ชัชชาติ ดวงเฮงเบอร์ 9 มัลลิกา มาไม่ทัน ได้เบอร์ 14

ชัชชาติ ดวงเฮงเบอร์ 9  มัลลิกา มาไม่ทัน ได้เบอร์ 14

ชัชชาติ ดวงเฮงเบอร์ 9 มัลลิกา มาไม่ทัน ได้เบอร์ 14

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.37 น.

28 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 08.30 น. นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.ทถ.กทม.) แจ้งขั้นตอนในการรับสมัครผู้ว่าฯ กทม.และการจับสลาก โดยจะมีการจับสลาก 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 จะเป็นการจับสลากลำดับที่ต้องการยื่นใบสมัคร ส่วนครั้งที่ 2 จะให้ผู้สมัครตามลำดับที่จับไปครั้งแรก จับหมายเลขประจำตัวเพื่อยื่นสมัคร ซึ่งในขั้นนี้ใครจับได้หมายเลขอะไร จะถือเป็นหมายเลขที่ใช้ในการหาเสียง

เมื่อถึงเวลา 08.30 น.เจ้าหน้าที่ขีดเส้นแดงใต้รายชื่อสุดท้าย ปรากฎว่ามีผู้สมัครมายื่นเอกสารก่อนเวลา 08.30 น.เริ่มตั้งแต่ 05.47 – 08.24 น.จำนวน 13 คน จึงถือว่าผู้สมัครกลุ่มดังกล่าวเดินทางมาถึงพร้อมกัน ทำให้ ผอ.กกต.ทถ.กทม.ลงมาสอบถามผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ตกลงลำดับการจับสลาก “ลำดับในการยื่นใบสมัคร” และ “หมายเลขที่ผู้สมัครจะใช้หาเสียง” เสียงส่วนใหญ่ เห็นด้วยให้จับสลาก

โดย ผอ.กกต.ทถ.กทม.จึงทำการจับสลาก ลำดับในการยื่นใบสมัคร ดังนี้

1.พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช พรรคเศรษฐกิจ

2.นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พรรคประชาชน

3.นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล อิสระ

4.นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ อิสระ

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ กลุ่มกรุงเทพบินได้

6.นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ อิสระ

7. นายประยูร ครองยศ อิสระ

8. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี อิสระ

9. นายประทีป วัชรโชคเกษม อิสระ

10. นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล อิสระ

11. นายอนุชา บูรพชัยศรี พรรคประชาธิปัตย์

12. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อิสระ

13. นายสมัย ละเลิศ อิสระ

จากนั้น ผอ.กกต.ทถ.กทม.ได้บรรจุหมายเลข 1 – 13 ใส่ในภาชนะทึบแสง ก่อนคนสลากให้คละกัน ก่อนเรียกรายชื่อผู้สมัคร มาจับสลากได้หมายเลข ดังนี้

1.พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช พรรคเศรษฐกิจ หมายเลข 12

2.นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พรรคประชาชน หมายเลข 10

3.นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล อิสระ หมายเลข 13

4.นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ อิสระ หมายเลข 6

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ กลุ่มกรุงเทพบินได้ หมายเลข 7

6.นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ อิสระ หมายเลข 3

7.นายประยูร ครองยศ อิสระ หมายเลข 11

8.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี อิสระ หมายเลข 1

9.นายประทีป วัชรโชคเกษม อิสระ หมายเลข 4

10.นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล อิสระ หมายเลข 8

11.นายอนุชา บูรพชัยศรี พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5

12.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อิสระ หมายเลข 9

13.นายสมัย ละเลิศ อิสระ หมายเลข 2

ส่วน ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ได้เบอร์ 14 เนื่องจากมีรายงานว่ายื่นเอกสารไม่ทันก่อนเวลา 08.30 น.

เช็กที่นี่!!! ได้เบอร์แล้ว 14 ผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

เช็กที่นี่!!! ได้เบอร์แล้ว 14 ผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

เช็กที่นี่!!! ได้เบอร์แล้ว 14 ผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.03 น.

28 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องบางกอก ชั้น B2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร (กกต.ทถ.กทม.) กำหนดให้เป็นสถานที่รับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 28 พ.ค. – 1 มิ.ย. 69 เวลา 08.30 – 16.30 น.

สำหรับเบอร์ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดังนี้

ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) จับสลากได้เบอร์ 1

สมัย ละเลิศ จับสลากได้เบอร์ 2

พงศ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ (อิสระ) จับสลากได้เบอร์ 3

ประทีป วัชรโชคเกษม จับสลากได้เบอร์ 4

อนุชา บูรพชัยศรีอดีต (พรรคประชาธิปัตย์) จับสลากได้เบอร์ 5

พิศาล กิตติเยาวมาลย์ จับสลากได้เบอร์ 6

ภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ (กลุ่มกรุงเทพบินได้) จับสลากได้เบอร์ 7

วีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล (กลุ่มผู้นำกรุงเทพ) จับสลากได้เบอร์ 8

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. (อิสระ) จับสลากได้เบอร์ 9

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตรอดีต (พรรคประชาชน) จับสลากได้เบอร์ 10

ประยูร ครองยศ (อิสระ) จับสลากได้เบอร์ 11

พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ) จับสลากได้เบอร์ 12

คมสัน พันธุ์วิชาติกุล (อิสระ) จับสลากได้เบอร์ 13

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (กลุ่มเพื่อนมัลลิกา) จับสลากได้เบอร์ 14

โจ ชัยวัฒน์ นำทัพ! ทีมบริหาร-ส.ก.พรรคประชาชนสมัครเลือกตั้ง

โจ ชัยวัฒน์ นำทัพ! ทีมบริหาร-ส.ก.พรรคประชาชนสมัครเลือกตั้ง

โจ ชัยวัฒน์ นำทัพ! ทีมบริหาร-ส.ก.พรรคประชาชนสมัครเลือกตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.35 น.

“โจ ชัยวัฒน์”นำทัพ! ทีมบริหาร-ส.ก.พรรคประชาชนสมัครเลือกตั้ง เปิดแคมเปญ 10 นโยบาย เมืองแคร์คน

28 พฤษภาคม 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือโจ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร นำทีมบริหารผู้ว่าฯ อาทิ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร นายวรภพ วิริยะโรจน์ น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ นายเดชรัต สุขกำเนิด ศ.อมร พิมานมาศ นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม และ นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย ร่วมด้วยว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. 50 เขต เดินทางมายังศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 เพื่อสมัครเลือกตั้งและจับสลากเบอร์ โดยทั้งหมดเดินทั้งมาด้วยรถเมล์ EV เพื่อประหยัดพลังงานและลดมลภาวะ

นายชัยวัฒน์ เปิดเผยว่า วันนี้ถือเป็นการเข้าสู่การหาเสียงอย่างเป็นทางการ โดยก่อนหน้านี้ พรรคประชาชนได้เปิดตัว Vision กรุงเทพง่ายๆ เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน เป็นเป้าหมาย หรือเป็นวาระกรุงเทพที่พรรคนำเสนอต่อประชาชน คือใน 4 ปีนับจากนี้ กรุงเทพจะเป็นเมืองที่มีสวัสดิการโอบอุ้มดูแลทุกคน และเป็นเมืองที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เติบโต สร้างตัว และใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีคุณภาพ

“เพื่อขยายวาระทำให้กรุงเทพง่ายขึ้น วันนี้เราได้เปิดตัว 10 นโยบายหลัก ที่คัดเลือกมาจากกว่า 40 นโยบาย ภายใต้คอนเส็ป เมืองแคร์คน นี่คือ Mission หรือภารกิจที่จะทำให้ Vision เป็นจริง เมืองแคร์คน ดูแลคน เพราะคนคือผู้สร้างเมือง เราแคร์คน ดูแลคน เพื่อให้คนกลับมาเป็นพลังของเมือง เมืองแคร์คน เป็นชุดนโยบายที่จะทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่ทุกคนอยู่ได้ ตั้งตัวง่าย และใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีคุณภาพ”

สำหรับ 10 นโยบายหลัก ครอบคลุมทุกมิติของการดูแลชีวิตคนทุกคน ทุกช่วงวัย ได้แก่

1.ค้าขายไม่ต้องจ่ายส่วย เพิ่มพื้นที่ขายอาหารค่าเช่าถูก

2.ช่วยรายย่อย ซื้อของ SMEs มีลุ้นรางวัลรวม 10 ล้านบาทต่อเดือน

3.เปลี่ยนศูนย์ฝึกอาชีพเป็นแพลทฟอร์มรีสกิล สร้างงาน 2 แสนตำแหน่งใน 4 ปี

4.เพิ่มศูนย์ดูแลผู้สูงวัย 10 แห่งใกล้ชุมชน

5.จ้างงาน 5,000+ ตำแหน่ง ดูแลผู้ป่วยติดเตียงฟรี

6.อัพเกรดศูนย์เด็กเล็กโดยใช้งบ 2 ล้านบาท ต่อศูนย์ รับตั้งแต่ 6 เดือน เปิดถึง 6 โมงเย็น

7.แก้ปัญหาใบส่งตัว ใช้บัตรทองหาหมอไม่ต้องรอนาน เพิ่มโควต้าบัตรทองเป็น 1 ล้านคนใน กทม.

8.เพิ่มเส้นทางรถเมล์ครอบคลุมพื้นที่เมืองใหม่ ป้ายรถเมล์มีหลังคาและที่นั่งรอทุกป้าย

9.ฟื้นฟูคลอง พัฒนาเรือเมล์ เพิ่มเส้นทางเดินและจักรยานเลียบคลอง

10.PARTICIPATORY BUDGETING งบพัฒนาเขต 7 – 13 ล้านบาทต่อเขต ประชาชนรวมออกแบบ และตัดสินใจ

นายชัยวัฒน์ ย้ำว่า จากนี้ถ้าหาป้ายโจไม่เจอ ไม่ต้องตกใจ เราประกาศแล้วว่าจะไม่มีป้ายผู้ว่ฯ มีเพียงป้าย ส.ก.ที่จำเป็นต้องติด เพราะมี 50 คน 50 เบอร์ การไม่ติดป้ายผู้ว่า เพื่อลดการเกะกะกีดขวางการสัญจร และลดการใช้ทรัพยากร ซึ่งการลดเพียงป้ายผู้ว่าฯ ก็สามารถลดได้จำนวนกว่า 3 หมื่นป้าย ส่วนป้าย ส.ก.ก็จะติดน้อยกว่ากฎหมายกำหนด เหลือเพียงไม่เกิน 1 – 2 เท่าของหน่วยเลือกตั้ง ถือว่าเลือกตั้งครั้งนี้เราจะใช้ป้ายน้อยที่สุดเท่าที่เคยทำมาตลอด 8 ปีตั้งแต่อนาคตใหม่

นายชัยวัฒน์ ยังได้ตอบคำถามที่ว่า เลือก โจ ชัยวัฒน์ จะต่างจากชัชชาติอย่างไร โดยชัยวัฒน์ระบุว่า อ.ชัชชาติ เพิ่งยอมรับเองว่าสิ่งที่คิดว่ายังทำได้ไม่ดีใน 4 ปีที่ผ่านมาคือการจัดการคอรัปชั่น เราเน้นแก้คอรัปชั่นที่ต้นตอ ตั้งแต่การตรวจสอบ TOR การจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ต้องรอให้เกิดการทุจริต ซึ่งหลายเรื่องอาจเกินอำนาจผู้ว่าที่จะจัดการ แต่ต้นตอ ผู้ว่าจัดการได้แน่ นอกจากนี้ เลือกโจ คนกรุงเทพจะได้ผู้ว่าที่พร้อมเป็นเจ้าภาพ จัดการเรื่องที่ถูกละเลยมานานบนประโยคที่ว่า ไม่ใช่อำนาจผู้ว่า เช่นเรื่องใบส่งตัว สิทธิบัตรทอง การขยายเส้นทางรถเมล์ การลดราคาตั๋วโดยสาร การทำที่อยู่อาศัยราคาถูกในเมือง ตนทราบดีว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ใช้อำนาจ กทม. อย่างเดียว แต่ในฐานะพ่อเมือง ต้องทำงานเชิงรุก ตามหาความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น เพื่อทำให้ชีวิตคนกรุงเทพดีขึ้น ไม่มีข้อแม้ ไม่มีข้ออ้างเรื่องอำนาจไม่พอ และหน่วยงานอื่นก็ไม่น่าจะไม่ร่วมมือ เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่คนทั้งนั้น

“ผมอยากนำเสนอให้เลือกคนกรุงเทพฯ เลือกผู้ว่าฯ และ ส.ก.จากพรรคประชาชน ยกทีมเพื่อทำกรุงเทพให้เป็นเมืองที่ง่ายขึ้น เป็นเมืองแห่งสวัสดิการ เป็นเมืองที่ความเหลื่อมล้ำลดลง และเป็นเมืองที่เปิดประตูแห่งโอกาสให้กับคนกรุงเทพฯ ถ้าอยากจะให้ผลักดันสิ่งเหล่านี้คนกรุงเทพฯก็ควรจะเลือกผู้ว่าฯ และ ส.ก.ที่มามาจากพรรคประชาชนทั้ง 50 เขต”

เริ่มแล้ว สมัครผู้ว่าฯ กทม.-สก. วันแรกคึกคัก เปิดขั้นตอนรับสมัคร-จับสลากหมายเลข

เริ่มแล้ว สมัครผู้ว่าฯ กทม.-สก. วันแรกคึกคัก เปิดขั้นตอนรับสมัคร-จับสลากหมายเลข

เริ่มแล้ว สมัครผู้ว่าฯ กทม.-สก. วันแรกคึกคัก เปิดขั้นตอนรับสมัคร-จับสลากหมายเลข

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.26 น.

