เปิดใจ’ครูเงาะ’กับปมในวัยเด็ก คิดว่าครั้งนึงพ่อไม่รัก จนทำให้กลายเป็นคนกลัวการถูกปฏิเสธ

เปิดใจ'ครูเงาะ'กับปมในวัยเด็ก คิดว่าครั้งนึงพ่อไม่รัก จนทำให้กลายเป็นคนกลัวการถูกปฏิเสธ

เปิดใจ’ครูเงาะ’กับปมในวัยเด็ก คิดว่าครั้งนึงพ่อไม่รัก จนทำให้กลายเป็นคนกลัวการถูกปฏิเสธ

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.46 น.

เปิดใจ ครูเงาะ รสสุคนธ์ กับปมในวัยเด็ก คบแฟน 10 ปี แต่ไม่คิดแต่งงาน-มีลูก!

เปิดใจ ครูเงาะ รสสุคนธ์ ครูสอนการแสดงและแอคติ้งโค้ชระดับประเทศ ที่วันนี้จะมาย้อนเล่าปมวัยเด็ก คิดว่าครั้งนึงพ่อไม่รักจนทำให้กลายเป็นคนกลัวการถูกปฏิเสธ ดึงดูดอดีตความรักพังจนต้องพึ่งสายมู แต่วันนี้ชีวิตครูเงาะแฮปปี้มาก เพราะเจอรักแท้ที่เกื้อหนุนจากสายธรรม แถมเจ้าตัวเตรียมวางแผนเกษียณจริงไหม ทั้งหมดนี้ในรายการ คุยแซ่บshow ทางช่อง วัน31 ที่มี เบนซ์ พรชิตา และ ดีเจพุฒ พุฒิชัย เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

บางกลุ่มจะดราม่าไลฟ โค้ช ส่วนใหญ่เจอเรื่องอะไร?

ครูเงาะ : ครูว่าเค้ายังไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าไลฟ์โค้ชคืออะไร ครูเข้าใจเค้านะ ตอนแรกครูไปเรียนแอคติ้งที่อเมริกา แล้วไปเจอเพื่อนที่เป็นครูสอนการแสดงด้วยกันเป็นไลฟ์โค้ช คือเราคิดว่าทำไมเราต้องให้คนอื่นมาโค้ชชีวิตเราด้วย มันไม่ใช่ ตอนนั้นครูไม่อินเลย ครูเข้าใจว่าไลฟ์โค้ช คือคนที่มาสอนเรา บอกเราว่าใช้ชีวิตอะไรยังไง แต่ไลฟ์โค้ชจริงๆ ถ้าเราไปสอบแล้วได้ประกาศนียบัตร 1. ห้ามสอนด้วยนะไลฟ์โค้ชอะ ไลฟ์โค้ชมีหน้าที่ตั้งคำถามอย่างเดียว ใครที่ไปสอบเป็นไลฟ์โค้ชแล้วสอนคือตกหมดเลยนะ ดังนั้นใครที่เห็นเค้าออกมาสอน มาแชร์ อันนั้นเค้าไม่ได้อยู่ในโหมดไลฟ์โค้ช เค้าอาจจะเป็นหมวดวิทยากร หมวดสร้างแรงบันดาลใจ นักพูดหรืออะไรก็แล้วแต่ เราต้องแยกตรงนี้ก่อน ที่นี้ครูตั้งแต่เด็กเวลาเห็นคนผ่านไป ผ่านมา เราจะตั้งคำถามว่าชีวิตเค้าเป็นอะไร เดินผ่านเราแล้วหลังจากนี้เค้าจะไปเจออะไร มันเลยทำให้ครูรักศาสตร์การแสดง อยากเข้าใจมนุษย์ พอถึงจุดนึงไปศึกษาจิตวิทยา เพื่อที่จะเข้าใจ กลับไปที่คอมเมนต์เค้าแค่ไม่รู้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนครูใจร้อนพิมพ์ด่ากลับเลย แต่พอมาวันนี้ที่เราทำงานกับตัวเองมาพอสมควร เราก็จะดู 1.เค้าไม่รู้ เค้าพูดแบบนี้ 1.มาจากความกลัว เพราะเคยได้ยินข่าวไลฟ์โค้ชที่ไม่ดี จนทำให้เค้าคิดว่าจะมาหลอกฉันหรือเปล่า จะชวนฉันลงทุนอะไรหรือเปล่า เค้าก็พูดบนความกลัว

ที่บอกว่าชอบสังเกตคน แล้วตัวครูเงาะเองในช่วงวัยเด็กมีปมอะไรไหม?

ครูเงาะ : โตมากับความรู้สึกว่าครอบครัวอบอุ่น ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีปมเลย คุณพ่อเสีย คุณพ่อก็ไม่ได้ไปมีชู้อะไร เราไม่ได้รู้สึกว่าเราบ้านแตก แค่พ่อเสียแล้วแม่ก็เลี้ยงมาด้วยความรักอย่างดีก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีปม และเป็นคนมั่นใจในตัวเองมาตั้งแต่เด็ก จนวันนึงครูสอนนักแสดง แล้วเห็นนักแสดงของครูคนนึงดังด้วย มันมีความกลัว คือตอนอยู่ในห้องเวิร์กช้อปมันเก่ง แต่พอมันไปแสดง ออกกองมันมีความกลัวอะไรก็ไม่รู้ เราเลยอยากรู้ว่าความกลัวนี้มันเกิดจากอะไรก็เลยไปเรียนจิตวิทยาเกี่ยวกับเรื่องสะกดจิตบำบัด เรียนเพื่อตั้งใจจะช่วยนักเรียน แต่กลายเป็นว่าโดนเต็มๆ คือมนุษย์เราทุกคนมันจะมี โดยเฉพาะ 7 ขวบ 10 ขวบ เป็นช่วงสำคัญมากๆ คำว่ามีปมไม่ใช่ว่าพ่อต้องตบ แม่ตี โดนทำร้าย ไม่ใช่ ปมหมายความว่า บางสิ่ง บางอย่างที่เราตีความพ่อ แม่ ของเราผิดจากความกลัวบางอย่าง เพราะเด็ก 7 ขวบแรก สมองผิด ชอบชั่วดียังไม่ถูกสร้าง ฉะนั้นเค้าจะใช้สมองของความกลัวเป็นสัญชาตญาณในการขับเคลื่อน ทีนี้อะไรที่ทำให้เค้ารู้สึกอันตราย เช่น ความไม่แน่นอน ความเจ็บปวด ความอับอาย สิ่งเหล่านี้จะถูกสอนจิตเลยว่าอย่าทำอีก ถ้าเธอทำอีก เธอจะเจ็บปวดแบบนี้ ตอนที่ครูไปทำมันมีการสะกดจิตบำบัด 

เค้าให้เราทำยังไง?

