บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ทาสโรมันกับสิงโต

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ทาสโรมันกับสิงโต

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ทาสโรมันกับสิงโต

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

              กว่าสองพันปีมาแล้ว ขณะที่อาณาจักรโรมันกำลังรุ่งโรจน์ โดยมีกรุงโรมเป็นเมืองหลวง มีทาสแอฟริกันหนุ่มนามว่า อันโดรเคลส (Androcles) เขาต้องทำงานหนักและถูกปฏิบัติอย่างทารุณจากนายเงินผู้ใจจืดใจดำ จนวันหนึ่งอันโดรเคลสตัดสินใจเสี่ยงชีวิต หนีออกจากเมืองมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึกเพื่อหาอิสรภาพ

              ขณะที่เขากำลังพักเหนื่อยซ่อนตัวในถ้ำแห่งหนึ่ง อันโดรเคลสต้องตกใจสุดขีดเมื่อเผชิญหน้ากับสิงโตตัวมหึมา ที่เขาพยายามจะวิ่งหนี แต่สังเกตเห็นว่าสิงโตตัวนั้นนอนดิ้น ส่งเสียงร้องครางด้วยความเจ็บปวดและยื่นอุ้งเท้าหน้ามาข้างหน้าอย่างน่าเวทนา ด้วยความเมตตา อันโดรเคลสจึงเข้าไปดูใกล้ๆ พบว่ามี “หนามแหลมขนาดใหญ่” ปักลึกอยู่ที่อุ้งเท้าของมันจนบวมเป่ง เขาจึงรวบรวมความกล้าแล้วค่อยๆ ดึงหนามนั้นออกให้อย่างเบามือ สิงโตใช้ลิ้นเลียมืออันโดรเคลสแสดงความขอบคุณ

              ตั้งแต่นั้นมา ทั้งทาสหนุ่มและเจ้าป่าก็กลายเป็นเพื่อนรักกัน และทั้งคู่ก็ได้อาศัยอยู่ในถ้ำนั้นอย่างสงบสุข ก่อนที่จะแยกย้ายกันไป 

              ต่อมาอันโดรเคลสถูกทหารโรมันจับตัวได้ ในสมัยนั้นทาสที่หลบหนีเจ้านายจะถูกลงโทษอย่างรุนแรงด้วยการ “โยนให้สัตว์ร้ายกิน” ต่อหน้าสาธารณชนในสนามโคลอสเซียม เมื่อวันตัดสินมาถึง ทาสอันโดรเคลสถูกส่งลงไปกลางสนามอันกว้างใหญ่ เมื่อประตูกรงก็เปิดออก สิงโตที่ถูกขังอดอาหารหลายวันจนหิวโหยและดุร้ายตัวหนึ่งคำรามเสียงกึกก้อง แล้วกระโจนออกมาอย่างบ้าคลั่ง

              แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น! เมื่อสิงโตเข้ามาใกล้ แทนที่จะตะปบเหยื่อ มันกลับหมอบตัวลง แล้วเลียมือของอันโดรเคลส ด้วยความรักเหมือนแมวเชื่อง

              กษัตริย์โรมันและผู้ชมทั่วทั้งสนามต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น กษัตริย์จึงเรียกอันโดรเคลสไปซักถาม เมื่อทรงทราบเรื่องราวความเมตตาที่อันโดรเคลสมีต่อสัตว์และความกตัญญูของสิงโต กษัตริย์ทรงประทับใจมากจึงให้ปล่อยอันโดรเคลสเป็นอิสระ ไม่ต้องเป็นทาสอีกต่อไป และสิงโตตัวนั้นก็ถูกปล่อยกลับคืนสู่ป่าตามธรรมชาติ

              จักรพรรดิ ได้เห็นความกตัญญูของสิงโตที่มีต่อแอนโดรเคิล จึงมีความยินดีในการทำดีของแอนโดรเคิล (ปัตตานุโมทนามัย) แล้วปล่อยให้แอนโรเคิลและสิงโตเป็นอิสระ โดยมีฝูงชนร่วมอนุโมทนาด้วย                          

              นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: “การช่วยเหลือคนหรือสัตว์ที่ตกอยู่ในภาวะยากลำบาก เป็นความดีที่ควรสรรเสริญ” 

              เรียบเรียงจากนิทานโรมันโบราณและนิทานอีสป เรื่อง ทาสกับสิงโต (The Slave and the Lion) ซึ่ง เบอร์นาด ชอว์ (George Bernard Shaw) นำมาเขียนเป็นบทละครเสียดสีสังคม แต่ไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่

