‘SOLAR+BATTERY EXPO 2026’ มหกรรมพลังงานสะอาดครบวงจร รวมครบทุกเทคโนโลยี

'SOLAR+BATTERY EXPO 2026' มหกรรมพลังงานสะอาดครบวงจร รวมครบทุกเทคโนโลยี

‘SOLAR+BATTERY EXPO 2026’ มหกรรมพลังงานสะอาดครบวงจร รวมครบทุกเทคโนโลยี

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.24 น.

ตลาดโซลาร์บูม รับแรงส่งนโยบาย–ค่าไฟพุ่ง! SOLAR+BATTERY EXPO 2026 เปิดจองพื้นที่ มหกรรมพลังงานสะอาดครบวงจรเพื่อบ้านและโรงงาน รวมครบทุกเทคโนโลยีตั้งแต่แผง–อินเวอร์เตอร์–แบตเตอรี่–ระบบบริหารพลังงาน ใหญ่ที่สุดของปี

ปี 2569 ถูกจับตามองว่า เป็นปีที่ตลาดโซลาร์และระบบแบตเตอรี่ของไทย “เร่งตัวพร้อมกันหลายปัจจัย” จากทั้งครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ต้องการลดต้นทุนค่าไฟ ขณะที่เทคโนโลยีมีราคาคุ้มค่าขึ้น อีกทั้งยังได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายพลังงานสะอาดสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ทำให้การลงทุนด้านโซลาร์และแบตเตอรี่กลายเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ของภาคธุรกิจไทย เพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว บริษัท แกท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ประกาศจัดงาน “Solar & Battery Expo 2026 (SBX 2026)” งานมหกรรมโซลาร์และแบตเตอรี่ครบวงจรที่สุดเพื่อบ้านและโรงงานครั้งแรกในไทย พร้อมเปิดจองพื้นที่อย่างเป็นทางการแล้ววันนี้

งาน SBX 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 พฤษภาคม 2569 ณ ไบเทค บางนา บนพื้นที่รวมกว่า 6,600 ตารางเมตร คาดดึงดูดผู้เข้าชมงานมากกว่า 10,000 คน และผู้แสดงสินค้ากว่า 150 แบรนด์ชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศ กลุ่มผู้เข้าชมงานกว่า 70% เป็น ‘Real Buyer’ ทั้งเจ้าของโรงงานและเจ้าของบ้านที่ต้องการซื้อและมองหาโปรโมชั่นสำหรับติดตั้งทันที ทำให้งาน SBX 2026 ไม่ใช่เพียงงานแสดงนวัตกรรม แต่เป็น ‘Marketplace’ ที่เน้นการเจรจาธุรกิจและปิดการขายได้จริง

• รวม Ecosystem โซลาร์และแบตเตอรี่ในงานเดียว

SBX 2026 ครอบคลุมทุกเทคโนโลยีในห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่แผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ ระบบกักเก็บพลังงาน งานติดตั้งและผู้รับเหมาระบบ EPC ระบบชาร์จ EV โซลูชันสมาร์ทเอนเนอร์ยี ไปจนถึงบริการทางการเงินและระบบบริหารพลังงาน ทำให้ผู้เข้าชมสามารถเปรียบเทียบเทคโนโลยีและพบผู้ให้บริการได้ครบในที่เดียว

นับเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมผู้ซื้อ–ผู้ขาย–นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบาย ภายใต้ช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเตรียมประกาศใช้กฎหมายและมาตรฐานพลังงานรูปแบบใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อโครงการโซลาร์ในทั้งครัวเรือน อาคาร และโรงงานอุตสาหกรรม

งานได้รับการตอบรับจากองค์กรชั้นนำเข้าร่วมงาน อาทิ EGAT,PEA, MEA, SCG และ Gunkul  พร้อมการสนับสนุนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมด้านพลังงานหลายแห่ง สะท้อนบทบาทของ SBX 2026 ในฐานะ “งานใหญ่ของคนไทย เพื่อพลังงานของประเทศไทย”

• จังหวะขับเคลื่อนพลังงานสะอาด สู่ภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน

คุณนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงความร่วมมือในการสนับสนุนการจัดงานว่า “ขณะนี้ถือเป็น ‘โอกาสทอง’ ของประเทศไทยในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งไทยมีศักยภาพสูง สอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนของกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. ที่มุ่งผลักดันการใช้พลังงานสะอาดมาอย่างต่อเนื่อง

พลังงานแสงอาทิตย์เป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนค่าไฟ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้กับทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีโซลาร์และระบบกักเก็บพลังงานในปัจจุบันมีความพร้อมและเข้าถึงได้มากขึ้น ทำให้การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของภาคธุรกิจ

กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. จึงยินดีร่วมสนับสนุนการจัดงาน Solar & Battery Expo 2026 และร่วมจัดเวที Forum ภายในงาน เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมอง ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโซลาร์และแบตเตอรี่ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสอดรับกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว”

คุณวุฒิยา หนุนภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า “งาน SBX2026 ถูกพัฒนาขึ้นจากความต้องการจริงของตลาดไทย เราตั้งใจทำให้เป็นเวทีที่รวบรวมเทคโนโลยี ผู้ประกอบการ และผู้ซื้อไว้ครบในที่เดียว สำหรับทั้งบ้านและโรงงาน เชื่อว่างานนี้จะเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการในการขยายตลาดและปิดการขายได้จริง รวมถึงสนับสนุนให้ธุรกิจไทยได้มีเวทีของตัวเองในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดของประเทศ พร้อมขยายเครือข่ายสู่ภูมิภาคด้วย Buyer Mission และ Networking ไทย–เวียดนาม–อาเซียน”

• เปิดจองพื้นที่แล้ว – SME รับเงินสนับสนุนสูงสุด 80%

ด้วยจังหวะตลาดที่กำลังขยายตัว และการตอบรับจากองค์กรขนาดใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้งาน SOLAR+BATTERY EXPO 2026 (SBX 2026) ได้รับการจับตาในฐานะหนึ่งในงานสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดปีหน้า  ผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดในปีที่ดีมานด์โซลาร์–แบตเตอรี่พุ่งสูง สามารถจองพื้นที่ได้ตั้งแต่วันนี้

พิเศษ! สำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย งาน SBX 2026 จับมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.)สนับสนุนส่วนลดค่าใช้จ่ายในการออกบูธ 50 – 80% (มูลค่าสูงสุด 200,000 บาท/ราย) 

ผู้สนใจสามารถจองพื้นที่และดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ : http://www.sbxpo.com หรือติดต่อคุณธนานนท์ สุขเกษม ผู้อำนวยการฝ่ายขาย Email: Nop@gat.co.th  M/Whatsapp: (+66) 082 475 83598 หรือ โทร: 094 337 9588  อีเมล์: Sales@gat.co.th

-(016)

ยูนิเซฟแต่งตั้งนายเคน เลกินส์ เป็นผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย คนใหม่

ยูนิเซฟแต่งตั้งนายเคน เลกินส์ เป็นผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย คนใหม่

ยูนิเซฟแต่งตั้งนายเคน เลกินส์ เป็นผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย คนใหม่

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

องค์การยูนิเซฟประกาศแต่งตั้ง นายเคน เลกินส์ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย คนใหม่ โดยนายเลกินส์มีประสบการณ์ด้านการพัฒนาระหว่างประเทศยาวนานกว่า 25 ปี และเคยทำงานในหลายประเทศ อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน เบลีซ และสาธารณรัฐอิรัก อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการส่งเสริมสุขภาพของเด็กและวัยรุ่น นายเลกินส์จะนำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความมุ่งมั่นในการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเด็ก มาขับเคลื่อนภารกิจของยูนิเซฟในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ

นายเลกินส์ กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้กลับมาประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ผมชื่นชมมาโดยตลอดในฐานะผู้นำด้านสาธารณสุขและการส่งเสริมสุขภาพของเด็ก ผมเคยมีโอกาสทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยมาก่อน ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยบุกเบิกแนวทางใหม่ในการรับมือกับปัญหาเอชไอวีในผู้หญิงและเด็ก ซึ่งด้วยการสนับสนุนจากภาคีเครือข่าย รวมถึงยูนิเซฟ ประเทศไทยสามารถบรรลุความสำเร็จอย่างโดดเด่น ทั้งในด้านการรักษาผู้หญิงและเด็กที่มีเชื้อเอชไอวี และการป้องกันการแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในขณะนั้น”

เขากล่าวเสริมว่า “ผมมีความมุ่งมั่นที่จะนำทีมยูนิเซฟสนับสนุนรัฐบาลไทยในการรับมือกับความท้าทายในปัจจุบัน ตั้งแต่ภาวะทุพโภชนาการและความเหลื่อมล้ำ ไปจนถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการย้ายถิ่นฐาน ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีองค์ความรู้และประสบการณ์ที่โดดเด่น พร้อมแบ่งปันให้แก่นานาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การคุ้มครองทางสังคม และการคุ้มครองเด็กข้ามชาติ”

ก่อนเข้ารับตำแหน่งในประเทศไทย นายเลกินส์เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศเบลีซ โดยมุ่งเน้นการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการใช้นวัตกรรมทางการเงิน นอกจากนี้ เขายังมีบทบาทสำคัญในการร่วมจัดตั้งสำนักงานยูนิเซฟระดับพหุประเทศแห่งใหม่ในภูมิภาคแคริบเบียน ก่อนหน้านั้น นายเลกินส์เคยดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ฝ่ายโครงการ ประจำประเทศอิรัก โดยบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่เพื่อช่วยเหลือเด็กและครอบครัวที่ได้รับผล กระทบจากการพลัดถิ่น ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับบริการทางสังคมในพื้นที่

ในช่วงต้นของเส้นทางอาชีพ นายเลกินส์เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงฝ่ายการจัดหาและจัดส่งอุปกรณ์ช่วยชีวิตเด็กในประเทศเดนมาร์ก โดยบริหารระบบห่วงโซ่อุปทานที่มีบทบาทสำคัญในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งช่วยให้ยูนิเซฟสามารถจัดส่งวัคซีนไปทั่วโลกได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ เขายังมีประสบการณ์อย่างกว้างขวางด้านสุขภาพวัยรุ่น เอชไอวี และอนามัยแม่และเด็กจากการทำงานร่วมกับยูนิเซฟและองค์การอนามัยโลกในหลายภูมิภาคทั่วเอเชียและยุโรป รวมถึงพื้นที่ที่เผชิญสถานการณ์วิกฤต

ในฐานะผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย นายเลกินส์จะทำงานร่วมกับรัฐบาลไทย ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ตลอดจนเด็กและเยาวชนอย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องสิทธิของเด็กทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่เปราะบางที่สุด พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบคุ้มครองทางสังคม การศึกษา สาธารณสุข และการคุ้มครองเด็ก และผลักดันให้เสียงของเด็กและเยาวชนได้รับการสะท้อนในนโยบายสาธารณะที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาโดยตรง

นายเลกินส์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ยูนิเซฟเป็นพันธมิตรที่ประเทศไทยให้ความไว้วางใจมาอย่างยาวนานเกือบ 80 ปี และเราได้ร่วมกันสร้างความก้าวหน้าเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนหลายล้านคนทั่วประเทศ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้สานต่อภารกิจสำคัญนี้ และมุ่งหวังที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนชาวไทย เพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่เด็กทุกคนได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเท่าเทียม โดยจะไม่มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

‘กิ่งไกร by ครัวสุพรรณิการ์’ คืนถิ่นภายใต้ร่มเงา ‘แม่ต้นไกร’ เปิดมิติใหม่อาหารไทย 5 ภาคและหัตถศิลป์อีสานสู่เวทีโลก

‘กิ่งไกร by ครัวสุพรรณิการ์’ คืนถิ่นภายใต้ร่มเงา ‘แม่ต้นไกร’ เปิดมิติใหม่อาหารไทย 5 ภาคและหัตถศิลป์อีสานสู่เวทีโลก

‘กิ่งไกร by ครัวสุพรรณิการ์’ คืนถิ่นภายใต้ร่มเงา ‘แม่ต้นไกร’ เปิดมิติใหม่อาหารไทย 5 ภาคและหัตถศิลป์อีสานสู่เวทีโลก

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Isan Jantra Group ผู้นำธุรกิจร้านอาหารไทยที่มุ่งมั่นผลักดัน Soft Power สู่ระดับสากล ประกาศก้าวสำคัญแห่งปีด้วยการนำแบรนด์ “กิ่งไกร by ครัวสุพรรณิการ์” (Ging Grai by Krua Supanniga) กลับสู่จุดกำเนิด ณ สุพรรณิการ์ โฮม ขอนแก่น

การเคลื่อนทัพครั้งนี้มีขึ้นเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา เปรียบเสมือนการ “คืนสู่เหย้า” (Grand Homecoming) เพื่อสืบสานมรดกวัฒนธรรมอาหารภายใต้ร่มเงาของ “แม่ต้นไกร” ต้นไม้ใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความอบอุ่นของครอบครัว ผสานวิถีชีวิตอันละเมียดละไมเข้ากับรสชาติอาหารไทย 5 ภาค ที่เปี่ยมด้วยเรื่องราวและคุณภาพระดับโลก

เอ้-ธนฤกษ์ เหล่าเราวิโรจน์ 

การกลับมาครั้งนี้ขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์ของ เอ้-ธนฤกษ์ เหล่าเราวิโรจน์ นักสร้างสรรค์แบรนด์ผู้มีประสบการณ์ระดับสากล โดย กิ่งไกร ถือเป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จที่ต่อยอดมาจากความแข็งแกร่งของเครือ Isan Jantra Group ซึ่งเป็นการรวมพลังของแบรนด์ร้านอาหารไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Somtum Der (ส้มตำเด้อ) ผู้ปฏิวัติวงการอาหารอีสานจนคว้า 1 ดาวมิชลิน (New York) รางวัล Bib Gourmand ในนิวยอร์กและกรุงเทพฯ รวมถึง Michelin Plates ในไทย พร้อมการขยายสาขาไปทั่วโลกทั้งอเมริกา เวียดนาม ไต้หวัน จีน และญี่ปุ่น

อีกทั้ง ยังมี Somtum Zapp (ส้มตำแซ่บ) แบรนด์ดาวรุ่งที่เพิ่งคว้ารางวัล Best of Vietnam 2025 และ Krua Supanniga by Khun Yai Somsie (ครัวสุพรรณิการ์) ตำนานอาหารตะวันออก 150 ปี จากจังหวัดตราด ที่ได้รับการรับรองจาก Michelin Guide อย่างต่อเนื่องในปี 2023, 2024 และ 2025 และ ล่าสุด 2026 ตลอดจนได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงมาตรฐานรสชาติความเป็นไทยแท้ที่สมบูรณ์แบบ

ในส่วนของประสบการณ์แห่งรสชาติ กิ่งไกร นำเสนอแนวคิดอาหารไทยพื้นบ้าน 5 ภาค (Thai Regional Home-Cooked Cuisine) ที่คัดสรรวัตถุดิบส่งตรงจากแหล่งกำเนิดเพื่อรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิม เริ่มต้นที่ ภาคตะวันออก ซึ่งสืบสานตำนานรสมือคุณยายสมศรี ด้วยเมนู หมูชะมวง ที่ใช้สันคอหมูคัดพิเศษเคี่ยวไฟอ่อนนานกว่า 4 ชั่วโมงกับใบชะมวงย่างไฟจนเปื่อยนุ่มได้รสเปรี้ยวอมหวานที่เป็นเอกลักษณ์ เสิร์ฟเคียงคู่กับ แกงป่าเนื้อปลากรายสับถั่วฝักยาว รสจัดจ้านหอมเครื่องแกงป่า และ ข้าวเกรียบน้ำจิ้มกุ้ง (ไส้หมูยอหมูสับ) เมนูของว่างหารับประทานยาก

