LIFE & HEALTH : ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่จากอาการท้องเสียและอาเจียนในผู้สูงอายุ ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม

LIFE & HEALTH : ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่จากอาการท้องเสียและอาเจียนในผู้สูงอายุ ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม

LIFE & HEALTH : ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่จากอาการท้องเสียและอาเจียนในผู้สูงอายุ ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด แต่ในขณะที่เราฉลองความยืนยาวของชีวิต กลับมีปัญหาหลายด้านที่ซ่อนอยู่และมักถูกมองข้าม ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน และนโยบายสาธารณะ

ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการท้องเสียและ/หรืออาเจียน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญหลายระบบ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ภาวะเพ้อ หกล้มและกระดูกหัก การบาดเจ็บของไต และการเข้ารักษาในโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้น การประเมินภาวะขาดน้ำอย่างเหมาะสมและการเลือกแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในประชากรสูงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและมีความเปราะบางต่อภาวะดังกล่าว

ความชุกและผลกระทบของภาวะขาดน้ำในผู้สูงอายุ

ข้อมูลจาก ดร. ภญ.กัลยาณี โตนุ่ม ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า แม้ว่าภาวะขาดน้ำจะเป็นภาวะที่พบได้ทั่วไป แต่กลับถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเฉพาะในประชากรผู้สูงอายุที่พักอาศัยในสถานดูแลหรือโรงพยาบาล ซึ่งมีอัตราการเกิดภาวะนี้สูงถึงร้อยละ 17–28 ผลกระทบที่ตามมามีตั้งแต่ความผิดปกติเล็กน้อย เช่น ความเหนื่อยล้า ความสับสน ไปจนถึงภาวะรุนแรง เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน และการเข้ารักษาในโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้น

กลไกทางสรีรวิทยาที่เกี่ยวข้องกับภาวะขาดน้ำในผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาหลายประการที่เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ ได้แก่

  • ความรู้สึกกระหายน้ำลดลง กลไกควบคุมความกระหายน้ำที่สมองตอบสนองต่อการกระตุ้นได้น้อยลง
  • การทำงานของไตลดลง ไตมีความสามารถในการขับของเสียและการทำให้ปัสสาวะเข้มข้นลดลง ส่งผลให้สูญเสียน้ำมากขึ้น
  • ปริมาณน้ำในร่างกายลดลง เนื่องจากมวลกล้ามเนื้อน้อยลงและมีไขมันเพิ่มขึ้น ทำให้ความสามารถในการรักษาสมดุลน้ำลดลง (เนื้อเยื่อไขมันมีน้ำประมาณ 11% ขณะที่เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อมีน้ำประมาณ 75%)
  • ความบกพร่องทางความคิด เช่น ภาวะสมองเสื่อม หรือภาวะเพ้อ อาจทำให้ลืมดื่มน้ำหรือสื่อสารความต้องการไม่ได้
  • การใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวหลายโรค และยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาระบาย หรือยาลดความดันบางกลุ่ม อาจเพิ่มการสูญเสียน้ำและเกลือแร่

การประเมินภาวะขาดน้ำในผู้สูงอายุ

การประเมินภาวะขาดน้ำในผู้สูงอายุทำได้ยากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากลักษณะผิวหนังเปลี่ยนแปลงตามวัย เช่น ผิวแห้งหรือหย่อนคล้อย แม้ไม่มีการสูญเสียน้ำจริง โดยพบว่าชั้นผิว epidermal จะบางลง 10-50% ในช่วงอายุ 30-80 ปี ซึ่งส่งผลต่อการช่วยกักเก็บน้ำในชั้นผิวได้ลดลง

แนวทางการดูแลรักษา

การให้สารน้ำทางปาก (oral rehydration therapy, ORT) เป็นแนวทางหลักในการรักษาภาวะขาดน้ำระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยควรเลือก ORS (oral rehydration solution) ตามสูตรมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ที่มีความสมดุลของโซเดียมและกลูโคสเหมาะสม  (Na⁺ 75 mmol/L, glucose 75 mmol/L, osmolarity ประมาณ 245 mOsm/L) หรือเกลือแร่ชนิดที่ระบุว่าใช้สำหรับรักษาอาการท้องเสียเพื่อให้ดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ดึงน้ำกลับเข้าสู่ลำไส้ (การดูดซึมของโซเดียมและกลูโคสจะผ่าน SGLT1 transporter ที่ลำไส้เล็ก) แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถรับสารน้ำทางปากได้ เช่น มีอาการอาเจียนรุนแรง ซึม หรือมีภาวะช็อก ควรรีบส่งต่อโรงพยาบาลเพื่อรับสารน้ำทางหลอดเลือด (intravenous fluids) อย่างเร่งด่วน

ดังนั้นการตระหนักในเรื่องของภาวะขาดน้ำจากอาการท้องเสียหรืออาเจียน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เป็นปัญหาสำคัญที่ไม่ควรละเลย เนื่องจากอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง การเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายหรือทางสรีรวิทยาของผู้สูงอายุ รวมถึงการประเมินอาการ และการเลือกใช้เกลือแร่ที่เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ร่วมบริจาคโลหิตต่อเนื่องทุก 3 เดือน เพื่อช่วยบรรเทาวิกฤติเลือดขาดแคลน

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ขอเชิญชวนผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ร่วมบริจาคโลหิตได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หน่วยรับบริจาคโลหิตใกล้บ้าน หรือโรงพยาบาลที่ให้บริการรับบริจาคโลหิตทั่วประเทศ โดยสามารถบริจาคซ้ำได้ทุก 3 เดือน ซึ่งการบริจาคโลหิตเพียงครั้งเดียว สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้มากถึง 3 คน และยังถือเป็นการดูแลสุขภาพของผู้บริจาคไปในตัวอีกด้วย

นอกจากนี้ หมู่โลหิตมีความสำคัญในการให้โลหิตแก่ผู้ป่วย การตรวจหาชนิดหมู่โลหิตของตนเองจึงทำให้เกิดประโยชน์ในด้านการช่วยชีวิตผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยซึ่งเป็นโรคที่ต้องได้รับโลหิตเป็นประจำ ควรตรวจหาชนิดของหมู่โลหิตไว้ล่วงหน้า เพื่อจะได้รับโลหิตที่มีหมู่โลหิตตรงกับตนเองให้มากที่สุด เป็นการป้องกันการหาโลหิตที่เข้ากันได้ยากและสามารถช่วยชีวิตได้อย่างทันท่วงที

