมมาร สยามวาลา’ ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศ

5 ตุลาคม 2568 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โพสต์ข้อความแสดงความอาลัยยิ่งต่อการจากไปของ ศ.พิเศษ ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ และอดีตประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ระบุว่า ดร.อัมมาร เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในช่วงเวลาการก่อตั้งทีดีอาร์ไอ และท่านนับเป็นนักวิจัยท่านแรกของสถาบันแห่งนี้ ตลอดชีวิตของการเป็นนักวิชาการของดร.อัมมาร ได้สร้างผลงานทางวิชาการที่สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม ต่อประเทศชาติ ต่อประโยชน์สาธารณะจำนวนมาก

ร่วมระลึกถึงดร.อัมมาร ผู้เป็นจิตวิญญาณ เป็นที่รัก และเคารพของเราชาวทีดีอาร์ไอ หนังสือ “ครบรอบ 60 ปีอาจารย์อัมมาร” ซึ่งรวบรวมบทความที่ดร.อัมมาร ได้รังสรรค์ขึ้นในห้วงเวลาที่ผ่านมา รวมถึงทัศนะเกี่ยวกับผลงานของดร.อัมมาร จากผู้ทรงคุณวุฒิที่เคยร่วมงานกับดร.อัมมาร

https://tdri.or.th/wp-contenthttps://static.naewna.com/uploads/2013/01/po4.pdf

‘นฤมล’เดือด!!! สั่งเอาผิดครูใช้ฟุตเหล็กตีเด็กแอบกินขนม รับไม่ได้ความรุนแรงในสถานศึกษา

'นฤมล'เดือด!!! สั่งเอาผิดครูใช้ฟุตเหล็กตีเด็กแอบกินขนม รับไม่ได้ความรุนแรงในสถานศึกษา

‘นฤมล’เดือด!!! สั่งเอาผิดครูใช้ฟุตเหล็กตีเด็กแอบกินขนม รับไม่ได้ความรุนแรงในสถานศึกษา

วันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.07 น.

“รมว.นฤมล” เดือด! สั่งคุรุสภาลงดาบครูใช้ฟุตเหล็กตีเด็ก ป.1  ลั่น “ครูคือผู้ปลูกฝัง ไม่ใช่ผู้ทำร้าย” ด้านเลขาฯ คุรุสภารับลูก จ่อพักใบอนุญาตฯ ชงต้นสังกัดไล่ออกได้ทันที

วันที่ 4 ตุลาคม 2568 ผศ.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวถึงกรณีครูได้ใช้ฟุตเหล็กตีนักเรียน ป.1 เพราะแอบหยิบขนมไปกิน จนเด็กขอบตาช้ำ แก้มบวมแดง เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีความห่วงใยต่อกรณีดังกล่าวเป็นอย่างมาก จึงได้สั่งการให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาเร่งดำเนินการลงโทษทันที และเน้นย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการไม่อาจยอมรับพฤติกรรมความรุนแรงในสถานศึกษาได้ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีของเด็กนักเรียน เพราะหน้าที่ของครูคือ ผู้ปลูกฝัง ไม่ใช่ผู้ทำร้าย

ผศ.อมลวรรณ เปิดเผยว่า ครูคนดังกล่าวเป็นครูผู้ช่วยของโรงเรียนแม่จาง ตำบลนาสัก อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 และเป็นผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น ซึ่งออกให้เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2566 หมดอายุวันที่ 6 พ.ค. 2571 จึงรับเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2568

“ตามขั้นตอนแล้ว สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้นำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อพิจารณาให้พักใช้ใบอนุญาตไว้ก่อน แต่หากหน่วยงานต้นสังกัดมีความเห็นให้ออกจากราชการ ก็สามารถทำได้ทันที โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวนใด ๆ ทั้งนี้ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพจะมีการวินิจฉัยชี้ขาดกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพต่อไป” ผศ.อมลวรรณ กล่าว

DPU–สถาบันขงจื่อฯ มอบประกาศนียบัตรสื่อไทย ​จบหลักสูตร​ “หนีห่าว​ สนทนาจีนภาษาคนข่าว” เสริมศักยภาพสะพานภาษา–วัฒนธรรมไทย–จีน

DPU–สถาบันขงจื่อฯ มอบประกาศนียบัตรสื่อไทย ​จบหลักสูตร​ “หนีห่าว​ สนทนาจีนภาษาคนข่าว” เสริมศักยภาพสะพานภาษา–วัฒนธรรมไทย–จีน

DPU–สถาบันขงจื่อฯ มอบประกาศนียบัตรสื่อไทย ​จบหลักสูตร​ “หนีห่าว​ สนทนาจีนภาษาคนข่าว” เสริมศักยภาพสะพานภาษา–วัฒนธรรมไทย–จีน

วันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.39 น.

