ทรู คอร์ปอเรชั่น เชิดชู ‘ทรูจิตอาสา’ คว้าโล่รางวัล ‘ซีพีร้อยเรียงความดี 24 ชั่วโมง’ ครั้งที่ 5

ทรู คอร์ปอเรชั่น เชิดชู ‘ทรูจิตอาสา’ คว้าโล่รางวัล ‘ซีพีร้อยเรียงความดี 24 ชั่วโมง’ ครั้งที่ 5

ทรู คอร์ปอเรชั่น เชิดชู ‘ทรูจิตอาสา’ คว้าโล่รางวัล ‘ซีพีร้อยเรียงความดี 24 ชั่วโมง’ ครั้งที่ 5

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.07 น.

ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมพิธีมอบรางวัล “โครงการซีพีร้อยเรียงความดี 24 ชั่วโมง” ครั้งที่ 5 เพื่อเชิดชูเกียรติพนักงานผู้ร่วมช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ โดยมีการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ “ซีพีร้อยเรียงความดี” แก่ผู้สร้างแรงบันดาลใจจากการทำความดีด้วยหัวใจ สะท้อนพลังของคนทำงานที่พร้อมส่งต่อโอกาสให้สังคม และใบประกาศเกียรติคุณ “ซีพีร้อยเรียงความดี 24 ชั่วโมง” โครงการดังกล่าวเกิดจากดำริของ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ และ ประธานกรรมการ สุภกิต เจียรวนนท์ ที่มุ่งปลูกฝัง “คุณธรรม ความซื่อสัตย์ และความดีงาม” ให้เป็นรากฐานวัฒนธรรมองค์กรอย่างยั่งยืน โดยปีนี้คัดเลือกเรื่องราวความดีรวม 19 เรื่อง แบ่งเป็น 11 เรื่อง ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ และ 8 เรื่อง ได้รับใบประกาศเกียรติคุณ ท่ามกลางบรรยา กาศแห่งความปลื้มปีติและความภาคภูมิใจร่วมกัน โดยมี สุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นผู้มอบใบประกาศเกียรติคุณ “ซีพีร้อยเรียงความดี” ให้แก่ สุวิกรม แก้วสองเมือง วิศวกรจากหน่วยงาน Wire & Wireless, สนอง หยูมุ่ย Head of Regional Network Rollout and Operation และ เสกศักดิ์ ช่อปลอด Head of Regional Operation บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมเป็นผู้ปฏิบัติภารกิจลงพื้นที่เสี่ยงภัยเพื่อฟื้นฟูสัญญาณการสื่อสารในพื้นที่ประสบอุทกภัย ให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้งโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนยังคงติดต่อสื่อสารและเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่อง เรื่องราวดังกล่าวไม่ใช่เพียงการปฏิบัติหน้าที่ในยามวิกฤต หากคืออีกหนึ่งภาพสะท้อนของ “พลังความดี” จากหัวใจของพนักงาน ที่พร้อมเคียงข้างผู้คนและสังคมในวันที่ยากลำบากที่สุด

ในโอกาสเดียวกัน จักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นผู้มอบ โล่ประกาศเกียรติคุณ ให้แก่ รมมุก เพียจันทร์ รองหัวหน้าฝ่ายทรูปลูกปัญญา และ สมภพ แสนจุ้ย เจ้าหน้าที่อาวุโสทรูปลูกปัญญา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น จากผลงานเรื่อง “ปลุกความกล้าสร้างความหวัง เพื่ออนาคตเยาวชน” ซึ่งสะท้อนแนวคิดเรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า “การทำดี” ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่หรือหวือหวา หากเริ่มต้นได้จากสิ่งเล็ก ๆ ใกล้ตัว และเติบโตได้จากความตั้งใจจริงของคนทำงานทุกคน

รมมุก เพียจันทร์ รองหัวหน้าฝ่ายทรูปลูกปัญญา กล่าวว่า “ทรูปลูกปัญญาเชื่อว่า ‘โอกาส’ คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน และการให้โอกาสเริ่มได้จากหัวใจของคนทำงานทุกคน รางวัลในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงเกียรติยศ แต่เป็นกำลังใจที่ยืนยันว่า ความตั้งใจเล็ก ๆ เมื่อได้รับการต่อยอดอย่างเหมาะสม สามารถสร้างผลลัพธ์ที่มีความหมายต่อชีวิตผู้คนได้จริง โครงการ Heartism เกิดจากความเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพ เราต้องการให้เด็กออทิสติกและครอบครัวมีทั้งรายได้ ความภาคภูมิใจ และคุณค่าในตัวเอง ขอขอบคุณพลังของทรูจิตอาสาและทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันให้โครงการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนเริ่มทำความดีในแบบของตนเอง”

สมภพ แสนจุ้ย เจ้าหน้าที่อาวุโสทรูปลูกปัญญา จาก ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวเสริมว่า “การส่งผลงานครั้งนี้ไม่ได้มองว่าการทำจิตอาสาต้องสม บูรณ์แบบ แต่เชื่อว่า ‘การให้’ เกิดขึ้นได้เสมอในรูปแบบของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันเวลา แรงกาย ความรู้ หรือความใส่ใจ ซึ่งล้วนมีความหมายและสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้ผู้คนรอบตัว พร้อมหวังว่าประสบการณ์นี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนพนักงานกล้าที่จะเริ่มทำสิ่งดี ๆ เพื่อสังคม โดยไม่ต้องรอให้พร้อม เพราะทันทีที่ลงมือทำ เราจะได้ทั้งความสุข ความภาคภูมิใจ และรอยยิ้มของผู้คนเป็นรางวัลอันล้ำค่า”

ผลงานที่ส่งเข้าประกวดคือ โครงการสร้างรายได้และโอกาสอย่างยั่งยืนให้กลุ่มออทิสติก จังหวัดพิษณุโลก (ตั้งแต่ปี 2562 – ปัจจุบัน) ซึ่งเริ่มจากการมองเห็น “ศักยภาพ” มากกว่าข้อจำกัด โดยเด็ก ๆ ได้ฝึกทักษะชีวิตผ่านกิจกรรมถักไหมเกาหลีเป็นแผ่นล้างจาน ช่วยเสริมสมาธิ ความละเอียด และความภาคภูมิใจในตนเอง ก่อนต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดเส้นทางการเติบโต โครงการได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจาก พนักงานทรูจิตอาสา ที่ร่วมช่วยเปิดตลาดแรกด้วยการนำผลิตภัณฑ์ไปทดลองวางจำหน่ายภายในอาคารทรู ทั้งยังช่วยแนะนำแนวทางการสื่อสารเรื่องราวและการขาย จนพัฒนาต่อยอดเป็นแบรนด์ Heartism” ที่สะท้อนหัวใจ ความใส่ใจ และคุณค่าแห่งความหลากหลาย นอกจากนี้ ยังประสานความร่วมมือกับนักศึกษาฝึกงานจาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) เพื่อเสริมมิติด้านการออกแบบ บรรจุภัณฑ์ ช่องทางการจำหน่าย และการวิเคราะห์ต้นทุน ช่วยให้การดำเนินงานเดินหน้าอย่างแข็งแรงและยั่งยืน ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ Heartism สามารถสร้างรายได้ให้เด็กออทิสติกและครอบครัวเฉลี่ย 2,000–3,000 บาทต่อคนต่อเดือน ช่วลดภาระครอบครัว เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือการสร้าง “คุณค่าในตัวเอง” ให้เด็ก ๆ ได้ยืนอย่างมั่นใจและภาคภูมิในสังคม

