Rado เปิดบูติกแห่งแรกในกรุงเทพฯ เผยโฉมรุ่นลิมิเต็ด พร้อมแคมเปญเฉลิมฉลองปลายปี

Rado เปิดบูติกแห่งแรกในกรุงเทพฯ เผยโฉมรุ่นลิมิเต็ด พร้อมแคมเปญเฉลิมฉลองปลายปี

Rado เปิดบูติกแห่งแรกในกรุงเทพฯ เผยโฉมรุ่นลิมิเต็ด พร้อมแคมเปญเฉลิมฉลองปลายปี

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองปลายปีของ Rado เปิดฉากขึ้นอย่างงดงาม ณ ใจกลางกรุงเทพฯ กับอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของแบรนด์ การเปิดบูติกแห่งแรกอย่างเป็นทางการ ณ เซ็นทรัล พาร์ค ตอกย้ำตัวตนของนาฬิกาสัญชาติสวิสที่โดดเด่นด้านวัสดุศาสตร์และการออกแบบล้ำสมัย พร้อมเผยโฉมรุ่นลิมิเต็ด True Square Open Heart x Ji Chang-wook   และเปิดตัวแคมเปญระดับโลก Holiday Fantasy Journey เพื่อเติมเต็มสีสันแห่งเทศกาลในแบบมหัศจรรย์ที่สุดของปี

การเปิดบูติกแห่งแรกของ Rado ณ เซ็นทรัล พาร์ค โดย Adrian Bosshard – CEO ของ Rado เดินทางมาร่วมงานด้วยตนเอง ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติคับคั่ง ดีไซน์ร้านถ่ายทอดเอกลักษณ์ “Master of Materials” ผ่านเส้นสายร่วมสมัย วัสดุคุณภาพสูง และงานฝีมือแบบสวิส บรรยากาศภายในหรูหรา อบอุ่น และร่วมสมัยอย่างลงตัว โดยมี Ji Chang-wook ซูเปอร์สตาร์เกาหลีและแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลก ปรากฏตัวพร้อมออร่าอบอุ่น ร่วมตัดริบบิ้นเปิดร้านกับผู้บริหารของ Rado สร้างช่วงเวลาน่าประทับใจให้ผู้ร่วมงานทุกคน

ภายในงานเปิดบูติก แขกผู้มีเกียรติยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดตัวรุ่นพิเศษ True Square Open Heart x Ji Chang-wook อย่างเป็นทางการ โดยเป็นการพัฒนาจากดีไซน์ไอคอนิกของ Rado มาพร้อมฝาหลังสลักลายเซ็นของ Ji Chang-wook ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะเรือน และผลิตจำนวนจำกัดเพื่อคอลเลกชันนี้โดยเฉพาะการเปิดตัวครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากสื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ และแฟนๆ ที่มาร่วมงานอย่างอบอุ่น ทำให้การเฉลิมฉลองของแบรนด์ในประเทศไทยปีนี้โดดเด่นประทับใจและมีพลังยิ่งขึ้น

Ji Chang-wook นักแสดงระดับซูเปอร์สตาร์จากเกาหลีและแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Rado ตั้งแต่ปี 2023 เป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ดีไซน์ งานประกอบ ไปจนถึงการทำงานกับวัสดุไฮเทคเซรามิกซึ่งเป็นหัวใจของแบรนด์ ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของเขาในทุกกระบวนการ ทำให้ True Square Open Heart x Ji Chang-wook ถ่ายทอดทั้งตัวตนของศิลปินและดีเอ็นเอของ Rado ได้อย่างลงตัว ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่แข็งแรงระหว่างแบรนด์และแอมบาสเดอร์ในระดับสากล

ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองปลายปียังคงดำเนินต่อไป เมื่อ Rado เปิดตัวแคมเปญระดับโลก Holiday Fantasy Journey พาทุกคนก้าวสู่สามดินแดนมหัศจรรย์ที่ได้แรงบันดาลใจจากเรือนเวลาไฮไลท์ประจำปี ได้แก่ True Square Open Heart, Captain Cook High-Tech Ceramic Chronograph, และ Centrix Diamonds สะท้อนจิตวิญญาณด้านวัสดุศาสตร์และดีไซน์ล้ำสมัยของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน

ทั้งสามเรือนเวลาและดินแดนแฟนตาซี ต่างสะท้อนมนต์เสน่ห์ ความลึกลับ และหัวใจของเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง RADO เชิญชวนคนรักนาฬิกาทั่วโลกให้ “ดื่มด่ำกับช่วงเวลา” และร่วมส่งต่อความหมายของช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองในแบบที่เป็นตัวคุณเอง สะท้อนวิสัยทัศน์อันชัดเจนว่า “ทุกเรือนเวลาจะพาคุณดื่มด่ำกับช่วงเวลา และเฉลิมฉลองเรื่องราวสำคัญในชีวิต”

realme เปิดตัวแคมเปญประกวดถ่ายภาพระดับโลกในไทย ชวนปล่อยพลังสร้างสรรค์ เก็บโมเมนต์ที่เป็น ‘ตัวตนจริงของคุณ’

realme เปิดตัวแคมเปญประกวดถ่ายภาพระดับโลกในไทย ชวนปล่อยพลังสร้างสรรค์ เก็บโมเมนต์ที่เป็น ‘ตัวตนจริงของคุณ’

realme เปิดตัวแคมเปญประกวดถ่ายภาพระดับโลกในไทย ชวนปล่อยพลังสร้างสรรค์ เก็บโมเมนต์ที่เป็น ‘ตัวตนจริงของคุณ’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

realme (เรียลมี) กลับมาสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้วงการไลฟ์สไตล์ดิจิทัลอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวแคมเปญถ่ายภาพระดับสากล  “realme Photography Awards“ ภายใต้คอนเซป “SHARE YOUR REAL MOMENT” ที่ชวนผู้ใช้ realme ทั่วโลก รวมถึงชาวไทย มาร่วมปล่อยพลังครีเอทีฟ เก็บโมเมนต์ที่เป็น “ตัวตนจริงของคุณ” ผ่านการประกวดภาพถ่ายออนไลน์สุดยิ่งใหญ่ ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้เล่าเรื่องในแบบของตัวเองอย่างอิสระ พร้อมเติมความสนุกให้เดือดกว่าเดิมด้วยกิจกรรม พิเศษ “Real Festive Moments” บนเพจเฟซบุ๊ก realme Thailand ที่ให้แฟน ๆ ได้ฉลองโมเมนต์ดี ๆ ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีของแห่งความสุขแบบมีสไตล์ และเปล่งประกายในแบบที่เป็นคุณที่สุด

ความยิ่งใหญ่นี้ต่อยอดด้วยการแข่งขันถ่ายภาพภายใต้คอนเซป “SHARE YOUR REAL MOMENT” บนเว็บไซต์ realme Global (ลิงค์ร่วมกิจกรรม : https://bit.ly/PhotographyAwards2026)  ที่เปิดรับภาพถ่ายจากผู้ใช้สมาร์ตโฟน realme ทุกประเทศ ภายใต้โจทย์ที่คอนเฟิร์มความ “เรียล” เล่าโมเมนต์จริง ถ่ายทอดอารมณ์จริง และโชว์ตัวตนที่แท้จริงของผู้ถ่าย ผ่านภาพที่ต้องมีลายน้ำยืนยัน พร้อมคำบรรยายที่โดนใจ ก่อนอัปโหลดผลงานตั้งแต่ 20 พฤศจิกายน 2568 – 30 มิถุนายน 2569 เพื่อลุ้นรางวัลรวมกว่า 7,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับสุดยอดผู้ชนะทั้ง 4 รางวัล บอกเลยว่านี่คือเวทีที่คนรักการถ่ายภาพไม่ควรพลาด

ด้านประเทศไทย realme Thailand เสริมความพิเศษแบบจัดเต็มกับกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟ “Real Festive Moments” บนเพจเฟซบุ๊ก realme Thailand เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้แชร์โมเมนต์ เฉลิมฉลองที่ทำให้หัวใจเต้นแรง จะเป็นปาร์ตี้กับแก๊งเพื่อน ทริปสุดพิเศษกับคนสำคัญ หรือช่วงเวลาอบอุ่นกับ ครอบครัวก็มาได้หมด! เพียงถ่ายภาพด้วยสมาร์ตโฟน realme ใส่ลายน้ำ และเขียนแคปชันเล่าโมเมนต์ที่คุณรัก จากนั้นโพสต์ใต้โพสต์กิจกรรม ระหว่างวันที่ 2 ธันวาคม 2568 – 12 มกราคม 2569 ก็มีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลสุดปัง ทั้ง realme 15 Pro จำนวน 1 เครื่อง และ realme Buds Clip อีก 2 รางวัล

