Shopee Together มอบความช่วยเหลือสู่ชาวหาดใหญ่และภาคใต้ ฟื้นฟูชุมชนหลังน้ำท่วมด้วยมาตรการช่วยเหลือผู้ซื้อ–ผู้ขาย ครอบคลุมหลายด้าน

Shopee Together มอบความช่วยเหลือสู่ชาวหาดใหญ่และภาคใต้ ฟื้นฟูชุมชนหลังน้ำท่วมด้วยมาตรการช่วยเหลือผู้ซื้อ–ผู้ขาย ครอบคลุมหลายด้าน

Shopee Together มอบความช่วยเหลือสู่ชาวหาดใหญ่และภาคใต้ ฟื้นฟูชุมชนหลังน้ำท่วมด้วยมาตรการช่วยเหลือผู้ซื้อ–ผู้ขาย ครอบคลุมหลายด้าน

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดภาคใต้ช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อชุมชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รวมถึงพื้นที่ในจังหวัดยะลาและปัตตานี ที่ต้องเผชิญน้ำท่วมในวงกว้าง ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนหลายครอบ ครัวได้รับผลกระทบ ทั้งด้านการเดินทาง การเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภค และการประกอบอาชีพ แม้ขณะนี้สถานการณ์เริ่มคลีคลายลงแล้ว แต่หลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วประเทศยังคงร่วมแรงร่วมใจเดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่และให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวหาดใหญ่และพี่น้องในจังหวัดใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้

ช้อปปี้ (Shopee) ในฐานะแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มุ่งมั่นพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลอย่างครอบคลุมและยั่งยืน เชื่อในพลังของเทคโนโลยีที่ช่วยให้ประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และชุมชนท้องถิ่นเข้าถึงบริการดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียม ภายใต้โครงการ Shopee Together ทางแพลต ฟอร์มได้ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบแก่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในพื้นที่ประสบภัย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการฟื้นฟูชุมชนควบคู่กับมาตรการของภาครัฐ โดยประกอบด้วย 4 มาตรการสำคัญ

1.มอบโค้ดส่งฟรีทั้งเดือนสำหรับคำสั่งซื้อปลายทางหาดใหญ่: ช้อปปี้สนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการจัดส่งด้วยโค้ดส่งฟรีตลอดเดือนธันวาคม 2568 สำหรับคำสั่งซื้อที่มีปลายทางในอำเภอหาดใหญ่ ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นได้สะดวกขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายหลังเหตุการณ์น้ำท่วม สอดคล้องกับมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) รายละเอียดเพิ่มเติม: https://shopee.co.th/m/shopeetogethertnc

2.ร่วมกับพันธมิตรร้านค้าและผู้ผลิต ส่งต่อสินค้าเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย: ช้อปปี้ได้จับมือกับร้านค้าออฟฟิเชียลสโตร์และแบรนด์พันธมิตร ได้แก่ บริษัทยูนิ. ชาร์ม (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท แอ๊ดด้า ฟุตแวร์ (ไทยแลนด์) จำกัด, บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด, บริษัท ดีเอสจี อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), HENSAWA รวมถึงพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ SPX Express ในการจัดส่งสิ่งของที่จำเป็น อาทิ รองเท้า ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เสื้อผ้าชั้นใน สายชาร์จโทรศัพท์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ บาล์มสมุนไพร โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป สบู่ แชมพู เป็นต้น ไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี

ในการส่งมอบสิ่งของครั้งนี้ มีผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสงขลา เป็นผู้รับมอบในจังหวัดสงขลา และผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และพัฒนาการจังหวัดปัตตานี เป็นผู้รับมอบในจังหวัดปัตตานี เพื่อนำไปกระจายสู่หน่วยงานและประชาชนในชุมชนที่ยังต้องการความช่วยเหลือต่อไป

3.ส่วนลดค่าคอมมิชชั่น 50% สำหรับร้านค้าในอำเภอหาดใหญ่: เพื่อช่วยภาคธุรกิจรายย่อยที่ได้รับผลกระทบ Shopee มอบส่วนลดค่าคอม มิช ชั่น 50% สำหรับร้านค้าที่มีที่อยู่หลัก (Default Address) อยู่ในอำเภอหาดใหญ่ ณ เดือนตุลาคม 2568 โดยร้านค้าจะได้รับสิทธินี้ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา ไปจนถึงสิ้นปี 2568 เพื่อช่วยลดภาระต้นทุน และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถฟื้นตัวและเดินหน้าธุรกิจได้ต่อเนื่อง

4.มาตรการช่วยเหลือด้านการเงินจาก SPayLater และ SEasyCash: ได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่อยู่ในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินในช่วงฟื้นฟูชีวิตและธุรกิจ และช่วยให้ผู้ใช้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นคงมากขึ้น

ช้อปปี้เชื่อมั่นในพลังของความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และมุ่งมั่นทำงานเคียงข้างชุมชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวใต้ให้ดีที่สุด ภายใต้โครงการ Shopee Together บริษัทจะยังคงเดินหน้าสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ต่างๆ พร้อมทั้งผลักดันให้เกิดการเข้าถึงโอกาสและทรัพยา กรที่จำเป็นอย่างเท่าเทียมเพื่อให้ชุมชนสามารถฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ด้วยความเชื่อว่าทุกความช่วยเหลือไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ล้วนมีความหมาย อีกทั้ง ตั้งใจเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างผลกระทบเชิงบวกในระยะยาว สนับสนุนให้ผู้คนในท้องถิ่นกลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแรง และร่วมก้าวไปข้างหน้าไปด้วยกันในทุกช่วงเวลาที่ท้าทาย

เปิดโลกแห่งจินตนาการ สัมผัสสีสันแห่งศิลปะจากศิลปินจิ๋ว ในนิทรรศการ ‘Colors World’ โดย ‘น้องกรณ์ ธนณ์กรร์’

เปิดโลกแห่งจินตนาการ สัมผัสสีสันแห่งศิลปะจากศิลปินจิ๋ว ในนิทรรศการ 'Colors World' โดย 'น้องกรณ์ ธนณ์กรร์'

เปิดโลกแห่งจินตนาการ สัมผัสสีสันแห่งศิลปะจากศิลปินจิ๋ว ในนิทรรศการ ‘Colors World’ โดย ‘น้องกรณ์ ธนณ์กรร์’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.56 น.

เปิดโลกแห่งจินตนาการ สัมผัสสีสันแห่งศิลปะจากศิลปินจิ๋ว ในนิทรรศการ “Colors World” โดย “น้องกรณ์ ธนณ์กรร์” ศิลปินวัย 3 ขวบ ชวนประมูลผลงานชิ้นเอก สมทบทุนฟื้นฟูโรงเรียนที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลา ตั้งแต่วันนี้ – 11 มกราคม 2569 ณ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม

ไอคอนสยาม และ Ghone Atelier ขอเชิญชมนิทรรศการศิลปะเดี่ยว “Colors World” โดย น้องกรณ์ ธนณ์กรร์ วัฒนศิริธรรม ศิลปินน้อยชาวไทยอายุเพียง 3 ขวบ ผู้มีความโดดเด่นด้านการเลือกสี และถ่ายทอดความรู้สึก จินตนาการผ่านการเคลื่อนไหวของสีและพื้นผิวอย่างเป็นอิสระ ณ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม และขอเชิญร่วมประมูลผลงานศิลปะของน้องกรณ์เพื่อนำเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายนำไปบริจาคให้กับโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในจ.สงขลา