DPU–สถาบันขงจื่อฯ มอบประกาศนียบัตรสื่อไทย ​จบหลักสูตร​ “หนีห่าว​ สนทนาจีนภาษาคนข่าว” เสริมศักยภาพสะพานภาษา–วัฒนธรรมไทย–จีน

วันที่ 4 ตุลาคม 2568 ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ถนนประชาชื่น กรุงเทพฯ อาจารย์พูลศักดิ์ ประณุทนรพาล ที่ปรึกษาอธิการบดีอาวุโส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ในฐานะเลขาธิการและกรรมการ บริหารสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล เป็นประธานมอบประกาศ นียบัตร “โครงการหนีห่าว สนทนาจีนภาษาคนข่าว” ครั้งที่ 2 ให้กับสื่อมวลชนจาก สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ซึ่งประกอบด้วยสื่อชั้นนำมากมาย ที่เข้ารับการอบรมตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 จนถึงเดือนตุลาคม 2568 จำนวน 16 คน ณ ห้องเรียนชั้น 2 สถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  ซึ่งโครงการอบรมนี้จัดขึ้นร่วมกับสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล และสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน เพื่อยกระดับทักษะการสื่อสารของสื่อมวลชนที่สนใจเรียนรู้ภาษาจีน ตลอดจนร่วมทำกิจกรรมการเรียนรู้วัฒนธรรมและประเพณีของชาวจีนผ่านงานศิลปะต่างๆ โดยมี รศ.เฉิน เวย ผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล (ฝ่ายจีน), อาจารย์เอกรัตน์ จันทร์รัฐิติกาล ผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล (ฝ่ายไทย),อาจารย์กอบกิจ ประดิษฐผลพานิช Head of Corporate Communication, Hou Xiaolin อาจารย์ประจำสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล, นางสาวสายชล เกียรติกังวาฬไกล กรรมการบริหารสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน เข้าร่วมในพิธี

 อาจารย์พูลศักดิ์ ประณุทนรพาล ที่ปรึกษาอธิการบดีอาวุโส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ในฐานะเลขาธิการและกรรมการบริหารสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล เปิดเผยในพิธีปิดการอบรมภาษาจีนสำหรับสื่อมวลชน ว่า รู้สึกชื่นชมความมุ่งมั่นของผู้เข้าอบรมทุกคนที่แบ่งเวลาในตารางงานอันแน่นขนัดมาพัฒนาทักษะภาษาจีนอย่างต่อเนื่อง จนเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนตลอดหลักสูตร โดยบทบาทของสถาบันขงจื่อ และ ห้องเรียนขงจื่อ ถือเป็นกลไกการศึกษาภาษาจีนและวัฒนธรรมที่กระจายอยู่ทั่วโลก รวมถึงหลายจังหวัดในประเทศไทย โดยมีพันธกิจหลักคือ “สอนภาษา–เชื่อมวัฒนธรรม–เปิดโลกทัศน์” ร่วมกับสถาบันเจ้าภาพในครั้งนี้ คือมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สถาบันขงจื่อฯ DPU ครบรอบ 10 ปีในปีนี้ และจะเดินหน้าขยายความร่วมมือเชิงวิชาการและวัฒนธรรมให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

 “ภาษาจีนคือทุนคุณภาพของสื่อไทย เมื่อผู้สื่อข่าวเข้าใจภาษาจีน ก็จะเข้าถึงบริบทจีนได้ลึกขึ้น ตีความข่าวได้แม่นยำขึ้น และเล่าเรื่องประเทศไทยให้ผู้ฟังชาวจีนเข้าใจได้ดีขึ้นไปพร้อมกัน ภาษาเป็นสะพาน ส่วนสื่อคือผู้พาสังคมก้าวข้ามแม่น้ำแห่งความไม่รู้ นอกจากนี้ ภาพรวมตลาดแรงงานว่า ความต้องการบุคลากรที่สื่อสารภาษาจีนได้ยังคงสูงมาก โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่ลงทุนในเขตเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตลอดจนตำแหน่งงานสายบัญชี ธุรกิจ เทคโนโลยี กฎหมาย และสื่อสาร ซึ่งที่ผ่านมา เราได้รับการติดต่อจากบริษัทจำนวนมากที่ต้องการคนมีทักษะภาษาจีน นี่คือโอกาสตรงสำหรับผู้เรียนทุกคน หากสั่งสมความรู้และนำไปใช้จริง ย่อมต่อยอดสู่อาชีพได้” อาจารย์พูลศักดิ์ กล่าว