สมัครผู้ว่าฯ กทม.-สก.เริ่มแล้ว  เปิดขั้นตอนรับสมัคร-จับสลาก

28 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องบางกอก ชั้น B2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร (กกต.ทถ.กทม.) กำหนดให้เป็นสถานที่รับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 28 พ.ค. – 1 มิ.ย. 69 เวลา 08.30-16.30 น. โดยวันแรกของการรับสมัคร ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานครและว่าที่ผู้สมัครว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้สนับสนุน แกนนำพรรคการเมืองทยอยเดินทางมายังสถานที่รับสมัครตั้งแต่ช่วงเช้ามืด แต่เนื่องจากทางกรุงเทพมหานครได้มีการจัดพื้นที่แยกต่างหากให้กับกองเชียร์และผู้ติดตามผู้สมัครโดยให้อยู่บริเวณด้านทิศตะวันออก ถนนประชาสงเคราะห์ และบริเวณด้านนอกถนนมิตรไมตรี  จึงอาจทำให้บรรยากาศโดยรวมของการรับสมัครไม่คึกคักเท่าที่ควร ขณะเดียวกันสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศจำนวนมากต่างมาปักหลักรายงานการรับสมัคร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการรับสมัครครั้งนี้กรุงเทพมหานครได้จัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจำนวน 1,500 คน และ ประสานกองบัญชาการตำรวจนครบาล สถานีตำรวจดินแดงในการดูแลความสงบเรียบร้อย จัดการจราจร การตรวจสอบวัตถุต้องสงสัย โดยในส่วนของกองเชียร์และผู้ติดตามผู้สมัคร มีการกำหนดจุดจอดรถและพื้นที่พักคอยบริเวณด้านทิศตะวันออก ถนนประชาสงเคราะห์ และบริเวณด้านนอกถนนมิตรไมตรี พร้อมกำหนดเส้นทางรับ-ส่งผู้สมัครหลังจับสลากหมายเลขเสร็จสิ้น เพื่อป้องกันปัญหาการจราจรและความแออัดในพื้นที่ ทั้งนี้ อนุญาตให้ใช้เครื่องขยายเสียงได้ แต่ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม

สำหรับขั้นตอนการรับสมัครมีการเปิดให้ว่าที่ผู้สมัครลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 05.00น.โดยว่าผู้สมัคร ที่เดินทางมาถึงก่อนเวลา 08.30 น. เจ้าหน้าที่จะให้เขียนเวลาและลงชื่อด้วยตนเองในใบลงทะเบียน เมื่อถึงเวลา 08.30 น. เจ้าหน้าที่จะขีดเส้นแดงใต้รายชื่อสุดท้าย ซึ่งถือว่าผู้สมัครกลุ่มดังกล่าวเดินทางมาถึงพร้อมกัน และมีสิทธิตกลงลำดับการจับสลาก “ลำดับในการยื่นใบสมัคร” และ “หมายเลขที่ผู้สมัครจะใช้หาเสียง” หากตกลงลำดับการจับสลากหมายเลขกันไม่ได้ จะเข้าสู่กระบวนการจับสลาก

จากนั้น นายณรงค์ เรืองศรี  ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพมหานครจะชี้แจงขั้นตอนการรับสมัครและการจับสลาก โดยจะมีการจับสลาก 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 จะเป็นการจับสลากลำดับที่ต้องการยื่นใบสมัคร ส่วนครั้งที่ 2 จะให้ผู้สมัครตามลำดับที่จับไปครั้งแรก จับหมายเลขประจำตัวเพื่อยื่นสมัคร ซึ่งในขั้นนี้ใครจับได้หมายเลขอะไร จะถือเป็นหมายเลขที่ใช้ในการหาเสียง

ขณะที่ ส.ก. ใช้ขั้นตอนเดียวกัน แต่จะมอบหมายให้ประธานอนุกรรมการประจำเขตดำเนินการจับสลากหมายเลข กรณีผู้สมัครไม่สามารถตกลงลำดับกันได้ โดยได้จัดจุดลงทะเบียนเวลาและตรวจเอกสารเบื้องต้นแยกตามเขตทั้ง 50 เขต ภายในห้องบางกอก เพื่อลดระยะเวลาในการรอ และรองรับผู้สมัครที่คาดว่าจะมีจำนวนมาก โดยการเข้าพื้นที่รับสมัครกรุงเทพมหานครกำหนดให้ผู้ที่จะเข้าพื้นที่ต้องลงทะเบียนและมีบัตรอนุญาตเท่านั้น อนุญาตให้ผู้สมัครมีผู้ติดตามได้ 1 คนเท่านั้น

สำหรับการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครครั้งนี้มีหน่วยเลือกตั้งทั้งสิ้น 6,629 หน่วย มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง4,507,523 คน ใช้งบประมาณในการจัดการเลือกตั้ง 294 ล้านบาท.

ดวงฤทธิ์ ปั่น Bike Sharing นำทัพ 30 ผู้สมัคร ส.ก. ทีมคนทำงาน จับเบอร์

ดวงฤทธิ์ ปั่น Bike Sharing นำทัพ 30 ผู้สมัคร ส.ก. ทีมคนทำงาน จับเบอร์

ดวงฤทธิ์ ปั่น Bike Sharing นำทัพ 30 ผู้สมัคร ส.ก. ทีมคนทำงาน จับเบอร์

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.22 น.

“ดวงฤทธิ์”ปั่น Bike Sharing นำทัพ 30 ผู้สมัคร ส.ก. ทีมคนทำงาน จับเบอร์ ย้ำสร้างกรุงเทพฯ เป็นไปได้ มุ่งแก้กฎหมายตอบโจทย์เมือง กั๊กตอบหนุนผู้ว่าฯ คนใด ขอดูนโยบายก่อน ไม่วางเป้าจำนวน ส.ก. ขอร่วมกันพัฒนาเมืองด้วยความยั่งยืน

28 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 06.35 น.ที่ศาลาว่าการ กทม. 2 ดินแดง กลุ่ม “ทีมคนทำงาน” นำโดย นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง หัวหน้าทีมคนทำงาน ปั่นจักรยาน (Bike Sharing) จากย่านประชาสงเคราะห์เข้าสู่ถนนมิตรไมตรี นำทีมผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 30 เขต เดินทางมาสมัครรับเลือกตั้งและจับสลากหมายเลขผู้สมัคร สะท้อนวิสัยทัศน์การเข้าถึงวิถีชีวิตคนเมืองและการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะเส้นเลือดฝอยของ กทม.ที่ใช้งานได้จริง

นายดวงฤทธิ์ เปิดเผยว่า การที่ทีมคนทำงานเลือกเดินทางด้วยจักรยานสาธารณะในเช้าวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างสีสันในวันจับเบอร์ แต่เป็นการสะท้อนความตั้งใจจริงที่ต้องการเข้ามาแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานและการเดินทางของคนกรุงเทพฯ แบบไร้รอยต่ออย่างยั่งยืน

นายดวงฤทธิ์ กล่าวว่า คนทำงานรวมกันจากหลากหลาย หลายคนคือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ จากหลายสาขาอาชีพ แต่สิ่งที่เราคิดตรงกันก็คือการมาทำงานให้บ้านของเรา ให้กับกรุงเทพฯของเรา โดยพวกเรามีความอิสระมุ่งมั่นตั้งใจ โดยเราส่งผู้สมัครทั้งหมดเบื้องต้น 30 เขต และเราทำเต็มที่ในทุกๆเขต สำหรับจุดขายสำคัญของพวกเรา คือการทำงานฝ่ายนิติบัญญัติ การปรับปรุงข้อบัญญัติ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของคนกรุงเทพฯ

เมื่อถูกถามถึงความเกี่ยวข้องกับผู้สมัครท่านอื่น หัวหน้าคนทำงาน กล่าวว่า เรามีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเข้ามาทำงานกัน ดังนั้นเรื่องเดี่ยวที่เราเน้นก็คือการจะมาทำงาน ซึ่งทุกคนมีความมุ่งมั่นตั้งใจ มีผู้คนจากหลายสาขาอาชีพ ทุกคนมีความตั้งใจที่จะทำเรื่องที่เชี่ยวชาญให้กับคนกรุงเทพฯ

สำหรับการสนับสนุนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนใดในอนาคตหรือไม่ หัวหน้าทีมคนทำงาน กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากกลุ่มไหนหรือคนไหน ถ้าเป็นเรื่องที่ดีก็ขอให้มาทำงานร่วมกัน นี่คือหัวใจหลักที่เราเป็นกลุ่มอิสระ ซึ่งเราต้องการสิ่งนี้ คือการอิสระเข้าไปทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะใดมิติของฝั่งนิติบัญญัติ หรือในฝั่งบริหาร เราสามารถทำงานร่วมกันได้ ถ้าเป็นเรื่องที่ดี และเป็นประโยชน์ส่วนรวม