ครูเงาะ : เค้าให้เราเหมือนนั่งสมาธิ แล้วให้จิตของเราไปอยู่ในคลื่นที่ชื่อว่าอัลฟ่า คลื่นนี้ถ้าเด็กเรียนเก่งนั่งตั้งใจเรียนมันก็เข้าคลื่นนี้ได้ เราจะมีสติรู้ตัวทุกอย่าง นิ่งสงบ พอจิตมันสงบมันจะเปิดจิตใต้สำนึก สิ่งที่มันเคยเก็บ เคยซ่อนไว้มันจะไม่มีทางเอาออกได้เลยถ้าจิตเราไม่สงบ แต่พอจิตเราสงบปุ๊บมันจะถูกฟุ้งและดันขึ้นมา ปรากฏว่าครูไปเรียนเพื่อจะไปสอนคนอื่น ฉันคิดว่าไม่มีหรอก ฉันไม่มีปม ครอบครัวฉันอบอุ่น ตอนนั้นครูอยู่ในท่านั่งด้วย ครูเรียนที่อเมริกา เขาบอกให้เรานึกถึงเรื่องที่เรามีเกาะในการใช้ชีวิต คือไม่กล้ารัก ไม่กล้าเป็นที่รัก รู้สึกว่าลึกๆ เราดีไม่พอ ซึ่งทุกคนจะมีความรู้สึกนี้อยู่ในตัวเอง ปรากฏว่ามันโชว์ภาพนึงเป็นภาพที่ครูนั่งบนตักแม่แล้วพ่อขับรถอยู่ พ่อครู่กินเหล้าตั้งแต่ครูเกิดมา เนื่องจากพี่สาวครูตายก่อนที่ครูจะเกิดด้วยอุบัติเหตุ แล้วพ่อเสียใจมาก ครูโตมากับการได้ยินมาตลอดว่า พ่อเค้าเสียใจที่พี่น้องเสีย พี่น้องเค้าน่ารักมากเลยนะไม่เหมือนเราเลย แต่เค้าจะพูดทีเล่น ทีจริง เราก็ไม่ได้คิดว่าเราเป็นปมด้วยนะ พี่สาวครูตายก่อนครูเกิดครูก็ยิ่งไม่รํ้สึกเป็นปมอะไร เค้าบอกพี่น้องเค้าเรียบร้อย เราเถียงคำไม่ตกฟาก ปรากฏว่าครูเห็นภาพครูนั่งบนตักแม่แล้วหันไปพูดกับพ่อตอน 5 ขวบ ซึ่งภาพนี้มันลืมไปแล้ว แต่อยู่ดีๆ มันจำแบบชัดมากในจิตตอนนั้นว่าเราคุยกับพ่อว่า พ่อค่าพ่อรักเงาะไหม พ่อก็บอกว่ารักสิลูก พ่อรักเงาะ พ่อเลิกกินเหล้าได้ไหม สิ่งที่เกิดขึ้นคือพ่อเงียบ ครูจำความรู้สึกของเด็กคนนั้นได้ว่ามันอาย มันเกิดการตีความในจิตของเด็กเองว่า พ่อรักแหละแต่แค่ไม่ได้รักขนาดนั้น ถ้าพี่น้องขอพ่อคงเลิกให้ เชื่อไหมว่าครูไม่เคยคิดเรื่องนี้ในจิตของครูแม้แต่น้อย ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีปมกับพ่อ กับพี่เลย แล้วมันโชว์ขึ้นมาเองเลยว่าวันนี้เงาะตั้งใจเรียน เป็นเด็กดีให้พ่อเห็น แต่สุดท้ายพ่อก็ตายตามพี่น้องอยู่ดี แล้วจิตตัวนี้มันเลยทำให้ครูกลายเป็นคนที่โตมาไม่เคยขออะไรใครเลย ไม่เคยกล้าแสดงความรักกับใครเลย เพราะกลัวการถูกปฏิเสธ ธรรมชาติของคนมันจะใช้หน้ากากมาใส่ สมมติคาแรคเตอร์เรามันจะเป็นเหมือนเหรียญสองหน้า อะไรที่เราได้รับคำชมเราจะเอามาไว้ด้านหน้า อะไรที่ถูกด่าเราจะซ่อน แต่เหรียญสองหน้าเนี่ยมีคาแรคเตอร์ สมมติพ่อบอกเงาะเก่ง ครูต้องพรีเซนให้โลกเห็นว่าฉันเก่งนะ คำว่าเก่งเกินไป เหรียญอีกฝั่งนึงคือคำว่าอีโก้ ครูจะมาพร้อมกับสิ่งนี้ตลอดเลยตั้งแต่เด็ก แต่ถ้าพ่อเงียบ พ่อปฏิเสธ อ่อการที่ฉันขอร้อง ฉันจะเจ็บปวด ฉะนั้นฉันจะทิ้งการขอร้อง แต่คำว่าขอร้องมันมีอีกหน้านึงคือจริงกับความรู้สึกของตัวเอง คนที่กล้าขอร้องเค้าจริงกับความรู้สึกของตัวเอง ครูก็เลยทิ้งอันนี้ไปด้วย ทำให้ครูไม่เคยจริงกับตัวเองเลย เวลาครูน้อยใจแฟนเก่าครูจะใช้ความโกรธเข้ามากลบแทนจริงๆ เราเสียใจ แทนที่จะบอกว่าเงาะเสียใจ แต่เราบอกทำไมทำแบบนี้ เพราะคำว่าโกรธมันเทียบเท่ากับคำว่าเข้มแข็ง เราจึงใช้พฤติกรรมนี้มากลบความอ่อนแอทั้งหมด เพราะเราจำว่าถ้าเงาะอ่อนแอเงาะจะไม่เป็นที่รัก

มันได้เจอปมที่มันอยู่ลึกมากๆ ?

ครูเงาะ : พอวันที่ครูเจอปม แล้วพอเราแก้ปม การแก้ปมคือการเข้าไปทำความเข้าใจใหม่ ตอนนั้นเค้าให้ครูเข้าไปเป็นพ่อ นั่งอยู่แบบนี้แล้วพ่ออยากพูดอะไรกับเราในวันนั้น แล้วสิ่งที่พ่อพูดออกมาเป็นสิ่งที่ครูไม่เคยได้ยิน เช่น พ่อบอกว่าพ่อแค่รู้สึกผิดกับพี่น้อง ซึ่งครูก็ไม่ได้คิดว่าพ่อต้องรู้สึกผิดอะไร เพราะพี่น้องเกิดอุบัติเหตุ พ่อไม่เกี่ยว ครูก็กลับไปถามแม่ แม่บอกว่าเงาะรู้ไหมวันที่พี่น้องตายพ่อไปดึงศพลูกขึ้นมากอดแล้วบอกว่าพ่อขอโทษๆ พ่อผิดเอง กรรมที่พ่อเคยไปยิงนก ตกปลามาลงที่ลูกของพ่อ คือครูไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ตอนนั้นมันเป็นเรานี่แหละ แต่เป็นเสียฃพ่อพูดออกมาว่าพ่อรู้สึกผิด กรรมของพ่อไปตกที่ลูก พ่อรักเงาะ เค้าจะพูดมุมนี้ออกมา จนครูรู้สึกว่าฉันเป็นที่รักมาโดยตลอด ลืมตาขึ้นมาเชื่อไหมถ้าเราเป็นที่รัก แล้วเราดีพอ โลกทั้งหมดคือโอกาสของเราหมดเลย จากครูไม่กล้ากลัวการถูกปฏิเสธ ถ้าจะชอบใครต้องรอให้เค้าเข้ามาจีบ ถ้าอยากทำงานนี้ต้องแสดงจนเค้ามาชวน แต่พอวันนั้นฉันมีค่า ฉันสามารถเดินไปบอกคนนั้นได้ว่าฉันอยากทำอันนี้ ชีวิตเปลี่ยนเลย

ปมของครูเงาะคือกลัวการถูกปฏิเสธ วันนี้มันยังอยู่ไหม?

ครูเงาะ : ไม่มีเลย แต่ถามว่า ณ วันนั้นมันหายแบบ 100% ไหม ไม่ ทุกปมมันจะออกแบบ สมมตินี่คือก้อนที่เราเก็บไว้ ถ้าเราจิตสงบมากมันก็จะลงลึก จิตสงบน้อยก็จะออกไปนิดนึง แต่แน่นอนมันจะเหลือค้างอยู่ เหมือนเราเอาแผลออกไปแล้วมันจะเหลือช่องว่าง เราต้องเติมน้ำดีมหาศาลใส่เข้าไปทดแทน เราต้องฝืนกระบวนการเก่าของตัวเอง

ก่อนจะไปเรียนจิตวิทยา การกลัวการถูกปฏิเสธส่งผลกับการใช้ชีวิตในด้านไหนไหม ความรักเป็นไง?

ครูเงาะ : ความรักคือฉ่ำ คือเราไม่กล้าเลือก อย่างเราประมาณนี้ก็ดีแล้ว เพราะเราเห็นคุณค่าเราแค่นั้น ตอนที่เราเลือกคนคนนึงเนี่ย เราเลือกเพียงเพราะว่าเราไม่อยากให้เค้าปฏิเสธเราไปหาอีกคน แต่เราไม่ได้รักเค้านะ ครูเคยเลือกแบบนี้ด้วย สมมติคนนี้มาจีบเราแล้วเราไปรู้ว่าเค้าไปจีบอีกคนนึงด้วย เราไม่ได้ชอบเค้าเลย แต่ฉันจะแพ้ไม่ได้นะ กลัวการแพ้ กลัวการไม่ถูกเลือก แล้วไปดึงคนที่เราไม่ได้รักเข้ามาในชีวิต แล้วอยู่ด้วยกันก็โอ้ย..คนมันไม่ได้รักกันอะ คือเราดูกถูกตัวเองขนาดไหน คิดดูนะว่าเค้าเจ้าชู้ เรากลัวไม่เป็นที่รัก เราอยากเป็นสาวเก่ง เพราะพ่อชมว่าเก่ง เก่งก็เลยเป็นไพ่ที่เราแสดงให้โลกเห็นว่าฉันเก่ง ต้องแมนๆ คุยกับแฟนคนนึงบอกว่าถ้าอยากเที่ยวผู้หญิงเที่ยวได้เลยนะ เราพยายามเข้าใจโลก ผู้ชายมันเป็นเพศแพร่พันธุ์ ฉะนั้นเราจะไปห้ามสัญชาตญาณสัตว์ไม่ได้ ไปได้แต่อย่าไปมีเมียน้อย หรือกิ๊กจริงจัง พอเค้าไปจริงๆ มันไม่ได้ มันปลอม แต่เราดันใช้สมองคิดว่ามันควรได้สิ เราเป็นคนเท่ ความอยากเป็นคนเก่งที่ถูกชมมาตั้งแต่เด็กว่าลูกพ่อมันเก่ง ไม่เก่งหน้าตาแบบไหน ไม่เก่งคือเป็นผู้หญิงงี่เง้า อ่อนแอ ฉันจะไม่เป็นแบบนั้น ครูเลยดีดไปอีกฝั่ง แต่สุดท้ายมันไม่จริง อันนี้ผิดธรรมชาติ

มันยากนะที่จะรู้ว่าตัวเองเป็นคนยังไง?