เรื่องราวนี้จึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของพลังความร่วมมือระหว่าง ชุมชน กลุ่มออทิสติก สถาบันการศึกษา และพนักงานทรูจิตอาสา ที่ร่วมกันต่อยอดจาก “ทักษะเล็กๆ” ให้กลายเป็น “อาชีพที่ยั่งยืน” พร้อมส่งต่อความหวังและโอกาสให้เติบโตได้จริงในชีวิตของผู้คน

SACIT เปิดหอนิทรรศการถาวรใหม่ ‘เครื่องจักสาน’ สัมผัสภูมิปัญญาดั้งเดิมในมุมมองใหม่ จากวิถีชีวิตสู่งานดีไซน์ร่วมสมัย

SACIT เปิดหอนิทรรศการถาวรใหม่ ‘เครื่องจักสาน’  สัมผัสภูมิปัญญาดั้งเดิมในมุมมองใหม่ จากวิถีชีวิตสู่งานดีไซน์ร่วมสมัย

SACIT เปิดหอนิทรรศการถาวรใหม่ ‘เครื่องจักสาน’ สัมผัสภูมิปัญญาดั้งเดิมในมุมมองใหม่ จากวิถีชีวิตสู่งานดีไซน์ร่วมสมัย

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจสืบสานงานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างยั่งยืน เปิดหอนิทรรศการถาวรใหม่ “เครื่องจักสาน” ณ อาคารพระมิ่งมงคล สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อจัดระบบองค์ความรู้ด้านงานจักสานไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่ฐานทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ไปจนถึงการต่อยอดเชิงหัตถศิลป์และการออกแบบร่วมสมัย พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้สัมผัสเสน่ห์แห่งลวดลายสานที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) กล่าวว่า การจัดแสดงองค์ความรู้ด้านงานศิลปหัตถกรรมไทยผ่านหอนิทรรศการถาวร เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของ SACIT ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดงานศิลปหัตถกรรมไทยให้เกิดความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม โดย SACIT ไม่เพียงทำหน้าที่สนับสนุนการตลาดหรือการจัดแสดงผลงานเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น “นักปั้น” ที่มีองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเนื้อหาของงานศิลปหัตถกรรมไทย ตั้งแต่รากฐานภูมิปัญญา วัสดุ เทคนิค ไปจนถึงบริบททางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชน

หอนิทรรศการ “เครื่องจักสาน” ได้รับความร่วมมือในการออกแบบสร้างสรรค์โดย กรกต อารมย์ดี ศิลปินศิลปาธร ผู้เป็นทั้งศิลปินและนักออก แบบจากงานหัตถกรรมไม้ไผ่ไปสู่งานออกแบบสมัยใหม่ ซึ่งมีผลงานเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ อาทิ งานออกแบบและตกแต่งใน Dior Gold House ซึ่งเรื่องราวของนิทรรศการได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด “Fishing for Innovative Designs” หรือ “การตกผลึกความคิดเพื่อการออกแบบเชิงนวัตกรรม” เปรียบเปรยภูมิปัญญาดั้งเดิมเสมือนมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ที่นักสร้างสรรค์สามารถหยิบยกองค์ความรู้ เทคนิค และเรื่องราวอันล้ำค่า มาต่อยอดเป็นงานออกแบบใหม่ที่เปี่ยมด้วยความหมายและความยั่งยืน จึงนำเสนอเรื่องราวของเครื่องจักสานไทยตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเส้นใยพืชตามกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ ผ่านบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันและวัฒนธรรมไทย สู่การพัฒนาเป็นผลงานหัตถศิลป์และงานออกแบบร่วมสมัยที่สะท้อนจินตนาการใหม่อย่างไม่หยุดนิ่ง และก้าวสู่การเป็นสัญลักษณ์ของหัตถศิลป์และการออกแบบที่ยั่งยืนในระดับนานาชาติ

นิทรรศการแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการรวบรวมวัตถุงานจักสานเพื่อจัดแสดง หากแต่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่ก่อให้เกิดบทสนทนาระหว่างอดีต ปัจจุ บัน และอนาคตของงานหัตถศิลป์ไทย โดยมี “เครื่องจักสาน” เป็นจุดตั้งต้นขององค์ความรู้ที่เชื่อมโยงภูมิปัญญา วัฒนธรรม ทรัพยากร ธรรมชาติ และการออกแบบร่วมสมัย มุ่งหวังให้เป็นฐานองค์ความรู้ด้านงานจักสานในระดับอาเซียน ควบคู่กับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่มีความหลากหลายตามแต่ละพื้นที่

SACIT หวังว่านิทรรศการ “เครื่องจักสาน” จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าและความงามของงานหัตถศิลป์ไทย สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่อาชีพ สร้างคุณค่าให้แก่ชุมชน และตระหนักถึงความสำคัญของพืชท้องถิ่นซึ่งเป็นหัวใจของ “ความยั่งยืน” ในงานศิลปหัตถกรรมไทย

ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ “เครื่องจักสาน” ได้แล้ววันนี้ ณ อาคารพระมิ่งมงคล สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ติอต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.1289 หรือติดต่อเข้าชมเป็นหมู่คณะที่ฝ่ายเสริมสร้างประสบการณ์งานศิลปหัตถกรรม Line ID : 092-8493473

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์

กรกต อารมย์ดี

กรกต อารมย์ดี

ต่อมลูกหมากโต เรื่องใกล้ตัวที่ผู้ชายวัย 50+ ไม่ควรมองข้าม

ต่อมลูกหมากโต เรื่องใกล้ตัวที่ผู้ชายวัย 50+ ไม่ควรมองข้าม

ต่อมลูกหมากโต เรื่องใกล้ตัวที่ผู้ชายวัย 50+ ไม่ควรมองข้าม

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทำไมปัสสาวะบ่อย?”  หรือ กลางคืนลุกไปเข้าห้องน้ำหลายรอบ แถมยังปัสสาวะไม่สุด…”

นายแพทย์ กริช ออประเสริฐ ศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา ศูนย์ศัลยกรรมเฉพาะทาง ชั้น 2  โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) ให้ข้อมูลว่า  คำถามเหล่านี้ อาจดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่มันอาจเป็นสัญญาณของ “ต่อมลูกหมากโต” ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ชายวัย 50 ปีขึ้นไป และหากปล่อยไว้ อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตมากกว่าที่คิด

ต่อมลูกหมาก คืออะไร?