ส่วนมีการวางสเปกผู้ว่าฯ กทม.ที่จะสนับสนุนและร่วมทำงานด้วยแล้วหรือไม่ นายดวงฤทธิ์ ระบุว่า เราคุยกันแล้วว่า พวกเราจะดูที่นโยบายเป็นหลัก ถ้านโยบายเป็นเรื่องที่ดีและทำเพื่อเมืองของเรา กรุงเทพฯ ของเรา พวกเราพร้อมทำงานด้วยอย่างเต็มที่

นายดวงฤทธิ์ ยังกล่าวถึงความอิสระที่จะทำให้ได้รับเลือกเข้ามา ว่า ในความเป็นอิสระเราสามารถทำงานได้ทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นมิติใหญ่ เช่น เรื่องของเมือง ซึ่งพวกเรามีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะมาทำ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของกรุงเทพฯ และของพวกเราในแต่ละเขตที่จะอาสาไปทำงาน

เมื่อถามว่า นโยบายของผู้ว่าฯ กทม.แต่ละคนเมื่อเห็นแล้วคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะสนับสนุนใคร นายดวงฤทธิ์ กล่าวว่า ตนว่ากรุงเทพฯ เป็นไปได้

ส่วนมีการวางเป้าจำนวน ส.ก.ที่จะได้รับเลือกไว้หรือไม่ นายดวงฤทธิ์ กล่าวว่า เนื่องจากเราเป็นกลุ่มอิสระ ไม่ใช่พรรคการเมือง ฉะนั้นความมุ่งมั่นตั้งใจของพวกเรา คือ เรื่องการทำงาน ไม่ได้วางเป้า ไม่ได้วางตัวเลข แต่วางเป้าหมายหลักของพวกเราไว้ว่า เราจะเข้าไปทำอะไร ซึ่งเราก็พูดคุยกันทั้งทีมทำงาน และที่ปรึกษาของพวกเราว่า ในคราวนี้ พวกเราจะร่วมกันพัฒนาเมืองของเราด้วยความยั่งยืน ซึ่งกลไกแรก คือ การแก้ไขพัฒนาปรับปรุงข้อบัญญัติ

ทั้งนี้ “ทีมคนทำงาน” มุ่งเน้นการชูนโยบายแก้ปัญหาเมืองในมิติที่สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของผู้สมัครแต่ละราย เน้นวาระงานเพื่อประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ อาทิ การนำข้อมูลมาใช้กระจายงบประมาณ (Data-Driven) , การยกระดับผังเมืองเชิงวิศวกรรมเพื่อบล็อกน้ำท่วม , การบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นเพื่อพื้นที่สีเขียวและความปลอดภัยจากยาเสพติด รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและระบบสาธารณสุขชุมชนเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ

ภายหลังการให้สัมภาษณ์เสร็จ นายดวงฤทธิ์ ได้ประกาศว่า “พร้อมทำงาน” ก่อนนำผู้สมัคร ส.ก. ไปสักการะพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ และเข้ารับสมัคร ส.ก.

ชมสด!!! บรรยากาศรับสมัคร ผู้ว่าฯกทม.-ส.ก.

ชมสด!!! บรรยากาศรับสมัคร ผู้ว่าฯกทม.-ส.ก.

ชมสด!!! บรรยากาศรับสมัคร ผู้ว่าฯกทม.-ส.ก.

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.19 น.

28 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องบางกอก ชั้น B2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร (กกต.ทถ.กทม.) กำหนดให้เป็นสถานที่รับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 28 พ.ค. – 1 มิ.ย.69 เวลา 08.30 – 16.30 น.

หม่อมกร ลั่น!!! พร้อมทำงานเพื่อคนกรุง อย่างไร้รอยต่อ

หม่อมกร ลั่น!!! พร้อมทำงานเพื่อคนกรุง อย่างไร้รอยต่อ

หม่อมกร ลั่น!!! พร้อมทำงานเพื่อคนกรุง อย่างไร้รอยต่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.59 น.

“หม่อมกร”ลั่น!!! พร้อมทำงานเพื่อคนกรุง อย่างไร้รอยต่อ มุ่งใช้ระบบสยบทุจริต เป้าทำให้กรุงเทพฯ ปลอดภัยทุกด้าน จับเบอร์ไม่คาดหวัง แล้วแต่ดวง

28 พฤษภาคม 2569 เวลา 07.00 น. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ว่าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามอิสระ เดินทางมาถึงศาลาว่าการ กทม.2 (ดินแดง) เพื่อสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในเวลา 08.30 น.

โดย ม.ล.กรกสิวัฒน์ เปิดเผยว่า เรามีความพร้อม ทีมเราใหญ่แต่วันนี้ยังไม่ครบถ้วน ยังจะมี นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล , นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ และ พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ที่พร้อมบริหารกรุงเทพฯ อย่างไร้รอยต่อ เพราะกรุงเทพฯ มีปัญหาหลายด้าน ทั้งอากาศ น้ำ ขยะ รถติด เศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และการคอรัปชั่น ดังนั้น ผู้ว่าฯ จะต้องชนกับทุกด้าน เราจะไม่ต้องรับให้ปัญหาเกิดแล้วไปไล่จับ เราต้องใช้ระบบสยบทุจริต แก้ตั้งแต่ต้นทาง เป้าหมายคือทำให้กรุงเทพฯ ปลอดภัยในทุกด้าน โดยการจับเบอร์วันนี้ ตนเองไม่คาดหวัง เป็นไปตามดวงไม่ว่าจะได้เบอร์อะไรก็ตาม

รัฐบาลปลื้ม! ร้านค้าแห่สมัคร ไทยช่วยไทย พลัส พุ่งต่อเนื่อง ล่าสุดรวม 6 แสนราย

รัฐบาลปลื้ม! ร้านค้าแห่สมัคร ไทยช่วยไทย พลัส พุ่งต่อเนื่อง ล่าสุดรวม 6 แสนราย

รัฐบาลปลื้ม! ร้านค้าแห่สมัคร ไทยช่วยไทย พลัส พุ่งต่อเนื่อง ล่าสุดรวม 6 แสนราย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.24 น.

รัฐบาลปลื้ม! ร้านค้าแห่สมัคร ไทยช่วยไทย พลัส พุ่งต่อเนื่อง วันที่ 27 พ.ค. สมัครใหม่สูงสุดตั้งแต่เปิดโครงการ ดันยอดร้านค้าพร้อมใช้ทะลุ 6 แสนราย

เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ยังคงได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ โดยข้อมูลล่าสุด ณ เวลา 18.00 น. ของวันที่ 27 พ.ค.2569 พบว่า มีร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการใหม่ในวันเดียวสูงถึง 12,840 ราย ถือเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่เปิดรับสมัครเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา

รองโฆษกฯ กล่าวว่า จากข้อมูลเปรียบเทียบตลอด 3 วันที่ผ่านมา พบว่าจำนวนร้านค้าสมัครใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยวันที่ 25 พ.ค. มีผู้สมัครใหม่ 12,429 ราย วันที่ 26 พ.ค. เพิ่มเป็น 10,244 ราย และวันที่ 27 พ.ค.เพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 12,840 ราย สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และความต้องการเข้าถึงโอกาสทางการค้าในโครงการดังกล่าว

