พลพล บุ๋น เปรม ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมผ่านบทเพลง ใต้ร่มพระบารมี 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์

พลพล บุ๋น เปรม ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมผ่านบทเพลง ใต้ร่มพระบารมี 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์

พลพล บุ๋น เปรม ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมผ่านบทเพลง ใต้ร่มพระบารมี 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.42 น.

จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ โดยศิลปินจีเอ็มเอ็ม มิวสิค พลพล พลกองเส็ง พร้อมด้วยนักแสดงจาก GMMTV บุ๋น – นพณัฐ กันทะชัย และ เปรม – วรุศ ชวลิตรุจิวงษ์ สร้างสีสันในงาน “ใต้ร่มพระบารมี 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” จัดโดย กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับหน่วยงานรัฐ เอกชนและเครือข่ายทางศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบรอบวันคล้าย วันสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ 244 ปี และเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  และพระมหากษัตริย์ไทยในพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

ภายในงานอัดแน่นไปด้วยกิจกรรมหลากหลายภายใต้แนวคิด “รัตนโกสินทร์มีชีวิต : Living Rattanakosin อดีต ปัจจุบัน อนาคต ที่เราเดินไปด้วยกัน” รวมกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมไว้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงทางวัฒนธรรมอันงดงาม นิทรรศการแสง สี เสียงที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทย การถ่ายภาพชุดไทยด้วยเทคโนโลยี AI รวมถึงตลาดที่รวบรวมสินค้า อาหาร และผลิตภัณฑ์ชุมชนจากทั่วประเทศ พร้อมมุมเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือ คอนเสิร์ตจาก พลพล บุ๋น และ เปรม ได้ร่วมถ่ายทอดบทเพลงไทยอันไพเราะ สะท้อนเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยผ่านเสียงดนตรีไปทั่วทั้งงาน สร้างความเพลิดเพลินและมอบความประทับใจให้กับผู้ร่วมงาน พร้อมเติมเต็มบรรยากาศให้คึกคักและมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น

พลพล พลกองเส็ง เปิดเผยว่า

“ดีใจที่ได้เป็นตัวแทนศิลปินมามอบความสุขให้กับทุกคนในงานนี้ อีกทั้งยังได้มีส่วนร่วมในการสะท้อนความงดงามของวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าและควรค่าแก่การสืบสานและอนุรักษ์ไว้ครับ”

บุ๋น – เปรม เปิดเผยว่า

“รู้สึกเป็นเกียรติมากครับที่ได้มีโอกาสมาร่วมงานในวันนี้ บรรยากาศภายในงานสวยงามและอบอุ่นมากและยังมีการรวบรวมศิลปวัฒนธรรมไทยมากมาย ทั้งการแสดง ตลาดสินค้า และอาหารไทย ทุกอย่างทำให้รู้สึกถึงความภาคภูมิใจในความเป็นไทยอย่างเต็มที่ อยากให้ทุกคนร่วมสืบสาน ต่อยอด มรดกวัฒนธรรมไทย กันนะครับ”

Rock On The Beach 2026 ตอกย้ำเทศกาลดนตรีร็อกริมทะเลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก

Rock On The Beach 2026 ตอกย้ำเทศกาลดนตรีร็อกริมทะเลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก

Rock On The Beach 2026 ตอกย้ำเทศกาลดนตรีร็อกริมทะเลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.35 น.

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แฟนเพลงชาวร็อกทั่วประเทศต่างพร้อมใจกันมารวมตัวเพื่อสัมผัสประสบการณ์ความมันในงาน Chang Music Connection presents Rock On The Beach 2026 เทศกาลดนตรีริมทะเลที่ร็อกที่สุดและเดือดที่สุดในประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน ณ หาดแหลมเจริญ จังหวัดระยอง โดยทีม GFest ภายใต้ GMM SHOW ได้เนรมิตชายหาดให้กลายเป็นพื้นที่ของชาวร็อกด้วยโปรดักชั่น แสง สี เสียง ที่ยกระดับความมันขึ้นกว่าทุกปี พร้อมจัดเต็ม Line up 10 สุดยอดศิลปินร็อกแถวหน้าของประเทศที่มาสาดพลังดนตรีอย่างต่อเนื่อง มอบประสบการณ์ชมเทศกาลดนตรีริมทะเลที่ร็อกแบบเต็มสิบไม่หัก

บรรยากาศภายในงานคึกคักตั้งแต่เข้าสู่พื้นที่งาน เหล่าชาวร็อกทยอยเดินทางมาจับจองพื้นที่หน้าเวทีกันอย่างหนาตา โดยปีนี้ทาง GFest ได้จัดเต็มจุดเช็กอินแลนด์มาร์คสุดเท่ ทั้งสัญลักษณ์กีตาร์ยักษ์ เรือและสมอเรือ บริเวณริมหาด ที่ออกแบบมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ให้ทุกคนได้ถ่ายรูปเก็บความประทับใจ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเอาใจแฟนเพลง ทั้งโซน AIRBRUSH TATTOOS ลายโลโก้วงที่ชื่นชอบ โซนพักผ่อน นวดแผนไทยบริการถักผม รวมไปถึงร้านอาหารที่คัดสรร ร้านเด็ด ร้านดัง มาเพื่อเติมพลังให้ชาวร็อกได้อิ่มอร่อยตลอดคืน

เริ่มต้นความมันเปิดด้วย BOMB AT TRACK ที่สาดพลังดนตรีและเนื้อหาสุดเดือดปลุกความพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งหาด ต่อด้วย KLEAR ที่นำเพลงฮิตมาสร้างอารมณ์ร่วมให้แฟนๆ ได้ร้องตามกันสนั่นก่อนเข้าสู่ช่วง   พระอาทิตย์ตกดิน จากนั้นเพิ่มดีกรีความสนุกไปกับ JOEY PHUWASIT ที่ขนเพลงจังหวะสนุกๆ มาให้ได้โยกตามกัน และมาถึง PALMY ปรากฏตัวชุดสีเขียวสะท้อนแสง ที่ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็มองเห็นได้ชัดเจน ความเดือดทวีคูณขึ้นเมื่อ LOMOSONIC กระโดดลงไปทำบอดี้เซิร์ฟกับแฟนเพลงอย่างสุดเหวี่ยง ก่อนจะส่งไม้ต่อให้รุ่นใหญ่ BIG ASS ที่สาดเพลงฮิตให้ทุกคนได้ตะโกนร้องสุดเสียงสะเทือนผืนทราย จากนั้นถึงคิวของ POTATO ที่เรียบเรียงเพลงซึ้งๆ และเพลงมันๆ มาเซอร์ไพรส์แฟนเพลงแบบจัดเต็ม ต่อเนื่องด้วยพลังงานที่ล้นเหลือจาก THREE MAN DOWN ที่ทำให้พื้นที่หน้าเวทีไม่มีใครนั่งอีกต่อไป เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายความร้อนแรงพุ่งขึ้นถึงขีดสุดกับ TAITOSMITH ที่ปลุกจิตวิญญาณทุกคนให้ลุกขึ้นมากระโดดไปด้วยกันอย่างบ้าคลั่ง ปิดท้ายความเดือดของค่ำคืนนี้ด้วย BODYSLAM ที่โชว์ศักยภาพวงร็อกอันดับหนึ่ง สาดพลังเสียงและแนวดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์     ปิดฉากการแสดงได้อย่างยิ่งใหญ่สมเป็นเทศกาลดนตรีริมทะเลที่ร็อกที่สุดในภาคตะวันออก

