ทึ่ง!! 7 ขวบ วาดภาพบนกำแพงสถานพินิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/323836

ทึ่ง!! 7 ขวบ วาดภาพบนกำแพงสถานพินิจ

วัย7ขวบ,จิตกรน้อย,วาดภาพ,จตรัง,แม่น้องฮีโร่

ตรัง-ทึ่ง! “น้องฮีโร่” วัย7ขวบ จิตอาสาวาดภาพบนกำแพงสถานพินิจฯ ด้วยสีอะคริลิก เผยฉายแววตั้งแต่2ขวบครึ่งชอบละบายสี มีผลงานประมูลช่วยเด็กพิการได้เงินกว่า10,000บาท

       ที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ต.ทุ่งค่าย อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง พบเด็กชายวจนะ ชุมพวง (น้องฮีโร่) อายุ7ขวบ นักเรียนชั้น ป.1โรงเรียนตรังร่วมพัฒนา อ.เมืองตรัง

        กำลังใช้แปรงและพู่กันวาดภาพด้วยสีอะคริลิกลงบนกำแพงสถานพินิจฯ โดยมีเด็กหญิงเคสิยาห์ ชุมพวง (น้องวินนี่) อายุ5ขวบ ซึ่งเป็นน้องสาว และเด็กชายฐาปกรณ์ ศรีสุด (น้องไตเติ้ล) อายุ6ขวบ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้อง มาช่วยวาดภาพด้วย

ทึ่ง!! 7 ขวบ วาดภาพบนกำแพงสถานพินิจ

น้องฮีโร่

         ซึ่งสถานพินิจฯ เปิดรับสมัครจิตรกรซึ่งเป็นจิตอาสามาวาดภาพบนกำแพง ที่มีความยาวประมาณ80เมตรและความสูง2.50เมตรเพื่อสร้างสีสันและความสวยงาม ลดความรู้สึกตึงเครียด หรือความกังวลให้กับเยาวชนผู้ถูกคุมขังและผู้ขับรถผ่านไปมา

ทึ่ง!! 7 ขวบ วาดภาพบนกำแพงสถานพินิจ

ทึ่ง!! 7 ขวบ วาดภาพบนกำแพงสถานพินิจ

        ซึ่งมีจิตรกรที่เป็นจิตอาสามาร่วมวาดภาพประมาณ20คน เน้นภาพบรรยากาศที่ดูแล้วเกิดความสบายตาสบายใจ เช่น ภาพทะเล ภูเขา ตัวการ์ตูนและสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของจ.ตรัง ทั้งรถตุ๊ก ๆ หัวกบ พะยูน และดอกศรีตรังซึ่งน้องฮีโร่เลือกวาดภาพต้นไม้กับใยแมงมุมโดยมีคุณแม่คอยเสริมเติมแต่งให้บ้าง

ทึ่ง!! 7 ขวบ วาดภาพบนกำแพงสถานพินิจ

        ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่น้องฮีโร่ได้ลงมือวาดภาพด้วยสีอะคริลิกลงบนกำแพงซึ่งการที่น้องฮีโร่ชอบวาดภาพระบายสีมาตั้งแต่อายุ2ขวบครึ่งนั้น ก็ทำให้นางสาวยุภวัลย์ ย่องภู่ ผู้เป็นแม่มีใจรักเรื่องการวาดภาพไปด้วย เพราะต้องคอยแนะนำการเล่นสีต่าง ๆ ให้กับลูก และต้องคอยติดตามลูกชายไปวาดภาพด้วยทุกครั้ง ทั้งที่ทั้งคุณพ่อและคุณแม่นั้นมีอาชีพเป็นทนายความทั้งคู่

         น.ส ยุภวัลย์ ย่องภู่ อายุ39ปี   กล่าวว่า น้องเริ่มผสมสีได้และวาดภาพตามจินตนาการของตัวเองมาตั้งแต่อายุ2ขวบกว่า จนกระทั่งอายุได้ประมาณ3ขวบ ก็เริ่มวาดอะไรที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ เช่น สร้างภูเขา ต้นไม้ ท้องฟ้า ทะเล

ทึ่ง!! 7 ขวบ วาดภาพบนกำแพงสถานพินิจน.ส.ยุภวัลย์  ย่องภู่ แม่น้องฮีโร่

      “แต่มีความพิเศษขึ้นมาแล้ว คือ การรู้จักไล่สีต่างๆ ซึ่งปีนี้ มีร้านอาหารแห่งหนึ่งจัดกิจกรรมหาเงินเข้าการกุศลช่วยเหลือคนพิการ และน้องๆออติสติก จึงมีการนำภาพของน้องไปร่วมประมูลด้วย ปรากฎว่าภาพของน้องไปได้ 2 ภาพ ได้เงินกว่า10,000บาท”น.ส ยุภวัลย์ กล่าว