อาทร จันทวิมล

คุณแหน : 4 เมษายน 2569

คุณแหน : 4 เมษายน 2569

คุณแหน : 4 เมษายน 2569

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ขอเริ่มข่าวแรก ด้วยการบอกบุญให้แก่พี่น้องคนไทยร่วมชาติ ทั้งนี้ได้รับข่าวสารมาจาก นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลอุ้มผาง ซึ่งได้เปิดใจว่า โรงพยาบาลอุ้มผาง มีวิกฤตการเงินมาตลอดหลายสิบปี ทว่าตั้งแต่ ต.ค.2568 เป็นต้นมา เรียกว่า”วิกฤตที่สุด” ในรอบ 35 ปี ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรเงินต่างๆลดลงหมด ยิ่งเผชิญภาวะวิกฤตพลังงานจากสงคราม รพ.ได้รับผลกระทบหนักชนิดไม่สามารถจ่ายเงินเดือน ค่าตอบแทนบุคลากร รพ.ได้แล้ว ในเดือน เม.ย.ปีนี้ ส่วนการบริหารจัดการต่างๆจากเงินที่มีอยู่คาดว่า จะบริหารได้ไม่เกิน 6 เดือนจากนี้ …ค่าใช้จ่ายของ รพ.ทั้งเงินเดือน ค่าตอบแทน ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ค่าออกซิเจน และอีกหลายอย่างเฉลี่ยเดือนละ 12.4 ล้านบาท แต่ตอนนี้มีเงินอยู่ 3 ล้านบาท จึงไม่พอ นี่ยังไม่รวมหนี้เก่าอีก 50 ล้านบาท อย่างหนี้ค่ายา เป็นต้น…ในฐานะที่เป็นคนไทยเห็นปัญหาขาดแคลนของโรงพยาบาล ที่พึ่งของผู้ป่วยแล้ว รู้สึกเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง จึงขอเชิญชวนให้ผู้มีจิตเป็นกุศล ได้ร่วมกันบริจาคช่วย โรงพยาบาลอุ้มผาง ทั้งกองทุนยา และอาหารผู้ป่วย ดังนี้ : ชื่อบัญชีเงินบำรุงโรงพยาบาลอุ้มผาง ธนาคารออมสินสาขาอุ้มผาง เลขที่บัญชี 020-1333-88387 และ ชื่อบัญชี เงินบำรุงโรงพยาบาลอุ้มผาง (อาหารผู้ป่วย) เลขที่ 020-0522-75417 …ขออนุโมทนาบุญในครั้งนี้ด้วย…
  • เนื่องในโอกาสประเพณีวันสงกรานต์ ประจำปี 2569 สมาคมศิษย์เก่าสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอเชิญศิษย์เก่าทุกรุ่น ร่วมงาน รดน้ำดำหัวขอพรคณาจารย์และรุ่นพี่อาวุโส ในวันที่ 17 เม.ย.เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ที่ห้องประชุมชั้น 2 กรมประชาสัมพันธ์ ซ.อารีย์สัมพันธ์ กรุงเทพฯ สำหรับคณาจารย์ที่มาร่วมงาน อาทิ รศ.สดศรี เผ่าอินจันทร์ ,ผศ.นาฎยา ตนานนท์ , พ.อ.หญิง มาลัยวัลย์ แสงสุวรรณ์ , พล.ร.ต.หญิง สุรัชฎา ชลออยู่ และ ผศ.ดร.ศุภฤกษ์ โพธิไพรรัตนา…นอกจากนี้ จะมีการเลือกตั้งนายกสมาคมฯคนใหม่ แทน ชลวิทย์ สุขอุดม ที่ครบวาระในปีนี้ด้วย…ศิษย์แมสซ่า มช.ที่สนใจเข้าร่วมงาน สอบถามรายละเอียดได้ที่ เคน : โทร 081-314-4777 , ต้อม : โทร 081-593-9166 , อ้อม : โทร 081-644-3240 ข่าวว่า มีรางวัลสำหรับรุ่นที่มามากที่สุดอีกต่างหาก…
  • เพราะถึงวัยเลย 60 มาหลายปีแล้ว ต้องหาความสุขให้กับตัวเองบ้าง ปราโมท ห่านวิไล เกี่ยวก้อยภรรยาสุดเลิฟ ดร.นงนาถ บินไปชื่นชมดอกซากุระบานที่เกียวโตและท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆอีกหลายแห่ง อยู่ขณะนี้ … 
  • พล.ร.ต. กฤษดิ์กมล กีรติบุตร ศิษย์เก่าสิงห์ดำ รัฐศาสตร์ จุฬาฯ 2519 เตรียมรับไม้ต่อจากพี่ๆรุ่น 2518 จัดงานฯ ในโอกาสที่เรียนจบกันมา 50 ปี…
  • มีบ้านอยู่แม่ริม เชียงใหม่ อารดา โกศลตระกูล ได้รับผลกระทบจากฝุ่นพิษจิ๋วขณะนี้มากจริงๆ…
  • ส่วน อิ่มทิพย์ ซูฮาร์โต้ อยู่บันดุง อินโดนีเซีย บอกที่นี่ใช้น้ำมันจากไบโอดีเซล ไม่กระทบน้ำมันขึ้นราคา…ขอแสดงความยินดีด้วย…
  • ระหว่างหลานทั้งสองปิดเทอม คุณปู่ คุณย่า สนธิ-รัชนี เอมะรุจิ มีทริปพา หลานเอวา กับ หลานอคิณ ไปญี่ปุ่น มีครอบครัวคุณพ่อคุณแม่ของหลานๆร่วมทริป…เปลี่ยนที่ซนกันนะลูกหลาน…
  • ม.ล. นิรมล ศรีธวัช พร้อมครอบครัว ในราชสกุล ”ศรีธวัช” ได้เข้าร่วมเป็นเจ้าภาพงานสวดพระอภิธรรมประจำวัน ถวายแด่ สมเด็จพระพันปีหลวงฯ เมื่อ วันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา…
  • ดร.จันทรวิภา ธนะโสภณ นัดเพื่อนๆราชินี 63 ร่วมรุ่นรวม 20 คน จองโต๊ะยาว ไปทานข้าวแช่ที่ Royal River ในวันหยุดราชการ 6 เม.ย.นี้… ่มอร่อยบอกต่อ…
  • เพื่อนๆ รุ่น 93 วัฒนาวิทยาลัย ห่วงใยเพื่อนสองคนที่เดินเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น เช่น รุ่งนภา จักรพันธ์ฯ ช่วงนี้มาทำกายภาพบำบัดที่รพ.สมิติเวช…อีกคนคือ ขนิษฐา สุนทรปักษิน ล่าสุด ผ่าตามาแล้ว คราวนี้เข้าผ่าเข่าที่รพ.ภูมิพล ขอให้ทั้งสองมีสุขภาพแข็งแรงโดยเร็ววัน !!…

บารอนเนส

‘สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน’ แนวคิดงาน ‘เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย’ ครั้งที่ 11

‘สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน’ แนวคิดงาน ‘เทศกาลวิถีน้ำ...วิถีไทย’ ครั้งที่ 11

‘สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน’ แนวคิดงาน ‘เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย’ ครั้งที่ 11

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.25 น.

นายสุรพล เศวตเศรนี ประธานการจัดงาน Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย จัดแถลงข่าวการจัดงาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย”  ครั้งที่ 11 ชูแนวคิด “สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 รวม 5 วัน โดยมี  นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นประธาน พร้อมด้วย นายนิติกร กรัยวิเชียร พลเรือตรีสมภูมิ ประยูรอนุเทพ  นางรุ่งรัตน์ พุทธพงษ์  พันตำรวจเอกทรงวุฒิ เชื้อพลากิจ นายพลภัทร สุวรรณศร และหน่วยงานพันธมิตรทุกภาคส่วน ร่วมงาน ณ วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประธานเปิดงาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” กล่าวว่า ททท.สนับสนุนการจัดงาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” มาอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการยกระดับเทศกาลไทย สู่เวทีนานาชาติ โดยใช้การท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถ่ายทอดเสน่ห์ไทยผ่านวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะร่วมสมัย และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อกระตุ้นการเดินทางและส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านเทศกาลและวัฒนธรรมระดับสากล

นายนิติกร กรัยวิเชียร ผู้อำนวยการโครงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า งาน Water Festival เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทยก้าวสู่ปีที่ 11 โดยยังคงยึดมั่นในการสืบสาน และต่อยอดคุณค่าของประเพณีสงกรานต์ไทย อันเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) โดยจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน” ซึ่งสะท้อนถึงความเรียบง่าย อบอุ่น และความสุขในแบบวิถีไทยที่ทุกคนเข้าถึงได้

การจัดงานในปีนี้ เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเครือข่ายวิสาหกิจเพื่อสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วม ควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อันนำไปสู่การเชื่อมโยงชุมชนในระดับภูมิภาค และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของรายได้ชุมชน นอกจากนี้ แนวทางการดำเนินงานของ Water Festival ยังสะท้อนถึงบทบาทของไทยเบฟในการขับเคลื่อนผ่านการบูรณาการมิติด้านศิลปวัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยต่อยอดจากกิจกรรมสำคัญ เช่น โครงการ SX REPARTMENTSTORE ที่ส่งเสริมการคัดแยก และนำทรัพยากรกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นต้น

นายสุรพล เศวตเศรนี ประธานการจัดงาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” กล่าวว่า การจัดงาน“Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย”  ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 11 โดยได้รับความสนใจอย่างมากจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติ ที่มาเที่ยวชมงานอย่างคึกคักทุกพื้นที่ สะท้อนให้เห็นถึงพลังของเทศกาลท้องถิ่นที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญของประเทศไทยที่ได้รับการกล่าวถึงในระดับนานาชาติ

งาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย”  ที่ กรุงเทพมหานคร จะจัดขึ้นบนแลนด์มาร์คที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ อย่าง วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร, วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร, วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร, วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร, เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น, ท่ามหาราช, ท่ายอดพิมาน ริเวอร์วอร์ค, สุขสยาม ณ ไอคอนสยาม และท่าศาลเจ้ากวนอู   (คลองสาน) กิจกรรมไฮไลท์ภายในงาน คือการแห่พระพุทธรูปประจำพระอารามทางน้ำ จาก 5 พระอารามหลวง /ลอดอุโมงค์น้ำพระพุทธมนต์ / สรงน้ำพระพุทธรูปประจำวัด / รดน้ำดำหัวตามประเพณีโบราณ / เก็บภาพที่ระลึกสุดประทับใจกับฉายานิติกร / ช้อปสินค้าชุมชน / การแสดงดนตรี และการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษ Bike Walk Talk Boat ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เรื่องราวย่านวิถีเก่า ผ่านการล่องเรือ เดินชม และปั่นจักรยาน สัมผัสมนต์เสน่ห์ของชุมชน และเรื่องเล่าในอดีตช่วงเทศกาลสงกรานต์ พร้อมกิจกรรมล่องเรือท่องประวัติศาสตร์ บันทึกภาพพหุวัฒนธรรมคลองบางกอกน้อยร่วมกับบ้านและสวน เอกซ์พลอเรอร์คลับ เป็นต้น