นอกเหนือจากความมันบนเวทีแล้ว อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือความรับผิดชอบต่อพื้นที่ โดยหลังจบงาน ทีมทำความสะอาดได้เข้าเคลียร์พื้นที่จัดงานทันที มีการคัดแยกและแบ่งขยะออกเป็นประเภทเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ลดขยะฝังกลบให้เหลือน้อยที่สุด นอกจากนี้ทีมผู้จัดงาน ร่วมกับ หน่วยงานราชการจังหวัดระยอง ได้ร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยการทำความสะอาดและเก็บขยะริมชายฝั่งหาดแหลมเจริญ ตลอดจนพื้นที่สาธารณะบริเวณรอบข้างพื้นที่จัดงาน กิจกรรมดังกล่าวไม่ใช่แค่การเก็บขยะเท่านั้น แต่เป็นความตั้งใจและมุ่งมั่นของทีมผู้จัดงาน และหน่วยงานราชการจังหวัดระยอง ที่ต้องการตอบแทนสังคม และร่วมกันคืนสภาพแวดล้อมและธรรมชาติที่สวยงามให้กับหาดแหลมเจริญดังเดิม

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและภาพบรรยากาศความประทับใจของคอนเสิร์ตและเฟสติวัลจาก GFest ผู้สร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับคอเพลงตัวจริงได้ก่อนใคร เพียงคลิกเข้าไปที่ Facebook, IG, TIKTOK : GFESTTH 

#RockOnTheBeach2026 #เทศกาลดนตรีริมทะเลที่ร็อกที่สุด

#GFEST #GMMShow #ChangMusicConnection

ไฟลุกทั้งเกาะ! คิมเบอร์ลี่ อวดบิกินีจิ๋ว เสิร์ฟลุคทะเลสุดแซ่บ

ไฟลุกทั้งเกาะ! คิมเบอร์ลี่ อวดบิกินีจิ๋ว เสิร์ฟลุคทะเลสุดแซ่บ

ไฟลุกทั้งเกาะ! คิมเบอร์ลี่ อวดบิกินีจิ๋ว เสิร์ฟลุคทะเลสุดแซ่บ

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.09 น.

28 เมษายน 2569 เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนๆ ได้ไม่น้อย สำหรับนางเอกสวย อย่าง “คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส” ที่ควงสามี “หมาก ปริญ สุภารัตน์” แพ็กกระเป๋าไปพักผ่อนรับลมร้อนที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมปล่อยภาพสุดปังจนโซเชียลร้อนฉ่า

โดยทริปนี้ สาวคิมมาในลุคบิกินี่สีแดงดีไซน์เก๋ อวดหุ่นสุดเฟิร์ม ที่เผยหน้าท้องแบนราบ แถมคิมเบอร์ลี่ยังใส่แคปชั่น ว่า “รีบลงก่อนหุ่นจะเปลี่ยน” ทำเอาเพื่อนในวงการบันเทิงและแฟนคลับเข้ามาคอมเมนต์แซวกันสนั่น

ภาพจาก : @kimmy_kimberley

ชาคริต เตือนภัย มิจฉาชีพสวมรอยเพจ เขยจันท์ หลอกขายทุเรียนราคาถูก 100 บาท

ชาคริต เตือนภัย มิจฉาชีพสวมรอยเพจ เขยจันท์ หลอกขายทุเรียนราคาถูก 100 บาท

ชาคริต เตือนภัย มิจฉาชีพสวมรอยเพจ เขยจันท์ หลอกขายทุเรียนราคาถูก 100 บาท

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.04 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาพระเอกหนุ่มรุ่นใหญ่ “ชาคริต แย้มนาม” และภรรยาสาว “แอน ภัททิรา” อยู่เฉยไม่ได้ ต้องรีบออกมาประกาศเตือนภัยแฟนคลับและลูกค้าเป็นการด่วน! หลังพบกลุ่มมิจฉาชีพเหิมเกริมหนัก แอบอ้างชื่อและรูปภาพของครอบครัวไปสร้างเพจปลอม เพื่อหลอกขายทุเรียนราคาถูกจนผิดปกติ

มิจฉาชีพกลุ่มนี้ใช้กลยุทธ์สร้างความน่าเชื่อถือด้วยการนำรูปภาพจากเพจจริงและภาพครอบครัวของชาคริตมาใช้ประกอบการโฆษณา จากนั้นได้ยิงโฆษณาโปรโมชัน “ทุเรียนลูกละ 100 บาท” ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่ากลไกตลาดอย่างมาก เพื่อดึงดูดใจให้ผู้ที่อยากทานของถูกรีบกดสั่งซื้อและโอนเงินทันที

ทางด้านเพจอินสตาแกรมหลัก kheichan_shahkrit ได้โพสต์ภาพประกาศเตือนภัยอย่างเป็นทางการ “เตือนภัย!! โปรดระวังมิจฉาชีพ!! แอบอ้างนำชื่อและเพจขายทุเรียนไปใช้เพื่อหลอกให้ลูกค้าโอนเงิน อย่าหลงเชื่อ ไม่มีทุเรียน ลูกละ 100 บาท!!!”

เพื่อยืนยันว่าทาง “เขยจันท์” ไม่มีนโยบายขายสินค้าในราคาดังกล่าว และเพจเหล่านั้นไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับครอบครัว พร้อมเน้นย้ำจุดสังเกตหากราคาถูกเกินจริง (เช่น ลูกละ 100 บาท) ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพชื่อเพจและยอดผู้ติดตาม ตรวจสอบความถูกต้องของชื่อเพจและจำนวนผู้ติดตามให้ถี่ถ้วนการโอนเงินชื่อบัญชีธนาคารปลายทางต้องมีความน่าเชื่อถือ ทั้งนี้ ชาคริตและแอนขอความร่วมมือจากแฟนๆ ช่วยกันกดรายงาน (Report) เพจปลอมดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้น และย้ำว่าอย่าหลงเชื่อเพียงเพราะเห็นรูปดาราแอบอ้าง หากใครพบเห็นเบาะแสเพิ่มเติมสามารถแจ้งเข้ามาได้ที่ช่องทางออฟฟิเชียลของ “เขยจันท์” เท่านั้น

เอ๋ พรทิพย์ สวยจึ้งฉลอง 46 ปี ป๋อ หวานฉ่ำกอด-หอมโชว์สื่อ แต่เอ๊ะ ของขวัญหายไปไหน

เอ๋ พรทิพย์ สวยจึ้งฉลอง 46 ปี ป๋อ หวานฉ่ำกอด-หอมโชว์สื่อ แต่เอ๊ะ ของขวัญหายไปไหน

เอ๋ พรทิพย์ สวยจึ้งฉลอง 46 ปี ป๋อ หวานฉ่ำกอด-หอมโชว์สื่อ แต่เอ๊ะ ของขวัญหายไปไหน

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.33 น.

กลายเป็นโมเมนต์ที่ทั้งหวานทั้งฮาจนโซเชียลแทบแตก! สำหรับงานปาร์ตี้ฉลองวันเกิดอายุครบ 46 ปี ของคุณแม่คนสวยอมตะอย่าง “เอ๋ พรทิพย์” ที่ปีนี้ยังคงคอนเซปต์ความเป๊ะปัง สวยไม่สร่างจนนึกว่าสาววัยเลข 2 งานนี้สามีตัวตึง “ป๋อ ณัฐวุฒิ” ไม่ทำให้ผิดหวัง จัดเต็มความสวีทแบบเบอร์แรง!

