‘เอส แอนด์ พี’ สนับสนุนอาหารพระราชทานแก่ประชาชนที่เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

'เอส แอนด์ พี' สนับสนุนอาหารพระราชทานแก่ประชาชนที่เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘เอส แอนด์ พี’ สนับสนุนอาหารพระราชทานแก่ประชาชนที่เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.53 น.

มณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) มอบผลิตภัณฑ์ S&P จำนวน 8,980 ชิ้น เพื่อสนับสนุนและให้บริการแก่ประชาชนที่เดินทางเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในการนี้ พล.อ.ต.จักรพงษ์ หอมไกรลาส อธิบดีกรมสนับสนุน และอรทัย สกุณี รองผู้อำนวยการกองพระเครื่องต้น สำนักพระราชวัง  ให้เกียรติรับมอบ ณ บริเวณเต็นท์อาหารพระราชทาน ท้องสนามหลวง         

เอส แอนด์ พี ขอมีส่วนร่วมสนับสนุนอาหารพระราชทาน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่หลั่งไหลมาร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย

BRAND’S สานต่อ “แบรนด์เก็บกลับ” ปี 2569 ลดขยะสร้างมูลค่าเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

BRAND'S สานต่อ “แบรนด์เก็บกลับ” ปี 2569  ลดขยะสร้างมูลค่าเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

BRAND’S สานต่อ “แบรนด์เก็บกลับ” ปี 2569 ลดขยะสร้างมูลค่าเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.34 น.

บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพภายใต้ตราผลิตภัณฑ์แบรนด์ (BRAND’S) ในประเทศไทยและอินโดไชน่า ร่วมกับ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร และกลุ่มกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมกล่องวิเศษ เดินหน้าสานต่อโครงการ “แบรนด์เก็บกลับ” (Triple B: BRAND’S Bring Back) ประจำปี 2569 อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคม เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางในสถานศึกษาและปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมแก่เยาวชนผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ พร้อมกันนี้ ยังได้จัดพิธีมอบโล่เกียรติยศแก่โรงเรียนนำร่อง 10 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการฯ ปี 2568 เพื่อเชิดชูความสำเร็จในการพัฒนาระบบการจัดการขยะและจัดตั้งธนาคารขยะภายในโรงเรียน ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ชั้น 2 อาคารกรมควบคุมมลพิษ

นางสาวเพียงจิต ศรีประสาธน์ รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายทรัพยากรบุคคลและบรรษัทสัมพันธ์ ประเทศไทยและอินโดไชน่า บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โครงการ ‘แบรนด์เก็บกลับ’ เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ค่านิยม ‘Giving Back to Society’ (การตอบแทนกลับคืนสู่สังคม) โดยตระหนักถึงความท้าทายด้านการจัดการขยะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเล็งเห็นว่าสถานศึกษาเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการปลูกฝังจิตสำนึกและพฤติกรรมการจัดการขยะที่ถูกต้องแก่เยาวชน บริษัทฯ จึงร่วมกับกล่องวิเศษริเริ่มโครงการดังกล่าว เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการคัดแยกขยะและดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริงสามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งในบริบทของโรงเรียนและชีวิตประจำวัน พร้อมผนึกกำลังกับหน่วยงานภาครัฐในการขับเคลื่อนการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางอย่างเป็นระบบในสถานศึกษา สำหรับการดำเนินโครงการ “แบรนด์เก็บกลับ” ประจำปี 2568 โครงการได้สนับสนุนและต่อยอดการจัดตั้งธนาคารขยะในโรงเรียนนำร่อง ผ่านกิจกรรมค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการติดตามประเมินผลร่วมกับภาคีเครือข่าย พร้อมมอบโล่เกียรติยศแก่โรงเรียนนำร่องจำนวน 10 โรงเรียน ตามระดับผลการดำเนินงาน เพื่อเชิดชูความสำเร็จด้านการพัฒนาระบบการจัดการขยะ นอกจากนี้ โครงการฯ ยังได้มอบชุดสื่อการเรียนรู้ด้านการคัดแยกขยะให้แก่โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครจำนวน 437 โรงเรียน และถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านกิจกรรมค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการ พร้อมสนับสนุนชุดสื่อการเรียนรู้ด้านการจัดตั้งธนาคารขยะแก่นักเรียนกว่า 5,600 คน จากโรงเรียนนำร่องทั้ง 10 แห่ง”

จากการติดตามและประเมินผล พบว่าโรงเรียนนำร่องทุกแห่งสามารถนำองค์ความรู้ไปริเริ่มโครงการด้านการบริหารจัดการขยะในโรงเรียนใหม่ หรือพัฒนาต่อยอดโครงการเดิมให้มีความเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยโรงเรียนที่ได้รับโล่เกียรติยศระดับดีเลิศ ได้แก่ โรงเรียนวัดสมณานัมบริหาร, โรงเรียนสามัคคีบำรุง, โรงเรียนวัดบำเพ็ญเหนือ และ โรงเรียนสุเหร่าทับช้าง ระดับดีมาก ได้แก่ โรงเรียนวัดหนองใหญ่, โรงเรียนวัดปฐมบุตรอิศราราม, โรงเรียนวัดหลักสี่ (ทองใบทิวารีวิทยา) และ โรงเรียนลำพะอง (ราษฎร์จำเริญบำรุง)
และระดับดี ได้แก่ โรงเรียนสามแยกคลองหลอแหล และ โรงเรียนวัดกำแพง ทั้งนี้ ความสำเร็จจากการดำเนินโครงการฯ ในปี 2568 นี้ได้นำไปสู่การสานต่อโครงการฯ ในปี 2569 โดยบริษัทฯ ยังคงมุ่งขยายผลการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ และกรุงเทพมหานคร ผ่านการคัดเลือกโรงเรียนในสังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร เข้าร่วมเป็น 10 โรงเรียนเท่ ไม่เทรวม