        น.ส ยุภวัลย์  กล่าวอีกว่า และเป็นครั้งแรกที่น้องฮีโร่วาดภาพบนกำแพงกับกลุ่มศิลปินที่คุ้นเคยกันมา ทำให้ไม่เกร็งส่วนคุณแม่ น้องสาวและหลานชายก็ดูจากน้องฮีโร่ โดยเฉพาะน้องวินนี่ ซึ่งเป็นน้องสาวของน้องฮีโร่ ก็เรียกรู้จากพี่ชายตลอดเวลา แต่อาจจะยังไม่ชอบเท่าน้องฮีโร่

      น.ส ยุภวัลย์ กล่าวด้วยว่า ส่วนน้องไตเติ้ล ก็สนิทกับพี่น้อง อยู่ด้วยเล่นด้วยกัน ก็ร่วมวาดภาพด้วย เชื่อว่าคงจะซึบซับตามด้วยอีกคน และจะได้มีกิจกรรมทำร่วมกันในครอบครัว ซึ่งคุณแม่ กล่าวอารมณ์ดีว่า ด้วยความที่ลูกชอบ จึงคิดว่าตนต้องเป็นครูที่ดี จึงพยายามศึกษาในยูทูปเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาฝีมือตัวเองจะนำมาสอนลูกแต่ฝีมือยังสู้ลูกชายไม่ได้

ทึ่ง!! 7 ขวบ วาดภาพบนกำแพงสถานพินิจ

คึกคัก!! มหกรรมการแพทย์แผนไทยฯ(ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/323768

คึกคัก!! มหกรรมการแพทย์แผนไทยฯ(ชมคลิป)

การแพทย์พื้นบ้าน,พังงา,มหกรรมการแพทย์แผนไทยฯชมคลิป,นพสรรพงษ์ ฤทธิรักษา,การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก,นายแพทย์กิตติศักดิ์ กลับดี

พังงา-ตึกคัก!! มหกรรมการแพทย์แผนไทย-การแพทย์พื้นบ้านภาคใต้ ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ “ที่ปรึกษา รมว.สธ.”คาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรส่งออกแสนล้านบาทเล็งยกระดับสู่สากล

ที่อนุสรณ์สถานสึนามิ เรือ 813 อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา นายแพทย์กิตติศักดิ์ กลับดี ที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงานมหกรรมการแพทย์แผนไทย

และการแพทย์พื้นบ้าน ปีที่ 10 ภาคใต้ โดยมีนายชาญศักดิ์ ถวิล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงานายบำรุง ปิยนามวาณิช นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา ผู้บริหารและบุคลากรในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข อสม. กลุ่มแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ใน 14 จังหวัดภาคใต้เข้าร่วม

กิจกรรมประกอบด้วย กิจกรรมนวดไทย 30 คู่ พิธีมอบเกียรติบัตร ให้แก่ หมอพื้นบ้านดีเด่นระดับจังหวัด 14 จังหวัด หมอไทยดีเด่นระดับเขต เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานดีเด่นด้านการแพทย์แผนไทยระดับเขต พื้นที่ต้นแบบดีเด่นระดับเขต มอบหม้อยาและธงให้กับเจ้าภาพครั้งต่อไปและการแสดงจากศิลปินชื่อดัง

คึกคัก!! มหกรรมการแพทย์แผนไทยฯ(ชมคลิป)

นายแพทย์กิตติศักดิ์ กลับดี ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ปีที่ 10 ภาคใต้ ครั้งนี้เป็นการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนให้ชุมชนสามารถผลิตพรีเมี่ยมโปรดักซ์ของแต่ละชุมชนขึ้นมา

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ด้านสมุนไพรขึ้นมาให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น คาดว่าจะตัวเลขส่งออกเป็นแสนล้านในปีต่อๆไป สำหรับความนิยมของประชาชนในเรื่องสมุนไพรพบว่าได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆและคู่ขนานกันกับแพทย์แผนปัจจุบัน”นายแพทย์กิตติศักดิ์ กล่าว

