‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนเยาวชนขาดแคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคเหนือ รวมกว่า 2.25 ล้านบาท

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนเยาวชนขาดแคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคเหนือ รวมกว่า 2.25 ล้านบาท

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนเยาวชนขาดแคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคเหนือ รวมกว่า 2.25 ล้านบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.39 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนเยาวชนขาดแคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคเหนือ รวมกว่า 2.25 ล้านบาท

2 ตุลาคม 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย  นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ  นำทีมลงพื้นที่มอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) ประจำปี พ.ศ. 2568 แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์  5 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และ แม่ฮ่องสอน โดยมีจังหวัดเชียงใหม่เป็นจุดศูนย์กลางในการมอบทุนฯ รวม 53 สถาบัน 265 ทุน รวมเป็นเงินจำนวน 2,255,000 บาท เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมตามที่มุ่งหวัง เติบโตพร้อมมีวิชาความรู้ สร้างอนาคตของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง โดยมี นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะมูลนิธิเชียงใหม่สามัคคีการกุศล เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมโรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบํารุง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักในงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 50 ปี สนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา โดยไม่ต้องละทิ้ง หรือยุติการศึกษาเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยในปี พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดสรรงบประมาณในการมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เป็นจำนวนเงินกว่า 17.8 ล้านบาท

‘เจ้าคณะอำเภอคลองหลวง’เปิดสอบ‘นักธรรมตรี’ปี68 ที่วัดพระธรรมกาย

‘เจ้าคณะอำเภอคลองหลวง’เปิดสอบ‘นักธรรมตรี’ปี68 ที่วัดพระธรรมกาย

‘เจ้าคณะอำเภอคลองหลวง’เปิดสอบ‘นักธรรมตรี’ปี68 ที่วัดพระธรรมกาย

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.15 น.

‘เจ้าคณะอำเภอคลองหลวง’เปิดสอบ‘นักธรรมตรี’ปี68 ที่วัดพระธรรมกาย

พระครูวิจิตรอาภากร เจ้าคณะอำเภอคลองหลวง เจ้าอาวาสวัดสว่างภพ เป็นประธานอ่านคำปราศรัยของเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม แม่กองธรรมสนามหลวง และเปิดการสอบธรรมสนามหลวง นักธรรมชั้นตรี ประจำปี 2568 สนามสอบอำเภอคลองหลวง ณ ห้องแก้วสารพัดนึก 2 สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

ในการนี้พระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ (รังสฤษดิ์ อิทฺธิจินฺตโก) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย รองประธานกรรมการสนามสอบ ได้มอบหมายให้กองธรรม โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดพระธรรมกาย จัดเตรียมพื้นที่สนามสอบและอำนวยความสะดวกแก่กรรมการคุมสอบโดยมีพระภิกษุ-สามเณรเข้าทำการสอบวัดความรู้จำนวน 301 รูป และได้รับความเมตตาจากพระราชมหาเจติยาภิบาล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร เดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบกัปปิยภัณฑ์สนับสนุนการจัดสอบอีกด้วย

เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์แม่กองธรรมสนามหลวง มีคำปรารภความตอนหนึ่งว่า “วันนี้เป็นวันเปิดสอบธรรมสนามหลวงนักธรรมตรี ผู้ที่เข้าสอบได้ผ่านการเรียนมาแล้วจึงเข้ามาทดสอบความรู้หรือประเมินผลของความรู้ของตน ๆ จึงขอให้ผู้จัดและผู้เข้าสอบธรรมสนามหลวงในสนามสอบแห่งนี้ตั้งปณิธานว่าจะเป็นศาสนทายาทที่ดี เป็นศักดิ์ศรีของคณะสงฆ์ต่อไป กับทั้งขอเน้นถ้ำให้ทุกท่าน ขออนุโมทนากุศลจริยาของเจ้าคณะพระสังฆาธิการทุกระดับ ตลอดถึงสาธุชนผู้สนับสนุนกิจการของคณะสงฆ์ด้วยกุศลจิตและด้วยสามัคคีธรรม”

การสอบธรรมสนามหลวงมีที่มาจากคณะสงฆ์ไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ จัดสอบบาลีที่ท้องสนามหลวงในปี พ.ศ.2431 เพื่อเป็นมาตรฐานกลางในการวัดผลพระปริยัติธรรม ต่อมาคณะสงฆ์เล็งเห็นความจำเป็นที่จะให้พระสงฆ์–สามเณรทั่วประเทศมีพื้นฐานพระธรรมวินัยและการเทศน์สอนที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในปี พ.ศ.2459 จึงได้ขยายเป็นการสอบนักธรรมสนามหลวงต่อมาจนถึงปัจจุบัน

​Let’s Earth, Let’s Care ม.กรุงเทพ ‘เปลี่ยนถุงผ้าเก่า สร้างคุณค่าใหม่’

​Let’s Earth, Let’s Care ม.กรุงเทพ ‘เปลี่ยนถุงผ้าเก่า สร้างคุณค่าใหม่’

​Let’s Earth, Let’s Care ม.กรุงเทพ ‘เปลี่ยนถุงผ้าเก่า สร้างคุณค่าใหม่’

