NIA ร่วมกับ ซีพี ซีดดิ้งฯ ดันผู้ประกอบการไทยสู่ธุรกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน

NIA ร่วมกับ ซีพี ซีดดิ้งฯ ดันผู้ประกอบการไทยสู่ธุรกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน

NIA ร่วมกับ ซีพี ซีดดิ้งฯ ดันผู้ประกอบการไทยสู่ธุรกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.12 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จับมือกับบริษัท ซีพี ซีดดิ้ง โซเชียลอิมแพคท์ จำกัด เดินหน้าขับเคลื่อน “IBEs: Driving Green Innovation” หลักสูตรเร่งรัดเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียวได้อย่างเป็นระบบและแข่งขันได้จริงทั้งในประเทศและระดับสากล ซึ่งสะท้อนพันธกิจของ NIA ในฐานะหน่วยงานหลักในการส่งเสริมนวัตกรรมระดับประเทศ ที่ไม่เพียงมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดนวัตกรรม แต่ยังลงมือดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้าน ESG & Green Transformation และใช้นวัตกรรมเป็นเครื่องมือในการปรับตัวสำหรับเตรียมความพร้อมเชิงกลยุทธ์เพื่อการเปลี่ยนผ่านที่แข่งขันได้ในตลาดจริง

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA เปิดเผยว่า “หลักสูตร IBEs: Driving Green Innovation ถูกออกแบบให้เริ่มต้นด้วยกิจกรรม Boost Up Online ซึ่งเป็นการอบรมแบบเปิด เพื่อปูพื้นฐานแนวคิดให้กับผู้ประกอบการทั่วไป และคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้าสู่ Transformation Lab ซึ่งครอบคลุมกว่า 17 หัวข้อ โดยมีวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาทางธุรกิจรวม 28 ท่าน นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังได้รับโอกาสพิเศษในการขอคำปรึกษาแบบ หนึ่งต่อหนึ่ง (One on One) ผ่านกระบวนการ On Demand Clinic กับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทั้งเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ การตลาด และการเงิน เพื่อช่วยแก้โจทย์เชิงลึกและต่อยอดแผนธุรกิจให้พร้อมสู่โลกสีเขียว”

หลักสูตรดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม – 9 กันยายน 2568 โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมมากกว่า 500 ธุรกิจจาก
ทั่วประเทศในช่วง Boost Up Online และผ่านการคัดเลือก 150 ธุรกิจเข้าสู่ Transformation Lab เพื่อรับการอบรมเชิงลึกและการสนับสนุนเฉพาะด้าน จนกระทั่งมาถึงกิจกรรมในวันนี้ ซี่งจะเป็นเวที Business Pitching & Showcase ให้นำเสนอผลลัพธ์และแผนธุรกิจสีเขียวของผู้ประกอบการต่อกลุ่มพันธมิตร นักลงทุน และหน่วยงานสนับสนุน พร้อมเปิดพื้นที่การแสดงสินค้านวัตกรรมจากผู้ประกอบการ 33 ธุรกิจทั่วประเทศ

ดร.กริชผกา กล่าวเพิ่มเติมว่า “NIA เชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการไทยคือกลไกสำคัญในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน และนวัตกรรมคือกุญแจสู่การเปลี่ยนผ่านนั้น หลักสูตรนี้จึงไม่ใช่แค่การให้ความรู้แต่คือการเตรียมความพร้อม ลงมือทำ และแข่งขันได้จริง เราต้องการสร้าง First Mover ด้านธุรกิจสีเขียว ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งตลาดวันนี้และเทรนด์ของโลกในอนาคต ผ่านการออกแบบการเรียนรู้ที่ลงลึก พร้อมเครื่องมือ กลยุทธ์ และเครือข่ายสนับสนุน ผู้ประกอบการที่ผ่านโครงการนี้จะสามารถเปลี่ยนธุรกิจเดิมให้กลายเป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์โลกสีเขียว”

ด้านดร.เอกชัย ตั้งรัตนาวลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ซีดดิ้ง โซเชียลอิมแพคท์ จำกัด กล่าวว่า “โครงการนี้คือจุดเริ่มต้นที่ดีของการปลูกฝังแนวคิด Green ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมธุรกิจไทยที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่สามารถเริ่มได้ง่าย เช่น การลดของเสีย หรือการพัฒนากระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เราอยากให้โครงการนี้เป็นก้าวแรกของ Green Sandbox ในอนาคต ที่เปิดโอกาสให้ทดลองนวัตกรรมจริง”

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลากว่า 3 เดือนของการอบรมและพัฒนา ผู้ประกอบการกว่า 500 ราย ได้เริ่มต้นสู่เส้นทาง Green Transformation อย่างเป็นระบบ NIA และเครือ CP ต่างตั้งใจจะร่วมกันสร้าง “ระบบนิเวศของธุรกิจสีเขียว” ที่ผู้ประกอบการสามารถเรียนรู้ ทดลอง เติบโต และแข่งขันได้อย่างแท้จริง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืน แข็งแรง และมีนวัตกรรมเป็นหัวใจหลัก

“The Heart of Sharing – หัวใจแห่งการแบ่งปัน” กาล่าดินเนอร์การกุศล ฉลองครบรอบ 22 ปี HiSoParty

“The Heart of Sharing - หัวใจแห่งการแบ่งปัน” กาล่าดินเนอร์การกุศล ฉลองครบรอบ 22 ปี HiSoParty

“The Heart of Sharing – หัวใจแห่งการแบ่งปัน” กาล่าดินเนอร์การกุศล ฉลองครบรอบ 22 ปี HiSoParty

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.30 น.

กว่า 2 ทศวรรษ “HiSoParty” สื่อไลฟ์สไตล์ชั้นนำ ภายใต้การบริหารของ ครอบครัวธนวิสุทธิ์นำโดย อินทิรา, พัฒพงษ์ และปรียามล ธนวิสุทธิ์ ได้สะท้อนแนวคิดและแรงบันดาลใจของเซเลบริตี้และนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จทั่วฟ้าเมืองไทย พร้อมให้ความสำคัญกับการตอบแทนสังคมมาโดยตลอด และในโอกาสครบรอบ 22 ปี บริษัท เวบ พับบลิชชิ่ง จำกัด ผู้ผลิตเว็บไซต์ HiSoParty Official และนิตยสาร HiSoParty จึงจัดงานกาลาดินเนอร์การกุศลสุดยิ่งใหญ่ “The Heart of Sharing – หัวใจแห่งการแบ่งปัน” ณ ห้องบอลรูมโรงแรมโฟร์ซีซันส์ กรุงเทพฯ แอท เจ้าพระยาริเวอร์ เมื่อวันอังคารที่ 9 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา

ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นไปด้วยเหล่าเซเลบริตี้ชั้นนำของเมืองไทย อาทิ ปานัดฌา ไทยเศรษฐ์,เกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ, ชญาดา ลิ่วเฉลิมวงศ์, พ.อ.กฤชพล เศวตนันทน์ , ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล,ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์, นันทมาลี ภิรมย์ภักดี, ม.ล.พลอยนภัส ลีนุตพงษ์,  กรณ์ ณรงค์เดช ,วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ฯลฯ ที่ต่างพร้อมใจกันมาร่วมแสดงความยินดี และร่วมกิจกรรมประมูลเข็มกลัด “ผึ้งไทยรักชาติ” จาก Beauty Gems ผลงานชิ้นพิเศษจาก ABEILLE COLLECTIONS ถ่ายทอดความงดงามของธงชาติไทยผ่านเพชร ไพลิน และทับทิม งานศิลป์อันทรงคุณค่าที่สามารถสวมใส่ได้ทั้งเข็มกลัดและจี้คอ โดยได้แรงบันดาลใจจาก “ความรัก และความภาคภูมิใจในความเป็นไทย” ซึ่งรายได้ทั้งหมดมอบให้แก่ มูลนิธิพิทักษ์และคุ้มครองเด็ก เพื่อช่วยเหลือ พิทักษ์และต่อต้านการล่วงละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชน ทั้งทางร่างกายและจิตใจ และกองทัพบก เพื่อช่วยเหลือทหารที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน

ปรียามล ธนวิสุทธิ์ ผู้บริหาร บริษัท เวบ พับบลิชชิ่ง จำกัด เผยว่า “กว่า 22 ปีที่ผ่านมา HiSoParty ไม่เพียงเป็นนิตยสารหรือแพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์ที่เป็นนิตยสารออนไลน์เจ้าแรกในประเทศไทย แต่ยังเป็นเวทีที่สะท้อนเรื่องราวของผู้คนที่ประสบความสำเร็จ และส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับสังคม HiSoParty เติบโตขึ้นเคียงคู่กับสังคมไทย โดยยังคงรักษาเจตนารมณ์สำคัญคือ ‘การแบ่งปัน’ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการทำงานมาโดยตลอด
พร้อมกันนี้ยังได้จัดทำ HiSoParty Special Edition ครบรอบ 22 ปี เดือนสิงหาคม 2568 อีกด้วย”

สำหรับ HiSoParty Special Edition ครบรอบ 22 ปี โดดเด่นด้วยโปรเจกต์ “22 Young Visionaries” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของคนรุ่นใหม่ 22 คนที่น่าจับตามองและเปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์ พวกเขาคือตัวแทนของความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถ และแรงบันดาลใจ ที่พร้อมส่งต่อพลังบวกให้กับคนรุ่นเดียวกันและรุ่นถัดไป ได้แก่ น้องแพรว และ น้องพราว ธนวิสุทธิ์, น้องเทมส์ – ฑีฆรี ศิลปอาชา, น้องลูกจรรย์ – บุญยวีร์ ภาคย์วิศาล, น้องลูกตาล – ภัทรนันท์ สุขวิมล, น้องเบลล์ – วรดา โสคติยานุรักษ์,น้องเชอร์รี่ – เกษลดา ลือนาม, น้องอิสรีย์ และอัญญ่า มหากิจศิริ ลีโอณีโอ, น้องไอจัง – ยิ่งปิยาใบหยก, น้องเบลล่า กุญช์จารี จีระแพทย์, น้องอนิกา จาติกวณิช, น้องมิว – เอลิลน์ และน้องมาย – นฐนน ศิริมงคลสกุล, น้องมินนี่ – ณัฐนิช สมิตชาติ, น้องไหม – พิชชา กิจเจริญวงศ์,น้องแอสตร้า – พรน์รพรรทฐ์ และ น้องออสตินน์ – ปุณณภณ นครศรี, น้องต้า – พนิต พานารถ, น้องไอแซค – ชินดนัย อัครวงศ์วริศ, น้องพีท – กษิดิศ ประสิทธิ์รัตนพร และน้องอิชานท์ มาฟ

โดยโปรเจกต์ “22 Young Visionaries” ได้ทายาทเจเนอเรชันใหม่ของ HiSoParty แพรว ธนวิสุทธิ์ และ พราว ธนวิสุทธิ์ เข้ามามีบทบาทสำคัญ โดย แพรว ลูกสาวคนโต รับหน้าที่ดูแลด้านการออกแบบการวางคอนเทนต์ และโซเชียลมีเดีย ขณะที่ พราว ลูกสาวคนกลาง ดูแลด้านคอนเซปต์ การถ่ายแบบและการตลาด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการส่งต่อเจตนารมณ์การทำงานจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้ HiSoParty ยังคงเป็นสื่อที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ และหัวใจแห่งการแบ่งปันสู่สังคมต่อไป

ภายในงานยังจัดชมนิทรรศการ “The Heart of Sharing-หัวใจแห่งการแบ่งปัน” ผ่านภาพถ่ายเซเลบริตี้ชั้นนำ ที่จะได้ร่วมค้นหาความหมายของการแบ่งปัน ผ่านภาพถ่าย คำบอกเล่า และนิยามที่เต็มไปด้วยเจตนารมณ์จริงใจ เพื่อทำให้โลกใบนี้งดงามและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น สำหรับไฮไลต์สำคัญของงานกับการประมูลเข็มกลัด “ผึ้งไทยรักชาติ” จำนวน 2 ชิ้น ผลงานชิ้นพิเศษจาก Beauty Gems โดย สุริยน ศรีอรทัยกุล ซึ่งเปิดประมูลในราคาเริ่มต้น 250,000 บาท และได้รับความสนใจอย่างคับคั่ง จนในที่สุด ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล และ ปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ ผู้ชนะการประมูลทั้ง 2 ท่าน สามารถคว้าผลงานชิ้นล้ำค่าไปครองในราคาชิ้นละ 300,000 บาท

นอกจากนี้ สุริยน ศรีอรทัยกุล ยังได้มอบรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายเข็มกลัด “ผึ้งไทยรักชาติ” รุ่นพิเศษภายในงาน ร่วมสมทบทุนเพื่อการกุศลครั้งนี้ด้วย

ร่วมอัปเดตไลฟ์สไตล์ของเหล่าคนดังในแวดวงสังคมไทยได้ที่ https://www.hisopartyofficial.com/หรือ Instagram: @hisopartyofficial, Fanpage Facebook: @HiSoPartyMagazineTikTok: hisopartyofficial

มหิดล จับมือ ITRI จัด ‘Smart Health Forum 2025’ ผลักดันความร่วมมือยกระดับการแพทย์อัจฉริยะไทย-ไต้หวัน

มหิดล จับมือ ITRI จัด ‘Smart Health Forum 2025’ ผลักดันความร่วมมือยกระดับการแพทย์อัจฉริยะไทย-ไต้หวัน

มหิดล จับมือ ITRI จัด ‘Smart Health Forum 2025’ ผลักดันความร่วมมือยกระดับการแพทย์อัจฉริยะไทย-ไต้หวัน

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.09 น.

ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสุขภาพ (LogHealth) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม Industrial Technology Research Institute (ITRI) แห่งสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ภายใต้การดูแลของกระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน และเครือข่ายศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการแพทย์และสาธารณสุข (Health Innovation and Technology Network) จัดงาน “Smart Health Forum 2025” ในวันอังคารที่ 9 กันยายน 2568 เวลา 13.00-16.30 น. ณ โรงแรมอวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างความร่วมมือทางวิชาการและเทคโนโลยีด้านการแพทย์อัจฉริยะระหว่างไทยและไต้หวัน

งานสัมมนาครั้งนี้มุ่งส่งเสริมการพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพอัจฉริยะที่มีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับระบบบริการสุขภาพและอุตสาหกรรมการแพทย์ของภูมิภาคให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย งาน Smart Health Forum 2025 ครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก Professor Eric Chuang, Vice President & General Director, Biomedical Technology and Device Research Laboratories, ITRI ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการงาน

ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ – วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางอุตสาหกรรมของไต้หวัน ในหัวข้อ “Taiwan: Building a Vibrant Innovation Ecosystem and Smart Healthcare” ประเด็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนา นวัตกรรมด้านสุขภาพอัจฉริยะของไต้หวัน โดย Professor Eric Chuang, Vice President & General Director, Biomedical Technology and Device Research Laboratories, ITRI และ หัวข้อ “Overview of Smart Health Industry in Taiwan” ประเด็นภาพรวมสถานะและทิศทางอุตสาหกรรมสุขภาพอัจฉริยะในไต้หวัน โดย Mr. Daniel Lee, Chairman, Taiwan Medical and Biotech Industry Association

ประเทศไทยเสนอวิสัยทัศน์และศักยภาพในเวทีระดับนานาชาติ – วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิชั้นนำในอุตสาหกรรมทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขของไทย ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ร่วมถ่ายทอดความรู้และมุมมองการแพทย์อัจฉริยะ โดยได้รับเกียรติจาก นายแพทย์อดิชาญ เชื้อจินดา รองผู้อำนวยการสำนักสุขภาพดิจิทัล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข บรรยายในหัวข้อ “Smart Health Policy and Current Progress in Thailand” เสนอภาพรวมเชิงนโยบายและการดำเนินงานเชิงรูปธรรมของประเทศไทยในด้าน ระบบสุขภาพดิจิทัล

นายประเสริฐ พัชรบุษราคัมกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์เอฟเอส จำกัด คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ถ่ายทอดประสบการณ์การพัฒนา ผ่านหัวข้อ “Building Future Smart Hospital” ในมุมมองของผู้ให้บริการระบบสนับสนุนโรงพยาบาล

รองศาสตราจารย์ ดร.นรเศรษฐ์ ณ สงขลา ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บรรยายในหัวข้อ “Smart Health Industry Opportunities in Thailand” นำเสนอให้เห็นถึงศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์อัจฉริยะในประเทศ

เสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ – ผู้เชี่ยวชาญทั้ง  2 ประเทศร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงปฏิบัติและกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพอัจฉริยะยุคดิจิทัลในหัวข้อ “Smart Health Practice and Challenges: Strategic Directions for Advancing Smart Health Systems in the Digital Era” ซึ่งผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย Professor Eric Chuang, Vice President & General Director, Biomedical Technology and Device Research Laboratories, ITRI, Mr. Daniel Lee, Chairman, Taiwan Medical and Biotech Industry Association, นายแพทย์อดิชาญ เชื้อจินดา รองผู้อำนวยการสำนักสุขภาพดิจิทัล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, นายประเสริฐ พัชรบุษราคัมกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์เอฟเอส จำกัด คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, รองศาสตราจารย์ ดร.นรเศรษฐ์ ณ สงขลา ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นาวาโท ดร.นายแพทย์สรยุทธ ชำนาญเวช รองหัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพรรณ กริชชาญชัย หัวหน้าศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสุขภาพ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินรายงาน

เป้าหมายและอนาคตที่ยั่งยืน – ความร่วมมือในงาน Smart Health Forum 2025 มุ่งสร้างเครือข่ายนวัตกรรมระดับนานาชาติที่เข้มแข็งระหว่างภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐ เพื่อผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการแพทย์ร่วมกัน โดยคาดหวังว่าผลสำเร็จจากงานครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพของทั้งสองประเทศด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ และสนับสนุนให้ระบบสาธารณสุขก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ขับเคลื่อนอนาคตทางการแพทย์ของภูมิภาคให้เติบโตอย่างยั่งยืน

สผ.เตรียมจัดงาน ‘EIA Symposium and Monitoring Awards 2025’ ยกระดับระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมสู่ความยั่งยืน

สผ.เตรียมจัดงาน 'EIA Symposium and Monitoring Awards 2025' ยกระดับระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมสู่ความยั่งยืน

สผ.เตรียมจัดงาน ‘EIA Symposium and Monitoring Awards 2025’ ยกระดับระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมสู่ความยั่งยืน

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.55 น.

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เตรียมจัดงาน “EIA Symposium and Monitoring Awards 2025” เพื่อมอบรางวัลสร้างแรงจูงใจและส่งเสริมให้โครงการต่าง ๆ  มีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี ในวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๘ ณ โรงแรมอมารี กรุงเทพ

เป็นระยะเวลากว่า ๕๐ ปีที่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ในฐานะหน่วยงานหลักในการดำเนินงานด้านระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของประเทศ ได้ดำเนินการพัฒนาและขับเคลื่อนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้เป็นเครื่องมือในการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านนโยบาย กฎหมาย วิชาการ และกลไกของระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดให้มีการจัดงาน “EIA Symposium and Monitoring Awards 2025” ภายใต้แนวคิด “EIA Next Step : The Next Sustainable Growth ก้าวต่อไปของ EIA สู่ความยั่งยืน” ต่อยอดความสำเร็จจากปีก่อน เพื่อเน้นย้ำถึงบทบาทของการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีความตระหนักและปฏิบัติตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด เพื่อให้โครงการพัฒนาในอนาคตสามารถดำเนินไปได้ควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้สาธารณชนทั่วไปได้ทราบ และเห็นความสำคัญของกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีต่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศ และสร้างแรงจูงใจ ส่งเสริมให้โครงการต่าง ๆ มีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี

โดยการจัดงาน “EIA Symposium and Monitoring Awards 2025” จะมีการเปิดเวทีเสวนาเชิงวิชาการให้ผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและเอกชนได้แลกเปลี่ยนความรู้ รวมไปถึงประสบการณ์เกี่ยวกับระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และมุ่งผลประโยชน์ชาติเป็นสำคัญให้เป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วนให้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการมอบรางวัล “EIA Monitoring Awards 2025” แก่สถานประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพเคร่งครัดประจำปี ๒๕๖๘ เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติและสร้างแรงจูงใจในการเป็นแบบอย่างที่ดี โดยปีนี้ได้มีการเพิ่มประเด็นด้านความร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยี หรือนวัตกรรม ในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น สำหรับสถานประกอบการที่ได้รับรางวัลสถานประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรการการการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมประจำปี ๒๕๖๘ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น ๕๓ โครงการ ประกอบด้วยโครงการด้านคมนาคม โครงการด้านอาคาร โครงการด้านอุตสาหกรรม และโครงการด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยจะแบ่งเป็นรางวัลระดับยอดเยี่ยม รางวัลระดับดีเด่น และรางวัลระดับชมเชย

สำหรับงาน “EIA Symposium and Monitoring Awards 2025” จะมีการจัดขึ้น ในวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๘ ณ โรงแรมอมารี กรุงเทพ และสามารถติดตามอัปเดตข่าวสารจาก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้ทาง facebook สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

-(016)

มหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ‘บางกอกเจมส์’ครั้งที่72

มหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ‘บางกอกเจมส์’ครั้งที่72

มหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ‘บางกอกเจมส์’ครั้งที่72

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.15 น.

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับครั้งที่ 72 (The 72nd Bangkok Gems and Jewelry Fair)  ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT และสนับสนุนโดยองค์กรภาครัฐและเอกชนรวมถึงสมาคมการค้าสำคัญในอุตสาหกรรมฯ 17 องค์กร ซึ่งภายในงานมีผู้เข้าร่วมทั้งในและต่างประเทศ รวม 1,106 บริษัท 2,628 คูหา จัดแสดงเต็มพื้นที่ชั้น และ LG (Hall 1 – 8) โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานในครั้งนี้ กว่า 40,000 คน เชื่อว่าจะมีเงินสะพัดกว่า 3,500 ล้านบาท

นายวุฒิไกรกล่าวว่า “อัญมณีและเครื่องประดับถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย โดยเป็นอุตสาหกรรมที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ มีการจ้างงานตลอดห่วงโซ่อุปทานถึงกว่า 8 แสนคนทั่วประเทศ และแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา ทั่วโลกต้องเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่เป็นที่น่ายินดีว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ปี 2568 เดือนมกราคม – กรกฎาคม มีมูลค่า 8,186.28 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.73 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยมีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 60.50 เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันปี 2567

Bangkok Gems and Jewelry Fair ที่เติบโตมากว่า 4 ทศวรรษและจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 72 ในวันที่ 9 – 13 กันยาน 2568 ถือเป็นหนึ่งในแผนงานสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม  อัญมณีและเครื่องประดับของไทย ผมภูมิใจที่ในวันนี้ Bangkok Gems ได้รับการยอมรับจากผู้ซื้อทั่วโลกว่าเป็น 1 ใน 4 งานแสดงสินค้าจิวเวลรี่สำคัญของโลก และเป็นงานที่เป็นหมุดหมายของผู้ซื้อและผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมจากนานาประเทศ “ต้องมา” ถือเป็นบทพิสูจน์ความเชื่อมั่นที่ผู้ซื้อทั่วโลกมีต่ออุตสาหกรรมจิวเวลรี่ไทยได้เป็นอย่างดี”

ด้านนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ  อธิบดี DITP ผู้จัดงานหลัก ได้กล่าวว่า “ความสำคัญของงาน Bangkok Gems นอกจากจะเป็นแหล่งรวมแบรนด์จิวเวลรี่จากผู้ผลิตและส่งออกชั้นนำของไทยแล้ว ยังเป็นแหล่งรวมผู้รับจ้างออกแบบและผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ทั่วโลก และเนื่องจากกว่าร้อยละ 50 ของ Exhibitor ที่เข้าร่วมงานเป็นกลุ่มสินค้าพลอยสี Bangkok Gems จึงถือเป็นแหล่งรวมผู้ค้าพลอยสีที่ใหญ่ที่สุดในโลก”

สำหรับงานครั้งที่ 72 นี้ กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 13 กันยายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Hall 1 ถึง 8 ชั้น และ LG ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bkkgems.com หรือ  facebook.com/Bangkokgemsofficial

Good Goods เปิดบ้านใหม่ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Modern Craft’ ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับดีไซน์ร่วมสมัย

Good Goods เปิดบ้านใหม่ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Modern Craft’ ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับดีไซน์ร่วมสมัย

Good Goods เปิดบ้านใหม่ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Modern Craft’ ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับดีไซน์ร่วมสมัย

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.09 น.

Good Goods แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของไทยที่ร่วมมือกับชุมชน พัฒนาสินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ร่วมสมัย เพื่อสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม สนับสนุนชุมชนและสินค้าไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ เซ็นทรัล ทำ หนึ่งในโครงการด้านความยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัล เดินหน้าขยายสาขาที่ 8 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Modern Craft” ผสานเสน่ห์ไทยกับความร่วมสมัย ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค ชั้น LG ภายในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค แลนด์มาร์คสำคัญแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ผสมผสานเอกลักษณ์ความเป็นไทยเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองยุคใหม่อย่างลงตัว

สาขาใหม่นี้ถ่ายทอดตัวตนร่วมสมัยที่เติบโตท่ามกลางความเป็นเมือง แต่ยังคงความจริงใจ อบอุ่นและเชื่อมโยงกับชุมชน ซึ่งเป็นจุดยืนของแบรนด์มาตั้งแต่แรกเริ่ม ร้านถูกออกแบบให้มีความเปิดกว้าง และมีโซนคิออสก์ (Kiosk) ที่กลมกลืนกับพื้นที่ของศูนย์การค้า เพื่อการช็อปปิงที่สะดวกสบาย เน้นความรู้สึกเป็นกันเอง มีการใช้โทนสีอบอุ่นและสบายตา อาทิ สีขาว เบจ และสีน้ำตาลไม้ พร้อมการเลือกใช้วัสดุที่ได้จากชุม ชน เช่น งานหัตถศิลป์จากไม้ไผ่โดยสมาคมผู้พิการทุกประเภท จ.น่าน ผ้าย้อมครามจากวิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก จ.สกลนคร งานปักมือจากผู้ต้องขังทัณฑสถานหญิง จ.เชียงใหม่ และมีการนำเศษผ้าเหลือใช้มาประดับตกแต่งในร้าน นำเสนอในดีไซน์ที่ร่วมสมัย พิถีพิถันในรายละเอียด และคำนึงถึงมิติความยั่งยืน