ถัดมาที่ ภาคกลาง นำเสนอความประณีตซับซ้อนผ่านเมนูไทยโบราณอย่าง ขนมจีนซาวน้ำ ที่สดชื่นด้วยเครื่องเคียงสับปะรดและกุ้งแห้งป่น รวมถึงเมนูทานง่ายแต่อร่อยล้ำอย่าง แกงจืดเต้าหู้หมูบะช่อ ซดร้อนๆ คล่องคอ และ กุ้งกระเทียมผัดไข่เค็ม ที่มอบความหอมมันนัวจากไข่เค็มเคลือบตัวกุ้งสดเนื้อเด้ง

สำหรับความจัดจ้านของ ภาคอีสาน ได้รับการการันตีความแซ่บโดยทีมผู้สร้างส้มตำเด้อ นำเสนอ ก้อยกุ้งอีสาน สดใหม่คลุกเคล้าสมุนไพร ไก่อบสมุนไพรกิ่งไกร หอมเครื่องเทศหมักเข้าเนื้อ และ ต้มสะโพกไก่ใบมะขามอ่อน รสเปรี้ยวกลมกล่อมซดคล่องคอ

ขณะที่ ภาคเหนือ นำเสนอกลิ่นอายล้านนาจากสาขาต้นกำเนิดที่เชียงใหม่ ผ่านเมนูพื้นเมืองอย่าง ลาบเหนือ ที่หอมเครื่องเทศเป็นเอกลักษณ์ แอ๊บปลา เนื้อปลาเคล้าเครื่องแกงย่างใบตองหอมกรุ่น และ แหนมหมกไข่ รสนวลลิ้น ปิดท้ายด้วยความร้อนแรงของ ภาคใต้ กับสูตรที่ทางร้านพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ (Developed Recipes) อาทิ แกงเหลืองปลากะพง รสเข้มข้นจัดจ้าน แกงคั่วซี่โครงหมูข่าอ่อน ที่ผสานความเผ็ดร้อนกับความหอมของข่าอ่อนอย่างลงตัว และ คั่วกลิ้งหมู ที่คั่วจนแห้งหอมสมุนไพรใต้ถึงเครื่อง

นอกเหนือจากรสชาติที่ลึกซึ้ง กิ่งไกร ยังมุ่งมั่นสร้างสุนทรียภาพแห่งการใช้ชีวิตที่งดงามผ่านแนวคิด Art of Living & “Thorr (ทอ) โดยร่วมมือกับพาร์ทเนอร์อย่าง “ที” (Te) และ “ทอ” (Thorr) นำศิลปะหัตถกรรมพื้นบ้านอย่าง การทอเสื่อกก และผลิตภัณฑ์ Handcrafted จากหมู่บ้านต่างๆ ทั่วไทย มาใช้ในการตกแต่งร้านและโต๊ะอาหาร เพื่อสะท้อนความประณีตบรรจงของวิถีชีวิตชาวอีสาน ผสานกับการเสิร์ฟ ชาเบลนด์สูตรพิเศษ (Special Blended Teas) ที่รังสรรค์มาเพื่อจับคู่กับอาหาร 5 ภาค และขนมหวานไทยแต่ละจานได้อย่างลงตัว

ด้วยรากฐานประสบการณ์ที่มั่นคงและความพร้อมในการบริหารจัดการร้านอาหารทั้งในและต่างประเทศ Isan Jantra Group มีแผนการขยายตลาดสู่สากลอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดโอกาสสำหรับผู้สนใจร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในรูปแบบ Master Franchising เพื่อร่วมกันนำรสชาติไทยแท้และวัฒนธรรมการกินที่งดงามไปเผยแพร่สู่ผู้คนทั่วโลก

สัมผัสการกลับมาของตำนานอาหารไทย 5 ภาค ในบรรยากาศ “คืนสู่เหย้า” ที่ “กิ่งไกร by ครัวสุพรรณิการ์”  ณ สุพรรณิการ์ โฮม ขอนแก่น  จังหวัดขอนแก่น

ครั้งแรกของโลกที่ไทย! KANEBO เผยโฉมแป้งผสมรองพื้น ‘MELTY FEEL WEAR II’

ครั้งแรกของโลกที่ไทย! KANEBO เผยโฉมแป้งผสมรองพื้น ‘MELTY FEEL WEAR II’

ครั้งแรกของโลกที่ไทย! KANEBO เผยโฉมแป้งผสมรองพื้น ‘MELTY FEEL WEAR II’

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วงการบิวตี้เมืองไทยสร้างปรากฏการณ์อีกครั้ง เมื่อ KANEBO (คาเนโบ)  แบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น เลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลกในการเปิดตัว  “KANEBO MELTY FEEL WEAR II” แป้งผสมรองพื้นรุ่นใหม่ล่าสุด ก่อนการวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีกำหนดในเดือนกุมภาพันธ์นี้ การเปิดตัวครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเผยโฉมนวัตกรรมงานผิวที่ทั่วโลกจับตามอง แต่ยังสะท้อนความสำเร็จของ KANEBO ในประเทศไทย ที่สามารถครองตำแหน่งยอดขายสูงสุดในกลุ่มแป้งผสมรองพื้นเคาน์เตอร์แบรนด์ อ้างอิงข้อมูลจาก Beauté Research สถาบันวิจัยด้านผลิตภัณฑ์ความงามระดับสากล

งานเปิดตัว “The World’s First Launch of KANEBO MELTY FEEL WEAR II” จัดขึ้นที่ Central Court ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พื้นที่จัดงานถูกออกแบบภายใต้ภาพลักษณ์ “I HOPE KANEBO” ถ่ายทอดแนวคิดเรื่องความหวัง ความมั่นใจ และการเป็นตัวเองอย่างแท้จริง พร้อมโซนทดลองผลิตภัณฑ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสเนื้อสัมผัสและเทคโนโลยีของ MELTY FEEL WEAR II อย่างใกล้ชิด โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ ชินซุเกะ มาไก และ ฟูมิกะ ทากาตะ มาร่วมถ่ายทอดแนวคิดและเบื้องหลังการพัฒนาผลิตภัณฑ์

มร. อัตสึชิ ซูมิโนะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คาเนโบ คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า KANEBO คือแบรนด์ที่เชื่อในศักยภาพและความงามเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล ภายใต้แนวคิด “I HOPE” และการเลือกประเทศไทยเป็นเวทีระดับโลกในการเปิดตัว KANEBO MELTY FEEL WEAR II เป็นที่แรกก่อนประเทศญี่ปุ่น สะท้อนถึงความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของตลาดประเทศไทย รวมถึงความเชื่อมั่นที่แบรนด์มีต่อผู้บริโภคชาวไทย พร้อมกล่าวเสริมว่า KANEBO สามารถครองตำแหน่ง No.1 Sales in Thailand* ในกลุ่มแป้งผสมรองพื้นเคาน์เตอร์แบรนด์ จากข้อมูล Beauté Research ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการรับฟังเสียงผู้บริโภคและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คนในเอเชียอย่างแท้จริง

ด้าน ปิยฉัตร ขยันการ ผู้จัดการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์และการตลาด บริษัท คาเนโบ คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แรงบันดาลใจของ MELTY FEEL WEAR II คือการก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมของแป้งผสมรองพื้นที่มักต้องเลือกระหว่างความบางเบากับการปกปิด โดยผลิตภัณฑ์ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “เบาสบายอย่างแท้จริง แต่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ” เพื่อมอบงานผิวที่ดูเป็นธรรมชาติ สบายผิว แต่ยังคงความเรียบเนียนและมั่นใจโดยไม่รู้สึกเหมือนกำลังแต่งหน้า