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สร้างสรรค์ผลงานสุดพิเศษในกิจกรรม Let’s Earth, Let’s Care โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ DoBeDo Student Residence และมูลนิธิซ.โซ่อาสา ภายใต้แนวคิด SDGs – การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อลดการใช้พลาสติกและขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ เปลี่ยนถุงผ้าใบเก่า กลายเป็นผลงานที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และคุณค่าทางใจ โดยมี อาจารย์ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ อธิการบดี ม.กรุงเทพ ร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจากถุงผ้าในผ่านกิจกรรม Creative Mix Media Art ที่เปิดพื้นที่ให้คุณตกแต่ง เติมแต่ง และแสดงตัวตนได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการเพ้นท์ วาดลวดลาย ปัก เย็บ ประดับกระดุม หรือลูกปัด ถุงผ้าเก่าก็สามารถกลับมาสวยงาม สดใส และใช้งานได้อีกครั้ง โดยถุงผ้าที่สร้างสรรค์ด้วยฝีมือของเราทุกใบมอบให้กับมูลนิธิ ซ.โซ่ อาสา

ครูโน้ต ธนาธิป พัวพรพงษ์ ประธานมูลนิธิ ซ.โซ่ อาสา กล่าวว่า “ซ.โซ่ อาสา ทำงานอาสาสมัครเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน เป็นพื้นที่ของการแบ่งปันและเรียนรู้ วันนี้ได้มาร่วมกับทางม.กรุงเทพ อบอุ่นเหมือนเคยในฐานะที่เป็นศิษย์เก่า ดีใจที่มาร่วมกันทำกิจกรรมจิตอาสา เชื่อว่าทุกคนที่เป็นผู้ให้และเด็กๆ ที่ได้รับต่างมีความสุขใจ”

ครูบอส กิตติศักดิ์ บุญพอ โรงเรียนสิงห์สมุทร กล่าวว่า “วันนี้ได้มาส่งต่อกำลังใจเล็กๆ ให้เด็กๆ ขอให้เป็นตัวเอง ปลดล็อกศัยกภาพของเราเอง Believe in yourself unlock your potential”

ครูแพง ภัทร์ไพลิน ด่านสุคนธ์ โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) กล่าวว่า “กิจกรรมนี้เป็นไอเดียที่ดีได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และส่งต่อกระเป๋าน่ารักๆ ให้น้องๆ ได้ใส่หนังสือใช้เป็นประโยชน์ต่อด้วย”

​สกร.เปิดโครงการเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพของบุคลากร’68

​สกร.เปิดโครงการเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพของบุคลากร’68

​สกร.เปิดโครงการเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพของบุคลากร’68

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นประธานเปิดโครงการเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพของบุคลากรในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมี นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นายสมชัย ไหลสุพรรณวงศ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและวินัย กรมส่งเสริมการเรียนรู้ นายสนิท อาษาธง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดขอนแก่น เข้าร่วม ณ ห้องประชุมโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย อ.เมือง จ.ขอนแก่น

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร. กล่าวว่า โครงการเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพของบุคลากรในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568  เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อบุคลากรในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ทั้งในด้านสิทธิประโยชน์การวางแผนทางการเงิน การดูแลสุขภาพกายและจิต ตลอดจนการศึกษาดูงานแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการสร้างรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง 

“การดำเนินโครงการนี้ มีกิจกรรมสำคัญคือ การศึกษาดูงานแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญทั้งในจังหวัดขอนแก่น และจังหวัดใกล้เคียง อาทิ การลงพื้นที่ศึกษาแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงฟาร์มมิสเตอร์คอร์น ซึ่งเป็นศูนย์ทำการเกษตรปลอดภัยแบบผสมผสาน เยี่ยมชมและเก็บเกี่ยวผักสด เช่นพริกเกาหลีสีม่วง (Purple Reape) ข้าวโพดพันธุ์แก่นมณี 109 มีเมล็ดพันธุ์เป็นสีดำเข้ม เป็นข้าวโพดหวานสามารถกินสดได้ การศึกษาดูงานพิพิธภัณฑ์สิรินธรและสะพานเทพสุดาสะพานข้ามน้ำจืดเพื่อศึกษาแหล่งเรียนรู้ด้านการพัฒนาอาชีพประมง” อธิบดี สกร. ระบุ

ด้าน นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดี สกร. กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว นอกจากกิจกรรมการศึกษาดูงานตามแหล่งเรียนรู้ต่างๆ บุคลากรสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ยังได้รับฟังการบรรยายพิเศษโดยวิทยากรพิเศษจากธนาคารออมสิน ที่มาให้ความรู้ในด้านการออม การวางแผนทางการเงิน เพื่อเป็นการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการดำรงชีวิตและการสร้างรายได้ให้แก่บุคลากรสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ต่อไป

‘เครือข่ายจัดการความรู้ฯ’ระดมพลังจัด Thailand KM Network Forum 2025 พลิกเกมองค์กรไทยฝ่าวิกฤตโลก

‘เครือข่ายจัดการความรู้ฯ’ระดมพลังจัด Thailand KM Network Forum 2025 พลิกเกมองค์กรไทยฝ่าวิกฤตโลก

‘เครือข่ายจัดการความรู้ฯ’ระดมพลังจัด Thailand KM Network Forum 2025 พลิกเกมองค์กรไทยฝ่าวิกฤตโลก

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.22 น.