เอกลักษณ์สำคัญของ Good Goods ยังคงเป็นงานออกแบบที่เน้นใช้วัสดุจากชุมชนเป็นองค์ประกอบหลักของร้าน แต่ละมุมภายในร้านถูกสร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องราวและสะท้อนฝีมือของช่างฝีมือไทยจากหลากหลายชุมชน ท่ามกลางบริบทของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่และวิถีชีวิตเมืองที่เร่งรีบ ร้าน Good Goods สาขานี้จึงเปรียบเสมือน เป็นพื้นที่ที่ให้ผู้คนได้หยุดพัก เพื่อสัมผัสเสน่ห์วิถีไทยและงานคราฟต์คุณภาพอย่างใกล้ชิด ผ่านมุมมองการออกแบบที่ร่วมสมัย เข้าใจง่าย และจริงใจ

พิชัย  จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า การเปิดตัว Good Goods สาขานี้ ซึ่งเป็นสาขาที่ 8 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค สะ ท้อนถึงความตั้งใจที่จะทำให้ ‘สินค้าชุมชนของไทย’ ก้าวเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของคนเมือง ผ่านการออกแบบที่ร่วมสมัยและเข้าถึงง่าย ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ เชื่อว่าร้านนี้จะเป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถมาพบปะ แลกเปลี่ยน และสัมผัสเรื่องราวของชุมชนไทยได้อย่างแท้จริง”

ปัจจุบัน Good Goods มีทั้งหมด 8 สาขา ได้แก่ ปี 2562 เปิดร้าน Good Goods สาขาแรกในรูปแบบ Concept Store ณ ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์ โซน Hug Thai และได้มีการขยายพื้นที่จาก 197  ตรม. เป็น 420 ตรม. เมื่อกันยายน ปี 2565

ปี 2565 เปิดสาขาที่ 2 ณ จริงใจมาร์เก็ต เชียงใหม่ ใกล้กับตลาดต้นไม้คำเที่ยง บนถนนอัษฎาธร

ปี 2567 เปิดสาขาที่ 3 ณ เซ็นทรัลภูเก็ต ฟอลเรสต้า ชั้น G โซน Hug Thai

ปี 2567 เปิดสาขาที่ 4 ณ ห้างสรรพสินค้าชิดลม ชั้น 6

ปี 2567 เปิดสาขาที่ 5 ณ เซ็นทรัลป่าตอง ชั้น 1 โซนเครื่องสำอางค์ จ.ภูเก็ต

ปี 2567 เปิดสาขาที่ 6 ณ โรบินสัน โอเชี่ยน จังซีลอน ชั้น 1 ตึก Botanica จ.ภูเก็ต

ปี 2568 เปิดสาขาที่ 7 ณ เซ็นทรัลพัทยา ชั้น G

ปี 2568 เปิดสาขาที่ 8 ณ เซ็นทรัล พาร์ค ชั้น LG (สาขาล่าสุด)

สินค้าไฮไลท์ภายในสาขาเซ็นทรัล พาร์ค มีดังนี้ กระเป๋าหวายสาน กับการรังสรรค์งานหัตถกรรมท้องถิ่นจากหวายที่สานโดยกลุ่มผู้ผลิตหัตถ กรรมในชุมชน จ.เชียงใหม่ ออกมาเป็นกระเป๋ารูปทรงทันสมัย เพื่อสานต่อภูมิปัญญาไทยให้อยู่คู่สังคมต่อไป

กระเป๋าสานพลาสติกดีไซน์ใหม่จาก Good Goods ร่วมกับสมาคมรวมใจคนพิการ จ.อุดรธานี ออกแบบโดยคำนึงถึงการใช้งานและการเลือกคู่สีที่ต้องการสร้างสินค้าที่พร้อมใช้ ตะกร้าสานใบนี้จึงไม่เพียงเป็นภาชนะใส่ของ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการสร้างอาชีพและคุณค่าให้แก่คนพิ การ

ชุดเสื้อผ้าจากผ้าฝ้ายเข็นมือ ผ้าฝ้ายเข็นมือจากวิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก จ.สกลนคร ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติด้วยกระบวน การเข็นฝ้ายมือ และย้อมสีจากธรรมชาติในโครงการ “ป่าให้สี” ที่เซ็นทรัล ทำสนับสนุน Good Goods นำมาพัฒนาสู่ดีไซน์ใหม่ เพื่อสืบสานและรักษามรดกไทยให้คงอยู่ในสังคมต่อไป

แบรนด์ “กุ๊ด กุ๊ดส์” (Good Goods) ดำเนินงานโดย บริษัท เซ็นทรัลทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด (Central Tham Social Enterprise Co., Ltd.) ก่อตั้งขึ้นในปี 2561 เพื่อสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม สนับสนุนชุมชนและสินค้าไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างร่วมสมัยและยั่งยืน โดยยึดแนวคิดธุรกิจเพื่อสังคม ภายใต้โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ด้วยแนวคิด “ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ” ซึ่งมุ่งลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างโอกาสให้ผู้คน และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนผ่านการสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการแบ่งปันองค์ความรู้ ส่งเสริมทัก ษะการผลิต การตลาด และการสื่อสาร พร้อมดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมขับเคลื่อนทุกภาคส่วนสู่ การท่องเที่ยวยั่งยืน และโลกที่น่าอยู่ยิ่งขึ้น โดยในปีที่ผ่านมา Good Goods ทำงานร่วมกับ 56 ชุมชนใน 27 จังหวัด พร้อมยึดแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ โมเดล ESG ที่สอดคล้องกับ UN SDGs

Good Goods ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นสื่อกลางระหว่างชุมชนผู้ผลิตและผู้บริโภคในเมืองใหญ่ ด้วยการคัดสรรสินค้าคุณภาพสูง ที่มีทั้งคุณค่าด้านการใช้งานพร้อมเรื่องราวและวัฒนธรรม เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับทั้งชุมชนและสังคมในภาพรวม

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในร่างกายของมนุษย์เรามีจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้มากถึง 100 ล้านล้านตัว มีทั้งที่เป็นตัวดีและตัวไม่ดี แล้วรู้ไหมว่า ถ้าแบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์จะสัมพันธ์กับการเกิดโรค แล้วจะมีโรคอะไรบ้าง