ต่อมลูกหมาก (Prostate Gland) คืออวัยวะขนาดประมาณลูกเกาลัด อยู่บริเวณใต้กระเพาะปัสสาวะ และล้อมรอบท่อปัสสาวะ ทำหน้าที่ผลิตน้ำเลี้ยงอสุจิ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ฮอร์โมนเพศชายที่เปลี่ยนแปลงจะทำให้ “ต่อมลูกหมาก” ค่อย ๆ โตขึ้นตามธรรมชาติ แต่ถ้าโตเกินไปจนไปกดเบียดท่อปัสสาวะ ก็จะเกิดอาการผิดปกติต่างๆ ตามมา

อาการของต่อมลูกหมากโต

ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน ปัสสาวะไม่พุ่ง  ปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะกะปริบกะปรอย ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ ต้องเบ่งปัสสาวะนาน

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อมลูกหมากโต

ผู้ชายวัย 50 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีประวัติ ครอบครัวเป็นโรคนี้ ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย / น้ำหนักเกิน ผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย และผู้ที่รับประ ทานอาหารไขมันสูง

การรักษาต่อมลูกหมากโต ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยมีวิธีการ ดังนี้

1. ปรับพฤติกรรม : ลดน้ำก่อนนอน งดชา กาแฟ แอลกอฮอล์ หมั่นออกกำลังกาย ทานอาหารเสริมสุขภาพต่อมลูกหมาก เช่น zinc, saw palmetto (ภายใต้คำแนะนำแพทย์) หลังปัสสาวะ ยืนรอเพื่อเบ่งซ้ำอีกรอบ

 2. ใช้ยา : กลุ่มยาคลายกล้ามเนื้อท่อปัสสาวะ และกลุ่มยาลดขนาดต่อมลูกหมาก (ใช้ระยะยาว)

 3. รักษาด้วยหัตถการหรือผ่าตัด : หากใช้ยาไม่ได้ผล หรือมีปัญหาแทรกซ้อน เช่น ปัสสาวะไม่ออกเลย มีการติดเชื้อซ้ำบ่อย หรือยังมีอาการหลังใช้ยา แพทย์อาจเลือกขูดลูกหมากบางส่วนออก ซึ่งเป็นวิธีรักษาตามมาตรฐานที่ใช้มาอย่างยาวนาน

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ไกลต่อมลูกหมากโต

ตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่ออายุเกิน 50 ปี  เลี่ยงอาหารไขมันสูง เนื้อแดง   รับประทานผักผลไม้สีแดง ส้ม เหลือง ที่มีไลโคปีน  งดบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์  ไม่กลั้นปัสสาวะนาน ฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา ไม่ปล่อยให้ท้องผูก

ต่อมลูกหมากโต เป็นโรคที่สามารถป้องกัน ลดความเสี่ยงในการเกิดได้หากหมั่นดูแลสุขภาพและสังเกตสัญญาณต่างๆจากร่างกาย การหมั่นตรวจสุขภาพช่วยให้รู้ทันท่วงทีและรักษาได้ไว เพื่อให้ผู้ชายวัย 50 ปีขึ้นไป ใช้ชีวิตอย่างมั่นใจ ไกลโรค ไม่ต้องกังวลกับการเข้าห้องน้ำบ่อยอีกต่อไป

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการของโรคต่อมลูกหมากโต สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม/นัดหมายแพทย์เพื่อขอรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์ศัลยกรรมเฉพาะทาง ชั้น 2  โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) โทรศัพท์ 02 836 9999 กด 4

วิจัยชี้ ‘เบาหวาน’ ใกล้ตัวคนวัยทำงานมากขึ้น แนะกลยุทธ์ปรับพฤติกรรม ออกกำลัง เอาชนะโรค

วิจัยชี้ ‘เบาหวาน’ ใกล้ตัวคนวัยทำงานมากขึ้น แนะกลยุทธ์ปรับพฤติกรรม ออกกำลัง เอาชนะโรค

วิจัยชี้ ‘เบาหวาน’ ใกล้ตัวคนวัยทำงานมากขึ้น แนะกลยุทธ์ปรับพฤติกรรม ออกกำลัง เอาชนะโรค

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เบาหวาน  โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) กลายเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของคนวัยทำงานอย่างน่าเป็นห่วง จากสถิติในไทย พบว่า ในทุก 9 คน จะมีผู้เป็นเบาหวาน 1 คน และทุกๆ 5 ปีมีผู้เป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น 1 ล้านคน และสิ่งที่น่าวิตกคือ อายุเฉลี่ยของผู้เป็นเบาหวานได้ลดลงจาก 50 ปี เหลือเพียง 40 ปี และเริ่มพบในคนอายุ 30 ปีมากขึ้นเรื่อย ๆ  จึงเห็นได้ว่าโรคเบาหวานไม่ใช่โรคไกลตัวของวัยทำงานต่อไป

โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ ซึ่งมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคเบาหวาน  ได้จัดกิจกรรมพิเศษโดยมี  ศ.เกียรติคุณ นพ. เทพ หิมะทองคำ อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อ และผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลเทพธารินทร์ กล่าวเปิดงาน ภายใต้แนวคิด “Diabetes and the Workplace” (สุขภาพดี มีได้…ในที่ทำงาน) เพื่อสร้างความตระหนักและติดอาวุธความรู้ให้ผู้เป็นเบาหวานวัยทำงานสามารถดูแลตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายในงานมีการบรรยายให้ความรู้ การเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองต่าง ๆ รวมถึง Workshop แนะการเคลื่อนไหวที่สะดวกและเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงการเลือกอาหารที่เหมาะสำหรับวัยทำงาน

เรื่องที่ผู้เป็นเบาหวานวัยทำงาน….ควรรู้

พญ. เกษณี ร่มโพธิ์ทอง อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อ กล่าวว่า การมีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีต่อสุขภาพเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเราใช้เวลาในที่ทำงานมาก การดูแลตนเองอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เนื่องจากผู้เป็นเบาหวานในวัยทำงานมีอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนที่สูงขึ้น การเข้าใจและจัดการปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การใช้ยาอย่างมีวินัย และการพักผ่อน จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี

สุขภาพดี มีได้…ในที่ทำงาน

หนึ่งในกิจกรรมที่น่าสนใจ คือ ช่วงเสวนา “สุขภาพดี มีได้…ในที่ทำงาน” นำโดย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นพ. เอกลักษณ์ วโนทยาโรจน์ อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อ  และผู้อำนวยการศูนย์เบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อเทพธารินทร์ ที่มาอัปเดต สถานการณ์โรคเบาหวานปัจจุบันที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเป็นโรคในกลุ่ม NCDs ที่เพิ่มขึ้นเร็ว ในทุก ๆ 5 ปี จะมีผู้ป่วยเพิ่ม 1 ล้านคน หรือ ในทุก 9 คน จะเป็นเบาหวาน 1 คน นอกจากนี้ โรคเบาหวานยังเริ่มคุกคามคนวัยทำงานมากขึ้น อายุเฉลี่ยผู้ที่ป่วยลดลงจาก 50 ปี เป็น 40 ปี และเริ่มพบในวัย 30 ปีมากขึ้น โดยกลุ่มวัยทำงานมักมีภาวะแทรกซ้อนสูงกว่ากลุ่มอื่น ดังนั้น “คนวัยทำงานจำเป็นต้องใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจังและต่อเนื่อง”

งานเสวนามีแขกรับเชิญมาร่วมแชร์ประสบการณ์ตรงในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การเอาชนะเบาหวานด้วยสูตรดูแลตัวเอง “2ก 1ย 1น” ได้แก่  กิน – ควบคุมอาหาร กาย – ออกกำลังกาย ยา – ใช้ยาอย่างมีวินัย และ นอน – นอนให้เพียงพอ ซึ่งช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และให้ข้อคิดแก่ผู้เป็นเบาหวานได้เป็นอย่างดี Workshop “Being active” ฟิตเฟิร์มร่างกาย โดย ทีม มีดี เฮลท์ โซลูชั่น คลับ ศูนย์ออกกำลังกาย (ชั้น 8) โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ โดยหัวหน้าแผนกแอคทีฟไลฟ์สไตล์ มีดี เฮลท์ โซลูชั่น คลับ ได้นำเสนอ Workshop ที่เน้นการเคลื่อนไหวที่สะดวกและเข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนวัยทำงาน คือ การเดินหรือวิ่งสะสมระยะทาง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้ประโยชน์มากมาย เช่น ลดน้ำตาลในเลือดได้อย่างต่อเนื่องถึง 24 ชั่วโมง และลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ปอด และหัวใจ ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนได้ถึง 30%  การจัดกิจกรรมองค์กรอย่าง UMC SO GOOD “เดิน-วิ่งสะสมระยะทาง” ที่กระตุ้นให้พนักงานเดิน-วิ่งสะสมระยะ 17 กม. ภายใน 1 เดือน เพื่อรับรางวัล เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการสร้างแรงจูงใจให้เกิดความแอคทีฟ