 อาจารย์พูลศักดิ์ กล่าวถึงมิติความสัมพันธ์ไทย–จีน การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 ที่สืบเนื่องยาวนานมาถึงปัจจุบัน ซึ่งปีนี้ครบรอบ 50 ปี ซึ่งปีนี้ครบรอบ 50 ปี หลายสถาบันร่วมจัดกิจกรรมระลึกความสัมพันธ์ “ความเข้าใจซึ่งกันและกันต้องอาศัยการเรียนรู้ทั้งภาษา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม”  หลายสถาบันร่วมจัดกิจกรรมระลึกความสัมพันธ์ “ความเข้าใจซึ่งกันและกันต้องอาศัยการเรียนรู้ทั้งภาษา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม” พร้อมเชิญชวนให้สื่อมวลชนไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 2 ของพระมหามณฑปวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เพื่อสัมผัสรากเหง้าชุมชนไทยเชื้อสายจีนและสายธารความเป็น “พี่น้อง” ของสองประเทศ ในขณะที่หลายหน่วยงานสนับสนุนให้บุคลากรเรียนภาษาจีน ควบคู่กับการสอบวัดระดับ (HSK) ซึ่งหลายคนก้าวหน้าได้ถึงระดับสูง ตลอดจนโอกาสศึกษาดูงานที่จีนซึ่งได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับเรื่องต่างๆ เพื่อนำมาปรับใช้ในบริบทไทย พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนสานต่อการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ทั้งหลักสูตรระยะสั้น ทุนแลกเปลี่ยน ไปจนถึงระดับปริญญา โดยสถาบันขงจื่อฯ และ DPU พร้อมเป็น “จุดรวมพลัง” ให้คำปรึกษาและเชื่อมโอกาส โดยหวังเห็นทุกคนใช้ภาษาจีนเป็นกุญแจ เปิดประตูความเข้าใจ และทำหน้าที่เป็นสะพานไทย–จีนต่อไป พร้อมกันนี้ ได้เชิญชวนให้สื่อมวลชนไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 2 ของพระมหามณฑปวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร

 อาจารย์พูลศักดิ์ ยังกล่าวถึงการที่หลายหน่วยงานสนับสนุนให้บุคลากรเรียนภาษาจีน ควบคู่กับการสอบวัดระดับ (HSK) ซึ่งหลายคนก้าวหน้าได้ถึงระดับสูง ตลอดจนโอกาสศึกษาดูงานที่จีนซึ่งได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับเรื่องต่างๆ เพื่อนำมาปรับใช้ในบริบทไทย พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนสานต่อการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ทั้งหลักสูตรระยะสั้น ทุนแลกเปลี่ยน ไปจนถึงระดับปริญญา โดยสถาบันขงจื่อฯ และ DPU พร้อมเป็น “จุดรวมพลัง” ให้คำปรึกษาและเชื่อมโอกาส โดยหวังเห็นทุกคนใช้ภาษาจีนเป็นกุญแจ เปิดประตูความเข้าใจ และทำหน้าที่เป็นสะพานไทย–จีนต่อไป

 ด้าน รศ.เฉิน กล่าวย้ำบทบาทของ “ภาษา” ต่อวิชาชีพสื่อมวลชนไทย โดยมองว่าเป็น “สะพาน” เชื่อมความเข้าใจระหว่างสองสังคม “เมื่อผู้สื่อข่าวไทยเข้าใจภาษาจีน ก็เข้าถึงวัฒนธรรมและสถานการณ์ของจีนได้ลึกซึ้งขึ้น และในขณะเดียวกันก็เล่าเรื่องราวของประเทศไทยให้ชาวจีนเข้าใจได้ดีขึ้นด้วย สื่อมวลชนได้ใช้ ‘กล้อง’ และ ‘ตัวอักษร’ เป็นสื่อเชื่อมโยงสองประเทศเข้าหากัน”  และแม้หลักสูตรกำลังสิ้นสุด แต่ รศ.เฉินเน้นว่า “การเรียนรู้ไม่จบลงเพียงเท่านี้”  ขอให้ผู้เข้าอบรมนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน ทำหน้าที่เป็น “ทูตแห่งการแลกเปลี่ยน” ระหว่างประเทศไทยและประเทศจีนต่อไป ทั้งนี้ได้เชิญชวนให้ทุกคนสานต่อการเรียนรู้กับสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล และที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ในโอกาสหน้า เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