ภายในงานบอกเลยว่าอบอวลไปด้วยความรักพี่ป๋อลงสนามคอยดูแลภรรยาสุดที่รักไม่ห่าง พร้อมโชว์ช็อตเด็ดลงอินสตาแกรม ทั้งกอดทั้งหอมฟอดใหญ่ให้แฟนคลับได้ตาร้อนผ่าว เรียกว่าดีกรีความรักของคู่นี้ไม่มีแผ่วเลยจริงๆ สมกับเป็นคู่รักตัวอย่างของวงการแต่ที่พีคที่สุดจนกลายเป็นประเด็นแซวกันสนั่น คือแคปชั่นสุดอ้อน (แกมแกง) ของสาวเอ๋ ที่โพสต์ภาพคู่สุดหวานพร้อมระบุว่า: “รักกกกกที่สุด @poh_natthawut พี่ไม่เคยลืมอะไรที่เกี่ยวกับตัวเอ๋ นอกจากของขวัญพี่ยังไม่ได้ให้….” ทำเอาแฟนคลับและเพื่อนพ้องในวงการแห่เข้ามาคอมเมนต์กันกระจาย ทั้งเอ็นดูในความขี้อ้อนของแม่เอ๋ และขำในความ “เกือบหล่อ” ของพ่อป๋อที่ดันลืมจุดสำคัญไปเสียนี่!

จับตาดูเลยว่า… งานนี้ “พี่ป๋อ” จะจัดเซอร์ไพรส์ชิ้นใหญ่ไฟกะพริบมาสยบข่าวทวงของขวัญครั้งนี้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ ความสวยของแม่เอ๋คือของขวัญที่ดีที่สุดของบ้านนี้จริงๆ 

สวยอมตะ! ครูอ้วน มณีนุช ทำบัตรประชาชนใบสุดท้าย โชว์ลุควัย 65 สุดเป๊ะ

สวยอมตะ! ครูอ้วน มณีนุช ทำบัตรประชาชนใบสุดท้าย โชว์ลุควัย 65 สุดเป๊ะ

สวยอมตะ! ครูอ้วน มณีนุช ทำบัตรประชาชนใบสุดท้าย โชว์ลุควัย 65 สุดเป๊ะ

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.47 น.

28 เมษายน 2569 ทำเอาโลกโซเชียลฮือฮาไม่น้อย เมื่อศิลปินและคอมเมนเตเตอร์รุ่นใหญ่ “ครูอ้วน มณีนุช เสมรสุต” ออกมาโพสต์ภาพผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว เผยโมเมนต์สำคัญในการไปทำบัตรประชาชนใหม่ ซึ่งถือเป็นบัตรใบสุดท้ายตามข้อกำหนดสำหรับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

โดยเจ้าตัวได้เขียนแคปชั่นสุดน่ารักไว้ว่า “บัตรใบสุดท้ายของชีวิตค่ะ คงต้องใช้ไปตลอดชีพค่ะ ถ้าไม่ชำรุดไปซะก่อน บีทีเอสอุดมสุข เจ้าหน้าที่น่ารักทุกท่านค่ะ ถ่ายรูปให้ดูดีกว่าตัวจริง”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้หลายคนโฟกัสไม่ใช่แค่โมเมนต์สำคัญ แต่เป็นลุคของครูอ้วนในวัย 65 ปี ที่ดูอ่อนเยาว์เกินอายุอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าสดใส ผิวพรรณเปล่งปลั่ง จนชาวเน็ตต่างพากันชื่นชมเป็นเสียงเดียวกันว่า สวยไม่เปลี่ยน ,กาลเวลาทำอะไรไม่ได้จริง ๆ

พิพิธภัณฑ์ ‘จักรพันธุ์ โปษยกฤต’ ทิพยวิมานสถานชานกรุงเทพมหานคร

พิพิธภัณฑ์ ‘จักรพันธุ์ โปษยกฤต’ ทิพยวิมานสถานชานกรุงเทพมหานคร

พิพิธภัณฑ์ ‘จักรพันธุ์ โปษยกฤต’ ทิพยวิมานสถานชานกรุงเทพมหานคร

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มีสถานที่ที่น่าท่องเที่ยว เรียนรู้ และชื่นชม ต่องานศิลปะของท่านศิลปินแห่งชาติ “อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต” เพิ่งเปิดใหม่ให้ได้ชมกัน
ควรทราบว่า อาจารย์จักรพันธุ์นั้น ท่านเป็น “ช่างเขียน” ระดับแถวหน้าของแผ่นดินไทยในยุคนี้ ที่วาดภาพได้งาเอกอุ หาใครเทียบได้ยาก  ยังไม่รวมงานหุ่นกระบอก งานปั้นพระพุทธรูป งานเขียนหนังสือ และอื่นๆ อีกมากมาย

อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรนายชุบ และนางสว่างจันทร์ โปษยกฤต ระยะแรกเข้าศึกษาที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย จากนั้นจึงเข้าศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรม และประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร

อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ และได้รับการยกย่องเป็น ๑ ใน ๕๒ นายช่างเอกในรอบ ๒๐๐ ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อาจารย์จักรพันธุ์ เคยเป็นพระอาจารย์พิเศษถวายการสอนวิชาจิตรกรรมให้กับทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และได้ก่อตั้งมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ซึ่งเป็นทั้งพิพิธภัณฑ์ มูลนิธิ สถานที่ทำงาน และโรงหุ่นขึ้นที่บริเวณบ้านถนนเอกมัย

อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เป็นศิลปินอิสระที่มีความเชี่ยวชาญด้านจิตรกรรมทั้งแบบไทยประเพณีและศิลปะร่วมสมัย มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง อีกทั้งผลงานอื่นๆ ได้แก่ งานจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์ เช่น โบสถ์วัดตรีทศเทพวรวิหาร วัดเขาสุกิม งานประติมากรรมไทย เช่น ประติมากรรมรูปเจ้าเงาะกับเด็กเลี้ยงควาย จากเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่อุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จังหวัดสมุทรสงคราม งานหุ่นกระบอก เช่น หุ่นกระบอกเรื่องสามก๊ก ตอนโจแตกทัพเรือ เรื่องตะเลงพ่าย และงานซ่อมหุ่นวังหน้า เป็นต้น