ตลอดแคมเปญทั้งในคอนเซป “SHARE YOUR REAL MOMENT” และ “Real Festive Moments” ไม่ได้เป็นเพียงเวทีประกวดภาพถ่ายทั่วไป แต่คืออีกหนึ่งพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้กล้าเล่าเรื่องราวจาก มุมมองของตัวเองอย่างอิสระ ผ่านภาพที่สะท้อนความหมายของโมเมนต์สำคัญในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นแสงไฟ ที่เติมสีสันให้ค่ำคืนปาร์ตี้ เสียงหัวเราะของเพื่อนที่ทำให้วันธรรมดาพิเศษขึ้นทันที หรือช่วงเวลาพักผ่อนเรียบง่าย ที่ซ่อนความรู้สึกดีๆ ไว้อย่างเต็มเปี่ยมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

realme เชื่อมั่นในพลังของภาพถ่ายที่สามารถถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากโมเมนต์เล็ก ๆ และส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ได้อย่างไร้ขีดจำกัด นี่จึงเป็นเหตุผลที่แบรนด์ยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สมาร์ตโฟนของ realme เข้าใจ “ตัวตนที่แท้จริง” ของผู้ใช้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมทางที่อยู่เคียงข้างในทุกโมเมนต์สำคัญของชีวิตไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่เรียบง่ายหรือเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียด รวมถึงข่าวสารกิจกรรมต่าง ๆ จาก realme Thailand ผ่านช่องทาง Facebook: (https://www.facebook.com/realmeTH)  Instagram: (https://www.instagram.com/realme_thailand)  Tiktok: (https://www.tiktok.com/@realme_thailand)  Twitter: (https://twitter.com/realmeTH)  Youtube: (https://www.youtube.com/@realmeThailandTH)

​Kick-off ชวนเมืองระยองขยับ ยกระดับพื้นที่..สู่ ‘เมืองเรียนรู้สุขภาวะ’

​Kick-off ชวนเมืองระยองขยับ ยกระดับพื้นที่..สู่ ‘เมืองเรียนรู้สุขภาวะ’

​Kick-off ชวนเมืองระยองขยับ ยกระดับพื้นที่..สู่ ‘เมืองเรียนรู้สุขภาวะ’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Kick-off ชวนเมืองระยองขยับ สสส. สานพลัง จ.ระยอง ขับเคลื่อน “เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” เปิดงาน The ICONIC Run Fest Thailand Series 2025 – Run Rayong เผาผลาญพลังงานรวมกว่า 1.8 ล้านแคลอรี หนุนเศรษฐกิจชุมชนหมุนเวียนกว่า 3 ล้านบาท ชูการดำเนินงานเชิงพื้นที่เฉพาะ Specific Area-Based ที่ใช้ Data-driven สร้างความร่วมมือพหุภาคีรัฐ–เอกชน–ท้องถิ่น–ภาคประชาสังคม

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จ.ระยอง จัดกิจกรรมเดิน–วิ่ง “The ICONIC Run Fest Thailand Series 2025 – Run Rayong” เพื่อรวมพลังสร้างเมืองแห่งสุขภาวะ และยกระดับ จ.ระยอง ให้เป็นพื้นที่สุขภาพดีในทุกมิติ ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคี ทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น และภาคประชาสังคม โดยใช้กลไกการขับเคลือนงานสร้างเสริมสุขภาพเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญในพื้นที่เฉพาะ ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูเป็นฐานในการออกแบบมาตรการและกิจกรรม โดยมุ่งส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะที่เอื้อต่อการมีวิถีชีวิตสุขภาวะของประชาชน และร่วมสร้างสังคมเข้มแข็งบนฐานแนวคิด “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ”

นายเรืองฤทธิ์ ประกอบธรรม ปลัดจังหวัดระยอง กล่าวว่า การอยู่ใน “เมืองที่ดี” หรือ “เมืองสุขภาวะ” เป็นสิทธิและปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชนอย่างสำคัญ เมืองในฐานะกลไกสร้างเสริมสุขภาวะ จึงต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านกายภาพและสังคม เพื่อให้เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี ได้แก่ 1.การมีสภาพแวดล้อมเมืองและธรรมชาติที่ดี สะอาด ปลอดภัย 2.การมีแหล่งผลิตและจำหน่ายอาหารปลอดภัยที่ทุกคนเข้าถึงได้ 3.การมีพื้นที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ 4.โอกาสในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง 5.การส่งเสริมความสัมพันธ์ทางสังคมผ่านกิจกรรมการมีส่วนร่วม 6.การมีสวนสาธารณะและพื้นที่นันทนาการสีเขียวที่เพียงพอและครอบคลุม

“เมืองสุขภาวะ คือ ปัจจัยพื้นฐานที่จะส่งเสริมสิทธิของประชาชนทุกคนให้เข้าถึงการมีสุขภาพอย่างเสมอภาค เราจำเป็นต้องพัฒนาทั้งด้านกายภาพ–สังคมอย่างต่อเนื่อง จ.ระยอง มีต้นทุนสำคัญจากความร่วมแรงร่วมใจของกลุ่มคนและหน่วยงานหลากหลาย ทั้งภาครัฐ สาธารณสุข เอกชน ชุมชน และประชาสังคม ซึ่งล้วนเห็นความสำคัญของคุณภาพชีวิตประชาชน จึงเชื่อมั่นว่าระยองสามารถพัฒนาเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ควบคู่กับการเป็นเมืองแห่งสุขภาวะของทุกคน รวมถึงคนรุ่นต่อไปได้อย่างแน่นอน” นายเรืองฤทธิ์ กล่าว

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ข้อมูลของสำนักพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กลุ่มงานพัฒนาดัชนีภาระโรคแห่งประเทศไทย พบว่าอายุคาดเฉลี่ยและอายุคาดเฉลี่ยการมีสุขภาวะของประชาชนจัง จ.ระยอง มีแนวโน้มลดลง และมีโอกาสเผชิญภาวะติดเตียงก่อนเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ฐานข้อมูลสถิติระหว่างปี 2561–2566 ระบุว่า โรคหลอดเลือดสมอง อุบัติเหตุ และโรคหัวใจขาดเลือด เป็น 3 สาเหตุที่ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงสุดของจังหวัดระยอง สะท้อนปัญหาสุขภาพสำคัญจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ภาวะน้ำหนักเกิน รวมถึงอุบัติเหตุ ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัญหาเหล่านี้เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม และถือเป็นภัยสำคัญต่อผลิตภาพแรงงานและคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานซึ่งเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจ และยังก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้น ส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

“ตั้งแต่ปี 2565 สสส. และภาคีเครือข่ายได้ร่วมขับเคลื่อนงานสุขภาวะในพื้นที่ จ.ระยอง พัฒนาพื้นที่สุขภาวะระดับเมืองและชุมชน ตั้งแต่ปี 2565 ได้สนับสนุนชุมชนที่มีศักยภาพให้เกิดกิจกรรมทางกายและวิถีชีวิตสุขภาวะ ตลอดจนจัดทำผังแม่บทการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะในระดับเมืองของ 4 เทศบาลนำร่องใน อ.เมืองระยอง โดยปี 2568 สสส. วางนโยบายมุ่งเน้นการยกระดับการสร้างเสริมสุขภาพด้วยการดำเนินงานเชิงพื้นที่เฉพาะ (Specific Area-Based) โดยใช้ข้อมูลเป็นฐานหลัก (Data-driven) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงสุขภาพที่วัดได้จริง และเป็นรูปธรรม โดยต่อยอดจาก ‘ต้นทุนการดำเนินงานเดิม’ และ ‘ต้นทุนจากการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้’ เพื่อขับเคลื่อน จ.ระยองไปสู่ ‘Rayong Learning City – towards Healthy City’ บนความร่วมมือแบบพหุภาคี กิจกรรมทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน และสร้างความรับรู้ต่อการขับเคลื่อนครั้งสำคัญของจังหวัดระยอง เพื่อก้าวสู่การเป็น Healthy Learning City for All ในทุกมิติ ทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง” นพ.พงศ์เทพ กล่าว

นายปิยะ ปิตุเตชะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง กล่าวว่า จ.ระยอง กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงด้านวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ซึ่งต้องอาศัยการเรียนรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วนในการปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันและอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้าง “กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน” ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ภายในจังหวัด เพื่อพัฒนาให้ระยองเป็น “เมืองสุขภาวะ” ที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง ซึ่งต้องปรับตัวต่อความท้าทายยุคใหม่ การเรียนรู้ร่วมกันคือหัวใจของการพัฒนาเมืองสุขภาวะพร้อมสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืน

นายสาธิต ปิตุเตชะ ประธานที่ปรึกษาสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย จ.ระยอง (Rayong Inclusive Learning Academy – RILA) กล่าวว่า การขับเคลื่อน จ.ระยอง ให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ ต่อยอดจากการขับเคลื่อนงานที่ อบจ. และ RILA ดำเนินงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาคนให้มีความพร้อมสำหรับอนาคตควบคู่ไปกับการพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ โดยเน้นพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพให้เป็นทักษะพื้นฐานของประชาชนทุกช่วงวัย สามารถตัดสินใจด้านสุขภาพได้ถูกต้อง สนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อกิจกรรมทางกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง บริโภคเพื่อสุขภาพ รวมถึงเสริมพลังชุมชนให้สามารถริเริ่มและขับเคลื่อนการจัดการสุขภาพได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมุ่งพัฒนาระบบการทำงานบูรณาการระหว่าง อบจ. หน่วยงานรัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อป้องกันและควบคุมโรค NCDs ให้มีประสิทธิภาพ โดยกิจกรรมนี้ผู้ร่วมกิจกรรมรวมกว่า 12,000 คน ใช้พื้นที่ 5 ชุมชนต้นแบบสุขภาวะ เกิดกิจกรรมทางกายรวมกว่า 1.8 ล้านแคลอรีที่เผาผลาญรวมกัน สร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชนกว่า 3 ล้านบาท

ทั้งนี้นอกจากกิจกรรมเดิน–วิ่งเพื่อสุขภาพ ภายในงาน “The ICONIC Run Fest Thailand Series 2025 – Run Rayong” ยังประกอบด้วยกิจกรรมอื่นๆ ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างหลากหลาย ได้แก่ 1.Healthy Market ตลาดนัดชุมชนสีเขียวและชุมชนนำร่อง ที่ ลาน อบจ. ระยอง 2.Active Yoga on the Beach ที่ หาดแสงจันทร์ ชุมชน 9 ยอด 3.Community Safety Standard Workshop ที่ หาดแสงจันทร์ ชุมชน 9 ยอด 4.Rayong Fit Dance ที่ พระเจดีย์กลางน้ำ ป่าชายเลน 5.Sup-board Water Trial Demo ที่ พระเจดีย์กลางน้ำ ป่าชายเลน 6.Legendary Street Walk ถนนยมจินดา ที่ ตลาดยมจินดา 7.Fit Flavor Rayong กิจกรรมปั้นเมนูท้องถิ่นเพื่อสุขภาพสู่เมนูระดับประเทศ โดยเชฟชื่อดังจังหวัดระยอง

ดานอน ประเทศไทย ผนึกกำลัง กรมอนามัย และกรุงเทพมหานคร สนับสนุนโครงการ ‘เด็กฉลาดด้วยธาตุเหล็ก’ ยุติภาวะโลหิตจางเด็กไทย

ดานอน ประเทศไทย ผนึกกำลัง กรมอนามัย และกรุงเทพมหานคร สนับสนุนโครงการ ‘เด็กฉลาดด้วยธาตุเหล็ก’ ยุติภาวะโลหิตจางเด็กไทย

ดานอน ประเทศไทย ผนึกกำลัง กรมอนามัย และกรุงเทพมหานคร สนับสนุนโครงการ ‘เด็กฉลาดด้วยธาตุเหล็ก’ ยุติภาวะโลหิตจางเด็กไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดานอน ประเทศไทย จับมือ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร บุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนพันธมิตรร้านค้าปลีกอย่างซีเจ โลตัส บิ๊กซี และร้านค้าชั้นนำท้องถิ่น เดินหน้าขับเคลื่อนการรณรงค์ป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia  – IDA) ที่พบได้ถึง 1 ใน 3 ของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยไม่แสดงอาการในระยะแรก จึงนับเป็น ‘ภัยเงียบ’ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองอย่างถาวร ทำให้ระดับสติปัญญา (IQ) ลดลงถึง 13% ดังนั้น จึงควรสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะ IDA ตลอดจนเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงการดูแลด้านโภชนาการอย่างเหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดภาวะดังกล่าวในระยะยาว

ดานอนกับบทบาทผู้นำและความร่วมมือระดับชาติ

ดานอน ประเทศไทย เป็นผู้นำจากภาคเอกชนในการรณรงค์ป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนงานวิจัย การให้ความรู้ด้านโภชนาการแก่บุคลากรทางการแพทย์และผู้ปกครอง ตลอดจนตรวจคัดกรองแบบไม่เจาะเลือดแก่เด็กไทยทั่วประเทศกว่า 68,000 คน

 “ดานอนขอใช้วันขาดธาตุเหล็กโลก (Iron Deficiency Day) เป็นวันสำคัญในการย้ำเตือนถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็กปฐมวัย” แดนิช ราห์มัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดานอนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และดานอน ประเทศไทย กล่าว “และดานอนก็ขอเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถเข้าถึงความรู้ที่จำเป็น และดูแลโภชนาการที่เหมาะสมในการป้องกันภาวะนี้ได้อย่างยั่งยืน”

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดานอน ประเทศไทย ได้เร่งขับเคลื่อนการป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก โดยมีความร่วมมือที่ได้รับการขยายผลในหลายระดับ

ความร่วมมือระดับชาติ  

ดานอน ประเทศไทย ได้ร่วมมือกับกรมอนามัย เป็นครั้งแรกในปีนี้เพื่อขยายการป้องกันภายใต้แคมเปญ “เด็กฉลาดด้วยธาตุเหล็ก (Smart Kids with Iron)” มุ่งเน้นการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้นด้วยเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงภาวะ IDA (อุปกรณ์ตรวจวัดฮีโมโกลบิน โดยเทคโนโลยี Pulse CO-Oximetry แบบไม่ต้องเจาะเลือด) แก่ศูนย์อนามัยที่ 1เชียงใหม่  ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ ศูนย์อนามัยที่ 5 ราชบุรี ศูนย์อนามัยที่ 6 ชลบุรี ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา ศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี ศูนย์อนามัยที่ 11 นครศรีธรรมราช ศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา และสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง เพื่อช่วยให้เด็กไทยได้รับการตรวจคัดกรองความเสี่ยงภาวะ IDA ตั้งแต่เนิ่นๆ และได้รับการดูแลด้านโภชนาการที่เหมาะสม

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันเป็นภารกิจสำคัญของกรมอนามัย ภายใต้โครงการ ‘เด็กฉลาดด้วยธาตุเหล็ก’ ทางกรมอนามัย มุ่งให้เด็กทุกคนได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอเพื่อพัฒนาการทางสมองที่เหมาะสม ความร่วมมือกับดานอนในการส่งเสริมโภชนาการ และการตรวจคัดกรองความเสี่ยงภาวะ IDA โดยไม่ต้องเจาะเลือดในพื้นที่นำร่อง ช่วยส่งเสริมการดำเนินงานของเราให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว และสร้างอนาคตที่สดใสให้แก่เด็กไทย”

ความร่วมมือระดับท้องถิ่น

ขณะเดียวกัน ดานอน ประเทศไทย ยังคงร่วมมือกับกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง เดินหน้าตรวจคัดกรองเด็กเล็กในพื้นที่กรุงเทพฯ ตลอดจนจัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านโภชนาการในระดับชุมชนและโรงเรียน ดังที่ล่าสุดเพิ่งจะมีการตรวจคัดกรองเด็กๆ ระดับชั้นปฐมวัยที่โรงเรียนสามเสนนอก เขตดินแดง โดยได้รับความร่วมมือจากทางผู้บริหารโรงเรียน และหลากหลายภาคส่วนจากทางกรุงเทพมหานคร

แพทย์หญิง สุธี สฤษฎิ์ศิริ ผู้อำนวยการกองสร้างเสริมสุขภาพ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “กรุงเทพมหานครมุ่งแก้ปัญหาโลหิตจางทุกวัย ตั้งแต่หญิงตั้งครรภ์ เด็กปฐมวัย เด็กวัยเรียน เป็นต้น โดยเฉพาะเด็กเล็ก การคัดกรองมักเกิดความกังวลทั้งกับเด็กและผู้ปกครอง การสนับสนุนจาก ดานอน ทำให้สามารถนำเครื่องมือตรวจแบบไม่ต้องเจาะเลือดมาใช้ เข้าถึงการตรวจคัดกรองได้ง่าย และส่งต่อยืนยันการวินิจฉัยละรักษาได้อย่างรวดเร็ว ควบคู่การให้ความรู้ด้านโภชนาการในครัวเรือนและโรงเรียน เพื่อลดภาวะโลหิตจางในเด็กไทย”

ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน

ที่ผ่านมา ดานอน ประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐ บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงพันธมิตรร้านค้าปลีกอย่างซีเจ โลตัส บิ๊กซี และร้านค้าชั้นนำท้องถิ่น ได้ประสานความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องเพื่อปิดช่องว่างด้านการเข้าถึงการตรวจคัดกรอง ความรู้ และโภชนาการที่เหมาะสม

เดือนแห่งการรณรงค์และการลงมือ

ดานอน ประเทศไทย เดินหน้ารณรงค์และเพิ่มความตระหนักรู้ให้แก่สังคมไทย ด้วยการกำหนดให้เดือนพฤศจิกายนเป็น “เดือนแห่งการป้องกันโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (IDA Month)” เพื่อเป็นช่วงเวลาสำคัญในการรวมพลังพันธมิตรทุกภาคส่วน เพิ่มการสื่อสารให้เกิดความตระหนักรู้ และกระตุ้นการตรวจคัดกรองเชิงรุก โดยดำเนินงานสอดคล้องกับโครงการของกรมอนามัยในระดับประเทศ และกิจกรรมรณรงค์ในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ผนึกกำลังร่วมกันปกป้องอนาคตของเด็กไทย นอกจากนี้ ดานอนยังได้ดำเนินกิจกรรมสำคัญในช่วงเดือนนี้  ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการให้ความรู้ในการประชุมวิชาการด้านกุมารเวชศาสตร์ในโรงพยาบาลชั้นนำ เพื่อให้ความรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก รวมถึงการส่งเสริมโภชนาการที่เหมาะสมในเด็กปฐมวัย, จัดกิจกรรมให้ความรู้ และตรวจคัดกรองร่วมกับกรุงเทพมหานครที่โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล)  และส่งมอบเครื่องมือตรวจคัดกรองความเสี่ยงภาวะโลหิตจาง

จากการขาดธาตุเหล็กโดยไม่ต้องเจาะเลือดให้แก่กรมอนามัยในรูปแบบการยืม เพื่อสนับสนุนการตรวจคัดกรองเพิ่มเติมในจังหวัดนำร่องทั่วประเทศ เพื่อขยายการเข้าถึงเด็กเล็กและครอบครัวจำนวนมากยิ่งขึ้น

ดานอน ประเทศไทย ยังเน้นย้ำบทบาทของผู้ปกครองในการป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก โดยตระหนักรู้ถึงผลกระทบด้านสุขภาพจากการขาดธาตุเหล็ก ดูแลโภชนาการประจำวันของลูกให้เหมาะสมตามวัยโดยเลือกอาหารที่มีธาตุเหล็กและวิตามินซีสูงเพื่อช่วยการดูดซึม และหมั่นสังเกตอาการอ่อนเพลีย ซึม เบื่ออาหารอย่างใกล้ชิด รวมถึงเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างน้อย 2 ช่วงวัย ได้แก่ ที่อายุ 9 เดือน (6-12 เดือน) และ ที่อายุ 4 ปี (3-5 ปี)  ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของพัฒนาการทางร่างกายและสมอง เพื่อประเมินความเสี่ยง ติดตามผลและรับคำปรึกษาจากบุคลากรทางแพทย์อย่างทันท่วงที

ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม เปิดจักรวาลของตกแต่งเทศกาลคริสต์มาส ทุกการจำหน่ายต้นสนสด นำเข้าจากแคนาดา บริจาคช่วยคนตาบอด

ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม เปิดจักรวาลของตกแต่งเทศกาลคริสต์มาส ทุกการจำหน่ายต้นสนสด นำเข้าจากแคนาดา บริจาคช่วยคนตาบอด

ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม เปิดจักรวาลของตกแต่งเทศกาลคริสต์มาส ทุกการจำหน่ายต้นสนสด นำเข้าจากแคนาดา บริจาคช่วยคนตาบอด

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เปิดฤดูกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี 2568  ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผู้นำธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและสินค้าเพื่อบ้าน เนรมิต “จักรวาลของตกแต่งคริสต์มาสครั้งยิ่งใหญ่”ด้วยแนวคิด “ครบ จบ ในที่เดียว” ยกขบวนของตกแต่งคริสต์มาสกว่า 2,000 รายการ ภายใต้ธีม “Carnival Nutcracker” ครอบคลุมตั้งแต่ต้นสนสดนำเข้าจากแคนาดา ไปจนถึงของขวัญ และไฟประดับดีไซน์พิเศษ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความอบอุ่นและความสุขในทุกพื้นที่ของบ้านและธุรกิจ  โดยทุกการจำหน่ายต้นสนสด ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม จะร่วมสมทบทุนบริจาค ต้นละ 50 บาท ให้แก่มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูป ถัมภ์

นางสาวชุติพร คงเจริญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ความต้องการสินค้าตกแต่งเทศกาลคริสต์มาสในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้นคริสต์มาสสดพรีเมียมจากแคนาดา ที่ไทวัสดุและบีเอ็นบี โฮม เป็นผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการเพียงรายเดียวในประเทศไทยมาตลอด 7 ปีที่ผ่านมานั้น ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าทั้งกลุ่มครัวเรือนและเชิงพาณิชย์ ซึ่งมียอดจำหน่ายรวม 1,000 ต้นต่อปี และมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยปีนี้เราได้เพิ่มขนาดต้นสนสดใหม่สูงสุด 12 ฟุต เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าองค์กร โรงแรม และศูนย์การค้าที่ต้องการตกแต่งพื้นที่ขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีตั้งแต่ช่วงเปิดจอง สะท้อนถึงกระแสการสร้างบรรยากาศคริสต์มาสที่มีความเป็นธรรมชาติและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ขณะเดียวกัน ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม ยังได้ขยายความหลากหลายของสินค้าในเทศกาลคริสต์มาสให้ครบครันยิ่งขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่หมวด Fresh Cut Tree, Wreath & Garland, Ornament Hanging, LED Lighting, Décor & Gift ไปจนถึง Music Box ภายใต้ธีม “Carnival Nutcracker” ด้วยการนำเข้าสินค้าตกแต่งใหม่กว่า 241 รายการ (SKUs) รวมถึงตุ๊กตาทหาร Nutcracker ที่มีชื่อเสียง มาให้เลือกหลายขนาด รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้นกว่า 2,000 รายการ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็น “ศูนย์รวมสินค้าบ้านของคนไทย” ซึ่งหากนึกถึงของตกแต่งคริสต์ มาส ต้องมาที่ไทวัสดุ ที่ลูกค้าเชื่อมั่นในคุณภาพ ความครบครัน และบริการที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการอย่างแท้จริง

“เรายกระดับ ‘เทศกาลคริสต์มาส’ ให้เป็นมากกว่าการจำหน่ายสินค้า แต่เป็นการสร้าง Seasonal Experience ที่มีมูลค่าทางอารมณ์และเศรษฐ กิจ ผ่านบรรยากาศการช้อปปิ้งของตกแต่ง โดยได้เนรมิต Christmas Zone ให้ลูกค้าสามารถสัมผัสแรงบันดาลใจ ไอเดียการตกแต่ง และบริ การครบจบในที่เดียวจากไทวัสดุและบีเอ็นบี โฮม ซึ่งการันตีได้จากความเชื่อมั่นของลูกค้าที่ไว้วางใจในคุณภาพและความพรีเมียมของสินค้าคริสต์มาสในระยะยาว” ชุติพร กล่าว

ไฮไลต์อยู่ที่ “ต้นสนสด Fresh Cut Tree สายพันธุ์ Balsam Fir” จากเมือง Lunenburg County รัฐ Nova Scotia ประเทศแคนาดา ที่ปลูกแบบออร์แกนิกเพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะ ปลอดภัยต่อคนในครอบครัวทุกวัย จุดเด่นคือกลิ่นหอมสดชื่นเป็นเอกลักษณ์  พุ่มใบแน่นสมดุลสวยงามทั้งสี่ด้าน และกิ่งก้านแข็งแรง รองรับการตกแต่งได้เต็มที่ โดยต้นสนทุกต้นผ่านการขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิ -1 องศาเซล เซียส ตลอดเส้นทางกว่า 38 – 45 วัน เพื่อคงความสดใหม่ก่อนถึงมือผู้บริโภคในประเทศไทย