ร่วมบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องได้ทุกๆ 3 เดือน เพียงแค่คุณมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง มีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ – 70 ปี  น้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป รู้สึกสบายดี สุขภาพแข็งแรงพร้อมบริจาคโลหิต ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://thaibloodcentre.redcross.or.th/ หรือ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทรศัพท์ 0 2256 4300, 0 2263 9600-99 ต่อ 1760, 1761 

ผศ.(พิเศษ) ดร.เภสัชกร อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

คุณแหน : 10 กันยายน 2568

คุณแหน : 10 กันยายน 2568

คุณแหน : 10 กันยายน 2568

วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • สมคิด จันทมฤก ผวจ.ปทุมธานี เป็นประธานทำบุญตักบาตรแด่คณะสงฆ์ 122 รูป เนื่องในโอกาสครบรอบ 121 ปี อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เพื่อรวบรวมข้าวสารอาหารแห้งส่งมอบช่วยเหลือคณะสงฆ์ 323 วัด ใน 4 จ.ชายแดนภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ด้วย มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน โดยมี พระพรหมดิลก เป็นประธานสงฆ์..
  • รัฐฉัตร ศิริพานิช ผจก. สนง.บริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) นำทีมงานศึกษาดูงานที่ ศูนย์บริหารจัดการเมืองอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืนและศูนย์บริหารจัดการชีวมวลแบบครบวงจร รวมถึงตัวอย่างโครงการศึกษาของสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ ม.เชียงใหม่ โดยมี ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มช., ผศ.ดร.ชาย รังสิยากูล, รศ.ดร.สิริชัย คุณภาพดีเลิศ และ ผศ.ดร.อนุชา พรมวังขวา ต้อนรับ..
  • ยินดีกับผู้จบการอบรม หลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ รุ่นที่ 5 เช่น อโรชา นันทมนตรี, สมหวัง อารีย์เอื้อ, สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์, วิภู วิมลเศรษฐ, นพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล, วัชชพล ปริสุทธิ์กุล, ผศ.ดร.ไพโรจน์ เร้าธนชลกุล, เฉลิมศักดิ์ กองกันภัย, ดร.สุพรชัย แสงรัตน์วัชรา, ธีรภัทร พรมนุชาธิป, เทมส์ ไกรทัศน์, พิมพ์ปวีณ์ นิลสุพรรณ, วัชชพล ปริสุทธิ์กุล, สวัสดิ์ ดวงแก้ว, ภูกิจ ดิศธรานนท์, ณัฐภัทร จิตนะมงคล, ฐิติพร สุภาษี, จันทพร เจริญลาภนพรัตน์, ปริณดา มีฉลาด, วัชระ จึงมงคลสวัสดิ์, วิทวัส กันยารอง..
  • ชาว Digital CEO#3 ยินดีกับ กษมา กองสมัคร ได้เป็น รักษาการ รอง ผอ.กลุ่มงานยุทธศาสตร์และความมั่นคง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ดีป้า..
  • ดร.ปรีสาร รักวาทิน ชวนผู้บริหารรัฐและเอกชนรุ่นใหม่ร่วมอบรมหลักสูตร Digital Jump Start #3 for Young Digital CEO เสริมความรู้ด้าน Digital Big Data, Digital Automation,  Digital Connect, Digital Access มีวิทยากรกว่า 60 ท่าน พร้อมศึกษาดูงานในประเทศและ ณ นครปักกิ่งและเทียนสิน รับสมัครถึง 24 ก.ย. รายละเอียดที่ 089-142-8990 หรือ  https://www.depa.or.th/th/article-view/depa-young-digital-ceo-3..
  • ชวิศ ยงเห็นเจริญ กก.ผจก.บจ.ชลิต อินดัสทรี ผู้ผลิตและจำหน่ายอะไหล่ยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ “POP” ร่วมบริจาคสมทบทุน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้ประสบอุทกภัย โดยมี ฐิติวัฒน์ ว่องวรรณกุล รับมอบ..
  • สุเมธ สุรบถโสภณ ในนาม สมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ร่วมลงนาม MOU ความร่วมมือกับ อ.วราภรณ์ ทรัพย์สมบูรณ์ ในนาม รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เพื่อการพัฒนาด้านวิชาการ และการส่งเสริมศักยภาพ รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โดยมี ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง, พล.ร.ท.นพ.ณัฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา, ดร.ภากร ปีตธวัชชัย, เฉลิมพล โชตินุชิต, ดร.ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์, ดร.วิชัย สีสุด, วศวิศว์ ปุณณะสุขขีรมณ์ ร่วมด้วย..
  • มูลนิธิกำลังใจ จัดงาน พาก้าวเข้าสู่ โครงการบันไดฝัน สู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ (ดร.ละมูล ลือสุขประเสริฐ) ครั้งที่ 16 โดยมี นริศ นิรามัยวงศ์ ผวจ.สมุทรสาคร เป็นประธาน..

น้องใหม่

เซอร์เวียร์ เปิดสำนักงานใหม่ จุดประกายแรงบันดาลใจ สร้างสรรค์ยาและนวัตกรรมด้านสุขภาพสู่อนาคตที่ยั่งยืน

เซอร์เวียร์ เปิดสำนักงานใหม่ จุดประกายแรงบันดาลใจ สร้างสรรค์ยาและนวัตกรรมด้านสุขภาพสู่อนาคตที่ยั่งยืน

เซอร์เวียร์ เปิดสำนักงานใหม่ จุดประกายแรงบันดาลใจ สร้างสรรค์ยาและนวัตกรรมด้านสุขภาพสู่อนาคตที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.59 น.