หัวใจสำคัญของ MELTY FEEL WEAR II คือ Advanced Dual Gel Coating Technology เทคโนโลยีเอกสิทธิ์ของ KANEBO ที่เคลือบอณูแป้งทุกเม็ดด้วยเจลกึ่งโปร่งแสง ช่วยให้เนื้อแป้งแนบผิวอย่างสม่ำเสมอ ลดความเป็นคราบ และให้ฟินิชที่ดูเรียบเนียนเป็นผิวจริง แม้มีการทาซ้ำหลายชั้น ผสานกับ Light Diffusion Technology ที่ช่วยกระจายแสงอย่างกลมกลืนผ่านชั้นเจล ทำให้รูขุมขนและผิวไม่เรียบดูเบลออย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมด้วย New Oil-control Silky Powder ที่ช่วยดูดซับความมันและเหงื่อได้อย่างสมดุล เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย โดยยังคงความสดใสและสบายผิวตลอดวัน นอกจากนี้ การพัฒนา MELTY FEEL WEAR II ยังสะท้อนถึงการรับฟังความคิดเห็นและประสบการณ์จริงของผู้บริโภคชาวไทย ทั้งในด้านสภาพผิว สภาพอากาศ และไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง และมอบงานผิวที่ดูเป็นธรรมชาติและมั่นใจได้ตลอดวัน

KANEBO MELTY FEEL WEAR II มาพร้อม 5R Nuance Color และ 10 เฉดสี ครอบคลุมทุกโทนผิว ได้แก่ Lavender, Petal, Rose, Shell, Vanilla, Linen, Cinnamon, Ivory, Sand และ Amber เพื่อให้ทุกคนสามารถค้นพบเฉดสีที่กลมกลืนกับผิวของตนเองได้อย่างแท้จริง วางจำหน่ายแล้วที่เคาน์เตอร์ KANEBO ในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลและโรบินสัน ทุกสาขา

LIFE & HEALTH : รู้จัก อาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้: ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

LIFE & HEALTH : รู้จัก อาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้: ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

LIFE & HEALTH : รู้จัก อาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้: ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในแต่ละปีทั่วโลกมีอาหารที่ถูกทิ้งโดยไม่จำเป็นเป็นจำนวนมหาศาล ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ระบุว่า มากกว่า 1 ใน 3 ของอาหารทั้งหมดที่ผลิตขึ้นถูกทิ้งหรือสูญเสีย ทั้งที่หลายส่วนยังสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย แนวคิด “อาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้ (Upcycled food)” จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อลดการสูญเสียอาหารและสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นของเหลือ

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ภญ. จิราพร เลื่อนผลเจริญชัย ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า Upcycled food คือ ผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากวัตถุดิบซึ่งเหลือจากกระบวนการผลิต การแปรรูป หรือการค้าปลีกอาหาร ที่ปกติแล้วอาจถูกทิ้งไป แต่ยังคงมีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัย สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ แนวคิดนี้ไม่เพียงช่วยลด “food waste” แต่ยังตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจหมุนเวียน

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ Upcycled food

  1. กากผลไม้และผักจากการคั้นน้ำเพื่อผลิตน้ำผลไม้ → ทำเป็นคุกกี้ แครกเกอร์ ขนมอบ หรือผงเสริมใยอาหาร
  2. กากถั่วเหลืองจากการทำนมถั่วเหลือง → ใช้ทำขนม เบอร์เกอร์โปรตีนพืช หรืออาหารสัตว์
  3. ขนมปังเหลือจากร้านเบเกอรี → นำมาผลิตเบียร์คราฟต์ หรือขนมอบชนิดใหม่
  4. กากกาแฟ → ใช้ผสมในช็อกโกแลต หรือสกัดสารต้านอนุมูลอิสระ
  5. เปลือกผลไม้ เช่น ส้ม กล้วย มะม่วง หรือผัก → แปรรูปเป็นแยม ผงชงดื่ม ผงปรุงรส เครื่องดื่มไฟเบอร์สูง หรือสกัดสารฟลาโวนอยด์
  6. เศษธัญพืชที่เหลือจากการผลิตเบียร์ → นำมาทำแป้งหรือซีเรียล

แนวคิดนี้ต่างจากการ “นำของเหลือมาปรุงกินใหม่” เพราะ upcycled food จะผ่านกระบวนการพัฒนาอย่างมีมาตรฐาน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย มีคุณค่า และช่วยลดของเสียในระบบอาหาร

ประโยชน์ของ Upcycled food

  1. ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม – ช่วยลดการทิ้งวัตถุดิบที่ยังใช้ประโยชน์ได้ ลดปริมาณขยะอินทรีย์และก๊าซเรือนกระจกจากการย่อยสลายของอาหาร
  2. เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ – วัตถุดิบบางส่วน เช่น กากผัก ผลไม้ หรือเปลือกธัญพืช อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ และสารพฤกษเคมีสูง
  3. สร้างมูลค่าเพิ่ม – เปลี่ยนของเหลือจากอุตสาหกรรมอาหารให้กลายเป็นสินค้าที่ขายได้ เพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย
  4. ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ – ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การเลือกอาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้จึงเป็นอีกทางเลือกที่ “ดีต่อสุขภาพและโลก”

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์และโครงการในประเทศไทย

แม้ “ผลิตภัณฑ์ upcycled” แบบที่จับต้องได้อาจยังไม่แพร่หลายมากนักในตลาดไทย แต่มีงานวิจัยและโครงการที่แสดงให้เห็นศักยภาพของการนำวัตถุดิบเหลือใช้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า ได้แก่

1. Cello-gum จากเศษ Nata de Coco ทีมนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพัฒนา Cello-gum จากเศษมะพร้าวเจลลี่ (biowaste) เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร ยา และเครื่องสำอาง ช่วยลดการนำเข้าวัตถุดิบและลดขยะจากการผลิต Nata de Coco

2. โครงการ Dole “Ugly Fruit Upcycling” บริษัท Dole Thailand นำผลไม้รูปร่างไม่สวยงามซึ่งมักถูกคัดทิ้ง มาผลิตเป็นสินค้าแปรรูปและส่วนประกอบอาหาร โดยตั้งเป้าว่า มากกว่าร้อยละ 80 ของผลไม้ลักษณะนี้จะถูกนำกลับมาใช้ใหม่ (upcycled)

3. Jani – ใช้ใบมันสำปะหลังเหลือใช้ผลิตอาหาร Plant-based แบรนด์ Jani จาก Fourth Cultured Food Group ใช้ใบมันสำปะหลังซึ่งปกติถูกทิ้ง เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหาร plant-based พร้อมรับประทาน (ready-to-eat) เพื่อคืนคุณค่ากลับสู่ระบบอาหารอย่างยั่งยืน

แนวโน้มในอนาคต

ตลาดผลิตภัณฑ์ Upcycled food มีการเติบโตต่อเนื่อง โดยในต่างประเทศเริ่มมี ตรารับรอง (Upcycled Certified™) เพื่อยืนยันว่าผลิตภัณฑ์นั้นผลิตจากวัตถุดิบที่ช่วยลดการสูญเสียอาหาร ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค และกระตุ้นให้ผู้ผลิตอาหารรายใหญ่หันมาใช้แนวทางนี้มากขึ้น ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง Upcycled Certified™

1. Cacao Barry®’s WholeFruit Chocolate ช็อกโกแลตที่ใช้ผลจากต้นโกโก้ทั้งหมด ซึ่งปกติจะถูกทิ้งไป เช่น เปลือกและเยื่อหุ้มเมล็ด เพื่อผลิตเป็นช็อกโกแลตที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง

2. ReGrained SuperGrain+Ò ขนมขบเคี้ยวที่ทำจากกากมอลต์บาร์เลย์ (spent grains) ซึ่งเป็นของเหลือจากกระบวนการผลิตเบียร์ นำมาผสมเป็นแป้งเพื่อทำขนมขบเคี้ยวที่มีไฟเบอร์สูง 

3. Kazoo Snacks ขนมขบเคี้ยวประเภททอร์ติญาชิพที่ใช้กากข้าวโพด (corn germ) ซึ่งเป็นของเหลือจากกระบวนการผลิตแป้งข้าวโพด นำมาผสมเป็นส่วนผสมหลักของขนมขบเคี้ยว

4. Just Date Organic Date Sugar น้ำตาลจากผลอินทผลัมที่มีลักษณะไม่สวยงามหรือมีตำหนิ ซึ่งปกติจะถูกทิ้งไป นำมาผลิตเป็นน้ำตาลอินทรีย์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง 