 ขณะที่นายคัชฑาพงศ์ ลีลาพงศ์ฤทธิ์ ผู้สื่อข่าวผู้เข้าร่วมอบรม โครงการ “หนีห่าว สนทนาจีนภาษาคนข่าว” ครั้งที่ 2 เปิดเผยว่า ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล ที่ได้มอบโอกาสอันมีค่าให้กับผู้เรียนทุกคน ซึ่งการเรียนรู้ภาษาจีนนั้นเป็นเสมือนการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ มากขึ้นในชีวิตและการทำงาน เพราะประเทศจีนในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด หากไม่ได้เข้ามาเรียนรู้ภาษาจีน ก็อาจพลาดโอกาสสำคัญในการเข้าถึงวิทยาการ ความรู้ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศจีน เมื่อเรามีความสามารถด้านภาษาจีนแล้ว ก็สามารถต่อยอดไปสู่การทำงานร่วมกับหน่วยงานธุรกิจที่สำคัญ ๆ หรือแม้กระทั่งในวงการเทคโนโลยีที่ประเทศจีนมีความก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งในด้านดิจิทัลและนวัตกรรมสมัยใหม่ ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่ประเทศไทยยังแทบไม่รู้จักหรือติดต่อกับจีนโดยตรง แต่ปัจจุบันกลับเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเรียนรู้และปรับตัว

 ทั้งนี้​ ช่วงท้ายกิจกรรมสื่อมวลชนผู้เข้าอบรมยังได้เรียนรู้การทำขนมไหว้พระจันทร์ เนื่องจากใกล้วันไหว้พระจันทร์ปีนี้ ตรงกับ วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2568 ตามปฏิทินจันทรคติจีนคือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8​ อีกด้วย

‘นฤมล’ลั่นไม่ไว้หน้าใคร สั่งสอบด่วนปม‘ปั่นยอดนักเรียน’บิดเบือนอัตราครู

‘นฤมล’ลั่นไม่ไว้หน้าใคร สั่งสอบด่วนปม‘ปั่นยอดนักเรียน’บิดเบือนอัตราครู

‘นฤมล’ลั่นไม่ไว้หน้าใคร สั่งสอบด่วนปม‘ปั่นยอดนักเรียน’บิดเบือนอัตราครู

วันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.49 น.

‘รมว.นฤมล’สั่งตั้งกรรมการสอบด่วนปม‘ปั่นยอดนักเรียน’ที่มหาสารคาม ลั่นเอาผิดไม่ไว้หน้า หากพบบิดเบือน‘อัตรากำลังครู’ หวั่นบั่นทอนคุณภาพศึกษา

4 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่ข้อมูลกล่าวอ้างโรงเรียนบางแห่งในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 อาจมีพฤติกรรมปั่นยอดจำนวนนักเรียน โดยการเคลื่อนย้ายนักเรียนเข้า-ออกชั่วคราว เพื่อให้จำนวนถึงเกณฑ์และนำไปใช้ในการคำนวณอัตรากำลังครูเกินจริง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการจัดสรรบุคลากรครูและคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน

รมว.ศธ. ระบุว่า ตนได้สั่งการให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว โดยแต่งตั้งคณะกรรมการส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่สืบสวนโดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้าน โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมกำชับว่า หากตรวจสอบพบการกระทำผิดจริง จะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบราชการอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้นให้ผู้ใด

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตจากสังคมว่า อาจเกี่ยวโยงกับกรณีร้องเรียนเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการบรรจุครูผู้ช่วยที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองกรณีได้ และอยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แต่หากผลสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดจริงจะมีมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด เพราะการทุจริตเช่นนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นในยุคที่ตนกำกับดูแลกระทรวงศึกษาอยู่

“ดิฉันยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการ จะเดินหน้าอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และยึดหลักนิติธรรม หากพบพฤติกรรมที่บ่อนทำลายระบบการศึกษา จะถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการจัดสรรอัตราครู และสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมว่าการศึกษาไทยจะไม่ถูกบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ใครทั้งสิ้น” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

‘รมว.นฤมล’เปิดงาน’บุญกระธูปออกพรรษา ชี้ช่องต่อยอดเทศกาล-ดึงดูดนักท่องเที่ยว

'รมว.นฤมล'เปิดงาน'บุญกระธูปออกพรรษา ชี้ช่องต่อยอดเทศกาล-ดึงดูดนักท่องเที่ยว

‘รมว.นฤมล’เปิดงาน’บุญกระธูปออกพรรษา ชี้ช่องต่อยอดเทศกาล-ดึงดูดนักท่องเที่ยว

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.39 น.