นอกจาก กรุงเทพมหานคร แล้ว งาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย”  ยังจัดขึ้นพร้อมกันทั้ง 4 ภาค 6 จังหวัด ทั่วประเทศไทย   ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ที่จังหวัดขอนแก่นและอุดรธานี  “ม่วนซื่น ม่วนคัก สงกรานต์บ้านเฮา” ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายนนี้  ภาคเหนือ ที่วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร และชุมชนช้างม่อย  จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 11-13 และ 15 เมษายน 2569 และจังหวัดลำพูน ที่ถนนรถแก้ว ระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569 ภาคใต้ ที่วัดไม้ขาว และหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต  ระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569 

การจัดงานในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของไทยเบฟ  ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก ผสานพลังกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย / กระทรวงวัฒนธรรม / กองทัพเรือ / กรุงเทพมหานคร / พันธมิตรท่าน้ำ / ชุมชนในพื้นที่การจัดงานทุกภูมิภาค และเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนเทศกาลให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และเฉลิมฉลองวิถีไทย พร้อมสนับสนุนนโยบายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของภาครัฐ ควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

NSM ปฐมนิเทศ ‘กิจกรรมเพื่อสังคมจิตอาสา โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ฯ รุ่นที่ 3’ เสริมประสบการณ์เรียนรู้วิทยาศาสตร์

NSM ปฐมนิเทศ 'กิจกรรมเพื่อสังคมจิตอาสา โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ฯ รุ่นที่ 3' เสริมประสบการณ์เรียนรู้วิทยาศาสตร์

NSM ปฐมนิเทศ ‘กิจกรรมเพื่อสังคมจิตอาสา โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ฯ รุ่นที่ 3’ เสริมประสบการณ์เรียนรู้วิทยาศาสตร์

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.31 น.

นางสาวศิริรัตน์ เสริมวิฑูรย์ รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เป็นประธานเปิดโครงการ “กิจกรรมเพื่อสังคมจิตอาสา โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ มหัศจรรย์วิทยาศาสตร์ อพวช. รุ่นที่ 3” พร้อมบรรยายพิเศษแนะนำบทบาทและภารกิจของ NSM ในฐานะแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้แก่เยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน 142 คน ณ พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า จ.ปทุมธานี

นางสาวศิริรัตน์ กล่าวว่า ช่วงเวลาปิดภาคการศึกษาคือโอกาสอันมีค่าในการเรียนรู้นอกห้องเรียน NSM จึงมุ่งมั่นเปิดพื้นที่เพื่อพัฒนาเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ทั้งในด้านทักษะชีวิต ทักษะสังคม และการค้นพบแรงบันดาลใจสู่เส้นทางอาชีพในอนาคต เราเชื่อว่าประสบการณ์จากการเป็นผู้ให้ จะหล่อหลอมให้เยาวชนเติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคม โครงการนี้จึงเป็นเวทีที่ช่วยปลูกฝังจิตสาธารณะและกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์อย่างยั่งยืน

รอง ผอ. NSM กล่าวต่อว่า โดยเยาวชนจิตอาสาฯ รุ่นที่ 3 จะได้ลงมือปฏิบัติงานจริงตลอดเดือนเมษายน 2569 ในภารกิจต่าง ๆ ได้แก่ ภารกิจต้อนรับและอำนวยความสะดวกกับผู้เข้าชม เพื่อเรียนรู้ทักษะการบริการและการจัดการเบื้องต้น ภารกิจนักสื่อสารวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ฝึกฝนการถ่ายทอดความรู้ผ่านการแนะนำชิ้นงานนิทรรศการ ภารกิจสนับสนุนการช่วยจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ในแหล่งเรียนรู้ของ NSM ได้แก่ อพวช. คลองห้า จ.ปทุมธานี, จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. เดอะ สตรีท รัชดากรุงเทพฯ และจัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. เชียงใหม่

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการฯ ได้รับความร่วมมือ และการสนับสนุนจาก บริษัท แลคตาซอย จำกัด 
และ บริษัท ศรีลำทับ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพเยาวชน และการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศร่วมกับ NSM อีกด้วย

ออร์กานอน ประเทศไทย มอบทุนโครงการ Her Health Grant ให้มูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย

ออร์กานอน ประเทศไทย มอบทุนโครงการ Her Health Grant ให้มูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย

ออร์กานอน ประเทศไทย มอบทุนโครงการ Her Health Grant ให้มูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.07 น.

บริษัท ออร์กานอน ประเทศไทย ในฐานะส่วนหนึ่งของบริษัทด้านการดูแลสุขภาพระดับโลกที่มุ่งเน้นการพัฒนาสุขภาพสตรี ได้ประกาศมอบทุนให้แก่ มูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย ภายใต้โครงการ Her Health Grant 2026 เพื่อเน้นย้ำถึงพันธกิจและความมุ่งมั่นของออร์กานอนในการยกระดับสุขภาพสตรีทั่วโลก โครงการ Her Health Grant มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้หญิง ผ่านการส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพ นวัตกรรม และการให้ความรู้ โดยเฉพาะในประเด็นที่ผู้หญิงได้รับผลกระทบเฉพาะด้านหรือได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ

โครงการ Smart Family Planning in Action ของมูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย ได้รับการคัดเลือกจากศักยภาพในการสร้างประโยชน์เชิงรูปธรรมต่อชุมชน สอดคล้องกับแนวทางการสนับสนุนของบริษัท ออร์กานอน ในระดับโลก ตลอดจนความเข้มแข็งของคีนันเอเชียในฐานะองค์กรท้องถิ่นที่มีบทบาทสำคัญในประเทศไทย ที่จะช่วยผลักดันให้โครงการสามารถดำเนินงานได้อย่างสอดคล้องกับบริบทจริงและสร้างความไว้วางใจจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ หลังจากที่โครงการได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ออร์กานอน ในระยะแรก และได้รับการยกย่องในฐานะผู้รับรางวัล AMCHAM (Thailand) 2025 Impact Excellence Award โครงการดังกล่าวได้ก้าวเข้าสู่ระยะที่สองอย่างเป็นทางการ พร้อมเดินหน้าต่อยอดศักยภาพในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าด้านสุขภาพสตรีอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนให้แก่สังคมไทย

Andreas Daugaard Jørgensen กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออร์กานอน เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “การที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้รับสัดส่วนทุนสนับสนุนจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการด้านการดูแลสุขภาพที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอและกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคนี้ การผลักดันเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรมควบคู่กับการลงมือปฏิบัติในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้าในด้านสุขภาพสตรีอย่างแท้จริง โครงการ Her Health Grant ช่วยยกระดับบทบาทผู้นำในท้องถิ่น และทำให้แนวทางแก้ปัญหาตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนได้อย่างตรงจุด สำหรับบริษัท ออร์กานอน เรารับฟังเสียงของผู้หญิงและลงมือทำอย่างมีเป้าหมาย เพราะเมื่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิงมีสุขภาพที่ดี สังคมก็จะแข็งแรงขึ้น และเราภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเชิงบวกให้เกิดขึ้นจริง”

