เคาะวางตัวเรียบร้อย! เปิด 14 ประธาน กมธ. ในสัดส่วน ’ภูมิใจไทย‘ เตรียมชงสภาฯสัปดาห์หน้า

เคาะวางตัวเรียบร้อย! เปิด 14 ประธาน กมธ. ในสัดส่วน ’ภูมิใจไทย‘ เตรียมชงสภาฯสัปดาห์หน้า

เคาะวางตัวเรียบร้อย! เปิด 14 ประธาน กมธ. ในสัดส่วน ’ภูมิใจไทย‘ เตรียมชงสภาฯสัปดาห์หน้า

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.48 น.

เคาะวางตัวเรียบร้อย! เปิด ’14ประธานกมธ.‘ ในสัดส่วน ’ภูมิใจไทย‘ เตรียมชงสภาฯสัปดาห์หน้า

วันที่ 28 เมษายน 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เรียกประชุม สส.พรรคภูมิใจไทย และพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งมีพรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ และพรรคเล็ก เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง 

โดยในที่ประชุม เป็นการสรุปเนื้อหาก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่จะมีขึ้นในวันที่ 29-30 เม.ย.นี้ และมีการเคาะรายชื่อประธานกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย จำนวน 14 คณะ ที่ได้วางตัวไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯสัปดาห์หน้า ประกอบด้วย 

1.นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี​ ประธาน กมธ.การตำรวจ


2.นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ​ สส.ศรีสะเกษ  ประธาน กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) 


3.นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง ประธานกมธ.การกระจายอำนาจฯ 


4.นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์​ สส.เพชรบุรี​ ประธานกมธ.การศาสนาฯ


5.นายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย ประธานกมธ.การปกครอง 


6.นายสุพล จุลใส สส.ชุมพร ประธานกมธ.การพลังงาน


7.นายศุภโชค ศรีสุขจร สส.นครปฐม ประธานกมธ.การอุตสาหกรรม


8.นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ​ ประธานกมธ.การพาณิชย์ฯ


9.นายจุติ ไกรฤกษ์​ สส.พิษณุโลก​ ประธานกมธ.คลังฯ


10.นายอรรถพล ไตรศรี​ สส.พังงา ประธานกมธ.การคุ้มครองผู้บริโภคฯ


11.น.พ.อลงกต มณีกาศ สส.นครพนม ประธานกมธ.การสื่อสารฯ


12.นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สส.ปราจีนบุรี​ ประธานกมธ.แก้ปัญหาหนี้สินฯ


13.นายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.ชัยนาท ประธาน กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ


14.น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี ประธาน กมธ.การที่ดินฯ 

เคยทำมาก่อนแล้ว! อรรถกร ชี้ ศุภจี ขายทุเรียนลูกละ 100 เหนื่อยเกษตรกร มองได้ผลระยะสั้น

เคยทำมาก่อนแล้ว! อรรถกร ชี้ ศุภจี ขายทุเรียนลูกละ 100 เหนื่อยเกษตรกร มองได้ผลระยะสั้น

เคยทำมาก่อนแล้ว! อรรถกร ชี้ ศุภจี ขายทุเรียนลูกละ 100 เหนื่อยเกษตรกร มองได้ผลระยะสั้น

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.31 น.

เคยทำมาก่อนแล้ว! อรรถกร ชี้ ศุภจี ขายทุเรียนลูกละ 100 เหนื่อยเกษตรกร มองได้ผลระยะสั้น ขอให้มองในมุมเกษตรกรด้วย  

เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม ในฐานะอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เชิญพิมรี่พาย แม่ค้าออนไลน์ และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง มาช่วยขายทุเรียนราคาเริ่มต้นผลละ 100 บาท ว่า ตนมองเรื่องนี้เป็น 2 มุม คือ ความตั้งใจในการโปรโมทสินค้า ซึ่งทุเรียน เป็นหนึ่งในผลไม้เศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้ประเทศกว่าแสนล้านบาท แต่การขายราคาเช่นนี้ ย่อมมีผลกระทบต่อเกษตรกร ที่ต้องการปรับราคาทุเรียนเกรดพรีเมียม ที่มีราคาสูงขึ้น ซึ่งในอนาคต อาจมีการปรับราคาให้เท่ากัน

ดังนั้น ในเรื่องนี้ ส่วนตัวตนเคยทำมาแล้ว กับการแก้ปัญหาราคาลำไย ร่วมกับร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการให้อินฟลูเอ็นเซอร์มาดึงดูด เพื่อสร้างความต้องการ แต่ส่งผลได้ระยะสั้นเท่านั้น และอยากให้คิดถึงมุมของเกษตรกรด้วย เพราะเกษตรกร ต้องดูแลทุเรียน และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 1 ครั้ง ใน 1 ปี ซึ่งหากขายได้เพียงลูกละ 100 บาทก็เหนื่อย

ครม. อนุมัติโครงการก่อหนี้ผูกพันข้ามปี 45 รายการ วงเงินกว่า 1.11 แสนล้านบาท

ครม. อนุมัติโครงการก่อหนี้ผูกพันข้ามปี 45 รายการ วงเงินกว่า 1.11 แสนล้านบาท

ครม. อนุมัติโครงการก่อหนี้ผูกพันข้ามปี 45 รายการ วงเงินกว่า 1.11 แสนล้านบาท

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.20 น.