“รมว.นฤมล” ร่วมเปิดงานประเพณีบุญกระธูปออกพรรษา ปี 68 หนุน เยาวชนเรียนรู้และรักษารากเหง้าวัฒนธรรมท้องถิ่น

3 ต.ค.68 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.)ร่วมเป็นประธานเปิดงานประเพณีบุญกระธูปออกพรรษา ประจำปี 2568  ณ ที่ว่าการอำเภอหนองบัวแดง  อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ โดยมี น.ส.กาญจนา จังหวะ สส.ชัยภูมิ,นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ และ นายปรีดา บุญเพลิง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ให้การต้อนรับ 

โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า งานบุญกระธูปออกพรรษา เป็นประเพณีเก่าแก่ที่สะท้อนถึงความรัก ความสามัคคี และวิถีชีวิตที่ผูกพันกับพระพุทธศาสนา งานบุญนี้ไม่เพียงช่วยรักษารากเหง้าวัฒนธรรมของท้องถิ่น แต่ยังสามารถต่อยอดเป็นเทศกาลที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของภูมิปัญญา และยังได้เรียนรู้รากเหง้าวัฒนธรรมของตัวเอง 

ทั้งนี้ ประเพณีดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-6 ตุลาคม 2568 โดยถือเป็นการรวมพลังศรัทธาของชาวชัยภูมิที่สืบสานเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น อันทรงคุณค่า
 

เริ่มแล้ว ‘งานประเพณีรับบัว ประจำปี ๒๕๖๘’ ๑ เดียวในโลก ๓-๖ ตุลาคม ณ ที่ว่าการอำเภอบางพลี

เริ่มแล้ว ‘งานประเพณีรับบัว ประจำปี ๒๕๖๘’ ๑ เดียวในโลก ๓-๖ ตุลาคม ณ ที่ว่าการอำเภอบางพลี

เริ่มแล้ว ‘งานประเพณีรับบัว ประจำปี ๒๕๖๘’ ๑ เดียวในโลก ๓-๖ ตุลาคม ณ ที่ว่าการอำเภอบางพลี

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.39 น.

จังหวัดสมุทรปราการ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับ อำเภอบางพลี องค์กรปกครองท้องถิ่น หน่วยงานความร่วมมือ และเครือข่ายชุมชน ร่วมสืบสาน จัดงานประเพณี รับบัว ๑ เดียวในโลก ในวันที่ ๓-๖ ตุลาคม ๒๕๖๘ ณ ที่ว่าการอำเภอบางพลี และ วัดบางพลีใหญ่ใน พระอารามหลวง จังหวัดสมุทรปราการ

สายน้ำแห่งศรัทธา หลั่งไหล น้อมใจสักการะหลวงพ่อโต มหัศจรรย์ “รับบัว” หนึ่งเดียวในโลก

“งานประเพณีรับบัว ประจำปี ๒๕๖๘”  ประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ ของชาวอำเภอบางพลี ที่แสดงถึงความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ต่อคนต่างถิ่นที่มาอาศัยอยู่ในอำเภอบางพลี แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความผูกพันกับสายน้ำ ที่มีมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และได้รับการประกาศเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ โดย กระทรวงวัฒนธรรม ประเพณีรับบัว จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งปีนี้ตรงกับจันทร์ที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๘ จะมีการอัญเชิญหลวงพ่อโตจำลอง ลงเรือแห่ไปตามลำคลองสำโรง เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณสองฝั่งคลอง และที่มาร่วมพิธีได้ร่วมสักการบูชา โดยการโยนดอกบัวลงไปในเรือที่องค์หลวงพ่อโต ประดิษฐานอยู่ เชื่อกันว่า หากสามารถโยนดอกบัวไปในเรือ แล้วอธิษฐานสิ่งใดไว้ จะประสบความสำเร็จสมหวังทุกประการ

การจัดงานในปีนี้ ท่านจะได้สัมผัสกับบรรยากาศงานสุดยิ่งใหญ่ รวมถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรมอีกมากมาย บริเวณที่ว่าการอำเภอบางพลี  ระหว่างวันที่ ๓ – ๖ ตุลาคม ๒๕๖๘

โดยช่วงเช้า ได้มีพิธีเปิดงานประเพณีรับบัว ประจำปี ๒๕๖๘ อย่างยิ่งใหญ่ ณ วัดบางพลีใหญ่ใน พระอารามหลวง  และวันในวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๖๘ ช่วงเวลา ๑๖.๐๐ น. จะมีพิธีเปิดลานวัฒนธรรม ณ ที่ว่าการอำเภอบางพลี  โดยจะมีพิธีโยนบัวในวันที่ ๖ ตุลาคม เชิญชวนทุกท่านชมขบวนแห่เรือหลวงพ่อโตทางน้ำ และร่วมบุญในพิธีโยนบัว ตลอดริมคลองสำโรง จากวัดบางพลีใหญ่ใน พระอารามหลวง ถึง วัดบางพลีใหญ่กลาง และตลอดการจัดงานทั้ง ๔ วัน ณ ที่ว่าการอำเภอบางพลี 