‘เครือข่ายจัดการความรู้ประเทศไทย’ระดมพลังทุกภาคส่วน จัด‘Thailand KM Network Forum 2025 พลิกเกมองค์กรไทยฝ่าวิกฤตโลก’ 21 ต.ค.นี้ ที่‘กระทรวง อว.’ ลงทะเบียนร่วมงานฟรี‘ดร.ทวารัฐ’ชี้องค์กรที่ขาดการจัดการความรู้ ต่อไปจะอยู่ยาก

30 กันยายน 2568 ที่ OKMD ถ.วิภาวดีรังสิต – เครือข่ายจัดการความรู้ประเทศไทย (The Thailand Knowledge Management Network : TKMN) โดย สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD, สถาบันที่ปรึกษาด้านการจัดการความรู้และนวัตกรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (IKI-SEA), ทริส คอร์ปอเรชั่น (TRIS) และสถาบันคลังสมองของชาติ (KNIT) แถลงข่าวเตรียมจัดการงาน Thailand KM Network Forum 2025 ในวันอังคารที่ 21 ตุลาคม 2568  เวลา 8.30 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถ.ศรีอยุธยา ภายในงานจะมีการปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “The New Global Order Unveiled Trends, Transformations and Leaderships” โดย ศ.(พิเศษ) ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า การบริหารจัดการความรู้และการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต จะช่วยยกระดับศักยภาพในการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ผ่านการเพิ่มอำนาจ (Empower) และการมีส่วนร่วมของประชาชน (Engagement)  ในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติไปในทิศทางที่เขาต้องการ ด้วยการพัฒนาและแก้ปัญหาที่มีคนและองค์ความรู้เป็นศูนย์กลาง สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยกลไกความร่วมมือของทุกภาคส่วนและการสร้างประชาชนที่มีความยืดหยุ่น (Rescilience) ที่สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของโลกให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้หากองค์กรใดไม่มีการจัดการองค์ความรู้ ต่อไปก็จะอยู่ไม่ได้

“การจัดงาน Thailand KM Network Forum 2025 ครั้งนี้ จึงเป็นเวทีแห่งความก้าวหน้าของการจัดการความรู้ ที่รวบรวมเครือข่ายนักจัดการความรู้องค์กร จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศ และต่างประเทศมาเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และร่วมสร้างการรับรู้และความสนใจเรื่องการจัดการความรู้ในองค์กร โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ การเสวนา Knowledge Management in Action : Navigating Uncertainty and Crisis “การจัดการความรู้เชิงปฏิบัติ : ขับเคลื่อนองค์กรฝ่าวิกฤตและความไม่แน่นอน ผู้เข้าร่วมประกอบไปด้วย ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD ดร.อัมพร แสงมณี กรรมการผู้จัดการ TRIS รศ.ดร.บวร ปภัสราทร ผู้อำนวยการ KNIT และ ดร.จุลเทพ เสนียวงศ์ ณ อยุธยา อาจารย์และนักวิจัย จาก IKI-SEA มหาวิทยาลัยกรุงเทพ” ดร.ทวารัฐ กล่าว

รศ.ดร.วินเซนต์ ริเบียร์ กรรมการผู้จัดการ IKI-SEA มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยว่า องค์กรในปัจจุบันกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่คาดเดาได้ยากและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง การจะปรับตัวและก้าวต่อไปได้ องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ การเลิกยึดติด และการเรียนรู้ใหม่  โดยการสร้างและบริหารจัดการความรู้อย่างเป็นระบบไม่เพียงแต่เป็นทรัพยากรสำคัญ แต่ยังเป็นความสามารถที่ทุกองค์กรต้องเชี่ยวชาญอย่างยิ่ง ซึ่งงาน Knowledge Management Global Network (KMGN) Forum ที่จะจัดขึ้นในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ จะเป็นเวทีที่ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาร่วมกันแลกเปลี่ยนแนวทางการใช้การจัดการความรู้เพื่อนำพาองค์กรให้ก้าวผ่านความไม่แน่นอนและวิกฤติได้อย่างมั่นคง

รศ.ดร.วินเซนต์ กล่าวด้วยว่า อีกหนึ่งในไฮไลต์ของงานจะเป็นการจำลองสถานการณ์ “เกมการจัดการความรู้” โดยใช้นโยบาย KM รูปแบบใหม่ที่ตั้งเป้าหมายระยะ 3 ปี ทีมผู้จัดการความรู้ (Knowledge Manager) ต้องรวบรวมองค์ความรู้จากพนักงาน 40 คน (แทนด้วยหมากบนกระดาน) ท่ามกลางอุปสรรคมากมาย ทั้งการสูญเสียความรู้ การต่อต้านภายใน และการถูกดึงตัวโดยคู่แข่ง นอกจากนี้ยังมี ไพ่ปฏิบัติการ (Action Cards) กว่า 70 ใบ ที่พลิกเกมได้ทุกเมื่อ บางใบช่วยสนับสนุน KM แต่บางใบกลับสร้างแรงกดดันด้วยภาวะ “สมองไหล” (Brain Drain) คำถามคือ ผู้จัดการความรู้จะพิชิตภารกิจและรักษาทักษะสำคัญที่สุดไว้ได้หรือไม่ กลยุทธ์ใดที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ คือบทเรียนสำคัญที่ผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้สัมผัสจากเกมนี้

“การบริหารจัดการความรู้เชิงระบบไม่เพียงเป็นทรัพยากรสำคัญ แต่ยังเป็นความสามารถที่ทุกองค์กรต้องเชี่ยวชาญอย่างเร่งด่วน งานครั้งนี้จึงถือเป็นเวทีระดับโลกที่ผู้เชี่ยวชาญด้าน KM จะมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อช่วยให้องค์กรก้าวข้ามวิกฤตได้อย่างมั่นคง” รศ.ดร.วินเซนต์ กล่าว