ต้นสนสดมีให้เลือกทั้งหมด 4 ขนาด (6-8-10-12 ฟุต) รองรับทั้งการตกแต่งภายในบ้านและพื้นที่เชิงพาณิชย์ มาพร้อมฐานตั้ง พร้อมจำหน่าย 28 สาขาทั่วประเทศ โดยจะเริ่มจัดส่งตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม เป็นต้นไป นอกจากนี้ ยังมีบริการจัดส่งฟรีในรัศมี 50 กิโลเมตร จาก 16 จังหวัด (กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต และอื่น ๆ) โดยทุกการจำหน่ายต้นสนสดยังมีความหมายพิเศษ เมื่อไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม จะร่วมสมทบทุนบริจาค ต้นละ 50 บาท ให้แก่มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์

สามารถเลือกช้อปต้นคริสต์มาสสด และของตกแต่งได้แล้ววันนี้ที่ ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม ทั้ง 28 สาขาทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออน ไลน์ที่ www.thaiwatsadu.com และ www.bnbhome.com ผ่านไลน์ @thaiwatsadu และ เว็บไซต์ http://www.bnbhome.com Line: @bnbhometh โทร: 1308

ชุติพร คงเจริญสุข

ชุติพร คงเจริญสุข

คุณแหน : 11 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 11 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 11 ธันวาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

๐๐ ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงพระราชทานงบประมาณ 121 ล้านบาท จากกองทุนหทัยทิพย์ เพื่อสนับสนุนการสร้างรั้วเสริมความมั่นคงชายแดน,สร้างบังเกอร์ป้องกันภัยคุกคามในพื้นที่เสี่ยง โครงการนี้ช่วยเสริมความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานแนวหน้า ประชาชนในพื้นที่ชายแดน การรักษาเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศ นับเป็นพระราชกรณียกิจที่สะท้อนถึงพระเมตตาและพระหฤทัยที่ทรงห่วงใยความปลอดภัยของพสกนิกรชาวไทยอย่างแท้จริง ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน..๐๐

๐๐ สภากาชาดไทย เชิญทุกท่านร่วมตามรอยพระเมตตา 69 ปี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย  ในงานกาชาดประจำปี 2568 ร่วมซาบซึ้งและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณผ่านเรื่องราวเหนือกาลเวลา ทั้งภาพ และ เสียงอันทรงคุณค่า ทางประวัติศาสตร์ พระราชกรณียกิจด้านมนุษยธรรมเพื่อทุกชีวิต ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยที่โซนนิทรรศการ “69 ปี แสงแห่งพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย”11-21 ธ.ค.  ณ สวนลุมพินี และ http://www.iredcross.org งานกาชาด 68..๐๐

๐๐ สมาคมYWCA กรุงเทพ,โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย และคริสตจักรวัฒนา นำโดย ลานทิพย์ ทวาทศิน ร่วมด้วยช่วยกันเดินทางนำ  ที่นอน หมอน เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ  ไปมอบให้พี่ๆ น้องๆ ผู้ประสบอุทกภัยที่หมู่บ้านบริเวณนอกๆ เมือง หาดใหญ่ ซึ่งไม่เคยได้รับความช่วยเหลือ..ทำให้ผู้ได้รับมีกำลังใจเข้มแข็งขึ้น ส่วนผู้ให้ใจฟู..๐๐

๐๐ สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานแผนกจำหน่ายเครื่องหมายกาชาด สภากาชาดไทย พร้อมด้วย จรรยาวรรณ สุวัณณาคาร,ประภา กิจจะนะ มอบเครื่องปรับอากาศไดกิ้น มูลค่า 120,000 บาท เพื่อสนับสนุนร้านสภาสังคมสงเคราะห์ฯ งานกาชาดประจำปี 2568 โดยมี ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมฯ รับมอบ..๐๐

๐๐ เริ่มก่อนสิ้นปี 2568  ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ  ส่ง “คริสปี้ ครีม ฟู้ดทรัค” มีโดนัทเนื้อนุ่ม สูตรลิขสิทธิ์อันดับ 1 ที่ครองใจคนทั่วโลก มาจอดเสิร์ฟบริการให้แฟนคลับได้เลือกซื้อกลับเป็นของฝากช่วงเทศกาล  ณ พีทีที สเตชั่น แฟลกชิป  วิภาวดีรังสิต 62 ตั้งแต่  12 ธ.ค. – 11 มี.ค. ..๐๐

๐๐ ผรณเดช พูนศิริวงศ์ นำทีมพนักงาน นสพ.แนวหน้าและแนวหน้าออนไลน์  ไปสันทนาการประจำปี 2568 โคก หนอง นา “ลงแขกเกี่ยวข้าว สานฝันกิจกรรมบ้านดิน” ณ ศูนย์เรียนรู้วิสาหกิจแนวหน้าเพื่อสังคม อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ 11-14 ธ.ค..๐๐

๐๐ พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ศาลาสกุลไทย วัดประยุรวงศาวาส 10-12 ธ.ค.18.30 น. สวดถึง 16ธ.ค…พระราชทานเพลิงศพ 17ธ.ค.15.00น.๐๐

๐๐ ครบ 64 ปี มูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร ผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธานมูลนิธิฯ พร้อมด้วย อุไร คุณานันทกุล อุปนายกฯ และกก.อาทิ ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง,รักษา แสงภู่,เพ็ญศรี สุขเจริญผล,ดวงใจ ตั้งสง่า,พัชรา มาดล,ศันสนีย์ อยู่ประเสริฐ ร่วมมอบทุนสนับสนุนการศึกษานักเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 421 ทุน น้อมถวายอาลัยและถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ซึ่งตรงกับพิธีบำเพ็ญกุศล ปัญญาสมวาร (50 วัน) 12 ธ.ค.10.00 น. ห้องประชุมบางกอก อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ..๐๐

น้อง

‘นาราไทย คูซีน’ ปั้น ‘CHEF’S STUDIO’ พื้นที่รังสรรค์นวัตกรรมอาหาร จับมือ ‘เชฟเบนซ์’ ประเดิมสำรับฤดูหนาว สร้างมิติใหม่แห่งรสชาติไทย

‘นาราไทย คูซีน’ ปั้น ‘CHEF’S STUDIO’ พื้นที่รังสรรค์นวัตกรรมอาหาร   จับมือ ‘เชฟเบนซ์’ ประเดิมสำรับฤดูหนาว สร้างมิติใหม่แห่งรสชาติไทย

‘นาราไทย คูซีน’ ปั้น ‘CHEF’S STUDIO’ พื้นที่รังสรรค์นวัตกรรมอาหาร จับมือ ‘เชฟเบนซ์’ ประเดิมสำรับฤดูหนาว สร้างมิติใหม่แห่งรสชาติไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากแคมเปญ “THE CULINARY EXPERIENCE OF THAI SEASONAL SAMRAB” โดย นาราไทย คูซีน ร่วมกับ ‘เชฟเบนซ์’ แห่งร้าน Seasoning 36 จนได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม ล่าสุด นาราไทย คูซีน ร้านอาหารไทยพรีเมียมชั้นนำ ภายใต้การบริหารของ ยูกิ ศรีกาญจนา และ สิริโสภา จุลเสวก สองผู้ร่วมก่อตั้ง นารา กรุ๊ป เดินหน้าต่อยอดแนวคิดสู่เวทีใหม่ของวงการอาหารไทย เปิดตัว “CHEF’S STUDIO” ใจกลางสุขุมวิท 38

สำหรับ CHEF’S STUDIO พื้นที่แหล่งรวม Creative Culinary Space สำหรับเชฟรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ ถ่ายทอดมุมมองและแรงบันดาลใจ ผ่านการสร้างสรรค์ ‘สำรับไทย’ ในรูปแบบร่วมสมัย ผสมผสานเอกลักษณ์ท้องถิ่นกับนวัตกรรมการปรุงอย่างมีระดับ เพื่อส่งต่อประสบการณ์แห่ง รส รูป กลิ่น ของอาหารไทยในมิติที่แตกต่าง

ยูกิ ศรีกาญจนา กล่าวว่า “อาหารไทยในยุคปัจจุบันได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เชฟรุ่นใหม่มีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์ เลือกนำวัตถุดิบชั้นดีหายากจากแต่ละภูมิภาคของไทยมาปรุงเป็นเมนูจานใหม่ แต่คงไว้ซึ่งรสชาติที่สมดุลแบบไทย สะท้อนอัตลักษณ์วัฒนธรรมพื้นถิ่น พร้อมเชื่อมโยงกับเทรนด์สากล ซึ่งมีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของนารากรุ๊ปที่ต้องการเผยแพร่และนำพาอาหารไทยให้เผยแพร่ทั่วโลกมากยิ่งขึ้น เราเชื่อว่า CHEF’S STUDIO จะเป็นพื้นที่ของแรงบันดาลใจ ที่นำเสนอ สำรับไทย ในมุมมองใหม่ สร้างความประทับใจเหนือระดับ ให้กับนักชิมทั้งคนชาวไทย และชาวต่างชาติ”