ครูเงาะ : ใช่ นี่แหละที่ทำให้ครูย้อนนึกถึงเพื่อนที่อเมริกาที่เค้าเป็นไลฟ์โค้ช เออ…ฉันเข้าใจเธอแล้ว เพราะมันมีกระบวนการที่เค้าทดสอบ ทดลองกันมาแล้วเพื่อให้เราได้ตั้งคำถามกับตัวเองแล้วค่อยๆ คายความจริงของตัวเองออกมา มันมีวิชาทั้งหมดนี้อยู่แล้ว จริงๆ วิชาที่ลึกซึ้งที่สุดคือวิชาของธรรมะ ธรรมะครูเคยไปเรียนที่ต่างประเทศจ่ายเงินไป 3 แสนนะ

ทำไมไปเรียนที่นู้น?

ครูเงาะ : เค้าไม่ได้บอกว่าสอนธรรมะ เค้าบอกสอนจิตวิทยา จ่ายไป 3 แสน เรียน 9 วัน

สุดท้ายคือธรรมะ?

ครูเงาะ : ธรรมะค่ะ แล้วสอนแบบผิวด้วย แบบจ่ายเงินแล้วไปนั่งเรียนขันธ์5 แล้วเรียนอยู่ 2 ขันธ์ มึงเอาอีก 3 ขันธ์กูคืนมา พอครูกลับมา ครูอธิฐานจิตเลยว่า ในเมื่อพระพุทธเจ้าเป็นบรมครูที่สุดยอด แต่ทำไมเราไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านสอนสักที เราเรียนมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยใช้ในชีวิตเลย ครูก็เลยตั้งใจศึกษาเรื่องนี้

พอชีวิตรักครูพัง ครูก็ไปทางสายมู?

ครูเงาะ : ใช่ ต้องเข้าใจว่าคนมันไม่มีปัญญา ครูไม่มีปัญญา ธรรมชาติมนุษย์เราต้องการความคงที่ ซึ่งมันปลอม ใครจะคงที่ แต่เราไม่รู้ เราต้องการให้คงที่ พอความรักมันออกไปปุ๊บ เราควบคุมอะไรไม่ได้ ฉะนั้นการออกไปมู ไปไหว้ เป็นการหลอกตัวเองให้หลงว่าเรากำลังควบคุมอะไรบางอย่างได้

เป็นการยึดเหนี่ยวจิตใจ?

ครูเงาะ : เราเรียกอย่างนั้น แต่เป็นอะไรที่มายามาก เวลาเราไปมูก็บอกตัวเองว่ารู้แหละว่าต้องสร้างด้วยมือเรา แต่ก่อนจะบอกตัวเองแบบนี้ แต่เราก็ต้องมีตัวช่วย แปลว่าลึกๆ บอกตัวเองว่าเธอไม่มีศักยภาพให้ตัวเอง 100% เชื่อไหมว่าทุกครั้งที่ครูไปมู ครูกลัวไม่มีแฟน กลัวไม่มีความรัก กลัวงานไม่ประสบความสำเร็จ คนที่ไปมูจะเป็นแบบนั้น เรื่องงานตอนนั้นครูไม่ค่อยมีปัญหา แต่จะเป็นเรื่องความรัก เริ่มมาละ หินสี ไม่พอเค้าเอาหินไปบดเป็นน้ำยาทาเล็บซื้อด้วย หมอดูที่ไหนว่าดีเงาะก็ว่าดีไปหมดเลย ไปทุกที่ เนี่ยมันคือขาดความมั่นคงภายใน แล้วพอเราไปเค้าให้ไปทำนั่น ทำนี่ เราก็ต้องไปทำ จนวันที่เรามาเรียนเกี่ยวกับเรื่องรักตัวเอง ตอนนั้นยังไม่เจอธรรมะนะ คือเจอธรรมะตั้งแต่เด็ก แต่ยังไม่ได้เจอธรรมแท้ที่พระพุทธองค์ให้ไว้

บางทีคนที่ไปมูก็คิดว่ามันเป็นธรรมะส่วนนึง?

ครูเงาะ : ไปดูสิว่าข้อไหนที่พระพุทธเจ้าสอน ไม่มีแม้แต่ข้อเดียวเลยนะ การกราบไหว้ ไปไหว้ ไปมูสิ่งนั้น สิ่งนี้ ถ้ามูแล้วมันดี มันต้องดีทุกคน ถ้าจะบอกว่าฉันมูแล้วดี แล้วทำไมเพื่อนที่ไปด้วยกันทำไมไม่เห็นดีเลย ที่มันดีเพราะอะไร เพราะขณะที่เรากำลังไหว้อยู่นั้นจิตของเรามันอยู่ในระดับสูง เช่น เราเบิกบาน เรามีความหวัง จิตที่มันตกแล้วถูกยกมันก็จะเป็นกรรม นี่คือการทำกรรมที่ดีต่อตัวเองจึงดึงสิ่งที่ดีในระดับเดียวกันเข้ามาหา ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยกรรมที่คุณทำมา คนที่บอกว่าวันนี้ไปมูมาแล้วรวย มึงไมมูมึงก็รวย เพราะมึงเก่ง เคยให้เครดิตตัวเองบ้างไหม ในวันนี้เราไปกราบไหว้ต่างๆ นานา ไปอ้อนวอน ร้องขอ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า คนเมื่อมีความอะวิชาเข้าครอบงำ มีความไม่รู้ ความกลัวเข้าครอบงำ ไหว้ได้แม้กระทั่งจอมปลวก ไหว้ได้แม้กระทั่งภูเขา ไหว้ได้แม้กระทั่งเจดีย์ร้าง อะไรก็ได้เพื่อให้เราขัดความกลัวออก ซึ่งมันไม่เคยแก้ได้จริง เครื่องรางของขลังพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้สั่งให้ทำ ถ้าดีท่านคงสั่งให้ไปทำแล้ว

แล้วอะไรที่ทำให้ครูได้สติ เลิกมู?

ครูเงาะ : ตอนที่ได้เจอธรรมแท้ของพระพุทธองค์ ตอนนั้นครูไปเจอพระอาจารย์ต้น คือครูเคยเจอครูมาหลากหลายรูปแบบ หลังจากนั้นครูก็จะเริ่มมีความระแวง ระวังใครเป็นแบบไหน พระที่ไหนยังไง แล้วมีคนส่งธรรมท่านมาให้ครูฟัง ตอนนั้นนั่งถ่ายรายการอยู่ ครูนั่งฟังแล้วแบบ ใช่ มันเหมือนเจอจิกซอว์ที่มันหายไป เราทำทุกอย่างเลย แต่เราขาดคำว่าความเห็นตรง หรือ สัมมาทิฏฐิ บินไปหาท่าน ไปเจอท่านถามทุกอย่างเป็นชั่วโมง ท่านตอบได้หมด แล้วตอบด้วยการอิงพระไตรปิฎก

ความรักของครูเงาะในปัจจุบันคบกันมากี่ปีแล้ว?

ครูเงาะ : 10 ปีแล้วค่ะ 

เมื่อไหร่จะมีข่าวดี แต่งงาน?

ครูเงาะ : คือครูคุยกันตั้งแต่วันแรกเลยที่ออกเดทเลยว่าเราไม่แต่งงานนะ คือครูไม่ค่อยเก้ทการแต่งงานเท่าไหร่ ในมุมของครูเราแยกพิธีแต่งงานกับชีวิตคู่มันคนละเรื่องกัน พิธีแต่งงานมันทำเพื่อคนอื่นหมดเลย แล้วคนที่เราต้องทำเพื่อเค้าจริงๆ คือใคร คือพ่อ แม่ เราเท่านั้นเอง ฉะนั้นครูเลยคุยกับโจอี้ว่า พอเราสร้างบ้านใหม่ด้วยกัน แล้วให้พ่อ แม่มารับรู้ว่าเราจะอยู่ด้วยกันแล้วนะ จบ แล้วเรารักษาชีวิตคู่ของเราดีกว่าด้วยการทำให้มันดี มันเปลือง เหนื่อย เสร็จแล้วต้องมานั่งนับซองลุ้นอีกว่าคุ้มไม่คุ้ม เป็นการลงทุนที่เสี่ยงไป

ไม่อยากจัดงานแต่ง แล้วจดทะเบียนไหม?