บริษัท เซอร์เวียร์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทยาและเวชภัณฑ์ชั้นนำจากประเทศฝรั่งเศสที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 50 ปี เปิดสำนักงานใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “New Office, Moved by You” พื้นที่ทำงานแห่งใหม่นี้ไม่เพียงเป็นสำนักงาน แต่เป็นศูนย์รวมแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านสุขภาพอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยและสังคมไทย

แบรดลีย์ ลอยด์ กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค กล่าวว่า “บริษัทเซอร์เวียร์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาสูตรยารวมเม็ดเดียว (Single Pill Combinations – SPCs) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและความร่วมมือของการใช้ยา และช่วยส่งเสริมการควบคุมโรคเรื้อรัง อาทิ โรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ได้อย่างมีประสิทธิผล”

“สำหรับเรา ‘นวัตกรรม’ ไม่ได้หมายถึงเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือการเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้ป่วยอย่างแท้จริง เรามองการแพทย์ในอนาคตเป็นระบบที่ผสมผสานระหว่างความแม่นยำ การดูแลเฉพาะบุคคล และความยั่งยืน สำนักงานใหม่ของเราไม่ใช่เพียงพื้นที่ทำงาน แต่เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านสุขภาพที่เข้าถึงได้และยั่งยืน”

ญานีค ฌีรารด์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ปรัชญา ‘Moved by You’ เป็นแรงขับเคลื่อนทุกสิ่งที่เราทำ ตั้งแต่การพัฒนายา การสร้างพันธมิตร ไปจนถึงการดูแลผู้ป่วย ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา เซอร์เวียร์ได้สร้างรากฐานที่มั่นคงในประเทศไทย ทั้งด้านการดูแลผู้ป่วย การสร้างความร่วมมือกับแพทย์และโรงพยาบาล รวมถึงการพัฒนายาและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) เช่น โรคซึมเศร้า โรคเบาหวาน โรคหัวใจ รวมถึงโรคมะเร็ง ในประเทศไทย  วันนี้ สำนักงานใหม่ของเราไม่ใช่เพียงพื้นที่ทำงาน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนนวัตกรรมที่เปลี่ยนชีวิตผู้ป่วยอย่างแท้จริง เรามีเป้าหมายต่อยอดการลงทุนในงานวิจัย พัฒนายา และสนับสนุนโครงการเพื่อสังคม เพื่อให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืน”

ฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะตัวแทนของสาธารณรัฐฝรั่งเศส ผมขอย้ำถึงความสำคัญของ “นวัตกรรม” ในภาคอุตสาหกรรมสุขภาพและเภสัชกรรม ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมทั้งส่งเสริมระบบสาธารณสุขให้มีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นวัตกรรมไม่เพียงแต่เป็นปัจจัยผลักดันทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นหัวใจของความร่วมมือระหว่างประเทศในการรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพทั่วโลก”

ฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย รวมเปิดสำนักงานใหม่

“ในโอกาสนี้ ผมขอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทย ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างสองฝ่ายอย่างยั่งยืน ฝรั่งเศสในฐานะสมาชิกของสหภาพยุโรป มีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าความตกลงนี้จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างแน่นแฟ้น และเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ภาคธุรกิจทั้งในยุโรปและประเทศไทย”

การเปิดสำนักงานใหม่ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของเซอร์เวียร์ ประเทศไทย สะท้อนถึงปรัชญา ‘Moved by You’ และความมุ่งมั่นด้านมาตรฐานทางการแพทย์ระดับโลก ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการสร้างนวัตกรรมยาเพื่อผู้ป่วย สำนักงานใหม่นี้จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งแรงบันดาลใจและมาตรฐานใหม่ด้านสุขภาพในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค

ไทยเบฟ ยกระดับการบริหารจัดการน้ำ เสริมศักยภาพระบบเตือนภัย ติดตั้ง 72 สถานีโทรมาตรอัตโนมัติ เฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา

ไทยเบฟ ยกระดับการบริหารจัดการน้ำ เสริมศักยภาพระบบเตือนภัย ติดตั้ง 72 สถานีโทรมาตรอัตโนมัติ เฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา

ไทยเบฟ ยกระดับการบริหารจัดการน้ำ เสริมศักยภาพระบบเตือนภัย ติดตั้ง 72 สถานีโทรมาตรอัตโนมัติ เฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) สนับสนุน มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. เพื่อการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ   72 สถานี ด้วยงบประมาณ 18,638,000 บาท เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ  28 กรกฎาคม 2567 และเพื่อยกระดับระบบการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ป่าต้นน้ำภาคเหนือ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน ครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา พิษณุโลก แพร่ ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ และกำแพงเพชร

สถานีโทรมาตรอัตโนมัติ 72 สถานี ประกอบด้วยสถานีตรวจวัดปริมาณน้ำฝน 52 สถานี และสถานีตรวจวัดระดับน้ำ 20 สถานี โดยข้อมูลจากสถานีโทรมาตรฯ จะถูกเชื่อมโยง และแสดงผลแบบเรียลไทม์ ผ่านเว็บไซต์คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ http://www.thaiwater.net และ แอปพลิเคชัน ThaiWater เพื่อใช้วิเคราะห์สถานการณ์เฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัย และสนับสนุนการตัดสินใจ เชิงนโยบายได้อย่างแม่นยำ และทันท่วงที

นอกจากสนับสนุนการติดตั้งสถานีโทรมาตรฯ  ไทยเบฟ ยังร่วมกับ สสน. จัดอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรภายในองค์กร และหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจ สามารถติดตาม ประเมินสถานการณ์น้ำ และเรียนรู้วิธีการรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที โดยมี คุณต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานความยั่งยืนและ กลยุทธ์ไทยเบฟ และ ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการ สสน. เป็นประธานเปิดการอบรม  

นรินธร สวัสดิ์รักษ์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำห้วยจะค่าน จ.เชียงใหม่ 

นรินธร สวัสดิ์รักษ์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำห้วยจะค่าน จ.เชียงใหม่ ให้ข้อมูลว่า “ที่ผ่านมา เรายังใช้การตรวจวัดแบบแมนนวลซึ่งไม่ทันต่อเหตุการณ์ การมีสถานี   โทรมาตรอัตโนมัติ จะช่วยให้เราจะได้รับข้อมูลที่เรียลไทม์ สามารถแจ้งกับชุมชนได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ลดความสูญเสียเหมือนอย่างที่ผ่านมา”

มานพ แก้วฟู นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ หัวหน้าสถานีวิจัยต้นน้ำดอยเชียงดาว จ.เชียงใหม่

มานพ แก้วฟู นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ หัวหน้าสถานีวิจัยต้นน้ำดอยเชียงดาว จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า “สถานีโทรมาตรฯ เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้งานวิจัยด้านระบบนิเวศมีข้อมูลที่เชื่อถือได้มากขึ้น เพราะทำให้การติดตามสภาพอากาศเป็นระบบเดียวกัน”

ต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) 