สำหรับประวัติการศึกษานั้น  ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ อาจารย์จักรพันธุ์เข้าเรียนชั้นประถมและมัธยมที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ในโรงเรียนนอกจากจะปลูกฝังด้านวิชาการและด้านกีฬาแล้ว พระยาภรตราชา ผู้บังคับการโรงเรียนในสมัยนั้น ยังสนับสนุนด้านศิลปะ  โดยจัดหาครูระดับปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียงอย่าง เปรม ไลยวงษ์, นิโร โยโกต้า มาสอนวาด และ ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ มาสอนปั้น อีกทั้งทางโรงเรียนยังเปิดโอกาลให้นักเรียนได้ส่งผลงานศิลปะเข้าแข่งขันในงานประกวด ตัวแทนนักเรียนที่ได้รับตัดเลือกก็หนีไม่พ้น อ.จักรพันธุ์ ซึ่งตอนนั้น พอได้เริ่มเรียนศิลปะก็ยิ่งเก่งขึ้นอย่างทวีคูณ เก่งขนาดที่ว่า ครั้งหนึ่งทางโรงเรียนส่งผลงานของท่าน ขณะที่เรียนอยู่ชั้น ป.3 ไปร่วมประกวดศิลปะเด็กในงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ แต่ภาพวาดของท่านกลับถูกคัดออกแต่แรก  เพราะสวยเกิน  จนกรรมการไม่เชื่อว่าเป็นผลงานของเด็ก ร้อนถึงพระยาภรตราชาต้องไปเคลียร์กับ อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้จัดงานให้ได้ทราบข้อเท็จจริง
อาจารย์จักรพันธุ์ฝึกฝนฝีมือการวาดภาพอยู่เสมอ สมุดหนังสือของท่าน  ไม่ว่าจะวิชาอะไรก็เต็มไปด้วยภาพวาด ที่โรงเรียนวชิราวุธ หลังเวลา 15.00น. นั้น  เป็นเวลาให้นักเรียนเล่นกีฬา

ในขณะที่เพื่อนๆ เตะฟุตบอล เล่นรักบี้ชู้ตบาส อาจารย์จักรพันุธ์มักย่องไปแอบวาดภาพอยู่ในตึก ในช่วงชั้นมัธยมปลาย บิดาของท่านได้พาไปพบ จำรัส เกียรติก้อง ศิลปินชั้นแนวหน้าของไทยที่เชี่ยวชาญด้านการวาดภาพเหมือนบุคคลเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์

จากนั้นจึงเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยศิลปากร จนปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้รับปริญญา ศบ.(จิตรกรรม)จากมหาวิทยาลัยศิลปากร นอกจากนี้ยังได้รับ ปริญญาศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานฤมิตศิลป์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาศิลปดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาประยุกตศิลปศึกษา จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ปริญญาศิลปดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาจิตรกรรม จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ปริญญาศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานาฏกรรม จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง
            อาจารย์จักรพันธุ์ เคยเป็นพระอาจารย์พิเศษถวายการสอนวิชาจิตรกรรมให้กับทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๐ – ๒๕๑๑ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๒-๒๕๑๗ เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาศิลปะไทย คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จากปี พ.ศ. ๒๕๑๐ จนถึงปัจจุบัน เป็นศิลปินอิสระ ทำงานจิตรกรรม งานหุ่นไทย และงานวิจิตรศิลป์อื่น ๆ อาจารย์จักรพันธุ์ได้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ รวบรวมงานช่างอันทรงคุณค่าตั้งแต่สมัยโบราณและงานช่างสกุลหนึ่งในรัชกาลที่ ๙ เป็นสถานที่ทำงานของประธานมูลนิธิ ศิลปินแห่งชาติ และศิลปินพื้นบ้านดีเด่น ระดับปรมาจารย์ถึง ๕ ท่าน ซึ่งทั้ง ๕ ท่าน อาจารย์จักรพันธุ์ได้เขียนไว้ในหนังสือ คิดถึงครู ได้แก่  คุณครูชื้น สกุลแก้ว ปรมาจารย์การเชิดหุ่นกระบอก, คุณครูวงษ์ รวมสุข ปรมาจารย์การเชิดหุ่นกระบอก, คุณครูบุญยงค์ เกตุคง ปรมาจารย์การดนตรีไทย, คุณครูบุญยัง เกตุคง ปรมาจารย์การดนตรีไทย และคุณครูจำเนียร ศรีไทยพันธุ์ ปรมาจารย์การดนตรีไทย เป็นต้น

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ที่พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ถนนสุขาภิบาล 5 ซอย 58 เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต จัดพิธีเปิด พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นแหล่งรวบรวม อนุรักษ์ และเผยแพร่ผลงานศิลปกรรมของ จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์และสืบสานมรดกศิลปวัฒนธรรมไทย โดยมีบุคคลสำคัญจากหลายวงการเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี, นายบุญชัย เบญจรงคกุล ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA Bangkok) และนายเสริมคุณ คุณาวงศ์ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบ้านพิพิธภัณฑ์คุณาวงศ์ เป็นต้น

นายบุญชัย เบญจรงคกุล กล่าวว่า รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับผลงานศิลปกรรมที่จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ โดยมองว่าเป็นสมบัติแผ่นดินที่ล้ำค่า และหาโอกาสชมได้ยากในลักษณะที่รวบรวมไว้จำนวนมากเช่นนี้

“ผมรู้สึกตะลึงไปกับความงดงามและความประณีตที่อาจารย์ทำ ทั้งเครื่องแต่งกายของหุ่นแต่ละตัว รวมถึงภาพเขียนต่างๆ ถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความหมายและมีคุณค่าในการแสดงออกถึงศิลปวัฒนธรรมไทย น่าจะเป็นแห่งแรกๆ ที่มีความสำคัญมาก

โดยส่วนตัวชื่นชอบผลงานของ อาจารย์จักรพันธุ์ ทุกชิ้น ทั้งภาพเขียนและหุ่นกระบอก โดยเฉพาะหุ่นที่ถ่ายทอดรายละเอียดเครื่องแต่งกายของทั้งฝ่ายไทยและพม่า ซึ่งมีความวิจิตรอย่างยิ่ง อีกทั้งศิลปินที่ร่วมทำงานกับอาจารย์แต่ละคนก็มีความถนัดเฉพาะด้าน ทำให้งานออกมาประณีตสมบูรณ์

สิ่งที่เพิ่งทราบก็คือ วัสดุที่ใช้ทำหุ่นนั้นมีความล้ำค่ามาก ใช้ทองคำแท้จำนวนมาก รวมทั้งพลอยจากจังหวัดจันทบุรี ไม่ใช่คริสตัลทั่วไป จึงถือเป็นงานศิลปะที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง และสามารถนำไปอวดชาวโลกได้ แม้สถานที่จะอยู่ค่อนข้างไกล แต่ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าไทยเป็นอารยะประเทศด้านศิลปะที่สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้” นายบุญชัย กล่าว

และว่า “งานศิลปะของอาจารย์จักรพันธุ์สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับคนรุ่นใหม่ได้ โดยผู้สนใจสามารถมาศึกษางานที่พิพิธภัณฑ์ หรือสมัครเป็นศิษย์กับอาจารย์ต๋อง ซึ่งเป็นลูกศิษย์และผู้สืบทอดแนวทางศิลปะของอาจารย์จักรพันธุ์  ผมเองก็เพิ่งไปสมัครเป็นลูกศิษย์เหมือนกัน แล้วก็เริ่มเรียนเขียนลายไทย ซึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ผมไม่เคยเรียนมาก่อน แม้จะไม่ได้เรียนกับอาจารย์จักรพันธุ์โดยตรง อย่างน้อยก็ได้เรียนกับอาจารย์ต๋อง ถือว่ายังได้อยู่ในสำนักของอาจารย์จักรพันธุ์” นายบุญชัยกล่าว