ครม.อนุมัติโครงการก่อหนี้ผูกพันข้ามปี 45 รายการ วงเงินกว่า 1.11 แสนล้านบาท ผูกพันงบปี 70 กว่า 1.74 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ วงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป รวม 45 รายการ คิดเป็นวงเงินทั้งสิ้น 111,022.14 ล้านบาท โดยเป็นคำขอเสนองบฯ ปี 70 จำนวน 17,458.22 ล้านบาท และผูกผันงบฯ ปีที่เหลือรวม 93,563.92 ล้านบาท 

ทั้งนี้ งบประมาณดังกล่าว จะครอบคลุม 6 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงมหาดไทย มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนโครงการสำคัญของภาครัฐอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งแต่ละหน่วยงานจำแนกได้ดังนี้ 

กระทรวงการคลัง 1 รายการ วงเงิน 1,746.10 ลบ. งบปี 70 จำนวน 349.22 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีหลือ 1,396.88 ลบ. ได้แก่ โครงการบำรุงรักษาและซ่อมแซมแก้ไขระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้าด้วยเครื่องเอกซเรย์ที่จัดซื้อในโครงการระยะที่ 5 เพื่อลดความเสี่ยงจากการขัดข้องและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้า ส่งผลให้กรมศุลกากรสามารถตรวจปล่อยตู้คอนเทนเนอร์สินค้าได้อย่างรวดเร็วและป้องกันสินค้าที่ไม่พึงประสงค์เข้าประเทศ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 13 รายการ วงเงิน 27,384.12  ลบ. งบปี 70 จำนวน 5,476.82 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 21,907.30 ลบ. อาทิ โครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-หนองค้อ-บางพระ จังหวัดชลบุรี วงเงิน 2,476.89 ล้านบาท เป็นโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำและอาคารประกอบ รวมถึงวางระบบท่อผันน้ำจากแห่งน้ำบริเวณใกล้เคียงที่มีปริมาณน้ำเหลือใช้ในฤดูฝน มาเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับการขยายตัวของพื้นที่เมืองชลบุรี นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และแหล่งท่องเที่ยวเมืองพัทยา

กระทรวงคมนาคม  20  รายการ วงเงิน 45,703.55  ลบ. งบปี 70 จำนวน 6,465.10 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 39,238.45 ลบ. อาทิ 1)โครงการก่อสร้างถนนในพื้นในที่จังหวัดสมุทรปราการ มุกดาหาร เชียงใหม่ และชลบุรี วงเงิน 1,239.60 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายให้สามารถรองรับปริมาณจราจรที่เพิ่มขึ้นและแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด 2)โครงการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) จำนวน 800 คัน วงเงิน 145.73 ล้านบาท เพื่อทดแทนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรม เนื่องจากมีอายุการใช้งานนานกว่า 30 ปี คาดว่า จะสามารถรับมอบรถโดยสารงวดที่ 1 จำนวน 400 คัน ได้ในเดือนสิงหาคม 2570 และงวดที่ 2 จำนวน 400 คัน ในเดือนกันยายน 2570

กระทรวงยุติธรรม 1 รายการ วงเงิน 1,510.69 ลบ. งบปี 70 จำนวน 302.13 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 1,208.56 ลบ. ได้แก่ โครงการก่อสร้างทัณฑสถานบำบัดพิเศษพระนครศรีอยุธยาพร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ ตำบลหันตรา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นโครงการก่อสร้างทัณฑสถานแห่งใหม่ เพื่อทดแทนทัณฑสถานเดิมที่ทรุดโทรม คับแคบ และขาดความมั่นคงปลอดภัย โดยก่อสร้างบนพื้นที่ 100 ไร่ สามารถรองรับผู้ต้องขังได้ถึง 3,000 คน ทำให้มีพื้นที่ที่เอื้อต่อการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังอย่างเป็นสัดส่วนตามหลักมาตรฐานสากล และสามารถควบคุมป้องกันการหลบหนีได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 5 รายการ วงเงิน 25,738.59 ลบ. งบปี 70 จำนวน 3,261.13 ลบ.  ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 22,477.46 ลบ. อาทิ 1)แผนความต้องการครุภัณฑ์ โครงการสถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล วงเงิน 454.80 ล้านบาท  เพื่อรองรับผู้บริการให้สามารถเข้าถึงบริการการแพทย์ที่มีคุณภาพ ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง 2)โครงการจัดตั้งคณะแพทย์ มหาวิทยาลัยนครพนม วงเงิน 543.96 ล้านบาท เป็นการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ให้มีมาตรฐานตามเกณฑ์แพทยสภาและสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์ Institute for Medical Education Accreditation: IMEAc) โดยเน้นหลักสูตรผลิตแพทย์เพื่ออนาคตในระบบบริการปฐมภูมิ เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอบบนที่มีความขาดแคลน

กระทรวงมหาดไทย 5 รายการ วงเงิน 8,939.09 ลบ. งบปี 70 จำนวน 1,603.82 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 7,335.27 ลบ. อาทิ โครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายการประปาส่วนภูมิภาค สาขาชลบุรี – พนัสนิคม – (พานทอง) – (ท่าบุญมี) ระยะที่ 2 วงเงิน 340 ล้านบาท โดยสามารถเพิ่มการผลิตน้ำประปาขนาด 96,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อรองรับผู้ใช้น้ำภาคครัวเรือนและธุรกิจประมาณ 55,000 ราย ตามแผนการพัฒนาเมืองศูนย์กลางการศึกษานานาชาติอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะในพื้นที่จังหวัดชลบุรีด้านทิศเหนือของโครงการ EEC

กล้าธรรม จัดทัพใหม่! ดัน ธรรมนัส นั่งหัวหน้า-นฤมล คุมเงินพรรค

กล้าธรรม จัดทัพใหม่! ดัน ธรรมนัส นั่งหัวหน้า-นฤมล คุมเงินพรรค

กล้าธรรม จัดทัพใหม่! ดัน ธรรมนัส นั่งหัวหน้า-นฤมล คุมเงินพรรค

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.19 น.