Mo Yasin ผู้บริหาร บริษัท ออร์กานอน ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ผู้หญิงในประเทศไทยควรมีพลังในการกำหนดอนาคตของตนเอง โครงการนี้มีบทบาทสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพดังกล่าว ด้วยการเสริมสร้างความมั่นใจ ความรู้ และโอกาสให้กับเยาวชนสตรี รวมถึงสตรีกลุ่มแรงงานข้ามชาติ เพื่อให้พวกเธอสามารถก้าวสู่อนาคตที่มั่นคงและเติบโตได้อย่างเต็มที่”

ดร. วิมลกานต์ โกสุมาศ ประธานและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการ มูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้สานต่อภารกิจสำคัญนี้ในระยะที่สองของโครงการ Smart Family Planning in Action โดยต่อยอดจากรากฐานที่ได้วางไว้ในระยะที่หนึ่ง มูลนิธิคีนันมีความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าส่งเสริมศักยภาพของผู้หญิงในประเทศไทย ให้พวกเธอมีความรู้ ความมั่นใจ และได้รับการสนับสนุนและมีข้อมูลที่จำเป็นเพื่อประกอบในการตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาพและอนาคตของตนเองอย่างเหมาะสม”

ROCTEC ต่อยอดวัสดุเหลือใช้ ผลิตเป็นสื่อการเรียนการสอน ตามแนวทาง Circular Economy

ROCTEC ต่อยอดวัสดุเหลือใช้ ผลิตเป็นสื่อการเรียนการสอน ตามแนวทาง Circular Economy

ROCTEC ต่อยอดวัสดุเหลือใช้ ผลิตเป็นสื่อการเรียนการสอน ตามแนวทาง Circular Economy

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.05 น.

ROCTEC  นำไวนิลเหลือใช้จากสื่อโฆษณา ผลิตเป็นสื่อการเรียนการสอน สื่อเตือนภัยทางไซเบอร์ สื่อรณรงค์แยกขยะเพื่อลดโลกร้อน และกระเป๋าสำหรับนักเรียน  เตรียมส่งมอบให้แก่โรงเรียน 4 แห่งในจังหวัดศรีสะเกษได้แก่ โรงเรียนบ้านทุ่งน้อย โรงเรียนบ้านโพนยาง โรงเรียนบ้านเห็นอ้ม และโรงเรียนบ้านหนองตาเขียงหนองดู   ในเดือนเมษายน 2569 ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การจัดการวัสดุใช้แล้วอย่างรับผิดชอบ และการขับเคลื่อนแนวทางการเติบโตที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนในระยะยาว

ROCTEC ในฐานะผู้ให้บริการที่เชื่อมโยงทั้งธุรกิจสื่อและเทคโนโลยี ตระหนักดีว่าความรับผิดชอบทางธุรกิจในวันนี้ไม่ได้วัดเพียงประสิทธิภาพของการสื่อสารหรือผลการดำเนินงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสมและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการดำเนินงาน โดยเฉพาะในธุรกิจสื่อโฆษณานอกที่อยู่อาศัย (Out-of-Home:OOH) ซึ่งเกี่ยวข้องกับพื้นที่สาธารณะ การสื่อสารของแบรนด์ และการใช้วัสดุในหลายขั้นตอน ตั้งแต่การผลิต ติดตั้ง ใช้งาน ไปจนถึงการจัดการวัสดุหลังจบแคมเปญ

การนำไวนิลที่ใช้งานแล้วกลับมาพิจารณาใหม่ ไม่ใช่ในฐานะวัสดุที่หมดหน้าที่และรอการกำจัด แต่ในฐานะทรัพยากรที่ยังมีศักยภาพในการสร้างคุณค่าใหม่ได้อีกครั้ง แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลัก Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่มุ่งใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยืดอายุวัสดุให้นานที่สุด ภายใต้แนวคิดนี้ วัสดุที่ผ่านการใช้งานแล้วไม่จำเป็นต้องกลายเป็นของเสียเสมอไป แต่สามารถนำมาต่อยอดหรือแปรรูปให้เกิดประโยชน์ใหม่ได้อีกครั้ง (upcycling) สำหรับ ROCTEC ไวนิลที่หมดบทบาทจากการเป็นสื่อโฆษณาจึงยังสามารถกลับมาสร้างคุณค่าในรูปแบบอื่นได้ แทนที่จะถูกทิ้งหรือกำจัดออกจากระบบ

ในทางปฏิบัติ แนวทางดังกล่าวได้ถูกต่อยอดไปสู่การสร้างประโยชน์ในระดับชุมชนและสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดย ROCTEC ได้นำวัสดุเหลือใช้จากสื่อโฆษณา (ไวนิล) มาผลิตเป็นทั้งสื่อการเรียนการสอน สื่อเตือนภัยทางไซเบอร์ สื่อรณรงค์แยกขยะเพื่อลดโลกร้อน และกระเป๋าสำหรับนักเรียน เพื่อส่งมอบให้แก่โรงเรียน 4 แห่งในจังหวัดศรีสะเกษ อันได้แก่ โรงเรียนบ้านทุ่งน้อย โรงเรียนบ้านโพนยาง โรงเรียนบ้านเห็นอ้ม และโรงเรียนบ้านหนองตาเขียงหนองดู  สร้างสรรค์ชิ้นงานมากกว่า 300 ชิ้น ครอบคลุมทั้งกระเป๋าสำหรับนักเรียน สื่อการเรียนการสอน สื่อเตือนภัยทางไซเบอร์ และสื่อรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยพร้อมส่งมอบให้แก่โรงเรียนในเดือนเมษายน 2569

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังสะท้อนความเชื่อมโยงอย่างเป็นรูปธรรมกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) ผ่านการยกระดับโอกาสทางการศึกษาของเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล การพัฒนาทักษะและเพิ่มศักยภาพของบุคลากรให้สามารถสร้างคุณค่าได้หลากหลายยิ่งขึ้น ตลอดจนการประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและการนำวัสดุที่ใช้แล้วกลับมาต่อยอดเพื่อใช้ประโยชน์ใหม่ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดปริมาณของเสีย แต่ยังมีส่วนในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการดูแลสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ท้ายที่สุด การนำไวนิลที่ใช้งานแล้วกลับมาสร้างคุณค่าใหม่เป็นกระเป๋า พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนใกล้เคียงมีส่วนร่วมในการผลิต อาจดูเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แต่สะท้อนวิธีคิดสำคัญของภาคธุรกิจ นั่นคือการมองเห็นคุณค่าของทรัพยากรในทุกช่วงของการใช้งาน และความเชื่อว่าธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกได้

ที่สำคัญ ROCTEC ไม่ได้มองการดำเนินงานลักษณะนี้เป็นเพียงกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นครั้งๆ แต่ตั้งเป้าให้เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่สามารถดำเนินต่อเนื่องในทุกปี โดยมีแผนขยายการส่งมอบไปยังโรงเรียนในต่างจังหวัดอื่นๆ ต่อไป สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของบริษัทในการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็นคุณค่าที่ส่งต่อได้จริง ทั้งในมิติของสิ่งแวดล้อม การศึกษา และสังคมในวงกว้าง

อีกทั้ง ROCTEC ยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินงานของธุรกิจดังกล่าวภายใต้กรอบ ESG อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุด ควบคู่กับการใช้สื่ออย่างรับผิดชอบเพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคม ขณะเดียวกัน บริษัทก็มีสื่อดิจิทัลที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารและลดการใช้ทรัพยากรในบางส่วนเมื่อเทียบกับสื่อรูปแบบดั้งเดิม

ฮาตาริคืนชีวิตให้พัดลมเก่าผ่านโปรเจกต์รีไซเคิลครบวงจร ‘Hatari Fan It Forward’ นำ Fan เก่า แลก Fan ใหม่

ฮาตาริคืนชีวิตให้พัดลมเก่าผ่านโปรเจกต์รีไซเคิลครบวงจร  ‘Hatari Fan It Forward’ นำ Fan เก่า แลก Fan ใหม่

ฮาตาริคืนชีวิตให้พัดลมเก่าผ่านโปรเจกต์รีไซเคิลครบวงจร ‘Hatari Fan It Forward’ นำ Fan เก่า แลก Fan ใหม่

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.03 น.