พญ.กฤดากร เกสรคำ แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้เผยว่า โดยส่วนใหญ่เมื่อถึงแบคทีเรียจะเน้นไปที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ประเภทโพรไบโอติก (Probiotic) ซึ่งเป็นชนิดดี และประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogen) ซึ่งเป็นชนิดไม่ดี

  1. ประเภทโพรไบโอติก (Probiotic)เป็นประเภทของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ มีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย โดยทั่วไปจะเป็นแบคทีเรียประจำถิ่น อาจพบได้หลายที่ในระบบทางเดินอาหาร แต่พบได้มากที่สุดในลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้โพรไบโอติก ยังเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของวิธีรักษาภาวะสุขภาพให้สมดุล เนื่องจากเป็นแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ที่ทำหน้าที่สร้างกรดแลกติก พร้อมยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อโรค และการย่อยอาหารของจุลินทรีย์ พร้อมส่งเสริมการดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพประโยชน์ของโพรไบโอติกคือ สร้างสมดุลให้ระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย รักษาและบรรเทาอาการโรคกระเพาะ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดอาการอักเสบและภูมิแพ้ของร่างกาย
  2. ประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogen) ในขณะเดียวกัน ลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ยังมีแบคทีเรียชนิดที่ไม่ดีอยู่ด้วย โดยเป็นประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายเผชิญกับโรคต่างๆ  เช่น โรคอาหารเป็นพิษ โรคติดเชื้อจากอาหาร และโรคจากสารพิษที่เชื้อสร้างขึ้นมา ซึ่งอาจมีอาการความรุนแรงได้ตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก หรืออาจคุกคามต่อชีวิตได้ จุลินทรีย์ก่อโรคนั้นเป็นได้ทั้งรา ไวรัส และปรสิต แต่ตัวที่เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดคือ แบคทีเรีย ซึ่งเรารับเพิ่มเข้าสู่ร่างกายจากการรับประทานอาหารนั่นเอง 

แบคทีเรียในลำไส้มีบทบาทอย่างมากต่อภาวะสุขภาพที่สมบูรณ์ ดังนั้น เมื่อไม่สามารถรักษาให้สมดุลได้อย่างที่ควรเป็น ร่างกายก็จะแสดงอาการป่วยออกมาผ่านภาวะและโรคต่าง ๆ เช่น โรคลำไส้ใหญ่อักเสบจากการติดเชื้อ: เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิต โดยสาเหตุที่พบบ่อยมักมาจากเชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) และเชื้ออีโคไล (E.coli) ที่ปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำ

ภาวะซึมเศร้าหรือความวิตกกังวล: เกิดจากการขาดสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ซึ่งสัมพันธ์กับสมอง ส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรม รวมถึงการผลิตฮอร์โมนเซโรโทนิน หรือฮอร์โมนแห่งความสุขที่ลำไส้ต่ำลง จึงไม่แปลกที่จะทำให้รู้สึกเศร้า เครียด และปวดท้องตามมา ทั้งยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเสื่อมถอยเร็วกว่าวัยอันควร 

ภาวะอ้วน: เนื่องจากจุลินทรีย์ในลำไส้มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อระบบเผาผลาญพลังงาน ดังนั้นการปรับสมดุลโพรไบโอติก จึงมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากที่จะลดภาวะเสี่ยงจากการเป็นโรคอ้วน

โรคผิวหนัง: เกิดจากการรั่วซึมของสารพิษจากแบคทีเรียในลำไส้ เมื่อมีภาวะไม่สมดุลก็จะทำให้การดูดซึมและเผาผลาญไม่ดี ทำให้เกิดอาการอักเสบ ส่งผลต่อการเกิดโรคผิวหนัง สิว กลากเกลื้อน และภูมิแพ้ผิวหนังได้ อันจะนำไปสู่การเกิดริ้วรอย ผิวพรรณไม่สดใส แลดูแก่กว่าวัยได้

โรคมะเร็งลำไส้: แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่บางชนิดอย่างเชื้อฟิวโซแบคทีเรียม (Fusobacterium) และเชื้อโพรวิเดนเซีย (Providencia) ถือเป็นชนิดที่มีความเสี่ยงอย่างมากในการก่อให้เกิดเชื้อมะเร็งในบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้การรับประทานเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย

นอกจากโรคและภาวะที่ยกตัวอย่างมา การขาดสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ยังส่งผลต่อความเสี่ยงอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน รวมไปถึงโรคตับอีกด้วย

ซีพี โชว์พลังนวัตกรรม 4 หมื่นล้าน ผ่าน CP Innovation Expo 2025

ซีพี โชว์พลังนวัตกรรม 4 หมื่นล้าน ผ่าน CP Innovation Expo 2025

ซีพี โชว์พลังนวัตกรรม 4 หมื่นล้าน ผ่าน CP Innovation Expo 2025

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โลกกำลังเคลื่อนสู่ยุคเศรษฐกิจที่วัดกันด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี มากกว่าทุนและแรงงาน เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี องค์กรชั้นนำของไทยจึงประกาศบทบาทการเป็น ‘องค์กรแห่งนวัตกรรม’ ที่ไม่เพียงขับเคลื่อนธุรกิจ แต่ยังสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม และในปีนี้ ซีพีจะถ่ายทอดพลังนั้นผ่านเวที ‘ซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โปซิชัน แอนด์ ซิมโปเซียม 2025’ (CP Innovation Exposition &Symposium 2025) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18–21 กันยายน ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่พนักงานกว่า 500,000 คน ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกให้ร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาซีพีสู่เป้าหมายการเป็น Tech Driven Company

ซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โปซิชัน แอนด์ ซิมโปเซียม จัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี และในปีนี้นับเป็นครั้งที่ 8 ซึ่งมีผลงานกว่า 3,000 ชิ้นส่งเข้าประกวด คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาท และมีกว่า 200 ผลงานที่ผ่านการคัดเลือกขึ้นจัดแสดงในงาน ถือเป็นกลไกเชิงกลยุทธ์ของเครือซีพีในการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม ที่เชื่อมโยงพนักงานทุกระดับและทุกกลุ่มธุรกิจ พร้อมนำเสนอผลงาน ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ กระบวนการ รูปแบบธุรกิจ และความยั่งยืน ที่ต่อยอดสู่การใช้งานจริงและสร้างคุณค่าได้ทั้งในเชิงธุรกิจและสังคม