“กล้าธรรม”ประชุมใหญ่สามัญ รีเช็ตพรรคใหม่ สอดคล้องกับจำนวน สส.ที่เพิ่มขึ้น ดัน”ธรรมนัส”นั่งหัวหน้า ส่วนเลขาฯคนเดิม”ไผ่ ลิกค์” “นฤมล”คุมเงินพรรค รอผู้บริหารชุดใหม่เคาะสู้ศึกผู้ว่าฯ กทม.-ส.ก.

28 เมษายน 2569 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา ในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงการประชุมสามัญประจำปี 2569 ว่า เราจะปรับโครงสร้างของพรรคใหม่ทั้งหมด หากมองย้อนกลับไปในรัฐบาลที่แล้ว พรรคกล้าธรรมมี สส. 24 คน แต่หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรม มี สส.เพิ่มขึ้น 3 เท่า เพื่อให้ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในแต่ละภาค จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้าง โดยเฉพาะในส่วนผู้บริหาร และเติมบุคลากรที่จะเข้ามาช่วยทำงานและดูแลในพื้นที่ อย่างน้อย 4 – 5 ภาค จะต้องมีคนดูแลในภาพรวมและรวมศูนย์อยู่ตรงกลาง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของพรรคกล้าธรรม ตามที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้ประกาศไว้ในช่วงหาเสียง ซึ่งบุคลากรก่อนหน้านี้อาจจะเอียงซ้ายหรือเอียงขวา แต่วันนี้เราจะทำให้แต่ละภาคมีความใกล้เคียงกัน เพื่อจะได้ทำงานอย่างครอบคลุม

นายอรรถกร กล่าวอีกว่า จำนวนกรรมการบริหารพรรคจะมีกว่า 20 คน ซึ่งจะเอาคนที่มีความพร้อม และมีใจที่อยากมาร่วมทำงาน โดยไม่ได้แบ่งว่าใครเป็น สส.หรืออดีต สส. แต่มองว่าทุกคนเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งมีสิทธิเสนอตัวเข้ามาทำงาน

ส่วนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พรรคกล้าธรรมมีการเตรียมความพร้อมที่จะส่งผู้สมัครลงหรือไม่ นายอรรถกร ระบุว่า ขอให้รอคุยกับผู้บริหารชุดใหม่ดีกว่า เพราะวันนี้ จะต้องมีการประเมินอีกครั้งว่าจะสู้ศึกในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ ซึ่งตนไม่สามารถตอบแทนเพื่อนสมาชิกจากกรุงเทพมหานครได้ แต่เชื่อว่าถ้าหากพรรคส่งผู้สมัคร ก็ต้องหาบุคคลที่มีความเหมาะสมที่สุด แล้วหากเราไม่ส่งผู้สมัคร ก็จะต้องมีเหตุผลมาชี้แจงในภายภาคหน้า

สำหรับคณะกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรมชุดใหม่ 20 คน คาดประกอบด้วย

1. ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรค

2. นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรค

3. ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิก

4. นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ นายทะเบียนพรรค

5. นายอิทธิ ศิริลัทธิยากร กรรมการบริหาร

6. นางสาวณภาภัช อัญชสาณิชมน กรรมการบริหาร

7. นายจรัญ จันทร์แก้ว กรรมการบริหาร

8. นายสุชาติ อุสาหะ กรรมการบริหาร

9. นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ กรรมการบริหาร

10. พลเรือโทนิรัตน์ ทากุดเรือ กรรมการบริหาร

11. นายนิกร ซัจเดว กรรมการบริหาร

12. นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข กรรมการบริหาร

13. นายภูรินทร์ เชิดชื่น กรรมการบริหาร

14. นายสมศักดิ์ แสงอารยะกุล กรรมการบริหาร

15. นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ กรรมการบริหาร

16. นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ กรรมการบริหาร

17. นายจตุพร กมลพันธ์ทิพย์ กรรมการบริหาร

18. นายประมวล พงศ์ถาวราเดช กรรมการบริหาร

19. ดร.เจนจิรา รัตนเพียร กรรมการบริหาร

20. นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ กรรมการบริหาร

ขณะที่ รองหัวหน้าพรรค 12 คน ประกอบด้วย

1. พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่

2. นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา

3. นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

4. นายอัครา พรหมเผ่า

5. นายนัจมุดดีน อูมา

6. นายเอกราช ช่างเหลา

7. นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ

8. นายพงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว

9. จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ

10. นายองอาจ วงษ์ประยูร

11. นางรัชนี พลซื่อ

12. พันโทสินธพ แก้วพิจิตร

ส่วนโฆษกพรรค คือ นายอรรถกร ศิริลัทธิยากร

สำหรับ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ประกอบด้วย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน , นางปวีณา หงสกุล และ พลตำรวจเอก ประจวบ วงศ์สุข

ปชน. ปิดห้องโหวตประธานกมธ.9 คณะ จับตา ไอซ์ รักชนก ชิง กมธ.ติดตามงบฯ

ปชน. ปิดห้องโหวตประธานกมธ.9 คณะ จับตา ไอซ์ รักชนก ชิง กมธ.ติดตามงบฯ

ปชน. ปิดห้องโหวตประธานกมธ.9 คณะ จับตา ไอซ์ รักชนก ชิง กมธ.ติดตามงบฯ

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.04 น.