โรงเรียนที่เข้าร่วมจะได้รับการสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่กิจกรรมค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ชุดสื่อการเรียนรู้ด้านการจัดตั้งธนาคารขยะ ทุนสนับสนุนการดำเนินงานด้านการจัดการขยะภายในโรงเรียน และกิจกรรมประกวดสื่อการเรียนรู้การจัดการขยะผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้และต่อยอดสู่ครอบครัวและชุมชน ทั้งนี้ ทางโครงการฯ จะติดตามและประเมินผลตลอดระยะเวลาโครงการ เพื่อมอบรางวัลเกียรติยศตามระดับการพัฒนาเมื่อสิ้นสุดโครงการฯ นอกจากนี้นี้ ในปี 2569 โครงการฯ ยังได้เพิ่มการปลูกจิตสำนึกและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงเยาวชนในวงกว้าง ได้แก่ Facebook และ YouTube เพื่อขยายผลการเรียนรู้สู่ครอบครัวและชุมชนโดยรอบได้มากยิ่งขึ้น

นายจิระพงษ์ คูหากาญจน์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “กรมควบคุมมลพิษมีภารกิจหลักในการกำกับดูแลและขับเคลื่อนการจัดการขยะของประเทศให้เป็นไปตามนโยบายและแผนด้านสิ่งแวดล้อม โดยโครงการ ‘แบรนด์เก็บกลับ’ ถือเป็นตัวอย่างของความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในการส่งเสริมการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางในสถานศึกษากับกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้เห็นความสำคัญของการคัดแยกขยะจากต้นทาง เพื่อนำขยะรีไซเคิลกลับมาเป็นทรัพยากรหมุนเวียนต่อไป ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษได้ร่วมสนับสนุนการดำเนินโครงการฯ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการขยะโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงการเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาและประเมินผลการดำเนินงานของโรงเรียนที่เข้าร่วม เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับทิศทางการจัดการขยะของประเทศ สำหรับการสานต่อโครงการฯ ในปี 2569 กรมควบคุมมลพิษยังคงพร้อมให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการขยะ และการร่วมติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของโรงเรียนที่เข้าร่วม เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางในสถานศึกษาอย่างยั่งยืน”

นางเลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “กรุงเทพมหานครดำเนินนโยบายด้านการจัดการขยะ โดยให้ความสำคัญกับการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ภายใต้นโยบาย ‘ไม่เทรวม’ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งสถานศึกษาถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และปลูกฝังพฤติกรรมการจัดการขยะที่ถูกต้องให้แก่เยาวชน โครงการ ‘แบรนด์เก็บกลับ’ นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่สำคัญระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย ที่ช่วยสนับสนุน การดำเนินงานด้านการจัดการขยะของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครอย่างเป็นรูปธรรม โดยที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้ให้การสนับสนุนทั้งในด้านการประชาสัมพันธ์โครงการ การส่งมอบสื่อการเรียนรู้ด้านการจัดการขยะแก่โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร การสนับสนุนวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ รวมถึงการเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินและประเมินผลการดำเนินงานของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับนโยบายด้านการจัดการขยะของกรุงเทพมหานคร ในปี 2569 กรุงเทพมหานครยังคงพร้อมสนับสนุนการต่อยอดโครงการ ‘แบรนด์เก็บกลับ’ อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางในสถานศึกษา และขยายผลการเรียนรู้ไปสู่ครอบครัวและชุมชนในพื้นที่อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ โครงการ “แบรนด์เก็บกลับ” (Triple B: BRAND’S Bring Back) ประจำปี 2569 เปิดรับสมัครโรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569  โดยโรงเรียนที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนกิจกรรมค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการ การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการขยะและการพัฒนาระบบธนาคารขยะภายในโรงเรียน รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมประกวดคลิปวิดีโอภายใต้แนวคิด “โรงเรียนเท่ ไม่เทรวม” เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมด้านการจัดการขยะของนักเรียน ครู และชุมชนโดยรอบ

โรงเรียนที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมโครงการผ่านแบบฟอร์มออนไลน์ได้ที่ https://forms.gle/FspwHNa3ChJjU2mv9  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 061-887-1188 หรือแอด LINE หมายเลข 061-887-1188 และสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมโครงการฯ ได้ที่ Facebook Page – Triple B : BRAND’S BRING BACK: แบรนด์เก็บกลับ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลำธารน้อยอยากไหลให้ถึงทะเล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลำธารน้อยอยากไหลให้ถึงทะเล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลำธารน้อยอยากไหลให้ถึงทะเล

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.33 น.

                 กาลครั้งหนึ่ง ที่ประเทศเปอร์เชีย มีลำธารสายเล็กๆ มีน้ำใสไหลเย็น บนภูเขาสูง ลำธารน้อยมีความปรารถนาอยากไหลไปพบทะเลอันกว้างใหญ่

                 ระหว่างทาง น้ำในลำธารต้องไหลผ่านโขดหินแหลมคม บางครั้งถูกบังคับให้เลี้ยวคดเคี้ยว ผ่านท้องทุ่ง และแก่งผาสูงชัน น้ำไหลเชี่ยวกราก อย่างยากลำบาก แต่ลำธารก็ไม่ยอมแพ้ ยังคงไหลต่อไปอย่างอดทน

                 วันหนึ่ง ลำธารไหล มาถึงทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ผืนทรายร้อนระอุพยายามดูดกลืนน้ำของแม่น้ำ ยิ่งลึกเข้าไปในทะเลทราย น้ำก็ยิ่งหายไปจนแทบไม่เหลือ

                 ลำธารน้อยรู้สึกท้อใจ “เราจะไหลไปให้ถึงทะเลได้อย่างไร ในเมื่อข้างหน้าไม่มีลู่ทางให้น้ำไหลต่อได้เลย”

                 ทันใดนั้น ลมทะเลพัดมา กระซิบเบาๆ ว่า “หากเจ้าไม่สามารถไหลผ่านทะเลทรายได้ ก็จงลองหาวิธีใหม่โดยเปลี่ยนรูปแบบของตัวเอง”

                 ลำธารคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจทำในสิ่งแปลกประหลาด ที่ผู้อื่นอาจคิดไม่ถึง น้ำในลำธาร ยอมระเหยกลายเป็นไอ กลายเป็นเมฆลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วลมก็พัดก้อนเมฆข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไปได้ อย่างสง่างาม

                เมื่อถึงทะเล ไอน้ำได้กระทบความเย็น ก็กลั่นตัวเป็นเม็ดฝน หยดลงสู่ทะเลกว้าง ดังความตั้งใจที่รอคอยมานานแสนนาน