ฮาตาริ ผู้นำอุตสาหกรรมพัดลมของประเทศไทย จัดกิจกรรมภายใต้แคมเปญ “Fan It Forward” ชวนลูกค้านำพัดลมเก่าแบรนด์ใดก็ได้ (รับเฉพาะพัดลมที่ไม่มีแบตเตอรี่) มาแลกรับเวาเชอร์ส่วนลด 200 บาท ในการซื้อพัดลมใหม่ผ่านเว็บไซต์ http://www.hatari.co.th โดยฮาตาริจะนำพัดลมเก่าที่ได้รับ ไปแยกชิ้นส่วน เพื่อนำไปเข้ากระบวนรีไซเคิลครบวงจรของแบรนด์  พร้อมจัดงาน Hatari Fan It Forward ฉลองวันรีไซเคิลโลก ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โซน Central Court เพื่อสร้างการตระหนักรู้ต่อการกำจัดขยะอย่างถูกวิธีผ่านกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์

เพื่อรับมือกับปัญหาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาและไมโครพลาสติกจากการฝังกลบขยะ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกปีหากไม่มีการจัดการขยะที่ดี ฮาตาริในฐานะผู้ผลิตพัดลมที่มีความเชี่ยวชาญและความรู้เชิงลึกด้านวัสดุ โดยเฉพาะพลาสติกและชิ้นส่วนของพัดลม จึงต้องการให้การจัดการผลิตภัณฑ์หลังการใช้งานเกิดขึ้นอย่างถูกต้องและมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม บริษัทจึงริเริ่มแนวคิดการรีไซเคิลพัดลมแบบครบวงจร เพื่อให้มั่นใจว่าชิ้นส่วนพลาสติกและวัสดุต่างๆ จากพัดลมจะถูกนำกลับมารีไซเคิล หรือกำจัดอย่างเหมาะสมตามกระบวนการที่ถูกต้อง จากการประเมินเชิงสิ่งแวดล้อม การนำวัสดุจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เฉลี่ยประมาณ 4–5 กิโลกรัม CO₂e ต่อกิโลกรัมของวัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการจัดการพัดลมอย่างถูกต้องสามารถช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีนัยสำคัญ

ภายในงาน Hatari Fan It Forward ได้เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้ทำความรู้จักการรีไซเคิลขยะอิเลกทรอนิกส์ที่ถูกต้อง เพื่อช่วยต่อวงจรชีวิตของพัดลมเก่าที่ใช้งานไม่ได้แล้วให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในรูปแบบใหม่ นอกจากนี้ โครงสร้างในงานยังทำจากวัสดุที่สามารถนำไปรีไซเคิลต่อได้เท่านั้น อาทิ กระดาษ ไม้ และพลาสติกรีไซเคิล โดยเมื่อจบงานในวันนี้ แบรนด์จะนำโครงสร้างไปใช้ประโยชน์ในงานต่อไปอีกด้วย ในงานนี้ยังมี เน-ณรัณ วิกัยรุ่งโรจน์ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจโลกและสิ่งแวดล้อม ได้ชวน ปลั๊กกี้-ธรากร คำสิงห์ เพื่อนสมาชิกจากวง PERSES มาร่วมกิจกรรมด้วย

ภายในงานถูกออกแบบเป็น พื้นที่ประสบการณ์ 4 โซน ที่ทำให้การรีไซเคิลเป็นเรื่องใกล้ตัวมากยิ่งขึ้นได้แก่ 1. Green Garden Art Installation: พื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์จากการรีไซเคิลพัดลมและชิ้นส่วนจากพัดลมเก่า นำมาออกแบบใหม่ให้กลายเป็นงานศิลปะอินสตอลเลชันในรูปแบบของสวนดอกไม้ขนาดย่อม ร่วมกับองค์ประกอบธรรมชาติ กลายเป็นมุมถ่ายภาพและพื้นที่พักสายตา ที่สะท้อนให้เห็นว่าพลาสติกที่ใช้แล้วก็สามารถถูกตีความใหม่และกลับมามีคุณค่าในรูปแบบของงานสร้างสรรค์ได้ 2. โซน ‘Fan It Forward’: พื้นที่ที่เปิดให้ผู้ร่วมงานนำพัดลมเก่ายี่ห้อใดก็ได้ (รับเฉพาะพัดลมที่ไม่มีแบตเตอรี่) เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลครบวงจรของฮาตาริ พร้อมแลกรับเวาเชอร์มูลค่า 200 บาท สำหรับซื้อผลิตภัณฑ์ทางเว็บไซต์ www.hatari.co.th  ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569  

3. โซนให้ความรู้ Recycle Journey: ถ่ายทอดขั้นตอนการรีไซเคิลพลาสติกจากพัดลมเก่า ตั้งแต่การคัดแยกชิ้นส่วน ไปจนถึงกระบวนการแปรรูปเป็นวัสดุใหม่ ภายในพื้นที่มีการจัดแสดงโครงสร้างและส่วนประกอบของพัดลมให้ผู้เข้าชมได้เห็นอย่างใกล้ชิด พร้อมเปิดโอกาสให้ทดลองบดเม็ดพลาสติกด้วยตนเอง เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง 4. DIY พวงกุญแจพลาสติกรีไซเคิล Old Fan to New Charms: กิจกรรม DIY ปิดท้ายงานที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ทำพวงกุญแจที่ระลึกจากวัสดุรีไซเคิล โดยนำชิ้นส่วนพลาสติกจากพัดลมเก่าที่ผ่านการแปรรูปมาทำเป็นชาร์มหลากหลายสีและรูปทรง สำหรับตกแต่งพวงกุญแจในสไตล์ของตนเอง

ชัญญา พานิชตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานขายและการตลาด บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด กล่าวว่า “ตลอด 35 ปีที่ฮาตาริเติบโตอยู่เคียงข้างสังคมไทยมา ฮาตาริเชื่อมั่นว่าธุรกิจที่ยั่งยืนจะต้องเติบโตไปพร้อมกับสังคม ดังนั้นเราจึงริเริ่มโครงการ ‘Fan It Forward’ ซึ่งเป็นโมเดลแบบเทรดอิน (Trade-In) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมกับแนวคิดเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าร่วมกับแบรนด์”

ทัศน์ลักษณ์ พานิชตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการวิจัยและพัฒนา บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด กล่าวเสริมว่า “การรีไซเคิลจะเกิดขึ้นได้จริงเมื่อผู้คนเห็นกระบวนการและเข้าใจว่ามันทำงานอย่างไร งาน Hatari Fan It Forward ในวันนี้จึงเป็นเพียงกิจกรรมนำร่องของโครงการเท่านั้น โดยมีแผนจะนำผลิตภัณฑ์จากการรีไซเคิลบางส่วนมาใช้เป็นสื่อจัดแสดงบนชั้นสินค้า เพื่อลดการผลิตวัสดุใหม่ และบางส่วนจะนำไปใช้เป็นของที่ระลึกพิเศษ เพื่อส่งต่อคุณค่าของการรีไซเคิลและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ในระยะยาวฮาตาริยังคงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อให้การเติบโตของแบรนด์เดินไปพร้อมกับการดูแลทรัพยากรของโลกต่อไป”