ปชน. ปิดห้องโหวตประธานกมธ.9 คณะ จับตา ไอซ์ รักชนก ชิง กมธ.ติดตามงบฯ ด้าน อ.ต้น กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ขณะที่ พริษฐ แจ้งล่าสุด ไทยภักดี ตอบรับเข้าชื่อ ยื่นคำร้องสอบ ป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ คดีศักดิ์สยามซุกหุ้น

เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 ที่พรรคประชาชน จัดการประชุม สส.ประจำสัปดาห์ เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานในการประชุมสภา โดยมีวาระสำคัญเป็นการโหวตเลือกตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการสามัญสภาผู้แทนราษฎร ที่พรรคประชาชนได้โควต้าทั้งหมด 9 คณะ ซึ่งจะมีการลงมติแบบลับ โดยมีคณะ กรรมาธิการที่น่าสนใจ เช่น นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่คาดว่าน่าจะลงชิงตำแหน่งประธานกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ น.ส.รักชนก ศรีนอก ที่จะลงชิงตำแหน่งประธานกรรมาธิการ ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ เป็นต้น 

ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะตัวแทนพรรคที่ประชุมร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้แจ้งผลการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านให้กับสมาชิกได้รับทราบ ว่า ในกรณีที่มีการรวบรวมรายชื่อ สมาชิกรัฐสภา 1 ใน 5 หรือ 140 รายชื่อ เพื่อยื่นต่อประธานสภาฯ ผ่านไปยังประธานศาลฎีกาให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติในคดีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซุกหุ้น ขณะนี้พรรคประชาชน มีจำนวน 119 คน ต้องหาเพิ่มอีก 21 คน ซึ่งในที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม และพรรคเสรีรวมไทย ได้นำข้อหารือกลับไปประชุมกับพรรคก่อน ขณะนี้อยู่ระหว่างรอคำตอบ ส่วนพรรคไทยภักดีตอบตกลงทันที

นอกจากนี้ ยังมี สว. ที่ประสงค์จะร่วมลงชื่ออีกประมาณ 10 กว่าคน ดังนั้นคาดว่ารายชื่อน่าจะแล้วเสร็จในเร็ว ๆนี้ และจะตั้งคณะทำงานร่วมกับพรรคการเมืองอื่นที่ร่วมเข้าชื่อด้วย เพื่อเตรียมยกร่างคำร้องดังกล่าว และคาดว่าน่าจะยื่นต่อประธานสภาฯ ได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้

ได้ฤกษ์แล้ว! ครม.สัญจรครั้งแรกครม.หนู 1 หาดใหญ่ 8-9 มิ.ย.นี้

ได้ฤกษ์แล้ว! ครม.สัญจรครั้งแรกครม.หนู 1 หาดใหญ่ 8-9 มิ.ย.นี้

ได้ฤกษ์แล้ว! ครม.สัญจรครั้งแรกครม.หนู 1 หาดใหญ่ 8-9 มิ.ย.นี้

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.54 น.

ได้ฤกษ์แล้ว! ครม.สัญจรครั้งแรกครม.หนู 1 หาดใหญ่ 8-9 มิ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 28 เม.ย2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าจะมีการจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ นอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งแรกของรัฐบาล อนุทิน 1 ในวันที่ 8-9 มิ.ย.2569 ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ผบ.ทบ.ลงนามโผผู้พันฯ 228 ตำแหน่ง จัดทัพพร้อมรับมือชายแดน-ภัยคุกคามรอบด้าน

ผบ.ทบ.ลงนามโผผู้พันฯ 228 ตำแหน่ง จัดทัพพร้อมรับมือชายแดน-ภัยคุกคามรอบด้าน

ผบ.ทบ.ลงนามโผผู้พันฯ 228 ตำแหน่ง จัดทัพพร้อมรับมือชายแดน-ภัยคุกคามรอบด้าน

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.44 น.

28 เมษายน 2569 พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ลงนามในคำสั่งกองทัพบกที่ 121/2569 แต่งตั้งนายทหารระดับผู้บังคับกองพัน (โผผู้พัน) จำนวน 228 นาย ทั้งเหล่า ราบ ม้า ปืน รบพิเศษ สื่อสาร ทหารช่าง นักบิน ในทุกกองทัพภาค โดยเฉพาะในส่วนของภาคอีสานมีการหมุนเวียนตำแหน่งในหลายกองพัน แต่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์การสู้รบไทย-กัมพูชา ยังคงเดิม ไม่มีการปรับเปลี่ยนแต่อย่างใด เช่นเดียวกับชายแดนภาคเหนือ มีการขยับหลายตำแหน่งรับสถาการณ์ที่กำลังปรับเปลี่ยนในอนาคต ที่น่าสนใจคือกองทัพภาคที่ 4 มีการปรับเปลี่ยนหลายกองพัน ทั้งทหารราบ และทหารพราน รองรับการควบคุมดูแลรักษาพื้นที่ปลอดภัยตามนโยบายของกองทัพบกท่ามกลางปัญหาที่สลับซ้อนมากขึ้น

โดย กองทัพภาคที่ 1 ปรับย้ายในส่วนกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กองพลทหารราบที่ 902 รักษาพระองค์ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ เช่น พ.ท.เจริญชัย เจริญเดช เป็น ผบ.ป.1 พัน.1 รอ. พ.ท.วนัฐพล พุ่มโพธิ์ทอง เป็น ผบ.ป.1 พัน.11 รอ. พ.ท.โอฬาร ขอร่ม เป็น ผบ.ร.902 พัน.2 รอ. พ.ท.นิติเทพ บารมี เป็น ผบ.ร.12 พัน.2 รอ. พ.ท.ณัฐพร เมนะคงคา เป็น ผบ.ม.1 พัน.1 รอ. พ.ท.ธนาธิป มานะยิ่ง ผบ.ม.5 พัน.23 รอ. พ.ท.ยุทธภูมิ รัตน์อ่อน เป็น ผบ.ม.พัน.27 พ.ท.ยุทธพงศ์ ขวัญม่วง เป็น ผบ.ม.พัน.29 รอ. พ.ท.ณัติรุจน์ เกียรติธริศพลเป็น ผบ.ม.พัน.19 พล.ร.9