เริ่มแล้ววันนี้ กับ โซนนิทรรศการ ลานวัฒนธรรม วิถีชีวิตชาวบางพลีในอดีต วิถีชีวิตชาวนา ชาวมอญ ลาน Soft Power  ซุ้มข้าวต้มมัด แจกฟรี ตลอดงาน รวมถึง การแสดง แสง สี เสียง ม่านน้ำ ตระการตา  ๒ เวทีกิจกรรมทั้งด้านหน้า และด้านหลังอำเภอ ซึ่งจะมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมต่างๆ มากมาย จากสถาบันการศึกษา เขตอำเภอบางพลี และเครือข่ายชุมชน การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินที่มีชื่อเสียง ตลอดจนกิจกรรมการประกวด แข่งขัน อาทิ การประกวดหนุ่ม-สาว รับบัว, การแข่งขันมัดข้าวต้ม, แข่งขันบาสโลบ, ประกวดร้องเพลง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการออกร้านสินค้าพื้นเมือง-ชุมชน (OTOP) กว่า ๗๐ ร้านค้า

ปิดท้ายทุกค่ำคืน กับศิลปินชื่อดัง ๒๑.๓๐ น. เป็นต้นไป

๓ ต.ค. เต๋า ภูศิลป์ วารินรักษ์ / ๔ ต.ค. นภัทร อินทร์ใจเอื้อ / ๕ ต.ค. ไรอัล กาจบัณฑิต จำปาศิลป์ / ๖ ต.ค. (๑๓.๐๐ น.) ก้านตอง ทุ่งเงิน

เชิญทุกท่านมาร่วมเก็บเกี่ยวความประทับใจ สัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งสายน้ำและศรัทธา และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานประเพณีรับบัว ๑ เดียวในโลก พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมของจังหวัดสมุทรปราการ ไปด้วยกัน

‘วัดชนะสงคราม’ ออกหนังสือเตือน ‘พระมหาอุเทน’ หยุดก่อวิวาทะ-พาดพิงฆราวาส

'วัดชนะสงคราม' ออกหนังสือเตือน 'พระมหาอุเทน' หยุดก่อวิวาทะ-พาดพิงฆราวาส

‘วัดชนะสงคราม’ ออกหนังสือเตือน ‘พระมหาอุเทน’ หยุดก่อวิวาทะ-พาดพิงฆราวาส

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.25 น.

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 พระราชวัชรกิจจาภรณ์ เจ้าคณะ 9 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม กรุงเทพมหานคร ออกหนังสือคำสั่งตักเตือน ลงวันที่ 2 ตุลาคม โดยมีเนื้อหา ดังนี้

ตามที่ได้มีข่าวปรากฏในสื่อทั้งโทรทัศน์ วิทยุ รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับพระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ วัดชนะสงคราม ได้ก่อวิวาทะ กล่าวพาดพิงถึงฆราวาสด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ไม่เหมาะสม เหยียบย่ำความเป็นมนุษย์ของฆราวาส ถือเป็นพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่สมควรอย่างยิ่งแก่ผู้ที่เป็นสมณะ และไม่ต้องโดยพระพุทธภาษิตว่า “อนูปวาโท อนูปฆาโต” สร้างความวุ่นวายในสังคม

จนก่อความเดือดร้อนมาถึงพระสงฆ์ สามเณรวัดชนะสงคราม รวมถึงพระบวรพุทธศาสนา ต้องถูกด่าทอ บริภาษ รุกรานด้วยวาจาหยาบคาย อันเป็นวจีทุจริตจากบุคคลทั่วไปผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นเหตุให้วัดชนะสงครามได้รับความเสื่อมเสียอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้เหตุการณ์เช่นนี้ได้เกิดขึ้นมาแล้วคราวหนึ่ง วัดชนะสงครามได้ว่ากล่าวตักเตือนด้วยวาจา จนทำให้เรื่องสงบลงได้ บัดนี้พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ ได้ก่อเหตุเช่นเดียวกันนี้ขึ้นซ้ำอีก 

จึงมีคำสั่งให้ พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ หยุดพฤติกรรมไม่สมควรดังกล่าวโดยทันที รวมถึงห้ามก่อวิวาทะและวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวของฆราวาส ซ้ำอีก เพื่อความอยู่เป็นสงบของพระภิกษุ สามเณร วัดชนะสงคราม รวมถึงเพื่อความเป็นสมณะของท่านสืบไป 

จัดใหญ่ที่นิวยอร์ก! ‘HTC 2025’ ค้นหาสันติสุขจากภายใน ผ่านพลังสมาธิ-ความกรุณา

จัดใหญ่ที่นิวยอร์ก! ‘HTC 2025’ ค้นหาสันติสุขจากภายใน ผ่านพลังสมาธิ-ความกรุณา

จัดใหญ่ที่นิวยอร์ก! ‘HTC 2025’ ค้นหาสันติสุขจากภายใน ผ่านพลังสมาธิ-ความกรุณา

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.49 น.