การจัดแสดงผลงานในครั้งนี้ได้นำผลงานชิ้นพิเศษไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อนมาให้ได้ชมกัน อาทิ  Dreaming of London Bridge (ฝันถึงสะพานลอนดอน) ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นแนวคล้ายกับศิลปินดังอย่าง Claude Monet โดยมีแรงบันดาลใจจากความฝันที่อยากไปลอนดอน ทำให้เขาตีความ London Bridge ในแบบใหม่ให้เป็นสถานที่มหัศจรรย์, Shinkansen in the Rain Tunnel (ชินคันเซ็นในอุโมงค์สายฝน) เป็นผลงานแรกของกรณ์ที่เริ่มต้นจากผืนผ้าใบสีดำ ประหนึ่งเหมือนอยู่ในอุโมงค์เพื่อสร้างบรรยากาศให้กับองค์ประกอบทั้งหมด กรณ์เลือกใช้สีโทนพาสเทลอย่างอ่อนโยน เช่น สีพีช สีน้ำเงินอมม่วง สีเหลือง และสีขาว แล้วปาดเป็นลายเส้นซิกแซกซ้ำไปซ้ำมา เพื่อสื่อถึงความเร็วและการเคลื่อนที่ของรถไฟชิงกันเซ็นที่พุ่งผ่านอุโมงค์มืด, Butterflies Swim (ผีเสื้อว่ายน้ำ) กรณ์ได้เลือกใช้อุปกรณ์เพียงแค่รถของเล่น และมือเปล่า แปรเปลี่ยนการเล่นให้กลายเป็นการเคลื่อนไหวบนผืนผ้าใบ เขาใช้รถของเล่นเป็นอุปกรณ์สร้างสรรค์ ลาก แกว่ง และกลิ้งไปตามพื้นผิว ให้ล้อรถพาสีเขียวเข้ม เขียวอ่อน ชมพูอ่อน และฟ้าเทอร์คอยส์ซ้อนทับกันเป็นเส้นทางโค้งอิสระ ร่องรอยเหล่านั้นลื่นไหลทับซ้อนกัน เกิดจังหวะการเคลื่อนไหวที่เบาบางราวกับปีกผีเสื้อที่ลอยอยู่ในอากาศ หรือว่ายอย่างนุ่มนวลอยู่ใต้น้ำ, Christmas Candle (เทียนคริสมาสต์) คือผลงานที่ถ่ายทอดความอบอุ่น การเคลื่อนไหว และอารมณ์แห่งเทศกาล ผ่านภาษาทางศิลปะเชิงนามธรรมของกรณ์ เขาเริ่มต้นด้วยการใช้ไม้กวาดลากสีบนผืนผ้าใบ สร้างจังหวะและพื้นผิวอันทรงพลังเป็นชั้นแรก ก่อนใช้สองมือของเขาวนเป็นวงกลมบนผืนผ้าใบ ทิ้งร่องรอยของการเคลื่อนไหวและเชื่อมโยงผู้ชมเข้ากับกระบวนการสร้างสรรค์อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นต้น

นอกจากการได้ชื่นชมผลงานศิลปะของน้องกรณ์ ศิลปินวัยจิ๋วแล้ว น้องกรณ์ยังได้เชิญชวนผู้สนใจศิลปะ ร่วมประมูลผลงานจำนวน 5 ผลงาน ได้แก่ Dirty Cars, Golden Sun on Flower Mountain, Pastel Earth, Colourful Tree และ Space Splash โดยรายได้จากการประมูล 50% หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปบริจาคเพื่อฟื้นฟูหลังประสบอุทกภัยให้กับโรงเรียนวัดโรง (ขาวประชาสรรค์) ต.โรง อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา และโรงเรียนอื่นๆต่อไป โดยเปิดให้ร่วมประมูลผลงานได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 20 ธันวาคม 2568 ผู้สนใจติดตามรายละเอียดและเงื่อนไขการประมูลได้ที่ Facebook “Ghone Atelier”

เกี่ยวกับน้องกรณ์ ธนณ์กรร์ วัฒนศิริธรรม

น้องกรณ์ ดช.ธนณ์กรร์ วัฒนศิริธรรม เป็นศิลปินวัยเด็กที่กำลังได้รับความสนใจจาก curators, อาร์ตแกลลอรี่ จากต่างประเทศ รวมถึงนักสะสมและผู้ชื่นชอบศิลปะทั้งในและต่างประเทศที่เริ่มทยอยสะสมผลงานของน้อง  ด้วยอายุเพียง 3 ขวบ แต่กรณ์ได้สร้างสรรค์ผลงานที่เปี่ยมไปด้วยพลังอย่างมีเอกลักษณ์ บนแคนวาสขนาดใหญ่กว่าตัวเอง น้องกรณ์ เป็นเด็กที่ชื่นชอบสีเป็นพิเศษ และได้ใช้เวลาหลายชั่วโมงในการระบายสีไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกพอใจ ทุกครั้งน้องกรณ์จะเป็นผู้เลือกสี อุปกรณ์การระบาย อาทิเช่น ของเล่น รถของเล่น ผลไม้ ดอกไม้ ใบไม้ ที่หาได้จากธรรมชาติ และสิ่งรอบตัว เมื่อทำงานเสร็จน้องกรณ์จะอธิบายว่าผลงานนี้คืออะไร

ทั้งนี้ความสามารถทางศิลปะของน้องกรณ์อาจจะดูแปลกใหม่ และไม่คุ้นตาคนไทยนัก เนื่องจากสิ่งที่น้องทำเป็นศิลปะนามธรรมที่มักจะเห็นได้บ่อยครั้งในต่างประเทศ โดยเฉพาะกับเด็กเล็กที่เกิดขึ้นจากการเล่นอิสระ แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ กรณ์ได้ใช้เทคนิคเฉพาะตัวของน้องในการระบายสี เช่น การสร้างรอยด้วยวัตถุจากการเล่น การผสมสีหลายชั้น การทาซ้ำไปมา การใช้ขวดสเปรย์ และแรงบันดาลใจจากสิ่งรอบตัวในชีวิตประจำวัน น้องกรณ์มีสมาธิสูง และมีความตั้งใจที่จะสร้างผลงาน ทำซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนน้องกรณ์รู้สึกว่า เสร็จแล้ว จะไม่กลับมาทำอีก จนกลายเป็นผลงานที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว 

นิทรรศการ “Colors World” เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้สัมผัสมุมมองของเด็กคนหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยสีสัน ความบริสุทธิ์ ความสนุก และอิสระในการสร้างสรรค์อย่างไร้ขอบเขต จัดแสดงให้ชมได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 11 มกราคม 2569 ณ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม

‘ห้างเซ็นทรัลชิดลม’ บทใหม่แห่ง Luxury Flagship ตอกย้ำเอกลักษณ์ ‘The Store of Bangkok’

‘ห้างเซ็นทรัลชิดลม’ บทใหม่แห่ง Luxury Flagship ตอกย้ำเอกลักษณ์ ‘The Store of Bangkok’

‘ห้างเซ็นทรัลชิดลม’ บทใหม่แห่ง Luxury Flagship ตอกย้ำเอกลักษณ์ ‘The Store of Bangkok’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.33 น.

เส้นทางการทรานส์ฟอร์มของห้างเซ็นทรัลชิดลม ได้รับการยอมรับและยืนยันผ่านรางวัลระดับนานาชาติ “The Most Innovative Department Store in the World” หรือ “ห้างสรรพสินค้าที่มีนวัตกรรมล้ำที่สุดในโลก” จาก Intercontinental Group of Department Stores World Department Store Summit หรือ IGDS WDSS 2025 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ รางวัลทรงคุณค่าที่สะท้อนวิสัยทัศน์ ความคิดสร้างสรรค์ และมาตรฐานรีเทลระดับโลกของห้างเซ็นทรัลชิดลมในทุกมิติ

เพราะที่นี่ไม่ใช่เพียงห้างสรรพสินค้า แต่คือ เดสติเนชันที่สายช้อปทั่วโลกต้องรู้จัก — พื้นที่ที่รวบรวม สินค้าที่คัดสรรอย่างดีที่สุด แบรนด์ที่น่าจับตามองที่สุด และเป็นจุดหมายที่ แบรนด์ดังระดับโลกเลือกเปิดตัวในไทยเป็นแห่งแรก อย่างต่อเนื่อง ใครที่กำลังค้นหาแรงบันดาลใจ สิ่งใหม่ ๆ หรือประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ โดดเด่นไม่เหมือนใคร ต่างรู้ดีว่า “ต้องมาที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม” เท่านั้น

สำหรับการพัฒนาของห้างเซ็นทรัลชิดลมในช่วงปีที่ผ่านมา ได้เดินหน้าอย่างครบถ้วนในทุกมิติ ผ่าน 4 มิชชั่นสำคัญ เพื่อตอกย้ำเอกลักษณ์ ‘The Store of Bangkok” ได้แก่…

• The Store of Design — การออกแบบพื้นที่ด้วยวิสัยทัศน์ร่วมสมัย ถ่ายทอดความงดงามของศิลปะและดีไซน์ให้สอดประสานกับประสบการณ์ของผู้มาเยือน

• The Store of Curation — การคัดสรรแบรนด์ระดับโลกและแบรนด์ไทยอย่างประณีต ให้ครอบคลุมทุกมิติของรสนิยมและสไตล์

• The Store of Community — การเป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ของทุกเจเนอเรชัน พื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนและสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในทุกวัน

• The Store of Excellent Services — บริการเหนือระดับในแบบฉบับห้างเซ็นทรัล ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

และนี่คือเพียงบางส่วนที่ Chidlom Citizen ต่างสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า “ห้างเซ็นทรัลชิดลม” คือ Luxury Flagship ตัวจริงของกรุงเทพฯ — จุดหมายปลายทางที่โดดเด่นทั้งด้านดีไซน์ การคัดสรรแบรนด์ และประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่อื่น…