Workshop “Healthy eating”: สูตร 2:1:1 สำหรับอาหารในที่ทำงาน โดยทีมนักกำหนดอาหารวิชาชีพ   ได้ถ่ายทอดความรู้ในการจัดการคุณ ภาพอาหารในที่ทำงาน โดยมุ่งเน้นที่การสร้างจานอาหารสุขภาพใน 1 ตะกร้า ด้วยหลักการ 2:1:1 ที่จำง่ายและนำไปใช้ได้จริง ได้แก่ 2 ส่วน : ผัก  1 ส่วน: เนื้อสัตว์/โปรตีน (เน้นไม่ติดมัน/หนัง, ปลา, ไข่) และ 1 ส่วน: ข้าว-แป้ง (เน้นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน) นอก จากนี้ ยังแนะแนวทางสำหรับ แก๊งค์เวฟแอนด์โก ในร้านสะดวกซื้อให้สามารถสร้างจาน 2:1:1 ได้ และสำหรับมื้อว่าง ควรเลือกที่มีพลังงานไม่เกิน 200 kcal และมีปริมาณน้ำตาลเพียง 0-5 กรัม

นอกจากการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน การดูแลสุขภาพเพื่อรักษาและป้องกันความเสี่ยงของโรคเบาหวานสำหรับคนทำงาน โดย ทีมแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกาย นักกำหนดอาหารวิชาชีพ และผู้มีประสบการณ์ตรง และกิจกรรมเกมร่วมสนุกรับรางวัลปิดท้ายแล้ว โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ ยังได้จัดบูธตรวจเช็คค่าน้ำตาลในเลือด รวมถึงบูธจำหน่ายอุปกรณ์ตรวจค่าน้ำตาล และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ให้บริการแก่ผู้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย

โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้คนวัยทำงานมีสุขภาพที่ดีและตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลตนเองเพื่อสร้าง “สุขภาพดี มีได้…ในที่ทำงาน” อย่างยั่งยืน  และหากต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเบาหวาน สามารถสอบถามรายละ เอียดได้ที่ ศูนย์เบาหวาน ไทรอยด์และต่อมไร้ท่อเทพธารินทร์ โทร 02-348-7000 ต่อ 4020 หรือ 4024 ทุกวัน เวลา 08.00 – 16.00 น.

นพ. เอกลักษณ์ วโนทยาโรจน์

นพ. เอกลักษณ์ วโนทยาโรจน์

พญ. เกษณี ร่มโพธิ์ทอง

พญ. เกษณี ร่มโพธิ์ทอง

ศิลปินไทย ‘ยามีล๊ะ หะยี’ คว้ารางวัลสูงสุดระดับภูมิภาคคนที่ 4 บนเวทีประกวด ‘UOB Southeast Asian Painting of the Year’ ปีนี้

ศิลปินไทย ‘ยามีล๊ะ หะยี’ คว้ารางวัลสูงสุดระดับภูมิภาคคนที่ 4 บนเวทีประกวด ‘UOB Southeast Asian Painting of the Year’  ปีนี้

ศิลปินไทย ‘ยามีล๊ะ หะยี’ คว้ารางวัลสูงสุดระดับภูมิภาคคนที่ 4 บนเวทีประกวด ‘UOB Southeast Asian Painting of the Year’ ปีนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศิลปินไทยสร้างชื่ออีกครั้ง ผลงานของศิลปินไทยวัย 35 ปี  ยามีล๊ะ หะยี  ในชื่อ “ดุอาอ์ (วิงวอนขอพร)” ซึ่งสะท้อนถึงความหวังและความกลมเกลียว คว้ารางวัล UOB Southeast Asian Painting of the Year (SEA POY) ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของการประกวด UOB Painting of the Year (UOB POY) ผลงานชิ้นนี้โดดเด่นเหนือผลงานชนะเลิศจากประเทศสิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม และเธอยังมีสิทธิ์ที่จะได้รับคัดเลือกเข้าร่วมเป็นศิลปินในพำนักที่ Cité Internationale des Arts กรุงปารีส ซึ่งสนับสนุนโดยธนาคารยูโอบี อีกด้วย

ผลงานนี้สร้างสรรค์ด้วยเทคนิคเย็บปักบนผืนผ้า ถ่ายทอดภาพสตรีในท่วงท่าวิงวอนขอพร สื่อถึงความปรารถนาร่วมกันเพื่อการเริ่มต้นใหม่และความกลมเกลียว ร่างกายของพวกเธอถูกถักทออย่างประณีตในฉากที่เหมือนความฝัน เพื่อสร้างเรื่องราวทรงพลังที่ผสมผสานระหว่างประเพณี จิตวิญญาณ และจินตนาการ ศิลปินได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด “ความงามคือภาพสะท้อนของความเข้มแข็ง” และใช้สัญลักษณ์เพื่อสะท้อนความปรารถนาของมนุษยชาติ

นายวี อี เชียง รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารยูโอบี กล่าวว่า “ในโอกาสที่ยูโอบีครบรอบ 90 ปี เรายังคงยืนยันความมุ่งมั่นที่จะเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจและชุมชนทั่วทั้งภูมิภาค การดำเนินงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราเป็นมากกว่าการเชื่อมโยงทางธุรกิจ เพราะยังรวมถึงการตอบแทนสังคม รวมถึงการสนับสนุนด้านศิลปะผ่านการประกวด UOB POY เราได้บ่มเพาะศิลปินรุ่นใหม่ สร้างโอกาสให้ศิลปะเข้าถึงผู้คน และเชื่อมโยงระบบนิเวศทางศิลปะผ่านโครงการต่างๆ เช่น เครือข่ายศิลปินศิลปินยูโอบี (UOB Artist Alumni Network) เพื่อสร้างผลกระทบที่มีความหมายและยั่งยืนในระยะยาว”

คณะกรรมการตัดสินรางวัล SEA POY ประจำปี 2568 ประกอบด้วยประธานกรรมการตัดสินจากห้าประเทศที่เข้าร่วม ได้แก่ ดร.วิชญ มุกดามณี (สิงคโปร์) ดร.อากุง ฮูจัตนิกาเจนนง (อินโดนีเซีย) นางสาวอินตัน ราฟิซา (มาเลเซีย) นายอำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ (ไทย) และนายดัง ซวน ฮวา (เวียดนาม)

ยามีล๊ะ กล่าวว่า “ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง โรคภัย และความเหลื่อมล้ำ ดิฉันเชื่อว่าศิลปินมีหน้าที่เป็นกระบอกเสียงแห่งสันติภาพและความหวัง ดิฉันอยากเตือนให้ผู้คนไม่หยุดฝัน ยึดมั่นในความหวัง และเชื่อมั่นในพลังของตนเองในการสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านผลงานชิ้นนี้”