วัดธรรมกายจัดใหญ่ที่นิวยอร์ก! ‘HTC 2025’ เชื่อม 50 ประเทศ 6 ทวีป ค้นหา ‘สันติสุขจากภายใน’ ผ่านพลังสมาธิและความกรุณา

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ดร. ผู้อำนวยการสำนักสื่อสาร วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ได้เปิดเผยถึงการจัดงานประชุมระดับนานาชาติ Humanity Transformation Conference 2025 (HTC 2025) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568 ณ Tribeca นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

การประชุม HTC 2025 จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงหัวใจของมนุษยชาติให้กลับมาพบกันที่จุดเริ่มต้นเดียวกัน คือ ‘สันติสุขจากภายใน’ โดยใช้พลังของ สมาธิ ปัญญา และความกรุณา เป็นเครื่องมือในการค้นหาคำตอบว่า มนุษย์จะสามารถสร้างโลกที่สงบสุขได้อย่างไร ท่ามกลางวิกฤตความไม่เข้าใจและความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก โดยมีผู้นำและประชาชนจาก 50 ประเทศ 6 ทวีป เข้าร่วม

กิจกรรมภายในงานเริ่มต้นด้วยการ ปฏิบัติธรรมบูชาธรรม ครบรอบ 108 ปี แห่งการบรรลุธรรมของหลวงปู่วัดปากน้ำ (พระมงคลเทพมุนี) และไฮไลต์สำคัญคือ พิธีจุดประทีปสันติภาพสว่างไสวไปทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาทางปัญญาเพื่อการขยายพระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกาย และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ขบคิดลึกซึ้งผ่านการเสวนา ‘Inner Peace Forum’ การปรับร่างกายเพื่อเติมเต็มพลังจิตวิญญาณ และการขับร้องเพลงสันติภาพ

ช่วงเวลาสำคัญของการจุดประทีปสันติภาพโลกนั้น มีผู้นำด้านการพัฒนาจิตใจจำนวน 16 ท่าน จากหลากหลายภาคส่วนของสังคม ร่วมจับมือกับพลเมืองโลก แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของผู้เข้าร่วมจากทั่วทุกมุมโลก ที่เลือกหนทางแห่งปัญญาและความกรุณา เพื่อก้าวข้ามความแตกแยกของโลก พร้อมสร้างความหวังและเยียวยาบาดแผลทั้งหลายผ่านสันติสุขภายใน จากจิตใจที่สว่างไสวของมนุษย์ทุกคน ///-026

‘รร.เจี้ยไช้’ราชบุรี จับมือ พว. พลิกประวัติศาสตร์การศึกษาไทย

'รร.เจี้ยไช้'ราชบุรี จับมือ พว. พลิกประวัติศาสตร์การศึกษาไทย

‘รร.เจี้ยไช้’ราชบุรี จับมือ พว. พลิกประวัติศาสตร์การศึกษาไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.19 น.

ประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตการศึกษา” ที่ยืดเยื้อมานาน เด็กไทยเรียนหนัก แต่ยังถูกจัดอันดับ “คิดวิเคราะห์ไม่เป็น” อยู่ท้ายตารางโลก ครูถูกบังคับให้สอน  เพื่อสอบ ผู้เรียนกลายเป็นเหยื่อของตำราและข้อสอบซ้ำซาก ในขณะที่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งพัฒนาไปข้างหน้าไม่หยุด            

แต่ท่ามกลางภาพสิ้นหวังนั้น… กลับมีโรงเรียนเอกชนการกุศลเล็กๆ ในจังหวัดราชบุรี ที่ลุกขึ้นมาเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ของการศึกษาไทย นั่นคือ โรงเรียนสอนภาษาจีน เจี้ยไช้

โดยเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมโรงเรียนเจี้ยไช้ ได้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่างโรงเรียนเจี้ยไช้ กับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) โดยมี นายมาโนชญ์ อรรฆภัทรโฆษิต ผอ.โรงเรียนเจี้ยไช้ และ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว. ร่วมลงนามอย่างเป็นทางการ ข้อตกลงนี้ไม่ใช่แค่เอกสาร แต่คือ คำประกาศว่าจะปฏิวัติการเรียนรู้ในห้องเรียน ด้วยเครื่องมือที่ชื่อว่า Active Learning GPAS 5 Steps 

ผอ.มาโนชญ์ อรรฆภัทรโฆษิต กล่าวในพิธีลงนามว่า “เจี้ยไช้เป็นโรงเรียนการกุศลที่ไม่เก็บค่าเล่าเรียน แต่เราไม่หยุดเพียงการให้โอกาส เราจะสร้างเด็กที่เก่ง ดี และเป็นนวัตกรแห่งศตวรรษที่ 21 ผ่านการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับโลกจริง”