สำหรับเชฟคนแรกที่มาประเดิม “CHEF’S STUDIO” คือ เชฟเบนซ์ – อัครเดช เตชะเกสรี จากร้าน Seasoning 36 ที่กลับมาสร้างสรรค์เมนู “สำรับฤดูหนาว” ผสมผสานรสไทยดั้งเดิมเข้ากับเทคนิคและวัตถุดิบนวัตกรรม โดยคงเมนูยอดนิยมไว้ เช่น พอร์คช็อปย่างพะโล้เสิร์ฟพร้อมสลัดกะหล่ำดาว ต้มยำน้ำใสปลากุดสลาดแดง ซุปสวรรค์ พร้อมเสิร์ฟเมนูใหม่เพิ่มอีก 6 รายการ เพื่อถ่ายทอดรสชาติไทยร่วมสมัยในรูปแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน  ยำกะทิปลามง จากความชื่นชอบขนมจีนซาวน้ำและเครื่องเคียง เชฟเลือกใช้กะทิจากมะพร้าวกะทิ อำเภอทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เท่านั้น  ผสมหอมแดง แตงกวาและสับปะรดภูแลหั่นเต๋าทานกับปลามงสดที่ผ่านกรรมวิธี Dry Cured รสชาติเปรี้ยวหวานลงตัว

ยำส้มโอสองสายพันธุ์ คัดสรรส้มโอทับทิมสยามและขาวน้ำผึ้ง คลุกเคล้าน้ำยำที่เข้าเครื่อง หอมกระเทียมเผาอย่างโบราณ มาพร้อมกับกับกุ้งลายเสือย่างคำโต และปลาสลิดกรอบเพื่อเปิดต่อมรับอรรถรสในจานถัดไปได้เป็นอย่างดี  แกงระแวงปูก้อนและเนื้อน่องลาย แกงไทยโบราณที่เลือนหายไปจากโต๊ะอาหาร ได้ถูกนำกลับมารังสรรค์ใหม่รสชาติคล้ายลูกผสมระหว่างแกงเขียวหวานและแกงกะหรี่แบบไทยมากับเนื้อน่องลายนุ่มละมุนลิ้นหรือปูก้อนให้ลูกค้าเลือกวัตถุดิบที่ชอบ

ต้มยำน้ำใสใบกะเพราสไตล์ปักษ์ใต้ รสจัดจ้าน ใช้ปลากุดสลาดแดงหายากนึ่งจนสุกกำลังพอดีให้ความหวานและชุ่มฉ่ำ ทานคู่กับน้ำต้มยำเปรี้ยวนำ กลมกล่อมอย่างลงตัว  ปลาหมึกไข่เค็มผัดมะระขี้นก ถ่ายทอดออกมาภายใต้แนวคิด ‘หวานเป็นลม ขมเป็นยา’ ให้รสขมกำลังดีตัดกับรสหวาน และเค็มกลมกล่อม ผัดสไตล์ Wok ให้กลิ่มหอมชวนรับประทาน   น้ำพริกมะม่วงกุ้งเสียบ เมนูที่สะท้อนความประณีตเสน่ห์ปลายจวักโบราณ เน้นความเปรี้ยวสดชื่นของมะม่วง เสิร์ฟคู่กับ หมูหวานเท้าวรจันทร์ หมูหวานสูตรสูตรโบราณ  รับประทานกับเครื่องเคียงผักสดและผักชุบแป้งตามฤดูกาลรสชาติ ครบทั้ง เปรี้ยว หวาน เผ็ด เค็ม เปิดประสบการณ์ลิ้มรสแบบไทยแท้

เชฟเบนซ์ – อัครเดช เตชะเกสรี กล่าวว่า “ครั้งนี้กลับมาร่วมงานกับ Nara ด้วยเมนูใหม่อีก 6 รายการ เป็นเมนูอาหารไทยร่วมสมัยและบางเมนูใช้วัตถุดิบพื้นถิ่นตามฤดูกาล ผมค่อนข้างจะให้ความสำคัญเรื่องรสชาติดั้งเดิม แม้จะมีการผสมผสานวัตถุดิบใหม่ๆ เข้าไป  ซึ่งหลายคนมักจะพูดว่า อาหารของผมคือ รสชาติของคนรุ่นคุณแม่ทานกัน  เลยอยากให้มาลองเปิดใจกับอาหารไทยรสมือเชฟรุ่นใหม่ครับ”

เมนู “สำรับฤดูหนาว” เปิดให้บริการเฉพาะวันศุกร์-อาทิตย์  สำหรับ “ชฟเบนซ์” จะปรากฏตัวในทุกวันเสาร์ 4 รอบเวลา ดังนี้ 11:00 น., 13:00 น.,  17:30 น.และรอบ 19:30 น.  เริ่มตั้งแต่ 15 พฤศจิกายน นี้เป็นต้นไป    ผู้ที่ไม่สะดวกวันเสาร์สามารถจองสำรับได้เช่นกัน รับประกันรสชาติอร่อยเหมือนเชฟมาทำเองกับมือ โดยแบ่งเป็นสำรับพิเศษ 2 สำรับ ดังนี้ เซ็ตสำรับฤดูหนาว (3-4 ท่าน) ราคา 6,500++ : ประกอบด้วย  ยำกะทิปลามง (ปลามง 4 คำ)  น้ำพริกมะม่วงกุ้งเสียบ  ยำส้มโอสองสายพันธุ์ (กุ้งลายเสือ 4 ตัว) ต้มยำน้ำใสปลากุดสลาดแดง  แกงระแวงปูก้อนหรือเนื้อน่องลาย  สาคูต้นมะพร้าวอ่อน (เสิร์ฟตามจำนวนท่าน) เซ็ตมหาสำรับฤดูหนาว (5-8 ท่าน) ราคา 12,500++ : ประกอบด้วย ยำกะทิปลามง (ปลามง 8 คำ)  น้ำพริกมะม่วงกุ้งเสียบ ยำส้มโอสองสายพันธุ์ (กุ้งลายเสือ 8 ตัว) ต้มยำน้ำใสปลากุดสลาดแดง  แกงระแวงปูก้อนหรือเนื้อน่องลาย ปลาหมึกไข่เค็มผัดมะระขี้นก ซุปสวรรค์ พอร์คช็อปย่างพะโล้เสิร์ฟพร้อมสลัดกะหล่ำดาว สาคูต้นมะพร้าวอ่อน (เสิร์ฟตามจำนวนท่าน)

นอกจากนี้ ยังมีเมนูเพิ่มเติมสุดพิเศษให้สั่งได้ภายในร้าน เพื่อสร้างอรรถรสความอร่อยได้ในแบบที่คุณชื่นชอบ ติดตามข่าวสารและเงื่อนไขการจองรอบสำรับฤดูหนาวได้ที่ ช่องทางออนไลน์ Line Official: @narathaicuisine / IG: @narathaicuisine.th  โทร: 092-248-1482 (แอดมิน)

เซ็นทรัล ทำ ร่วมขับเคลื่อน ข้าวพันธุ์พื้นเมือง และมูลนิธิชัยพัฒนา เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก ต่อยอดคุณค่าข้าวไทยและสร้างโอกาสใหม่ให้ชุมชนไทยอย่างยั่งยืน

เซ็นทรัล ทำ ร่วมขับเคลื่อน ข้าวพันธุ์พื้นเมือง และมูลนิธิชัยพัฒนา เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก ต่อยอดคุณค่าข้าวไทยและสร้างโอกาสใหม่ให้ชุมชนไทยอย่างยั่งยืน

เซ็นทรัล ทำ ร่วมขับเคลื่อน ข้าวพันธุ์พื้นเมือง และมูลนิธิชัยพัฒนา เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก ต่อยอดคุณค่าข้าวไทยและสร้างโอกาสใหม่ให้ชุมชนไทยอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โครงการ เซ็นทรัล ทำ ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ โครงการด้านความยั่งยืนดำเนินการโดยกลุ่มเซ็นทรัล เดินหน้าสืบสานความมั่งคั่งทางอาหารไทยผ่านการอนุรักษ์และต่อยอด ข้าวไทยพันธุ์พื้นเมือง” ซึ่งถือเป็นมรดกของชาติที่สะท้อนอัตลักษณ์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่นในแต่ ละภูมิภาคมายาวนาน โดยยึดเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้ชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืนพร้อมสร้างความตระหนักรู้ถึงความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวไทย ทั้งพันธุ์คุณค่าสูงและพันธุ์หายากที่ใกล้สูญหาย