ขณะเดียวกัน จำนวนร้านค้าที่ “ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมใช้งาน” ก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน โดยเฉพาะในวันที่ 27 พ.ค.มีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จเพิ่มขึ้นถึง 10,576 ราย สูงกว่าวันแรกของการเปิดสมัครกว่า 2 เท่า ส่งผลให้ปัจจุบันมีร้านค้าในโครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลและพร้อมใช้งานแล้วรวมทั้งสิ้น 605,812 ราย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ ควบคู่กับการลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน

“ตัวเลขการสมัครที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องสะท้อนว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากเห็นถึงโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าและการกระตุ้นยอดขายผ่านโครงการของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลจะเร่งอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบและอนุมัติร้านค้า เพื่อให้สามารถเข้าร่วมโครงการและเริ่มใช้งานได้อย่างรวดเร็วที่สุด” รองโฆษกฯ กล่าว

ชัชชาติ มาคนแรก ปั่นจักรยานสมัครผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2 พูดสามคำ กรุงเทพทำงาน

ชัชชาติ มาคนแรก ปั่นจักรยานสมัครผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2 พูดสามคำ กรุงเทพทำงาน

ชัชชาติ มาคนแรก ปั่นจักรยานสมัครผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2 พูดสามคำ กรุงเทพทำงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.06 น.

“ชัชชาติ”มาคนแรก ปั่นจักรยานสมัครผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2 พูดสามคำ”กรุงเทพทำงาน” ขอเป็นผู้ว่าฯ ติดดินรับใช้ประชาชนเหมือนเดิม ไม่ได้พกของดี”จับได้เบอร์อะไรก็ได้ทั้งนั้น”

28 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 05.58 น.ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปั่นจักรยาน Bike Sharing มาถึงที่ศาลาว่าการ กทม.2 (ดินแดง) เพื่อสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในเวลา 08.30 น.โดยมีอดีตรองผู้ว่าฯ และที่ปรึกษา ร่วมเดินทางมาด้วย ทันที่ที่มาถึงได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่รอทำข่าว

นายชัชชาติ กล่าวว่า เราจะเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนกรุงเทพฯ นี่คืองานยาก ต้องมีนโยบายที่ดีตอบโจทย์ได้จริง ๆ โดยมีนโยบายที่ต้องการให้กรุงเทพเป็นเมืองทันสมัย เน้น 4 ด้าน ได้แก่ คน ความสุข คุณภาพชีวิต และเมือง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีแอคชั่นแพลน 250+ รวมเมคกะโปรเจค ส่วนการจับเบอร์ เบอร์อะไรก็ได้เลย อยากให้เป็นเบอร์ที่ดี ไม่มีปัญหา โดยย้ำว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการเมืองใหญ่เพราะเราเป็นอิสระไม่ได้มาจากการเมือง เราทำงานให้กับทุกคน เราทำท้องถิ่นให้ดีเชื่อว่าจะช่วยผลักดันไปพร้อมกับรัฐบาลได้

“ย้ำทีมงานเสมออย่าไปเชื่อโพลที่บอกเรานำมา ต้องทำเหมือนเดิมไม่กดดัน เราไม่กดดันและจะทำให้เต็มที่ที่สุด ถ้าประชาชนเลือกเราก็ทำ แต่ถ้าไม่เลือกเราก็มีอย่างอื่นที่ต้องทำ เราไม่มีภาระในการแบกพรรค เราก็เป็นตัวของเรา ถ้า “ชัชชาติ” ไม่ได้ก็แค่นั้นเอง” นายชัชชาติ กล่าว

ส่วนที่คู่แข่งได้มีการตั้งคำถามว่า 4 ปีที่ผ่านมาทำอะไรมาบ้าง นายชัชชาติ ระบุว่า มีหลายเรื่อง ตั้งแต่ทางเท้า น้ำท่วมที่ทำได้ดีขึ้น คุณภาพอากาศที่ทำได้ดีขึ้น การศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงสาธารณสุข ซึ่งถ้าตั้งใจดูก็น่าจะเห็นเอง ส่วนเรื่องที่ยังไม่ประสบความสำเร็จคือ ทุจริตคอรัปชั่น เป็นเรื่องที่ฝังรากลึกมานาน ที่ผ่านมาเราทำงานอย่างหนัก เราไล่คนทุจริตออก 41 คน จึงต้องทำเรื่องนี้ต่อไป ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีร้องเรียนเข้ามาในปีแรกร้อยกว่าเรื่อง และในปีหลังลดลงเหลือ 20 กว่าเรื่อง ทำให้เห็นว่าเรื่องดังกล่าวดีขึ้น แต่ไม่มีทางหมด ต้องเดินหน้าต่อไป เพราะเป็นเรื่องของบุคคล

ส่วนเรื่องเศรษฐกิจจะต้องทำต่อ เราไม่มีอำนาจแจกเงิน แต่เราต้องแจกความรู้แจกโอกาส  นอกจากนี้เรายังทำให้เศรษฐกิจข้างถนนดีขึ้น ติดไฟส่องสว่างกว่า 100,000 ดวง ทำฟุตบาททางเท้ากว่า 1,000 กิโลเมตร อีกทั้งยังจัดระเบียบหาบแร่แผงลอย ทำให้ค้าขายดีขึ้น ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงคนทั้งเมือง เพื่อทำให้เศรษฐกิจอย่างเข้มแข็ง

เมื่อถามถึงทีมรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทั้ง 4 คน จะทำงานต่อในสมัยหน้าหรือไม่ นายชัชขาติ กล่าวว่า ต้องดูผลงานก่อนว่าทำงานกันดีหรือไม่ เดี๋ยวค่อยว่ากัน ส่วนเวทีปราศรัยเย็นนี้ที่สเตเดียมวัน จะมีการเปิดตัวทีมงานหรือไม่นั้น ทีมเราไม่ได้มีแค่รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เรามีคนเก่ง ๆ มากมาย และคนเก่ง ๆ ไม่ได้อยู่ในทีมบริหารด้วย ซึ่งมีกว่าร้อยคน แต่เขาไม่อยากเปิดตัวเพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวทางการเมือง ซึ่งหากต้องการเปิดตัวก็จะเชิญมาด้วย มีทั้งนักวิชาการและศิลปินที่เข้ามาช่วยกัน

และตอบคำถามสื่อ สามคำสั้นๆ คือ “กรุงเทพทำงาน”

เมื่อถามว่า หากได้เป็นผู้ว่าฯ อีกสมัย อยากเป็นผู้ว่าฯ แบบไหน นายชัชชาติ กล่าวว่า อยากเป็นผู้ว่าฯ ติดดิน แบบเดิม รับใช้ประชาชน ทุกคนคือเจ้านายเรา นี่คือหัวใจหลัก หวังว่าจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง แม้ 4 ปีที่ผ่านมาอาจจะมีคนผิดหวังบ้าง แต่ยังให้โอกาสเราทำงานต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจักกพันธุ์ ผิวงาม , นายวิศณุ ทรัพย์สมพล , รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช , นายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร , นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ปั่นจักรยานมาด้วย โดยภายหลังการสัมภาษณ์นายชัชชาติ ได้เข้าสักการะพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศาลาว่าการ กทม.2 (ดินแดง) โดยใช้ธูปสีเขียวไม่ได้จุดไฟ

ทั้งนี้ สถานที่รับสมัครฯ ณ ห้องบางกอก ชั้น B2 อาคารไอราวัตพัฒนา เปิดให้ผู้สมัครลงทะเบียนแสดงตนตั้งแต่เวลา 05.00 น.เมื่อถึง เวลา 08.30 น.ซึ่งถือว่าผู้สมัครเดินทางมาถึงพร้อมกัน หากตกลงลำดับการจับสลากหมายเลขฯ กันไม่ได้ จะมีการจับสลากหมายเลขผู้สมัครฯ โดยนายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร จะเป็นผู้ดำเนินการ ขั้นตอนการจับหมายเลขผู้สมัครฯ จะเสร็จสิ้น เวลา 10.00 น.