ครูเงาะ : เวลาเค้าจดทะเบียน เค้าจดกันเพื่ออะไรนะ 

เบนซ์ : เรื่องถ้าป่วยใครจะเป็นคนเซ็น ถ้าไม่ใช่ญาติจะเซ็นไม่ได้ เรื่องทรัพย์สินเป็นเรื่องรอง

ครูเงาะ : อันนี้คุยกับคุณโจอี้ มันมีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวที่มันจะมีผลว่าจะเซ็นไม่เซ็น คือครูแค่ขี้เกียจเซ็น ขี้เกียจเปลี่ยนนามสกุล ขี้เกียจไปทำเอกสารใหม่มันยุ่งยากมากเลย ฉันก็ไม่ได้อยากได้เงินเธอเธอก็ไม่ได้อยากได้เงินฉัน แต่มันมีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เรื่องนี้เราทำยังไง เราก็ทำเป็นเอกสารแบบมอบอำนาจกันว่ายินยอมให้ใครเป็นคนตัดสินใจ หรือแม้กระทั่งถ้าเราตายไป มรดกพินัยกรรมแบ่งยังไง เราต้องวางแผนไว้ รวมไปถึงบ้าน สมมติตอนนั้นเรามีภาระอะไร ถ้าสมมติใครตายไปก่อนไม่อยากให้อีกคนต้องมารับภาระคนเดียว ครูจะวางแผนไว้ ครูทำประกัน แล้วประกันส่วนนี้เป็นส่วนโปะบ้านนะ คือเราจะไม่สร้างภาระต่อกัน เราถามตัวเองเสมอว่าเรามีคู่ครองเพื่ออะไร ครูอยากให้ทุกคนก่อนมีแฟนตอบตรงนี้ให้ได้ อย่ามีเพราะว่าถึงเวลา คือเราต้องรู้ว่าเราเอาเค้าเข้ามาเพื่ออะไร เราต้องการกัลยาณมิตร ต้องการเพื่อนเดินทางสู่ปลายทางด้วยกัน เกื้อกูลดูแลซึ่งกันและกันจนไปถึงปลายทาง ฉะนั้นถ้าเค้ามีคุณสมบัติที่ตอบโจทย์คำนี้ของครูได้ แล้วครูตอบโจทย์เค้าได้ เราค่อยมาเดินด้วยกัน พอวันแรกเราก็บอกเลยไม่แต่งงาน ไม่มีลูก เราชัดเจนก่อนเจอเค้าแล้ว เราไม่อยากเวียนว่ายตายเกิดแล้ว คือครูเห็นโทษของการเวียนว่ายตายเกิด พี่ครูตาย แม่ครูเสียใจขนาดไหน พ่อครูตาย ครูเสียใจขนาดไหน แค่คิดว่าถ้าครูมีลูกแล้วเราก็ไม่ใช่เด็กดีอะไรนักหนา สมัยเรียนเราก็เกเร ถ้าวิบากนี้ตกกับฉัน แล้วลูกไปปีนเหมือนฉันแบบนั้น ถ้าลูกฉันตายขึ้นมาทำยังไง ครูคิดว่าครูคงรับไม่ไหวกับความทุกข์ระดับนั้น ครูเลยรู้สึกว่าอิสระต่อความทุกข์ดีกว่านั่นคือเดินทางตามรอยพระพุทธองค์ ก็เลยบอกคุณโจอี้ตั้งแต่วันแรก ถ้าต้องการมีลูกอย่าเสียเวลากับเรา เค้าก็ไปคิด 2 วันแล้วตัดสินใจว่าเค้าก็ไม่ได้อยากมีเหมือนกัน

ตอนนี้จะเกษียณแล้วเหรอ?

ครูเงาะ : จริงๆปีนี้ครูเกษียณแล้ว คือเรามานิยามคำว่าเกษียณกันก่อน เกษียณคือเราสามารถทำงานที่ไม่จำเป็นต้องเพื่อเงินได้แล้ว อาจจะเกษียณไปเพื่อไปทำอะไรที่มีความหมายกับชีวิต อยู่กับครอบครัว ดูแลคนที่เรารัก ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ หรือเดินทางเพื่อดับทุกข์ให้ตัวเอง มันอะไรก็ได้ ตัวครูวางแผนเกษียณเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ครูรู้ว่าครูต้องการเดินทางเพื่อดับทุกข์ให้ตัวเอง แล้วช่วยศาสนาด้วยการเผยแพร่สิ่งนี้ให้กับคน ฉะนั้นการที่ครูทำงานตอนนี้เพื่อวางแผนว่าปีนี้ครูจะเกษียณ แต่พอเกษียณปุ๊บครูยังทำงานอยู่ แต่เป็นงานที่ครูเลือก ไม่ใช่เลิกทำงาน แต่เลือกทำงาน

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow วันและเวลาใหม่ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-12.30 น.  ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

แห่ส่งกำลังใจ! ‘ทับทิม มัลลิกา’ผ่าตัดเนื้องอกในสมอง เผยอาการล่าสุดเซนซิทีฟเรื่องการมองเห็น

แห่ส่งกำลังใจ! 'ทับทิม มัลลิกา'ผ่าตัดเนื้องอกในสมอง เผยอาการล่าสุดเซนซิทีฟเรื่องการมองเห็น

แห่ส่งกำลังใจ! ‘ทับทิม มัลลิกา’ผ่าตัดเนื้องอกในสมอง เผยอาการล่าสุดเซนซิทีฟเรื่องการมองเห็น

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.03 น.

15 พฤศจิกายน 2568 จากกรณีที่ดาราสาว ‘ทับทิม’ มัลลิกา จงวัฒนา เคยออกมาเปิดเผยผ่านรายการ Lesson B Interviews ว่าตนเองนั้นตรวจพบเนื้องอกในสมอง ทั้งนี้เธอได้บอกว่าเลือกที่จะไม่ผ่าตัด เนื่องจากเป็นชนิดที่สามารถฝ่อลงได้เองตามธรรมชาติ 

ล่าสุดในอินสตาแกรมส่วนตัวของ ‘ทับทิม มัลลิกา’ @tubtimofficial โดยทางครอบครัวได้อัปเดตอาการ หลังเธอตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัด ระบุว่า  “น้องทับทิมผ่าตัดเนื้องอกในสมอง ครั้งที่ 1/2 (บริเวณก้านสมอง) สำเร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ ตอนนี้น้องเริ่มพยุงตัวได้บ้างแล้ว แต่ยังเซนซิทีฟเรื่อง การมองเห็น การได้ยินและการทรงตัว ในสัปดาห์หน้าวันอังคารน้องจะมีผ่าตัดอีกรอบหนึ่ง”

“ระหว่างนี้น้องต้องฟื้นฟูและพักผ่อนเต็มที่ อาจไม่สามารถรับเยี่ยม หรือสามารถพูดคุยได้มาก ระหว่างนี้หากเพื่อนๆต้องการอัพเดตหรือส่งกำลังใจ พี่ส้มอ่าน comment DM ให้น้องฟังได้ หรือหากมีอะไรเร่งด่วน ไลน์หาพี่ส้ม ที่ไลน์ :vakamakeup ได้เลยนะคะ”

“ขอบคุณทุกกำลังใจทางครอบครัวกราบขอบพระคุณอาจารย์ รุ่งศักดิ์ ศิวานุวัฒน์ พร้อมทั้งทีมแพทย์และทีมพยาบาลทุกท่านที่ดูแลน้องเป็นอย่างดี อาทิตย์หน้า เราจะมาลุยกันอีกครั้ง ขอบคุณสำหรับกำลังใจจริงๆ ขอบคุณค่ะ”

‘เมกาบางนา’จัดใหญ่เอาใจสายดนตรี กับงาน ‘MEGA MUSIC IN THE PARK #5: SPACE JAM คอนสุดแจ่ม ยิ่งแจม ยิ่งจอย’

'เมกาบางนา'จัดใหญ่เอาใจสายดนตรี กับงาน 'MEGA MUSIC IN THE PARK #5: SPACE JAM คอนสุดแจ่ม ยิ่งแจม ยิ่งจอย'

‘เมกาบางนา’จัดใหญ่เอาใจสายดนตรี กับงาน ‘MEGA MUSIC IN THE PARK #5: SPACE JAM คอนสุดแจ่ม ยิ่งแจม ยิ่งจอย’

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.48 น.

ศูนย์การค้าเมกาบางนา แหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ชีวิตที่ดีในทุกๆ วัน ด้วยแนวคิด YOUR EVERYDAY MEETING PLACE จับมือ CAT RADIO ไทยประกันชีวิต และ ซันแวลเล่ย์ เตรียมมอบความสุขในช่วงเวลาส่งท้ายปี กับงานดนตรีกลางสวนสุดยิ่งใหญ่ MEGA MUSIC IN THE PARK #5: SPACE JAM คอนสุดแจ่ม ยิ่งแจม ยิ่งจอย” ระหว่างวันที่ 22–23 พฤศจิกายน 2568 ณ สวนเมกา พาร์ค พื้นที่สีเขียวใจกลางศูนย์การค้าเมกาบางนา เข้าชมฟรีตลอดสองวัน โดยครั้งนี้กลับมาพร้อมบรรยากาศแห่งความสุขท่ามกลางธรรมชาติกับคอนเซปต์สุดจอย พบกับศิลปินคุณภาพ ได้แก่ Polycat, Purpeech, Whal & Dolph, Moving and Cut, , DJ Montonn Jira, และ DJ Boo Slur พร้อมโชว์พิเศษ Jamming Session จากการโคจรมาพบกันของศิลปินทั้งสี่วง ที่จะสร้างโมเมนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้แฟนๆ ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสุดชิลให้ร่วมสนุกตลอดวัน อย่างการเวิร์กชอปรักษ์โลกจาก YOLO Zero Waste Your Life, โซนถ่ายภาพPhoto Booth สุดเก๋ และกิจกรรมพิเศษสำหรับสมาชิกเมกา สไมล์ รีวอร์ดส พร้อมของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากไทยประกันชีวิตและซันแวลเล่ย์