                ลำธารน้อยได้เรียนรู้ว่า การจะไปถึงเป้าหมายในบางครั้ง ไม่ใช่โดยการดื้อดึงหัวชนฝน หรือใช้วิธีเดิมที่เคยทำมา แต่อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงแก้ไข วิธีการให้เหมาะสม

                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : การที่จะทำสิ่งใดให้สำเร็จ อาจจำเป็นต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิธีการ และรูปแบบ ให้เหมาะสม ผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวได้อาจตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สูญเสีย

                เรียบเรียงจากนิทานเปอร์เชียของชาวซูฟีแถบตะวันออกกลาง เรื่อง แม่น้ำที่อยากไปถึงทะเล (River that Wanted to Reach the Sea)

อาทร จันทวิมล

‘เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ’ เสด็จไปทรงบรรยายพิเศษ ‘การเกิดโรคมะเร็ง’ พระราชทานแก่นักศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

‘เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ’ เสด็จไปทรงบรรยายพิเศษ ‘การเกิดโรคมะเร็ง’ พระราชทานแก่นักศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

‘เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ’ เสด็จไปทรงบรรยายพิเศษ ‘การเกิดโรคมะเร็ง’ พระราชทานแก่นักศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.21 น.

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงบรรยายพิเศษเรื่อง การเกิดโรคมะเร็ง พระราชทานแก่นักศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 3 (หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2563) รุ่นที่ 4 ภาคการศึกษาที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2568 คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปยังอาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ ทรงบรรยายพิเศษ เรื่อง การเกิดโรคมะเร็ง หรือ Oncogenesis พระราชทาน แก่คณาจารย์ นักวิชาการ และนักศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 3 (หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2563) รุ่นที่ 4  ภาคการศึกษาที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2568 ของคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน รวม 52  คน โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, ดร.ฐากูร พานิช รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีรภัทร อึ้งตระกูล รักษาการคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน และคณะผู้บริหารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เฝ้ารับเสด็จ

สำหรับ เรื่องการเกิดโรคมะเร็ง เป็นความรู้พื้นฐาน ที่มีความสำคัญ เนื่องจากปัจจุบัน โรคมะเร็ง คือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของไทย และมีแนวโน้มที่จะมีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี เป็นมะเร็งที่พบมากในประเทศ และมีอัตราการเกิดและเสียชีวิตสูงที่สุดในโลก รวมไปถึงมะเร็งปอดด้วย สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งไม่ได้มาจากเรื่องทางพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต รวมถึงการได้รับสัมผัสสารเคมี ไวรัสก่อมะเร็ง และรังสีร่วมด้วย และขณะนี้ได้มีการศึกษา วิจัยอย่างกว้างขวางในวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อหาวิธีการตรวจวินิจฉัย และการรักษาเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น นักศึกษาแพทย์จึงต้องมีความรู้ขั้นพื้นฐานหลายสาขาทั้ง ชีวเคมี ชีววิทยาระดับโมเลกุล สรีรวิทยา และเภสัชวิทยา ที่จำเป็นในการศึกษาการเกิดมะเร็งตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ไปจนถึงการพัฒนายาที่มีคุณสมบัติเฉพาะอย่างหลากหลาย นำไปสู่การรักษาแบบมุ่งเป้าที่ดีขึ้นกว่าเดิม

หัวข้อที่ทรงบรรยายเป็นเรื่อง “กระบวนการและขั้นตอนของการเกิดมะเร็งและชีววิทยาของเซลล์มะเร็ง” ประกอบด้วยหลายขั้นตอน มีความซับซ้อนในตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น กลไกการเกิดมะเร็งจากสารเคมี โดย “ขั้นเริ่มต้น” เชื่อว่าสามารถแยกออกเป็น 2 รูปแบบ คือ กลไกที่ทำลาย หรือเปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอโดยตรง และทำให้เกิดการกลายพันธุ์ จนภายหลังกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ซึ่งเกิดจากสารอะฟลาทอกซิน (อะ-ฟลา-ท๊อกซิน) พบจากเชื้อรา ในเมล็ดธัญพืชชนิดต่างๆ และสาร ไนโตรซามีน พบในอาหาร เช่น ปลาร้า กะปิ และเครื่องดื่มบางชนิด ส่วนกลไกที่ไม่ได้ทำลายดีเอ็นเอโดยตรง จะมีการทำปฏิกิริยาในระบบการควบคุมการแสดงออกของยีนส์ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและเกิดเป็นเซลล์มะเร็ง เมื่อเข้าสู่ “ขั้นก่อตัว” เซลล์จะถูกกระตุ้นให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น และเข้าสู่ “ขั้นกระจายตัว” ทั้งนี้ เซลล์มะเร็งมีลักษณะทางชีววิทยาที่สำคัญ คือการแบ่งตัวอย่างไม่หยุดยั้ง และการเปลี่ยนแปลงในโปรตีน ซึ่งระยะแรก เซลล์มะเร็ง จะอยู่รวมกันในบริเวณที่เกิดความผิดปกติ หากตรวจพบในระยะนี้ จะมีโอกาสยับยั้งและรักษาให้หายได้ โดยทรงยกตัวอย่างด้านชีววิทยาของของเซลล์มะเร็งระหว่างการบรรยาย ทำให้นักศึกษาแพทย์เข้าใจเนื้อหาบทเรียนได้ง่ายขึ้น

คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นโรงเรียนแพทย์ลำดับที่ 23 ของไทย ได้รับการรับรองตามเกณฑ์มาตรฐานสากลของ World Federation for Medical Education โดยสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์และแพทยสภา จัดการเรียนการสอนในหลักสูตรที่ทันสมัยทั้งในระดับปริญญาตรี โท และเอก เพื่อมุ่งผลิตบัณฑิตแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นผู้นำด้านสุขภาพและการบริการทางการแพทย์ ที่มีความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