ไม่ขยายเวลาลงทะเบียน เหลือวันเดียว ปิดไทยช่วยไทยพลัส อีก4.7ล้านสิทธิรีบกด

ไม่ขยายเวลาลงทะเบียน เหลือวันเดียว ปิดไทยช่วยไทยพลัส อีก4.7ล้านสิทธิรีบกด

ไม่ขยายเวลาลงทะเบียน เหลือวันเดียว ปิดไทยช่วยไทยพลัส อีก4.7ล้านสิทธิรีบกด

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไม่ขยายเวลาลงทะเบียน เหลือวันเดียว ปิดไทยช่วยไทยพลัส อีก4.7ล้านสิทธิรีบกด

“ไทยช่วยไทยพลัส”วันที่สาม ยอดรวมเริ่มคงที่ พุ่งทะลุ 25.1 ล้านคนแล้ว ยังเหลือกว่า 4.7ล้านสิทธิ จนกว่าเต็ม 30 ล้านสิทธิ คลังเผยตรวจสอบสิทธิ‘กลุ่มผู้ลงทะเบียนใหม่’ผ่านเกณฑ์รับสิทธิ 5.7ล้านคน ที่เหลืออีก 5.9แสนรายลุ้นรับผลวันนี้ มั่นใจสิทธิเพียงพอ ยังเหลือมากกว่า 4 ล้านสิทธิ ยันไม่ขยายเวลาลงทะเบียนสิ้นสุด 29 พ.ค.พบลงทะเบียนใหม่ไม่ผ่าน 4แสนคน ซ้ำซ้อนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรุงไทย เพิ่มจนท.ดูแลเต็มที่ ยืนยันตัวตน เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ ชาวบ้านยังแห่ลงทะเบียนคึกคัก

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของการลงทะเบียนโครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐบาล เผยยอดลงทะเบียน“ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” พุ่งทะลุ 25.1 ล้านคนแล้ว ขณะที่ระบบตรวจสอบสิทธิสามารถอนุมัติผู้ลงทะเบียนใหม่ได้กว่า 5.7 ล้านราย ภายใน 24 ชั่วโมง ด้านร้านค้าที่พร้อมใช้งานเพิ่มเป็นกว่า 5.4 แสนร้าน ก่อนเริ่มใช้สิทธิจริงวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยประชาชนจะได้รับวงเงินช่วยจ่ายเดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน และหากใช้ไม่หมดจะไม่สามารถทบยอดไปเดือนถัดไปได้

คลังตรวจสิทธิลงทะเบียนใหม่5.7ล้านราย

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส”ว่าภาพรวมระบบการจัดการฐานข้อมูลและการตรวจสอบคุณสมบัติสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วกว่าที่ประเมินไว้มาก โดยกลุ่มผู้ลงทะเบียนใหม่ในวันแรก จำนวนกว่า 6.7ล้านคน ซึ่งตามกำหนดการเดิมระบบจะแจ้งให้รอผลการตรวจสอบคุณสมบัติภายใน 3 วันนั้น ล่าสุดเมื่อวานนี้ (26 พ.ค. 2569) ระบบสามารถประมวลผลและตรวจสอบคุณสมบัติเสร็จสิ้นแล้วเกือบทั้งหมด โดยใช้เวลาเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น ผลปรากฏว่ามีประชาชนกลุ่มนี้ที่ “ผ่านเกณฑ์” และได้รับการแจ้งผลยืนยันสิทธิแล้วจำนวนสูงถึง 5.7 ล้านคน

“สำหรับผู้ลงทะเบียนใหม่ที่ยังคงตกค้างอยู่ในสถานะรอตรวจสอบคุณสมบัติอีกประมาณ 5.9 แสนรายนั้น ทางกระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าระบบจะสามารถดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จทั้งหมด พร้อมทั้งส่งข้อความแจ้งผลให้ผู้ลงทะเบียนรับทราบได้ภายในวันนี้” นายลวรณ กล่าว

คลังมั่นใจสิทธิเพียงพอ/เหลือ4ล้านสิทธิ

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าการเปิดลงทะเบียนไทยช่วยไทย ล่าสุด ยังเหลือสิทธิอีกกว่า 4 ล้านสิทธิ มั่นใจสิทธิเพียงพอ ขอไม่ต้องกังวล ส่วนที่ประชาชนต้องไปยืนยันตัวตน เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ โดยที่ไปรอใช้บริการที่ธนาคารกรุงไทย คือลืมรหัสผ่าน และเปลี่ยนโทรศัพท์ทำให้ต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง”ใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย ได้ดูแลอย่างเต็มที่และมีช่องทางยืนยันตัวตนหลายช่องทาง โดยการลงทะเบียน ยังมีเวลา ลงได้ถึงวันที่ 29 พ.ค. สำหรับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะไม่สามารถเข้าลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60 /40 ระบบจะตรวจสอบได้จากเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจึงไม่ต้องลงทะเบียน รัฐจะเติมเงิน 700 บาท จากเดิม 300 บาทรวม 1,000 บาท นำไปใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องร่วมจ่าย

คลังยันไม่ขยายเวลาลงทะเบียน

ก่อนหน้านี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่าจะไม่ขยายเวลาลงทะเบียน เพิ่มเติมอย่างแน่นอน จากกำหนดสิ้นสุดในวันศุกร์ที่ 29 พ.ค.นี้ เวลา 22.00 น. หรืออาจปิดระบบก่อนกำหนดทันที หากสิทธิโควต้าเต็ม30ล้านสิทธิ โดยประเมินว่ายอดผู้ลงทะเบียนจริง อาจจะไม่ถึง 30ล้านคน เนื่องจากปัจจุบัน ยอดลงทะเบียนเริ่มทรงตัว จำเป็นต้องยึดตามกำหนดการเดิมเพื่อเตรียมความพร้อมของระบบแอปฯ”เป๋าตัง”เพื่อให้ประชาชนเริ่มใช้จ่ายเงินในงวดแรกได้ทันที วันที่ 1 มิถุนายน นี้

สำหรับสิทธิไทยช่วยไทยพลัส (60:40) เป็นการร่วมจ่าย รัฐบาลออกให้ 60% เป็นเงิน 1,000 บาท/เดือนประชาชนจ่ายเอง 40% เป็นเงินประมาณ 666.67 บาท/เดือน โดยเงินจะถูกตัดผ่านระบบ ยอดการใช้จ่ายสูงสุดจะอยู่ที่ 1,666.67 บาท/เดือน ต่อเนื่อง 4 เดือน รวมรัฐให้ 4,000 บาท ประชาชนจ่ายเอง รวม 2,666.67 บาท สินค้าที่ได้รับทั้งหมดก็จะมูลค่ารวม 6,666.67 บาท ใน 4 เดือน พร้อมย้ำ 1,000บาทที่ได้แต่ละเดือนต้องใช้ให้หมดภายในเดือน ไม่มีสมทบไปเดือนต่อไป