เชิญทุกคนมาร่วมเพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีจากศิลปินคุณภาพตลอดสองวันของงาน โดยมีรายละเอียดการแสดงดังนี้

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2568

17.00 – 18.00 น. Live DJ โดย DJ Montonn Jira

18.00 – 19.00 น. การแสดงจากวง Moving and Cut

19.00 – 20.00 น. ปิดท้ายค่ำคืนด้วยดนตรีสุดอบอุ่นจาก Whal & Dolph

และพลาดไม่ได้กับ Jamming Session ของ Moving and Cut ที่มาแจมกับวง Whal & Dolph

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2568

17.00 – 18.00 น. Live DJ โดย DJ Boo Slur

18.00 – 19.00 น. การแสดงจากวง Purpeech

19.00 – 20.00 น. ปิดท้ายดนตรีแนวซินท์ป็อปจาก Polycat

พร้อมกับ Jamming Session ของ Purpeech กับ นะ – Polycat ที่จะแสดงเป็นครั้งแรกในงานนี้

นอกจากดนตรีสดโดยศิลปินคุณภาพแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมสร้างสรรค์ให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์แห่งความสุขอย่างครบครัน อาทิ กิจกรรมรักษ์โลกจาก “YOLO Zero Waste Your Life” วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ชวนทุกคนมาเปลี่ยนขยะพลาสติกให้มีคุณค่าใหม่ ผ่านเวิร์กชอปสร้างสรรค์ อย่างการร้อยพวงกุญแจจากพลาสติกรีไซเคิล และ การถักสร้อยข้อมือจากพลาสติกรีไซเคิล

สำหรับสมาชิกเมกา สไมล์ รีวอร์ดส ยังได้รับสิทธิพิเศษเฉพาะในงานนี้เท่านั้น! ได้แก่ รับฟรี! กระบองไฟสำหรับสร้างสีสันในการชมคอนเสิร์ต (สิทธิ์มีจำนวนจำกัด), เก็บโมเมนต์ประทับใจ กับ Photo Booth ดีไซน์พิเศษฟรี, แลกรับฟรี! พวงกุญแจสุดเอ็กซ์คลูซีฟเมื่อทานหรือช้อปครบ 1,000 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ จากร้านค้าภายในศูนย์การค้า หรือใช้คะแนน เมกา สไมล์ รีวอร์ดส เพียง 5 คะแนน (สิทธิ์มีจำนวนจำกัด) และพิเศษ! สำหรับสมาชิกใหม่เมกา สไมล์ รีวอร์ดส รับฟรีทันที! สายคล้องสุดชิค คล้องมือถือก็ได้ หรือจะคล้องกระเป๋าก็อินเทรนด์ เฉพาะ 300 ท่านแรกเท่านั้น

นอกจากนี้ ภายในงานยังอัดแน่นด้วยกิจกรรมและโปรโมชั่นสุดพิเศษจากพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น ไทยประกันชีวิต ที่มาร่วมมอบของที่ระลึกกระบอกน้ำดีไซน์พิเศษเฉพาะงานนี้ ให้ผู้เข้าร่วมงานทั้งสองวัน ผ่านกิจกรรมภายในงาน และสำหรับลูกค้า ไทยประกันชีวิต PRIVILEGE ยังสามารถรับฟรี! กระบอกน้ำดีไซน์พิเศษ เพียงสแกนคิวอาร์โค้ด รับสิทธิ์ พร้อมแสดงบัตรประชาชนตัวจริง ณ จุดแลกของสมนาคุณ บริเวณหน้าบิ๊กซี ศูนย์การค้าเมกาบางนา ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน ไปจนกว่าสินค้าจะหมด และพบกับบูธผลิตภัณฑ์ไก่ปรุงสุกจาก ซันแวลเล่ย์ ไก่ทอดสไตล์อเมริกัน ที่ขนความอร่อยหลากหลายเมนูพร้อมกิจกรรมสนุกๆ มาให้ร่วมลุ้นของรางวัลที่บูธตลอดงาน โดยสิทธิพิเศษทั้งหมดนี้มีจำนวนจำกัด

เมกาบางนา ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขไปกับเสียงดนตรีท่ามกลางธรรมชาติ ที่จะเติมเต็มทุกความสุข ส่งท้ายปีนี้ให้ “แจ่ม” และ “จอย” ยิ่งกว่าที่เคย ในงาน “MEGA MUSIC IN THE PARK #5” ระหว่างวันที่ 22–23 พฤศจิกายน 2568 ณ สวนเมกา พาร์ค เข้าชมฟรี! ตลอดสองวัน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แอปพลิเคชันเมกาบางนาเฟซบุ๊ก : FACEBOOK.COM/ MEGABANGNASHOPPINGCENTER และ LINE OA : @MEGABANGNAOFFICIAL

#เมกาบางนา #MEGABANGNA #YOUREVERYDAYMEETINGPLACE #MEGAMUSICINTHEPARK5

ติดตามข่าวสารและโปรโมชันของเมกาบางนาได้ที่
แอปพลิเคชัน : HTTP://ONELINK.TO/N37E4G

เว็บไซต์ : HTTPS://WWW.MEGA-BANGNA.COM/

เฟซบุ๊ก : FACEBOOK.COM/MEGABANGNASHOPPINGCENTER

อินสตาแกรม : @MEGABANGNA_TH

เอ็กซ์ : @MEGABANGNA_TH

ไลน์ : @MEGABANGNAOFFICIAL

หรือโทร. 02-105-1000

วงภูมิจิต เตรียมขึ้นเวที Asia Rock Fest 2025 ที่ประเทศภูฏาน ร่วมโชว์พลังชาวร็อกจากไทยสู่สายตาเอเชีย

วงภูมิจิต เตรียมขึ้นเวที Asia Rock Fest 2025 ที่ประเทศภูฏาน  ร่วมโชว์พลังชาวร็อกจากไทยสู่สายตาเอเชีย

วงภูมิจิต เตรียมขึ้นเวที Asia Rock Fest 2025 ที่ประเทศภูฏาน ร่วมโชว์พลังชาวร็อกจากไทยสู่สายตาเอเชีย

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.08 น.

วงดนตรีร็อกขวัญใจสายอินดี้จากไทย ‘ภูมิจิต (Poomjit)’ เตรียมบินลัดฟ้าร่วมเทศกาลดนตรีระดับภูมิภาค Asia Rock Fest 2025 ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 19–20 ธันวาคม 2025 ที่ Woochu Sports Arena เมืองพาโร ประเทศภูฏาน นับเป็นครั้งแรกของวงร็อกไทยในการขึ้นแสดงในประเทศภูฏาน และเป็นอีกก้าวสำคัญในการพาดนตรีไทยร่วมเวทีเดียวกับศิลปินจากหลายชาติในเอเชีย 

งาน Asia Rock Fest คืองานเทศกาลที่รวมวงร็อกจาก อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย และภูฏาน มาไว้บนเวทีเดียว เพื่อแลกเปลี่ยนพลังความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ทางดนตรีที่หลากหลาย โดยปีนี้ภูมิจิตได้รับเลือกเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวจากประเทศไทย ร่วมแสดงสดแบบเต็มโชว์ตลอดสองวันของงาน 
เรื่องราวกับวง ‘ภูมิจิต’ (Poomjit) ภูมิจิตเป็นวงป็อปที่เล่นดนตรีเพลงแนวร็อกไปพร้อมๆ กัน พวกเขามีสมาชิก 4 คนด้วยกัน โดยเริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2003 มีสมาชิกประกอบไปด้วย 

 พุฒิ (Put) – นักร้องนำ 

กานต์ (Karn) – กีตาร์ 

แม็กซ์ (Max) – กลอง 

บอม (Bom) – เบส 

ผลงานสำคัญของวง 

Found and Lost (2008) 
อัลบั้มเปิดตัวที่ผสานร็อกและชูเกซ พร้อมเนื้อหาเข้มข้น โดยมีไฮไลต์คือเพลงยาว 10 นาที “ทุกวันนั้น” 

Bangkok Fever (2012) 
อัลบั้มที่เปิดซาวด์ใหม่ๆ ให้วงการดนตรีไทยในช่วงเวลานั้น ด้วยส่วนผสมของร็อก, โพสต์พังก์ และกลิ่นอายเสียงเครื่องดนตรีจากอีสาน พาวงขึ้นเป็นเฮดไลน์ในเทศกาลใหญ่ เช่น Fat Festival, Big Mountain และ โคตรอินดี้ 

Midlife (2018) 
อัลบั้มคอนเซปต์ที่เล่าชีวิตมนุษย์เงินเดือนแบบร่วมสมัย พร้อมเพลงดัง “ชีพจร” ที่นำทำนองไทยยุค 80’s มาตีความใหม่ให้เป็นรูปแบบที่ทุกคนฟังง่ายและเข้าถึง  

ปัจจุบันในปี 2025 วงกำลังทดลองซาวด์ใหม่ๆ สำหรับอัลบั้มถัดไป พร้อมทั้งเริ่มเดินทางสู่เวทีระดับนานาชาติมากขึ้น  