5. Spudsy มันฝรั่งทอดกรอบที่ทำจากมันฝรั่งที่มีลักษณะไม่สมบูรณ์หรือมีตำหนิ ซึ่งปกติจะถูกทิ้งไป นำมาผลิตเป็นขนมขบเคี้ยวที่มีรสชาติอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการ 

โดยสรุป อาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้ (Upcycled food) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทั้งช่วย บำรุงสุขภาพ รักษาสิ่งแวดล้อม และสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจคุณภาพชีวิตและอนาคตของโลก การเลือกซื้อหรือสนับสนุนผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จึงไม่เพียงเป็นการดูแลตัวเอง แต่ยังเป็นการช่วยโลกใบนี้ไปพร้อมกัน

ชวนคืนชีวิตใหม่..ให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก

ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ชวนร่วมทำบุญรับปีใหม่ช่วยเหลือเด็กป่วยโรคมะเร็งยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆด้วย สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร 0-2718-3800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้  รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

 

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

คุณแหน : 21 มกราคม 2696

คุณแหน: 21 มกราคม 2696

คุณแหน: 21 มกราคม 2696

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

ll พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ในฐานะรองประธานกรรมการ มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช พร้อมคณะ จะไปตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน ของ รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ จ.เชียงราย 28 ม.ค. 09.00-13.00 น. …

ll ชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผวจ.ร้อยเอ็ด เป็นประธานในพิธีออกรางวัล สลากกาชาด การกุศล ประจำปี 2569 เพื่อหารายได้ สนับสนุนภารกิจของเหล่ากาชาดจังหวัด ร้อยเอ็ด ตามพันธกิจของสภากาชาดไทย…

ll ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภา เภสัชกรรม แจ้งสภาเภสัชกรรมมีมติ ให้การรับรอง คณะเภสัชศาสตร์เพิ่มเติม ในปีการศึกษา 2569 อีก 2 แห่ง คือ ม.เกษตรศาสตร์ และ ม.ปทุมธานี..

ll ข่าวน่ายินดีของ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ศรีราชา ม.เกษตรฯ ศรีราชา ที่ได้รับรางวัล ระดับเอเชีย Asia Automotive Awards 2025 สาขา Automotive Talent Development Excellence Awards งานนี้ ต้องปรบมือรัวๆ ให้ รศ.ดร.สถาพร เชื้อเพ็ง, รศ.ดร.ณัฐพล จันทร์ พาณิชย์, ผศ.ดร.ประสิทธิชัย ณรงค์เลิศฤทธิ์ และทีมงาน…

ll ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (BAM) แนะช่วงนี้หากซื้อ ทรัพย์กับทาง BAM จะจัดหาผู้เช่าให้ ทำให้ ไม่ต้องเสียส่วนต่าง หรือ ค่าคอมมิชชั่น หรือต้องจัดหาผู้เช่าเอง โดยจากการสำรวจ พบว่ามีกลุ่มผู้ซื้ออสังหาฯ เพื่อการลงทุน อยู่ประมาณ 7 หมื่นราย จึงถือเป็นรูปแบบ ที่จะเข้ามาช่วยระบายทรัพย์…

ll เพื่อนๆ Digital CEO#5 ยินดีกับ ตรีวิทย์ วังวรวุฒิ ที่ได้เป็น กรรมการผู้จัดการ คนใหม่ ของ บมจ. ตลาดสัญญาซื้อขาย ล่วงหน้า (ประเทศไทย) หรือ TFEX..ll ดร.ซิวซี แซ่ตั้ง และครอบครัววิทูรปกรณ์ บริจาคเงินสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อสร้างอาคารกายวิภาคฯ สถาบัน การแพทย์จักรีนฤบดินทร์ รับมอบโดย ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์… ll มิตรสหายร่วมยินดีกับ วรวัชร ตันตรานนท์ ที่ได้รับพระราชทาน ปริญญา บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ม.เชียงใหม่…

ll แม้มีภารกิจมาก ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ประธาน บจ.จีไอเอส ได้จัดสรรเวลามาบรรยายให้หลักสูตร DJS#3 ตามคำเชิญของ วาฤทธิ์ ศิริพิทยาโรจน์ …

ll นันทภรณ์ อังศุกุลธร วันเกิดปีนี้ทำบุญกับ ช่วยเด็กพิการของมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อ การพัฒนาคนพิการ ตอนเย็นนี้กลับไป รับทานข้าวและกราบขอพรจากคุณพ่อ คุณแม่…

ll รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ยินดีกับ ด.ช.ปรินทร์ เลิศสิริสิน นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (ป.5/10) ที่ได้รับ รางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันหุ่นยนต์ รายการ Robot Soccer Primary Cup 2026 ในงานวันนักประดิษฐ์ประจำปี 2569 จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและ วิทยุบังคับ…

ll ดร.นิพนธ์ นาชิน ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลฟ่าเซค จำกัด และ ดร.สันติสุข ลิ้มปีติเจริญโชติ ไปพูดคุยเรื่อง โอกาสของแรงงานไทย ในยุค AI ติดตามชมได้ที่ https:// youtu.be/h3Mx7KoP1-E?si=44zgo TMH4kPKuFtJ… ll

น้องใหม่

‘ดร.จำนงค์ – กาญจนา อัศวเรืองชัย’ เป็นประธานมอบทุนฯ’69 แก่นักเรียน รร.วัดโรงวัว เชียงใหม่

‘ดร.จำนงค์ – กาญจนา อัศวเรืองชัย’ เป็นประธานมอบทุนฯ’69 แก่นักเรียน รร.วัดโรงวัว เชียงใหม่

‘ดร.จำนงค์ – กาญจนา อัศวเรืองชัย’ เป็นประธานมอบทุนฯ’69 แก่นักเรียน รร.วัดโรงวัว เชียงใหม่

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.48 น.

ดร.จำนงค์ อัศวเรืองชัย ประธานบริษัท สีไทยกันไซเพนท์ จำกัดและกาญจนา อัศวเรืองชัย  เป็นประธานมอบทุนการศึกษาประจำปี 2569 แก่เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดโรงวัว ต.แม่ก๊า อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ พร้อมจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน ซึ่งนอกจากมอบทุนการศึกษาแล้ว ดร.จำนงค์และกาญจนา  ยังบริจาคเงินเพื่อสร้างอาคารเรียน  สร้างโรงอาหาร ปรับปรุงและสร้างสนามกีฬาโรงเรียน  บริจาครถตู้สำหรับใช้ในกิจการโรงเรียน จัดซื้อโต๊ะ เก้าอี้ และยังสนับสนุนโรงเรียนในด้านอื่นๆอีกจำนวนมาก เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กนักเรียน  โดยมีคุณ พิชญาภัค โนลา  ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้รับมอบ

นอกจากนี้ยังมีพิธีมอบ “สีตราพัด” นวัตกรรมใหม่สีน้ำกันยุง ภายใต้ แบรนด์แรกของประเทศไทย ที่เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท สีไทยกันไซเพนท์ จำกัด ที่ใช้ป้องกันยุงได้ยาวนานถึง 70 เดือน ภายใต้การรับรองของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)  มอบให้กับโรงเรียนบ้านห้วยแม่จะค่าน  ตชด.อนุสรณ์   ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียง ใหม่  โดยมีคุณคำจันทร์ เรือนธนวงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้รับมอบ เพื่อนำไปทาสีอาคารเรียนโรงเรียนบ้านห้วยแม่จะค่าน ตชด.อนุสรณ์ ที่ก่อตั้งเมื่อปี2518 และมีการจัดตั้งเป็นโรงเรียนตชด.   ชื่อโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบำรุงที่  107  จนกระทั่งในปี  2541  กก.  ตชด. ที่  33  ได้มอบโอนโรงเรียนให้แก่สำนักงานการประถมศึกษา  จังหวัดเชียงใหม่  และใช้ชื่อใหม่ว่า    “โรงเรียนบ้านแม่จะค่าน   ปัจจุบันมีคุณคำจันทร์ เรือนธนวงษ์ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน

-(016)

ปักหมุด Unseen นครศรีธรรมราช ลอดถ้ำข้ามจังหวัด สัมผัสสปาโคลน และยลโฉมโลมาสีชมพู

ปักหมุด Unseen นครศรีธรรมราช ลอดถ้ำข้ามจังหวัด สัมผัสสปาโคลน และยลโฉมโลมาสีชมพู

ปักหมุด Unseen นครศรีธรรมราช ลอดถ้ำข้ามจังหวัด สัมผัสสปาโคลน และยลโฉมโลมาสีชมพู

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.35 น.