กรุงไทยเพิ่มจนท.ดูแลยืนยันตัวตน

ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทยได้เพิ่มเจ้าหน้าที่ช่วยทำการยืนยันตัวตนให้กับประชาชน ที่ตู้เอทีเอ็มสีเทา ประจำสาขาต่างๆ เพื่อลดจำนวนที่รอติดต่อเคาเตอร์ธนาคาร โดยการยืนยันตัวตนกับธนาคารกรุงไทย เพื่อเปิดบัญชีหรือใช้งานแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT และเป๋าตังทำได้ 3 ช่องทางหลัก 1. ตู้ ATM กรุงไทย สีเทา (ไม่ต้องใช้บัตร ATM) วิธีทำไปที่ตู้ ATM ธนาคารกรุงไทยสีเทา แตะหน้าจอเลือก “ยืนยันตัวตน” (ไม่ต้องใช้บัตร) จากนั้นเสียบ บัตรประชาชน ที่ช่องยืนยันตัวตน รอระบบตรวจสอบใบหน้าและข้อมูลเป็นอันเสร็จสิ้นอ่านรายละเอียดขั้นตอนเพิ่มเติมได้ที่ วิธียืนยันตัวตนที่ตู้เอทีเอ็ม ธนาคารกรุงไทย2. สาขาธนาคารกรุงไทย ทั่วประเทศวิธีทำ: นำบัตรประชาชนตัวจริงไปติดต่อได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการยืนยันตัวตนผ่านระบบ (e-KYC)3. แอปพลิเคชัน Krungthai NEXT / NDIDสำหรับลูกค้าเดิม (สแกนใบหน้า): เข้าแอปฯ Krungthai NEXT ไปที่เมนู ตั้งค่า > ตั้งค่าความปลอดภัย > ยืนยันตัวตนด้วยใบหน้ากับธนาคาร และนำบัตรประชาชนไปสแกนที่ตู้ ATM สีเทาหรือสาขาในครั้งแรกสำหรับลูกค้าใหม่: สามารถเลือกยืนยันตัวตนผ่านบริการ NDID ด้วยแอปพลิเคชันของธนาคารอื่นที่คุณมีบัญชีและเคยยืนยันตัวตนไว้แล้ว

ยังเหลือสิทธิอีก4.7ล้านสิทธิ

สำหรับยอดลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ถึงวันที่ 26 พฤษภาคม มีผู้ลงทะเบียนแล้ว 25,393,255 ราย ลงทะเบียนสำเร็จผ่านการตรวจคุณสมบัติแล้ว 24,353512 ราย ไม่ผ่านคุณสมบัติ 447,796 ราย

โดย ณ เวลา 16.25น.วันนี้ (27 พ.ค.)อัปเดต เว็บไซต์ http://www.ไทยช่วยไทยพลัส.thยังเหลือจำนวนสิทธิอีก 4,720,596สิทธิจากทั้งหมด 30 ล้านสิทธิ โดยประชาชนจะต้องลงทะเบียนผ่านแบนเนอร์ของโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) บนแอปฯเป๋าตังเท่านั้น

ลงทะเบียนใหม่ไม่ผ่าน4แสนคน

ในส่วนของกลุ่มผู้ลงทะเบียนใหม่ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งมีจำนวน 447,771 คนนั้น พบว่าสาเหตุหลัก ยังคงมาจากการที่ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 445,637 คน พยายามเข้ามาลงทะเบียนซ้ำซ้อน ซึ่งกลุ่มนี้รัฐบาลได้กำหนดสิทธิแยกไว้ชัดเจนและจะโอนเงินช่วยเหลือให้ผ่านบัตรโดยตรงแล้ว

ส่วนสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ไม่ผ่านเกณฑ์ ได้แก่เป็นผู้เสียชีวิต หรือย้ายไปต่างประเทศ จำนวน 1,941 คน และเป็นผู้ที่เคยกระทำผิดเงื่อนไขในโครงการคนละครึ่งในอดีต จำนวน 193 คน

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังยังคงเน้นย้ำให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนและมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ สามารถทยอยเข้ามาลงทะเบียนได้อย่างต่อเนื่อง ถึงวันที่ 29 พ.ค.2569 เวลา 22.00 น. หรือจนกว่าโควตาของโครงการจะครบตามจำนวนที่รัฐบาลกำหนดไว้

บุรีรัมย์ปชช.แห่ยืนยันตัวเนืองแน่น

. จ.บุรีรัมย์ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณหน้าธนาคารกรุงไทย สาขาบุรีรัมย์ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ยังคงมีประชาชนเดินทางมาติดต่อเพื่อยืนยันตัวตนอย่างเนืองแน่นต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยประชาชนส่วนใหญ่ที่เดินทางมาเป็นกลุ่มที่ไม่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ทโฟน ผู้ที่เดินทางมาลงทะเบียนเป็นครั้งแรก รวมถึงผู้ที่ลืมรหัสผ่านจากการลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งในระบบเดิม ทั้งนี้ ทางธนาคารได้จัดเจ้าหน้าที่เข้ามาคอยชี้แจงขั้นตอนและกฎระเบียบเป็นระยะ พร้อมทั้งจัดเตรียมน้ำดื่มแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่มารับบริการฟรี

ลงทุนซื้อมือถือใหม่เพื่อรับสิทธิ์

จากการสอบถาม นางสาวฉวีวรรณ อายุ 60 ปี ประชาชนในพื้นที่อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์เผยว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งมาแล้ว แต่ในครั้งนี้ไม่สามารถยืนยันตัวตนผ่านระบบได้เนื่องจากลืมรหัสผ่านเดิมจึงมีความจำเป็นต้องเดินทางมาติดต่อที่ธนาคาร โดยตนเดินทางมาติดต่อเป็นวันที่ 3 แล้ว เนื่องจากสองวันก่อนหน้านี้ มีผู้มาใช้บริการเป็นจำนวนมากจนต้องเดินทางกลับไปก่อน วันนี้ตั้งใจจะทำให้ลุล่วง

. นางวรรณพร อายุ 53 ปี ประชาชนจากอำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ ให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้ตนได้ชั่งใจว่าจะลงทะเบียนเข้าร่วมรับสิทธิ์ในโครงการ”ไทยช่วยไทยพลัส”ดีหรือไม่ เนื่องจากโทรศัพท์มือเครื่องเดิมค่อนข้างเก่าและไม่รองรับระบบสมาร์ทโฟน ทำให้ไม่สามารถลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนได้ หลังจากได้ปรึกษากับลูกสาวแล้วจึงตัดสินใจซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องใหม่ในราคา 15,000 บาท เพื่อนำมาใช้สิทธิ์ในโครงการนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากยังคงมีความเชื่อมั่นในนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ว่าจะมีโครงการช่วยเหลือในลักษณะนี้เพื่อมอบเป็นสวัสดิการให้แก่ประชาชนออกมาอีกอย่างต่อเนื่องในอนาคต

วิเชียรบุรีแตกแห่ต่อคิวแน่นธนาคาร

จ.เพชรบูรณ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการเปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ในโครงการ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ซึ่งเป็นวันที่ 3 ในการเปิดให้ประชาชนเข้ายืนยันตัวตนและลงทะเบียน โดยจากการลงพื้นที่สำรวจบริเวณหน้าธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) สาขาอำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ พบว่าในช่วงเช้ายังคงมีประชาชนจำนวนมากทยอยเดินทางมารอต่อคิวเพื่อขอรับคำแนะนำและดำเนินการลงทะเบียนจากเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง มีแถวคิวผู้มาใช้บริการยาวเหยียดออกมาถึงบริเวณด้านหน้าธนาคารตั้งแต่ก่อนเวลาเปิดทำการ