เปิด ‘คลับ 60⁺ ไม่เหงา เราแข็งแรง’ ดึงทีมแพทย์–เครือข่ายสุขภาพ ปลุกพลังผู้สูงวัย

เปิด ‘คลับ 60⁺ ไม่เหงา เราแข็งแรง’ ดึงทีมแพทย์–เครือข่ายสุขภาพ ปลุกพลังผู้สูงวัย

เปิด ‘คลับ 60⁺ ไม่เหงา เราแข็งแรง’ ดึงทีมแพทย์–เครือข่ายสุขภาพ ปลุกพลังผู้สูงวัย

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ ร่วมสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมสูงวัย ต่อยอดโครงการ Smile Silver Society ด้วยการเปิดตัว “คลับ 60⁺ ไม่เหงา เราแข็งแรง” พื้นที่สำหรับผู้สูงอายุที่จะช่วยดูแลสุขภาพแบบองค์รวมทั้งกาย ใจ และสังคม ผ่านโปรแกรมเวิร์กช็อปและกิจกรรมภายใต้หลัก 3 อ. 1 ค. มุ่งสร้างผู้สูงวัยต้นแบบ ส่งต่อพลังแห่งความสุขและสุขภาพดีสู่สังคม

ศ.เกียรติคุณ นพ. เทพ หิมะทองคำ 

ศ.เกียรติคุณ นพ. เทพ หิมะทองคำ อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อ และผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลเทพธารินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยมีประชากร อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มีมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั่วประเทศ ในขณะที่วัยเด็กและวัยแรงงานลดลงเรื่อย ๆ หากสถานการณ์โครงสร้างของประชากรไทย ยังคงเป็นเช่นนี้ ในอนาคตประเทศไทยอาจเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super aged society) เมื่อมีประชากร อายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความสำคัญของการดูแลชีวิตในช่วงวัยเกษียณ ให้มีคุณภาพ ทั้งด้านร่างกาย สุขภาพใจ และการมีส่วนร่วมในสังคม

คอร์สเรียนนาฏศิลป์

 “โจทย์สำคัญของช่วงวัยเกษียณไม่ไช่เพียงยืดอายุให้ยืนยาวที่สุด แต่คือการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกวัน และด้วยความเชี่ยวชาญของ โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ ที่ไม่ได้มีเพียงการรักษาโรคเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพื่อป้องกันโรคมากกว่ารอรักษาเมื่อเจ็บป่วย เราจึงริเริ่มโครงการเพื่อสังคมที่ชื่อว่า Smile Silver Society โดยได้รับการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และได้เปิดตัว คลับ 60⁺ ไม่เหงา เราแข็งแรง เพื่อเป็นชุมชนของผู้สูงอายุ เปิดโอกาสให้มาทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อช่วยส่งเสริมสุขภาพกายและใจ ทำให้ชีวิตบั้นปลายมีคุณค่า มีความหมาย และมั่นคงมากขึ้น โดยมีทีมแพทย์ของวิมุต-เทพธารินทร์ และเครือข่ายสุขภาพ มาร่วมมือกัน” ศ.เกียรติคุณ นพ.เทพ กล่าว

คอร์สฝึกร้องเพลงประสานเสียง

คอร์สเรียนจัดดอกไม้ 

กิจกรรมของ คลับ 60⁺ ไม่เหงา เราแข็งแรง จะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด 3 อ. 1 ค. ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของโครงการ Smile Silver Society ได้แก่ อาหาร เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงวัยเข้าใจการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม อารมณ์ เพื่อดูแลสุขภาพใจ ลดความเครียด และความเหงา ออกกำลัง เพื่อกระตุ้นให้เคลื่อนไหวอย่างเหมาะสมกับวัย และ ความรู้ เพื่อเติมองค์ความรู้ด้านสุขภาพและการดูแลตนเอง อาทิ การปลูกผักอินทรีย์ นาฏศิลป์ประยุกต์ คาราโอเกะ และเวิร์กช็อปเชิงสร้างสรรค์ที่ช่วยฝึกสมอง สร้างรอยยิ้ม และสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมในกลุ่มสมาชิก ซึ่งจะจัดขึ้นทั้งในโรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ และนอกสถานที่

ปลูกผักอินทรีย์

คอร์สวาดภาพระบายสี

“เป้าหมายสูงสุดของโครงการ Smile Silver Society และคลับ 60⁺ ไม่เหงา เราแข็งแรง คือ การสร้างต้นแบบศูนย์ดูแลผู้สูงวัย และสร้างผู้สูงวัยต้นแบบที่มีความรู้ด้านสุขภาพ มีร่างกายแข็งแรง และจิตใจเบิกบาน เพื่อเป็นผู้นำในการส่งต่อความรู้และดูแลสุขภาพให้กับผู้สูงวัยในชุมชนอื่นต่อไป นับเป็นการขยายสังคมแห่งความสุขที่แข็งแรงและยั่งยืน คลับนี้จึงไม่ใช่แค่กิจกรรมระยะสั้น แต่เป็นชุมชนเล็ก ๆ ที่ช่วยประคับประคองทั้งสุขภาพกายและใจของผู้สูงวัยไปพร้อมกัน” ศ.เกียรติคุณ นพ.เทพ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้สนใจร่วมโครงการ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://silversocietyclub.com/   

‘หัวใจโต’ เสี่ยงภาวะหัวใจวาย โรคใกล้ตัวที่ควรเฝ้าระวัง

‘หัวใจโต’ เสี่ยงภาวะหัวใจวาย โรคใกล้ตัวที่ควรเฝ้าระวัง

‘หัวใจโต’ เสี่ยงภาวะหัวใจวาย โรคใกล้ตัวที่ควรเฝ้าระวัง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรคหัวใจ มีหลายประเภท หนึ่งในภาวะที่ควรเฝ้าระวังนั่นคือ “ภาวะหัวใจโต” ซึ่งเป็นสาเหตุที่อาจทำให้หัวใจวายเฉียบพลันแบบไม่ทันตั้งตัว และอาจส่งผลอันตรายถึงชีวิต แพทย์หญิง กาญจนา อักษรวรนารถ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) แนะนำว่า เพื่อความไม่ประมาท เราควรมาทำความรู้จักภาวะดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและคนที่คุณรัก

ภาวะหัวใจโต เกิดจากอะไร?