เขาชี้ชัดว่า โรงเรียนจะไม่ปล่อยให้เด็กเป็นเพียงผู้ท่องจำ แต่จะออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้เด็กลงมือทำจริง เช่น โครงงาน การวิจัยย่อย หรือการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง (Experiential Learning) ควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และการกำกับตนเอง

ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ กล่าวว่า “นี่ไม่ใช่ MOU ธรรมดา แต่คือการปลุกการศึกษาไทยที่กำลังหลับใหล เจี้ยไช้พิสูจน์ว่า แม้จะเป็นโรงเรียนการกุศลเล็กๆ ก็สามารถเป็นต้นแบบ Active Learning ได้จริง พว.พร้อมสนับสนุนทุกมิติ ทั้งครู บุคลากร และกระบวนการเรียนรู้ เพื่อทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจริง”

หัวใจของความร่วมมือครั้งนี้ คือ กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งถูกนำมาเป็นกลไกหลักในการออกแบบการเรียนรู้

1. Gathering – การรวบรวมข้อมูล ผู้เรียนไม่เริ่มจากการท่องจำ แต่ฝึกค้นคว้า รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งจากห้องเรียน โลกออนไลน์ หรือชีวิตจริง

2. Processing – การคิดวิเคราะห์เด็กจะถูกฝึกให้คัดกรอง แยกแยะ และเชื่อมโยงข้อมูล ไม่ใช่แค่จำ แต่เข้าใจแก่นของปัญหา และสรุปความรู้ ความคิดรวบยอด

3. Applying and Constructing the Knowledge – การประยุกต์ใช้และสร้างองค์ความรู้กับคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม สรุปเป็นองค์ความรู้โดยหลอมรวมความคิดรวบยอดผู้เรียนต้องนำสิ่งที่เข้าใจไปใช้จริง หรือสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ ผ่านชิ้นงานหรือโครงงาน

4. Applying the Communication Skill – การนำองค์ความรู้และผลผลิตมาสื่อสารและนำเสนอ เด็กไม่เพียงทำได้ แต่ต้องสื่อสารความคิดอย่างมีประสิทธิภาพ ฝึกการนำเสนอ การเขียนรายงาน หรือการทำสื่อสารสร้างสรรค์

5. Self-Regulating – การกำกับตนเองขั้นตอนสูงสุด คือการที่เด็กฝึกกำกับการเรียนรู้ของตัวเอง คิดทบทวนการคิดของตัวเอง (Metacognition) — ซึ่งเป็นรากฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต

สิ่งที่เจี้ยไช้กำลังทำ ไม่เพียงสร้างเด็กให้เก่งขึ้น แต่ยังสะท้อนความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทยทั้งระบบ แล้วทำไมโรงเรียนรัฐที่มีงบประมาณมหาศาลถึงยังจมอยู่กับการสอนท่องจำ? 

ทั้งนี้ เจี้ยไช้เน้น Active Learning แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ยังติดกับการสอนบรรยายหน้าเดียวที่เด็กนั่งฟังและจำ เด็กเจี้ยไช้ฝึกคิด วิเคราะห์ สร้างนวัตกรรม ในขณะที่เด็กส่วนใหญ่ยังถูกบังคับให้ก้มหน้าท่องสูตรและติวสอบ O-NET

นี่คือการตบหน้าระบบเก่าอย่างจัง และตั้งคำถามแรง ๆ ต่อสังคม : เราจะยอมปล่อยให้อนาคตของเด็กไทยทั้งประเทศถูกล็อกไว้กับข้อสอบไปอีกนานแค่ไหน? 

ความร่วมมือครั้งนี้มีกรอบเวลา 3 ปี (2568-2570) แต่สิ่งที่จะตามมาอาจยาวนานกว่านั้น เพราะนี่คือการพิสูจน์ว่า การปฏิรูปการศึกษาไม่จำเป็นต้องเริ่มจากกระทรวง หากแต่เริ่มได้จากโรงเรียนเล็กๆ ที่มีหัวใจใหญ่พอจะฝันและลงมือทำ

เจี้ยไช้จึงไม่ใช่เพียงโรงเรียนการกุศลที่สอนภาษาจีนฟรี แต่คือ ห้องทดลองการปฏิรูปการศึกษาของไทย คือประกายไฟเล็กๆ ที่กำลังลุกโชนเพื่อเผาระบบเก่าที่ล้าหลัง และคือความหวังใหม่ที่บอกกับสังคมว่า “เด็กไทยคิดเป็นได้ ถ้าเรากล้าเปลี่ยนวิธีสอน”