ผลงาน “ดุอาอ์ (วิงวอนขอพร)” ใช้เวลาสร้างสรรค์ประมาณสองเดือน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ตั้งแต่วัยเด็กที่ได้คลุกคลีกับคุณแม่ซึ่งเป็นช่างเย็บผ้าคลุมฮิญาบในจังหวัดนราธิวาส “การได้รับรางวัลครั้งนี้เป็นกำลังใจที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อเส้นทางศิลปะของดิฉัน และเป็นแรงผลักดันให้ดิฉันยังคงมุ่งมั่นนำศิลปะไปสู่เยาวชนและกลุ่มสตรีในชุมชนของดิฉัน เพื่อให้พวกเขาได้ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ และผ่อนคลายความกังวลจากสถานการณ์รอบตัวในชีวิตประจำวันต่อไป”

นิทรรศการแสดงผลงานของผู้ชนะรางวัลระดับภูมิภาค ประจำปี 2568 จะจัดขึ้นที่ UOB Discovery Space ณ หอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์ (National Gallery Singapore) ตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ถึง 31 มกราคม 2569 เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 10.00 – 19.00 น. และสามารถชมผลงานที่ได้รับรางวัลได้ทางเว็บไซต์ UOBandArt.com

ยามีล๊ะ หะยี

ยามีล๊ะ หะยี

คุณแหน : 25 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 25 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 25 ธันวาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

●● พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ พลโทบุญสิน พาดกลาง เป็น พลเอกบุญสิน พาดกลาง ตำแหน่งราชองครักษ์พิเศษ ตั้งแต่ 21 ธ.ค. 2568…

●● งาน AUAA Christmas Carol & Afternoon Tea จัดไปเมื่อ 21 ธ.ค. ยังเป็นที่พูดถึงว่าตกแต่งสถานที่ในบรรยากาศของเทศกาลคริสต์มาสให้ถ่ายภาพเช็คอินกันอย่างสนุกสนาน รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ (AUAA) และแม่งานฝ่าย ปชส. ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ ยิ้มปลื้ม เมื่อเห็น คณะกรรมการบริหารของ สมาคมฯ อาทิ ประกอบ มุกุระ, ปัญญ์ชลี เพ็ญชาติ, ม.ล.ศุลีรัชต์ วัชรีวงศ์, ทิพยนิภา (ไกรฤกษ์) สมะลาภา, ศรีล สุขุม, เอกพงษ์ ณ ระนอง, ภากร กันทาธรรม, อนิรุทธิ์ มหธร และสมาชิกสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ ร่วมงานอย่างคับคั่ง..

●● หนึ่งการให้เพื่อการเคลื่อนไหว สู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น “โครงการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเพื่อผู้ป่วยยากไร้ (ปีที่ 7 โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ” ขอเชิญทุกท่านร่วมบริจาคสมทบ “โครงการจิตอาสาผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเพื่อผู้ป่วยยากไร้” จำนวน 110 ข้อ “เพื่อผู้ป่วยข้อเข่าข้อสะโพกยากไร้” การบริจาคผ่านโครงการนี้ สามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ชื่อบัญชี รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ธ.ทหารไทยธนชาต เลขที่ 050-2-00002-9 ส่งหลักฐานการโอนเงินพร้อมระบุ “เพื่อผู้ป่วยข้อสะโพกยากไร้” Line ID:tuh_donation..

●● ครบรอบวันเกิด ลลิสา จงบารมี มีเพื่อนสนิทมิตรรักญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือไปร่วมอวยพร เจ้าภาพจัดซิทดาวน์ดินเนอร์ 99 ท่าน ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่อยู่ใต้ฟ้าเมืองไทยที่เป็นที่รู้จักแทบทั้งสิ้น ตามประสาคนใจกว้างมีแต่คนรักมากมาย…

●● ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ไม่รู้จะไปไหน แวะไปไหว้พระทำบุญที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร แล้วขึ้นภูเขาทอง ชมพระอาทิตย์ตกดิน และชมทิวทัศน์ของกรุงเทพมหานครยามค่ำคืน ได้ถึงเวลา 22.00 น. ตั้งแต่ 25 ธ.ค.2568-15 ม.ค.2569..

●● พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา แจ้งมายังญาติมิตรถึงกำหนดการทำบุญ 100 วัน คุณพ่อพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา วันที่ 6 ม.ค. 09.30 น. และ 19.00 น. สวดพระอภิธรรม ที่บ้านเลขที่ 21ถ.อัษฎางค์..

●● ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดนิทรรศการ โครงการภาพเขียน น้อมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายใต้แนวคิด “น้อมศิระกราน ด้วยรักและภักดี Her Majesty Queen Sirikit, Our Beloved Queen Mother 3 ม.ค. 15.30 น. หอศิลป์ร่วมสมัย ถ.ราชดำเนิน นิทรรศการมีระหว่าง 30 ธ.ค.-28 ม.ค. 10.00-19.00 น. ปิดทุกวันจันทร์..

GO Hotel- บาร์บีคิวพลาซ่า-TRUE เอาใจสายไลฟ์สไตล์ โปรเดียวจบทั้งครบทั้งคุ้ม! เพียงจองผ่าน Line Official แล้วเข้าพัก

GO Hotel- บาร์บีคิวพลาซ่า-TRUE เอาใจสายไลฟ์สไตล์  โปรเดียวจบทั้งครบทั้งคุ้ม! เพียงจองผ่าน Line Official แล้วเข้าพัก

GO Hotel- บาร์บีคิวพลาซ่า-TRUE เอาใจสายไลฟ์สไตล์ โปรเดียวจบทั้งครบทั้งคุ้ม! เพียงจองผ่าน Line Official แล้วเข้าพัก

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.50 น.

GO Hotel โรงแรมที่ “สุข สะดวก สบาย สุดคุ้ม” (Get, Set, GO, Happy) ภายใต้การบริหารในเครือเซ็นทรัลพัฒนา ออกแบบอย่างพิถีพิถันโดยคำนึงถึงผู้เข้าพักเป็นหลัก เพื่อตอบโจทย์ทุกการเดินทางโรงแรมใกล้สุวรรณภูมิ รถส่งสนามบินฟรี และผู้ที่กำลังมองหาที่พักแสนสบาย บนทำเลที่เดินทางสะดวก ปล่อยโปรโมชั่นพิเศษเอาใจสายไลฟ์สไตล์ ที่ชื่นชอบทั้งการท่องเที่ยวและอาหารอร่อย แบบโปรเดียวจบทั้งครบทั้งคุ้ม เพียงจองห้องพักผ่าน Line: @gohotel ผ่านแชตกับแอดมินเท่านั้น! และเข้าพัก รับฟรีทันที!            E-Voucher Bar B Q Plaza มูลค่า 600 บาท* ไปอิ่มอร่อยกับชุดปิ้งย่างหรือเมนูโปรดที่ทุกคนชื่นชอบ

GO Hotel ประสบการณ์พักผ่อนแบบสุข สะดวก สบาย สุดคุ้ม ประกอบด้วย สาขาบ่อวิน บ้านฉาง ชลบุรี ศรีราชา และสาขากรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต โรงแรมแฟล็กชิพที่ใหญ่ที่สุดของ GO Hotel โดยทุกสาขาออกแบบในสไตล์โมเดิร์นพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ใกล้ห้างสรรพสินค้าเพียงไม่กี่ก้าว และสามารถเดินทางต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวได้สะดวก ไม่ว่าจะเดินทางเพื่อการพักผ่อนหรือทำงาน          ทุกสาขาก็มีห้องพักแสนสบายให้เลือกหลายแบบตามความต้องการ พร้อมพื้นที่ส่วนกลางที่กว้างขวาง             ทั้ง CO-Working Space และห้องประชุมส่วนตัว นอกจากนี้ ทุกสาขายังจัดเตรียมพื้นที่พิเศษ เพื่อต้อนรับเพื่อนรักสี่ขา ที่เป็นเหมือนหนึ่งในสมาชิกครอบครัว เพื่อให้ทุกการเดินทางเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น 