ภาวะหัวใจโต (Cardiomegaly) เป็นภาวะที่พบได้บ่อย เกิดจากภาวะที่หัวใจมีขนาดใหญ่ พองโต หรือหนากว่าปกติ เนื่องจากประสิทธิภาพกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวไม่ดี ทำให้มีเลือดคั่งค้างอุดกั้นในห้องหัวใจมาก ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ที่ส่งผลต่อหัวใจโตอาจเกิดจากโรคอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดหัวใจตีบหรือลิ้นหัวใจรั่ว เป็นต้น

อาการบ่งชี้ที่ควรรับไปพบแพทย์ คือ อาการเจ็บหน้าอกโดยเฉพาะเวลานอนหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือใจสั่นเวียนศีรษะ อ่อนเพลียง่าย  เหนื่อย หอบ หรือหายใจถี่

ใครบ้าง? ที่มีความเสี่ยงภาวะหัวใจโต : ผู้สูงอายุ ผู้ที่สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิด หรือโรคอ้วน ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคลิ้นหัวใจรั่ว เป็นต้น ผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง สมาชิกในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ

การป้องกันภาวะหัวใจโต : ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลี่ยงอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงดังกล่าว ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพหัวใจได้หลายวิธี ได้แก่ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกาย และการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง อย่างไรก็ตามเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงภาวะหัวใจโต ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ช่วยให้ค้นพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น  และสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที

8 อาหาร ช่วยลดอาการอ่อนเพลียของคนวัยทำงาน

8 อาหาร ช่วยลดอาการอ่อนเพลียของคนวัยทำงาน

8 อาหาร ช่วยลดอาการอ่อนเพลียของคนวัยทำงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ด้วยไลฟ์สไตล์ที่ทั้งเคร่งเครียด เร่งรีบ และแบกความรับผิดชอบไว้มากมาย ทำให้เมื่อถึงเวลาพักผ่อนก็จัดเต็มกันแบบสุดเหวี่ยง หรือที่เรียกว่า Work Hard, Play Harder จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีอาการ “อ่อนเพลีย” ตามมาให้เห็น เรียกได้ว่านี่คือหนึ่งในปัญหาที่ทั้งวัยทำงาน วัยกลางคน ไปจนถึงวัยสูงอายุต้องประสบพบเจอ ซึ่งนอกจากการพักผ่อนให้เพียงพอแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยได้คือ การรับประทานอาหารลดอ่อนเพลีย

สำหรับใครที่ยังไม่ทราบว่าร่างกายอ่อนเพลียกินอะไรดี  พญ. กฤดากร เกษรคำ จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี)  มาแนะนำ 8 อาหารลดอาการอ่อนเพลีย ให้คุณเลือกกินเพื่อเติมความไบรต์ได้ทั้งวัน

กล้วย กล้วยเป็นแหล่งพลังงานชั้นเลิศ และร่างกายซึมซับได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูง นอกจากนี้ ยังอุดมไปด้วยวิตามินบี 6 ซึ่งช่วยเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน อีกทั้ง กล้วยยังมีโพแทสเซียม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำงานของกล้ามเนื้อและความสมดุลของอิเล็กโทรไลต์ การกินกล้วยในช่วงกลางวัน คือหนึ่งในอาวุธลับสำหรับสู้กับความอ่อนเพลียได้เป็นอย่างดี

ควินัว ร่างกายอ่อนเพลียกินอะไรดี? ควินัว คือตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะธัญพืชชนิดนี้อุดมด้วยสารอาหารซึ่งมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ไฟเบอร์ และโปรตีนสูง นอกจากนี้ ยังมีธาตุเหล็ก แมกนีเซียม และวิตามินบี ซึ่งทั้งหมดจำเป็นต่อการผลิตพลังงาน คาร์โบไฮเดรตในควินัวให้พลังงานที่สม่ำเสมอ ป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงเกินไป ดังนั้น การรับประทานควินัวในมื้ออาหารสามารถช่วยปลดปล่อยพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง และทำให้คุณรู้สึกอิ่มนานขึ้น ลดความอ่อนเพลียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผักโขม เป็นผักใบเขียวที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก แมกนีเซียม วิตามินเอ และวิตามินซี โดยธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนแมกนีเซียมมีบทบาทในการเผาผลาญพลังงานและการทำงานของกล้ามเนื้อ ดังนั้น นี่จึงเป็นอาหารลดอ่อนเพลียสีเขียวที่ไม่ควรพลาด

ปลาแซลมอน เป็นแหล่งขุมทรัพย์ของกรดไขมันโอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย รวมถึงลดการอักเสบและปรับปรุงการทำงานของสมอง โปรตีนในปลาแซลมอนยังช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่และเป็นแหล่งพลังงานชั้นเลิศ การรวมกันของโอเมกา 3 โปรตีน และวิตามินบีในปลาแซลมอนทำให้กลายเป็นอีกหนึ่งอาหารลดอ่อนเพลียที่มีรสชาติอร่อยเลิศ

อัลมอนด์ เป็นอาหารลดอ่อนเพลียที่อุดมด้วยสารอาหารมากมาย ทั้งไขมันดี โปรตีน ไฟเบอร์ นอกจากนี้ ยังมีแมกนีเซียม เหล็ก และวิตามินอี โดยไขมันดีในอัลมอนด์มีส่วนช่วยในการควบคุมการใช้พลังงานของร่างกาย ในขณะที่แมกนีเซียมและธาตุเหล็กมีบทบาทสำคัญในการผลิตพลังงาน และส่งเสริมการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดแดง ดังนั้น การรับประทานอัลมอนด์สักกำมือสามารถช่วยลดความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี

กรีกโยเกิร์ต กรีกโยเกิร์ต เป็นอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน ซึ่งมีโปรไบโอติก แคลเซียม และวิตามินบี โดยโปรตีนมีความสำคัญต่อการซ่อมแซมและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ในขณะที่แคลเซียมจะช่วยควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ ส่วนโปรไบโอติกในโยเกิร์ตกรีกช่วยให้ลำไส้แข็งแรง ซึ่งเชื่อมโยงกับระดับพลังงานที่เพิ่มขึ้น

ดาร์กช็อกโกแลต ดาร์กช็อกโกแลตไม่ได้มีดีเพียงแค่รสชาติ แต่ยังเป็นแหล่งของสารประกอบธรรมชาติที่สามารถเพิ่มระดับพลังงานได้ ประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและฟลาโวนอยด์ที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด การส่งออกซิเจนไปยังสมอง และเสริมสร้างการตื่นตัว นอกจากนั้น ดาร์กช็อกโกแลตยังมีคาเฟอีนซึ่งออกฤทธิ์เพิ่มความกระปรี้กระเปร่าของร่างกายได้เป็นอย่างดี