ต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวปิดท้ายว่า  “การติดตั้งสถานีโทรมาตรฯ จะช่วยเติมเต็มข้อมูลให้ครบถ้วนครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ เสริมศักยภาพระบบการเตือนภัยให้สามารถเฝ้าระวัง และเตือนภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพทันท่วงที และสามารถขยายผลไปยังพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ ข้อมูลที่ได้จากโทรมาตรยังเป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ และวิจัยระบบนิเวศทางธรรมชาติในระยะยาว เพื่อทำ   ความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้”

การติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยเบฟในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนในระดับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ป่าต้นน้ำ ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ และเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญของไทย ข้อมูลจากสถานีโทรมาตรอัตโนมัติจะช่วยเสริมฐานข้อมูลน้ำแห่งชาติให้สมบูรณ์ และเป็นข้อมูลสำคัญในการวิเคราะห์สถานการณ์น้ำเพื่อวางแผนเตือนภัย ป้องกันภัยพิบัติ รวมถึงใช้ในการฟื้นฟูและบริหารจัดการพื้นที่ป่าต้นน้ำได้อย่างแม่นยำ และยั่งยืนต่อไป

‘มาดามแป้ง-นวลพรรณ’ นำทัพ ‘เมืองไทยประกันภัย’ คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด และผู้ทำประโยชน์ต่อธุรกิจ จาก คปภ.

‘มาดามแป้ง-นวลพรรณ’ นำทัพ ‘เมืองไทยประกันภัย’ คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด และผู้ทำประโยชน์ต่อธุรกิจ จาก คปภ.

‘มาดามแป้ง-นวลพรรณ’ นำทัพ ‘เมืองไทยประกันภัย’ คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด และผู้ทำประโยชน์ต่อธุรกิจ จาก คปภ.

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“มาดามแป้ง” นางนวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ MTI และนางยุพา ล่ำซำ นำทัพผู้บริหาร นางปุณฑริกา ใบเงิน และนายวาสิต ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัทฯ และพนักงาน เข้ารับ “รางวัลบริษัทประกันวินาศภัยที่มีการบริหารงานดีเด่น อันดับที่ 1 ประจำปี 2567” และนางนวลพรรณยังได้รับ “รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสำนักงาน คปภ. และระบบประกันภัย ประจำปี 2567” จากนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในงานมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นครบวงจร ประจำปี 2568 (Prime Minister’s Insurance Award 2025) ซึ่งจัดงานโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ณ ห้องบางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ เอวัน โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

นางนวลพรรณ ล่ำซำ กล่าวว่า “การได้รับรางวัลครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความสำเร็จขององค์กรเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศความทุ่มเท แรงกายแรงใจร่วมกัน ของทุกคนในครอบครัวเมืองไทยประกันภัย เพื่อพัฒนาองค์กรให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง และสร้างเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน เหนือสิ่งอื่นใด เมืองไทยประกันภัยขอขอบคุณลูกค้าและผู้เอาประกันภัยทุกท่าน ที่มอบความไว้วางใจให้บริษัทฯ ดูแลตลอดมา ความเชื่อมั่นที่ทุกท่านมอบให้ คือพลังสำคัญ ที่ทำให้เมืองไทยประกันภัยสามารถยืนหยัด พัฒนา และก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ”

รางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญขององค์กร ที่ตอกย้ำจุดยืนการเป็นองค์กรที่ดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล โปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมสร้างความมั่นคงให้แก่อุตสาหกรรมประกันภัยไทยอย่างต่อเนื่อง ยึดถือความซื่อสัตย์สุจริตเป็นหัวใจสำคัญ ควบคู่ไปกับการคืนกำไรทางใจสู่สังคม เพราะเชื่อเสมอว่าอาชีพประกันภัยคือการช่วยเหลือและเยียวยาผู้คนอย่างแท้จริง

เมืองไทยประกันภัย ยังคงเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการบริการ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ และส่งมอบความอุ่นใจ พร้อมปรับตัวให้เท่าทัน ในขณะที่อุตสาหกรรมประกันภัย ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา เพื่อให้คนไทยมั่นใจว่าเมืองไทยประกันภัยจะอยู่เคียงข้างคนไทยทุกในมิติชีวิต

จิม ทอมป์สัน เปิดศักยภาพแบรนด์ไทยบนเวทีโลก ผลักดันหัตถศิลป์ดั้งเดิมไทย สู่ซอฟต์พาวเวอร์ยุคใหม่

จิม ทอมป์สัน เปิดศักยภาพแบรนด์ไทยบนเวทีโลก ผลักดันหัตถศิลป์ดั้งเดิมไทย สู่ซอฟต์พาวเวอร์ยุคใหม่

จิม ทอมป์สัน เปิดศักยภาพแบรนด์ไทยบนเวทีโลก ผลักดันหัตถศิลป์ดั้งเดิมไทย สู่ซอฟต์พาวเวอร์ยุคใหม่

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยยืนหยัดในฐานะหนึ่งในเสาหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ด้วยมูลค่าส่งออกที่พุ่งทะยานถึง 6,064.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างการจ้างงานกว่า 402,000 คนใน 2,607 โรงงานทั่วประเทศ จากข้อมูลของรายงานสถิติสิ่งทอไทย 2566/2567 โดยกระทรวงอุตสาหกรรม ทว่าแรงขับเคลื่อนสำคัญของวงการนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือความสามารถในการปรับตัวและสร้างสรรค์ผลงานที่สอดรับกับดีมานด์ใหม่ๆ ของผู้บริโภค

จิม ทอมป์สัน หนึ่งในแบรนด์ที่ร่วมผลักดันศักยภาพของผ้าไทยมาอย่างต่อเนื่อง ย้อนกลับไปในยุคที่โลกยังไม่รู้จักคำว่า “Thai Silk” ชายชาวอเมริกันนามว่า เจมส์ แฮร์ริสัน วิลสัน ทอมป์สัน อดีตเจ้าหน้าที่โอเอสเอส หรือซีไอเอในปัจจุบันคือผู้เปลี่ยนโฉมหน้าผ้าไหมไทยจากผ้าท้องถิ่น สู่แฟชั่นไอเทมระดับโลก จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชาไหมไทย” ในปี ค.ศ. 1951 แบรนด์ จิม ทอมป์สัน ภายใต้ บริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด ได้ถือกำเนิดขึ้น จากนั้นจึงมีการขยายฐานการผลิตไปที่จังหวัดนครราชสีมา ด้วยความตั้งใจในการสานต่อศิลปะการทอผ้าแบบดั้งเดิม จิม ทอมป์สัน นำเทคนิคโบราณมาผสานเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการผ้าไหมโดยได้พาไหมไทยเข้าสู่ตลาดสิ่งทอระดับโลก ตลอด 74 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้เดินหน้าขยายขอบเขตธุรกิจ จากผ้าไหมสู่ผลิตภัณฑ์และบริการไลฟ์สไตล์ครบวงจร ภายใต้มาตรฐานคุณภาพระดับสากล