ด้านดร.อัมพร แสงมณี กรรมการผู้จัดการ TRIS  กล่าวว่า เทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงขอบเขตการจัดการความรู้ในระดับฐานของความคิด โดยเปลี่ยนกรอบความรู้ขององค์กรจากที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวเป็นกรอบความรู้ที่เป็นบริบทและมีความเป็นพลวัตสูง การเปลี่ยนแปลงการจัดการความรู้อย่างก้าวกระโดดนี้เกิดจากการประสานกันทางความคิดระหว่างมนุษย์และ AI องค์กรยุคใหม่ต้องมีความเป็นเลิศในการแลกเปลี่ยนวิธีคิดระหว่างกัน โดยให้ประสบการณ์ของมนุษย์ชี้นำบริบทแนวลึก AI และให้ AI ช่วยขยายหรือหมุนมุมมองของมนุษย์ เพื่อสร้างสรรค์ความรู้ใหม่เชิงลึกที่ไม่มีฝ่ายใดสามารถทำได้เพียงลำพัง เวที TKMN Forum 2025 ที่กรุงเทพฯ จะเป็นโอกาสให้องค์กรต่าง ๆ ได้เรียนรู้ร่วมกันในการรับมือกับภูมิทัศน์ความรู้ที่เปลี่ยนแปลงนี้ เพื่อผสานระหว่างประสบการณ์จริงกับเทคโนโลยีขั้นสูง ให้เป็นศักยภาพที่ใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ            

ขณะที่ รศ.ดร.บวร ปภัสราทร ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมองของชาติ (KNIT) กล่าวว่า ท่ามกลางระเบียบโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความยืดหยุ่นไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่กลายเป็นความ จำเป็น การจัดการความรู้คือคลังความรู้ที่มีชีวิตขององค์กร ที่คอยนำพาให้องค์กรก้าวผ่านความพลิกพลัน และการ เปลี่ยนแปลงนานาประการ เมื่อความรู้มีการสะสม แบ่งปัน และต่อยอด วิกฤตจะกลายเป็นเส้นทางสู่การปรับตัวและ การเติบโต การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์อาจสั่นคลอนสิ่งที่คุ้นเคย แต่ก็เปิดขอบฟ้าใหม่แห่งความเป็นไปได้ ด้วยการ ถักทอภูมิปัญญามนุษย์เข้ากับปัญญาเครื่องจักร การจัดการความรู้จึงแปรเปลี่ยนความพลิกพลันให้เป็นโอกาส และเป็น พลังที่ทำให้องค์กรไม่เพียงทนทานต่อความผันผวน แต่ยังสามารถเติบโตและกำหนดอนาคตของตนเองได้

ดร.อภิชาติ ประเสริฐ รองผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ค้นพบวิธีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับการสื่อสารความรู้ได้ชัดเจน เข้าถึงง่าย และน่าติดตาม เน้นการใช้เครื่องมือที่ทุกคนสามารถใช้งานได้ทันที เช่น ChatGPT และแอปพลิเคชัน บนมือถือ เพื่อสร้างและนำเสนอข้อมูลให้น่าสนใจ เหมาะสม และตรงใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลงตัว

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน https://forms.gle/a7gFbpJ5r6mNcjE1A หรือ sacn QRcode ด้านล่าง  และสอบถามข้อมูลและติดต่อการลงทะเบียนที่ คุณพลอยณิชชา (09 8465 4429) และคุณภูวนัย (06 4596 1565)

​ทีมนศ.อาชีวะคว้า 8 รางวัล การประกวดนวัตกรรมและการทำสื่อออนไลน์สู่ตลาดจีน

​ทีมนศ.อาชีวะคว้า  8 รางวัล การประกวดนวัตกรรมและการทำสื่อออนไลน์สู่ตลาดจีน

​ทีมนศ.อาชีวะคว้า 8 รางวัล การประกวดนวัตกรรมและการทำสื่อออนไลน์สู่ตลาดจีน

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆนี้ คณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้เดินทางไปเข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ โครงการ Botok Cup 2025 การประกวดนวัตกรรมและการทำสื่อออนไลน์สู่ตลาดจีน สำหรับนักศึกษาระดับอาชีวศึกษา ปีที่ 5 ประจำปี 2568 ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวศึกษาเศรษฐศาสตร์และการค้ากวางสี เมืองหนานหนิง  มณฑลกว่างสี  สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สอศ. และคณะกรรมการขับเคลื่อนการสอนอาชีวศึกษาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน ศูนย์สภาพัฒนาโครงการ E-Commerce Valley “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัท ปักกิ่งป๋อเต่า เทคโนโลยีสารสนเทศ อนาคต จํากัด 

โดยในปี 2025 นี้ มี 14 ทีมนักศึกษาจากสถานศึกษาสังกัด สอศ.ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ได้ผ่านรอบคัดเลือก เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ 50 ทีมสุดท้าย ซึ่งประกอบไปด้วยทีมต่างชาติจากฟิลิปปินส์ ทีมจีน และทีมผสมสัญชาติไทย-จีน

เลขาธิการ กอศ. กล่าวอีกว่า สำหรับรอบชิงชนะเลิศ จะเป็นการแข่งขันไลฟ์สด (Live) ได้แก่ การนำเสนอและปักตะกร้าขายสินค้า ซึ่งเกณฑ์การประเมินพิจารณาจากความเข้าใจในสินค้า การมีปฏิสัมพันธ์ทางการตลาด และการทำงานเป็นทีม 2.การแสดงวัฒนธรรม โดยนำเสนอวัฒนธรรมจีน-ไทย เช่น พิธีชงชาจีน การแสดงรำไทย มวยไทย ศิลปะการเขียนพู่กันจีน ฯลฯ และ 3.การกล่าวขอบคุณด้วยภาษาต่างประเทศเพื่อปิดการแสดง