ชาเขียว เนื่องจากชาเขียวเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและคาเฟอีน ที่ช่วยเพิ่มพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการรวมกันของคาเฟอีนกับแอล-ธีอะนีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่พบในชาเขียว ยังช่วยให้รู้สึกตื่นตัวและมีสมาธิมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอ หรือต้องรับประทานในปริมาณมาก ทำให้ได้รับแคลอรี่เกินจำเป็น  ท่านใดที่อยากบรรเทาความอ่อนเพลียแบบเห็นผลชัด สามารถเข้ามาปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวขาญเพื่อตรวจหาสาเหตุและรักษาอาการอ่อนเพลียได้อย่างตรงจุด

คุณแหน : 22 มกราคม 2569

คุณแหน : 22 มกราคม 2569

คุณแหน : 22 มกราคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเข็ม “พุ่มเพชร” สัญลักษณ์ของมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้า ฯ เพื่อเยาวชนฯ แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด และประธานแม่บ้านมหาดไทย ที่ดำรงตำแหน่งเป็นครั้งแรก  และพระราชทานเข็มพระนามาภิไธยย่อ สธ. แก่ผู้สมทบกองทุนน้อมเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อพระราชทานทุนการศึกษาแก่เยาวชนยากไร้ทั่วประเทศ วันที่ 2 ก.พ. ณ การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่..
  • เก่งงานไม่พอ เรื่องใจบุญก็ไม่เป็นรองใคร สำหรับ วิจักษณ์ ประดิษฐวณิช  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมผู้อำนวยการ บมจ. เอ็ม บี เค ล่าสุดพาครอบครัว ร่วมมอบเงิน จำนวน 1 ล้านบาท ให้แก่ มูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อสมทบทุนสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีย่านนวัตกรรมโยธี ณ มูลนิธิรามาธิบดีฯ อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ งานนี้เป็นไปอย่างเรียบง่าย แต่อิ่มเอมด้วยพลังแห่งการให้ สมกับผู้นำองค์กรคุณภาพตัวจริง ..
  • ขอแสดงความยินดีกับ พลตรีหญิง ดร.อังคณา สุเมธสิทธิกุล ในโอกาสได้รับการเลือกตั้งดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมพยาบาลทหารบก..
  • สวด ร.ต.หญิง สุรี บูรณธนิต อดีตรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 19-23 ม.ค.18.30 น. ศาลาพีชานนท์ วัดธาตุทอง พระอารามหลวง ..พระราชทานเพลิงศพ 25 ม.ค.14.00 น..
  • เปิดศักราชใหม่ได้ไม่เท่าไร เน็กซ์โทเปีย สยามพารากอน ร่วมกับ ภชกรณ์ กาญจนมงคล บริษัทฟุสโก กรุ๊ป จำกัด ,ซาร่า พงศ์ปัญณ และสถาบันสุขภาพและความงามตรัยญา โรงพยาบาลปิยะเวท  จัดงาน Nextopia Prime Dance Club กิจกรรมปาร์ตี้สไตล์ Dance Club สำหรับวัยทำงาน วัยกลางคน ไปจนถึง Active Seniors ที่ต้องการความสนุก รวมถึงชื่นชอบการเต้นรำ ฟังเพลง และออกกำลังกายแบบ Low Impact Dance วันเสาร์ 21  ก.พ. 13.00 น. ณ Nextopia  ชั้น 5 สยามพารากอน หนุ่มสาวขาแดนซ์ สนใจ โทร.093-428-9594..
  • ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม จัดละครร้องเฉลิมพระเกียรติ บทพระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง “ตั้งจิตคิดคลั่ง” กำกับการแสดงโดย ศ.ดังกมล ณ ป้อมเพชร  จัดแสดง 15-25 ม.ค.ณ ศูนย์ศิลปการละครสดใส พันธุมโกมล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ บัตรราคา 800 บาท นิสิตนักศึกษา 400 บาท จองบัตรได้ที่ TicketMelon..
  • ศิลปินแห่งชาติ นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เชิญชวนอุดหนุนดอกไม้ที่ระลึกวันทหารผ่านศึก “ดอกป๊อปปี้”  ในสัปดาห์ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก เริ่ม 27 ม.ค.-4 ก.พ.2569  เพื่อหารายได้สมทบทุนสงเคราะห์ครอบครัวทหาร ตำรวจ พลเรือน และอาสาสมัคร ที่อุทิศปฎิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ สั่งซื้อได้ที่ มูลนิธิฯ โทร.02-2453303 Line ID:@poppythailand บริจาคได้ที่ ธ.กสิกรไทย สาขาสนามเป้า ชื่อบัญชี มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก เลขที่บัญชี 029-2-71777-6 ส่วนผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิฯ มีอีกมายมาย เลือกซื้อเลือกหาได้ทาง https://shop.line.me/@poppythailand โทร.02-2453302-4/..

น้อง

‘เชื้อไวรัส RSV’ นอกฤดูกาล ยังต้องเฝ้าระวัง ‘เด็กคลอดก่อนกำหนด – กลุ่มเสี่ยง’ จำเป็นต้องป้องกัน

‘เชื้อไวรัส RSV’ นอกฤดูกาล ยังต้องเฝ้าระวัง ‘เด็กคลอดก่อนกำหนด – กลุ่มเสี่ยง’ จำเป็นต้องป้องกัน

‘เชื้อไวรัส RSV’ นอกฤดูกาล ยังต้องเฝ้าระวัง ‘เด็กคลอดก่อนกำหนด – กลุ่มเสี่ยง’ จำเป็นต้องป้องกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เชื้อไวรัส RSV”  สาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยรุนแรงในระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน “กลุ่มเด็กเปราะบาง” อย่างทารกที่คลอดก่อนกำหนด และเด็กที่มีโรคประจำตัว ทั้งนี้ ผู้ปกครองควรตระหนักถึงการป้องกันเชิงรุกด้วย “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV” ตั้งแต่แรกเกิด เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