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เปิดเผยว่า “เครือซีพีได้วาง ‘นวัตกรรม’ เป็นยุทธศาสตร์หลักในการขับเคลื่อนองค์กร โดยจัดตั้งคณะกรรมการนวัตกรรมและโครงสร้างกำกับดูแลในทุกระดับ เพื่อกำหนดทิศทางและสนับสนุนระบบนิเวศนวัตกรรมที่ครบวงจร ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา (R&D) การสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและพันธมิตร ตลอดจนการส่งเสริมให้พนักงานทุกระดับกล้าคิด กล้าทดลอง และกล้าเปลี่ยนแปลง แนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่าน “ซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โป 2025” ที่จัดขึ้นเฉพาะผู้บริหารและพนักงานซีพีและบริษัทในเครือฯ โดยปีนี้มีผลงานกว่า 3,000 ชิ้นส่งเข้าประกวด คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาท และผ่านการคัดเลือกกว่า 200 ผลงานขึ้นจัดแสดง ถือเป็นเวทีเชิงกลยุทธ์ที่ไม่เพียงเผยโฉมนวัตกรรมใหม่ แต่ยังสร้างการเรียนรู้และแรงบันดาลใจให้พนักงานกว่า 500,000 คนทั่วโลก ร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต”

การจัดงานปีนี้ได้กำหนด 3 แกนหลัก ได้แก่ Human–Innovation–Sustainability เป็นหัวใจสำคัญในการนำเสนอ สะท้อนพลังของคนซีพีในฐานะนวัตกรที่เป็นแรงขับเคลื่อนองค์กร พร้อมผลงานที่ใช้ได้จริง ทั้งด้านอาหารปลอดภัย พลังงานสะอาด โลจิสติกส์อัจฉริยะ และดิจิทัลโซลูชัน ขณะเดียวกัน ยังมีการจัดประเภทผลงานออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ นวัตกรรมกระบวนการ นวัตกรรมรูปแบบธุรกิจ และนวัตกรรมด้านความยั่งยืน โดยแต่ละผลงานถูกพัฒนาใน 2 ระดับ คือ ระดับต้นแบบทดลอง (Proof of Concept/Pilot) และระดับขยายผลสู่การใช้งานจริง (Scaling/Commercialization) ซึ่งช่วยสะท้อนให้เห็นทั้งพลังการคิดค้นและศักยภาพในการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์และสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม

ผลงานที่เข้าร่วมในครั้งนี้มีความหลากหลาย ตั้งแต่นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ยกระดับประสิทธิภาพโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ไปจนถึงโซลูชันด้านพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม หลายผลงานได้ถูกต่อยอดใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์แล้ว และอีกหลายผลงานพร้อมต่อยอดในอนาคต ไฮไลต์สำคัญของงานคือการมอบรางวัล Chairman Awards เพื่อเชิดชูนวัตกรผู้สร้างผลงานที่สร้างคุณค่า ทั้งด้านธุรกิจและสังคม ซึ่งนับเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานทั่วทั้งเครือฯ

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด กล่าวเสริมว่า “การจัดงานซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โป ครั้งนี้นับเป็นการสืบสานวิสัยทัศน์ของท่านประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ และประธานกรรมการ สุภกิต เจียรวนนท์ ที่วางรากฐานให้ “นวัตกรรม” เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนองค์กร โดยซีพีจะยังคงเดินหน้าลงทุนทั้งในด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาคน เพื่อสร้างวัฒนธรรมที่กล้าคิด กล้าลอง และกล้าสร้างการเปลี่ยนแปลง นี่คือยุทธศาสตร์ระยะยาวที่จะทำให้เครือซีพีพร้อมแข่งขันในโลกอนาคต”

ทั้งนี้ ตลอด 4 วันของการจัดงาน มีกิจกรรมเข้มข้นที่สะท้อนการเป็นแพลตฟอร์มเชิงกลยุทธ์ในการแบ่งปันองค์ความรู้ เร่งนวัตกรรมสู่การใช้จริง และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งการจัดนิทรรศการ CP Innovation for Sustainability Center ที่เล่าถึงกว่า 100 ปีแห่งการพัฒนาองค์กรผ่านมุมมองนวัตกรรม, เวทีเสวนาโดยผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ  รวมถึง Showcase นวัตกรรมกว่า 200 ผลงานที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริงในธุรกิจและสังคม นอกจากนี้ ยังมีการจัดการประชุมวิชาการ CP Symposium 2025 เปิดเวทีให้นักวิชาการและนักวิจัยภายในเครือฯ นำเสนอผลงานกว่า 100 ชิ้น ครอบคลุมด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ วิศวกรรม ดิจิทัล และความยั่งยืน ถือเป็นพื้นที่บ่มเพาะองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถต่อยอดสู่การใช้จริง และเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยธุรกิจ นักวิจัย และพันธมิตรภายนอก

ซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โปซิชัน แอนด์ ซิมโปเซียม จึงไม่ใช่เพียงเวทีจัดแสดงผลงาน แต่เป็นยุทธศาสตร์การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยงคน เทคโนโลยี และสังคม เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงบวกทั้งในเชิงธุรกิจและสังคม ตอกย้ำบทบาทของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในฐานะองค์กรไทยที่พร้อมแข่งขัน และยืนหยัดอย่างมั่นคงบนเวทีนวัตกรรมโลก

MAEWKHOO เปิดตัวคอลเลกชัน ‘Earth Is Not My Home’ ครั้งแรกของ Womenswear ฉีกกรอบภาพดั้งเดิม ‘ผ้าไหมไทย’

MAEWKHOO เปิดตัวคอลเลกชัน ‘Earth Is Not My Home’ ครั้งแรกของ Womenswear ฉีกกรอบภาพดั้งเดิม ‘ผ้าไหมไทย’

MAEWKHOO เปิดตัวคอลเลกชัน ‘Earth Is Not My Home’ ครั้งแรกของ Womenswear ฉีกกรอบภาพดั้งเดิม ‘ผ้าไหมไทย’

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นับเป็นการเปิดตัวเสื้อผ้าผู้หญิงครั้งแรกของแบรนด์ พร้อมเป้าหมายสำคัญในการฉีกกรอบภาพลักษณ์ดั้งเดิมของ “ผ้าไหมไทย”  ผ่านแนวคิดและข้อสงสัย สภาพแวดล้อมจะเป็นอย่างไร “เมื่อมนุษย์ต้องย้ายถิ่นฐานไปยังดาวดวงอื่น”  พร้อมการตั้งคำถามสำคัญ เราจะนำอะไรติดตัวไปพร้อมกับการเดินทางสู่จักรวาลใหม่ในครั้งนี้? สำหรับ MAEWKHOO คำตอบคือ ความเป็นตัวเอง ศิลปะ และวัฒนธรรม