ส่วนที่มาของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั้น อาจารย์ต๋อง วัลลภิศร์ สดประเสริฐ เล่าว่า  
“เนื่องจากปีพ.ศ.2552 บริษัทเอกชนวางแผนสร้างตึกสูงประมาณ 32 ชั้น ประชิดติดกับตัวบ้านซึ่งเป็นเรือนไม้แบบโบราณของอาจารย์ตรงเอกมัย  ลูกศิษย์และคนรอบข้างกังวลอาจารย์จะอยู่ไม่ได้และส่งผลกระทบกับงานศิลปะอันทรงคุณค่า เห็นว่าควรมีสถานที่สำหรับ เก็บรักษา รวบรวม และจัดแสดงผลงานศิลปะของอาจารย์ ให้เป็นสัดส่วนในรูปแบบพิพิธภัณฑ์
…ในช่วงแรกก็มีแนวคิดจะหาเงินมาขอซื้อที่ดินตรงที่เขาจะก่อสร้าง พวกเราในนามมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต จึงได้สร้างพระองค์จำลองของพระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย หรือเรียกย่อๆ ว่า พระตะเลงพ่าย ที่อาจารย์ออกแบบเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยเพื่อใช้เป็นพระประธานในการแสดงหุ่นกระบอกเรื่องตะเลงพ่าย และนำมาให้คนเช่าบูชาก็ได้เงินมาพอสมควร แต่ก็ไม่มากพอที่จะขอซื้อที่ดินผืนนั้นในราคา 100 กว่าล้านบาท ยังไม่ได้มีการเจรจาซื้อขายกันหรอก เพราะคิดว่าลองไปหาที่อื่นดูก่อน


…จนมาเจอที่แห่งนี้เป็นสวนรกร้างมีบึงบัวขนาดใหญ่ มีนก อาจารย์ชอบเลยตัดสินใจซื้อในราคา 30 ล้านบาทในปี 2554 ต่อมาไม่นานก็เกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ กว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ก็ในปี 2559 เพราะต้องหาทุนไปด้วยโดยใช้งบก่อสร้างอาคารอีกราว 100 ล้านบาท”  
           
อาจารย์จักรพันธุ์เห็นชอบกับการสร้างพิพิธภัณฑ์ แต่นอกจากเพื่อเป็น สถานที่เก็บรักษาผลงานศิลปะ อาจารย์ยังตั้งใจให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีก อาทิ

1. เพื่อสร้างโรงละครหุ่นกระบอกแห่งแรกของประเทศ  เนื่องจากในอดีต การแสดงหุ่นกระบอก (เช่น เรื่องสามก๊ก และตะเลงพ่าย) ต้องไปอาศัยเช่าสถานที่อื่น ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาและสัญญาเช่า ไม่สามารถเปิดการแสดงได้อย่างต่อเนื่องตามความต้องการของผู้ชม การมี โรงละครหุ่นกระบอกที่เป็นมาตรฐานและถาวร เป็นของตัวเอง จะช่วยให้การสืบสานการแสดงหุ่นกระบอกทำได้ดียิ่งขึ้น

2. เพื่อสืบสานและประกาศเกียรติคุณของบรรพบุรุษ  การสร้างอาคารและสิ่งต่าง ๆ ในพิพิธภัณฑ์ รวมถึงการสร้างบทละครเพื่อจัดแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง ‘ตะเลงพ่าย’ และการจัดสร้างพระพุทธรูป ‘พระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย’ (ปรากฏในเรื่อง ตะเลงพ่าย) มีเจตจำนงเพื่อ ถวายเป็นพุทธบูชา และระลึกถึง พระคุณของบรรพชนและวีรชน ที่ปกป้องแผ่นดินไทย โดยงานทุกชิ้นได้รับการสร้างขึ้นด้วยความประณีตและเคารพอย่างสูงสุด

3. เพื่อการเรียนรู้  คือมีลักษณะการจดทะเบียนเป็น ‘พิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้’ มีการสาธิตและสอนวิชาศิลปะ ทั้งจิตรกรรมไทย ดนตรีไทย และการเชิดหุ่นกระบอกให้แก่คนรุ่นหลัง

4. เพื่อเป็นสถานที่สักการะสำหรับประชาชน  อาจารย์มีความตั้งใจให้พื้นที่แห่งนี้โดยเฉพาะในส่วนของ ‘สวน’ และ ‘ศาลาพระ’ เป็นสถานที่ที่ประชาชนและพุทธมามกะสามารถเข้าชมสวนซึ่งเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้นับร้อยชนิด อาทิ กล้วยน้ำไท ลำพู เพกา การบูร ฝนแสนห่า อบเชย มะพลับ จิกหลวง จำปา มณฑา ฯลฯ และกราบสักการะ ‘พระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย’ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์
 

พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เปิดให้สาธารณชนและผู้สนใจเข้าชม ทุกวันอาทิตย์ เวลา 10.00-16.00 น. หน่วยงานที่สนใจเข้าชมเป็นหมู่คณะสามารถเข้าชมได้ ทุกวันพุธ สอบถามรายละเอียดและซื้อบัตรได้ที่โทร.0 2392 7754 หรือโทร.08 7332 5467 ติดตามข้อมูลได้ทาง เฟซบุ๊กมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในซอย 58 ถนนสุขาภิบาล 5 เขตสายไหม กรุงเทพฯ

อ.ต๋อง วัลลภิศร์ สดประเสริฐ

อ.ต๋อง วัลลภิศร์ สดประเสริฐ

วิหารพระพุทธบาท วัดบางกะพ้อม เพชรยอดมงกุฎแห่ง สมุทรสงคราม

วิหารพระพุทธบาท วัดบางกะพ้อม เพชรยอดมงกุฎแห่ง สมุทรสงคราม

วิหารพระพุทธบาท วัดบางกะพ้อม เพชรยอดมงกุฎแห่ง สมุทรสงคราม

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“วัดบางกะพ้อม” เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากในสมัยโบราณของเมืองแม่กลอง หรือเมืองสมุทรสงครามในปัจจุบัน  เพราะ “พระอาจารย์คง” เจ้าอาวาสผู้มีอาคมขลัง วัดนี้จึงมีของดีของขลัง เป็นที่รู้จักกันทั่วไป คือ “ตะกรุด และเหรียญหลวงพ่อคง” ซึ่งปัจจุบันมีราคาเช่าเป็นเรือนแสน เพราะมีชื่อเสียงในด้านความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์อยู่ยงคงกระพัน หลวงพ่อคงมีศิษย์สืบถอดความขลัง คือ “หลวงพ่อแช่ม” หลวงพ่อแช่มมีศิษย์สืบทอด คือ “หลวงพ่อเนื่อง” วัดจุฬามณี

ต้องเข้าใจก่อนว่า สมุทรสงครามหรือเมืองแม่กลองเป็นทางผ่านของการสู้รบในอดีต เพราะเป็นเมืองสำคัญของกรุงศรีอยธยา เป็นเมืองแห่งเสบียงกรังและเกลือ ซึ่งเป็นยุทธปัจจัยสำคัญในการศึกสงคราม  จึงเป็นเมืองที่ต้องมี “เกราะ” คุ้มกันตนเอง  “เกราะทางใจ” ที่สำคัญสำหรับชาวบ้าน คือ “วัตถุมงคล” กับ “คาถาอาคม”  ลุ่มน้ำแม่กลอง นับตั้งแต่ต้นน้ำ คือ กาญจนบุรีเรื่อยมา จึงมากมายไปด้วยพระเกจิอาจารย์ที่มีอาคมขลัง ไว้เป็นที่พึ่ง