ในฐานะแบรนด์ไอคอนิกไลฟ์สไตล์ระดับโลกจากเมืองไทยที่ครอบคลุมทั้งแฟชั่น สินค้าผ้าตกแต่ง ตลอดจนธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ทุกย่างก้าวของจิม ทอมป์สัน มักเป็นที่จับตาของวงการ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่สินค้าแฟชั่นและผ้าตกแต่งได้โลดแล่นอยู่ในซีรีส์สุดฮอตอย่าง The White Lotus 3 จนกลายเป็นกระแสไวรัลทั่วโลก ไปจนถึงการเผยโฉมคอลเลกชันผ้าตกแต่งที่งาน Paris Déco Off งานโชว์เคสสิ่งทอสุดยิ่งใหญ่ที่คนในวงการตกแต่งภายในทั่วโลกรอคอยทุกปี โดยสินค้าผ้าตกแต่งบ้านของจิม ทอมป์สันได้ส่งออกไปมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก และมีโชว์รูม 5 แห่งในกรุงเทพฯ ลอนดอน ปารีส นิวยอร์ก และแอตแลนต้า มีโรงแรมกว่า 20 แห่งที่ติดอันดับ The World’s 50 Best Hotels เลือกใช้ผ้าตกแต่งของ จิม ทอมป์สัน

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ผ้าของแบรนด์ยังประดับตกแต่งสเปซในโรงแรมชั้นนำ โครงการเรสซิเดนซ์ และโปรเจกต์ระดับไฮเอนด์อีกหลายร้อยแห่งทั่วโลก  โดยสินค้าผ้าตกแต่งของจิม ทอมป์สัน ให้ความสำคัญกับการเชิดชูและสานต่อเทคนิคงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมของไทย อาทิ คอลเลกชัน Matmi II ที่สืบสานการมัดย้อมแบบไทยโดยช่างฝีมือท้องถิ่น รวมถึงการพัฒนาเส้นใยผ้าให้มีคุณสมบัติพิเศษ อาทิ ไม่ลามไฟ สะท้อนน้ำ หรือการใช้เส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล 100% ที่สะท้อนน้ำ ป้องกันรังสียูวี และคงสีสันสดใสอยู่เสมอ

ในปี 2568 จิม ทอมป์สัน ได้ปักหมุดหมายสำคัญมากมาย อาทิ การร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อเตรียมนำเสนอ Jim Thompson Heritage Quarter ให้เป็นหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมไทยกับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสการสืบสานวัฒนธรรมไทยในมิติของประวัติศาสตร์ แฟชั่น และอาหาร ที่จิม ทอมป์สัน ได้รวบรวมมาไว้ในไลฟ์สไตล์แลนด์มาร์กแห่งเดียว

จิม ทอมป์สัน กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของวงการสิ่งทอเมืองไทย ที่กล้าคิด กล้าทลายกรอบ และกล้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ด้วยคุณภาพและความคิดสร้างสรรค์ ภายใต้ดีเอ็นเอที่ชัดเจนในการสานต่อมรดกวัฒนธรรมให้เข้ากับบริบทยุคใหม่ ในโลกที่ทุกแบรนด์ต้องสร้างความแตกต่างด้วยการเล่าเรื่อง จิม ทอมป์สัน พิสูจน์ให้เห็นว่าความ “Proudly Made in Thailand” บนเวทีสากลเป็นอย่างไร

‘สแกนม่านตา’ เคลียร์ 5 ประเด็นสำคัญที่เข้าใจผิด พร้อมประกาศเป็นศัตรูกับมิจฉาชีพ

‘สแกนม่านตา’ เคลียร์ 5 ประเด็นสำคัญที่เข้าใจผิด พร้อมประกาศเป็นศัตรูกับมิจฉาชีพ

‘สแกนม่านตา’ เคลียร์ 5 ประเด็นสำคัญที่เข้าใจผิด พร้อมประกาศเป็นศัตรูกับมิจฉาชีพ

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้พัฒนาเทคโนโลยีสแกนม่านตา World นำโดย นายภัคพล ตั้งตงฉิน ผู้จัดการ  Tools for Humanity ประจำประเทศไทย นายฟาเบียน โบดันสไตเนอร์ Managing Director จาก World Foundation พร้อมด้วยพันธมิตรประเทศไทย ร่วมแถลงข้อเท็จจริงหลังเผชิญกระแสข่าวลือและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโครงการสแกนม่านตา World อย่างแพร่หลาย โดยได้ยืนยันชัดเจน 5 ประเด็นหลัก เพื่อแก้ไขทุกความเข้าใจผิดของสาธารณชน

World เป็นเทคโนโลยีระดับโลกที่ก่อตั้งโดย Sam Altman (ผู้สร้าง ChatGPT) และ Alex BlaniaWorld ไม่ใช่โครงการที่ทำโดย “มิจฉาชีพที่ไหนก็ไม่รู้” แต่เป็นเทคโนโลยีระดับโลกจากบริษัท Tools for Humanity (TFH) ก่อตั้งโดย Alex Blania และ Sam Altman นักวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เป้าหมายสำคัญคือการต่อสู้กับมิจฉาชีพที่นำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด ปัจจุบันมีผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 33 ล้านคน รวมถึงในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย และอีกหลายประเทศ

ระบบใช้เพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์เท่านั้น ไม่ใช่ยืนยันตัวตน

เทคโนโลยีสแกนม่านตาของ World ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยืนยันว่าเป็น “มนุษย์จริง” ไม่ใช่บอทหรือ ปัญญาประดิษฐ์ โดยจะไม่ถูกนำไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่น ระบบนี้ไม่ต้องใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้อง เปิดเผยชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ หรือข้อมูลส่วนตัวใด ๆ และระบบก็ไม่สามารถ ติดตามผู้ใช้งานได้