โดยในปีนี้ เซ็นทรัล ทำ รวบรวมข้าวพื้นเมือง 10 สายพันธุ์ จาก 7 จังหวัด 8 ชุมชนทั่วประเทศและมูลนิธิชัยพัฒนา นำมาจัดแสดงและจัดจำหน่าย ภายใน เซ็นทรัล ทำ พาวิลเลียน” ภายใต้คอนเซ็ปต์ ข้าว ไทย ทำ” ในงาน “Thailand Rice Fest 2025” เทศกาลข้าวใหญ่ที่สุดของประเทศ เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้สัมผัสคุณค่าของข้าวไทยทั้งในเชิงรสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ตลอดจนเรื่องราวอันงดงามที่เชื่อมโยงผู้คนกับผืนดินและวัฒนธรรมไทย

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เซ็นทรัล ทำ เชื่อมั่นในพลังของการ ‘ลงมือทำร่วมกัน’ ระ หว่างภาคธุรกิจ ชุมชน และเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย เราเชื่อว่าการพัฒนาที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากต้นน้ำ และเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ชุมชนสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ในปีนี้ เราตั้งใจเปิดพื้นที่ให้คนไทยได้รู้จักและได้สัมผัส ‘ข้าวไทยพันธุ์พื้นเมือง’ ที่หลายคนอาจไม่เคยเห็นหรือรู้ว่ามีอยู่ ข้าวทั้ง 10 สายพันธุ์จาก 7 จังหวัด 8 ชุมชน และมูลนิธิชัยพัฒนา ล้วนมีเรื่องราว รสชาติ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นที่สะท้อนภูมิปัญญาของผู้ปลูก เราอยากให้ข้าวไทยถูกมองมากกว่าวัตถุดิบในจานอาหาร แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อเราร่วมกันผลักดัน คุณค่าของข้าวไทยจะไม่เพียงถูกรักษาไว้ แต่จะเติบโตเป็นโอกาสใหม่ ช่วยสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ชุมชนผู้ปลูก นี่คือการเดินทางที่เราอยากให้คนไทยทั้งประเทศร่วมก้าวไปด้วยกัน เพราะเรามั่นใจว่า ‘ข้าวไทย’   มีศักยภาพ ความหลากหลาย และความงดงามไม่แพ้อาหารของชาติใดในโลก”

ไฮไลต์ “ข้าว ไทย ทำ” — คัดสรร 10 สายพันธุ์พื้นเมืองเด่นจากทั่วประเทศ

ในโซน “เซ็นทรัล ทำ พาวิลเลียน” ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสความโดดเด่นของพันธุ์ข้าวหายากและมีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ทั้งในด้านกลิ่น รส เนื้อสัมผัส รวมถึงคุณประโยชน์ทางโภชนาการ อาทิ ข้าวหอมมะลิ และข้าวผกาอำปึล จากวิสาหกิจชุมชนเกษตรทฤษฎีใหม่ จ.สุรินทร์,ข้าวหอมมะลิแดง จากวิสาหกิจชุมชนธนาคารพืชผักบ้านสำโรง จ.สุรินทร์ ,ข้าวฮางหอมมะลิ และข้าวฮางข้าวเหนียว จากวิสาหกิจชุมชนบ้านฮางทิพย์ จ.สกลนคร ,ข้าวสังข์หยด จากวิสาหกิจชุมชนท่าช้างฟื้นฟูเศรษฐกิจ จ.พัทลุง ,ข้าวเบายอดม่วง จากเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผลิตและแปรรูปข้าวตรัง จ.ตรัง ,ข้าวไร่ดอกข่า จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวไร่ดอกข่าตำบลตากแดด จ.พังงา ,ข้าวกล้องดอยพื้นเมือง (บือซอมี) จากวิสาหกิจชุมชนเกษตรแปรรูปภูแจ่มใสและผ้าทอมือบ้านแม่ลานคำ จ.เชียงใหม่ ,ข้าวหอมปทุมธานี 1 จากศูนย์บริการวิชาการเกษตรของมูลนิธิชัยพัฒนาอำเภอลำลูกกา จ.ปทุมธานี

กิจกรรมภายในพาวิลเลียน แบ่งออกเป็น 5 โซน ดังนี้

โซนทำขวัญข้าว – จำหน่ายข้าวกว่า 10 สายพันธุ์ อาทิ ข้าวหอมมะลิสุรินทร์, ข้าวผกาอำปึล, ข้าวหอมมะลิแดง, ข้าวฮางหอมมะลิ, ข้าวฮางข้าวเหนียว, ข้าวสังข์หยด, ข้าวเบายอดม่วง, ข้าวไร่ดอกข่า, ข้าวกล้องดอยพื้นเมือง (บือซอมี) และข้าวหอมปทุมธานี 1 ,โซนชิมข้าวไทย – ชิมข้าวคู่กับน้ำพริกจากร้านอาหารเขียวไข่กา (4 ชนิด) ,โซนเวที – จุดถ่ายรูปภายในงาน ,โซน Good Goods – คาเฟ่และโซนจำหน่ายสินค้าแบรนด์ Good Goods ,โซนภาคีเครือข่าย (มูลนิธิชัยพัฒนา) – โซนจัดแสดงสินค้าแบรนด์ภัทรพัฒน์

เซ็นทรัล ทำ เชื่อมั่นในคุณค่าของข้าวไทยและเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทุกคนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ที่ทำให้เห็นถึงศักยภาพของข้าวไทยที่สามา รถก้าวไกลสู่เวทีโลกได้ พร้อมทั้งเชิดชูอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนให้อยู่คู่สังคมไทยต่อไป การร่วมมือกันครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงทุกคนให้ร่วมกันรักษา ดูแล และส่งต่อคุณค่าของข้าวไทยให้คงอยู่และงดงามยิ่งขึ้นในอนาคต

พิชัย  จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

ผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัล และผู้บริหาร The Cloud

ผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัล และผู้บริหาร The Cloud

พิชัย จิราธิวัฒน์, ภากมล รัตตเสรี มูลนิธิชัยพัฒนา และชุมชนผู้ปลูกข้าว

พิชัย จิราธิวัฒน์, ภากมล รัตตเสรี มูลนิธิชัยพัฒนา และชุมชนผู้ปลูกข้าว

ภากมล รัตตเสรี กรรมการและรองเหรัญญิกมูลนิธิชัยพัฒนา

ภากมล รัตตเสรี กรรมการและรองเหรัญญิกมูลนิธิชัยพัฒนา

จิตติมา ศรีถาพร รองปลัดกระทรวงพาณิชย์เยี่ยมชม เซ็นทรัล ทำ พาวิลเลียน ภายใต้คอนเซ็ปต์ ข้าว ไทย ทำ

จิตติมา ศรีถาพร รองปลัดกระทรวงพาณิชย์เยี่ยมชม เซ็นทรัล ทำ พาวิลเลียน ภายใต้คอนเซ็ปต์ ข้าว ไทย ทำ

วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เยี่ยมชมฯ

วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เยี่ยมชมฯ

เกษตรกรผู้ปลูกข้าว จากโครงการ เซ็นทรัล ทำ

เกษตรกรผู้ปลูกข้าว จากโครงการ เซ็นทรัล ทำ

โฆษิต แสวงสุข วิสาหกิจชุมชนธนาคารพืชผักบ้านสำโรง จ.สุรินทร์

โฆษิต แสวงสุข วิสาหกิจชุมชนธนาคารพืชผักบ้านสำโรง จ.สุรินทร์

กนกพร คงยศ และ วิมลมาศ จิตการ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวไร่ดอกข่าตำบลตากแดด จ.พังงา

กนกพร คงยศ และ วิมลมาศ จิตการ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวไร่ดอกข่าตำบลตากแดด จ.พังงา

มาลี พันธ์วงค์ วิสาหกิจชุมชนท่าช้างฟื้นฟูเศรษฐกิจ จ.พังงา

มาลี พันธ์วงค์ วิสาหกิจชุมชนท่าช้างฟื้นฟูเศรษฐกิจ จ.พังงา

ข้าวทั้ง 10 สายพันธุ์ 7 จังหวัด 8 ชุมชน

ข้าวทั้ง 10 สายพันธุ์ 7 จังหวัด 8 ชุมชน

‘แอสเซทไวส์’ ระดมพลังพันธมิตรช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ดูแลระยะเร่งด่วนและฟื้นฟูหลังน้ำลด ส่งมอบถุงยังชีพ เสื้อผ้า อุปกรณ์ทำอาหาร

‘แอสเซทไวส์’ ระดมพลังพันธมิตรช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ดูแลระยะเร่งด่วนและฟื้นฟูหลังน้ำลด ส่งมอบถุงยังชีพ เสื้อผ้า อุปกรณ์ทำอาหาร