1. เดสติเนชันที่แบรนด์ระดับโลกเลือกเปิดตัวครั้งแรกในไทย

ด้วยบทบาทในฐานะหนึ่งในแลนด์มาร์กไลฟ์สไตล์ของคนกรุงเทพฯ และนักช้อปจากทั่วโลก ห้างเซ็นทรัลชิดลมจึงถูกเลือกให้เป็น “ที่แรก” สำหรับการเปิดตัวแบรนด์ดังระดับโลกมากมายตลอดปี 2025 ครอบคลุมตั้งแต่แฟชั่น บิวตี้ ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงโฮมดีไซน์ ที่นี่ได้กลายเป็นพื้นที่ซึ่งแบรนด์สากลเลือกใช้ในการสร้างตัวตนอย่างโดดเด่น — ตั้งแต่ Shop-in-Shop สุดเอ็กซ์คลูซีฟExclusive Pop-up,   ไปจนถึง Brand Experience Activation ที่ออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสตัวตนของแบรนด์อย่างลึกซึ้ง สะท้อนความเชื่อมั่นของ        แบรนด์ระดับโลกที่มองเห็นศักยภาพ ความร่วมสมัย และฐานลูกค้าคุณภาพของที่นี่อย่างแท้จริง

สำหรับแบรนด์ที่เปิดตัวครั้งแรกในไทยที่ห้างเซ็นทรัลชิดลมตลอดปีที่ผ่านมา ได้แก่ Valentino Beauty, Emporio Armani, Matin Kim, Vivaia, Marithé François Girbaud, OSOI, Allbirds, Fairliar, HAY, Villeroy & Boch, Versace Home, Bebe De Pino, Molo, UPPAbaby และ Cybex ซึ่งล้วนเป็นแบรนด์ที่ช่วยเติมเต็มความหลากหลายของประสบการณ์การช้อประดับพรีเมียม และตอกย้ำบทบาทของห้างเซ็นทรัลชิดลมในฐานะศูนย์กลางเทรนด์และรสนิยมระดับโลกอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะที่นี่คือสถานที่ซึ่งแบรนด์ระดับโลกเลือกเปิดตัวเป็นที่แรกในไทย…และคือเดสติเนชันที่นักช้อปต่างมุ่งหน้ามาเปิดประสบการณ์ First to Launch ก่อนใครเสมอ

2. ที่สุดของ Foodies Community ระดับพรีเมียม พร้อมร้านดังระดับโลก “ที่แรกในไทย” ให้คุณเปิดประสบการณ์ความอร่อยก่อนใคร

โซน Public Market คือพื้นที่ที่คัดสรรร้านดังจากหลากหลายวัฒนธรรมมาไว้ในที่เดียว เติมเต็มประสบการณ์ด้านอาหารและไลฟ์สไตล์ในบรรยากาศที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันให้เป็นเดสติเนชันที่มอบรสชาติ ความสนุก และความมีชีวิตชีวาในแบบที่แตกต่าง หนึ่งในไฮไลต์ล่าสุดคือ Cheung Hing Kee – เชิง เฮ่ง เก เสี่ยวหลงเปาทอดจากฮ่องกง ที่เลือกเปิดสาขาแรกในไทยที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์แป้งบางกรอบ ซุปรสลุ่มลึก และเทคนิคการทอดที่เป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์การันตีคุณภาพด้วยรางวัล MICHELIN Guide Hong Kong & Macau (Bib Gourmand) หลายปีต่อเนื่อง สะท้อนถึงความพิถีพิถัน ความสม่ำเสมอ และคุณภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

และเพื่อเติมเต็มประสบการณ์ไลฟ์สไตล์คนเมืองอย่างสมบูรณ์แบบ โซน Luxe Galerie ชั้น 1 ยังนำเสนอ % Arabica จุดหมายของคอกาแฟที่หลงใหลในความประณีตทุกรายละเอียด—สาขาแรกในไทยที่เลือกใช้ “แก้วเซรามิก” สำหรับเสิร์ฟทุกเมนู เพื่อช่วยลดการใช้ภาชนะครั้งเดียวทิ้ง พร้อมยกระดับประสบการณ์การดื่มกาแฟให้เหนือกว่า ด้วยการคงอุณหภูมิ กลิ่นหอม และรสสัมผัสที่ละเมียดลุ่มลึก…ทุกองค์ประกอบถูกคิดอย่างตั้งใจ เพื่อให้ทุกแก้วคือความสมบูรณ์แบบที่สัมผัสได้จริง

3. Façade สุดไอคอนิก– แลนด์มาร์กใหม่ใจกลางชิดลม               

Façade ด้านนอกของอาคาร ซึ่งได้รับการออกแบบและปรับเปลี่ยนดีไซน์ตลอดทั้งปี ได้กลายเป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญของย่านชิดลมอย่างแท้จริง พื้นที่ที่ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ ความร่วมสมัยและ DNA อันเป็นเอกลักษณ์ของห้างเซ็นทรัลชิดลมในแต่ละช่วงเวลา ด้วยความเคลื่อนไหวที่ไม่เคยหยุดนิ่ง—ตั้งแต่งานศิลปะที่เชื่อมโยงกับเทศกาลสำคัญ ไปจนถึงกราฟิก ดีไซน์ และสีสันที่อัปเดตตามเทรนด์ระดับโลก ทำให้หลายคนตั้งตารอว่า “วันนี้ห้างเซ็นทรัลชิดลมจะปรากฏโฉมแบบไหน?” ที่นี่จึงกลายเป็นมากกว่าสถาปัตยกรรมของห้าง แต่เป็น แลนด์มาร์กของคนเมือง, เป็น มุมถ่ายภาพประจำฤดูกาล และเป็น สัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ ยุคใหม่ ที่ผสานความมีรสนิยม ศิลปะ และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันอย่างงดงาม เสริมบทบาทของเซ็นทรัลชิดลมในฐานะจุดหมายที่สะท้อนความมีชีวิตชีวาและแรงบันดาลใจของเมืองในทุกช่วงเวลา

4. การตกแต่งภายในที่ไม่เคยซ้ำ เปลี่ยนไปตามฤดูกาล

การตกแต่งภายในของห้างเซ็นทรัลชิดลมคือหนึ่งในลายเซ็นสำคัญของที่นี่ ทุกฤดูกาลและทุกเทศกาลถูกตีความใหม่ผ่านงานดีไซน์ร่วมสมัยที่รังสรรค์อย่างประณีตร่วมกับศิลปินไทยและต่างประเทศ ทำให้ทุกครั้งที่มาเยือน ผู้คนจะได้สัมผัสความ “ใหม่” ที่เคลื่อนไหวไปพร้อมจังหวะของเมืองเสมอ ผลงานล่าสุดคือการตกแต่งธีมคริสต์มาส ที่กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ด้วย ต้นคริสต์มาสสีทองอร่ามสูง 3 ชั้น และ รถไฟกลางห้างสุดอลังการ ที่ถ่ายทอดกลิ่นอายเทศกาลระดับโลก ทั้งหรูหรา อบอุ่น และร่วมสมัย

ความงดงามนี้ยังต่อเนื่องที่ Christmas Market ซึ่งยกระดับประสบการณ์ “Christmas Shop” ในแบบฉบับห้างเซ็นทรัลชิดลม นำเสนอของตกแต่ง ของขวัญ และไอเทมปาร์ตี้ที่คัดสรรอย่างสวยงาม ณ แผนกบ้าน ชั้น 4 แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับทุกการ        เฉลิมฉลองปลายปี ทั้งหมดนี้ทำให้ห้างเซ็นทรัลชิดลมไม่ใช่เพียงสถานที่ช้อปปิ้ง แต่คือ ประสบการณ์ทางศิลปะและไลฟ์สไตล์ ที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาลอย่างมีรสนิยม—หัวใจของ Luxury Flagship แห่งนี้อย่างแท้จริง