กองทัพภาคที่ 2 มีการปรับในส่วนของกองพลทหารราบที่ 3 กองพลทหารราบที่ 6 และกองพลทหารม้าที่ 3 พ.อ.เศรษฐสิทธิ์ พวงบานเย็น เป็น ผบ.กรมทหารพรานที่ 22 พ.อ.นิติกร ศรีคำ เป็น ผบ.กรมทหารพรานที่ 26 พ.ท.จิรานุวัฒน์ ศรีหอม เป็น ผบ.ร.16 พัน.1 พ.ท.ทัตชัย เพ็ชนิล เป็น ผบ.ร.13 พัน.2 พ.อ.ธลัด พูลสวัสดิ์ เป็น ผบ.กรมทหารพรานที่ 23 พ.ท.วิทวัส สิงห์นันท์ เป็น ผบ.ร.3 พัน.3 พ.อ.อภิรักษ์ มหามณี เป็น ผบ.ร.8 พัน.1

กองทัพภาคที่ 3 ปรับย้ายในส่วนของกองพลทหารม้าที่ 1 กองพลทหารราบที่ 4 กองพลทหารราบที่ 7 เช่น พ.ท.ณัฐพงศ์ ศิริตานนท์ เป็น ผบ.ม.7 พัน.14 พ.ท.วิจิตร ฤกษ์วิรี เป็น ผบ.ร.14 พัน.1 พ.อ.ขวัญเอก รัชดาธนวัฒน์ ผบ.พัน.มทบ.33 พ.ท.นัฐกรณ์ บุญเรือง ผบ.พัน.สห.31 พ.อ.สหชัย พรหมตรุษ เป็น ผบ.ม.พัน.12 พล.ม.1 พ.ท.จีระศักดิ์ จันทร์แจ่มแจ้ง ผบ.ร.17 พัน.4

กองทัพภาคที่ 4 ในส่วนของกองพลทหารราบที่ 5 กองพลทหารราบที่ 15 กองกำลังทหารพราน จชต. พ.อ.ณัฐวุฒิ มาฆะเซ็น ผบ.ร.15 พัน.1 พ.ท.อินทัช รอดทอง ผบ.ร.25 พัน.2 พ.ท.ปรีเปรม เรืองดิษฐ์ ผบ.ร.25 พัน.3 พ.ท.วรุณโรจน์ ภูมิชาติ เป็น ผบ.ร.25 พัน.1 พ.อ.สกล มีสัมฤทธิ์ ผบ.ร.15 พัน.4 พ.อ.ชาญฤทธิ์ ฮันสราช เป็น ผบ.กรมทหารพรานที่ 49 พ.อ.ณัฐพล สุนทรนนท์ เป็น ผบ.กรมทหารพรานที่ 43 พ.อ.วิทยา สาริยา เป็น ผบ.กรมทหารพรานที่ 45 พ.ท.ชณห์พัทธ์ สามบุญเรือง เป็น ผบ.ร.152 พัน.2 พ.ท.ปัญญา ไชยชนะ เป็น ผบ.ร.151 พัน.2 พ.ท.ชัชชล ฤทธิมนตร ผบ.ป.5 พัน.25

นอกจากนั้น ยังมีรายชื่อที่น่าสนใจในเหล่าอื่นๆ เช่น พ.ท.ภาณุวัฒน์ สง่างาม เป็น ผบ.รพศ.5 พัน.2 พ.ท.ภาณุฑัต เรืองทอง เป็น ผบ.รพศ.พัน.2 พ.ท.กิติศักดิ์ โสวจัสสตากุล รอง ผบ.พัน.ปพ. เป็น ผบ.พัน.รพศ.ศสพ. พ.ท.ปัญญาสิทธิ์ แป้นแก้ว เป็น ผบ.ปตอ.1 พัน.6 พ.ท.ณัฐภัทร ศรีเชียงสา ผบ.ปตอ.2 พัน.2 พ.ท.พฑฒิพล วิบูลสุข เป็น ผบ.ปตอ.1 พัน.3 พ.ท.ณัฐณรงค์ ชื่นดารา ผบ.ป.72 พัน.722 พ.ท.ชิติสรรค์ งามสง่า เป็น ผบ.ป.71 พัน.712 พ.ท.อภิชัย ลิ้มสุวิชาโน เป็น ผบ.พัน.รร.ร.ศูนย์การทหารราบ พ.ท.ศรันย์ หินเธาว์ เป็น ผบ.พัน รร.ม.ศูนย์การทหารม้า พ.ท.ธันยา ชมภูนอก เป็น ผบ.พัน.บ.1 พ.ท.กชฎ อารีราษฎร์ เป็น ผบ.พัน ศบบ.

ไม่แซะไม่ใช่ ‘ณวัฒน์’ ให้ศุภจีลาออก ตั้งพิมรี่พายเป็นรมต.

ไม่แซะไม่ใช่ 'ณวัฒน์' ให้ศุภจีลาออก ตั้งพิมรี่พายเป็นรมต.

ไม่แซะไม่ใช่ ‘ณวัฒน์’ ให้ศุภจีลาออก ตั้งพิมรี่พายเป็นรมต.

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.40 น.