แนวคิดและงานออกแบบทั้งหมดในคอลเลกชันนี้ รังสรรค์โดยทีม MAEWKHOO นำโดย เดนนิส คาร์ลสัน ครีเอทีฟไดเรกเตอร์และ CEO ของแบรนด์ ผู้ผลักดันแฟชั่นไทยสายดื้อให้ออกนอกกรอบเดิม และแสดงให้เห็นว่าผ้าไทยสามารถ “สุด” และ “ไปได้ไกล” หากอยู่ในมือของคนที่กล้าคิดต่าง

คอลเลกชัน Earth Is Not My Home ได้นำเสนอทั้งสามคำตอบ ผ่านการเลือกใช้ผ้าไหมไทยที่ผสมผสานเข้ากับโครงชุดแนว Futuristic สะท้อนให้เห็นถึงความเซ็กซี่ตามฉบับของแบรนด์
ไม่ว่าจะเป็นลุคจัดจ้านที่หยิบเอาบอดี้สูทมาจับคู่กับ Sheer Dress ผ้าไหมไทย ไปจนถึงไอเท็มซิกเนเจอร์ Thaiwaiian shirt ลายใหม่ ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงศิลปะและวัฒนธรรม ในแนวคิดของ MAEWKHOO

งานเปิดตัวคอลเลกชันจัดขึ้นที่ร้าน Tahona ชั้น 33 โรงแรม Intercontinental ซึ่งโดดเด่นด้วยงาน interior สุดล้ำ ราวกับอยู่นอกโลก เสริมภาพลักษณ์ของคอลเลกชันให้ทรงพลังยิ่งขึ้น ตามไปอัพเดทคอลเลคชั่น Earth Is Not My Home ได้ที่ Instagram: @maewkhoo / Website: www.maewkhoo.com / Line: @maewkhoo

‘สโตรกสมอง’ คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที รู้ทัน BEFAST ลดเสี่ยงพิการ-เสียชีวิต

‘สโตรกสมอง’ คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที รู้ทัน BEFAST ลดเสี่ยงพิการ-เสียชีวิต

‘สโตรกสมอง’ คร่าชีวิตคนไทยทุก 10 นาที รู้ทัน BEFAST ลดเสี่ยงพิการ-เสียชีวิต

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“โรคหลอดเลือดสมอง” หรือ Stroke กำลังทวีความรุนแรงอย่างน่าตกใจ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกว่า 349,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 50,000 รายต่อปี ขณะที่ผู้รอดชีวิตมากกว่า 60% ต้องเผชิญกับความพิการ ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

สถิติจากองค์การอัมพาตโลก (World Stroke Organization) ในปี 2021 พบว่ามีผู้ป่วยสโตรกใหม่สูงถึง 11.9 ล้านราย มีผู้เสียชีวิตกว่า 7.3 ล้านราย และผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องทนทุกข์จากภาวะแทรกซ้อนและความพิการมากกว่า 93.8 ล้านราย  โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของโลก และเป็นสาเหตุของความพิการระยะยาวอันดับ 3 โดยคาดว่า ภายในปี 2050 จำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นกว่า 50% หรือมากถึง 9.7 ล้านรายต่อปี

นพ. สิทธิ เพชรรัชตะชาติ ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา โรคพาร์กินสัน และโรคทางการเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลพระรามเก้า

นพ. สิทธิ เพชรรัชตะชาติ ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา โรคพาร์กินสัน และโรคทางการเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า “โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากหลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้เนื้อเยื่อสมองบางส่วนทำงานผิดปกติ อาการมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและไม่ทันตั้งตัว”

โรคหลอดเลือดสมองแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke) – เกิดจากหลอดเลือดตีบจากไขมันหรือมีลิ่มเลือดอุดตัน ทำให้สมองขาดเลือดและเนื้อเยื่อตาย, หลอดเลือดสมองแตกหรือฉีกขาด (Hemorrhagic Stroke) – เกิดจากความเปราะบางของหลอดเลือดในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหรือหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดเลือดออกในสมอง นอกจากนี้ ยังมี ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack – TIA) ซึ่งมีอาการคล้ายสโตรก แต่หายได้เองภายใน 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ เพราะประมาณหนึ่งในสามของผู้ที่มี TIA อาจกลายเป็นโรคหลอดเลือดสมองภายใน 7 วัน

นพ.สิทธิ ให้ข้อมูลต่อว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคไต ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และการใช้สารเสพติด ส่วนปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น ประวัติครอบครัว และการเคยมีโรคหลอดเลือดอุดตันในอวัยวะอื่น

เพื่อช่วยลดความสูญเสีย แพทย์แนะนำให้สังเกตอาการเบื้องต้นตามหลัก BEFAST คือ B: balance เดินทรงตัวไม่ดี เวียนศีรษะ E : eye ตามองไม่เห็น หรือเห็นภาพซ้อน F (Face): ใบหน้าเบี้ยว ปากตก ยิ้มไม่เท่ากัน A (Arms): แขนขาอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น S (Speech): พูดไม่ชัด พูดไม่ออก ฟังไม่เข้าใจ T (Time): เวลาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที

สำหรับการรักษา แบ่งออกเป็น การรักษาช่วงเฉียบพลับ เช่น การให้ยาสลายลิ่มเลือด(rtPA) การเกี่ยวลากลิ่มเลือดจากหลอดเลือดสมอง(Mechanical thrombectomy) การป้องกันการเป็นซ้ำ ได้แก่การให้ยาต้านเกร็ดเลือดหรือละลายลิ่มเลือด การผ่าตัดไขมันออกจากหลอดเลือดใหญ่ที่คอหากมีการตีบหรืออุดตัน(carotid endarterectomy)  การฟื้นฟู ได้แก่ การกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด และการฝึกพูดและการสื่อสาร

การป้องกัน “โรคหลอดเลือดสมอง” สิ่งสำคัญคือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักและสุขภาพหัวใจ งดสูบบุหรี่ จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมโรคประจำตัว และจัดการความเครียด พร้อมพักผ่อนให้เพียงพอ การตรวจสุขภาพประจำปียังช่วยเฝ้าระวังและจัดการปัจจัยเสี่ยงได้ทันเวลา และหากสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการสโตรก ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะการรักษาอย่างรวดเร็วภายใน 4.5 ชั่วโมง จะช่วยลดความรุนแรงและเพิ่มโอกาสฟื้นตัวสูงสุด

“โรคหลอดเลือดสมอง เป็นภัยเงียบที่อาจพรากชีวิตหรือทิ้งความพิการไว้ตลอดกาล การรู้เท่าทันอาการและเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว พร้อมปรับพฤติกรรมสุขภาพและควบคุมปัจจัยเสี่ยง จะช่วยปกป้องชีวิตของเราและคนที่เรารัก พร้อมรักษาคุณภาพชีวิตของสังคมอย่างยั่งยืน” นพ. สิทธิ กล่าวทิ้งท้าย