5. Signature Events ที่ทุกคนรอคอย – ประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟตลอดปี

ห้างเซ็นทรัลชิดลมยังเป็น จุดหมายสำคัญของ Signature Events ที่ทุกคนตั้งตารอจนกลายเป็นภาพจำของ Chidlom Citizen—ตั้งแต่งานลักชัวรีระดับแฟลกชิปงานฉลองอันยิ่งใหญ่ ไปจนถึงกิจกรรมระดับประเทศที่รวมเหล่าดารา–เซเลบริตี้ และผู้คนจากทั่วประเทศ ไฮไลต์สำคัญ อาทิ CENTRAL CHIDLOM LUXE NIGHT OUT ปาร์ตี้ลักชัวรีฉลองอาณาจักร Luxe GalerieCENTRAL 78TH ANNIVERSARY 2025 – THE ART OF FLOWERS เทศกาลดอกไม้ระดับโลกที่เนรมิตทั้งห้างเป็น Art-Inspired Shopping Experience พร้อมสร้างไวรัลด้วยการขึ้นจอ Times Square นิวยอร์ก, CENTRAL BEAUTY AWARDS 2025 เวทีประกาศรางวัลบิวตี้ไอเทมแห่งปี พร้อมแบรนด์บิวตี้ชั้นนำร่วมฉลองในค่ำคืนสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และล่าสุด WICKED: FOR GOOD EXPERIENCE ประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ครั้งแรกและครั้งเดียวในประเทศไทย นำเสนอเรื่องราวมหัศจรรย์ของ “เอลฟาบา” และ “กลินดา” ผ่าน 7 ห้องอิมเมอร์ซีฟสุดตระการตา พร้อมบรรยากาศ Façade ด้านนอกที่เรืองแสงตามธีม WICKED และล่าสุด FINAL PIT ON STAGE AT CENTRAL CHIDLOM PRESENTED BY THONBURI PHANICH ร่วมกับ อองตวน ปินโต สร้างโมเมนต์ประวัติศาสตร์ให้คอมมูนิตี้คนรักมอเตอร์สปอร์ตในประเทศไทย เนรมิตพื้นที่โซนอีเว้นต์ ฮอลล์ ชั้น  2 จัดงานดูการแข่งขัน F1 รอบชิงชนะเลิศ พร้อมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากพันธมิตรแบรนด์ลักชัวรีไลฟ์สไตล์ชั้นนำ อาทิ Chivas, TAG Heuer, Red Bull, Fanatec, Tempered โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากหลากหลายวงการ ทั้งนักกีฬา คนดัง อินฟลูเอนเซอร์ ผู้บริหารระดับสูง และกลุ่มเจ้าของรถซูเปอร์คาร์ เป็นต้น ห้างเซ็นทรัลชิดลมจึงไม่เพียงเป็นที่ช้อปปิ้ง แต่คือ แลนด์มาร์กของประสบการณ์อีเวนต์ระดับลักชัวรี ที่สร้างโมเมนต์พิเศษให้ผู้คนตลอดทั้งปี ห้างเซ็นทรัลชิดลมจึงไม่เพียงเป็นที่ช้อปปิ้ง แต่คือ แลนด์มาร์กของประสบการณ์อีเวนต์ระดับลักชัวรี ที่สร้างโมเมนต์พิเศษให้ผู้คนตลอดทั้งปี

ในวันที่ 12 – 14 ธันวาคมนี้…เตรียมตัวให้พร้อมกับโมเมนต์ครั้งสำคัญหลังการทรานส์ฟอร์มห้างเซ็นทรัลชิดลม ที่มาพร้อมความพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟทั้งประสบการณ์ และข้อเสนอสุดพิเศษที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโมเมนต์แสนประทับใจ และเฉลิมฉลองบทใหม่ของห้างเซ็นทรัลชิดลม โมเมนต์ครั้งสำคัญที่หลายคนรอคอยตั้งแต่วันเปิดตัวครั้งแรก บอกเลยว่าปีนี้…พลาดไม่ได้!

BMN ร่วมสมทบทุนกับสภากาชาดไทย ต้อนรับปีใหม่ 2569 ด้วยของขวัญแห่งรอยยิ้มและหัวใจแห่งการให้

BMN ร่วมสมทบทุนกับสภากาชาดไทย ต้อนรับปีใหม่ 2569 ด้วยของขวัญแห่งรอยยิ้มและหัวใจแห่งการให้

BMN ร่วมสมทบทุนกับสภากาชาดไทย ต้อนรับปีใหม่ 2569 ด้วยของขวัญแห่งรอยยิ้มและหัวใจแห่งการให้

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.04 น.

เนื่องในโอกาสแห่งการเริ่มต้นปีใหม่ 2569 บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด หรือ BMN ผู้ให้บริการสื่อโฆษณา พื้นที่ร้านค้า พื้นที่จัดกิจกรรม ในระบบรถไฟฟ้า MRT และทางด่วน   นำโดย วิทสุวัฒน์  อำคาเพท Executive Consultant พร้อมด้วย หรรษภรณ์ อัศวสกลรัตน์ Chief Sales Officer และ พรรณวิภา บูรณดิลก Senior Marketing Dept. Director สานต่อเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของสังคม ผ่านโครงการเพื่อสังคม ร่วมมอบเงินบริจาคสมทบทุนให้กับสภากาชาดไทย โดยมี จิราพร ศรีสอ้าน ผู้อำ นวยการสำนักสารนิเทศและสื่อสารองค์กร สภากาชาดไทย เป็นผู้รับมอบ พร้อมไดอารี่ตรวจเช็คสุขภาพ โดยความร่วมมือกับสภากาชาดไทย องค์กรการกุศลระดับชาติ  เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่อันเปี่ยมความหมายแด่พันธมิตร คู่ค้า องค์กรภาคี และผู้มีส่วนสนับสนุนองค์กรอย่างต่อเนื่อง ณ ตึกบริพัตร สำนักงานกลาง สภากาชาดไทย

ของขวัญชิ้นพิเศษนี้ ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์แห่งความห่วงใยที่สะท้อนความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์กรเท่านั้น ยังแฝงไว้ด้วยเจตจำนงในการส่งเสริมการดูแลสุขภาพอย่างรอบด้าน โดยภายในไดอารี่ได้รวบรวมเนื้อหาสาระด้านการตรวจสุขภาพประจำปี เคล็ดลับการใช้ชีวิตอย่างสมดุล และแนวทางการดูแลตนเอง ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสภากาชาดไทยในการให้ข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และสามารถนำไปประ ยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง พิเศษไปกว่านั้นยังเชิญชวนผู้ได้รับของขวัญไดอารี่สุขภาพฉบับนี้ ร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้ ด้วยการร่วมบริจาคสมทบทุนแก่สภากาชาดไทย ผ่านช่องทางที่สะดวกและปลอดภัย เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนให้ภารกิจเพื่อมนุษยธรรมดำเนินต่อไปอีกด้วย

อีกทั้ง BMN ยังได้ร่วม “สมทบทุนกับสภากาชาดไทย” เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมที่ครอบคลุมทั้งการให้บริการทางการแพทย์ การบริจาคโลหิต การช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มเปราะบางในสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนให้องค์กรที่ทำงานเพื่อส่วนรวมสามารถขับเคลื่อนภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ภายใต้แนวคิด ต้อนรับปีใหม่ ๒๕๖๙ ด้วยของขวัญแห่งรอยยิ้มและหัวใจแห่งการให้” BMN เชื่อมั่นว่าการส่งต่อความปรารถนาดีไม่จำ เป็นต้องยิ่งใหญ่ แต่อยู่ที่เจตนารมณ์ที่บริสุทธิ์และการลงมือทำอย่างจริงใจ การมอบของขวัญปีใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าและสาระในครั้งนี้ จึงถือเป็นการสื่อสารหัวใจแห่งการให้ในแบบที่เรียบง่าย แต่ทรงพลัง กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของทั้งสององค์กรในการเป็น “องค์กรเพื่อสังคม” ที่พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับชุมชน โดยยึดหลักความรับผิดชอบ ความร่วมมือ และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

BMN ขอตั้งปณิธานในการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยพลังแห่งความเมตตา พร้อมเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนร่วมกันส่งต่อสิ่งดีๆ เพื่อสังคมที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม หัวใจที่เข้มแข็งและสุขภาพที่ดีอย่างทั่วถึง ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: BMN

TOA บริจาคเงิน 10 ล้านบาท เร่งฟื้นฟู รพ.หาดใหญ่ พร้อมผนึกกำลังทหาร – ทีมวิศวกรลงพื้นที่ประเมินความเสียหาย

TOA บริจาคเงิน 10 ล้านบาท เร่งฟื้นฟู รพ.หาดใหญ่ พร้อมผนึกกำลังทหาร - ทีมวิศวกรลงพื้นที่ประเมินความเสียหาย

TOA บริจาคเงิน 10 ล้านบาท เร่งฟื้นฟู รพ.หาดใหญ่ พร้อมผนึกกำลังทหาร – ทีมวิศวกรลงพื้นที่ประเมินความเสียหาย

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.43 น.

TOA บริจาคเงิน 10 ล้านบาท เร่งฟื้นฟู รพ.หาดใหญ่ ส่ง ‘ทีโอเอ อาสา’ ผนึกกำลังทหาร ปูพรมแจกถุงยังชีพ และทีมวิศวกรลงพื้นที่ประเมินความเสียหาย ช่วยพี่น้องชาวใต้เต็มพิกัด

บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ตอกย้ำผู้นำอุตสาหกรรมสีทาอาคารอันดับหนึ่งของไทย และผู้เชี่ยวชาญเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง เดินหน้าโครงการ TOA ไม่ทิ้งกัน สู้ภัยน้ำท่วม อย่างต่อเนื่อง บริจาคเงิน 10 ล้านบาท เร่งฟื้นฟู รพ.หาดใหญ่เต็มสูบ พร้อมปูพรมระดม ‘ทีโอเอ อาสา’ ผนึกกำลังทหาร มอบถุงยังชีพบรรเทาทุกข์ และทีมวิศวกรลงพื้นที่เข้าประเมินความเสียหาย ช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้จากมหาอุทกภัย โดยเฉพาะใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด

นายประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ประธานผู้ก่อตั้ง TOA เผยว่า จากความเสียหายอย่างหนักที่เกิดจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน และระบบสาธารณสุขโดยตรง เราจึงมีความห่วงใยและเข้าใจถึงความยากลำบากที่ทุกคนกำลังเผชิญ จึงพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่องหลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายลง เดินหน้า โครงการ TOA ไม่ทิ้งกัน “รวมพลังไทย ฟื้นฟูน้ำท่วมภาคใต้” ตั้งแต่การลงพื้นที่ช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนชาวใต้ ในการระดมทีม ‘ทีโอเอ อาสา’ ร่วมกับกำลังทหาร (กอ.รมอ.ภาค 4 ส่วนหน้า, กองทัพภาคที่ 4, มณฑลทหารบกที่ 42) ส่งมอบถุงยังชีพกว่า 2,000 ชุด ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ถั่วมารูโจ้ น้ำยาทำความสะอาดทีโพล์ และสเปรย์กำจัดแมลงเชนไดร้ท์ รวมทั้งสิ่งของบรรเทาทุกข์ ผ้าห่มกันหนาว เสื้อยืด น้ำดื่ม และชุดผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทีโพล์ แจกจ่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชุมชนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง อาทิ ชุมชนบ้านกลางนา ชุมชนอู่ ทส. ชุมชนจันทร์วิโรจน์ ชุมชนบางแฟ้บ ชุมชนบ้านพักรถไฟ ชุมชนศิครินทร์ และชุมชนรายย่อยอื่นๆ รวมทั้งในพื้นที่จังหวัดยะลา และปัตตานี เพื่อเร่งเยียวยา ให้ความช่วยเหลือเข้าถึงทุกคนอย่างทั่วถึงและรวดเร็วที่สุด

รวมทั้งการมุ่งเน้นช่วยเหลือฟื้นฟูโรงพยาบาล โรงเรียน ชุมชน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยเฉพาะโรงพยาบาลหาดใหญ่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์กลางการแพทย์ระดับภูมิภาคและมีความสำคัญต่อภาคใต้ตอนล่าง ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักมูลค่าเกือบพันล้านบาท โดยส่วนใหญ่เกิดกับเครื่องมือแพทย์มูลค่าสูงที่ตั้งอยู่บริเวณชั้นล่างของอาคาร ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทีมผู้เชี่ยวชาญสำรวจประเมินโดยละเอียด เพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนงบกลางจากรัฐบาลต่อไป

TOA ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงพร้อมป็นส่วนหนึ่งในการเร่งฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน บริจาคเงิน 10 ล้านบาท เพื่อใช้ในการฟื้นฟูซ่อมแซมโรงพยาบาลหาดใหญ่ และจัดซื้อครุภัณฑ์เครื่องมือทางการแพทย์ที่เสียหายจากอุทกภัย เพื่อให้โรงพยาบาลกลับมาเปิดบริการประชาชน และช่วยเหลือผู้ป่วยได้เต็มศักยภาพโดยเร็วที่สุดภายใน 2 เดือน ตามแผนของกระทรวงสาธารณสุข พร้อมมอบสิ่งของจำเป็นแก่โรงพยาบาลรวมมูลค่าอีก 1,350,000 บาท อาทิ น้ำยาทำความสะอาดและกำจัดเชื้อโรคทีโพล์ สเปรย์กำจัดแมลงเชนไดร้ท์ และน้ำดื่ม ฮอกไกโด เพื่อสนับสนุนการปฏิงานของบุคลากรทางการแพทย์ ให้กลับมาเป็นเสาหลักด้านสุขภาพของพี่น้องชาวใต้ได้อีกครั้ง

ด้าน นพ.วิโรจน์ โยมเมือง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ กล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจว่า “ขอขอบคุณ TOA ที่ตระหนักถึงความสำคัญของการสาธารณสุขในพื้นที่อย่างแท้จริง การบริจาคเงินจำนวนมากของ TOA ในครั้งนี้ ถือเป็นบริษัทเอกชนรายแรกที่เข้ามาช่วยเหลือโรงพยาบาลหาดใหญ่โดยตรง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการซ่อมแซมความเสียหายของอาคาร และจัดซื้อครุภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ที่จำเป็น เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลกลับมาให้บริการประชาชนโดยเร็วที่สุด”

นอกจากนี้ เรายังได้ระดมกำลังทีม ‘ทีโอเอ อาสา – วิศวกร’ ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง ที่จะปูพรมลงพื้นที่เพื่อร่วมสำรวจ ประเมินความเสียหาย พร้อมให้คำแนะนำการซ่อมแซมของอาคารในเบื้องต้น โดยนำร่องที่โรงพยาบาล โรงเรียน และชุมชนสำคัญในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อหาแนวทางการช่วยเหลือเยียวยา และเร่งฟื้นฟูในลำดับต่อไป

TOA ยืนยันว่าความช่วยเหลือทั้งหมดนี้ จะถูกส่งมอบไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พี่น้องประชาชนชาวใต้ สามารถฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็วที่สุด

-(016)

บทความพิเศษ ‘สานรักด้วยผักตบ’ ภูมิปัญญาไทยที่เปลี่ยนปัญหาน้ำท่วมและผักตบชวาให้เป็นโอกาสแบบยั่งยืน

บทความพิเศษ 'สานรักด้วยผักตบ' ภูมิปัญญาไทยที่เปลี่ยนปัญหาน้ำท่วมและผักตบชวาให้เป็นโอกาสแบบยั่งยืน

บทความพิเศษ ‘สานรักด้วยผักตบ’ ภูมิปัญญาไทยที่เปลี่ยนปัญหาน้ำท่วมและผักตบชวาให้เป็นโอกาสแบบยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.38 น.

ในภาวะวิกฤตน้ำท่วมที่หลายประเทศกำลังเผชิญ รายงานข่าวมักเน้นไปที่ความเสียหายและการช่วยเหลือฉุกเฉิน แต่ที่ตำบลชีน้ำร้าย อำเภออินทรบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ประเทศไทย ได้เกิดวิธีการใหม่ที่น่าทึ่งคือการฝึกอบรมการจักสานผักตบชวาราคาถูกให้เป็นกระเป๋าทันสมัยคล้ายกระเป๋าแบรนด์เนมราคากว่าแสนบาทจากต่างประเทศ

นี่คือเรื่องราวของโครงการ “สานรักผักตบ” ที่ริเริ่มโดย ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต และมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย ซึ่งไม่ได้เพียงแค่ “ให้ปลาตัวหนึ่ง“  แก่คนยากจนประสบภัยเท่านั้น แต่ “สอนการจับปลา” แบบที่ยั่งยืนและมีศักดิ์ศรีเกียรติภูมิ

จากผู้ประสบภัย สู่ผู้สร้างสรรค์

หลังน้ำท่วม ชีวิตต้องเริ่มต้นใหม่ หลายคนสูญเสียทั้งบ้านและอาชีพ การมอบถุงยังชีพ ที่มีมาม่า ปลากระป๋องเป็นความช่วยเหลือเฉพาะหน้าที่จำเป็น แต่ชุมชนน้ำท่วมซ้ำซากกว่าร้อยปีที่ตำบลชีน้ำร้าย จังหวัดสิงห์บุรี ได้รับความช่วยเหลือมากกว่านั้น พวกเขาได้รับเครื่องมือสร้างอนาคต

แทนที่จะมองผักตบชวาที่ลอยเกลื่อนเป็นเพียงขยะทางน้ำ โครงการนี้ทำการฝึกอบรมลงมือสอนให้ชุมชนเห็นว่า ทุกปัญหามักมีโอกาสแฝงอยู่ ผักตบชวาที่ผ่านการตากแห้งและเตรียมอย่างดี สามารถสานเป็นกระเป๋าสวยงาม ภาชนะใช้งานได้จริง และเป็นงานศิลปะร่วมสมัยที่บอกเล่าเรื่องราวของชุมชน โดยมีรูปแบบที่ทันสมัยและส่งเสริมการตลาดไปพร้อมกัน

โครงการนี้สร้างประโยชน์สามต่ออย่างชัดเจน:

1. ต่อสิ่งแวดล้อม: ลดปัญหาวัชพืชในแหล่งน้ำ ปรับปรุงระบบนิเวศทางน้ำ

2. ต่อเศรษฐกิจชุมชน: สร้างรายได้ที่ยั่งยืนจากทรัพยากรท้องถิ่น ให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่สำคัญคือ เปลี่ยนผู้รับความช่วยเหลือให้เป็นผู้ประกอบการ

3. ต่อวัฒนธรรม: ฟื้นฟูภูมิปัญญาการจักสานไทยให้สอดคล้องกับตลาดสมัยใหม่ และสามารถนำวิธีการไปขยายผลต่อในชุมชนประสบภัยอื่นได้ทั่วโลก

กระบวนการสร้างผู้ประกอบการจากผักตบชวา

โครงการเริ่มด้วยการฝึกอบรมเข้มข้น 3 วัน  ระหว่างวันที่ 5 ถึง 8 ธันวาคม 2568 โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากจังหวัดอ่างทอง ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการจักสานผักตบชวามาหลายสิบปี  ผู้เข้าอบรม 40 คนได้เรียนรู้ทุกขั้นตอน:

· การเก็บเกี่ยวและเตรียมวัตถุดิบ

· เทคนิคการย้อมสีและป้องกันเชื้อรา

· การออกแบบและสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งประโยชน์ใช้สอยและความทันสมัยเทียบกับกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพงจากต่างประเทศ

ผลลัพธ์ไม่ใช่แค่ทักษะ แต่เป็น “กลุ่มสานรักผักตบ” ที่สามารถบริหารจัดการตนเองได้

ผลิตภัณฑ์จากโครงการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดท้องถิ่น แต่กำลังวางแผนขยายสู่ตลาดที่กว้างขึ้น ผ่านโครงข่ายของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก  สภากาชาดไทย

· ตลาดแฟชั่นทันสมัย: ด้วยแบบกระเป๋ารูปหัวใจ(Heart Shape )ที่กำลังมาแรงทั่วโลก

· ตลาดของที่ระลึกเชิงวัฒนธรรม: ที่บอกเล่าเรื่องราวชุมชนที่ผ่านวิกฤตน้ำท่วม

· ตลาด CSR ของบริษัทต่างๆ: ที่ต้องการสนับสนุนสินค้าที่มีความหมายทางสังคม

บทเรียนสู่โลก: เมื่อความยั่งยืนเริ่มจากวัชพืช

โครงการ “สานรักผักตบ” เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับชุมชนที่เผชิญวิกฤตทั่วโลก โดยแสดงให้เห็นว่า:

1. การฟื้นฟูควรเริ่มจากทรัพยากรในชุมชนเอง

2. ศักดิ์ศรีและการมีส่วนร่วมสำคัญกว่าการได้รับแจกฟรี

3. นวัตกรรมทางสังคมมักเกิดจากการมองสิ่งเดิมในมุมใหม่

ในยุคที่โลกกำลังแสวงหาโมเดลการพัฒนาที่ยั่งยืน เรื่องราวจากชุมชนเล็กๆ แห่งนี้สอนเราว่า บางครั้งคำตอบอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด แค่ต้องเปลี่ยนวิธีมอง

โครงการ “สานรักผักตบ” ไม่เพียงแค่สร้างผลิตภัณฑ์ แต่สร้างความหวัง ไม่เพียงแค่สร้างรายได้ แต่สร้าง ความภาคภูมิใจ และที่สำคัญคือ พิสูจน์ให้โลกเห็นว่าแม้ในวิกฤตที่เลวร้ายที่สุด มนุษย์ก็สามารถ “สาน” ทางออกใหม่ๆ ได้ จากสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงปัญหา

อาทร  จันทวิมล

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดพื้นที่โชว์เคสความยั่งยืน ปลุกแรงบันดาลใจคนเมืองยุคใหม่ @NEXTOPIA สยามพารากอน

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดพื้นที่โชว์เคสความยั่งยืน ปลุกแรงบันดาลใจคนเมืองยุคใหม่ @NEXTOPIA สยามพารากอน

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดพื้นที่โชว์เคสความยั่งยืน ปลุกแรงบันดาลใจคนเมืองยุคใหม่ @NEXTOPIA สยามพารากอน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.10 น.

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำโดย หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมกับ สยามพารากอน และสยามพิวรรธน์ เปิดพื้นที่สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่สุดแห่งประสบการณ์ความยั่งยืน ณ “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ป๊อปอัพ” ชั้น 5A โซน NEXTOPIA สยามพารากอน เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคตใจกลางกรุงเทพฯ ถ่ายทอดเรื่องราว และองค์ความรู้ด้านความยั่งยืนผ่าน 3 โซนภายในพื้นที่

โซนที่ 1 นิทรรศการ “เส้นทางแม่ฟ้าหลวง” ที่ถ่ายทอดการเดินทางกว่า 37 ปีของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย จากวันที่ดอยตุงเผชิญปัญหาป่าเสื่อมโทรมและความยากลำบากของผู้คน สู่การพลิกฟื้นภูเขาหัวโล้นให้กลายเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม จนได้รับการยอมรับเป็นต้นแบบความยั่งยืนของไทยและระดับโลกภายในนิทรรศการ ผู้ชมจะได้เห็นภาพการเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน ตั้งแต่ปัญหาเดิมของพื้นที่ ไปจนถึงผลลัพธ์จากแนวคิด “ปลูกป่า ปลูกคน” ที่ไม่ได้สร้างเพียงพื้นที่สีเขียว แต่ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพกลับคืน ทั้งพันธุ์ไม้และสัตว์ป่า สะท้อนระบบนิเวศที่สมดุลควบคู่กับสังคมที่เข้มแข็ง

นิทรรศการยังเชื่อมโยงแนวคิดความยั่งยืนให้คนเมืองเข้าถึงผ่านผลิตภัณฑ์แบรนด์ธุรกิจเพื่อสังคม “ดอยตุง” ชวนให้เห็นว่าการตัดสินใจในชีวิต ประจำวันสามารถร่วมดูแลป่าและชุมชนได้จริง และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการพัฒนาที่จับต้องได้ ต่อเนื่องถึงภารกิจใหม่ของมูล นิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่ขยายผลจากดอยตุงสู่ป่าชุมชนทั่วประเทศ ผ่าน “โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” สนับสนุนให้ชุมชนร่วมดูแลป่า สร้างคาร์บอนเครดิตให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เกิดรายได้หมุนเวียนเพื่อดูแลป่า ลดไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 พร้อมตอกย้ำบทบาทมูลนิธิฯ ในฐานะผู้นำและที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนที่ทำงานครบทุกมิติ ทั้งคน ชุมชน ธรรมชาติ และเศรษฐกิจ ทั้งหมดยังคงยึดการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยยึดคนเป็นศูนย์กลาง และทุกโครงการได้สร้าง total well-being ให้เกิดขึ้นในไทยโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังจนเป็นที่ประจักษ์ และยอมรับทั่วโลก

โซนที่ 2 ดอยตุง ป๊อปอัพ สโตร์ ที่ขนผลิตภัณฑ์ที่ผลิตอย่างยั่งยืนมาให้ได้เลือกชิมเลือกช็อปไม่ว่าจะเป็นกาแฟที่ปลูกใต้ร่มไม้ที่ยกมาทั้งคาเฟ่ แมคคาเดเมียและผลิตภัณฑ์แปรรูป ต้นไม้หลากหลายพันธุ์ สินค้าหัตถกรรมผ้าทอมือที่ต่อยอดเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า และของใช้ในบ้านร่วมสมัย ตลอดจนเครื่องปั้นดินเผา ที่มาพร้อมเรื่องเล่าจากกระบวนการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม อาทิ การใช้สีจากธรรมชาติ และการนำเส้นใยรีไซเคิลจากขวดพลาสติกมาทอเป็นพรม

โซนที่ 3 กิจกรรมรักษ์โลกจากค่ายเด็กใฝ่ดี เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วม โดยเฉพาะเยาวชนและคนรุ่นใหม่ที่ต้องเติบโตท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้เรียนรู้การปรับตัวและมองหาวิธีมีส่วนร่วมดูแลโลกผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อปอย่างสร้างสรรค์

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยเซเลบริตีและแขกผู้มีเกียรติที่ตั้งใจมาดูงานพัฒนาของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ อย่างคึกคัก อาทิ เปาโล ดีโอนีซี เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย, ม.ล.อรดิศ (ดิศกุล) สนิทวงศ์, แพรี่พาย-อมตา จิตตะเสนีย์, ชัชชฎา ก้องธรนินทร์, คุณาคม พลพา ณิชย์, จิราภรณ์ อังคเศกวิไล, ยุวรินทร์ อัครวกิติโรจน์ และ สต๊อบ-พีรพัฒน์ ภาคนาที เป็นต้น

โดยหนึ่งในนั้น น้อยหน่า เพ็ญสุภา คชเสนี บอกว่าเป็น “แฟนพันธุ์แท้” ของมูลนิธิฯมายาวนาน “ติดตามงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯมาตลอดรู้สึกเสมอว่านี่คือองค์กรที่ทำงานหน้างานจริง อยู่กับชุมชนจริง และไม่เคยทิ้งพื้นที่พัฒนา พอได้มาเห็นนิทรรศการที่เล่าเส้นทางจากดอยตุง มาถึงงานด้านคาร์บอนเครดิตและป่าชุมชน รู้สึกทั้งตื่นเต้นและภูมิใจในฐานะคนไทย ที่ได้เห็นว่างานปลูกป่า ปลูกคน ตลอดหลายสิบปี ถูกยอมรับบนเวทีความยั่งยืนทั้งในประเทศและระดับโลก”

อีกมุมหนึ่งของงาน มิ้น ณิชชา บุณยากร เซเลบริตีรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสนใจประเด็นคุณภาพชีวิตคนเมือง มองว่าพื้นที่นี้ช่วยให้คำว่าความยั่งยืนเข้าใจง่ายและใกล้ตัวมากขึ้น “ทุกวันนี้วิกฤตสภาพอากาศโลกไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง เราเห็นจากฝุ่น PM 2.5 ที่เข้ามาถึงห้องนอน ต้องเช็กค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้าน มันชัดมากว่าความยั่งยืนเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน ไม่ว่าจะอยู่บนดอยหรืออยู่ในเมือง สำหรับมิ้น การเริ่มจากสิ่งเล็กๆ อย่างแยกขยะ ลดของใช้ครั้งเดียวทิ้ง พกแก้วน้ำของตัวเอง หรือเลือกใช้ของที่ใช้ได้นานขึ้น ล้วนเป็นก้าวสำคัญในการช่วยดูแลโลกใบนี้”

ด้าน กบ ฐิติพงษ์ ล้อประเสริฐ อีกหนึ่งแขกคนสำคัญที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักงานคราฟต์และของทำมือจากชุมชน เล่าว่า ปกติก็อุดหนุนสินค้าของคนไทยอยู่แล้ว แต่การได้มาทำความรู้จักเบื้องหลังของดอยตุงใกล้ๆ ทำให้มองลึกลงไปมากกว่าแค่ดีไซน์ “เราเพิ่งได้รู้ว่ากาแฟดอยตุงปลูกแบบช่วยรักษาป่า พรมหลายผืนมาจากเส้นใยรีไซเคิลขวดพลาสติก เสื้อผ้าหลายคอลเลกชันใช้สีย้อมธรรมชาติ และออกแบบให้เหลือเศษผ้าน้อยที่สุด พอเข้าใจที่มาที่ไป ก็ยิ่งรู้สึกว่าการอุดหนุนหนึ่งครั้งของเรา ไม่ได้แค่ได้ของสวยๆ กลับบ้าน แต่ได้ช่วยทั้งป่า ชุมชน และโลกใบนี้ไปพร้อมกันด้วย”

พบกับ “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ป๊อปอัพ” ได้ที่ โซน NEXTOPIA ชั้น 5A สยามพารากอน ตั้งแต่วันนี้ถึงกุมภาพันธ์ 2569 หรือติดตามข้อมูลได้ทางเฟซบุ๊กเพจ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และเพจ DoiTungClub

ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

ม.ล.อรดิศ (ดิศกุล) สนิทวงศ์ และ เปาโล ดีโอนีซี เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย

ม.ล.อรดิศ (ดิศกุล) สนิทวงศ์ และ เปาโล ดีโอนีซี เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย

แพรี่พาย-อมตา จิตตะเสนีย์

แพรี่พาย-อมตา จิตตะเสนีย์

น้อยหน่า เพ็ญสุภา คชเสนี

น้อยหน่า เพ็ญสุภา คชเสนี

มิ้น ณิชชา บุณยากร

มิ้น ณิชชา บุณยากร

กบ ฐิติพงษ์ ล้อประเสริฐ

กบ ฐิติพงษ์ ล้อประเสริฐ

หฤษฏ์ ลักษณะโยธิน เกิดทิพย์

หฤษฏ์ ลักษณะโยธิน เกิดทิพย์

เซเลบริตี้สนใจการโชว์ทอผ้าจากแม่ๆ ที่บินตรงมาจากดอยตุง

เซเลบริตี้สนใจการโชว์ทอผ้าจากแม่ๆ ที่บินตรงมาจากดอยตุง

ชัชชฎา ก้องธรนินทร์ ชมดอกไม้จากทีมเกษตรดอยตุง

ชัชชฎา ก้องธรนินทร์ ชมดอกไม้จากทีมเกษตรดอยตุง

ยุวรินทร์ อัครวกิติโรจน์ และ สต๊อบ-พีรพัฒน์ ภาคนาที

ยุวรินทร์ อัครวกิติโรจน์ และ สต๊อบ-พีรพัฒน์ ภาคนาที

จิราภรณ์ อังคเศกวิไล

จิราภรณ์ อังคเศกวิไล

ฐิติพงษ์ ล้อประเสริฐ และ คุณาคม พลพาณิชย์

ฐิติพงษ์ ล้อประเสริฐ และ คุณาคม พลพาณิชย์

DBD จัดกิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ ‘Roadshow 2025’ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

DBD จัดกิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ ‘Roadshow 2025’ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

DBD จัดกิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ ‘Roadshow 2025’ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.57 น.

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดกิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow 2025 ยกขบวนแฟรนไชส์ชั้นนำกว่า 40 แบรนด์ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม บริการ และค้าปลีก มาให้ปชช.ได้เลือกสรร พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง รวมทั้งช่วยเหลือผู้ว่างงาน เข้าถึงทุนสร้างธุรกิจ ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างอาชีพให้กับประชาชน

สำหรับการจัดกิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow 2025 ครั้งที่ 1 ในครั้งนี้ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 ธันวาคม 2568 ลานกิจกรรม ชั้น G เซ็นทรัลศรีราชา จังหวัดชลบุรี ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. เชิญชวนผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเองและประชาชนทั่วไปเข้าชมงานแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow 2025 โดยสามารถเลือกซื้อแฟรนไชส์ที่เหมาะสมกับความต้องการ และเจรจาซื้อขายธุรกิจได้โดยตรงจากเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมงานครั้งนี้กว่า 40 แบรนด์ ซึ่งการจัดงานแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow 2025 จะทำเกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ การสนับสนุนเงินทุน การต่อยอด และเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ไทยสามารถขยายโอกาสทางธุรกิจกับกลุ่มลูกค้าท้องถิ่นที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศต่อไป

กิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow 2025 เป็นนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ของประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับประชาชน และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพร้อมให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SME อย่างต่อเนื่อง

 โดยไฮไลต์สำคัญของการจัดกิจกรรม คือ การแสดงและจำหน่ายสินค้าธุรกิจแฟรนไชส์ การเจรจาทางธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเป็นเวทีพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการจากหลากหลายสาขาธุรกิจ เป็นการเปิดรับและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ  นอกจากนี้ ยังมีสถาบันการเงินมาร่วมออกบูธให้คำปรึกษาแนะนำ และสนับสนุนเงินทุนพร้อมเงื่อนไขพิเศษให้ผู้ที่สนใจ พร้อมรับโปรโมชั่นส่วนลดแฟรนไชส์ราคาสุดพิเศษภายในงานสอบถาม รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สายด่วน 1570, โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5953, e-Mail : franchisedbd@gmail.com

-(016)

เคปนิทรา หัวหิน คว้าอันดับ 14 รีสอร์ตที่ดีที่สุดในเมืองไทย จากผลโหวต Readers’ Choice Awards 2025

เคปนิทรา หัวหิน คว้าอันดับ 14 รีสอร์ตที่ดีที่สุดในเมืองไทย  จากผลโหวต Readers’ Choice Awards 2025

เคปนิทรา หัวหิน คว้าอันดับ 14 รีสอร์ตที่ดีที่สุดในเมืองไทย จากผลโหวต Readers’ Choice Awards 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.12 น.