“วัดบางกะพ้อม” เป็นวัดโบราณ สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย เล่ากันว่า ผู้สร้างวัดเป็นครอบครัวที่หนีพม่ามาจากกรุงศรีอยุธยา ได้พาครอบครัวและทรัพย์สมบัติลงเรือรอนแรมมาจนถึงสถานที่สร้างวัดปัจจุบันนี้ เห็นสถานที่สงัดและร่มรื่นในคลองบางกะพ้อม (โบราณคงมีชื่ออื่น) จึงได้สร้างที่พักอาศัยอยู่ พร้อมทั้งสานกระบุง ตระกร้า เสื่อ และพ้อม (พ้อม เป็นภาชนะสานด้วยไม้ไผ่สำหรับใส่ข้าวเปลือก มีลักษณะก้นสอบ กลางป่อง ปากสอบ กว้างตั้งแต่ ๒ – ๔ ศอก สูงประมาณ ๔ ศอก สานตั้งแต่ก้นก่อน แล้วจึงสานด้านข้าง ผู้สานต้องเข้าไปนั่งหรือยืนสานอยู่ข้างใน ยิ่งสานก็ยิ่งสูงขึ้นไปจนบังตัวผู้สาน เหลือเพียงไหล่ หรือศีรษะโผล่ออกมา) ออกจำหน่ายเพื่อเป็นค่ายังชีพ

 อยู่มาวันหนึ่ง มีคนวิ่งมาบอกว่า มีกองทหารพม่ามาให้รีบหลบหนีไปเสีย สองผัวเมียกำลังสานพ้อมอยู่ เห็นว่าหนีไปไม่ทันแล้ว จึงได้แอบบังตัวอยู่ในพ้อมที่กำลังสานขาย พร้อมทั้งตั้งสัตนาธิษฐานต่อพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายว่า ขออย่าให้พม่าเห็น หากรอดพ้นไปได้ก็จะสร้างวัดถวาย ณ สถานที่นี้ เมื่อท่านผู้นี้ได้ออกจากพ้อมมาอย่าง ปลอดภัย จึงได้สร้างวัดถวายตามที่ตั้งสัตยาธิษฐานไว้  แล้วให้ชื่อว่า “วัดบังกับพ้อม” ต่อมาชื่อที่เรียกก็เพี้ยนเป็น “บังกะพ้อม” และ “วัดบางกะพ้อม” ในปัจจุบัน

หลวงพ่อคง ธมฺมโชโต (จันทร์ประเสริฐ) หรือพระอาจารย์คงดังได้กล่าวถึงข้างต้น เป็นเจ้าอาวาสระหว่าง พ.ศ. 2448-2486 ได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดให้เจริญรุ่งเรืองมากมาย เพราะท่านเป็นผู้มีความสามารถทางวิชาช่างด้วย เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไปทั้งเมืองแม่กลอง จังหวัดใกล้เคียง และกรุงเทพมหานคร มาจนทุกวันนี้

สิ่งสำคัญของวัด ที่ควรชม และนมัสการ ได้แก่ รอยพระพุทธบาท ๔ รอย ในวิหารพระพุทธบาท ซึ่งเป็นวิหาร อิทธิพลศิลปะแบบจีน ประดิษฐานพระพุทธบาท ๔ รอย  ซึ่งมีผนังปูนปั้นนูนสูง งดงามน่าชมมาก

เล่ากันว่า วิหารหลังนี้สร้างขึ้นมาพร้อมๆ กับการสร้างวัด โดย 2 สามีภรรยาผู้สร้างวัดนั่นเอง แต่ว่ายุคนั้นยังสร้างไม่เสร็จเรียบร้อย กระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2-3 มีเชื้อพระวงศ์ท่านหนึ่งในราชวงศ์จักรีได้ออกผนวช และได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดบางกะพ้อม ท่านจึงได้สร้างวิหารต่อให้เสร็จสมบูรณ์ รูปแบบที่ออกมาจึงได้รับอิทธิพลของงานศิลปกรรมในสมัยที่กำลังนิยมในยุคนั้นมาไม่น้อย นั่นก็คือ เป็นวิหารออกแนวสถาปัตยกรรมจีน ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าปั้นเป็นลายปูนปั้นแบบจีน มีทางเข้าเป็นช่องกลม พร้อมด้วยทวารบาลทหารปูนปั้น 2 นาย ซ้าย-ขวา ยืนเฝ้าปากประตูอยู่

เมื่อโค้งกายคารวะลอดช่องประตูเดินเข้าสู่ภายในวิหาร สิ่งที่พบเบื้องหน้าก็คือ รอยพระพุทธบาท 4 รอย ขนาดใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ โดยรอยพระพุทธบาทที่เล็กและลึกที่สุดนั้นเป็นไม้ประดับมุกที่มีลวดลายสวยงามนัก ส่วนที่ถือเป็นดังของดีซุกซ่อนอยู่ตามผนังของวิหารก็คือ “ภาพจิตรกรรมฝาผนังปูนปั้นนูนสูง” ที่ทางวัดระบุว่ามีที่เดียวในเมืองไทยนั่นเอง

ผศ.ชัยณรงค์ วิรุฬพัฒน์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ประมาณอายุการสร้าง ว่า วิหารและภาพปูนปั้นในวิหารสร้างขึ้นในราวรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ถึงต้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

วิหารรอยพระพุทธบาทจำลอง หันหน้าออกสู่คลองบางกะพ้อมทางทิศตะวันออก เป็นอาคารทรงโรง ก่ออิฐถือปูน   หลังคาเป็นแบบมีปีกนก มุงกระเบื้องดินเผารูปเกล็ดปลา ตัวอาคารล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว  วิหารมีช่องแสงเพียง 4 ช่อง คือ ประตู 2 ช่องด้านหน้ากับด้านหลัง หน้าต่าง 2 ช่องทางด้านข้าง ช่องหน้าต่างเป็นทรงรี   ขอบหน้าต่างด้านนอก ประดับปูนปั้นเขียนสี ลวดลายแบบอิทธิพลจีน

หน้าบันทางทิศตะวันออกประดับปูนปั้นลายพรรณพฤกษา บนสุดเป็นรูปดอกโบตั๋น ถัดลงมาเป็นลายเฟื่องอุบะ ทำด้วยเครื่องกระเบื้องสีเขียว ตรงกลางหน้าบันเป็นซุ้มทรงเก๋งจีน มีภาพคนแบก แต่งกายคล้ายพระภิกษุ จากนั้นเป็นภาพม้า 3 ตัว ด้านข้างเป็นลายคล้ายเปล ห้อยชายผ้าลงทั้งสองข้าง ในเปลมีผลทับทิมข้างละ 2 ผล มีรูปไก่ตรงมุมล่างด้านขวา 

หน้าบันด้านหลัง ตอนบนเป็นลายดอกโบตั๋นและเฟื่องอุบะ ตรงกลางเป็นภาพชาวตะวันตก 2 คน คนหนึ่งนั่ง คนหนึ่งกำลังย่างก้าว และมีราวปืน กระเป๋าใส่ดินปืน ลูกกระสุน และราวหอก