โดยทีมนักศึกษาได้รับรางวัล ดังนี้ รางวัลที่ 1 ทีมรวมพลังมังกร–ช้าง– วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานเทคโนโลยี โดยคว้ารางวัลร่วมกับ 3 ทีมจากประเทศจีน , รางวัลที่ 2 ได้แก่ ทีม SinoSiam Spark– วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานเทคโนโลยี, ทีม 聚星JUXING – วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี , รางวัลที่ 3 ได้แก่ ทีม泰·韵华章 – วิทยาลัยเทคโนโลยีจรัลสนิทวงศ์, ทีม 明明 MingMing – วิทยาลัยการอาชีพนครปฐม, ทีม R-tech 01– วิทยาลัยเทคโนโลยีรัตนโกสินทร์, ทีม Silk Siam Squad(丝路暹罗战队)– วิทยาลัยเทคโนโลยีจรัลสนิทวงศ์, ทีม GirlFinity – วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี

ทั้งนี้ โครงการ Botok Cup เป็นโครงการในความร่วมมือด้านการศึกษาระดับนานาชาติรูปแบบใหม่ ที่บูรณาการการพัฒนาทักษะดิจิทัล ภาษา นวัตกรรม การเป็นผู้ประกอบการ และการแลกเปลี่ยน วัฒนธรรม ผ่านการแข่งขันเชิงปฏิบัติการตามแนวคิด PBL ที่จําลองสถานการณ์อีคอมเมิร์ซจริง ซึ่งได้รับการออกแบบเนื้อหาการแข่งขันให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมในภูมิภาคอาเซียน เพื่อยกระดับทักษะองค์รวมของเยาวชนระดับนานาชาติในด้านภาษาจีนและอีคอมเมิร์ซ ให้สอดคล้อง กับเงื่อนไขของภาคอุตสาหกรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และความต้องการด้านความร่วมมือระหว่าง ประเทศ และเพื่อสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะเชิงบูรณาการ สามารถสื่อสารทางภาษา ได้อย่างคล่องแคล่ว มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และมีทักษะที่ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ โครงการ Botok Cup ยังร่วมมือกับบริษัทต่างๆ ในประเทศจีน ไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน ในการพัฒนาโครงการ ปฏิบัติการอีคอมเมิร์ซ เพื่อส่งเสริมการบูรณาการระหว่างการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังมีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างอาจารย์และนักศึกษา กิจกรรมสัมผัสวัฒนธรรม รวมถึง การจัดการอบรมก่อนการแข่งขันและการให้คําปรึกษาในระหว่างการแข่งขัน เพื่อให้เกิดผลในการ ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการแข่งขันอย่างแท้จริง ส่งเสริมให้อาจารย์และนักศึกษาอาชีวศึกษาในอาเซียน ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันจากโอกาสทางดิจิทัล

ม.นครพนม จัดแสดง ‘เรือไฟโชว์’ ลำแรก เปิดม่านงานมหกรรมไหลเรือไฟโลก’68

ม.นครพนม จัดแสดง ‘เรือไฟโชว์’ ลำแรก เปิดม่านงานมหกรรมไหลเรือไฟโลก’68

ม.นครพนม จัดแสดง ‘เรือไฟโชว์’ ลำแรก เปิดม่านงานมหกรรมไหลเรือไฟโลก’68

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยนครพนม จัดพิธีเปิดโครงการมหาวิทยาลัยนครพนมสืบสานประเพณีไหลเรือไฟจังหวัดนครพนม ประจำปี 2568 และ ปล่อยเรือไฟโชว์ลำแรก ในงานมหกรรมไหลเรือไฟโลก จ.นครพนม ประจำปี 2568 โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม เป็นประธานในพิธี ณ ซุ้มวิถีคนเรือไฟ เทศบาลเมืองนครพนม และมหาวิทยาลัยนครพนม (บริเวณหน้าโรงเรียนสุนทรวิจิตร) ริมฝั่งแม่น้ำโขง จ.นครพนม

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจที่มหา’ลัยได้นำศักยภาพของบุคลากรเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีไหลเรือไฟ ซึ่งเป็น Soft Power สำคัญขอ งจ.นครพนม ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างชื่อเสียงสู่ระดับสากล พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนให้การจัดสร้าง “เรือไฟโชว์มหาวิทยาลัยนครพนม” สำเร็จตามแผนงานที่กำหนด

สำหรับ เรือไฟมหาวิทยาลัยนครพนม ประจำปี 2568 ได้รับการรังสรรค์ขึ้นอย่างวิจิตรตระการตา มีความยาวทั้งสิ้น 52 เมตร และสูง 15 เมตร ประดับประดาด้วยดวงประทีปหรือตะเกียงไฟมากถึง 5,999 ดวง ส่องแสงเจิดจ้าเปล่งประกายดุจแสงศรัทธา ท่ามกลางสายน้ำโขงยามราตรี

การออกแบบเรือไฟครั้งนี้เกิดจาก แนวคิดของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม ผู้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการกำหนดทิศทางและสื่อความหมายของลวดลายให้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของจังหวัดนครพนม ตลอดจนความผูกพันระหว่างมหาวิทยาลัยกับสังคม โดยมี นายพนิต แพงดี (นิก) ช่างศิลป์นครพนม ศิลปินผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะพื้นถิ่น เป็นผู้ออกแบบและถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าวอย่างประณีตลงบนเรือไฟ