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประเดิมศักราชปี 2569 ด้วยการนำร่องเปิดเส้นทาง “นครศรีธรรมราช” เมืองรองที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ภายใต้แคมเปญ “เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง” ทริปนี้จะเปลี่ยนภาพจำเดิมๆ ของการไหว้พระทำบุญ ให้กลายเป็นการผจญภัยสู่ความอัศจรรย์ของธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชุมชนที่ยังบริสุทธิ์แบบ UNSEEN ตอบโจทย์นักเดินทางทุกสไตล์ให้ได้อิ่มเอมใจตลอด 3 วัน 2 คืน

โดยได้รับเกียรติจาก วนิดา พันธ์สะอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้ประกอบการและสื่อมวลชน ลงพื้นที่ทดสอบศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวใหม่ มุ่งผลักดันให้ “นครศรีฯ” เป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพที่กระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

ผจญภัยถ้ำน้ำลอด: ประตูสู่ความอลังการสองจังหวัด

จุดเริ่มต้นความตื่นเต้นอยู่ที่ มีนาคาเฟ่ แคมป์ปิ้ง อ.ทุ่งสง คาเฟ่ร่มรื่นที่เป็นมากกว่าที่พักกาย แต่เป็นประตูสู่กิจกรรมท้าทายอะดรีนาลีน ทั้งการขับ ATV ชมป่า หรือทานอาหารมื้อพิเศษริมน้ำตก

ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือการ “พายคายัคลอดถ้ำ” สำรวจเส้นทางธรรมชาติที่เป็นรอยต่อระหว่างจังหวัดนครศรีธรรมราชและตรัง ตลอดเส้นทางพายเรือลำน้อย คุณจะได้ดื่มด่ำกับความเงียบสงบและความงามของหินงอกหินย้อย เมื่อเข้าสู่ “ถ้ำน้ำลอด” อุโมงค์หินปูนยาว 400 เมตร แสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านเพดานถ้ำลงมาเป็นช่วงๆ สร้างภาพจินตนาการที่สะกดสายตา จนแม้แต่ผู้กำกับฮอลลีวูดยังเคยให้ความสนใจ

Best Time: แนะนำช่วง 11.00 – 12.00 น. ซึ่งลำแสงจะส่องลงมาเป็นประกายงดงามที่สุด โดยเฉพาะในเดือนมีนาคม-เมษายน

วิหารทรงเทริดมโนราห์: หนึ่งเดียวในโลกที่วัดก้างปลา

เอาใจสายบุญและคนที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมแดนใต้ ณ “วัดก้างปลา” อ.ทุ่งสง จุดเด่นคือ “วิหารทรงเทริดมโนราห์” UNSEEN หนึ่งเดียวในใลก มีหลังคาจำลองรูปชฎามโนราห์ทั้งสี่ทิศ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณอายุกว่า 700 ปี ที่เปี่ยมด้วยพลังศรัทธา นับเป็นสถานที่ที่จิตวิญญาณแห่งแดนใต้ถูกหลอมรวมเข้ากับสถาปัตยกรรมอย่างลงตัว

สายมูไม่ควรพลาดการขอพร “แม่แก่” เทพผู้คุ้มครองเหล่าศิลปิน และ “หลวงพ่อแก่” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองทุ่งสงเพื่อความแคล้วคลาดปลอดภัย รวมถึงการขอโชคลาภจาก “ตาพรานบุญ” ตัวละครเอกที่ชาวใต้ให้ความเคารพนับถือ ณ หน้าวิหารที่มีรูปปั้นมโนราห์ร่ายรำ 12 ท่าอันวิจิตร

บวรนคร: ย้อนรอยประวัติศาสตร์ผ่านโบราณคดีครัวเรือน

สัมผัสกลิ่นอายอดีต ณ ตึกยาวบวรนคร อาคารเก่าแก่กว่า 120 ปี ที่เคยทำหน้าที่มาแล้วหลากบทบาท ตั้งแต่โรงพยาบาล โรงเตี๊ยม โรงเรียน ไปจนถึงโรงยาฝิ่น ปัจจุบันถูกดูแลโดยตระกูลพงษ์พานิช นพ.บัญชา พงษ์พานิช ที่นี่คุณจะได้สวมบทนักสืบประวัติศาสตร์ผ่าน “โบราณคดีครัวเรือน” ชมข้าวของเครื่องใช้ล้ำค่าและนิทรรศการที่บอกเล่าวิถีชีวิตชาวเมืองคอนในอดีต

บวรนคร เป็นตึก 2 ชั้น ด้านล่างเป็นแกลเลอรี่สำหรับจัดนิทรรศการ มีโซนห้องสมุด และจุดจำหน่ายของที่ระลึก ส่วนชั้นที่ 2 เป็นห้องจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในอดีต รวมถึงของสะสมล้ำค่า ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปโบราณ รูปปั้น รูปหล่อ ฯลฯ ก่อนกลับอย่าลืมแวะจิบชากาแฟ ที่ Cafe De Kigor ซิกเนเจอร์ของที่นี่คือเมนูช็อกโกแลตจากนครฯ กระซิบว่าขนมไทยที่จัดไว้ให้ทานคู่กับเครื่องดื่มอร่อยมาก เป็นอีกหนึ่งอันซีนที่เชื่อว่าคนที่ได้มาเยือนต้องประทับใจแน่นอน

สปาโคลนธรรมชาติ: วิถีบริสุทธิ์ ณ บ้านแหลมโฮมสเตย์

วันที่สองเราเดินทางสู่ อ.ท่าศาลา สัมผัสไออุ่นจากชาวประมงที่ บ้านแหลมโฮมสเตย์ ทันทีที่มาถึงก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก บังทักษิณ หมินหมัน ผู้นำชุมชนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการรวบรวมชาวบ้านจัดตั้งกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนขึ้นมา บริหารจัดการโดยคนในชุมชน ทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

กิจกรรมซิกเนเจอร์คือการนั่งเรือหางยาวออกไปทำ “สปาโคลนกลางทะเล” ท่ามกลางป่าชายเลน โคลนที่นี่ละเอียดและบริสุทธิ์ผ่านการตรวจรับรองจากแล็บมหาวืยาลัยทุก 2 ปี นอกจากนี้ยังนำเอาโคลนบริสุทธิ์นี้มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น สบู่, โคลนมาส์กหน้า และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ กระเป๋าสานใบลาน บอดี้โลชั่นจากใบโกงกาง ผ้ามัดย้อมจากใบโกงกาง รวมถึงนำใบโกงกางมาปรุงเป็นอาหารให้นักท่องเที่ยวได้ลองชิม มาที่นี่คุณจะได้อิ่มอร่อยกับอาหารทะเลสดๆ ที่หาได้ตามฤดูกาล และ “ข้าวหมักโคลน” สูตรเฉพาะของชุมชน ที่หุงด้วยดีปลาหมึก และชวนชิมขนมท้องถิ่นอย่าง “ปาดา” ทำด้วยแป้งผสมกล้วยไส้มะพร้าวผสมเครื่องแกง ทอดเหลืองกรอบ

สปาโคลนเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบมาก เพราะได้นั่งเรือออกไปทำสปากลางทะเล ท่ามกลางธรรมชาติ ช่วงที่น้ำลงเราสามารถลงไปทะเลโคลนได้เลย ช่วงไหนน้ำขึ้น ชาวบ้านใจดีลงไปดำน้ำควักโคลนสดๆ มาให้เราพอกตัวจนหนำใจ ความรู้สึกตอนสัมผัสโคลนเนื้อละเอียดจากท้องทะเลเป็นความผ่อนคลายที่หาไม่ได้ในเมืองกรุง