Go Hotel มอบโปรโมชั่นพิเศษ เพียงจองห้องพักผ่าน Line Official: @gohotel และเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2569 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 รับฟรี! E-Voucher Bar B Q Plaza มูลค่า 600 บาท*

ราคาสำหรับลูกค้าทั่วไป  GO HOTEL บ่อวิน ราคา 1,299 บาท GO HOTEL บ้านฉาง ราคา 999 บาท GO HOTEL ชลบุรี ราคา 1,099 บาท และ GO HOTEL ศรีราชา ราคา 1,099 บาท

พิเศษสุด! สำหรับลูกค้าทรู ซื้อห้องพักถูกกว่า พร้อมรับคูปองบาร์บีคิวพลาซ่า มูลค่า 600 บาท ฟรีเช่นกัน GO HOTEL บ่อวิน ราคา 1,199 บาท GO HOTEL บ้านฉาง ราคา 899 บาท GO HOTEL ชลบุรี ราคา 999 บาท GO HOTEL ศรีราชา ราคา 999 บาท

เงื่อนไขโปรโมชั่นใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2569 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 รับสิทธิ์ง่ายๆ โดยลูกค้าจะได้รับ E-Voucher Bar B Q Plaza มูลค่า 600 บาท ทางอีเมล หลังจากทำการจองห้องพักสำเร็จ สำหรับลูกค้าทรู กดรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชั่นทรูไอดีและดีแทคแอป  ช่องทางการจองผ่าน LINE: @Gohotel เท่านั้น สาขากรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต ไม่ร่วมรายการรับ E-Voucher Bar B Q Plaza เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นเพิ่มเติม ได้ที่  https://letzzzgo.co/ Line Official : @gohotel Email: contact@letzzzgo.co โทร. 02-0188656

CNN เลือก ‘ไอคอนสยาม’ เป็นฐานถ่ายทอดสด New Year’s Eve 2025 ตอกย้ำบทบาทประเทศไทยในฐานะ Global Countdown Destination

CNN เลือก ‘ไอคอนสยาม’ เป็นฐานถ่ายทอดสด New Year’s Eve 2025  ตอกย้ำบทบาทประเทศไทยในฐานะ Global Countdown Destination

CNN เลือก ‘ไอคอนสยาม’ เป็นฐานถ่ายทอดสด New Year’s Eve 2025 ตอกย้ำบทบาทประเทศไทยในฐานะ Global Countdown Destination

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.49 น.

สำนักข่าวระดับโลก CNN เตรียมปักหมุดถ่ายทอดสดปรากฏการณ์ฉลองค่ำคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ New Year’s Eve 2025 จากกรุงเทพมหานคร โดยในปีนี้ CNN ได้เลือก “ไอคอนสยาม” แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี เป็นที่ตั้งของ CNN Asia-Pacific Live Studio พร้อมดึงผู้ประกาศข่าวและผู้สื่อข่าวชื่อดังอย่าง คริสตี้ ลู สเตาท์ (Kristie Lu Stout) และ วิลล์ ริปลีย์ (Will Ripley) ร่วมดำเนินรายการ เพื่อส่งสัญญาณภาพและเสียงแห่งความสุขจากประเทศไทยสู่สายตาผู้ชมทั่วโลกผ่านเครือข่ายข่าว CNN ทั้งในแพลตฟอร์มทีวีและดิจิทัล

การประกาศเลือกกรุงเทพฯ ในครั้งนี้ เปรียบเสมือนการสร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญที่ตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพอันแข็งแกร่งของประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางการจัดงานและการถ่ายทอดสดอีเวนต์ระดับนานาชาติ อีกทั้งยังนับเป็นครั้งแรกที่ CNN จัดตั้งสตูดิโอถ่ายทอดสดเต็มรูปแบบในประเทศไทย เพื่อถ่ายทอดปรากฏการณ์ความยิ่งใหญ่ของช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองค่ำคืนส่งท้ายปีจากศูนย์กลางเอเชียแปซิฟิกสู่สายตาชาวโลก

คริสตี้ ลู สเตาท์ (Kristie Lu Stout)

สำหรับการจัดงาน “Amazing Thailand Countdown 2026”   ไอคอนสยาม  ซึ่งเป็น 1 ใน 3 โครงการที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกในรอบ 30 ปี จาก MAPIC AWARDS 2025 ได้ผนึกกำลังความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน รวมถึงพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ จัดงานเฉลิมฉลองขึ้นภายใต้แนวคิด “A Global Phenomenal Celebration at the Icon Unrivaled” เพื่อสะท้อนถึงบทบาทของไทยที่เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของการเคานต์ดาวน์ที่คนทั่วโลกต้องมาเยือน โดยงานนี้มุ่งนำเสนอเอกลักษณ์ความเป็นไทยริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผสานความบันเทิงร่วมสมัยและการแสดงพลุรักษ์โลกสุดอลังการ ซึ่งจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตลอด 5 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 27 – 31 ธันวาคม 2568 ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม

ความยิ่งใหญ่ของการจัดงานและถ่ายทอดสดระดับนานาชาติในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการยืนยันมาตรฐานความปลอดภัยและการจัดการระดับสากลของงานเคานต์ดาวน์ในไทย แต่ยังเป็นการประกาศก้องถึงศักยภาพของพื้นที่ริมน้ำเจ้าพระยา และความพร้อมของกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่โดดเด่นของภูมิภาค ส่งผลให้กรุงเทพมหานคร ได้รับการคัดเลือกจาก CNN ให้เป็นหนึ่งในเมืองหลักของโลกสำหรับการถ่ายทอดสดบรรยากาศคืนส่งท้ายปี 2025 ร่วมกับมหานครชั้นนำอย่าง นิวยอร์ก, อาบูดาบี, ลอนดอน, โตเกียว และซิดนีย์ การถ่ายทอดสดจากประเทศไทยผ่านเครือข่ายของ CNN ในครั้งนี้ จึงนับเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของกรุงเทพมหานครและประเทศไทยในฐานะ Global Countdown Destination ที่มีความพร้อมและความโดดเด่นบนเวทีโลกอย่างแท้จริง

วิลล์ ริปลีย์ (Will Ripley)

ไฮไลต์สำคัญของงาน Amazing Thailand Countdown 2026 ประกอบด้วย การแสดงเหนือท้องฟ้า 4D Sky “In Eternity Reverence” to Honor Her Majesty The Queen Mother เพื่อน้อมถวายความอาลัย และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเป็นการรวมพลังครั้งสำคัญ สร้างสรรค์โชว์สุดยิ่งใหญ่ 4 มิติเหนือท้องฟ้า ด้วยการแสดงพลุรักษ์โลก ผสานโดรน และไพโรเทคนิคสุดอลังการเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา จาก โครสตาร์ส (Crostars) ผู้นำด้านโชว์โดรนระดับโลกจากจีน และ โอคุจิ โยชิมาสะ (Okuchi Yoshimasa) ผู้กำกับการแสดงพลุรักษ์โลกมือรางวัลระดับโลกจากญี่ปุ่น และ The Global Performance พบกับเซอร์ไพรส์จากศิลปินไอคอนิกระดับโลก Mark Tuan (มาร์ค ต้วน) ที่จะมาสร้างสรรค์โชว์ร่วมกับศิลปินไอคอนิกของไทยครั้งแรกในคืนส่งท้ายปี  พร้อมเนรมิตริเวอร์ พาร์ค ให้เป็นฟลอร์เต้นรำที่ใหญ่ที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา The Largest Riverfront Dance Arena กับความสนุกแบบไร้ขีดจำกัดจากดีเจและศิลปินแถวหน้าของไทยกว่า 200 คน เพื่อสร้างบรรยากาศการนับถอยหลังที่มีความคึกคักและสะท้อนพลังความสร้างสรรค์ของประเทศไทยอย่างครบทุกมิติ

ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วมงาน Amazing Thailand Countdown 2026 ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม หรือรับชมการถ่ายทอดสดผ่านหลากหลายช่องทาง โดย CNN Live Studio จะเริ่มถ่ายทอดสดบรรยากาศการเฉลิมฉลองจากประเทศต่างๆ ระหว่าง เวลา 19.00 – 01.00 น. ตามเวลาประเทศไทย เพื่อส่งสัญญาณออกอากาศสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและผู้ชมทั่วโลก

ขณะที่สถานีโทรทัศน์ของไทย  พร้อมด้วยแพลตฟอร์มออนไลน์ของสื่อชั้นนำหลายสำนัก จะเริ่มถ่ายทอดสดบรรยากาศการเฉลิมฉลองตั้งแต่เวลา 23.00 – 00.15 น. รวมถึงช่องทางออนไลน์ของไอคอนสยาม Facebook และ YouTube ซึ่งเริ่มออกอากาศตั้งแต่เวลา 16.15 น. เป็นต้นไป สอบถามเพิ่มเติม โทร. 1338

มูลนิธิแอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล เปิดตัวโครงการ ‘GIVE GREEN CBD’ ผนึกพลัง กทม และพันธมิตร เติมสีสันคริสต์มาสแห่งการแบ่งปันอย่างยั่งยืน

มูลนิธิแอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล เปิดตัวโครงการ ‘GIVE GREEN CBD’ ผนึกพลัง กทม และพันธมิตร เติมสีสันคริสต์มาสแห่งการแบ่งปันอย่างยั่งยืน

มูลนิธิแอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล เปิดตัวโครงการ ‘GIVE GREEN CBD’ ผนึกพลัง กทม และพันธมิตร เติมสีสันคริสต์มาสแห่งการแบ่งปันอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิแอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ผนึกพลัง กทม และพันธมิตร เติมสีสันคริสต์มาสแห่งการแบ่งปันอย่างยั่งยืน เปิดตัวโครงการ GIVE GREEN CBD” ส่งมอบความสุขและสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนให้กรุงเทพฯ ในปีที่ 12 ด้วยกิจกรรม CBD Charity Christmas”, “AWC’s Charity Market Around” และ “CBD WE RUN 2026”

มูลนิธิแอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล (Asset World Foundation for Charity: AWFC) ก่อตั้งโดย บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) (AWC) ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ผนึกกำลังพันธมิตรกว่า 50 องค์กร อาทิ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน),บริษัท ซีอีเอส จำ กัด, KPMG ประเทศไทย,บริษัท จาร์ดีน ชินด์เล่อร์ (ไทย) จำกัด,บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน),บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ฟิวเจอร์ วิชวล ซิสเต็ม จำกัด, บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด และพันธมิตร เปิดตัวโครงการ “GIVE GREEN CBD” เนื่องในเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ เพื่อเปลี่ยนย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ (CBD) ให้เป็นพื้นที่แห่งการเชื่อมโยงชุมชน สุขภาพที่ดี และวิถีชีวิตที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “The Magical Green Christmas” โดยชู 3 กิจกรรมไฮไลท์สำคัญ ได้แก่ “CBD Charity Christmas”, “AWC’s Charity Market Around” และกิจกรรมวิ่งฮาล์ฟมาราธอนการกุศล “CBD WE RUN 2026”

โครงการนี้ขับเคลื่อนด้วยความมุ่งมั่นในการ “สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า” ให้กับชาวกรุงเทพมหานคร ในโอกาสนี้มูลนิธิ AWFC ได้มอบทุนสนับสนุนการติดตั้งจุดบริการน้ำดื่มสะอาด ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา (สาทร) เพื่อส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีให้กับประชาชน สนับสนุนไลฟ์สไตล์การออกกำลังกาย และลดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว พร้อมส่งมอบคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมให้แก่ชุมชนในระยะยาว

คริสต์มาสแห่งการแบ่งปัน ใจกลางย่านธุรกิจ

โครงการ “GIVE GREEN CBD” พลิกบทบาทอาคารสำนักงานและย่านธุรกิจให้เป็นมากกว่าสถานที่ทำงาน สู่การเป็นพื้นที่ชุมชนที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนในการเฉลิมฉลอง แบ่งปัน และดูแลสุขภาวะร่วมกัน โดยมีกิจกรรมไฮไลต์ ได้แก่ “CBD Charity Christmas” การจัดแสดงต้นคริสต์มาสรักษ์โลกในธีม The Magical Green Christmas ที่ผสานแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ากับความคิดสร้างสรรค์  และ “AWC’s Charity Market Around” ตลาดนัดการกุศลที่ผนึกกำลังพันธมิตรกว่า 150 ราย ร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนและสนับสนุนชุมชน จัดขึ้น ณ อาคาร “เอ็มไพร์” ใจกลางย่านธุรกิจสำคัญ (CBD) ของกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือ “CBD WE RUN 2026” งานวิ่งการกุศลประจำปี ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 18 มกราคม 2569 เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดีควบคู่การสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม โดยรายได้สุทธิทั้งหมดจากกิจกรรมจะสมทบทุนให้แก่ AWFC เพื่อสนับสนุนโครงการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

พิธีเปิดโครงการจัดขึ้น ณ อาคาร “เอ็มไพร์” โดยได้รับเกียรติจาก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรกว่า 50 องค์กร สะท้อนพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนเมืองสู่ความยั่งยืนและน่าอยู่สำหรับทุกคน

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนโครงการ ‘GIVE GREEN CBD’ ซึ่ง AWC และพันธมิตรร่วมกันจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 12  ซึ่งโครงการนี้นอกจากจะเป็นการส่งเสริมสุขภาพและปลุกกระแสร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของชาวกรุงเทพมหานครแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกัน ขอขอบคุณ AWC ที่สนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกในสวนสาธารณะ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดขยะพลาสติก และร่วมสร้างเมืองที่น่าอยู่ยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน

วัลลภา ไตรโสรัส กล่าวว่า มูลนิธิแอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล (AWFC) และ AWC ขอขอบคุณกรุงเทพมหานครและพันธมิตรทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องมาตลอด 12 ปี ในการขับเคลื่อนโครงการ GIVE GREEN CBD โครงการนี้สะท้อนพลังความร่วมมือของพันธมิตรและชุมชมในการสร้างคุณค่าร่วมกันอย่างยั่งยืนให้กรุงเทพฯ สอดคล้องไปกับพันธกิจของ ‘Building Better Future for All’  ของ AWC ในการใช้โครงการและแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อจุดประกายความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของชุมชน

Life & Health : เตรียมรับปี 2569 ยุค AI Transformation

Life&Health : เตรียมรับปี 2569 ยุค AI Transformation

Life&Health : เตรียมรับปี 2569 ยุค AI Transformation

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในปี 2568 เป็นปีที่มีการพูดถึงการลงทุนและการใช้เอไอ (AI) ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายค่าย เช่น GitHub Copilot ได้รับการระดมทุนจาก Microsoft ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เฉพาะปี 2568 ประกาศลงทุนเพิ่มเติมอีก 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลจาก ผศ. ดร. รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์​ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทด้านเอไอ ดาต้า เทคโนโลยี เปิดเผยว่า ChatGPT พบว่ามีเม็ดเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี ส่วน Gemini มีเงินลงทุนในการพัฒนาเอไอต่อปี 13,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี ในขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยี ก็ปรับตัวสูงขึ้น จนมีการวิเคราะห์ว่าเกิดฟองสบู่ในธุรกิจเอไอ

ถ้ามองในเรื่องของการลงทุนและราคาหุ้นของธุรกิจเทคโนโลยีและเอไอ อาจจะมองได้ว่าเป็นฟองสบู่  เพราะการลงทุนจำนวนมากแต่มูลค่าผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของเอไอ ยังไม่ชัดเจน

แต่ในความเป็นจริง ปัจจุบันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการนำเอไอมาใช้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในปี 2569 ผมมองว่าเป็นปีที่ เอไอ จะมาเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำธุรกิจของทุกภาคธุรกิจ หรือ เรียกว่า AI Transform ธุรกิจ หลังจากที่เราทุกคนได้เรียนรู้และรู้จักเอไอในช่วงที่ผ่านมา

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยีในบริษัทด้านเอไอดาต้าเทคโนโลยีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กล่าวว่า  ปี 2569 เป็นปีของการนำเอไอมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านกระบวนการทำงานในโลกธุรกิจแบบที่ใช้งานได้จริง และมีส่วนสำคัญในการช่วยภาคธุรกิจลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และสร้างกำไร ที่เห็นได้ชัด ถ้าภาคธุรกิจเลือกที่จะใช้เทคโนโลยีเอไอที่เหมาะสมกับความต้องการใช้งานของตัวเอง

จากรายงานล่าสุดของ สตาติสต้า (Statista) แพลตฟอร์มด้านข้อมูลและธุรกิจอัจฉริยะสัญชาติเยอรมัน ระบุว่า ขนาดตลาดของเอไอ ในปี 2567-2573 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 28.46% ต่อปี และ คาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 826,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2573

ในขณะที่ แมคเคนซี่ แอนด์ คอมพานี (McKinsey & Company) บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการระดับโลกสัญชาติอเมริกัน ได้เผยแพร่ผลสำรวจเกี่ยวกับการนำเอไอไปใช้ในภาคธุรกิจตลอด 12 เดือนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่จำนวน 419 บริษัท ระบุว่า มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการนำ เอไอ มาช่วยในกระบวนการทำงานเพิ่มขึ้นในสัดส่วน 5-10% ทั้งในภาคการตลาด การเงิน การผลิต ห่วงโซ่อุปทาน งานบริการ ไปจนถึงงานด้านไอที และ วิศวกรรม

จากผลการศึกษาดังกล่าว เอไอ เป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง เพื่อลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้ ให้กับผู้ประกอบธุรกิจได้ถ้าผู้ประกอบการรู้จักที่จะเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเอง ตัวอย่างลูกค้าของ เรียล สมาร์ท เราออกแบบแพลตฟอร์ม ที่ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้า เราเข้าไปช่วยพัฒนาระบบที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ทำให้ช่วยลูกค้าลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้

ถ้าเลือกใช้เอไอ เหมาะกับธุรกิจของเรา เอไอก็จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ในการปฏิวัติภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และ กำไรให้กับองค์กร  เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้ ในด้านเทคโนโลยีแล้ว ผมเชื่อว่า ปี 2569 เป็นปีที่เอไอ จะเป็นตัวปฏิวัติการทำงานของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม อย่างเข้มข้นแบบที่ใช้งานได้จริง และเป็นพื้นฐานในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจโลกไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เอไอ อย่างชัดเจน

การนำเทคโนโลยีเอไอมาใช้จะกระทบกับการจ้างงานในประเทศไทยไหม

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ กล่าวว่า ผมมองว่าเอไอ เป็นเครื่องมือเข้ามาช่วยในการทำงานมากกว่าที่จะมาแทนคน งานหลายอย่างที่เป็นงานทำซ้ำ งานประจำ งานที่ไม่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์ และ งานที่เป็นงานสำนักงานแบบเดิมๆ เอไอ เข้ามาช่วยได้ ส่วนคนที่เคยทำงานซ้ำๆ ที่เอไอเข้ามาทำงานแทน ก็สามารถที่จะพัฒนาศักยภาพตัวเอง ไปทำงานที่เอไอทำไม่ได้ อาทิ งานด้านการวิเคราะห์ข้อมูล งานที่ไปควบคุมการทำงานของเอไอ งาน AI Specialist, Data Engineer, Prompt Engineer, Cyber Security, Customer Experience Analyst, Digital Workforce Manager, และ AI Ethics Officer เป็นต้น

จากข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า ประเทศไทยปัจจุบันขาดแคลนบุคลากรด้านเอไอมากกว่า 80,000 คน ขณะที่คนที่จบด้านเอไอ กลับไม่ได้ทำงานในด้านไอที ในขณะที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระบุว่า สถาบันการศึกษาในปัจจุบันสามารถผลิตบุคลากรในด้านนี้ได้เพียง 500 คนต่อปี 

จากความต้องการบุคลากรด้านเอไอ จำนวนมาก จึงเป็นโอกาสของภาคแรงงานที่ต้องพัฒนาศักยภาพของตัวเอง ในการทำงานร่วมกับเอไอ ไปจนถึงพัฒนาไปสู่การเป็นผู้พัฒนาเอไอ จึงเป็นโอกาสสำหรับคนไทย ในการที่จะเรียนรู้และทำงานร่วมกับเอไอ เพราะต้องยอมรับว่า นาทีนี้ เอไอ เข้ามามีบทบาทในการทำงานแน่ๆ โดยเฉพาะในปี 2569 จึงเป็นปีที่จะเกิดการปรับโครงสร้างกระบวนการทำงานครั้งใหญ่ที่มีเอไอเข้ามามีส่วนในการทำงานที่ชัดเจนขึ้น หลังจากที่ได้เรียนรู้เรื่องเอไอ และมีพัฒนาเครื่องมือด้านเอไอ กันมาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตสำรองคงคลัง ช่วยสนับสนุนรพ.ในพื้นที่สู้รบ

จากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติและภาคบริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จำเป็นต้องสำรองโลหิต เพื่อส่งไปช่วยสนับสนุน รพ.ในพื้นที่ดังกล่าว ขอเชิญผู้ที่พร้อมร่วมบริจาคโลหิตสำรองคงคลังได้ ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถ.อังรีดูนังต์ จันทร์-ศุกร์ เปิด 07.30-19.30 น. เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิด 08.30-15.30 น. รองรับผู้บริจาคโลหิตวันละ 1,500 คน ลงทะเบียนบริจาคโลหิตสำรองคงคลัง ได้ที่ https://bdbooking.redcross.or.th/  

สามารถร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง), ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต, โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ สอบถามได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ  http://www.blooddonationthai.com

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