การได้ขึ้นเวทีในประเทศภูฏานครั้งนี้ นอกจากจะเป็นครั้งแรกของวงแล้ว ยังเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ภูมิจิตได้พาดนตรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของไทยไปสู่ผู้ฟังใหม่ๆ จากหลากหลายประเทศในเอเชีย โดยวงตั้งใจจะนำโชว์ที่เข้มข้นและสะท้อนตัวตนอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างประสบการณ์สดที่ดีที่สุดให้กับผู้ชมในงานเทศกาลครั้งนี้ 

แฟนเพลงสามารถติดตามความเคลื่อนไหว ภาพเบื้องหลังการเดินทาง และบรรยากาศงานจริงได้ทาง 
Instagram: @poomjitband 
Facebook: poomjitband 

ภูมิจิตพร้อมแล้วที่จะร่วมสร้างสีสันบนเวที Asia Rock Fest 2025 และพาดนตรีไทยไปสู่โลกกว้างอย่างภาคภูมิใจ

‘อั้ม อธิชาติ – จ๋า ณัฐฐาวีรนุช’ 2 กูรูด้านสุขภาพ ชวนคนไทยห่างไกลน้ำตาลต้านโรค

'อั้ม อธิชาติ - จ๋า ณัฐฐาวีรนุช' 2 กูรูด้านสุขภาพ ชวนคนไทยห่างไกลน้ำตาลต้านโรค

‘อั้ม อธิชาติ – จ๋า ณัฐฐาวีรนุช’ 2 กูรูด้านสุขภาพ ชวนคนไทยห่างไกลน้ำตาลต้านโรค

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.27 น.

เป็นต้นแบบของคนดังที่ดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง สำหรับพระเอกดังที่ผันตัวเองมาทำธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ “ดร.อั้ม อธิชาติ ชุมนานนท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อทิสเมด โกลบอล จำกัด เจ้าของแบรนด์ อทิส อัมริท ล่าสุดจับมือกับ “ดร.จ๋า ณัฐฐาวีรนุช ทองมี” หรือที่หลายคนรู้จักกันในนาม “วีเจจ๋า” มาร่วมแชร์ความรู้และประสบการณ์ด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย ในหัวข้อ “ปรับ LIFESTYLE BALANZ ชีวิต พิชิตเบาหวาน” ใน งาน “Roadshow Good Health Great Heart เฮลธ์ตี้ทั้งตัว หัวใจแฮปปี้” ภายในงานยังมีแพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคเบาหวานมาร่วมพูดคุยด้วย อาทิ ดร.นพ.ธรรณวัฐ วัฒนาเศรษฐ์” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Anti-Aging and Regenerative Medicine โรงพยาบาลเกษมราษฏร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รัตนาธิเบศร์  ศ.เกียรติคุณ  นพ.สุรัตน์ โคมินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเบาหวาน

 “เพราะความหวานต้องพอดี ในช่วงของเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งตรงกับวันเบาหวานโลก ในทุกวันนี้เรื่องของปัญหาน้ำตาลเกิน หรือโรคเบาหวาน เป็นปัญหาใหญ่ของโลกเราเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยของเราเอง ซึ่งมีผู้ป่วยเบาหวาน มากถึง 5 ล้านคน หรือ 10% ของประชากรโลก ในวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ ร่วมกับคุณหมอโรงพยาบาล        เกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รัตนาธิเบศร์ มาร่วมให้ข้อมูลในการดูแลสุขภาพ และเคล็ดลับจากคุณหมอ ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน การดูแลควบคุมตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงน้ำตาลเกิน และพบกับ “วีเจจ๋า” กูรูด้านสุขภาพ มาร่วมแชร์การเปลี่ยนแปลงตัวเองเรื่องสุขภาพ และในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ เป็นวันเบาหวานโลก พบกันที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก ร่วมกับคุณหมอ ที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก ผมอยากชวนทุกคนหันกลับมาดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ครับ ดูแลเพื่อสุขภาพของเราเอง เพื่อคน   ที่เรารัก และเพื่อไม่ให้ตัวเรากลายเป็นภาระของใครในอนาคต สุขภาพดีเริ่มต้นได้ที่ตัวเราเอง และไม่เคยสายเกินไปครับ อย่างแบรนด์ Atis ของเรา เรามี S Balance by Atis Amarit ที่ผลิตออกมาเพื่อดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะเช่นกัน โดยเราต่อยอดมาจากสมุนไพรไทย คือมะระขี้นก และ ใบมะรุม และใช้นวัตกรรม Phytoextraction ทำให้ได้ความเข้มข้นที่สูง ช่วยดูแลเรื่องน้ำตาลในระบบเลือด ช่วยดูแลเรื่องการอักเสบภายใน ช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย เบาหวานเป็นโรคน่ากลัวอย่าชะล่าใจดูแลตัวเองก่อนที่จะเป็นครับ” ดร.อั้ม อธิชาติ กล่าว

“หลายคนอาจมองว่าการดูแลสุขภาพคือการ ‘อด’ แต่สำหรับจ๋าแล้ว สุขภาพดีไม่ใช่การอดอาหารเลยค่ะ มันคือการเข้าใจร่างกายของตัวเอง ว่าเราต้องการอะไร กินได้แค่ไหน และต้องบาลานซ์อย่างไรให้เหมาะกับชีวิตประจำวันของเรา   ก่อนหน้านี้จ๋าเองเคยเป็นคนที่กลัวคาร์บ กลัวข้าว กลัวน้ำตาล เพราะคิดว่ากินแล้วจะอ้วน จ๋าเข้าใจว่า ร่างกายของคนเราต้องการสารอาหารครบทุกหมู่ คาร์โบไฮเดรตไม่ใช่ผู้ร้ายค่ะ แต่เราต้องเลือกชนิดที่ดี และรู้ว่าร่างกายเราใช้พลังงานเท่าไหร่ ในแต่ละวัน ทุกวันนี้จ๋ามีโควต้ากินข้าวได้วันละประมาณ 1 กิโลกรัมเลยนะคะ หลายคนตกใจ แต่จริง ๆ แล้วมันคือปริมาณ   ที่สมดุลกับพลังงานที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะเราออกกำลังกายสม่ำเสมอ ร่างกายเลยเผาผลาญได้ดี สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การ ‘ห้าม’ แต่คือการ ‘จัดสมดุล’ ให้ทุกอย่างพอดีกับเราจ๋าอยากให้ทุกคนรู้ว่า เราไม่ต้องกดดันตัวเองเพื่อจะผอม ไม่ต้องอดเพื่อให้ดูดี แต่ให้โฟกัสที่การมีสุขภาพที่แข็งแรงจากภายใน มันสวยแบบยั่งยืนและมีความสุขกว่ามากค่ะ สุขภาพดีคือเรื่องของ ‘สติ’ ในการกิน และ ‘ความเข้าใจ’ ในตัวเองค่ะ เมื่อเราบาลานซ์ชีวิตได้ ทั้งอาหาร การพักผ่อน และการออกกำลังกาย จ๋าเชื่อว่าร่างกายจะตอบแทนเราด้วยความสวยจากภายในที่แท้จริง” ดร.จ๋า ณัฐฐาวีรนุช กล่าว

สำหรับงาน “Roadshow Good Health Great Heart เฮลธ์ตี้ทั้งตัว หัวใจแฮปปี้” จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้คนไทยหันมาดูและสุขภาพกระตุ้นการออกกำลังกาย และในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เนื่องในวันเบาหวานโลก   ดร.อั้ม อธิชาติ ชุมนานนท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อทิสเมด โกลบอล จำกัด เจ้าของแบรนด์          อทิส อัมริท จะไปร่วมแชร์ประสบการณ์เรื่องการดูแลสุขภาพอีกครั้ง ในงาน Be Sweet,Be Well สุขได้ทุกวัน      แม้เป็นเบาหวาน เวลา 11.00-13.00 น.  ณ ห้องประชุม โรงพยาบาลทหารผ่านศึก อาคาร 2 ชั้น 2

‘กรีนเวฟ’ ส่งมอบผ้าห่ม 500 ผืน กับ ‘หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569’

‘กรีนเวฟ’ ส่งมอบผ้าห่ม 500 ผืน กับ ‘หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569’

‘กรีนเวฟ’ ส่งมอบผ้าห่ม 500 ผืน กับ ‘หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569’

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยังคงเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญสำหรับ กรีนเวฟ 106.5 เอฟเอ็ม ที่ปีนี้ยังคงร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569” ที่จัดโดย สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย ครั้งนี้มี ดีเจโบ ธนากร ชินกูล ร่วมเป็นตัวแทนชาวกรีนเวฟร่วมงานแถลงข่าวและส่งมอบผ้าห่มจำนวน 500 ผืนให้กับผู้ประสบภัยหนาวในจังหวัดชัยภูมิ  โดยผ้าห่มทุกผืนผลิตจากการรีไซเคิลขวดน้ำดื่มพลาสติก  นอกจากช่วยคลายหนาวให้ชาวชัยภูมิแล้วยังช่วยคลายร้อนให้โลก   อีกด้วย นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อรอยยิ้มและกำลังใจไปพร้อมกัน

‘จูน กษมา’พร้อมเล่าประสบการณ์ถูก ‘เปิ้ล นาคร’บอกเลิกทำให้ขาดสติถึงขั้นคิดโดดตึก!