ตามหาโลมาสีชมพู และความมหัศจรรย์ของเขาหินพับผ้า

ปิดท้ายความประทับใจที่อ่าวขนอม เริ่มต้นด้วยการสักการะหลวงปู่ทวด ณ เกาะนุ้ยนอก ชม “บ่อน้ำจืดกลางทะเล” ในตำนาน ก่อนจะล่องเรือชม “เขาหินพับผ้า” ปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยานับล้านปีที่มีชั้นหินซ้อนกันคล้ายขนมชั้น จนได้รับฉายาว่า Pancake Rock เมืองไทย ไฮไลต์คือโขดหินรูปหัวใจ และเวทีพุ่มพวง ที่เป็นลานหินคล้ายเวที ควรเช็คระดับน้ำก่อนไป เพราะหากน้ำขึ้นสูง นอกจากจะไม่สามารถนำเรือเข้าไปจอดได้แล้ว ยังมองไม่เห็นชั้นหินที่สวยงามและชายหาดด้วย

มาถึงไฮไลต์ของทริปนี้ที่ทุกคนรอคอย คือการตามหา “โลมาสีชมพู” หรือโลมาหลังโหนก สัตว์ทะเลน่ารักที่มักออกมาทักทายนักท่องเที่ยวในช่วงเดือนมีนาคม – ธันวาคม การมาดูโลมาสีชมดูต้องอาศัยดวงนิดๆ เรียกว่าถ้าดวงดีก็จะได้เห็นโลมาสีชมพูแบบจัดเต็ม แต่โชคร้ายก็อาจจะเห็นแค่ครีบหลัง หรือไม่เห็นเลยก็ได้ แต่ด้วยความน่ารักของน้อง ทำให้ทุกคนพร้อมจะเสี่ยง เพื่อให้ได้เห็นความน่ารักของโลมาสีชมพู เพราะน้องเป็นสัตว์ที่ฉลาดและร่าเริง โดยเฉพาะโลมาที่อ่าวขนอมเค้าจะคุ้นกับคนเรือ และไม่ค่อยกลัวที่จะว่ายน้ำเข้ามาให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพกันแบบใกล้ชิด

วนิดา พันธ์สะอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวทิ้งท้ายว่า นครศรีธรรมราชคือเมือง “สองธรรม” คือ ธรรมะและธรรมชาติ การเปิดเส้นทาง Unseen ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเที่ยวชม แต่เป็นการเชื่อมโยงหัวใจของนักเดินทางเข้ากับอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรอยยิ้มให้กับชุมชนเมืองรองแห่งนี้อย่างแท้จริง พร้อมเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวทุกคนลองมาเที่ยวเมืองรองที่นครศรีธรรมราช เพื่อเปิดมุมมองกับเส้นทางใหม่ๆ ที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน

เปิดแล้ว! ‘GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต’ ที่เป็นมากกว่าแค่ใกล้สนามบิน ‘จ่ายง่าย หลับสบาย พักใกล้ บินทัน’

เปิดแล้ว! 'GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต' ที่เป็นมากกว่าแค่ใกล้สนามบิน 'จ่ายง่าย หลับสบาย พักใกล้ บินทัน'

เปิดแล้ว! ‘GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต’ ที่เป็นมากกว่าแค่ใกล้สนามบิน ‘จ่ายง่าย หลับสบาย พักใกล้ บินทัน’

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.24 น.

GO Hotel ต้อนรับปีทอง 2569 อย่างยิ่งใหญ่ เปิดตัว GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ตโรงแรมแฟล็กชิปแห่งแรกและใหญ่ที่สุดของแบรนด์ ภายใต้การบริหารงานโดยเซ็นทรัลพัฒนา ในคอนเซปต์ “จ่ายง่าย หลับสบาย พักใกล้ บินทัน” พร้อมมอบโปรฯ สุดปังตลอดทั้งปีจากพันธมิตรที่ร่วมรายการ เมื่อจองตรงผ่าน LINE Official: @gohotel (เฉพาะแชทกับแอดมินเท่านั้น) เพื่อยกระดับทุกประสบการณ์การเดินทางให้น่าประทับใจยิ่งขึ้น ด้วยที่พักสะดวกสบายใกล้สนามบินสุวรรณภูมิในราคาสุดคุ้ม บนทำเลทองแห่งลาดกระบังซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิแค่ 5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางเพียง 10 นาที ไร้กังวลเรื่องเวลาเดินทาง 

ครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งานและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อมอบการพักผ่อนแสนสะดวกสบาย ด้วยห้องพักจำนวน 179 ห้อง ที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน พร้อมที่นอนและชุดเครื่องนอนนุ่มสบายระดับโรงแรม 5 ดาว เพลิดเพลินกับความบันเทิงจาก Netflix รวมถึง Wi-Fi ทั่วทุกพื้นที่ในโรงแรม ห้องฟิตเนต ห้องซักผ้า รถส่งสนามบิน และ Pet-Friendly ที่ยินดีต้อนรับเพื่อนซี้สี่ขา ด้วยห้องพักบนชั้นพิเศษ สำหรับสัตว์เลี้ยงขนาดไม่เกิน 10 กิโลกรัม และเพิ่มความพิเศษยิ่งขึ้นกับร้านอาหาร Sunny Side Up : Steak and Bar ร้านอาหารสไตล์ All Day Dining พร้อมเสิร์ฟตลอดทั้งวัน ให้บริการเมนูหลากหลาย ทั้งอาหารว่าง เซ็ตอาหารเช้า อาหารเพื่อสุขภาพ สเต็ก พาสตา อาหารจานเดียว เมนูขนมหวานที่น่าลิ้มลองอีกมากมาย และเครื่องดื่มสายชิล เติมเต็มความสุข เพิ่มความผ่อนคลาย ให้กับทุกทริปการเดินทางให้พิเศษยิ่งกว่าเดิม 

ยิ่งไปกว่านั้น โรงแรมยังเชื่อมต่อกับโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ลาดกระบัง ศูนย์รวมร้านอาหาร คาเฟ่  ฟิตเนส โรงหนัง และร้านค้ามากมาย ตอบโจทย์นักเดินทางที่มีไลฟ์สไตล์ไม่หยุดนิ่งให้ได้ทำกิจกรรมที่ชื่นชอบได้อย่างไร้รอยต่อ อีกทั้งยังตั้งอยู่ใกล้ Airport Rail Link ที่ทำให้การเดินทางสู่ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเพื่อการพักผ่อนก่อนหรือหลังการเดินทาง จะบินไฟลท์เช้าหรือไฟลท์ดึก ที่นี่คือคำตอบ! 

ภายในงานเปิดตัวได้รับเกียรติจาก คุณภูมิ จิราธิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงาน Hotel Business, คุณทิม โบดา (Tim Boda) Head of Hotel Operations, คุณจตุพร วิไลแก้ว Head of GO Hotel Operations, คุณอธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ Manager, Hotel Operations (GO Hotel) ร่วมด้วยพันธมิตรทางธุรกิจ ได้แก่

1. คุณปิยะ ดั่นคุ้ม CEO จากร้านอาหาร Sunny Side Up

2. คุณพจนา อิทธิสุขนันท์ ผู้อำนวยการงานบริหารธุรกิจคู่ค้าสัมพันธ์ บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด และบัตรเครดิตไทยพาณิชย์

3. คุณวริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต จาก บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด                (มหาชน) หรือ KTC

4. คุณรัญชนก อ่องจริต ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด จาก บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน

5. คุณพัชรินทร์ จิรโมฬี Manager – Sponsorship and Partnership จาก Bangkok Airways 

6. คุณอรวรา เอื้อสุนทรวัฒนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์และพันธมิตร จาก แกร็บ ประเทศไทย พร้อมแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนเข้าร่วมงานมากมาย