จากกรณี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ดึงอินฟลูฯ ชื่อดังของเมืองไทยอย่าง พิมรี่พาย มาช่วยไลฟ์สดขายทุเรียน 1 ล้านลูก ในวันที่ 28 เมษายน 2569 โดยที่ พิมรี่พาย กล่าวผ่านคลิปของตนเองว่า จะขายทุเรียนให้ผู้ที่สนใจในราคาต่ำกว่าทุนที่ลูกละ 100 บาท จำนวน 1 ล้านลูก จนกลายเป็นกระแสดรามาใหญ่โตลุกลามบานปลายออกไปบนโลกโซเชียล เกิดเป็นที่ถกเถียงวิพากษ์วิจาร์กันอย่างหนัก

ซึ่งทางด้านวานนี้ 27 เมษายน 2569 นายณวัฒน์ อิสรไกรศีล ผู้ก่อตั้งเวทีมิสแกรนด์ ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับในประเด็นนี้ด้วยการแชร์คลิปวิดีโอของพิมรี่พายพร้อมระบุข้อความฟาดแรงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจว่า พร้อมข้อความทั้งหมดว่า “โฆษณาก็บอกพรีเมี่ยม ลูกละ 100 บาท TikTok หักอีกประมาณ 30% เหลือ 70 บาท ชาวสวนแม่ค้าตุยทุกคน ทุกวันนี้ทุเรียนยังไม่ได้ล้นตลาด ยังขายได้ราคาแพงและขายดีทุกที่ สงสารแพรี่ ไพรวัล”

ณวัฒน์ อิสรไกรศีล

หลังจากโพสต์ดังกล่าว นายณวัฒน์ยังได้เข้ามาคอมเมนต์เพิ่มเติมในโพสต์ของตนเองอย่างดุเดือด โดยตั้งคำถามถึงการทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ว่าเหตุใดจึงเลือกทำลายราคาสินค้าเกษตร ด้วยข้อความว่า “ไม่เข้าใจท่านรัฐมนตรี ทุเรียนไม่ใช่ปัญหาตอนนี้ ที่สำคัญสินค้าเกษตรไม่ควรจะทำลายราคาด้วยการลดราคาสิ่งที่น่าจะลดคือสินค้าค่าครองชีพจากกลุ่มเจ้าสัวและน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันทุเรียน สามารถทำเป็นสินค้าแปรรูปได้หลายอย่างรวมถึงสามารถเก็บก่อนสุกทำเป็นทุเรียนทอดขายดีมาก  แล้วชาวสวนจะทำยังไง แล้วคนขายทุเรียนรายอื่นอีกทั้งประเทศจะทำอย่างไรในเมื่อรัฐมนตรีตัดราคาและโฆษณาว่าเป็นของดีขนาดนี้”

“ลูกละ 100 พอเริ่มมีปัญหาบอกว่าเป็นทุเรียนเกรดรอง แต่เวลาโฆษณาบอกเป็นเกรดพรีเมี่ยมเข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภคหรือเปล่าครับท่านรัฐมนตรีอยากทราบมากครับ”

ณวัฒน์ อิสรไกรศีล

นอกจากนี้ นายณวัฒน์ยังโพสต์ข้อความโจมตีอย่างต่อเนื่องถึงประเด็นต้นทุนการผลิต โดยระบุว่า “ทุเรียนขายดีอยู่แล้วมาตัดราคาชาวสวนและคนขายทำไม ไปลดราคาปุ๋ยก่อนมั้ย”

“อยากให้คุณศุภจี ลาออกตั้งพิมรี่พายเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ ดีมั้ยครับ”

ณวัฒน์ อิสรไกรศีล
ณวัฒน์ อิสรไกรศีล

โพสต์ของ ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ทำเอาชาวเน็ตและแฟนคลับต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลามที่ออกมาวิพาษ์วิจารณ์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เช่น

“เริสเลยเเหละคะบอส “

“สินค้ารอบหน้าให้คุณศุภจีไลฟ์ขายน้ำพริกครับน่าจะไม่มีปัญหาอะไร”

“คนเราชอบเอาเท้าราน้ำ”

“ตรรกะแนวคิดแบบพ่อค้ากับนักบริหาร มันต่างกันจริงๆ”

“ขอต่อลูก50ได้มั้ย”

“บอสขายแข่งลูกละ 50 สู้เลยครับ เอา2ล้านลูกไปเลย”

“คุณ ณ วัด ไม่ถูกใจสิ่งนี้เหรอครับ”

ณวัฒน์ อิสรไกรศีล

กระทั่งล่าสุด ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ได้ทิ้งประเด็นร้อนเรื่องการปล่อยให้ค่าครองชีพสูงขึ้นแต่กลับมาดัมพ์ราคาสินค้าเกษตรผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติว่า “ปล่อยสินค้าครองชีพขึ้น และทำแคมเปญกดราคาทุเรียนให้แอปจีน ล้งจีน จริงมั้ย”

ณวัฒน์ อิสรไกรศีล

ซึ่งเจ้าตัวยังได้เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมอย่างเผ็ดร้อนอีกว่า “รัฐมนตรีคิดยังไงเอาสินค้าเกษตรไปกดราคาแล้ว TikTok ยังได้ส่วนต่างในนั้นกว่า 30% ส่วนชาวบ้านและแม่ค้าอดตาย”

ณวัฒน์ อิสรไกรศีล
ณวัฒน์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
พิมรีพาย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ณวัฒน์ อิสรไกรศีล – Mr.Nawat Itsaragrisil, เฟซบุ๊ก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ FC, เฟซบุ๊ก Pimrypie – พิมรี่พาย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ รวมทั้งสิ้น 313,602 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ รวมทั้งสิ้น 313,602 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ รวมทั้งสิ้น 313,602 ราย

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.27 น.