Hatari Fan It Forward ยังได้ร่วมมือกับโครงการ Recycle Day Thailand จัดจุดรับแลกพัดลมเก่า เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลครบวงจรจำนวน 7 จุด ได้แก่ เมกาบางนา, บล็อก 28, เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล อีสต์วิลล์, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล เวสต์วิลล์, เซ็นทรัล ศรีราชา โดยผู้นำพัดลมมาแลกจะยังคงสามารถรับเวาเชอร์ส่วนลด 200 บาท ได้ด้วยตนเอง กิจกรรม Hatari Fan It Forward จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมฉลองครบรอบ 35 ปีของฮาตาริ แต่ยังเป็นอีกก้าวหนึ่งของการชวนผู้คนให้หันกลับมาตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการขยะ ที่สนุกสนาน สามารถต่อยอดเป็นของในชีวิตประจำวันผ่านการร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์ด้วย

สยามพิวรรธน์ มุ่งมั่นสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม จับมือธนาคารกสิกรไทย พัฒนาความยั่งยืน ส่งต่อโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

สยามพิวรรธน์ มุ่งมั่นสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม จับมือธนาคารกสิกรไทย พัฒนาความยั่งยืน ส่งต่อโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

สยามพิวรรธน์ มุ่งมั่นสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม จับมือธนาคารกสิกรไทย พัฒนาความยั่งยืน ส่งต่อโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.35 น.

สยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจค้าปลีก เจ้าของและผู้บริหารโครงการที่มีชื่อเสียงระดับโลก อาทิ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม และสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพ มุ่งมั่นสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม ผนึกกำลังพันธมิตร Ecosystem จับมือกับธนาคารกสิกรไทย (KBank) ในการพัฒนาความยั่งยืน (Sustainability Development) ด้วยโครงการ Siam Piwat 360° Waste Journey to Zero Waste อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกและส่งต่อโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วม และเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ มีนโยบายและแนวปฏิบัติการดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนในทุกพื้นที่ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ ตั้งเป้าสู่การเป็นองค์กรต้นแบบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกรายแรก ที่พร้อมเดินหน้าสู่การเป็น องค์กรฝังกลบขยะเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) ด้วยการบริหารการจัดการขยะที่ดีแบบ 360 องศา ด้วยการส่งเสริมการคัดแยกขยะอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุดตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนโยบายการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืนของประเทศไทย

นางสาวนราทิพย์ รัตตประดิษฐ์ ประธานบริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า กิจกรรมตลอดปี 2568 ที่ผ่านมาสยามพิวรรธน์ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเป็นองค์กรพันธมิตรที่มีแนวคิดและเจตนารมณ์สอดคล้องกันในการพัฒนาความยั่งยืน มาร่วมกันดำเนินการต่อยอดโครงการ Siam Piwat 360° Waste Journey to Zero Waste ในหลากหลายโครงการ เช่น โครงการ Recycle Collection Center (RCC) , โครงการแยกขยะอันตราย, โครงการแยกขวดช่วยหมอ, โครงการรับขยะรีไซเคิลจากร้านค้าผู้เช่าภายในศูนย์การค้า และโครงการร้านนี้ไม่เทรวม ซึ่งความร่วมมือในทุกโครงการได้รับการตอบรับเป็นอย่างดียิ่ง

ไม่ว่ะเป็นโครงการ Recycle Collection Center (RCC) จุดรับวัสดุบรรจุภัณฑ์สะอาดที่ไม่ใช้แล้ว แบบไดรฟ์-ทรูแห่งแรกในประเทศไทย เป็นการรณรงค์ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการลดปริมาณขยะฝังกลบด้วยการนำขยะรีไซเคิล 8 ชนิดที่ทำความสะอาดและคัดแยกจากบ้านแล้วมาส่งต่อไปเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล และอัพไซเคิล ด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจของสยามพิวรรธน์ โดยมีผลิตภัณฑ์ส่วนหนึ่งกลับมาวางจำหน่ายบนพื้นที่สำหรับสินค้ารักษ์โลก “อีโค่โทเปีย” (ECOTOPIA)

“ผลการดำเนินการของโครงการนี้เราสามารถส่งต่อขยะเพื่อนำกลับไปใช้ประโยชน์ตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงธันวาคมปี 2568 รวม 27,181 กิโลกรัม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 82,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเทียบเท่ากับการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ของต้นไม้จำนวน 8,680 ต้น โดยผู้ที่นำวัสดุบรรจุภัณฑ์มาส่งที่ RCC จะได้รับ ONESIAM Coin และสำหรับลูกค้าที่ถือบัตรเครดิตกสิกรไทย ธนาคารฯ มอบคะแนน ONESIAM Coin เพิ่มเป็น 2 เท่า” นราทิพย์ กล่าว

นอกจากนี้ ในปี 2568 ที่ผ่านมาของการร่วมมือกันระหว่างสยามพิวรรธน์ และธนาคารกสิกรไทย ยังสามารถส่งมอบขยะอันตรายให้กับสำนักงานเขตปทุมวัน ในโครงการแยกขยะอันตรายกว่า 2,500 กิโลกรัม โครงการแยกขวดช่วยหมอ สามารถส่งมอบขวดพลาสติก PET จำนวนกว่า 740 กิโลกรัม ให้กับบริษัท เวสท์บายเดลิเวอรี่ จำกัด เพื่อทำชุด PPE แบบซักสะอาดใช้ซ้ำได้ 20 ครั้ง (ReusablePPE) ให้บุคลากรทางการแพทย์ โดยความร่วมมือจากบริษัท วงษ์พาณิชย์สุวรรณภูมิ และองค์กร Less Plastic ส่วนโครงการไม่เทรวม เรารณรงค์ให้ผู้เช่าร้านอาหารภายในสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ คัดแยกขยะเปียก คือ เศษอาหาร เศษผักและผลไม้ ออกจากขยะประเภทอื่นตั้งแต่ต้นทาง แบ่งเป็นจำนวนขยะเศษอาหารกว่า 441,900 กิโลกรัม จำนวนขยะผักผลไม้ 129,000 กิโลกรัม ช่วยลดการปนเปื้อนของขยะและช่วยลดปริมาณการนำขยะไปหลุมฝังกลบของศูนย์การค้า”

นายรวี อ่างทอง ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบูรณาการความยั่งยืนองค์การ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในปี 2569 ธนาคารกสิกรไทย ยังคงให้การสนับสนุนสยามพิวรรธน์อย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกันในการพัฒนาความยั่งยืนที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการผสานศักยภาพเชิงบวกของทั้งสององค์กรที่มีนโยบายและแนวปฏิบัติการดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนที่สอดคล้องกัน

“เราต้องการให้ความรู้ สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์เชิญชวนทุกคนร่วมคัดแยกขยะประเภทต่างๆ ก่อนทิ้ง การนำขยะรีไซเคิล 8 ชนิดที่สะอาดและคัดแยกแล้วมาส่งที่จุดให้บริการ Recycle Collection Center เพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล และอัพไซเคิล ช่วยลดปริมาณขยะไปหลุมฝังกลบ ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับ ONESIAM Coin โดยธนาคารกสิกรไทยจะมอบคะแนน ONESIAM Coin x 2 ให้แก่ผู้ถือบัตรเครดิตกสิกรไทยที่ร่วมโครงการตลอดปี 2569 อีกด้วย” รวี กล่าว