การคลอดก่อนกำหนด (หรือก่อน 37 สัปดาห์) ยังคงเป็นความท้าทายระดับโลก ข้อมูลจากกรมการแพทย์ ระบุว่า ในแต่ละปีมีทารกคลอดก่อนกำหนดสูงถึง 15 ล้านคนทั่วโลก หรือคิดเป็น 1 ใน 10 ของทารกแรกเกิดทั้งหมด และมีทารกที่เสียชีวิตจากภาวะนี้ประมาณ 1 ล้านคน   สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง ข้อมูล ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า หญิงไทยมีอัตราการคลอดก่อนกำหนดสูงถึงร้อยละ 9.82 ซึ่งภาวะนี้ส่งผลให้ทารกมีปอดระบบภูมิคุ้มกันและการควบคุมอุณหภูมิของทารกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ทำให้พวกเขามีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษต่อภาวะแทรกซ้อนที่คุกคามชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ

รศ. นพ. สรายุทธ สุภาพรรณชาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ สาขาทารกแรกเกิดและปริกำเนิด และประธานชมรมเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดแห่งประเทศไทย

รศ. นพ. สรายุทธ สุภาพรรณชาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ สาขาทารกแรกเกิดและปริกำเนิด และประธานชมรมเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “เชื้อไวรัส RSV ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดยอาการเริ่มต้นมักคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น มีไข้ น้ำมูกไหล ไอ มีเสมหะ และคัดจมูก แต่จะมีความรุนแรงขึ้นเมื่อเชื้อลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง โดยกลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงสูงมาก ได้แก่ ทารกคลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ หรือโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด และเด็กที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับปอดเรื้อรัง เด็กกลุ่มนี้หากติดเชื้อ RSV อาการจะรุนแรงกว่าเด็กทั่วไปมาก เสี่ยงต่อภาวะหายใจล้มเหลว หรืออาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต หากสังเกตลูกมีอาการหอบเหนื่อย หายใจมีเสียงวี้ด หายใจเร็ว ซี่โครงบุ๋ม หรือมีภาวะหยุดหายใจ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที”

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีน RSV สำหรับเด็กเล็กโดยตรง ทำให้ “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV”  เป็นมาตรการหลักในการป้องกันสำหรับเด็ก โดยภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสามารถออกฤทธิ์ได้ทันทีหลังได้รับ ทำให้เด็กมีภูมิคุ้มกันพร้อมต่อสู้กับไวรัสได้ทันเวลา สามารถฉีดเข้ากล้ามเนื้อได้ตั้งแต่แรกเกิด และป้องกันการติดเชื้อได้นานถึง 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ทารกเปราะบางมากที่สุด สำหรับประสิทธิภาพ พบว่า ลดความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจากการติดเชื้อ RSV ได้ 82.7%, ลดความเสี่ยงในการนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างจาก RSV ได้ 79.5% และลดระยะเวลาในการเข้ารับการรักษาในแผนกดูแลทารกแรกเกิดวิกฤติ (NICU) ได้ 75.3%

สำหรับเด็กที่มีร่างกายแข็งแรงปกติ การรับภูมิคุ้มกันนี้ในช่วงก่อนหรือระหว่างฤดูกาลระบาดถือว่าเหมาะสม แต่สำหรับเด็กกลุ่มเสี่ยงสูง ไม่ว่าจะเป็นทารกคลอดก่อนกำหนด หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว การป้องกันตั้งแต่แรกเกิดมีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะหากติดเชื้อแล้วจะมีความรุนแรงมากกว่าเด็กปกติและมีโอกาสนอนโรงพยาบาลสูง ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องรอฤดูกาลระบาด โดยทารกทั่วไปสามารถรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV ได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 8 เดือน ในขณะที่ทารกที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เด็กที่มีโรคปอดเรื้อรัง หรือโรคหัวใจพิการตั้งแต่กำเนิด สามารถรับต่อเนื่องตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงอายุ 2 ปี

การป้องกันด้วยภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV ในเด็กกลุ่มเสี่ยงสูงจึงถือเป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับความเสี่ยงของการเจ็บป่วยรุนแรง การรักษาในโรงพยาบาล และภาวะแทรกซ้อนที่อาจคุกคามชีวิตลูกน้อยได้ โดยเฉพาะในวาระการตระหนักถึงการเริ่มต้นชีวิตที่ดีของทารกทุกคนในวันคลอดก่อนกำหนดโลก

ปวดหลัง นั่งนาน เครียดเรื้อรัง คือระเบิดเวลาที่กำลังทำลายสุขภาพ

ปวดหลัง นั่งนาน เครียดเรื้อรัง คือระเบิดเวลาที่กำลังทำลายสุขภาพ

ปวดหลัง นั่งนาน เครียดเรื้อรัง คือระเบิดเวลาที่กำลังทำลายสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ออฟฟิศซินโดรม โรคร้ายที่พบเจอมากขึ้นกับยุคสมัยใหม่ ที่ต้องทำงานก้มหน้ามองจอมือถือคอมพิวเตอร์ ทำให้อาการนี้พบเจอได้ในคนไข้อายุน้อยลงเรื่อย ๆ ทำให้โรคพัฒนาไปเป็นอาการข้อเสื่อมในคนอายุน้อยจึงเป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม

 นพ. ฉัตรดนัย พันธุ์อุดม (ว.48555) แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ – ศัลยกรรมข้อสะโพกและข้อเข่า ศูนย์กล้ามเนื้อกระดูก และข้อ โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายวิธีสังเกตอาการและแนวทางดูแลตนเอง สำหรับนำไปปรับใช้กับตนเองและคนรอบข้าง กรณีหากเริ่มมีอาการรุนแรงจะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

 นพ. ฉัตรดนัย พันธุ์อุดม (ว.48555) แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ – ศัลยกรรมข้อสะโพกและข้อเข่า ศูนย์กล้ามเนื้อกระดูก และข้อ โรงพยาบาลนวเวช

ออฟฟิศซินโดรมคืออะไร?