ลวดลายเรือไฟปีนี้เน้นการสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้ง ตัวเรือจำลองเป็น เรือสุพรรณหงส์ อันงดงามโอ่อ่า ภายในประกอบด้วยสัญลักษณ์อันทรงคุณค่าหลากหลาย ได้แก่ พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และ พระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประดิษฐานอย่างสง่างาม โดยมี องค์พระธาตุพนม ส่องรัศมีแห่งศรัทธาอยู่ระหว่างกลาง แสดงถึงความเลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วสารทิศ มีพญาศรีสัตตนาคราช สัญลักษณ์แห่งพลังศรัทธา ความเชื่อ และการคุ้มครองของชุมชนสองฝั่งแม่น้ำโขง ภาพหอประชุมวชิรบพิตร มหาวิทยาลัยนครพนม อันเป็นสิ่งปลูกสร้างสำคัญที่ได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความหมายว่า “หอประชุมที่สร้างขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นพระบรมราชบพิตร” อันเป็นเกียรติยศสูงสุดของมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ ยังปรากฏสัญลักษณ์ต่างๆ ที่สื่อถึงมหาวิทยาลัยนครพนม พร้อมข้อความ “มหาวิทยาลัยนครพนม” ประดับเด่นบริเวณด้านล่างของตัวเรือ และตัวอักษร “20th NPU” ที่สื่อถึงการเฉลิมฉลอง ครบรอบ 20 ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เสริมด้วยซุ้มประตูสี่ทิศ (เส้นตรงปลายแหลม 5 เส้น) ดัดแปลงจากส่วนหนึ่งของตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัย แทนความหมาย “ประตูแห่งการศึกษา” ทั้งสี่ทิศที่เปิดโอกาสให้บุคคลเข้ามาแสวงหาองค์ความรู้

บริเวณท้ายเรือยังประดับตราสัญลักษณ์ของ หอการค้าจังหวัดนครพนม, บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM), เทศบาลเมืองนครพนม และ AIS ผู้สนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้

นอกจากความตระการตาของเรือไฟแล้ว กิจกรรมในค่ำคืนเปิดงาน ยังเต็มไปด้วยความครื้นเครง โดยมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมจาก คณะกลองยาวบ้านดงติ้ว และการแสดงชุด “ชมพูทวีป” จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม มอบความสนุกสนานแก่ผู้ร่วมงาน ขณะเดียวกันยังมีการเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วม จุดตะเกียงไฟของเรือไฟโชว์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองประเพณีอันทรงคุณค่านี้อีกด้วย

ทั้งนี้ เรือไฟมหาวิทยาลัยนครพนม จะจัดแสดงโชว์ไหลเป็นเวลา 6 วัน 6 คืน ได้แก่ วันที่ 27, 29 กันยายน และ 2, 4, 6, 8 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป นอกจากนี้ บริเวณ ซุ้มวิถีคนเรือไฟ ยังมีการแสดงดนตรีและศิลปวัฒนธรรมจากนักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยนครพนม ร่วมกับเทศบาลเมืองนครพนม ตลอด 12 วัน 12 คืน เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสมนต์เสน่ห์ประเพณีไหลเรือไฟอย่างเต็มอิ่ม

​ผนึกกำลังปั้นนักออกแบบรุ่นใหม่ สู่อนาคตแห่งความยั่งยืน

​ผนึกกำลังปั้นนักออกแบบรุ่นใหม่ สู่อนาคตแห่งความยั่งยืน

​ผนึกกำลังปั้นนักออกแบบรุ่นใหม่ สู่อนาคตแห่งความยั่งยืน

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โคเวสโตร ประเทศไทย ร่วมมือกับ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ (SoA+D) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) สร้างสรรค์โครงการ Creative Solutions for Circularity Awareness เพื่อผลักดันการเรียนรู้ด้านการออกแบบเพื่อความยั่งยืน และแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เป็นรูปธรรมให้กับนักศึกษา มจธ. ที่เข้าร่วมโครงการ

โครงการนี้ผสมผสานองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์จริงจากภาคอุตสาหกรรมและการออกแบบ ผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ การบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาดูงานนอกสถานที่ และเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติ โดยมีโคเวสโตรร่วมสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดหลักสูตร เช่น การให้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญจากโคเวสโตร และการนำน้องๆ ไปทัศนศึกษาที่ศูนย์การผลิตโคเวสโตร มาบตาพุด และชุมชนใน จ.ระยอง นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพผ่านการประกวด “Creative Design for Sustainability Contest 2025” โดยมีโจทย์หลักคือการออกแบบภายใต้คอนเซปท์ Circularity ซึ่งโคเวสโตรได้สนับสนุนรางวัลเป็นทุนการศึกษารวม 60,000 บาท มีผลงานส่งเข้าประกวดกว่า 50 ชิ้น ซึ่งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากคณาจารย์และจากโคเวสโตร ได้ร่วมกันคัดเลือก 3 ผลงานที่โดดเด่นที่สุด โดยพิจารณาจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความเป็นไปได้ในการใช้งานจริง และการออกแบบที่สอดคล้องกับหลักการความยั่งยืน รวมถึงการนำเสนอและการสื่อสารได้อย่างเหมาะสม