คุณภูมิ จิราธิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงาน Hotel Business กล่าวว่า “GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต ถือเป็นโรงแรมแฟล็กชิปแห่งแรกของแบรนด์ GO Hotel ซึ่งเรามุ่งมั่นพัฒนาแบรนด์เพื่อยกระดับที่พักเพื่อมอบความ “สุข สะดวก สบาย สุดคุ้ม” ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่และเหมาะกับทุกการเดินทาง ซึ่ง GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต อยู่ในทำเลที่เรียกได้ว่า “ครบเครื่อง” ที่สุดในโซนลาดกระบัง ใกล้ทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ, Airport Rail Link, ห้างสรรพสินค้า รวมถึงสามารถเป็นที่พักระหว่างการเดินทางไปสู่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว ทำธุรกิจ หรือพักผ่อนกับครอบครัว ที่นี่พร้อมเป็นคำตอบให้กับทุกการเดินทาง”

GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต ออกแบบอย่างโดดเด่นมีสไตล์โดยมีแรงบันดาลใจจาก “หน้าต่างเครื่องบิน” ที่บ่งบอกถึงความเป็น Airport Hotel ภายในห้องพักตกแต่งสไตล์โมเดิร์น เรียบง่าย แต่แฝงด้วยความทันสมัยในโทนสีที่ให้ความรู้สึกสบายตา ห้องพักออกแบบโดยคำนึงถึงความสะดวกสบายสูงสุดของผู้เข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นเตียงใหญ่พิเศษขนาด 6.5 ฟุต ผ้าม่านทึบแสง สมาร์ททีวีที่ติดตั้ง Netflix อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และโต๊ะนั่งทำงาน รวมถึงห้องน้ำที่ติดตั้งผลิตภัณฑ์อาบน้ำคุณภาพจากแบรนด์ Let’s Relax พร้อมพื้นที่ Co-working Space สำหรับนั่งประชุมทำงาน และ Grab & GO Corner เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง

สิทธิพิเศษจากพันธมิตรชั้นนำ เมื่อจองห้องพัก GO Hotel กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต

ลูกค้าที่ใช้บริการ Grab

โปรโมชั่นพิเศษช่วงเปิดตัว วันที่ 15 มกราคม 2569 – 15 มีนาคม 2569 เมื่อจองรถล่วงหน้า รับส่วนลด 40% (สูงสุด 120 บาท) จำกัด 2 ครั้ง/ผู้ใช้ และจำกัด 100 สิทธิ์/วัน*

โปรโมชั่นวันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569

จองรถล่วงหน้า รับส่วนลด 30% (สูงสุด 120 บาท) จำกัด 2 ครั้ง/ผู้ใช้ และจำกัด 100 สิทธิ์/วัน*

GrabCar รับส่วนลด 15% (สูงสุด 120 บาท) จำกัด 2 ครั้ง/ผู้ใช้ และจำกัด 100 สิทธิ์/วัน*

GrabFood (เฉพาะร้านอาหารในโรบินสัน ลาดกระบัง) เมื่อรับเองหรือรับประทานที่ร้าน  รับส่วนลด 10% (สูงสุด 100 บาท) ไม่มียอดขั้นต่ำ จำกัด 80 สิทธิ์/วัน*

ลูกค้าบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน : รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 5%* พร้อมรับฟรี กระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว 1 ใบ

ลูกค้าบัตรเครดิตไทยพาณิชย์ CardX/SCB : แลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 20%* พร้อมรับฟรี กระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว 1 ใบ

ลูกค้าบัตรเครดิต KTC : แลกรับเครดิตเงินคืน 13%* พร้อมรับฟรี กระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว 1 ใบ

ลูกค้าบัตรเครดิตธนาคารกสิกรไทย (KBANK) : รับสิทธิพิเศษ* พร้อมรับฟรี กระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว 1 ใบ  

ลูกค้าทรู-ดีแทค : เมื่อใช้ 9 ทรูพอยท์* 19 คอยน์* กดรับสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน รับกระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว 1 ใบ

ลูกค้าบางกอกแอร์เวย์ส : เมื่อแสดงบัตรโดยสาร (Boarding Pass)* รับกระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว 1 ใบ

เงื่อนไขการจองห้องพักสำหรับลูกค้าบัตรเครดิต, ทรู-ดีแทค และบางกอกแอร์เวย์ส

– จองตรงผ่าน LINE Official: @gohotel (เฉพาะแชทกับแอดมินเท่านั้น)

– จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569                

*เงื่อนไขอื่นๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

*บัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็น และชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

ติดตามข่าวสารเพื่อรับโปรโมชั่นพิเศษตลอดทั้งปี เช็คดีลสุดคุ้มและจองห้องพักได้ง่ายๆ ได้ที่ Website: https://letzzzgo.co/ , Line Official : @gohotel , Email: contact@letzzzgo.co , โทรศัพท์ +66 2 018 8656

#โรงแรมโกโฮเทลกรุงเทพสุวรรณภูมิแอร์พอร์ต #gohotelbangkoksuvarnabhumiairport #GoHotel #AirportHotel #SunnysideupTH #SuvarnabhumiAirport #BangkokHotel

-(016)

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ฯ สภากาชาดไทย ร่วมประชุมวิชาการเพื่อการยุติเอชไอวีอย่างยั่งยืน

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ฯ สภากาชาดไทย  ร่วมประชุมวิชาการเพื่อการยุติเอชไอวีอย่างยั่งยืน

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ฯ สภากาชาดไทย ร่วมประชุมวิชาการเพื่อการยุติเอชไอวีอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.14 น.

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย ร่วมกิจกรรมวิชาการ หัวข้อ “การทำงานป้องกันและมุมมองเชิงบูรณาการต่อปัญหาเอชไอวีและสุขภาพที่เกี่ยวข้อง” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้งานประชุม 28th Bangkok International Symposium on HIV Medicine 2026 (Post-conference) ระหว่างวันที่ 14–16 มกราคม 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากภาควิชาการ ภาคบริการสุขภาพ และภาคประชาชนทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์อย่างกว้างขวาง

ในโอกาสนี้ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย ได้จัดกิจกรรมทางวิชาการที่สำคัญ ประกอบด้วยการเสวนา 2 หัวข้อ ได้แก่ “จากนโยบายสู่พื้นที่จริง: บทเรียนการทำงานด้านการป้องกันเอชไอวีในระดับชุมชนของประเทศไทย” และ “การแก้ปัญหาเอชไอวีในบริบทที่ซับซ้อน: สุขภาพจิต สังคม และการมีส่วนร่วมของทุกคน” เพื่อสะท้อนบทเรียนการทำงานด้านการป้องกันเอชไอวีในระดับพื้นที่ ตลอดจนเน้นย้ำความสำคัญของมิติสุขภาพจิต สังคม และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ POWER OF ART ซึ่งเป็นการรวบรวมผลงานภาพวาดที่ได้รับรางวัลจากกิจกรรมส่งผลงานเข้าประกวดในหัวข้อ “สุขภาพของฉัน สิทธิของฉัน ตัวตนของฉัน (My Health. My Right. My Identity)” จัดขึ้นเนื่องในกิจกรรม Pride Month เดือนมิถุนายน 2568 เพื่อส่งเสริมความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศและสิทธิทางสุขภาพ

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความสนใจคือ TREE OF CHANGE: ENDING HIV TOGETHER ซึ่งเป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในการแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการยุติเอชไอวี โดย “ราก” สื่อถึงสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม “ลำต้น” แทนระบบบริการสุขภาพที่เข้มแข็ง และ “ใบไม้” แทนเสียงจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้แก่ ผู้ให้บริการสุขภาพ นักวิชาการ และภาคประชาชน โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถเลือกประเด็นที่เห็นว่าสำคัญ พร้อมแสดงความคิดเห็นและแนวทางการสนับสนุนการยุติเอชไอวี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่หลากหลายและพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน

การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานครั้งนี้ ถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านการป้องกันเอชไอวีและสุขภาพที่เกี่ยวข้อง โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา เจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาในชุมชน รวมถึงประชาชนที่สนใจ อันสะท้อนถึงความสำคัญของการทำงานเชิงบูรณาการและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาเอชไอวีอย่างยั่งยืน