‘แอสเซทไวส์’ ระดมพลังพันธมิตรช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ดูแลระยะเร่งด่วนและฟื้นฟูหลังน้ำลด ส่งมอบถุงยังชีพ เสื้อผ้า อุปกรณ์ทำอาหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แอสเซทไวส์ รวมพลังพันธมิตรเร่งช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียงในภาคใต้ ดูแลทั้งระยะเร่งด่วนและฟื้นฟูหลังน้ำลด ผนึกกำลัง ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้” บริษัทในเครือที่ภูเก็ต ส่งมอบถุงยังชีพให้ชุมชน พร้อมจับมือ ร้านปันกัน” ชวนลูกบ้านและประชาชน ร่วมส่งต่อเสื้อผ้าสภาพดี-อุปกรณ์การศึกษาที่จุดรับบริจาค 22 จุดทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล พร้อมสมทบทุนการศึกษาให้เยาวชนผ่านมูลนิธิยุวพัฒน์ ประเมินบ้านชั้นเดียวสูญเสียอุปกรณ์ดำรงชีวิต เร่งจัดสรรงบ 1,000,000 บาท จัดเตรียมหม้อหุงข้าว กระทะไฟฟ้า และปลั๊กพ่วง กระจายไปยัง 1,000 ครอบครัว เพื่อเตรียมความพร้อมและลดภาระค่าใช้จ่ายให้พี่น้องชาวใต้ในช่วงตั้งหลักหลังน้ำลด

นายวุฒิ วิพันธ์พงษ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารความยั่งยืนทางธุรกิจและสิ่งแวดล้อม บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW บริ ษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์ภายใต้แนวคิด “ความสุขที่ออกแบบมาเพื่อคุณ” หรือ “We Build Happiness” กล่าวว่า แอสเซทไวส์ตระหนักถึงผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงในภาคใต้ จึงได้รวมพลังกับพันธมิตร ระดมความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งในระยะเร่งด่วนและช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่  ส่งมอบถุงยังชีพอย่างเร่งด่วน โดยผนึกกำลังกับ “บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)” หรือ TITLE บริษัทย่อยในเครือซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการอสังหา ริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต ร่วมบรรจุถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็น พร้อมลำเลียงไปยังพื้นที่ประสบภัยอย่างเร่งด่วนให้แก่พี่น้องในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

เปิดรับบริจาคเสื้อผ้ามือและอุปกรณ์การศึกษา ผ่านความร่วมมือกับ “ร้านปันกัน” เชิญชวนลูกบ้านและประชาชนทั่วไป ร่วมแบ่งปันเสื้อผ้าสภาพดีพร้อมใช้งาน ทั้งของผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก รวมถึงอุปกรณ์การศึกษาที่จุดรับบริจาค ณ บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานขายโครงการ (Sale Gallery) และโครงการที่อยู่อาศัยในเครือแอสเซทไวส์ รวมถึงร้านปันกันใน Mingle Mall ม.กรุงเทพ รังสิต​ และ ม.ธรรม ศาสตร์ รังสิต รวม 22 จุดทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล ตั้งแต่วันนี้ – 10 ธันวาคม 2568 โดยเสื้อผ้าทุกชิ้นจะผ่านการคัดแยกอย่างประณีต และจัดส่งให้ผู้ประสบภัยได้เลือกใช้ตรงตามความต้องการ ขณะเดียวกัน ยังเปิดสมทบทุนผ่านมูลนิธิยุวพัฒน์ โดยจะนำเงินบริจาคมาจัดสรรเป็นเสื้อผ้า และนำไปใช้เป็นทุนการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย

สนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาหารเพื่อช่วยฟื้นฟูหลังน้ำลด แอสเซทไวส์จัดสรรงบประมาณจำนวน 1,000,000 บาท สำหรับมอบหม้อหุงข้าว กระทะไฟฟ้า และปลั๊กพ่วง จำนวน 1,000 ชุด ให้กับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากหลายครอบครัวในพื้นที่ประสบภัยอาศัยอยู่ในบ้านชั้นเดียว จึงได้รับผลกระทบจากการสูญเสียทรัพย์สินและอุปกรณ์ในการดำรงชีวิตไปแทบทั้งหมด รวมถึงระบบไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะอุปกรณ์ประกอบอาหารที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แอสเซทไวส์จึงสนับสนุนอุปกรณ์ที่ช่วยให้ครอบครัวสามารถนำอาหารแห้งและวัตถุดิบที่ได้รับจากการช่วยเหลือไปประกอบอาหารได้ด้วยตนเอง พร้อมช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงตั้งหลักหลังน้ำลด

นายวุฒิ กล่าวอีกว่า แอสเซทไวส์ยังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้อย่างใกล้ชิด และพร้อมจะประสานความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อให้การช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติของการเยียวยาเร่งด่วนและการฟื้นฟูในระยะยาว แอสเซทไวส์ขอเชิญชวนประชา ชน ลูกบ้าน และผู้พักอาศัยในโครงการ รวมถึงทุกภาคส่วนร่วมส่งต่อพลังน้ำใจ ไม่ว่าจะผ่านการบริจาคเสื้อผ้า อุปกรณ์การศึกษา หรือการสม ทบทุนผ่านมูลนิธิยุวพัฒน์ เพื่อให้ความช่วยเหลือจากทุกคนผสานกันเป็นพลังใหญ่ ช่วยให้ผู้ประสบภัยในภาคใต้สามารถก้าวผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเข้มแข็ง

“ในฐานะองค์กรที่เติบโตมาจากความไว้วางใจของชุมชน แอสเซทไวส์เชื่อว่าหน้าที่ของเราไม่ได้มีเพียงแค่พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพ แต่ยังต้องยืนเคียงข้างสังคมในทุกช่วงเวลา ซึ่งที่ผ่านมา เรามีโครงการ Punn by AssetWise ที่ดูแล สนับสนุน และแบ่งปันโอกาสให้กับสังคมมาอย่างต่อเนื่อง เราหวังว่าการรวมพลังของแอสเซทไวส์และพันธมิตรในครั้งนี้ จะให้ความช่วยเหลือส่งถึงมือพี่น้องผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วง ที และสนับสนุนให้ทุกครอบครัวสามารถกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้โดยเร็วที่สุด” นายวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

วุฒิ วิพันธ์พงษ์

วุฒิ วิพันธ์พงษ์

สยามพิวรรธน์ ชวนคนไทย เชียร์ทีมไทย ที่เมืองไทย ในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ 2025

สยามพิวรรธน์ ชวนคนไทย เชียร์ทีมไทย ที่เมืองไทย ในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ 2025

สยามพิวรรธน์ ชวนคนไทย เชียร์ทีมไทย ที่เมืองไทย ในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจค้าปลีกชั้นนำ เจ้าของและผู้บริหาร สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม และสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพ ขอร่วมส่งแรงใจเชียร์นักกีฬาไทยใน มหกรรมกีฬาซีเกมส์ Sawasdee SEA GAMES 2025 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ พร้อมร่วมส่งกำลังใจให้นักกีฬาไทย นักกีฬาจากทุกประเทศ และนักกีฬาผู้พิการที่เข้าร่วมการแข่งขัน สะท้อนพันธกิจองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลาย ความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วม ตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาส และการเติบโตสำหรับทุกคน

ชวนคนไทย เชียร์ทีมไทย ที่เมืองไทย และเชิญให้ทุกคนได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความประทับใจในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ 2025 พร้อมกันนี้สามารถเลือกซื้อสินค้าที่ระลึกจากมหกรรมซีเกมส์ Sawasdee SEA GAMES 2025 มีให้เลือกชมและช้อปมากมาย อาทิ พวงกุญแจ Smifi เสื้อยืด กางเกง กระเป๋า Tumbler ฯลฯ ที่บู๊ทจำหน่ายสินค้าอย่างเป็นทางการ ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 20 ธันวาคม 2568 ณ บริเวณทางเข้าชั้น G (ประตูสตาร์บัคส์) สยามพารากอน, ชั้น M สยามเซ็นเตอร์, ชั้น M สยามดิสคัฟเวอรี่ (บริเวณทางเชื่อมลานใบบัว),  และ ชั้น 1 ไอคอนสยาม โดยได้รับการสนับสนุนจาก การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)

ร่วมส่งพลังใจเชียร์คนไทย ที่เมืองไทย และเป็นส่วนหนึ่งของความประทับใจไปกับของที่ระลึกที่มีให้เลือกมากมายในมหกรรมซีเกมส์ Sawasdee SEA GAMES 2025 ได้ตั้งแต่วันที่ 7-20 ธันวาคม 2568 ณ บู๊ทจำหน่ายของที่ระลึก ณ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม