เปิดฉาก! ‘Asian Actuarial Conference 2025’ ฉลองวาระครบรอบ 50 ปี SOAT พร้อมก้าวสู่ยุคใหม่

เปิดฉาก! ‘Asian Actuarial Conference 2025’ ฉลองวาระครบรอบ 50 ปี SOAT พร้อมก้าวสู่ยุคใหม่

เปิดฉาก! ‘Asian Actuarial Conference 2025’ ฉลองวาระครบรอบ 50 ปี SOAT พร้อมก้าวสู่ยุคใหม่

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.04 น.

การประชุม Asian Actuarial Conference 2025 (AAC 2025) เปิดฉากอย่างคึกคัก ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองและความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 630 คน และวิทยากร 85 ท่าน จากทั่วเอเชียและนานาประเทศ รวมตัวกันที่ไอคอนสยาม ฮอลล์ (ICONSIAM Hall) กรุงเทพมหานคร 

สมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย (SOAT) ในฐานะสมาชิกของสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งเอเชีย (AsAA) ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในปีนี้ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพ อีกทั้งยังตรงกับวาระครบรอบ 50 ปีของ SOAT อีกด้วย 

พิธีเปิดงานในวันนี้ได้รับเกียรติจาก นายนิติพงษ์ ปรัชญานิมิต นายกสมาคม SOAT และ นายธนกฤต อิงครัตน์ ประธานจัดการประชุม AAC 2025 ขึ้นกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน พร้อมสะท้อนความสำคัญของการประชุมครั้งนี้ ภายใต้ธีม: “Generative Actuarial Intelligence: Insights, Innovation, and Sustainable Value for Tomorrow”

นาย นิติพงษ์ กล่าวว่า “นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2518 สมาคม SOAT ได้เติบโตจากกลุ่มผู้บุกเบิกขนาดเล็ก สู่การเป็นองค์กรวิชาชีพที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค ด้วยความมุ่งมั่นด้านมาตรฐานวิชาชีพ ความซื่อสัตย์ และความร่วมมือ ในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ของสมาคมฯ การประชุมปีนี้สะท้อนพันธกิจของเราในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ธุรกิจและสังคม”

ด้านนาย ธนกฤต กล่าวถึงความผูกพันของประเทศไทยกับ AAC ว่า “ปีนี้เป็นโอกาสพิเศษที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพ AAC เป็นครั้งที่ 3 หลังจากปี 1997 และ 2015 ภายใต้ธีม ‘Generative Actuarial Intelligence’ ที่สะท้อนเนื้อหาเข้มข้น ครอบคลุมทั้ง AI, บทบาทนักคณิตศาสตร์ประกันภัย, ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ, สุขภาพ, การรายงานทางการเงิน, เงินกองทุน และอื่น ๆ อีกมากมาย”

การประชุมยังได้รับเกียรติจากผู้นำองค์กรด้านประกันภัยและกำกับดูแลของไทยขึ้นกล่าวแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับบทบาทสำคัญของวิชาชีพนักคณิตศาสตร์ประกันภัยในการสร้างเสถียรภาพและพัฒนาระบบประกันภัยไทย ได้แก่ 

– นาง วสุมดี วสีนนท์ รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานกำกับดูแลในการพัฒนาศักยภาพนักคณิตศาสตร์ประกันภัยไทย 

– นาง นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย (TLAA) เน้นย้ำบทบาทของนักคณิตศาสตร์ประกันภัยในการสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับความยั่งยืนของอุตสาหกรรม 

– ดร. พงษ์ภาณุ ดำรงศิริ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมประกันวินาศภัยไทย (TGIA) กล่าวถึงความจำเป็นของวิชาชีพนี้ในการรับมือความเสี่ยงใหม่ ๆ และสนับสนุนการเติบโตของตลาดประกันวินาศภัย การประชุมวันแรกสะท้อนพลังของชุมชนนักคณิตศาสตร์ประกันภัยในภูมิภาคเอเชีย โดยมีผู้แทนจากสมาคมสมาชิกทั้ง 12 ประเทศ ของ AsAA เข้าร่วม และมีโปรแกรมหลากหลาย อาทิ การบรรยายพิเศษจากผู้นำระดับภูมิภาคและระดับโลก เวทีเสวนาเกี่ยวกับ AI การรายงานทางการเงิน เงินกองทุน และความยั่งยืน เซสชันเชิงเทคนิคด้านความเสี่ยง เทคโนโลยี และพัฒนาการของวิชาชีพ กิจกรรมสร้างเครือข่ายและสัมผัสวัฒนธรรมไทย

การประชุม AAC 2025 ในปีนี้จัดขึ้นด้วยความร่วมมือจาก ผู้สนับสนุนกว่า 20 ราย สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันของภูมิภาคเอเชียในการผลักดันความเป็นเลิศของวิชาชีพนักคณิตศาสตร์ประกันภัย 

การประชุมจะจัดต่อเนื่องจนถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 พร้อมพิธีปิดและกิจกรรมเยี่ยมชมวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสทั้งองค์ความรู้และเสน่ห์อันอบอุ่นของกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาพิเศษนี้

-(016)

‘กาแฟพันธุ์ไทย’ คว้ารางวัลสุดยอดแบรนด์ทรงพลังแห่งปี HOWE EMPOWERING BRAND AWARD 2025

‘กาแฟพันธุ์ไทย’ คว้ารางวัลสุดยอดแบรนด์ทรงพลังแห่งปี HOWE EMPOWERING BRAND AWARD 2025

‘กาแฟพันธุ์ไทย’ คว้ารางวัลสุดยอดแบรนด์ทรงพลังแห่งปี HOWE EMPOWERING BRAND AWARD 2025

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.32 น.

บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด คว้ารางวัล HOWE EMPOWERING BRAND AWARD 2025 สุดยอดแบรนด์ทรงพลังทั้งด้านคุณภาพของสินค้าและบริการที่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค จากเวที HOWE AWARDS 2025 ครั้งที่ 13 ผ่านการตัดสินจากคณะกรรมการ ที่ปรึกษา และกองบรรณาธิการของ HOWE Magazine ที่พิจารณาจากขนาดของประเภทธุรกิจร้านกาแฟ การสร้างแบรนด์ กลยุทธ์การตลาด เป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง และเป็นแบรนด์ไทยที่สามารถแข่งขันกับอินเตอร์แบรนด์ได้อย่างมีศักยภาพ พิธีมอบรางวัลฯ จัดขึ้น ณ ห้องแกรนด์ ฮอลล์ ไบเทค บางนา

สุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า “รางวัลนี้ถือเป็นกำลังใจสำคัญ ให้พันธุ์ไทยไม่หยุดพัฒนาและเดินหน้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค พันธุ์ไทยเติบโตมาถึงจุดนี้ได้ เพราะมีทีมงานที่แข็ง แกร่ง มีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าอย่างอบอุ่น ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เราพัฒนาและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงพันธุ์ไทยยังคงเดินหน้ารักษามาตรฐานและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อตอบแทนความไว้วางใจของทุกคนต่อไป”

รางวัล HOWE EMPOWERING BRAND AWARD 2025 คือรางวัลอันทรงเกียรติที่มอบให้แก่แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในตลาด เป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่ง สามารถขับเคลื่อนกลยุทธ์อย่างแม่นยำ พร้อมความสามารถในการปรับตัวเพื่อเติบโตท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน อีกทั้งเป็นแบรนด์ที่เข้าใจความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคยุคใหม่ และสามารถตอบสนองได้อย่างตรงจุด

อลังการ! นางรำ 2 คณะ รำถวายพระโพธิสัตว์กวนอิม เสริมสิริมงคลและถวายความขอบคุณหลังพรที่ขอสัมฤทธิ์ผล

อลังการ! นางรำ 2 คณะ รำถวายพระโพธิสัตว์กวนอิม เสริมสิริมงคลและถวายความขอบคุณหลังพรที่ขอสัมฤทธิ์ผล

อลังการ! นางรำ 2 คณะ รำถวายพระโพธิสัตว์กวนอิม เสริมสิริมงคลและถวายความขอบคุณหลังพรที่ขอสัมฤทธิ์ผล

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.53 น.

วิหารกวนอิม อี่ ทง เทียน ไท้ สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์กบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ได้ต้อนรับคณะนางรำจิตศรัทธา 2 ชุด รำถวายอย่างยิ่งใหญ่ด้วยพลังความศรัทธาและแสดงเพื่อถวายความขอบคุณหลังจากที่คำขอพรสัมฤทธิ์ผลสมดังปรารถนา

นางรำชุดแรกจาก กลุ่มสตรีพัฒนาตำบลนนทรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จากโครงการส่งเสริมการออกกำลังกายสุขภาพดี ด้วยลีลาศและไลแดนซ์จำนวน 70 คน โดยการนำของนายธนกร สุริยธนาธร กำนันตำบลนนทรี จัดเต็มรำถวายองค์พระโพธิสัตว์กวนอิม เป็นการแสดงด้วยความศรัทธาอันแรงกล้าต่อองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล สำหรับนางรำชุดที่สองจาก ชมรมคนรักสุขภาพบ้านทุ่งสามัค คี หมู่ 3 ตำบลสัมพันธ์ตา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี โดยนางรำทั้ง 9 คนนี้ ตั้งใจมารำถวายเป็นพุทธบูชาเพื่อแสดงความขอบคุณหลังจากสม ปรารถนาจากที่ขอพรไป

การรำถวายของกลุ่มนางรำทั้งสองคณะในครั้งนี้ เป็นเสมือนเครื่องยืนยันถึงความศรัทธาอันแรงกล้าต่อองค์พระโพธิสัตว์กวนอิม เทพผู้ทรงเปี่ยมด้วยพลังแห่งความเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นที่พึ่งทางใจของเหล่าศาสนิกชน สัญลักษณ์แห่งความรัก ความเมตตา ที่โปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์ และเป็นที่พึ่งทางใจของผู้ที่ตั้งมั่นในการทำความดี อดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค จนสามารถผ่านพ้นทุกข์ภัยทั้งหลายไปได้ในที่สุด

ศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาต่อองค์พระโพธิสัตว์กวนอิม สามารถเข้าสักการะขอพรเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล ให้ชีวิตราบรื่น มีโชคลาภตลอดปีนี้และต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ณ วิหารกวนอิม อี่ ทง เทียน ไท้ สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์กบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เปิดให้สักการะได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-20.00 น. (โถงชั้นใต้ดินเปิด-ปิดเวลา 06.00-18.00 น.) ติดตามข่าวสารกิจกรรมต่างของวิหารฯ ได้ทาง Line OA: @Yitongtiantai เฟซบุ๊กวิหารกวนอิม อี่ ทง เทียน ไท้ https://www.facebook.com/yitongtiantai IG: guanyinpavillion และเว็บไซต์ Yitongtiantai.com   

รมว.พาณิชย์ มอบรางวัล Thailand Franchise Award 2025 ชู 10 แฟรนไชส์ไทย สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุน

รมว.พาณิชย์ มอบรางวัล Thailand Franchise Award 2025  ชู 10 แฟรนไชส์ไทย สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุน

รมว.พาณิชย์ มอบรางวัล Thailand Franchise Award 2025 ชู 10 แฟรนไชส์ไทย สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุน

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.18 น.

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมอบรางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยประจำปี 2568 “Thailand Franchise Award 2025 : TFA 2025” ซึ่ง กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  จัดขึ้นเพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ไทยที่มีความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการ มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล และเป็นแบบอย่างของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างแบรนด์แฟรนไชส์ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวแสดงความยินดีต่อผู้ประกอบการแฟรนไชส์ที่ได้รับรางวัล

ในการนี้ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อผู้ประกอบการแฟรนไชส์ที่ได้รับรางวัลว่า งานมอบรางวัล Thailand Franchise Award ถือเป็นเวทีสำคัญในการค้นหาและยกย่องธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีมาตรฐาน มีความโดดเด่นในแต่ละด้าน เพื่อส่งเสริมการตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและผู้สนใจลงทุน อีกทั้งยังเป็นการเชิดชูเกียรติและเผยแพร่ต้นแบบธุรกิจแฟรนไชส์ไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ธุรกิจแฟรนไชส์ถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่สร้างมูลค่าทางการตลาดกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 15–20% ต่อปี โดยผู้ซื้อแฟรนไชส์สามารถสร้างอาชีพได้แม้ไม่มีประสบการณ์มาก่อน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเริ่มต้นธุรกิจ เพราะโมเดลธุรกิจแฟรนไชส์เป็นระบบที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าสามารถดำเนินการได้จริงและประสบความสำเร็จ

รมว.พาณิชย์ มอบรางวัล Franchise of the Year ชนะเลิศได้แก่ กาแฟพันธุ์ไทย พร้อมด้วย วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์  ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และ พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมแสดงความยินดี

“ขอบคุณกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานธุรกิจแฟรนไชส์ไทย ถือเป็นโครงการที่ช่วยเสริมสร้างทักษะให้กับผู้ประกอบธุรกิจไม่เฉพาะ SME แต่รวมไปถึง MSME ด้วย และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ช่วยผลักดันให้สามารถขยายไปยังต่างประเทศได้ด้วย ปัจจุบันแฟรนไชส์ไทยขยายสาขาไปแล้วกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง”

Dezpax ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร รับรางวัลชนะเลิศประเภท Best Retail Franchise

รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยประจำปี 2568 “Thailand Franchise Award 2025 : TFA 2025” มีธุรกิจแฟรนไชส์สมัครเข้าร่วมประกวดรวม 39 แบรนด์ โดยผ่านเกณฑ์คัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย 23 แบรนด์ และได้รับการพิจารณาอย่างเข้มข้นจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จนได้ผู้ชนะเลิศรวม 10 แบรนด์ ที่ได้รับโล่รางวัลอันทรงเกียรติและประกาศเกียรติคุณในฐานะต้นแบบธุรกิจแฟรนไชส์ไทย โดยการมอบรางวัลแบ่งออกเป็น 5 ประเภท รวม 13 รางวัล ประกอบด้วย 1. รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยยอดเยี่ยมตามขนาด จำนวน 3 รางวัล ได้แก่  รางวัล Best Small Franchise ชนะเลิศได้แก่ SenseMath รางวัล Best Medium Franchise ชนะเลิศได้แก่ English Corner รางวัล Best Large Franchise ชนะเลิศได้แก่ Tummour (ตำมั่ว)

สถาบันคณิตศาสตร์ SenseMath รับรางวัลชนะเลิศประเภท Best Small Franchise

 2. รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยยอดเยี่ยมรายอุตสาหกรรม จำนวน 5 รางวัล ได้แก่ รางวัล  Best Food Franchise  ชนะเลิศได้แก่ Tummour (ตำมั่ว) รางวัล Best Beverage Franchise ชนะเลิศได้แก่ กาแฟพันธุ์ไทย รางวัล Best Service Franchise ชนะเลิศได้แก่  Trendy Wash รางวัล Best Retail Franchise ชนะเลิศได้แก่ Dezpax รางวัล Best Education Franchise ชนะเลิศได้แก่ Math Talent by Dr.Ying 3. รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยที่มีความโดดเด่นเฉพาะด้าน จำนวน 2 รางวัล ได้แก่  รางวัล Best Export Franchise ชนะเลิศได้แก่ FIVE STAR รางวัล Best Innovation Franchise ชนะเลิศได้แก่ Trendy Wash

รมว.พาณิชย์ ร่วมยินดีกับ 24WASH แฟรนไชส์ร้านซักผ้าได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภท Best Service Franchise และ Franchise Rising Star

4. รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ต่างประเทศ (Best Overseas Franchise) 1 รางวัล ชนะเลิศได้แก่ Swensen’s (สเวนเซ่นส์) และ 5.รางวัลสุดยอดแฟรนไชส์ไทยแห่งปี จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ Franchise Rising Star ชนะเลิศได้แก่ GAGA – กาก้า และ รางวัล Franchise of the Year ชนะเลิศได้แก่ กาแฟพันธุ์ไทย

 “ขอแสดงความยินดีและชื่นชมผู้ประกอบการแฟรนไชส์ทุกแบรนด์ที่ได้รับรางวัลในปีนี้ รางวัลที่ได้รับถือเป็นเครื่องหมายแห่งความสำเร็จ และสามารถนำไปใช้ในการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ต่อสาธารณชน รวมทั้งยังได้รับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและหน่วยงานพันธมิตร ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการรายอื่นมุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ของตนให้มีมาตรฐานและความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น” รมว.พาณิชย์ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://franchise.dbd.go.th และสอบถามข้อมูลได้ที่กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทรศัพท์หมายเลข 02-547-5953 และสายด่วน 1570

‘AI Transformer Green Technology’ เตรียมพร้อมผู้ประกอบการโรงแรม สู่ยุค Net Zero

'AI Transformer Green Technology' เตรียมพร้อมผู้ประกอบการโรงแรม สู่ยุค Net Zero

‘AI Transformer Green Technology’ เตรียมพร้อมผู้ประกอบการโรงแรม สู่ยุค Net Zero

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.24 น.

สมาคมผู้บริหารงานวิศวกรรมในโรงแรมและอาคารพาณิชย์ ร่วมกับบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และ กลุ่มพันธมิตรจัดสัมมนา AI Transformer Green Technology และการลงทุน 0 บาท  เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจบริการโรงแรม และอาคารพาณิชย์ สู่ยุค Net Zero ณ  โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สยามสแควร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่แนวทางการจัดการพลังงานยุคใหม่ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในโรงแรมและอาคารพาณิชย์ โดยไม่ต้องมีเงินลงทุนเริ่มต้น

นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าว ธุรกิจโรงแรม พลังงานต้องไปต่อ Net Zero โลกของเรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวิกฤตการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศ ภาคธุรกิจบริการ โดยเฉพาะโรงแรมและอาคารพาณิชย์ เป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีบทบาทสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จึงไม่ใช่เพียงแค่ “ทางเลือก” แต่เป็น “ความจำเป็น” และเป็น “โอกาส” ครั้งใหญ่  การจัดสัมมนา AI Transformer Green Technology  เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจบริการโรงแรมและอาคารพาณิชย์ สู่ยุค Net Zero ถือเป็นสิ่งสำคัญในปัจจุบัน เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงาน เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ความยั่งยืนนี้จะส่งเสริมการเติบโตสีเขียวในภูมิภาค และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคม และประชาชน ด้านความปลอดภัย, ด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้า 

นายอรรณนิตย์ อุตสาหะ นายกสมาคมผู้บริหารงานวิศวกรรมในโรงแรมและอาคารพาณิชย์ กล่าว   การสัมมนาครั้งนี้ตอบโจทย์กลุ่มโรงแรมและอาคารพาณิชย์เป็นอย่างมาก ทำให้เห็นถึงเทคโนโลยีนวัตกรรม     ที่ทันสมัย AI Transformer Management Platform เป็นการจัดการพลังงานสะอาดสูงสุด ด้วยหม้อแปลง IoT (Low Carbon) และระบบ Platform AI ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านความเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการผลักดันนวัตกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีดิจิทัลสู่ระดับสากลอันเป็นส่วนหนึ่ง ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นการสนับสนุนแนวนโยบายของกระทรวงพลังงาน ในการรองรับความต้องการใช้พลังงานของไทยที่เพิ่มขึ้น   ในอนาคต โดยเฉพาะการคำนึกถึงการลดภาวะโลกร้อน และพลังงานคาร์บอนต่ำ

ประจักษ์  กิตติรัตนวิวัฒน์  รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด กล่าว ขอขอบคุณ กลุ่มพันธมิตรที่ร่วมสนับสนุนการจัดสัมมนาครั้งนี้ สัมมนาครั้งนี้เป็นโครงการที่ช่วยให้ผู้ประกอบการโรงแรมและอาคารพาณิชย์สามารถปรับตัวสู่ยุค Net Zero ด้วยแนวทางการลงทุน 0 บาท  ผ่านการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์พลังงาน ลดค่าไฟ ลดคาร์บอน ลดก๊าซเรือนกระจก ลดอุณหภูมิโลก ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด และเพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า 20% เพิ่มปริมาณการผลิตพลังงาน Solar (เก่า) 30% (Research & Use Case) และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และมีระยะเวลาคืนทุนภายในเวลา 1 – 5  ปีอีกทั้งยังเป็นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและการลดการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นก้าวสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของกลุ่มโรงแรมและอาคารพาณิชย์ เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคง      Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response”

-(016)

บางกอก คุนส์ฮาเลอ ชวนเสพย์ ‘Morlam Collective’ แรงบันดาลใจจากท่วงทำนอง ‘หมอลำ’

บางกอก คุนส์ฮาเลอ ชวนเสพย์  ‘Morlam Collective’ แรงบันดาลใจจากท่วงทำนอง ‘หมอลำ’

บางกอก คุนส์ฮาเลอ ชวนเสพย์ ‘Morlam Collective’ แรงบันดาลใจจากท่วงทำนอง ‘หมอลำ’

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บางกอก คุนส์ฮาเลอ (Bangkok Khunsthalle) พื้นที่จัดแสดงงานศิลปะแห่งใหม่ใจกลางเยาวราช ที่เปี่ยมด้วยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ก่อตั้งโดย คุณมาริษา เจียรวนนท์ ชวนคนรักงานศิลปะร่วมสมัย ร่วมชมการแสดง Morlam Collective ผลงานล่าสุดของ จิตติ ชมพี ผู้อำนวยการศิลป์ โครงการศูนย์ศิลปะการออกแบบท่าเต้นแห่งประเทศไทย (National Choreography Centre of Thailand Project, NCCT) ร่วมกับ อเล็กซ็องดร์ ฟองดาร์ (Alexandre Fandard) ศิลปินชาวฝรั่งเศสและนักออกแบบท่าเต้น ผู้หลงใหลการแสดงด้นสดผ่านท่าทาง (Gestural Improvisation) เพื่อสร้างพื้นที่ให้ศิลปินสำรวจ “ตัวตน” ผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเป็นอิสระ เหมือนศิลปินกำลัง “วาดภาพสด” ผ่านท่าทางที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนบนเวที ผสานเข้ากับท่วงทำนองของหมอลำ

การแสดงแบ่งออกเป็น 2 ภาค เผยให้เห็นทั้งความต่างและการเชื่อมโยงระหว่าง “วัฒนธรรม” และ “การด้นสดผ่านท่าทาง” ได้อย่างมีชั้นเชิง

ภาค 1: ฟ้อนฝรั่งเศส (Fon Français)

เปิดม่านการแสดงด้วย “ฟ้อนฝรั่งเศส” การเต้นรำแบบร่วมสมัย ผสมผสานการเคลื่อนไหวร่างกายที่มั่นคงและเป็นอิสระของ อเล็กซ็องดร์ เข้ากับท่วงทำนองหมอลำได้อย่างน่าทึ่ง สื่อถึงความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวระหว่าง ‘แรงตึง’ และ ‘การปลดปล่อย’ ราวกับอเล็กซ็องดร์กำลังสนทนาผ่านดนตรีหมอลำ ดูคล้ายกับการเข้าร่วมพิธีกรรม ‘ลำผีฟ้า’ เพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บและปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย จิตติ และ อเล็กซ็องดร์ ร่วมกันสร้างภาวะทรงร่วม (shared trance state) เขตแดนก้ำกึ่งระหว่างสองวัฒนธรรม ที่หลอมรวมกันเป็นพลังแห่งการเยียวยา การสั่นสะเทือน และความรู้สึกร่วมของผู้คน สะท้อนถึงความสำคัญของดนตรีหมอลำในฐานะ “ศิลปะแห่งการเยียวยาทางจิตใจและจิตวิญญาณ” ที่อยู่คู่วิถีชีวิตของชาวอีสานมานานหลายยุคสมัย

ภาค 2: ฟ้อนฝรั่ง (Fon Farang)

“ฟ้อนฝรั่ง” เป็นการสานต่อการวิจัยด้านการแสดงด้นสดผ่านท่าทางระหว่าง จิตติ กับกลุ่มศิลปินจากโครงการพัฒนางานออกแบบท่าเต้นในจังหวัดขอนแก่น โดยใช้หมอลำเป็นวัตถุดิบตั้งต้น ผสมผสานเข้ากับการออกแบบท่าเต้นร่วมสมัย เกิดเป็น “บทสนทนาทางกายภาพ” ที่เชื่อมโยงขนบดั้งเดิมและความเปลี่ยนแปลงให้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ ในกระบวนการสร้างสรรค์ที่ยังคงเคลื่อนไหวไม่รู้จบ      

ผลงานทั้งสองภาคของ Morlam Collective จึงยกระดับดนตรีพื้นบ้าน ‘หมอลำ’ ให้เป็นมากกว่า “มรดกทางวัฒนธรรม” ที่ได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดี แต่เป็น “ท่วงทำนองของชีวิตร่วมสมัย” ที่เชื่อมโยงจิตวิญญาณของชาวอีสานเข้ากับคลื่นลูกใหม่แห่งวงการศิลปะได้อย่างแยบยล

Morlam Collective เปิดการแสดงเพียง 2 รอบ ในวันจันทร์และอังคารที่ 24-25 พฤศจิกายน 2568 เวลา 19.30 น. บัตรราคา 1,000 บาท และบัตร VIP (Performance & Book) ราคา 2,000 บาท  สำรองที่นั่งได้ที่ https://www.ticketmelon.com/unfoldingkafkafestival/MorlamCollective2025/ ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/BangkokKunsthalle/

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ความสัมพันธ์ไทย – จีน ‘ยุคต้นรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 1–5)’

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ความสัมพันธ์ไทย – จีน ‘ยุคต้นรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 1–5)’

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ความสัมพันธ์ไทย – จีน ‘ยุคต้นรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 1–5)’

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนมีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี แต่ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ. 2325–พ.ศ. 2453) ความสัมพันธ์นี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ไทยต้องเผชิญกับแรงกดดันจากจักรวรรดินิยมตะวันตก ขณะเดียวกันจีนเองก็อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากราชวงศ์ชิงสู่ความเสื่อมถอย ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจึงมีลักษณะทั้งพึ่งพาและปรับตัวร่วมกัน ในช่วงรัชกาลที่ 1 ถึง 4  มีการส่งทูตสยามไปจีนกว่า 56 ครั้ง คือเกือบทุกปี สินค้าส่งออกที่สำคัญของสยาม ได้แก่ ดีบุก กำยาน พริกไทย เครื่องเทศ ไม้หอม ส่วนสินค้านำเข้าจากจีนคือ เครื่องลายคราม ผ้าไหม มีการอพยพของคนจีนเข้ามาสยามจำนวนมาก

รัชกาลที่ 1 (พ.ศ. 2325–2352) : การสถาปนาความสัมพันธ์ใหม่ หลังการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีน โดยส่งราชทูตไปเมืองจีนภายใต้ราชวงศ์ชิง ซึ่งยังคงมองไทยเป็นรัฐบรรณาการ ความสัมพันธ์จึงอยู่ในกรอบพิธีการ แต่เปิดโอกาสให้ไทยค้าขายกับจีนได้อย่างเสรี การค้าทางเรือระหว่างไทย–จีนเริ่มเฟื่องฟู โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าจีน เช่น ผ้าไหม เครื่องลายคราม และการส่งออกสินค้าจากไทย เช่น ไม้หอม น้ำตาล และข้าว

รัชกาลที่ 2 – 3 (พ.ศ. 2352–2394) : ยุคทองของการค้าและการตั้งถิ่นฐานของชาวจีน มีการค้าทางเรือกับจีนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 3 ที่มีการส่งเรือหลวงไปค้าขายกับจีนหลายครั้ง ชาวจีนฮกเกี้ยนและแต้จิ๋วอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และหัวเมืองชายทะเล เช่น สมุทรสงคราม สมุทรปราการ ชาวจีนมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในด้านการค้า การผลิต และการขนส่ง เช่น การเป็นนายอากร การตั้งโรงงาน และการค้าข้าว มีการสร้างวัดจีนในกรุงเทพฯ เช่น วัดโพธิ์แมนคุณาราม และวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่)

รัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2394–2411) : จีนในยุคนี้เริ่มอ่อนแอจากสงครามฝิ่นและการถูกบังคับให้เปิดประเทศ ชาวจีนในไทยเริ่มปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมากขึ้น เช่น การตั้งบริษัท การธนาคาร และหนังสือพิมพ์จีน

รัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411–2453) :  ความสัมพันธ์กับจีนในยุคนี้เปลี่ยนจากระบบบรรณาการเป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอธิปไตย โดยมีการแลกเปลี่ยนทางการทูตและการค้าอย่างเสรี    ชาวจีนในไทยมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจใหม่ เช่น  การผูกขาดการเก็บภาษีอากร   ตั้งโรงสี โรงเลื่อย  การตั้งห้างร้าน การลงทุนในอุตสาหกรรม และการเป็นนายทุนในระบบธนาคาร  และมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เช่น การแปลวรรณกรรมจีนเป็นไทย และการจัดงานเทศกาลจีนในไทย  

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก http://www.silpa-mag.com

‘ขวัญเรือน ตู้พระโบราณจิตรกรรมไทย’ ผลงานทรงคุณค่าแห่งหัตถศิลป์ไทย

‘ขวัญเรือน ตู้พระโบราณจิตรกรรมไทย’ ผลงานทรงคุณค่าแห่งหัตถศิลป์ไทย

‘ขวัญเรือน ตู้พระโบราณจิตรกรรมไทย’ ผลงานทรงคุณค่าแห่งหัตถศิลป์ไทย

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา และ Thai Craft Studio  ชวนร่วมชื่นชมความวิจิตรของงานศิลป์ไทยในนิทรรศการ “ขวัญเรือน – ตู้จิตรกรรมไทย” ผลงานที่สะท้อนคุณค่าและความงดงามของหัตถศิลป์ไทย ถ่ายทอดเรื่องราวและลวดลายโบราณด้วยฝีมือช่างรุ่นใหม่ที่ยังคงยึดมั่นในภูมิปัญญาไทยและจิตวิญญาณแห่งศิลปะอย่างแท้จริง จัดแสดง ณ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม

นิทรรศการ “ขวัญเรือน” ถ่ายทอดแนวคิดแห่งความอบอุ่นและสิริมงคลของ “บ้าน” ผ่านศิลปะบนตู้ไม้ไทยโบราณ โดยชื่อ “ขวัญเรือน” มาจากคำว่า “ขวัญ” หมายถึงยอดกำลังใจของบ้าน นำพาความเจริญรุ่งเรืองและสิริมงคล ส่วน “เรือน” หมายถึงบ้านเรือนที่เปี่ยมด้วยความอบอุ่นและความเป็นมงคลในชีวิตประจำวัน “ขวัญเรือน” จึงไม่ใช่เพียงตู้ไม้ แต่เป็นงานจิตรกรรมที่ถ่ายทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมและจิตใจของคนไทยได้อย่างลึกซึ้ง

ผลงานในนิทรรศการนี้นำเสนอ “ตู้พระไทยโบราณ” ที่ผสมผสานศิลปะและความเชื่อแบบไทยอย่างประณีต ผ่านสีสันและลวดลายบนตู้ไม้ ที่คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์และขนบธรรมเนียมดั้งเดิม ขณะเดียวกันยังสะท้อนให้เห็นถึงความเฟื่องฟูของสังคมไทยในอดีต และอิทธิพลจากศิลปินต่างชาติที่เข้ามาทำงานและค้าขายในประเทศ จนเกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและแนวคิดสร้างสรรค์ที่หลอมรวมเป็นศิลปะแบบไทยร่วมสมัย

‘MIRROR HOUSE’ ประตูสู่จักรวาลความคิดของ ‘อารุตะ ซุป’ นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในไทยโดยศิลปินสตรีทอาร์ตชาวญี่ปุ่น

‘MIRROR HOUSE’ ประตูสู่จักรวาลความคิดของ ‘อารุตะ ซุป’ นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในไทยโดยศิลปินสตรีทอาร์ตชาวญี่ปุ่น

‘MIRROR HOUSE’ ประตูสู่จักรวาลความคิดของ ‘อารุตะ ซุป’ นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในไทยโดยศิลปินสตรีทอาร์ตชาวญี่ปุ่น

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เปิดให้ชมแล้ว “MIRROR HOUSE” นิทรรศการเดี่ยวครั้งสำคัญในประเทศไทยของ “อารุตะ ซุป” (Aruta Soup) ศิลปินสตรีทอาร์ตจากญี่ปุ่น ที่จะจัดแสดง ณ Maison JE Bangkok ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2565

ศิลปินสตรีทอาร์ตจากญี่ปุ่น “อารุตะ ซุป” (Aruta Soup)

จักรวาลของ “อารุตะ ซุป”

MIRROR HOUSE เป็นประตูสู่จักรวาลความคิดของอารุตะ ซุป นิทรรศการนำเสนอผลงานจิตรกรรมที่สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างชีวิต ผู้คน และเหตุการณ์รอบตัว ผ่านลายเส้นอิสระ สีสันโดดเด่น และพลังความสนุกในสไตล์กราฟฟิตี้ พร้อมตัวละครกระต่ายพันผ้าพันแผล “ZERO” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังและการเริ่มต้นใหม่

ศิลปินได้เปิดเผยถึงปรัชญาเบื้องหลังการสร้างสรรค์ของเขาว่า “ฉันเชื่อว่าเส้นทางสู่โลกในอุดมคติไม่เคยเป็นเส้นตรงสายเดียว แต่คือกลุ่มดวงดาวแห่งความเป็นไปได้ที่ไม่มีสิ้นสุด  ร้านค้าที่เราแวะเข้าไปโดยบังเอิญ หนังสือที่หยิบขึ้นมาอ่านอย่างไม่ตั้งใจ หรือเพื่อนที่ได้พบอีกครั้งหลังเวลาผ่านไปหลายปี ช่วงเวลาเล็กๆ ที่ดูเหมือนบังเอิญเหล่านี้ อาจค่อยๆ ทำงานอยู่ในห้วงลึกของจิตใต้สำนึก คอยนำพาเราไปสู่ความปรารถนาอันลึกที่สุดของเรา

แม้บางครั้งการเลือกของเราจะไม่ได้เกิดขึ้นอย่างมีเจตนา แต่ความจริงกลับถูกถักทอขึ้นจากการตัดสินใจนับไม่ถ้วนที่เชื่อมโยงกันจนกลายเป็นปัจจุบัน และเมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยดูเหมือนไร้ความหมาย ก็มักเผยให้เห็นว่าแท้จริงแล้วคือจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต

ทุกสิ่ง เหตุการณ์ สรรพชีวิต และสิ่งของ ต่างเชื่อมโยงกันผ่านสายใยที่มองไม่เห็นและก่อรูปโลกใบนี้ขึ้นมา”

“ZERO” สัญลักษณ์แห่งความหวังและการเริ่มต้นใหม่

หัวใจสำคัญของผลงานใน MIRROR HOUSE โดย อารุตะ ซุป คือ ZERO กระต่ายที่พันด้วยผ้าพันแผล

“ตัวละคร “ZERO” ของฉันคือผู้บันทึกเศษเสี้ยวในชีวิตประจำวัน ถ่ายทอดความรู้สึกของการเชื่อมโยงที่มองไม่เห็นนั้นออกมา” ศิลปิน กล่าว

จากเงาที่เคยเลียนแบบมนุษย์ เขาค่อย ๆ เติบโตขึ้นเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นใหม่จากโลกที่แตกสลาย ตัวละครนี้ปรากฏซ้ำในผลงานของอารุตะ ซุป ในฐานะภาพแทนของความแข็งแกร่งของมนุษย์ ในยุคข้อมูลข่าวสาร แม้จะบอบช้ำอยู่เสมอ แต่ก็สามารถฟื้นคืนและเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง ทั้งยังสะท้อนภาวะสองขั้วของมนุษย์ ที่ต้องต่อสู้กับความขัดแย้งภายใน และก้าวผ่านด้วยความหวังซึ่งไม่อาจอธิบายได้

สำหรับศิลปินแล้ว กระต่ายพันผ้าพันแผลไม่ใช่เพียงคาแรกเตอร์ แต่เป็นเหมือนเพื่อนทางจิตวิญญาณและสิ่งยึดเหนี่ยวที่เขาหวนกลับมาหาเสมอในแต่ละช่วงชีวิต

ลายเส้นอิสระ… กราฟฟิตี้สู่โลกภายใน

ด้วยลายเส้นที่เป็นอิสระ สีสันอันโดดเด่น และพลังความสนุกในสไตล์กราฟฟิตี้ นิทรรศการนี้ชวนผู้ชมออกสำรวจความเชื่อมโยงระหว่างโลกภายนอกกับโลกภายในอันคาดเดาไม่ได้ เพื่อค้นหาความหมายและสายใยเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในทุกมิติของชีวิต

แม้ศิลปะแนวกราฟฟิตี้มักถูกมองว่ามีลักษณะแบนราบหรือลวดลายซ้ำๆ แต่ อารุตะ ซุป ได้ท้าทายขอบเขตเหล่านั้นด้วยแนวทางที่ยึดมั่นกับจิตวิญญาณของวิจิตรศิลป์ ผ่านลายเส้นพลิ้วไหวและความเชี่ยวชาญในการใช้สีซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ส่วนตัวของเขา และในยุคดิจิทัลนี้ อารุตะ ซุป ยังคงมุ่งสำรวจคุณค่าของการสร้างสรรค์ด้วยมือ ตัวละครที่อบอุ่นและเข้าถึงง่าย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาฝีมือของเขาอย่างต่อเนื่อง

จากลอนดอนสู่แนวหน้าสตรีทอาร์ตญี่ปุ่น

อารุตะ ซุป เกิดที่ประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะย้ายไปใช้ชีวิตและศึกษาต่อที่สหราชอาณาจักรตั้งแต่อายุ 17 ปี ที่ Camberwell College of Arts ในลอนดอน

เขาได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากวัฒนธรรมคลับและกราฟฟิตี้ในย่านอีสต์ลอนดอน ซึ่งหล่อหลอมให้ผลงานของเขามีแนวทางเฉพาะตัว ผลงานของเขามักจะสะท้อนสภาพจิตใจของผู้คนและประเด็นทางสังคมร่วมสมัย ทั้งในแง่มุมที่จริงจัง ลึกซึ้ง และแฝงไว้ด้วยอารมณ์ขันเฉพาะตัว

นับตั้งแต่กลับสู่ญี่ปุ่นในปี 2012 อารุตะ ซุป ได้จัดแสดงงานเดี่ยวและเข้าร่วม Art Fair ในหลายประเทศอาทิ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง และจีน รวมถึงความร่วมมือกับแบรนด์ดัง เช่น Medicom Toy และ CASETiFY

อารุตะ ซุป เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากการผสมผสานวัฒนธรรมอนิเมะเข้ากับอารมณ์ขันแบบอังกฤษอย่างมีเอกลักษณ์ ปัจจุบันเขาอยู่ภายใต้การดูแลของ Whitestone Gallery แกลเลอรีชั้นนำของเอเชีย โดยเฉพาะด้านศิลปะญี่ปุ่นร่วมสมัย ซึ่งตอกย้ำสถานะของเขาในฐานะศิลปินร่วมสมัยที่เป็นที่ยอมรับและประสบความสำเร็จในระดับสากล

นิทรรศกา MIRROR HOUSE: Aruta Soup Solo Exhibition in Thailand จัดแสดงที่ Maison JE Bangkok ถนนสุรวงค์  ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน – 21 ธันวาคม 2025 เวลา11.00 – 19.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์) ติดตามความเคลื่อนไหวและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 096 221 1646 Instagram: @maisonje_bkk / Facebook: maisonjebangkok  เว็บไซต์: www.maisonje.com

บทความพิเศษ : ‘ดอกไม้แห่งความดี’ ทำความดีนอกหน้าที่ ทำอย่างไร?

บทความพิเศษ : ‘ดอกไม้แห่งความดี’  ทำความดีนอกหน้าที่ ทำอย่างไร?

บทความพิเศษ : ‘ดอกไม้แห่งความดี’ ทำความดีนอกหน้าที่ ทำอย่างไร?

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การทำความดีนอกหน้าที่ คือการกระทำที่เกินกว่าหน้าที่ที่ตนต้องรับผิดชอบ หรือเกินกว่าธรรมเนียมปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เช่น แม่เลี้ยงลูก ลูกดูแลพ่อ คนเก็บขยะเก็บขยะ ตำรวจจับผู้ร้าย หรือชาวนาทำนา — ทั้งหมดนี้คือ “หน้าที่”

แต่ถ้าคนเก็บขยะช่วยแจ้งเบาะแสจับโจร ตำรวจช่วยชาวนาเกี่ยวข้าว หรือแม่พาลูกไปปลูกต้นไม้ที่วัด — สิ่งเหล่านี้คือ “ความดีนอกหน้าที่”  เป็นการขยายขอบเขตของความรับผิดชอบด้วย “หัวใจ” ไม่ใช่แค่ “หน้าที่”

วิธีทำความดีนอกหน้าที่ เพื่อถวายพระพันปีหลวง

1. บริจาคหัวใจและอวัยวะให้สภากาชาดไทย หลังเสียชีวิต โดยลงทะเบียนผ่านโทรศัพท์มือถือ — เพื่อสืบต่อชีวิตและประโยชน์แก่ผู้อื่น

2. สนับสนุนสินค้าศิลปาชีพและหัตถกรรมไทย เช่น ผ้าทอ เครื่องจักสาน หรือของพื้นบ้าน เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้ช่างฝีมือในท้องถิ่น

3. ปลูกต้นไม้ยืนต้น กี่ต้นก็ได้ ที่ไหนก็ได้ เพื่อสร้างร่มเงาและความร่มเย็นให้แผ่นดิน

4. แบ่งปันแรงบันดาลใจ โดยรายงานหรือโพสต์ภาพการทำความดีลงในไลน์หรือเฟซบุ๊ก เพื่อให้เพื่อน ๆ ร่วมอนุโมทนา และเกิดแรงใจทำตาม

การทำความดีนอกหน้าที่ คือการเลือก “ทำสิ่งดี” โดยไม่รอคำสั่ง ไม่รอผลตอบแทน   เป็นดอกไม้แห่งความงามที่บานจากใจของผู้ให้

คุณเองก็สามารถเริ่มได้ทันที —

เพียงฟังเสียงเล็ก ๆ ในใจที่บอกว่า “สิ่งนี้…ดี”

Series: ‘Flowers of Goodness’ How to Do Good Deeds Beyond Duty.

Doing good deeds beyond duty means going beyond one’s assigned responsibilities or daily norms. For example, a mother raising her child, a child caring for their father, a garbage collector collecting trash, a police officer catching criminals, or a farmer working the fields — these are all considered “duties.”

But if a garbage collector helps report a criminal, a police officer helps a farmer harvest rice, or a mother takes her child to plant trees at a temple — these are acts of “goodness beyond duty.” They expand the boundaries of responsibility through the heart, not just through obligation.

Ways to Do Good Beyond Duty in Honor of Her Majesty the Queen Mother

1.  Register to donate your heart and organs to the Thai Red Cross Society after death via mobile phone — to extend life and benefit others.

2.  Buy Thai artisanal and handicraft products such as woven fabrics, basketry, or local goods — to help generate income for local artisans.

3.  Plant perennial trees — any number, anywhere — to offer shade and serenity to the land.

4.  Share inspiration by reporting or posting photos of your good deeds on LINE or Facebook — so friends can rejoice and be encouraged to follow.

Doing good beyond duty is choosing to “do what’s right” without waiting for orders or rewards. It is a flower of beauty blooming from the giver’s heart.

You can begin right now —

Just listen to the quiet voice inside that says, “This… is good.”

By Artorn Chandavimol

โดย อาทร จันทวิมล