วันที่ 28 เมษายน 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นต่ำกว่าสายสะพาย ประจำปี 2568 

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงฎไทย ชั้นต่ำกว่าสายสะพาย รวมทั้งสิ้น 313,602 ราย เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ดังรายนามท้ายประกาศนี้

ประกาศ ณ วันที่ 23 เมษายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ตรวจสอบรายชื่อทั้งหมด : คลิก

อังคณา อัด กกต. จัดเลือกตั้ง ทำปชช.ไม่เชื่อมั่น ชี้หัวใจหลักอยู่ที่ โปร่งใส-ตรวจสอบได้

อังคณา อัด กกต. จัดเลือกตั้ง ทำปชช.ไม่เชื่อมั่น ชี้หัวใจหลักอยู่ที่ โปร่งใส-ตรวจสอบได้

อังคณา อัด กกต. จัดเลือกตั้ง ทำปชช.ไม่เชื่อมั่น ชี้หัวใจหลักอยู่ที่ โปร่งใส-ตรวจสอบได้

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.21 น.

อังคณา อัด กกต. จัดเลือกตั้ง ทำปชช.ไม่เชื่อมั่น ชี้หัวใจหลักอยู่ที่ โปร่งใส-ตรวจสอบได้ สะท้อนเสียงประชาชนไม่ไว้วางใจ ชง 4 แนวทางฟื้นศรัทธา ขณะที่ สว.กอบ ให้กำลังใจ เชียร์ใช้อำนาจตามรธน.แบบเข้มข้น ส่วน แสวง ยันระบบเข้มแข็ง ไร้ใครแทรกแซง แจง คดีฮั้ว สว. เป็นคดีลักษณะพิเศษ ทำสำนวนเสร็จแล้ว กว่า 9 หมื่นหน้า รอเสนอที่ประชุมใหญ่พิจารณา

เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารายงาน ผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2567 ตามมาตรา 22 (8) แห่งพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ 2560 โดยมีนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)มาชี้แจง

ทั้งนี้ การอภิปรายของสว.ส่วนใหญ่ตำหนิการทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งของ กกต.ในช่วงที่ผ่านมาว่าทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาและไม่เชื่อถือ โดยเฉพาะการเลือกตั้ง สว.และสส.  เช่น นางอังคณา นีละไพจิตร สว. อภิปรายว่า หลังการเลือกตั้งสว.ปี 67 และการเลือกตั้งสส.เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ภาพสะท้อนออกมาชัดเจนคือความไม่เชื่อมั่นของประชาชน ไม่ใช่ดูแค่จากผลคะแนน แต่หมายถึงกระบวนการทั้งหมดในการจัดการที่นำมาสู่ผลคะแนน ถ้าฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนจะพบปัญหาตั้งแต่การจัดการหน่วยเลือกตั้ง การนับคะแนน การรายงานผล จนถึงช่องทางที่ประชาชนร้องเรียนปัญหาเข้าถึงยาก เมื่อไม่ได้รับคำตอบที่เข้าใจด้วยเหตุผลก็ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ  และขยายตัวเป็นวิกฤตศรัทธาที่มีต่อกระบวนการเลือกตั้ง และกกต. 

นางอังคณา กล่าวอีกว่าในรายงานของกกต.ได้กล่าวถึงความท้าทายในการการเลือกตั้งสว.ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดมากนัก และที่ผ่านมามีประชาชนจำนวนมากตั้งคำถามถึงกกต.ในเรื่องความโปร่งใส ความยุติธรรม รวมถึงการจัดการกับการซื้อเสียง กติกาที่ไม่เป็นธรรม หรือการบังคับใช้กฎระเบียบที่อาจถูกมองว่าเกิดความไม่เท่าเทียมในการแข่งขัน 
  
นางอังคณา กล่าวต่อว่า ตนมีข้อเสนอแนะต่อกกต. คือ 1. ต้องมีการสร้างกลไกเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการเลือกตั้งได้โดยง่าย  2.การจัดการเรื่องร้องเรียนควรมีระยะเวลาดำเนินการที่แน่นอนและในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนนั้นๆ ไม่ควรล่าช้าและควรเปิดเผยคำวินิจฉัยอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรต่อสาธารณะ 3.การสื่อสารกับประชาชน กกต. ควรลดการใช้ภาษากฎหมายที่ตีความยาก และให้คำอธิบายถึงความสำคัญ และเหตุผลเชิงประจักษ์ให้ประชาชนเข้าใจได้โดยง่าย  กกต. ต้องอดทนอดกลั้นในการชี้แจง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ และ 4. กกต.ไม่ควรใช้กฎหมายในการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีกับประชาชนที่แสดงความคิดเห็นโดยสุจริตและเปิดเผย เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการคุกคามโดยการใช้กฎหมาย

“ความเชื่อมั่นศรัทธาไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้เอง แต่ต้องสร้างขึ้นด้วยการทำงานที่เปิดเผยโปร่งใสและตรวจสอบได้ ยิ่งสังคมตั้งคำถามมากเท่าไหร่ถือว่าประชาชนให้ความสำคัญกับกกต.มากขึ้นเท่านั้น เพราะการเลือกตั้งเป็นสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชน และในระบอบประชาธิปไตยความโปร่งใสเป็นธรรมและได้รับการยอมรับจากประชาชน”นางอังคณา กล่าว