ยืนยันปลอดภัย ไม่ซื้อ-เก็บ-ขายข้อมูลชีวมิติ ข้อมูลรั่วไหลไม่เป็นความจริง

ระบบ World ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวสูงสุด ภาพม่านตาที่สแกนจะถูกแปลงเป็น Iris Code ซึ่งไม่สามารถย้อนกลับมาเป็นภาพได้ และภาพต้นฉบับจะถูกลบทันทีโดยไม่ถูกนำไปซื้อขายหรือจัดเก็บ ข่าวลือเรื่อง “ข้อมูลรั่วไหล” หรือ “นำข้อมูลไปขาย” จึงไม่เป็นความจริง นอกจากนี้ ระบบ World ไม่มีการเข้าถึง หรือผูกข้อมูลกับแอปพลิเคชันทางการเงินใด ๆ และไม่เกี่ยวข้องกับการโจรกรรมทางการเงินตามที่มีการเผยแพร่

ภัคพล ตั้งตงฉิน และ ฟาเบียน โบดันสไตเนอร์

ปรึกษาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินงาน ภายใต้กฏหมายและข้อบังคับไทย

World ดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด และหารืออย่างต่อเนื่องกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การปฏิบัติงานโปร่งใสและถูกต้องตามข้อบังคับ นอกจากนี้ยังได้จัดทำ Auditor Report โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค เช่น Theori และ Trail of Bits ตรวจสอบระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ซึ่งทั้งหมดถูก เปิดเผยแบบโอเพนซอร์สบน GitHub ให้ทุกคนทั่วโลกเข้ามาตรวจสอบได้ เพื่อยืนยันว่าระบบปลอดภัยและไม่มี ช่องโหว่แอบแฝง

แยกมนุษย์ออกจาก Bot เพื่อป้องกันการฉ้อโกงในโลกดิจิทัล

ภารกิจหลักของ World คือการปกป้องประชาชนจากภัยออนไลน์ ด้วยการสร้าง “เกราะ” พิสูจน์ ความเป็นมนุษย์ ท่ามกลางยุคที่มิจฉาชีพใช้บอทและ AI หลอกลวงมากขึ้น เทคโนโลยีสแกนม่านตาของ World ทำให้สามารถยืนยันได้ว่าบุคคลที่อยู่เบื้องหลังบัญชีหรือธุรกรรมออนไลน์เป็นมนุษย์จริง ไม่ใช่บัญชีปลอมจึงช่วย ลดปัญหาการหลอกลวงทางดิจิทัลที่อาศัยบอทหรือการสวมรอยได้อย่างมีนัยสำคัญ ในประเทศไทย World ได้ร่วม มือกับพันธมิตร เช่น Pantip, Whoscall, Eventpop และเกม Ragnarok Landverse เพื่อเสริมเกราะคุ้มกันให้กับ ผู้ใช้งานจริง

         ทั้งนี้ World มุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยไซเบอร์และสร้างระบบนิเวศในประเทศไทย อย่างจริงจัง จึงประกาศจัด “Orb Hackathon” โครงการสุดท้าทายที่เชิญผู้เชี่ยวชาญและนักพัฒนาเข้ามาทดสอบ ความแข็งแกร่งของระบบ Orb พร้อมจัดสรรเงินรางวัลสำหรับผู้ที่ค้นพบช่องโหว่ การเปิดเวทีครั้งนี้สะท้อนถึงความมั่นใจและความโปร่งใสของ World ที่กล้าเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกตรวจสอบ อย่างเปิดเผยและ พร้อมพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น และต่อเนื่องจากโครงการ “Build With World” บริษัทฯ ประกาศลงทุนกว่า 25 ล้านบาท ในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนนักพัฒนาไทยในการสร้าง Mini Apps และฐานข้อมูลที่ใช้ World ID เป็นกลไกยืนยันความเป็นมนุษย์ เงินลงทุนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อ เร่งการเติบโตของระบบนิเวศเทคโนโลยีในประเทศ และผลักดันให้ผู้พัฒนาไทย ก้าวสู่เวทีโลกด้วยนวัตกรรมระดับสากล

ท้ายสุดนี้ World ขอให้ประชาชนโปรดระมัดระวัง มิจฉาชีพหรือผู้ไม่หวังดีที่แอบอ้าง โดยเฉพาะ การอ้างว่าแจกเงินสดหรือสิ่งตอบแทนเป็นการส่วนตัว เพื่อเข้าถึงบัญชี World ของท่าน ทั้งนี้การยืนยัน ความเป็นมนุษย์ผ่าน Orb ต้องดำเนินการทุกขั้นตอนผ่านระบบและแอป World เท่านั้น