ในยุคที่การทำงานส่วนใหญ่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง “ออฟฟิศซินโดรม” ได้กลายเป็นโรคที่คุ้นหูของคนวัยทำงานมากขึ้น ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) คือกลุ่มอาการที่มักเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อมัดเดิม ๆ ท่าทางเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน โดยเฉพาะการนั่งทำงานอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถ และอาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดคอ บ่า ไหล่ หลัง ตาแห้ง มือชา หรือปวดศีรษะเรื้อรัง หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาการอาจลุกลามไปถึงกระดูกสันหลังและระบบประสาทได้

อาการปวดเรื้อรัง….ต้นเหตุจากเรื่องเล็ก ๆ

จุดเริ่มต้นของออฟฟิศซินโดรมส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย เช่น การนั่งหลังงอ การยกไหล่ขณะใช้เมาส์ การวางจอคอมพิวเตอร์ในระดับที่ไม่เหมาะสม หรือแม้แต่การพิมพ์บนแป้นพิมพ์ในท่าทางที่ไม่สอดคล้องกับสรีระ พฤติกรรมเหล่านี้เมื่อสะสมเป็นเวลานาน ส่งผลให้กล้ามเนื้อบางส่วนเกิดอาการตึงและอักเสบ รวมถึงการไหลเวียนของเลือดไม่ดี ทำให้เกิดอาการชาและปวดเรื้อรัง

นอกจากปัจจัยทางร่างกายแล้ว ความเครียดจากการทำงานก็เป็นอีกหนึ่งตัวการที่กระตุ้นอาการออฟฟิศซินโดรม เพราะความเครียดมีผลต่อกล้ามเนื้อ ทำให้หดเกร็งโดยไม่รู้ตัว และอาจจะกระทบการนอนตอนกลางคืนได้

วิธีสังเกตอาการและแนวทางดูแลตนเอง

ผู้ที่มีแนวโน้มเป็นออฟฟิศซินโดรม มักจะเริ่มจากอาการเล็กน้อย เช่น รู้สึกเมื่อยไหล่หรือคอบ่อย ๆ แต่เมื่อปล่อยไว้ อาการจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ปวดตึงจนขยับคอยาก ปวดหลังจนไม่สามารถนั่งได้นาน หรือมือชาเมื่อต้องพิมพ์งานต่อเนื่อง

การดูแลตัวเองสามารถเริ่มได้จากการปรับท่านั่งให้เหมาะสม ควรนั่งโดยให้หลังตรง เท้าทั้งสองข้างวางแนบพื้น ข้อมือไม่งอขณะพิมพ์ และหน้าจอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ในระดับสายตา หมั่นลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายทุก 1-2 ชั่วโมง และทำท่าบริหารกล้ามเนื้อคอ ไหล่ หลัง เป็นประจำจะช่วยลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อได้ดี

หากมีอาการปวดเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด เพื่อรับการตรวจหาอาการแทรกช้อน เช่น อาการกระดูกคอเสื่อม หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท และเพื่อที่จะได้รับการรักษาที่เหมาะสม ไม่ควรปล่อยให้อาการเรื้อรังเพราะจะนำไปสู่ปัญหากระดูกและเส้นประสาทที่ยากต่อการรักษาในระยะยาว

ยืดเส้นวันละนิด ห่างไกลออฟฟิศซินโดรม

การยืดกล้ามเนื้อระหว่างวันทำงานเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และช่วยให้ร่างกายไม่เมื่อยล้าจากการนั่งทำงานนานเกินไป ท่าเหล่านี้สามารถทำได้แม้อยู่ที่โต๊ะทำงานโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ 

บริหารต้นคอ : หมุนศีรษะเป็นวงกลมช้า ๆ 5 รอบไปทางซ้าย และอีก 5 รอบไปทางขวา ช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ

บริหารหัวไหล่และหลังส่วนบน: ประสานมือยกแขนขึ้นระดับอก เหยียดตรงหันฝ่ามือออก เหยียดไปด้านหน้าจนรู้สึกตึงที่กล้ามเนื้อหลังส่วนบน ค้างไว้ 10–15 วินาทีต่อครั้ง และหลังส่วนบน ค้างท่าไว้ประมาณ 10–15 วินาที ทำซ้ำ 10–15 ครั้งต่อรอบ และควรทำประมาณวันละ 3–5 รอบ

บริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว: นั่งหลังตรง แล้วบิดลำตัวไปทางซ้าย มือจับพนักเก้าอี้ค้างไว้ 10 วินาที แล้วสลับไปอีกด้าน

บริหารกล้ามเนื้อขา: เหยียดขาทีละข้างให้ตึงใต้โต๊ะ ค้างไว้ 10 วินาที แล้วสลับข้าง หากเอื้อมมือจับปลายเท้าด้วย จะทำให้ยืดได้มากขึ้น

บริหารกล้ามเนื้อมือและข้อมือ: เพื่อผ่อนคลายข้อมือจากการใช้คีย์บอร์ดหรือเมาส์ ให้กำแล้วแบมือช้า ๆ สัก 10 ครั้ง และหมุนข้อมือไปมา

การยืดกล้ามเนื้อทุก 1–2 ชั่วโมง ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงของออฟฟิศซินโดรม แต่ยังช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง เพิ่มสมาธิ และยังเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วย

สุขภาพดี เริ่มที่โต๊ะทำงาน

 โต๊ะทำงาน ควรเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการใช้ร่างกายอย่างถูกต้อง ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของอาการปวดเรื้อรัง การจัดวางอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น คีย์บอร์ด เมาส์ และหน้าจอให้เหมาะกับสรีระ จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดออฟฟิศซินโดรมได้มาก และที่สำคัญคือต้องไม่ละเลยสัญญาณเตือนจากร่างกาย หากเริ่มมีอาการปวดหรือชา แม้เพียงเล็กน้อย ก็ควรรีบปรับพฤติกรรมหรือขอคำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทางทันที

ทั้งนี้ ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ ได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ป่วย คุณภาพการรักษา มาตรฐานการให้บริการ  ระบบการดูแลผู้ป่วยด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ ซึ่งโรงพยาบาลนวเวชได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI (American Accreditation Commission International) ISO 7101:2023 – Health Care Organization Management และ ISO 9001:2015 – Quality Management Systems สามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนวเวช โทร. 1507 I Line: @navavej ให้ผู้ชำนาญการเฉพาะทางดูแลคุณตั้งแต่จุดเริ่มต้นของอาการ