ทางด้าน พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สว. อภิปรายตอนหนึ่งว่า ตนเห็นใจ กกต. โดยการทำงานที่ผ่านตามที่รัฐธรรมนูญกำหนนดนั้นดีแล้ว แต่บังเอิญคนไม่เหมือนกัน  ความเห็นไม่ใช่กฎหมาย ทั้งนี้ตนขอให้ กกต.ใช้ความกล้าหาญ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญให้อำนาจ กกต. เต็มที่ กกต.ต้องทำให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญให้อำนาจการทำงานร่วมกับ 9 องค์กรอิสระ ขอให้กกต.ใช้องค์กรเหล่านั้น อย่าใช้องค์กรที่มีมีศักดิ์ต่ำกว่ากฎหมายของกกต. มาทำงาน ส่วนประเด็นที่มี สว.บางคนอภิปรายเรื่องฮั้วสว. ตนมองว่าไม่ควรใช้คำนั้นเพราะไม่มีในกฎหมาย อย่างไรก็ดีตนขอให้สว.เคารพกฎหมาย เคารพกติกาบ้านเมือง อย่าใช้คำพูดไม่สุภาพ  ทั้งนี้การทำงานต้องรู้หน้าที่ กกต. ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญให้ดี ก็จะจบได้

จากนั้น นายแสวง ชี้แจงว่า การเลือกตั้งคือการแข่งขันที่ต้องให้ความสำคัญกับกติกา ซึ่งหลักการของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หมายถึง การเลือกตั้งที่ประชาชนเป็นผู้เลือก  ดังนั้นผลการเลือกตั้ง คือผลที่มาจากพรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้งและ ประชาชนนที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ส่วน กกต. เป็นผู้ออกแบบการเลือกตั้ง ให้สุจริต เที่ยงธรรม ดังนั้นการเลือกตั้งดีหรือไม่ดีต้องรับผิดชอบร่วมกัน

“หลักการจัดการเลือกตั้ง กกต. ยืนยันว่าได้ออกแบบระบบที่เข้มแข็ง อำนวยความสะดวกให้เรียบร้อย คำนึงถึงความโปร่งใส อย่างไรก็ดีในประเด็นการเลือกตั้งโดยตรงและลับนั้น เป็นเรื่องที่อยู่ในชั้นศาลผมไม่ขอก้าวล่วง  และผมขอไปชี้แจงที่ศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนที่บอกว่ามีความผิดพลาด 50% นั้นข้อเท็จจริงคือ ผิดพลาด 50 แห่งจาก 1แสนหน่วยทั้งนี้ในวันเลือกตั้ง ประชาชนเห็นอย่างไร กกต.ก็เห็นอย่างนั้น  โดยวันเลือกตั้งไม่มีพนักงานของสำนักงาน กกต. เป็นเจ้าหน้าที่เลือกตั้งแม้แต่คนเดียว ส่วน กปน. คือประชาชนที่อาสาเข้ามา 1.6แสนคน ส่วนประชาชนที่เลือกตั้ง 52 ล้านคน ดังนั้นการเลือกตั้งผู้สมัคร และพรรคการเมืองทำร่วมกัน ขณะที่ กกต.ทำให้การเลือกตั้งเรียบร้อย โปร่งใส ซึ่งขั้นตอนที่เกิดขึ้นอธิบายได้ว่าไม่มีความไม่โปร่งใสในสิ่งที่ทำ” นายแสวง ชี้แจง

นายแสวงชี้แจงต่อว่า ส่วนความพยายามหรือการกระทำที่ทุจริตนั้นระบบตรวจสอบได้ ขณะที่การเลือกตั้ง กกต. คำนึงหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน มีประชาชน ผู้แทนพรรคการเมืองเข้าสังเกตการณ์การเลือกตั้งได้ รวมถึงองค์กรเอกชนร่วม แสนคน  ส่วนที่เกิดข้อผิดพลาดนั้น ยืนยันว่าไม่เกิดจากระบบ เพราะตัวระบบแข็งแรง ไม่สามารถแทรกแซงการเลือกตั้งได้  ส่วนประเด็นที่มีคำถามว่า กกต.ฟ้องปิดปากประชาชน ว่า กกต.คำนึงถึงการใช้สิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ สิ่งที่กระทำไป แยกระหว่างคนทำผิด กับการใช้สิทธิ เสรีภาพ ดังนั้นเมื่อมีคนที่ไม่ใช้สิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ กกต.มีหน้าที่ปกป้องให้การเลือกตั้งเรียบร้อย 

นายแสวง ชี้แจงต่อว่าการทำสำนวนของ กกต. นั้นมีเวลาเร่งรัดทุกสำนวน ให้เสร็จภายใน 1 ปี  แต่มีคดีที่ต้องใช้เลาเกิน เพราะมีสำนวนที่เป็นลักษณะพิเศษ มีความซับซ้อน ต้องนำคำร้องทุกคำร้องที่มีผู้ร้องเป็นรายกรณีมารวมในคำร้อง ดังนั้นจึงมีเอกสาร พยานหลักฐานมาก เกือบ 9หมื่นหน้า ขณะนี้อยู่ในชั้เสนอ กกต. พิจารณา

“กกต.ได้เร่งรัดสอบสวนทุกสำนวนและนอกจากเร็ว ต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้องด้วย  คดีเลือกตั้งไม่เหมือนคดีทั่วไปหรืออาญา ที่มีประจักษ์พยานชัดเจน แต่คดีเลือกตั้งบางคร้ัง ในการข่าว พอทราบว่าอะไรเกิดขึ้น แต่สิ่งที่นำไปสู่ชั้นศาลต้องมีพยานหลักฐาน รับฟังพยานจนปราศจากข้อสงสัย”  นายแสวง ชี้แจง

นายแสวง ยังชี้แจงต่อประเด็นการออกเสียงประชามติ ว่า หลังจากที่ได้ผลแล้วเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่จะดำเนินการ โดยประชาชนและสภาต้อตรวจสอบรัฐบาลเอง เพราะไม่อยู่ในอำนาจ กกต. ที่มีอำนาจแค่จัดการอกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยเรียบร้อย