คุณแหน : 9 กันยายน 2568

คุณแหน : 9 กันยายน 2568

คุณแหน : 9 กันยายน 2568

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

  • พิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็น นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา…ท่ามกลางความยินดีของส.ส.ในพรรคภูมิใจไทย พรรคร่วมรัฐบาล และสมาชิกในครอบครัว ที่มาร่วมพิธีในวันนั้น…หลังจากที่ นายกฯอนุทิน ได้กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่โปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และได้ถวายสัตย์ว่า จะมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมีคุณธรรม ให้สมกับที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย เพื่อความผาสุกของประชาชนชาวไทย และความวัฒนาสถาพรของประเทศชาติ ตามพระราชปณิธาน และเจนารมย์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ฯ…จากนั้น นายกฯอนุทิน ได้เดินไปคุกเข่าลงกราบที่ตักบิดา-มารดา คุณพ่อชวรัตน์ และ คุณแม่ทัศนีย์ ซึ่งเป็นภาพที่น่าประทับใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง…
  • เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ อารีย์ กังวานเนาวรัตน์ เป็นผู้แทน นศ.วบส.นิด้า รุ่นที่ 1 หอบดอกไม้ไปแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อนุทิน ชาญวีรกุล ณ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย โดยมี มาดามธนนนท์ ภริยานายกฯ รับมอบแทน เมื่อวันก่อน…
  • ผู้คนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจติดตาม ประเด็นสำคัญในทิเบต (TIBET) ในโอกาสที่ องค์ดาไลลามะ ผู้นำศาสนาและจิตวิญญาณของชาวทิเบตทั้งปวง ปัจจุบันพระองค์ประทับลี้ภัยอยู่ในประเทศอินเดีย ทรงเป็นผู้ที่คนไทยจำนวนมากให้ความเคารพเลื่อมใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้มีการศึกษาปัญญาชนและผู้มีชื่อเสียงในสังคมไทย อาทิ พระไพศาล วิสาโล, แม่ชีศันสนีย์, อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์, และ ดร.วิรไท สันติประภพ บัดนี้พระองค์ทรงมีพระชันษาครบ 90 ปี ประเด็นเรื่องผู้สืบทอดตำแหน่งและพันธกิจ จึงกลับมาเป็นประเด็นข้อสนทนาอย่างซีเรียส กลายเป็นจุดชนวนความขัดแย้งกับรัฐบาลจีนอีกครั้ง โดยรัฐบาลจีนกำหนดว่าผู้สืบทอดตำแหน่ง ดาไลลามะองค์ใหม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลจีน ส่วนดาไลลามะองค์ปัจจุบันประกาศว่าผู้สืบทอดตำแหน่งองค์ใหม่ภายหลังจากพระองค์เสียชีวิตแล้วต้องได้รับการเห็นชอบจาก “สำนัก” ในพระองค์ท่านเท่านั้น!… ซึ่งชาวพุทธต่างเกรงว่าในที่สุดถ้าข้อขัดแย้งนี้ไม่ได้รับการแก้ไขให้ลงตัว จะมุ่งไปสู่ปัญหา “สองดาไลลามะ” ซึ่งไม่มีใครอยากเห็นสถานการณ์นี้…
  • ถึงวันนี้ประเด็นเรื่องกำแพงภาษี (TARIFF) ของประธานาธิบดีทรัมป์ เล่นเอาการค้าระหว่างประเทศปั่นป่วนอย่างไม่เคยปรากฏ ประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กเกิดอาการซวนเซจนถึงอาจจะล้มละลายได้ บรรยากาศวุ่นวายอย่างนี้ในอดีตสมัยท่าน “โค้วตงหมง” ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาไทยเคยเอ่ยวลีอมตะว่า “ยุ่งตายห่ะ” … ก็เป็นจริงดังว่ามีผลกระทบมาถึงชีวิตประจำวันของคนไทย ธีระ วชิรขจร อดีตผู้บริหารบริษัทข้ามชาติสัปดาห์ที่แล้วไปที่ทำการไปรษณีย์เพื่อส่ง PACKAGE ของขวัญไปให้ญาติในสหรัฐฯ ปรากฏว่าถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลว่ายังเกิดความสับสนเกี่ยวกับระเบียบและอัตราภาษีทรัมป์ในอเมริกาจึงต้องงดให้บริการประเภทนี้ชั่วคราว ส่วน คุณธีระฯ จำเป็นต้องดำเนินการต่อจึงไปรับบริการที่บริษัทเดลิเวอรี่ฝรั่ง ค่าบริการก็จะสูงลิบจากของสิ่งเดียวกันค่าบริการเพียง 300 บาท ก็จะกลายเป็นเกือบ 2,000 บาท…มากมายจริงๆ !!…

บารอนเนส

‘โรคซึมเศร้าหลังคลอด’ ตัวการทำร้ายความสุขในครอบครัว

‘โรคซึมเศร้าหลังคลอด’ ตัวการทำร้ายความสุขในครอบครัว

‘โรคซึมเศร้าหลังคลอด’ ตัวการทำร้ายความสุขในครอบครัว

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มนุษย์แม่หลายคนจะต้องเผชิญทั้งความสุข ความเหนื่อยล้าจากการตั้งครรภ์ คลอดลูก และการเลี้ยงดูลูก จนทำให้มนุษย์แม่หลายคนอาจเกิดความเครียด ความกังวล จนมีอาการซึมลง ไม่ค่อยมีความสุขเหมือนเมื่อก่อนและอาจเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดโดยไม่ได้ตั้งใจ 

แพทย์หญิงอริยาภรณ์ ตั้งชีวินศิริกูล จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH- Bangkok Mental Health Hospital  กล่าวว่า โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression)เป็นโรคแทรกซ้อนหลังคลอดที่พบได้บ่อยในระยะ 1 ปีแรก ซึ่งเกิดจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงหลังจากคลอดลูก ส่งผลให้อารมณ์ของแม่มีความเปลี่ยนแปลง โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

แพทย์หญิงอริยาภรณ์ ตั้งชีวินศิริกูล จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH- Bangkok Mental Health Hospital

  1. ภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอด (Postpartum Blues หรือ Baby Blues) เกิดจากการที่ยังปรับตัวหลังคลอดไม่ค่อยได้ ทำให้ มีความวิตกกังวลในการเลี้ยงลูก  นอนไม่หลับ รับประทานอาหารได้น้อยลง โดยทั่วไปมักมีอาการอยู่ในช่วง 4 สัปดาห์แรก และสามารถหายได้เองโดยไม่ต้องรักษา
  2. โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression) สามารถเกิดได้ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ หลังการคลอด กลุ่มนี้จะมีอาการรุนแรงกว่า เช่น มีอาการนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ร้องไห้บ่อย อ่อนไหวง่าย บางครั้งหงุดหงิด ความผูกพันกับลูกหายไป บางครั้งมีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง หรือทำร้ายลูก โดยจะมีระยะของอาการที่ต่อเนื่องตั้งแต่ 2 สัปดาห์จนถึงหลายเดือน และจะต้องได้รับการรักษาไม่สามารถหายเองได้
  3. โรคจิตหลังคลอด (Postpartum Psychosis) มักเกิดในช่วงหลังคลอด 1-4 วัน โดยผู้ป่วยมักมีอาการฉุนเฉียว ร้องไห้ง่าย คึกคัก คล้ายอาการของโรคไบโพลาร์ หูแว่ว ประสาทหลอน บางครั้งก็ได้ยินเสียงสั่งให้ฆ่าลูก โดยโรคกลุ่มนี้ไม่สามารถหายได้เอง และจำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาลเพื่อติดตามอาการของภาวะโรคจิตหลังคลอดอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองและลูก

สาเหตุของโรคซึมเศร้าหลังคลอด เกิดจากการสูญเสียคุณค่าตัวเองในช่วงตั้งครรภ์ เช่น ไม่พร้อมตั้งครรภ์, ตั้งครรภ์ตอนอายุน้อย, ตั้งครรภ์ครั้งแรก, หรือมีประวัติแท้งมาก่อน ไม่สามารถจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นจากการตั้งครรภ์ได้ด้วยตนเอง ขาดการช่วยเหลือสนับสนุนที่เพียงพอจากครอบครัวและสังคมทั้งด้านจิตใจและร่างกาย มักมีประวัติซึมเศร้าก่อนตั้งครรภ์

หลังคลอดคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย คือบาดเจ็บหลังคลอด การได้รับยานอนหลับหรือยาสลบเพื่อระงับความเจ็บปวด การอดนอน การเสียเลือด นอกจากนี้ มีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอร์โรน และสารสื่อประสาท serotonin, norepinephrine ส่งผลให้การตื่นตัวลดลง รู้สึกเบื่อหน่ายง่าย

ด้านจิตสังคม คือ การปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ การฟื้นฟูร่างกายหลังคลอด การเปลี่ยนแปลงบทบาทมาเป็นคุณแม่ การให้นมบุตร รับมือกับความคาดหวังของตัวเองและคนรอบข้างในการเลี้ยงดูบุตร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพจิตของคุณแม่

การรักษาโรคซึมเศร้าหลังคลอด ต้องพิจารณาความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะความเสี่ยงของโรคต่อคุณแม่และทารก และความเสี่ยงของการได้รับยารักษา เพราะยาบางชนิดสามารถผ่านน้ำนมไปสู่ทารกได้ หากอาการไม่รุนแรง อาจพิจารณาการรักษาโดยไม่ใช้ยาก่อน อาจเป็นการทำจิตบำบัดชนิดต่าง ๆ แต่หากจำเป็นต้องใช้ยา ควรให้การรักษาแบบใช้ยาชนิดเดียวจะปลอดภัยกว่า แต่ถ้าในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรงจิตแพทย์อาจมีการพิจารณาให้ทำจิตบำบัดร่วมกับการใช้ยา

อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่เริ่มมีอาการเข้าข่ายโรคซึมเศร้าหลังคลอดควรเข้ามาปรึกษาจิตแพทย์เพื่อให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขกับครอบครัวเหมือนเดิม

Oakley ฉลอง 50 ปีในไทย ถ่ายทอดการเดินทางผ่านกีฬา วัฒนธรรม และดีไซน์

Oakley ฉลอง 50 ปีในไทย ถ่ายทอดการเดินทางผ่านกีฬา วัฒนธรรม และดีไซน์

Oakley ฉลอง 50 ปีในไทย ถ่ายทอดการเดินทางผ่านกีฬา วัฒนธรรม และดีไซน์

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

50 ปี 600 เดือน 18,262 วัน คือระยะเวลาที่ Oakley ใช้ในการกำหนดนิยามใหม่ของคำว่าเป็นไปได้ ตลอดครึ่งศตวรรษแห่งนวัตกรรมอันไม่หยุดยั้ง ความกล้าในการคิดค้น พัฒนา และก้าวออกจากขีดจำกัดเดิม ๆ  และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระสำคัญครั้งนี้ Oakley ประเทศไทย ได้เปิดตัว “Oakley Bunker Bangkok” ณ Bangkok Kunsthalle โดยเปลี่ยนพื้นที่จัดงานให้กลายเป็นพื้นที่ที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นได้หลากหลายประสบการณ์ นำพาผู้ร่วมงานย้อนรอยเส้นทางของแบรนด์ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน จนถึงอนาคต

งานเฉลิมฉลองในครั้งนี้ได้ต้อนรับเหล่านักกีฬา ผู้นำทางวัฒนธรรม สื่อมวลชน และสมาชิก Oakley Collective ให้ได้ดื่มด่ำกับการสำรวจ DNA ของ Oakley อย่างลึกซึ้ง ที่ซึ่งเป็นการหลอมรวมเอาวิทยาศาสตร์ กีฬา และวัฒนธรรมมาบรรจบกัน ทุกมุมของ Oakley Bunker ถูกออกแบบเพื่อปลุกเร้าความน่าตื่นตาตื่นใจ ท้าทายมุมมอง และถ่ายทอดพันธสัญญาของ Oakley ในการก้าวข้ามทุกขีดจำกัดอย่างไม่หยุดยั้ง

การเดินทางไปกับ Oakley ในครั้งนี้ เริ่มต้นด้วยการรำลึกถึง Jim Jannard ผู้ก่อตั้ง Oakley ในปี 1975 จากนวัตกรรมด้ามจับรถมอเตอร์ครอสสุดล้ำ วิสัยทัศน์ของเขาถือกำเนิดขึ้นในห้องแล็บของโรงรถในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ได้ต่อยอดสู่การสร้างแบรนด์ที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งนวัตกรรม ความแม่นยำด้านดีไซน์ และสมรรถนะด้านกีฬา

ภายใน Heritage Zone พบกับ Timeline Wall ที่ถ่ายทอดเรื่องราวสำคัญของ Oakley ตลอด 5 ทศวรรษ โดยมีการจัดแสดงสิ่งสะสมหายาก 5 ชิ้น ภายใต้แสงไฟล้ำอนาคตที่สะท้อนถึงจุดเปลี่ยนแห่งการสร้างสรรค์อย่างไม่หยุดยั้งของแบรนด์ ตอกย้ำให้เห็นว่า Oakley ไม่เคยเป็นผู้ตามกระแสแต่คือผู้กำหนดและพลิกนิยามของกระแส สร้างสรรค์อุปกรณ์กีฬาให้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับจากนักกีฬา ศิลปิน นักดนตรี และผู้ทรงอิทธิพลด้านสไตล์ทั่วโลก

จากเรื่องราวมรดกทางวัฒนธรรม เข้าสู่โลกปัจจุบันของ Oakley จากเดิมที่ออกแบบเพื่อเหล่านักกีฬาเท่านั้น ในยุคปัจจุบันนี้กรอบแว่นของ Oakley ได้กลายเป็นที่นิยมของซูเปอร์สตาร์และเทรนด์เซ็ตเตอร์ระดับโลกที่ร่วมกันขับเคลื่อนแฟชันสตรีทและกระแสวัฒนธรรมร่วมสมัย จัดแสดงพรีวิวคอลเลกชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Retention Redefine แว่นตาประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุดของ Oakley ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมศักยภาพของนักกีฬาระดับโลกโดยเฉพาะ ไฮไลต์คือ 2 สไตล์ใหม่อย่าง Stunt Devil และ Stunt Wing ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Oakley Hyper Grip ช่วยมอบความกระชับสูงสุด น้ำหนักเบา และกระจายน้ำหนักอย่างสมดุลเพื่อความสบายในการสวมใส่ นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงกรอบแว่นตาในกลุ่มกีฬาและแว่นสายตาที่ครอบคลุมพอร์ตโฟลิโอของ Oakley ในโซนเฉพาะด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแบรนด์ Oakley สามารถติดตามได้ที่: https://www.instagram.com/oakleysea and www.facebook.com/oakleyasia/