ผลงานที่โดดเด่นและคว้ารางวัลชนะเลิศ Best Design Award ได้แก่ “Coral Wave” จากนักศึกษาหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่ต้องเผชิญกับปัญหาขยะพลาสติก ผลงานนี้ออกแบบเป็นพื้นที่เชิงประสบการณ์ที่มี “สิ่งกีดขวาง” เพื่อจำลองความยากลำบากของสัตว์ทะเลในการดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษพร้อมกระตุ้นให้ผู้ใช้งานตระหนักถึงปัญหาขยะพลาสติกและการฟอกขาวของปะการัง โดยใช้ขวดพลาสติกรีไซเคิลเป็นวัสดุหลัก เป็นการหมุนเวียนการใช้ประโยชน์และลดขยะพลาสติกตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยรางวัลรองชนะเลิศ Design Excellence Award เป็นผลงาน “Reform – Plastic Waste into Wearable Art”  จากนักศึกษาหลักสูตรการออกแบบนิเทศศิลป์ (Communication Design) ที่นำขยะพลาสติกมาสร้างสรรค์เป็นเครื่องประดับเชิงศิลปะ สะท้อนแนวคิดการเปลี่ยนของเหลือใช้ให้กลายเป็นงานออกแบบที่มีคุณค่าและสามารถสวมใส่ได้ และรางวัลที่สาม Distinction Award ได้แก่ผลงาน “Second Nature” จากนักศึกษาหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์ โดยออกแบบเป็นโครงสร้างลักษณะ modular สามารถพับเก็บและเคลื่อนย้ายได้ง่าย พร้อมนำถุงพลาสติกใช้แล้วนำมาตัด ถัก และดัดแปลงอย่างสร้างสรรค์ และใช้เป็นร่มบังแดดได้ สะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติและผลกระทบที่เกิดจากมนุษย์ โดยผลงานที่ได้รับการคัดเลือกทั้งหมดนี้ ได้รับทุนการศึกษาจากโคเวสโตร เป็นจำนวน 20,000, 15,000 และ 10,000 บาท ตามลำดับ และนอกจากนี้ยังมีรางวัลชมเชยพร้อมทุนกันศึกษารางวัลละ 5,000 บาท

ผศ.วราลักษณ์ แผ่นสุวรรณ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. กล่าวว่า การออกแบบอย่างยั่งยืนถือเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนการสอนของคณะเรา ความร่วมมือกับโคเวสโตรในครั้งนี้ช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้เรื่องการออกแบบเชิงหมุนเวียน การเลือกใช้วัสดุ และการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับการเป็นนักออกแบบที่มีความรับผิดชอบ

“ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขัน แต่เป็นเวทีในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ด้านการออกแบบอย่างยั่งยืน การทำงานร่วมกับ มจธ. ช่วยให้นักศึกษาเชื่อมโยงความรู้ในห้องเรียนกับผลกระทบในโลกจริง และเตรียมความพร้อมในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมและอุตสาหกรรมในอนาคตได้” กวิสรา วรรธนะพิศิษฐ์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กร บจก.โคเวสโตรฯ กล่าวเพิ่มเติม

​เปิดตัวโปรแกรม ‘Pathway’ หนุนนศ.ไทยก้าวสู่มหา’ลัยระดับโลก

​เปิดตัวโปรแกรม ‘Pathway’ หนุนนศ.ไทยก้าวสู่มหา’ลัยระดับโลก

​เปิดตัวโปรแกรม ‘Pathway’ หนุนนศ.ไทยก้าวสู่มหา’ลัยระดับโลก

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Study Group เดินหน้าสนับสนุนครอบครัวไทย ท่ามกลางความท้าทายด้านต้นทุนด้านการศึกษาที่สูงขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของนโยบายระดับโลก ที่ส่งผลต่อภูมิทัศน์ของการศึกษาในต่างประเทศ ผ่านการเปิดตัวโครงการใหม่ภายในงาน Study Group’s Global Agent Conference 2025 เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาไทยและนักเรียนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถเข้าถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกได้อย่างมั่นใจและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

โดยข้อมูลล่าสุดจาก YouTrip ระบุว่า ครอบครัวไทยมีการใช้จ่ายด้านการศึกษาต่อต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 70% ในปีนี้ สะท้อนถึงความยืดหยุ่นและความมุ่งมั่นของครอบครัวไทยที่มีต่อการลงทุนด้านการศึกษาในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

แม้จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ครอบครัวไทยยังคงมุ่งมั่นลงทุนในการศึกษาต่อในต่างประเทศให้กับบุตรหลานของตนอย่างต่อเนื่อง และเรานับถือในความมุ่งมั่นนี้เป็นอย่างยิ่ง เอียน ไครช์ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Study Group กล่าว พันธกิจของเราคือการมอบการศึกษาในต่างประเทศที่มีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ซึ่งเราเชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของนักศึกษาได้อย่างแท้จริง และเราดำเนินภารกิจนี้ผ่านโปรแกรม Pathway ที่ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์ความต้องการของนักศึกษา และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในภูมิภาค เพื่อให้การศึกษาต่อในสถาบันชั้นนำในต่างประเทศมีคุณภาพ เข้าถึงได้ง่าย และสอดคล้องกับบริบทในโลกยุคปัจุบัน เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนไทยก้าวสู่สถาบันชั้นนำระดับโลก และต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพที่มีคุณค่าทั้งต่อตัวเองและต่อสังคม

ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน งานวิจัยของ Study Group ชี้ให้เห็นถึง 4 ปัจจัยสำคัญ ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนการตัดสินใจของครอบครัว ได้แก่ ความคุ้มค่าในการลงทุนทางการศึกษา เส้นทางการศึกษาที่ชัดเจน ระบบสนับสนุนที่แข็งแกร่ง และรูปแบบการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงในการศึกษาต่อต่างประเทศ

หัวใจสำคัญของความมุ่งมั่นของ Study Group คือหลักสูตร International Year One (IY1) ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกภายในวิทยาเขตและทรัพยากรต่างๆ ของมหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับนักศึกษาที่เข้าเรียนโดยตรง ขณะเดียวกันยังมีระบบสนับสนุนที่ครอบคลุม ทั้งด้านวัฒนธรรม วิชาการ และภาษา เพื่อเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านและเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จทางการเรียน นอกจากนี้ โปรแกรม Pathway ยังมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะมนุษย์ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีที่กำลังก้าวหน้าในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเน้นทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ การทำงานร่วมกันข้ามวัฒนธรรม ภาวะผู้นำ ความมั่นใจ ความสามารถในการปรับตัว และความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)

ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ความได้เปรียบในการแข่งขันนั้นขึ้นอยู่กับทักษะความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นทักษะที่เรามุ่งปลูกฝังให้นักศึกษาผ่านการมอบประสบการณ์การเรียนรู้ระดับนานาชาติที่มีโครงสร้างชัดเจนในโปรแกรม Pathway ของเรา” Elena Rodriguez-Falcón อธิการบดีและหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการของ Study Group กล่าว เรามุ่งเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาไม่เพียงแค่สำหรับการเรียนในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการก้าวสู่โลกของการทำงานในระดับโลกอีกด้วย

งานวิจัยจากศูนย์การศึกษาระดับอุดมศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ระบุว่า นักศึกษาที่เข้าศึกษาผ่านหลักสูตรเตรียมความพร้อม มักจะมีผลการเรียนที่ดีกว่านักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกโดยตรงจากมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการเตรียมตัวอย่างตรงจุด ซึ่งช่วยลดช่องว่างในด้านหลักสูตร ภาษา และทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษา

ในขณะที่การศึกษาระดับนานาชาติยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นักศึกษาไทยและนักเรียนจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถใช้ประโยชน์จากโปรแกรม Pathway ของ Study Group ในการเตรียมความพร้อมทั้งด้านวิชาการและทักษะมนุษย์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการประสบความสำเร็จทั้งในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก และในสายอาชีพในอนาคต

เปิดตัวห้องปฏิบัติการพาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ ขับเคลื่อนนวัตกรรม – พัฒนาทักษะแห่งอนาคต

เปิดตัวห้องปฏิบัติการพาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ ขับเคลื่อนนวัตกรรม - พัฒนาทักษะแห่งอนาคต

เปิดตัวห้องปฏิบัติการพาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ ขับเคลื่อนนวัตกรรม – พัฒนาทักษะแห่งอนาคต

วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีเพื่อเปิดตัวห้องปฏิบัติการพาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ของเดลต้า ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยนับเป็นห้องปฏิบัติการพาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์แห่งที่ 6 ที่เดลต้าได้ร่วมก่อตั้งในสถาบันการศึกษาของประเทศไทย สะท้อนถึงพันธกิจเดลต้าในการเชื่อมโลกวิชาการเข้ากับการทำงานจริงในอุตสาหกรรม พร้อมเสริมสร้างทักษะสำหรับอนาคตให้แก่วิศวกรรุ่นใหม่

นายวิคเตอร์ เจิ้ง ประธานฯ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การเปิดห้องปฏิบัติการแห่งใหม่นี้ มีเป้าหมายมากกว่าแค่การจัดหาอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น แต่เป็นการเสริมสร้างโอกาสให้วิศวกรไทยรุ่นใหม่สามารถเชื่อมทฤษฎีกับการทำงานจริงได้ การเปิดโอกาสให้เยาวชนที่มีความสามารถได้เข้าถึงเทคโนโลยีอันทันสมัยจะช่วยบ่มเพาะให้พวกเขามีทักษะทางเทคนิคควบคู่ไปกับทักษะการปรับตัวและการแก้ไขปัญหา ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในอุตสาหกรรมต่างๆ นอกจากนี้ การผสมผสานความรู้ความสามารถในทักษะทั้งสองด้าน จะช่วยเตรียมความพร้อมให้เยาวชนเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและนำพาอุตสาหกรรมไทยไปสู่อนาคต ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอีกด้วย

โครงการฯ มีเป้าหมายในการสร้างห้องปฏิบัติการพาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีมาตรฐานระดับโลกให้กับสถาบันการศึกษาด้านวิศวกรรม โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายมหาวิทยาลัยพันธมิตรของเราที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อร่วมกันมอบโอกาสให้นักศึกษาทั่วประเทศสามารถเข้าถึงสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ทันสมัย ซึ่งช่วยส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมและเสริมสร้างทักษะการปฏิบัติงานในอุตสาหกรรม

ผศ.ดร.มณฑิรา นพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายอุตสาหกรรมและภาคีความร่วมมือ มจธ. กล่าวว่า ห้องปฏิบัติการพาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์แห่งนี้ จะช่วยให้นักศึกษาสามารถเปลี่ยนความรู้ในห้องเรียนมาเป็นนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ได้จริง พร้อมทั้งเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ และความมั่นใจในตนเอง

“เราเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับบัณฑิตของเรา และเตรียมพร้อมให้พวกเขาก้าวหน้าต่อไปทั้งในระดับประเทศไทยและบนเวทีโลก