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยยังร่วมสนับสนุน “NEXTOPIA” พื้นที่ใหม่ของสยามพารากอน ซึ่งเป็นเมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต ที่รวมพลังผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง ผู้นำอุตสาหกรรม นักนวัตกรรม และคนรักโลก มาร่วมสร้างสรรค์ชุมชนเมืองเพื่อโลกที่ดีกว่า โดยธนาคารได้ร่วมจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ ทั้งด้านการใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก การประหยัดพลังงาน และการรีไซเคิล พร้อมกันนี้ ยังได้ผลักดันโครงการ NEXTOPIA Zero Waste to Landfill ด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในถังขยะอัจฉริยะเพื่อคัดแยกขยะก่อนทิ้ง รวมถึงสนับสนุนการนำขยะไปรีไซเคิลและอัปไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อวางจำหน่ายที่ ECOTOPIA Shop ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจรักษ์โลกในกลุ่ม K SME ได้มาร่วมจำหน่ายสินค้าในพื้นที่นี้ด้วยเช่นกัน

สำหรับความร่วมมือโดยการผนึกกำลังระหว่างสยามพิวรรธน์ และธนาคารกสิกรไทย (KBank) ในการพัฒนาความยั่งยืน ภายใต้โครงการ Siam Piwat 360° Waste Journey to Zero Waste ถือเป็นอีกก้าวของการสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้จริง เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรให้คุ้มค่าและลดการสร้างขยะให้มากที่สุด โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การรณรงค์ แต่คือการสร้าง ‘ต้นแบบ’ การจัดการขยะแบบครบวงจรที่ส่งเสริมพฤติกรรมรักษ์โลกของคนไทยอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้จากพลังความร่วมมือจากองค์กรพันธมิตรหลายภาคส่วน อาทิ กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตปทุมวัน กรมควบคุมมลพิษ รวมทั้ง ร้านค้าผู้เช่าภายในศูนย์การค้าของกลุ่มสยามพิวรรธน์ ที่ต่างสนับสนุนให้ความร่วมมือในโครงการเป็นอย่างดี

TOA น้อมสืบสานพระราชปณิธาน ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’ สร้างโรงผลิตสารฝนหลวง (น้ำแข็งแห้ง) แห่งใหม่แก้ปัญหาภัยแล้ง-วิกฤตฝุ่น PM 2.5

TOA น้อมสืบสานพระราชปณิธาน ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’ สร้างโรงผลิตสารฝนหลวง (น้ำแข็งแห้ง) แห่งใหม่แก้ปัญหาภัยแล้ง-วิกฤตฝุ่น PM 2.5

TOA น้อมสืบสานพระราชปณิธาน ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’ สร้างโรงผลิตสารฝนหลวง (น้ำแข็งแห้ง) แห่งใหม่แก้ปัญหาภัยแล้ง-วิกฤตฝุ่น PM 2.5

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.31 น.

บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA น้อมสืบสานพระราชปณิธาน ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากสถานการณ์วิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรง ทั้งปัญหาภัยแล้งจากธรรมชาติ และวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านการสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ สนับสนุนการจัดสร้างโรงผลิตสารฝนหลวง (น้ำแข็งแห้ง) ตามพระราชดำริ ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง จ.นครสวรรค์ ซึ่งจะเป็นฐานการผลิตสำคัญในการปฏิบัติการทำฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความกินดีอยู่ดีให้แก่เกษตรกรและประชาชนชาวไทยอย่างยั่งยืน

นายประจักษ์ และ นางละออ ตั้งคารวคุณ ประธานและรองประธานผู้ก่อตั้งบริษัทฯ พร้อมด้วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้มอบเงินสมทบทุนการจัดสร้างโรงผลิตสารฝนหลวงแห่งใหม่นี้ ให้แก่มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมี พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการมูลนิธิฝนหลวงฯ เป็นประธานในพิธี และมี นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร รับมอบ ณ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

โครงการพระราชดำริฝนหลวง เกิดจากพระราชดำริส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่แห้งแล้งทุรกันดารภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อ พ.ศ. 2498 ทำให้ทรงรับทราบถึงความทุกข์ยากของเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำ จึงทรงทุ่มเทศึกษา ค้นคว้า และวิจัย จนเกิดเป็นเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อให้เกิดฝนเทียม โดยเริ่มจากการทดลองจริงครั้งแรกในปี พ.ศ. 2512 ณ วนอุทยานเขาใหญ่ ด้วยทฤษฎีต้นกำเนิดจากการโปรยสารดูดซับความชื้น (เกลือทะเล) เพื่อก่อกวนเมฆ และใช้สารเย็นจัดอย่าง “น้ำแข็งแห้ง” (Dry Ice) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการกลั่นตัวและรวมตัวเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งผลการทดลองในครั้งนั้นนับเป็นที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การบังคับเมฆให้เกิดฝนนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และได้กลายเป็นที่พึ่งสำคัญของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในปี 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการโรงผลิตสารฝนหลวง จำนวน 8 แห่ง ไว้เป็นโครงการตามพระราชดำริ และพระราชทาน พระบรมราชานุญาตในการดำเนินการก่อสร้างโรงผลิตสารฝนหลวง ซึ่งในปัจจุบันดำเนินการสร้างแล้วเสร็จ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ โรงผลิตสารฝนหลวง ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง จ.เพชรบุรี จ.ตาก จ.พิษณุโลก จ.บุรีรัมย์ และ จ.ขอนแก่น สำหรับการสนับสนุนในครั้งนี้จะดำเนินการจัดสร้างโรงผลิตสารฝนหลวง ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง จ.นครสวรรค์ รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชน

สำหรับโรงผลิตสารฝนหลวงแห่งใหม่ที่จังหวัดนครสวรรค์นี้ จะทำหน้าที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญและฐานการผลิตหลักในกาปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก่พื้นที่เกษตรกรรมในเขตภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง และยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการนำวิทยาศตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ภายใต้พระราชดำริอันทรงคุณค่าสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม โรงน้ำแข็งแห้งของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงไม่เป็นเพียงแหล่งผลิตที่สำคัญ แต่คือความหวังในการยกระดับคุณภาพอากาศของประเทศไทยเพื่อนาคตที่ปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของประชาชน

TOA ในฐานะองค์กรธุรกิจที่เติบโตเคียงคู่สังคมไทย พร้อมเดินหน้าสนับสนุนโครงการในพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตและความสุขของคนไทยให้มั่นคงและยั่งยืนสืบไป

วัฒนธรรมจีนฉายแสงความรุ่งเรือง ในงาน ‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 – สัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24’

วัฒนธรรมจีนฉายแสงความรุ่งเรือง ในงาน ‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 - สัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24’

วัฒนธรรมจีนฉายแสงความรุ่งเรือง ในงาน ‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 – สัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24’

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.18 น.

หลังจากงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติกรุงเทพฯ (Bangkok International Book Fair) ครั้งที่ 24 เปิดฉากจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ งานนี้ที่ผ่านมา ได้มีการจัดกิจกรรม “นิทรรศการสัญจรหนังสือจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 10” (Thailand Station) ภายใต้ความร่วมมือของ สำนักพิมพ์แมงมุม (Mangmoom) และบริษัท เซี่ยเหมิน อินเตอร์เนชั่นแนล บุ๊ค จำกัด (Xi Xiamen International Book Company Limited)

โดยปีนี้จัดขึ้นในธีม “อ่านประเทศจีน” (Reading China) เพื่อบอกเล่าเรื่องราวการพัฒนาและวัฒนธรรมของจีนผ่านหนังสือ และผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม (Cultural and Creative Products) ที่ถูกคัดสรรมาจัดแสดง กว่า 1,000 รายการ ซึ่งสามารถนำมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างลงตัว และยิ่งใหญ่ พร้อมยังมีการเจรจาเข้าร่วมจับคู่ทางธุรกิจกับสำนักพิมพ์นานาประเทศ ผ่านพื้นที่จัดนิทรรศการสัญจร ฯ ครั้งนี้ อีกด้วย

ขณะเดียวกันไฮไลต์หลักของปีนี้ ยังถูกแบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่  1. โซนหนังสือธีมหลัก (Theme Books) : จัดแสดงผลงานหนังสือ “ยุทธศาสตร์การบริหารประเทศของ สีจิ้นผิง” (Xi Jinping: The Governance of China) ฉบับหลายภาษา เล่ม 1-5 ซึ่งถือเป็นคัมภีร์เล่มสำคัญของการเปิดหน้าต่างมุมมองให้ชาวอาเซียนเข้าใจถึงวิสัยทัศน์ และการพัฒนาของประเทศจีนในยุคใหม่ ให้ผู้ที่สนใจด้านการเมือง และการบริหารได้ศึกษาอย่างใกล้ชิด

2. โซนวัฒนธรรมจีน : เน้นหนังสือและผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เกี่ยวกับวัฒนธรรมจีนฉบับภาษาอังกฤษและภาษาไทย เช่น วรรณกรรมคลาสสิกโดยสังเขป,การศึกษาเรื่องเล่าพื้นบ้าน,หนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า และ เทศกาลชีซี ฉบับภาษาอังกฤษ เพื่อสร้างจุดเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมกับผู้อ่านผ่านภาษาที่เข้าใจ

3. โซนหนังสือร่วมไทยจีน : โชว์ผลงานหนังสือจีนที่แปลเป็นภาษาไทย เช่น บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน,  หมู่บ้านฝน 1-2, อยากเป็นหมอ, วิทยาศาสตร์เบาๆ ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จของการแลกเปลี่ยนด้านสิ่งพิมพ์ระหว่าง 2 ประเทศ ซึ่งแต่ละผลงานมีแฟนคลับชาวไทยให้การต้อนรับอย่างล้นหลาม และเพื่อเป็นการต้อนรับนิยายออกใหม่เรื่อง “หมู่บ้านฝน” ในจักรวาลบันทึกจอมโจรแห่งสุสาน จึงได้เนรมิตตกแต่งพื้นที่ภายในบูธนิทรรศการสัญจร ฯ ส่วนหนึ่งให้กลายเป็นฉากของนิยายออกใหม่เล่มนี้ เพื่อสร้าง Experience ให้กลุ่มแฟนคลับได้มาสัมผัสตัวละครจากหน้ากระดาษที่มีชีวิตอยู่ในหนังสือ และ ร่วมเช็คอิน ถ่ายภาพเก็บเป็นความทรงจำดีๆ กลับไป

ไม่เพียงแค่นี้ ภายหลังจากที่ได้มีการเปิดตัวนิยายออกใหม่เรื่อง “หมู่บ้านฝน” ในจักรวาลบันทึกจอมโจรแห่งสุสาน ไปเมื่อวันที่ 28-29 มีนาคม ที่ผ่านมา ในงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติกรุงเทพฯ ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากเหล่านักอ่านทุก Generation อย่างมากมายคับคั่ง

นอกจากนี้แล้วยังมีในส่วนของผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม ซึ่งปีนี้ได้มีการนำเสนอสินค้ากว่า 500 รายการ ที่ผสมผสานความงามแบบตะวันออกเข้ากับการใช้งานจริง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ ลวดลายมงคลจากผ้าปักซ่งจิ่น ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมด้านงานหัตถกรรมทำมือ ที่มีความโดดเด่นด้วยลายผ้าที่มีความหมายมงคล อันเป็นความภาคภูมิใจของจีน ที่ปัจจุบันหาชมได้ยาก

สิงโตลม (Wind Lion God): เทพเจ้าประจำเมืองเกาะเซี่ยเหมิน สัญลักษณ์แห่งความราบรื่น รุ่งเรือง และการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เสมือนมีลมดีช่วยพัดพาเรือสำเภาให้ไปได้ไกล จนกลายเป็นสินค้าฮิตที่ได้รับความนิยมอย่างมากในงานนี้

อีกทั้งยังมี ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ธีมปีมะเมีย เช่น ม้ารับทรัพย์ ซึ่งกำลังที่เป็นนิยมอย่างสูง และของพรีเมียมจาก IP จีนที่โด่งดังในประเทศไทย อาทิ บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน, เทพยุทธ์เซียน Glory, ราชันโลกพิศวง, สวรรค์ประทานพร, สิบวันอวสาน (ที่มีข่าวว่า “เซียวจ้าน” จะมารับบทนำ)

นับว่าเป็นงานนิทรรศการสัญจร ฯ ที่ทุกครั้งเมื่อได้แวะมาเลือกชม เลือกซื้อสินค้า จะพบทั้งสินค้าทางวัฒนธรรมของจีนผ่านหนังสือ และผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม ที่เป็นทั้งงานศิลปะ และของสะสมระดับพรีเมียมไว้ในที่เดียว เพราะว่าการมาออกนิทรรศการสัญจร ฯ ในแต่ละครั้งจะไม่ใช่แค่การมาขายหนังสือ แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ให้คนอ่านได้ “สัมผัสหนังสือและสัมผัสวัฒนธรรมจีน” ไปพร้อมๆ กันด้วย

อย่างไรก็ดี ในส่วนของความร่วมมือทางธุรกิจ นายณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย หลังจากได้เข้าเยี่ยมชมบูธ นิทรรศการสัญจร ฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว กล่าวว่า ลิขสิทธิ์หนังสือจากประเทศจีน ปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย รวมถึงการจัดนิทรรศการสัญจร ฯ ครั้งนี้ ก็มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ในการเป็นเวทีที่โดดเด่นต่อการส่งเสริมผลักดันให้เกิดการซื้อขายลิขสิทธิ์ระหว่าง 2 ประเทศนี้ ในฐานะที่ประเทศไทยและจีน มีสัมพันธ์ภาพกันมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี

ทั้งนี้ ภายในงาน ได้มีการเจรจาธุรกิจระหว่างสำนักพิมพ์ไทย-จีน ชั้นนำกว่า 10 แห่ง อาทิ สำนักพิมพ์ซีเอ็ดยูเคชั่น สำนักพิมพ์เอสเอ็มเอ็ม พลัส สำนักพิมพ์บุ๊กส์เมกเกอร์ สำนักพิมพ์แมงมุมบุ๊ก สำนักพิมพ์ห้องสมุด สำนักพิมพ์ชี้ดาบ สำนักพิมพ์ Stanger’s Book โดยทางผู้จัดงาน บริษัท เซี่ยเหมิน อินเตอร์เนชั่นแนล บุ๊ก จำกัด (XIBC) ซึ่งได้เชิญชวนหน่วยงานธุรกิจชาวไทย เดินทางไปร่วมงานเจรจาลิขสิทธิ์ ที่จะจัดขึ้น ณ เมืองเซี่ยเหมิน ในเดือนพฤษภาคมนี้ด้วย

สำหรับ นิทรรศการสื่อสิ่งพิมพ์จีนสัญจรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสมาคมผู้จัดจำหน่ายหนังสือและวารสารแห่งประเทศจีน คณะกรรมการบริหารเขตทดลองการค้าเสรีเซี่ยเหมิน ภายใต้การบริหารจัดการโดย บริษัท เซี่ยเหมิน อินเตอร์เนชั่นแนล บุ๊ก จำกัด ส่วนของนิทรรศการในประเทศไทย หลังจากจัดถึงวันที่ 30 มีนาคม เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเดินทางไปจัดแสดงต่อที่ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ตามลำดับ