‘จูน กษมา’พร้อมเล่าประสบการณ์ถูก ‘เปิ้ล นาคร’บอกเลิกทำให้ขาดสติถึงขั้นคิดโดดตึก!

‘จูน กษมา’พร้อมเล่าประสบการณ์ถูก ‘เปิ้ล นาคร’บอกเลิกทำให้ขาดสติถึงขั้นคิดโดดตึก!

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อ เปิ้ล นาคร – จูน กษมา มารายการ Club Friday Show เผยเป็นคนที่เคยรู้สึกขาดความอบอุ่นในครอบครัวได้มาสร้างครอบครัวด้วยกัน… “เพิ่งได้รู้ว่าการมีครอบครัวมันดีแบบนี้เองเหรอ…” พร้อมเล่าประสบการณ์ถูก เปิ้ล บอกเลิกทำให้ขาดสติถึงขั้นคิดโดดตึก! “พร้อมเผยเคล็ดลับทะเลาะกันแทบตาย แต่สุดท้ายลูก 4 !? โควิดทำพิษ! สามีใช้เงินหมด ทะเลาะหนักจนเกือบเลิกกัน!! ทั้งคู่จับมือกันผ่านวิกฤตครอบครัวครั้งนั้นมาได้อย่างไร ปัญหาเรื่องมือที่ 3 ไม่เคยเกิดขึ้นกับบ้านนี้… เพราะ “จับไม่ได้” หรือ “ไม่เคยคิดนอกใจ”

ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวตั้งแต่ 14 ต้องเจอกับอะไรบ้าง

เปิ้ล นาคร : ทุกทุกอย่างขโมยจักรยาน ขโมยสายไฟ โดนยิง ตีรันฟันแทงทุกอย่างที่วัยรุ่นเขาอยากทำผมทำหมดเลย

จูน กษมา : เป๋ไปแล้ว แต่กลับมาได้ จูนก็อยู่เองมาตั้งแต่ 2 ขวบเหมือนกันอยู่โรงเรียนประจำตั้งแต่ตอนนั้นจนเข้ามหาวิทยาลัยเรากลายเป็นว่าเราไม่สนิทกับพ่อกับแม่ นั่นแหละ !! คืออย่างหนึ่งที่พอเรามีลูกเราขาดเหรอ

เปิ้ล นาคร เราอยากรู้ว่าเวลา พ่อแม่ลูก อยู่กันพร้อมหน้าแล้วเป็นยังไงนะ พอเรามีลูกตอนนี้ 15 ปีแล้ว พ่อแม่อยู่ด้วยกันแล้วลูกอยู่ด้วย แล้วเล่นกัน หัวเราะกัน กินข้าวด้วยกันมันดีอย่างนี้เหรอ

ใช้เวลาดูใจกันถึง 7 ปี

จูน กษมา : คือตอนนั้น จูน ไม่มีเรื่องในหัวไม่มีเรื่องแต่งงาน ไม่มีเรื่องมีลูกเลยเป็นเด็กอยู่ไปวันๆอยู่ไปเรื่อย เขาเป็นคนจูงทุกเรื่องเลยตอนนั้นเหมือนเขาเป็นพ่อเราเลย

เปิ้ล นาคร เราก็บอกว่าไม่ไหวแล้วนะจูนนี่ปีที่ 7 แล้วนะ ถ้าจูนเรียนไม่จบเราเลิกกันนะ พอเราบอกว่าเลิกเขาเสียใจกระโดดตึกเลย

ตอนนั้นกระโดดเรียกร้องความสนใจหรือว่าเอาตายเลย

จูน กษมา : เอาตายเลย

เป็นคู่ที่มีความต่างแต่ทะเลาะกันน้อยมาก

จูน กษมา : คือเวลาจูนแหกปาก จูน แหกปากคนเดียวเขาหูทวนลม เขาหูดับมากเขาไม่โต้ตอบ ไม่พูด ไม่เถียงไม่อะไรเลย ต่อให้เราแว้ดๆเสร็จแล้วเราเงียบของเราเอง เราไปของเราเองแล้วเรากลับมายังไม่รู้เลยว่ากำลังแหกปากด่าอยู่แล้วเราเหนื่อยไง

เปิ้ล นาคร ขับรถอยู่บ่นๆเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาทำไมขับเร็วจะรีบไปไหน ทำไมขับช้าเดี๋ยวก็ไปไม่ถึงแล้วเวลาเปิดไฟเลี้ยว เนี่ยเปิดไฟเลี้ยวทำไม ทำไมไม่ปิดไฟเลี้ยวอีกตั้งนานกว่าจะถึง เราก็อะไร

เขาเคยใจเย็นจนเราโมโหไหม

จูน กษมา : รำคาญมาก

ไม่เคยทะเลาะกันเลย แต่โควิดทะเลาะกันหนัก

เปิ้ล นาคร ตอนนั้นเครียดมากหลายคนบอกว่าพี่เปิ้ลต้อง Scale down อันไหนที่ไม่จำเป็นตัดทิ้งให้หมด พนักงานเป็นร้อยคนแล้วเราจะตัดเขาได้ยังไง

จูน กษมา : เริ่มเอาเงินในบ้านจนใกล้จะหมดไม่พอเริ่มไปยืมเงินคนอื่น เราก็บอกว่ามันไม่ใช่แล้ว มันผิดแล้ววิธี มันม่ถูกต้องแล้วก็เริ่มตีกัน

เปิ้ล นาคร จูนก็พี่เปิ้ลพอได้หรือยัง ตอนนั้นนั่งร้องไห้กันอยู่สองคน

เป็นคู่ที่ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรก็ตาม แต่ปัญหาเรื่องมือที่สามไม่เคยเกิดกับบ้านนี้เลย

เปิ้ล นาคร คืออาจจะเพราะว่าเราแต่งงานช้าแล้วเราอิ่มแล้ว เรารู้สึกว่ามันพอแล้ว ตอนนั้นแต่งประมาณ 40 กว่าผมนะ ผมรู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องมีใครอีกแล้ว ถ้าเราไปนั่งกุ๊กกิ๊กกับผู้หญิงที่ไหนตาย พี่เปิ้ลไม่เคยทำให้เขาระแวงเลย

’42 ปี จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่’ รวมพลังศิลปิน–นักแสดงส่งต่อแรงบันดาลใจ

'42 ปี จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่' รวมพลังศิลปิน–นักแสดงส่งต่อแรงบันดาลใจ

’42 ปี จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่’ รวมพลังศิลปิน–นักแสดงส่งต่อแรงบันดาลใจ

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อบอวลไปด้วยพลังแห่งความสุข เมื่อ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 42 ปีแห่งการเดินทาง ภายใต้แนวคิด มาร่วมเดินทางต่อ… ไปด้วยกัน ด้วย “พลังบวก” ของพวกเรา “GO TOGETHER WITH POSITIVE SYNERGY” ซึ่งอบอุ่นและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ สะท้อนถึง “พลังบวกของคนแกรมมี่” ที่ไม่เพียงรวมพลังกัน เพื่อสร้างความสุขผ่านเสียงเพลงและผลงานที่สร้างสรรค์ แต่ยังส่งต่อ “แรงบันดาลใจ” ให้แก่ผู้คนรอบข้างและสังคม
นำโดยคณะผู้บริหาร ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)บุษบา ดาวเรือง, กิตติศักดิ์ ช่วงอรุณ, ฟ้าใหม่ ดำรงชัยธรรม, ระฟ้า ดำรงชัยธรรม, อิงฟ้า ดำรงชัยธรรม, ฟ้าฉาย ดำรงชัยธรรม, อรุยา พุทธินันทน์, สิดารัศมิ์ พุทธินันทน์, สุวิมล จึงโชติกะพิศิฐ, สันติสุข จงมั่นคง, พรพิชิต พัฒนถาบุตร, สมศรี พฤทธิพันธุ์, นรัญจ์ พุ่มศิริ, เดียว วรตั้งตระกูล, สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา และสถาพร พานิชรักษาพงศ์

พร้อมทั้งศิลปินรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ นำทีมโดยซูเปอร์สตาร์ เบิร์ด ธงไชย, ครูสลา คุณวุฒิ, ตู่ นันทิดา, นิโคล เทริโอ, นัท มีเรีย, เบล ไชน่าดอลล์, หว่าหวา ไชน่าดอลล์, เพลง ชนม์ทิดา, พลพล, ทิกเกอร์ อชิระ, SAMUI, Klear, ก้านตอง, เปาวลี พรพิมล, มีนตรา อินทิรา, เอิ้นขวัญ วรัญญา, ลำเพลิน, เต๋า ภูศิลป์, กานต์ ทศน, แป้งร่ำ ศิวนารี, โบนัส ภัทรธิรา, ลำยอง หนองหินห่าว, มิ้วส์เชค อรภัสญาน์, แช่ม แช่มรัมย์, แสน นากา, เจ แจสเปอร์, Par-T, Deephordee, เล็ก รัชเมศฐ์, บักฟ้า ชฎาพร, แพร ชนา, เต๋า ทัศนัย, เอม เอมปวีร์, รามี่, กวาง ดวงฤทัย, Full, Good Mood, MY EYES,First (Firzter), พอส (Yes Indeed), บีม – จา (De flamingo), กัน Clockwork Motionless, FAVIQ, CHERIS, คริส – อิม ALALAไม่เพียงเท่านั้น… ยังมี นักแสดงจากช่อง ONE31 ,นักแสดงจาก CHANGE2561 ,นักแสดงจาก GMMTV ,ดีเจจาก GMM MEDIA

ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม เปิดเผยว่า “ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความสามารถมากมาย ทั้งนักแต่งเพลง นักเขียนบทละคร และนักแสดง รวมถึงทรัพยากรในอุตสาหกรรมบันเทิงที่พร้อม ดังนั้นเราคือ พาหนะสำคัญในการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศให้ออกไปประจักษ์ในต่างประเทศ จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยอาศัยประสบการณ์กว่า 40 ปี ที่ยังคงยึดมั่นในความรักและความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์ผลงานดีๆ เพื่อมอบให้แก่ผู้ชม”

เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ เปิดเผยว่า “ชีวิตของเบิร์ดกับแกรมมี่ มันคือชีวิตเดียวกัน ผูกพันกันมายาวนานมาก เหมือนครอบครัวเดียวกัน เบิร์ดรู้สึกว่า ไม่ว่าแกรมมี่จะมีอะไรให้ทำ เบิร์ดก็พร้อมเต็มที่เสมอ เพราะสิ่งหนึ่งที่อยู่ในแกรมมี่ตลอด คือ พลังบวก ของคนที่นี่ ที่ส่งต่อถึงกันจนกลายเป็นแรงใจให้เบิร์ด และเชื่อว่ามันจะเป็นพลังดีๆ ให้เราจะเดินทางต่อไปด้วยกันครับ”

นัท มีเรีย เปิดเผยว่า “ปีที่ 42 ของแกรมมี่ ถือเป็นการเดินทางอันยาวนานที่อยู่เคียงคู่คนไทยมาตลอด และยังคงสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพให้กับผู้ชมอย่างต่อเนื่อง ขอบคุณทีมงานแกรมมี่ทุกคนที่ร่วมกันผลักดันไม่ว่าจะเป็นละครหรือเพลง ให้เป็นสิ่งที่จรรโลงใจและขับเคลื่อนชีวิตของผู้คนต่อไปได้ อย่างน้อยขอให้เพลงของเราอยู่ในใจทุกคนค่ะ”

นิโคล เทริโอ เปิดเผยว่า “หากไม่มีแกรมมี่ ก็อาจไม่มีนิโคล เราผ่านอะไรมาด้วยกันมากมาย ตั้งแต่ยุคเทป ยุค MP3 จนถึงยุคสตรีมมิ่ง ผ่านทุกช่วงเวลาของวงการเพลงซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จึงอยากจะเป็นกำลังใจให้กับวงการเพลงและอยากให้ทุกคนช่วยกันสนับสนุนศิลปินไทย”

‘ธัญญ่า อาร์สยาม’เปิดอาการเบื้องต้น คอขยับไม่ได้ ตรวจพบ’หมอนรองกระดูกฉีกขาด’

'ธัญญ่า อาร์สยาม'เปิดอาการเบื้องต้น คอขยับไม่ได้ ตรวจพบ'หมอนรองกระดูกฉีกขาด'

‘ธัญญ่า อาร์สยาม’เปิดอาการเบื้องต้น คอขยับไม่ได้ ตรวจพบ’หมอนรองกระดูกฉีกขาด’

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.34 น.

ธัญญ่า อาร์สยาม แอดมิตด่วน หลังตรวจพบ “หมอนรองกระดูกฉีกขาด” แพทย์สั่งพักงานยาว เผยอาการเบื้องต้นก่อนถูกหามส่งโรงพยาบาล

ทำเอาแฟนๆ เป็นห่วงอย่างหนัก เมื่อนักร้องลูกทุ่งสาวชื่อดัง “ธัญญ่า อาร์สยาม” หลังต้องเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นการด่วน เนื่องจากมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง และไม่สามารถขยับคอได้ โดยเจ้าตัวได้ออกมาโพสต์อัปเดตอาการและผลตรวจ MRI (Magnetic Resonance Imaging) 

ธัญญ่า เผยถึงอาการป่วยที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยระบุว่า เมื่อสองวันก่อนมีอาการปวดศีรษะหนัก และอาการเริ่มรุนแรงขึ้นในช่วงกลางคืน จนรู้สึกเหมือนมีอะไรมาเสียบขึ้นที่คอและศีรษะ เมื่อตื่นเช้ามาจึงไม่สามารถขยับคอได้เลย ทั้งหันซ้ายและขวา จนต้องรีบเข้าโรงพยาบาล “เมื่อร่างกายปิดสวิตซ์…ปวดแบบจะขาดใจ ปวดแบบร้องไห้ อย่าให้ร่างกายต้องสักพักเอง” ธัญญ่า ระบุในอินสตาแกรมส่วนตัว

ล่าสุด 14 พ.ย.68 นักร้องสาวได้อัปเดตผลการตรวจอย่างละเอียดด้วย MRI โดยพบว่าเธอมีอาการ “หมอนรองกระดูกฉีกขาด” ซึ่งคุณหมอระบุว่าสาเหตุเกิดจากการ ใช้งานหนักในส่วนของการใช้ชีวิต ทั้งการนั่ง การทำงานต่างๆ รวมถึงความเครียดสะสม โดยแพทย์ได้ทำการฉีดยาสเตียรอยด์เพื่อบรรเทาอาการปวดและสั่งให้พักรักษาตัวและงดกิจกรรมต่างๆ เป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อรอให้แผลที่กระดูกสมาน

ถึงจะต้องพักรักษาตัวให้หายดีก่อน แต่ ธัญญ่า ก็บอกว่า “อยากขายของ (ทำงาน) แต่ตอนนี้ขอเอาร่างกายตัวเองก่อน ขอบคุณทุกความห่วงใยนะคะ” ท่ามกลางกำลังใจจากเพื่อนร่วมวงการและแฟนเพลงที่หลั่งไหลเข้ามาอวยพรให้หายป่วยโดยเร็ว

มิสยูนิเวิร์สกัมพูชาลั่น’จะไม่ยอมแพ้’ หลังถูกชาวเน็ตบูลลี่จนร้องไห้

มิสยูนิเวิร์สกัมพูชาลั่น'จะไม่ยอมแพ้' หลังถูกชาวเน็ตบูลลี่จนร้องไห้

มิสยูนิเวิร์สกัมพูชาลั่น’จะไม่ยอมแพ้’ หลังถูกชาวเน็ตบูลลี่จนร้องไห้

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.32 น.

14 พฤศจิกายน 2568 เกิดกระแสวิจารณ์ในโลกออนไลน์ หลัง “ไท เนียรี โสเจียตา” หรือ “ฟิยาตา” มิสยูนิเวิร์สกัมพูชา ออกมาตอบโต้ชาวเน็ตไทยที่เขียนข้อความดูถูกและล้อเลียนเป็นภาษาไทย จากกรณีไม่ถอดรองเท้าเมื่อต้องเข้าสู่อาคารระหว่างทำกิจกรรมการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2025

ชาวเน็ตบางรายแสดงความเห็นรุนแรง เช่น “กลับกัมพูชาไปเถอะ” “สร้างดราม่าเรียกคะแนน” ซึ่งทำให้ฟิยาตาได้รับผลกระทบทางจิตใจจนถึงขั้นหลั่งน้ำตา

ฟิยาตาโพสต์ตอบกลับด้วยว่า “ไม่ต้องกังวล อีกไม่นานเราจะได้พบกันอีกครั้ง แม้ว่าจะมีบางอย่างที่กระทบใจฉัน เชื่อฉันเถอะ ยิ่งฉันโดนมากเท่าไหร่ โลกก็จะยิ่งมองฉันในฐานะชาวกัมพูชามากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะไม่มีวันถอย ฉันจะเดินต่อไป ทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด และพยายามให้ดีที่สุด เราจะได้พบกันอีกครั้งในเร็วๆ นี้”

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นางงามจากหลายประเทศออกมาส่งกำลังใจอย่างล้นหลาม เช่น มิสยูนิเวิร์สเม็กซิโก “ฟาติมา บอช” โพสต์ภาพคู่พร้อมข้อความว่า “คุณคือนางงามที่สวยที่สุด ขอให้เปล่งประกายต่อไป”

ทั้งนี้ การประกวด มิสยูนิเวิร์ส 2025 ครั้งที่ 74 จะจัดขึ้นที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งฟิยาตายังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ตัวแทนกัมพูชาต่อไปท่ามกลางแรงกดดันในโลกออนไลน์