ซุ้มประตูเป็นแบบเก๋งจีน กรอบประตูเป็นทรงกลม ที่ประตูวิหารด้านหน้า ประดับรูปสลักหินทหารจีน ดูคล้ายทหารเฝ้าประตู  ส่วนประตูด้านทิศตะวันตก ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นทางเข้า มีรูปทหารแต่งกายเหมือนทหารปัจจุบัน เข้าใจว่าเป็นของทำใหม่ทดแทนของเก่าที่ชำรุดไปแล้ว 

ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธบาทสี่รอย ผนังส่วนบนเหนือขอบประตูและหน้าต่างทั้งสี่ด้าน ประดับภาพปูนปั้นเขียนสี เครื่องถ้วยกระเบื้องเคลือบสี ผนังซีกล่างในระดับบานประตู เจาะซุ้มบรรจุพระพุทธรูปอดีตพุทธเจ้าทั้งสี่ด้าน จำนวน 28 องค์  พระพุทธรูปองค์หนึ่งในวิหาร เป็นปางปาลิไลยก์

เมื่อเข้าไปแล้ว  สามารถติดตามเรื่องราวปูนปั้นบนผนัง โดยเริ่มที่ผนังทิศตะวันออก จากนั้น เดินวนทางขวาไปยังผนังทิศใต้ ทิศตะวันตก แล้วจบที่ผนังด้านทิศเหนือ เรื่องราวมี 3 ส่วน คือ พุทธประวัติ ธุดงควัตร และตำนานพระพุทธบาท

เหนือประตูกลมด้านทิศตะวันออกเป็นภาพพุทธประวัติ ตอนนางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส กับภาพพระพุทธเจ้าทรงลอยถาดทอง ถัดขึ้นไปเป็นตอนก่อนพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พระองค์พร้อมเหล่าสงฆ์บริวารไปถึงชานเมืองกุสินาราในเวลาจวนค่ำ แล้วเข้าไปในอุทยานที่มีต้นสาละขึ้นอยู่เคียงกัน จึงมีชื่อว่า สาลวโนทยาน ในวันเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน สุภัททปริพาชก ขอเข้าเฝ้า พระอานนท์ห้ามไว้ แต่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้เข้าซักถามปัญหา จากนั้นทรงอนุญาตให้นักบวชนอกศาสนาผู้นี้บวชในคืนนั้น สุภัททปริพาชกนับเป็นสาวกองค์สุดท้าย

ขยับต่อไปทางขวาเป็นภาพเหล่ามัลลกษัตริย์พร้อมด้วยพระสงฆ์ เข้าเฝ้าในยามราตรี ณ สาลาวโนทยาน พร้อมกับพระราชินี ขุนนาง เหล่าสนมกำนัล โดยนำของถวายไปสักการะพระพุทธองค์ซึ่งกำลังประชวร ภายในสวนนั้นยังปรากฏภาพช้างม้าในขบวนเสด็จฯด้วย

บนผนังด้านทิศใต้ พระมหากัสสปะ ผู้เป็นอรหันตสาวก พร้อมด้วยบรรดาภิกษุกำลังถวายบังคมพระบรมศพ  ตามพุทธประวัติ เหล่ากษัตริย์มัลลราชนำเอาเพลิงเข้าจุดเพื่อถวายพระเพลิง แต่จุดอย่างไรไฟก็ไม่ติด ตราบเมื่อพระมหากัสสปะเข้ากราบพระพุทธบาทซึ่งปาฏิหาริย์ยื่นออกนอกหีบทองจึงจุดเพลิงได้

ถัดจากภาพพระมหากัสสปะถวายสักการะพระบรมศพ เป็นภาพเหล่านางฟ้าเทวดามาถวายสักการะ ถัดไปอีกเป็นภาพเล่าเรื่องตอนที่พระมหากัสสปะได้ทราบข่าวการเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจากปริพาชกผู้หนึ่ง ซึ่งถือดอกมณฑารพกั้นเป็นร่มบังแดดเดินสวนทางมา กับภาพเหล่าภิกษุที่กำลังนั่งพักเหนื่อยแสดงอาการเศร้าเสียใจเมื่อได้ยินข่าว ถัดไปเป็นภาพขบวนเดินทางของพระมหากัสสปะที่มุ่งไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

จากนั้นเป็นภาพชุดธุดงควัตร อันเป็นวัตรปฏิบัติของสงฆ์ ที่เคร่งครัดในการครองตน เช่น การพิจารณาซากศพเพื่อปลง  การเก็บผ้าพันศพไปซักทำความสะอาด แล้วย้อม เพื่อตัดเย็บเป็นจีวรนุ่งห่ม  กับภาพพระพุทธเจ้าประทับยืน จำลองจากภาพพระพุทธฉาย

กึ่งกลางผนังเป็นภาพอดีตพุทธเจ้า ปางมารวิชัย บนบัลลังก์ องค์พระปิดทองทั้งองค์ ด้านหลังเป็นรัศมีแบบเรือนแก้ว มีฉัตรสามชั้นประดับ ด้านข้างเป็นอัครสาวกซ้ายขวา นั่งคุกเข่าประคองอัญชลี เขียนจีวรเป็นสีแดงชาด

ผนังด้านทิศเหนือเล่าเรื่อง ตำนานพระพุทธบาททั้ง 5 แห่ง เริ่มต้นที่พระพุทธบาท ณ แม่น้ำนัมทามหานที ซึ่งเชื่อว่าอยู่ในอินเดียหรือในพม่า  กับ พระพุทธบาท ณ เขาสุมนกูฏ ซึ่งเชื่อว่าอยู่ในลังกาทวีป ภาพเรือสำเภาอาจสื่อถึงการเดินทางไปนมัสการพระพุทธบาทที่ลังกาของพระพุทธโฆษาจารย์แห่งวัดพุทไธศวรรย์เมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยา

ถัดไปเป็นภาพ พระพุทธบาท ณ เขาสุวรรณบรรพต ซึ่งเชื่อว่าอยู่ที่จังหวัดสระบุรี บริเวณโดยรอบเป็นอาคารบ้านเรือนและชาวบ้าน  ทางขวาสุดของผนังเป็นภาพ พระพุทธบาท ณ สุวัณณมาลิก ซึ่งเชื่อว่าอยู่ที่เมืองอนุราธปุระในประเทศศรีลังกา

เหนือช่องหน้าต่าง กึ่งกลางผนัง เป็นภาพ พระพุทธเจ้าประทับยืน อาจสื่อความหมายถึง ปางประดิษฐานรอยพระพุทธบาท พระพุทธองค์ทรงประทับรอยพระบาทบนยอดเขารังรุ้ง ณ เมืองโยนกปุระ ซึ่งน่าจะหมายถึงอาณาจักรล้านนา 

ตรงกลางพื้นวิหารประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง ทำด้วยไม้มะเกลือฝังมุก สันนิษฐานว่าหมายถึงรอยพระพุทธบาทแห่งที่ห้าตามตำนาน นั่นคือ พระพุทธบาท ณ เมืองโยนกปุระ
หากมีโอกาส “แนวหน้า” ขอเชิญชวนทุกท่าน เยี่ยมชมความงามของงานปูนปั้นใน “วิหารพระพุทธบาท” วัดบางกะพ้อมแห่งนี้

ฟินสนั่นฮอลล์! ‘หลิง–ออม’ แท็กทีม ‘หนุ่ม กรรชัย’ เปิดใจไม่มีกั๊ก

ฟินสนั่นฮอลล์! ‘หลิง–ออม’ แท็กทีม ‘หนุ่ม กรรชัย’ เปิดใจไม่มีกั๊ก

ฟินสนั่นฮอลล์! ‘หลิง–ออม’ แท็กทีม ‘หนุ่ม กรรชัย’ เปิดใจไม่มีกั๊ก

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.51 น.

เปิดประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์แบบไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน สำหรับงาน HEART TALK: LINGORM x KANCHAI สร้างช่วงเวลาน่าจดจำให้กับแฟน ๆ ด้วยการเปิดใจแบบหมดเปลือกของ 2 สาวสุดฮอต หลิงหลิง คอง และ ออม กรณ์นภัส ที่ได้ หนุ่ม – กรรชัย กำเนิดพลอย พิธีกรตัวพ่อมาดำเนินรายการเดินเกมคำถามแบบลึก คม ถึงใจ เหมือนยกรายการ “โหนกระแส” มาไว้ที่ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา

เปิดเวทีมาด้วยเซอร์ไพรส์ชุดใหญ่เมื่อ แม่ก้อย นฤมล เดินมาส่งออมขึ้นเวทีจนถึงมือพี่หลิง พร้อมฝากประโยคเด็ด “แม่ฝากน้องด้วยนะลูก” ทำเอาแฟน ๆ กรี๊ดสนั่นฮอลล์! ก่อนจะฟินกันต่อกับการร้องเพลงเปิดโชว์ ในเพลง “ลูกอม” เสิร์ฟความหวานก่อนพี่หนุ่ม กรรชัย จะขึ้นมารับหน้าที่พิธีกรล้วงลึกทุกประเด็นที่หลายคนสงสัย เคลียร์กันชัด ๆ นอกจากนี้ทุกคนในงานยังได้มีส่วนร่วมในการส่งคำถามที่อยากรู้เกี่ยวกับหลิง-ออม เพื่อหาคำตอบไปพร้อมกัน ขยับมาที่ไฮไลท์สำคัญกับการเปิดห้องลับของทั้งสองคน พาย้อนวัยเผยตัวตนผ่านห้องในฝันที่ออกแบบเอง และเนรมิตห้องนอนจริงให้ดูกลางเวที เล่าเรื่องราววัยเด็ก โมเมนต์ชีวิตที่หลายคนไม่เคยรู้ พร้อมเซอร์ไพรส์จากคนสนิทตัวจี๊ด “จันจิ จันจิรา – ฟลุ๊คจ์ พงศภัทร์ และ “เอแคลร์ จือปาก – พริกขิง สุรีย์ญะเรศ โผล่มาเมาท์สนั่นแบบไม่มีกั๊ก ทั้งเรื่องความโก๊ะ ความบ๊อง และความน่ารัก ก่อนที่สองสาวจะโชว์สะโพกตึกเตยในเพลง “เมร่อน” ร่อนจนคนดูต้องร้องขอชีวิต! แต่ความพีคยังไม่จบเมื่อพี่หนุ่มจัดให้ พา “เซียนหรั่ง” มาเซอร์ไพรส์ถึงบนเวที ชวนสองสาวสลัดลุค สวมเสื้อปุ๋ย โชว์สกิลการทำอาหารอีสาน ซึ่งสาวออมทำลาบหมูรสเด็ดป้อนพี่หลิง โดนใจแฟน ๆ เข้าอย่างจัง ขณะที่หลิงทำตำมั่วยั่วน้ำลายคนทั้งฮอลล์! จากนั้นยกเวทีโหนกระแสมาเยือนพารากอนฮอลล์ ขยี้โมเมนต์ของ หลิง-ออม และ Deep Talk เรื่องอนาคต แต่ที่ทำให้หลายคนฮ็อปจนไปไม่เป็นก็คือประเด็น “ใครชอบใครก่อน” ทำเอา 2 สาวเขินตัวบิด ปิดท้ายด้วยบิ๊กเซอร์ไพรส์ เมื่อ หลิง-ออม ประกาศ “พวกเรามีลูกแล้วค่ะ” เปิดตัวเบบี๋ LOLO ครั้งแรก โชว์ความน่ารักเกินต้าน พร้อมให้แฟนคลับเตรียมรับขวัญหลานกันได้เลย! ส่งท้ายด้วยโชว์เพลง “So Easy” ที่ทั้งคู่เดินไปหาแฟน ๆ อย่างใกล้ชิด เรียกว่าแจกความสุขไปพร้อมกับความทรงจำสุดพิเศษจนพาแฮชแท็ก #LingOrmHeartTalkXKanchai ทะยานติดเทรนด์ X อันดับ 1 ประเทศไทย อันดับ 3 Worldwide ด้วยยอดรีโพสต์สูงถึง 1.47 M ติดเทรนด์รวม 16 พื้นที่ทั่วโลก

HEART TALK : LINGORM x KANCHAI ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ทอล์กโชว์รรมดา แต่เป็นการเปิดใจครั้งแรกของ หลิง-ออม ที่ทำให้แฟน ๆ ได้เห็นตัวตนที่แท้จริง คำถามต่าง ๆ ที่หลายคนสงสัยได้ถูกเคลียร์ชัดทุกประเด็น งานนี้ทุกคนต่างยกให้เป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่น่าจดจำ ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ทำให้หลายคนตกหลุมรักมากยิ่งขึ้น!

โอ๋ ภัคจีรา ลองชุดขาวสุดจึ้ง แฟนคลับคอมเมนต์สนั่น

โอ๋ ภัคจีรา ลองชุดขาวสุดจึ้ง แฟนคลับคอมเมนต์สนั่น

โอ๋ ภัคจีรา ลองชุดขาวสุดจึ้ง แฟนคลับคอมเมนต์สนั่น

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.46 น.

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 มีเรื่องให้ชาวเน็ตต้องร้องว้าวกันอีกแล้วจ้า เมื่อรายการวาไรตี้สุดฮอตอย่าง ตีท้ายครัว ออกมาโพสต์คลิปสุด Exclusive ผ่านอินสตาแกรม teetaikrua เผยให้เห็นโมเมนต์ที่พิธีกรสาวอารมณ์ดี โอ๋ ภัคจีรา วรรณสุทธิ์ กำลังอยู่ในลุคชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ ดีเทลปักตาแตก สวยสง่า ออร่าจับสุด ๆ

โดยในโพสต์ทางรายการได้ระบุแคปชั่นสั้น ๆ แต่ทำเอาหลายคนตื่นเต้นว่า “เริ่มแล้วนะคะ ติดตามได้แบบ Exclusive ใน #ตีท้ายครัว #โอ๋ภัคจีรา #เบียร์สรณัฐ วันอาทิตย์นี้”

โอ๋ ภัคจีรา

และแน่น๊อนนนน หลังจากที่โพสต์คลิปสุด Exclusive ของ โอ๋ ภัคจีรา วรรณสุทธิ์ ถูกปล่อยออกมา บรรดาแฟนคลับและชาวเน็ตต่างก็แห่กันเข้ามากดไลก์ และคอมเมนต์อิโมจิรูปหัวใจสาวโอ๋กันยกใหญ่ จนไทม์ไลน์แทบค้าง 

โอ๋ ภัคจีรา
โอ๋ ภัคจีรา
โอ๋ ภัคจีรา
โอ๋ ภัคจีรา
โอ๋ ภัคจีรา

ขอบคุณภาพจาก อินสตาแกรม teetaikrua