โรงแรมเคปนิทรา หัวหิน จุดหมายปลายทางสุดลักซ์ชัวรีระดับ 5 ดาวริมชายหาดอันเงียบสงบของหัวหิน จากเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ คว้าอันดับ 14 รีสอร์ตที่ดีที่สุดในเมืองไทย จาก Top 15 Resorts in Thailand: Readers’ Choice Awards 2025 โดย Condé Nast Traveler เว็บไซต์ท่องเที่ยวและการเดินทางที่ได้รับความไว้วางใจจากนักเดินทางทั่วโลก ตอกย้ำถึงมาตรฐานและความเป็นเลิศในด้านการบริการและการต้อนรับแขกผู้มาเยือนอย่างอบอุ่น

นางธีรวัลคุ์ เตชะอุบล เจ้าของธุรกิจและดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการกลุ่มโรงแรมในเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์  กล่าวว่า “เรารู้สึกภูมิใจและซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งที่โรงแรมเคปนิทรา หัวหิน ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในรีสอร์ตที่ดีที่สุดในประเทศไทย จากรางวัล Top 15 Resorts in Thailand: Readers’ Choice Awards 2025 โดย Condé Nast Traveler ผ่านการโหวตจากผู้เข้าพักจริง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรางวัลระดับโลกที่นักเดินทางให้การยอมรับและเชื่อถือมากที่สุด

รางวัลนี้สะท้อนถึงความตั้งใจในการมอบบริการที่อบอุ่น ใส่ใจในทุกรายละเอียด และสร้างประสบการณ์การพักผ่อนที่ประทับใจ ได้รับการยอมรับจากแขกผู้มาเยือนจริงๆ ขอขอบคุณ มร. คริสเตียน เริลช์ลิ ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมเคปนิทรา หัวหิน สำหรับความมุ่งมั่นและการทำงานอย่างหนัก รวมถึงความทุ่มเทของพนักงานทุกคน ที่ร่วมกันมอบประสบการณ์และความทรงจำอันน่าประทับใจให้แก่แขกของเรา

เราขอขอบคุณแขกผู้มาเยือนทุกท่านที่ให้การสนับสนุนและไว้วางใจในบริการของเราเสมอมา ความสำเร็จครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้เรายังคงมุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานการบริการและการต้อนรับให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้โรงแรมเคปนิทรา หัวหิน ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางแห่งความสุขและความทรงจำที่งดงามของนักเดินทางจากทั่วโลกต่อไป” ธีรวัลคุ์ กล่าว

โรงแรมเคปนิทรา หัวหิน นำเสนอห้องพักที่หรูหรา กว้างขวาง และสะดวกสบาย ใน 6 สไตล์ โดยทุกห้องมาพร้อมกับสระว่ายน้ำและระเบียงอาบแดดส่วนตัวที่มอบช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนได้อย่างสมบูรณ์แบบและมีความเป็นส่วนตัวสูงสุด ได้แก่ ห้องสกาย พูล สวีต (Sky Pool Suite) ขนาด 80 ตร.ม. ห้องดีลักซ์ สกาย พูล สวีต (Deluxe Sky Pool Suite) ขนาด 101 ตร.ม. ห้องมูนไลต์ พูล สวีต (Moonlight Pool Suite) ขนาด 110 ตร.ม. ห้องการ์เดน พูล สวีต (Garden Pool Suite) ขนาด 126 ตร.ม. ห้องแฟมิลี พูล สวีต (Family Pool Suite) ขนาด 144 ตร.ม. และ ห้องนิทรารมณ์ สวีต (Nidhrarom Suite) ขนาด 300 ตร.ม.

นอกจากนี้ ยังมี เคป สปา (Cape Spa) ที่มอบประสบการณ์สปาและการนวดผ่อนคลายอย่างมีระดับจากมืออาชีพ พร้อม ห้องอาหารร็อคส์ (Rocks Restaurant) เสิร์ฟอาหารนานาชาติรสเลิศริมทะเลตลอดวัน และบาร์ ออน เดอะ ร็อคส์ (On the Rocks Bar) บาร์สุดชิลล์บนรูฟท็อปสำหรับจิบเครื่องดื่มและสังสรรค์ท่ามกลางบรรยากาศริมทะเลหัวหินอันงดงามในยามค่ำคืน

รางวัล Condé Nast Traveler Readers’ Choice Awards เป็นการยกย่องสุดยอดแห่งวงการการท่องเที่ยวในประเภทต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการจัดอับดับโรงแรม รีสอร์ต สปา สายการบิน เส้นทางการล่องเรือ เส้นทางการท่องเที่ยวโดยรถไฟ รวมไปถึงการจัดอันดับเมืองและประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในแต่ละปี  โดยพิจารณาจากคะแนนโหวตจากผู้อ่าน สำหรับรีสอร์ต 15 แห่ง ในประเทศไทยที่ได้รับการยกย่องในครั้งนี้ ล้วนเป็นโรงแรมและรีสอร์ตที่กระจายตัวอยู่ในจุดหมายปลายทางยอดนิยมต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย อาทิ ภูเก็ต พังงา กระบี่ เชียงใหม่ เชียงราย เกาะสมุย และหัวหิน

คืนรอยยิ้มสันติให้ตระกูลณรงค์เดชศาลฎีกาวินิจฉัยให้’กฤษณ์ ณรงค์เดช’เป็นผู้จัดการมรดก

คืนรอยยิ้มสันติให้ตระกูลณรงค์เดชศาลฎีกาวินิจฉัยให้'กฤษณ์ ณรงค์เดช'เป็นผู้จัดการมรดก

คืนรอยยิ้มสันติให้ตระกูลณรงค์เดชศาลฎีกาวินิจฉัยให้’กฤษณ์ ณรงค์เดช’เป็นผู้จัดการมรดก

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.57 น.

คืนรอยยิ้ม สันติให้ตระกูลณรงค์เดช เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยพิพากษาให้ นายกฤษณ์ ณรงค์เดช เป็นผู้จัดการมรดกหมื่นล้านของคุณหญิงพรทิพย์ เพียงผู้เดียว มีความเหมาะสม ได้รับความไว้วางใจจากผู้ล่วงลับและครอบครัว ยึดตามเจตนารมณ์มารดาเจ้าของพินัยกรรม  
 
นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับคุณพ่อเกษม และครอบครัวณรงค์เดช  เมื่อศาลฎีกาอ่านคำพิพากษา ที่ 3781/2568 ระบุให้      นายกฤษณ์ ณรงค์เดช บุตรชายคนโตของคุณหญิงพรทิพย์ ณรงค์เดช เจ้าของพินัยกรรมเป็นผู้จัดการมรดกหมื่นล้าน  แต่เพียงผู้เดียว ตามเจตนารมณ์เดิมของผู้ล่วงลับ ด้วยเหตุผลว่ามีความเหมาะสม มีความสามารถในการจัดการมรดกตามที่ผู้ล่วงลับแต่งตั้ง สามารถจัดการมรดกตามพินัยกรรมสำเร็จลุล่วงหลายข้อ นอกจากนี้เจ้าของพินัยกรรมมีความไว้วางใจ และเห็นแก่คุณงามความดีของนายกฤษณ์ บุตรชายคนโตที่สร้างให้กับตระกูลมากมาย ตามที่มารดาผู้ล่วงลับเขียนบรรยายไว้ในพินัยกรรม  และยังได้รับความไว้วางใจจากผู้เป็นบิดาและน้องชายตลอดมา
 
เกือบ 2 ปีที่ศาลฎีกาตรวจสำนวนต่างๆ จึงวินิจฉัยให้นายกฤษณ์ ณรงค์เดช เป็นผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียวตามเจตนารมณ์ของมารดา ตลอดจนเป็นผู้มีอำนาจสิทธิขาดในการกำหนดวิธีการแบ่งทรัพย์มรดกด้วย  ทำให้ 3 พ่อลูกโผสวมกอดกัน นับเป็นภาพประทับใจ และนิมิตรหมายที่ดีของครอบครัว สิ้นสุดการรอคอย
 
#คืนรอยยิ้ม #มรดกหมื่นล้านตระกูลณรงค์เดช #ตระกูลณรงค์เดช #เกษมณรงค์เดช #กฤษณ์ณรงค์เดช #กรณ์ณรงค์เดช