ทั้งนี้ บรรยากาศความคึกคักดังกล่าวยังส่งผลดีเชิงบวกต่อกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยในพื้นที่ ที่ต่างพากันนำรถเข็นอาหาร ข้าวกล่องและน้ำดื่มเข้ามาจอดปักหลักจำหน่ายรองรับประชาชนที่มารอคิว ส่งผลให้มีรายได้สะพัดเข้าสู่ชุมชนในอีกทางหนึ่ง

ส่วนใหญ่เปลี่ยนมือถือ-ย้ายเบอร์วุ่น

จากการสอบถามกลุ่มประชาชนที่มารอคิวพบว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ใช้สิทธิ์รายใหม่ที่ไม่เคยมีข้อมูลในระบบมาก่อนรวมถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ประสบปัญหาทางเทคนิคในขั้นตอนการติดตั้งและยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันเช่นรายที่มีการเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์มือถือใหม่,เปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ส่วนบุคคลหรือกลุ่มผู้สูงอายุที่พักอาศัยอยู่เพียงลำพังในต่างจังหวัด ซึ่งไม่มีบุตรหลานคอยให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยีจึงจำเป็นต้องเดินทางมาพึ่งพาเจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยประชาชนบางรายเปิดเผยว่าตนตั้งใจเลือกมาในวันที่3เพราะเข้าใจว่าจำนวนคนน่าจะซาและลดความแออัดลงแล้ว เมื่อมาถึงกลับพบว่ามีมวลชนมารอต่อคิวหนาตาไม่ต่างจากวันแรกๆ

ทางธนาคารกรุงไทย สาขาวิเชียรบุรีได้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ล่วงหน้า โดยจัดระเบียบพื้นที่พักคอยและกระจายกำลังเจ้าหน้าที่คอยเดินสายแจกใบแนะนำ ปรับปรุงขั้นตอนเอกสารและให้คำปรึกษาแก่ประชาชนตั้งแต่ช่วงก่อนเปิดประตูอาคาร

ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อระดับฐานราก

ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจดิจิทัลออกมาวิเคราะห์เกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ว่าโครงการลักษณะดังกล่าวแม้จะมีข้อดีในการช่วยกระตุ้นกำลังซื้อระดับฐานรากและช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนได้ในระยะสั้น แต่ปัญหาความพร้อมและทักษะความเข้าใจด้านดิจิทัล(Digital Literacy)ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางในต่างจังหวัดยังคงเป็นโจทย์ใหญ่และเป็นกำแพงสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งเข้ามาสนับสนุน วางรากฐานควบคู่ไปกับการออกนโยบายเยียวยา เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึงในระยะยาว

ปชน.บี้ทบทวนตั้งกมธ.สอบพรก.กู้เงิน

เมื่อเวลา10.35น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังจบข้อหารือของสส.ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หารือเพื่อขอให้ประธานสภาฯทบทวนการวินิจฉัยให้ญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินโครงการและการใช้จ่ายงบประมาณตามพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4แสนล้านบาท ซึ่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นผู้เสนอ ไม่เป็นเรื่องด่วนว่าขณะนี้รัฐบาลเตรียมจะกู้เงินที่จะใช้จ่ายในโครงการที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 มิ.ย.ซึ่งรัฐบาลเองไม่หยุดการทำงานเพื่อรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็น ก่อนหน้านี้สภาฯได้พิจารณาญัตติเรื่องแลนด์บริดจ์ ซึ่งได้วินิจฉัยให้เป็นญัตติด่วน ดังนั้น ขอให้ใช้บรรทัดฐานเดียวกัน

ปธ.สภายืนกรานทำตามขั้นตอน

ประธานสภาฯ ชี้แจงว่าการพิจารณาญัตติใดว่าเป็นเรื่องด่วนหรือไม่ ตนไม่ได้ใช่ดุลยพินิจแต่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่มีคณะกรรมการส่วนของข้าราชการที่พิจารณาและเสนอมาให้ตนบรรจุวาระ ส่วนเรื่องแลนด์บริดจ์นั้นเป็นเพราะวิปฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเห็นตรงกัน ทั้งนี้ การบรรจุญัตติในวาระหากจะเลื่อนพิจารณานั้นขอให้วิปทั้ง2ฝ่ายได้หารือร่วมกัน และประธานสภาฯพร้อมดำเนินการ

ส่วนกรณีที่ตนไม่ใช้อำนาจวินิจฉัยเอง อาจถูกมองตัดสินเข้าข้างฝ่ายใดและฝ่ายหนึ่งจะไม่พอใจดังนั้นจึงใช้วิธีปฏิบัติตามหลักราชการ ไม่ได้ใช้อำนาจตรงของประธานสภาฯโดยมอบให้กรรมการเสนอเรื่องพิจารณาเมื่อเสนอมาแบบใดตนต้องบรรจุตามนั้นอย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ตนเข้าใจการทำงานแต่ละฝ่าย บทบาทต่างกัน แต่ทำงานเพื่อประชาชน ซึ่งตนเคารพทุกฝ่ายในสภา

“ผมขอสมมุติว่าเป็นญัตติด่วน แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่เห็นด้วย ผมไม่มีความประสงค์ใช้มติโดยเกินความจำเป็น หากปรึกษาหารือไม่ได้จำเป็นต้องใช้มติ แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่เห็นด้วย กรรมาธิการคงไม่เกิดดีที่สุดควรพูดคุยผ่านวิป และผมไม่ขัดข้อง”นายโสภณ กล่าว

ฝ่ายค้านรุมจี้ให้ปธ.สภาฯทบทวน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นตัวแทนของวิปฝ่ายค้านได้ลุกหารือเพิ่มเติมเพื่อขอให้ทบทวนให้ญัตติตั้งกมธ.ติดตามการใช้เงินกู้4แสนล้านบาท เป็นเรื่องที่สภาฯต้องเร่งพิจารณาพร้อมกับถามหาหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการเลือกว่าญัตติใดเป็นเรื่องด่วนหรือไม่

ทั้งนี้ช่วงหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์หารือว่า การยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามขั้นตอนแล้ว รัฐบาลควรหยุดกู้เงินเพราะหากชี้ว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงินไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นจะใช้บังคับไม่ได้ แต่เมื่อรัฐบาลไม่หยุด ขณะนี้บริบทเปลี่ยนแปลงไปของให้กรรมการของสภาฯทบทวนการวินิจฉัย

โสภณยืนตามมติเดิมไม่บรรจุญัตติ

ทำให้ นายโสภณ ชี้แจงว่า“กระบวนการของฝ่ายบริหาร ฐานะฝ่ายนิติบัญญัติก้าวล่วงไม่ได้ เมื่อฝ่ายบริหารดำเนินการไป หากผิดพลาด บกพร่อง ฝ่ายบริหารต้องรับว่า กระบวนการนั้นถูกต้องหรือไม่ ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวรัฐบาลต้องถูกตรวจสอบแน่นอน ไม่ว่าช่องทางใด เพื่อให้เกิดประโยชน์ ดังนั้นขอให้วิปไปเจรจา ซึ่งมีวาระประชุมนัดพิเศษอยู่ ผมพร้อมจะปฏิบัติตาม”

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการหารือดังกล่าว นายโสภณ ยังคงยืนยันตามมติเดิมว่า จะไม่บรรจุเป็นญัตติด่วน และเริ่มเข้าสู่ระเบียบวาระด่วน ว่าด้วย ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