นายแพทย์กิตติศักดิ์  กล่าวอีกว่าในโรงยาบาลเกือบทุกแห่งคนไข้สามารถเลือกรักษาแพทย์แผนไทยหรือแพทย์แผนปัจจุบันก็ได้ ส่วนผลการรักษาอยู่ที่ตัวคนไข้เองว่าจะพึงพอใจ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าคนไข้พึงพอใจแพทย์แผนไทยเพิ่มมากขึ้น ทำให้ประหยัดเงินที่จะต้องซื้อยานำเข้าจากต่างประเทศโ ดยการผลิตยาสมุนไพรไทยได้ผลิตเอง สนับสนุนให้เกษตรกรเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายให้มากขึ้น

นายแพทย์กิตติศักดิ์  กล่าวด้วยว่า สำหรับผู้ผลิตและค้าขายมีรายได้มากขึ้น ภาพรวมไทยลดการนำเข้ามากขึ้นเป็นการลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศในแต่ละปีมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันหากทำตามแผนที่วางไว้สามารถขายให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศติดไปได้ เช่นเดียวกับที่ชาวไทยไปต่างประเทศและซื้อกลับมาจำหน่ายในประเทศโดยพบว่าในพังงาจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก

ด้าน นพ.สรรพงษ์ ฤทธิรักษา รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกล่าวว่า สำหรับความมั่นใจในการใช้ผลิตภัณฑ์แพทย์แผนไทยและการบริการแพทย์แผนไทย ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ให้บริการตามมาตรฐานการให้บริการไม่ว่าในส่วนของแพทย์แผนไทยที่ขึ้นทะเบียนต้องผ่านการรับรองจากสภาวิชาชีพแพทย์แผนไทย

นพ.สรรพงษ์ กล่าวอีกว่า ส่วนหมอพื้นบ้านเองที่ต้องให้บริการคนในชุมชนต้องขึ้นทะเบียนหมอพื้นบ้าน ซึ่งมีระเบียบข้อบังคับในเรื่องประสบการณ์ ตำรา และการให้บริการโดยไม่คิดมูลค่า ส่วนมาตรฐานของสมุนไพรในหลักการจะใช้มาตรฐานของทาง องค์การอาหารและยา หรือ อย. ในการออกเลขทะเบียนมาตรฐานทั้งยาสมุนไพรทั้งยาโบราณ

คึกคัก!! มหกรรมการแพทย์แผนไทยฯ(ชมคลิป)

“ส่วนการบริการของแพทย์แผนไทยใช้มาตรฐานของการดำเนินการอยู่ในทุกโรงพยาบาล ในอนาคตทางกรมแพทย์แผนไทยฯจะทำเรื่องมาตรฐานรับรองคุณภาพสถานบริการในการบริการแพทย์แผนไทย ซึ่งในปัจจุบันการบริการแพทย์แผนไทยมีในทุกโรงพยาบาลโดยดำเนินการควบคู่กัน บางส่วนเป็นคลินิกคู่ขนานบริการร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อสร้างมาตรฐานให้ประชาชนยอมรับให้ประชาชนรู้จัก เชื่อมั่น และชอบใช้ทั่งผลิตภัณฑ์แพทย์แผนไทยและบริการแพทย์แผนไทย”นพ.สรรพงษ์ กล่าว

นพ.สรรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนบทบาทของแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกคือการอนุรักษ์ภูมิปัญญาโดยเฉพาะ ?ตำหรับยาแห่งชาติ? มีการพัฒนาโดยการขึ้นทะเบียนตำหรับยา ฉะนั้นที่เป็นยาก็จะมีการศึกษาค้นคว้า เพื่อจะผ่านผู้เชี่ยวชาญยอมรับ วิจัย ศึกษา เพื่อยอมรับเป็นตำหรับยาสมุนไพรแห่งชาติ

คึกคัก!! มหกรรมการแพทย์แผนไทยฯ(ชมคลิป)

“ส่วนยาลูกกลอนหรือผลิตภัณฑ์ยาที่มีจำหน่ายในท้องตลาดก็จะมีหน่วยงานเฝ้าระวังโดยมีสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพื่อตรวจในเรื่องของความปลอดภัย ในการคุ้มครองผู้บริโภคและดูเลขทะเบียนยา ขออนุมัติถูกต้องหรือไม่ และมีการตรวจ วิเคราะห์ เพื่อดูสารปนเปื้อนเป็นวัตถุที่เป็นสารอันตรายที่ใช้กับประชาชนได้หรือไม่” นพ.สรรพงษ์ กล่าวในที่สุด

เด็ก “กำเนิดวิทย์” เจ๋ง คว้ารางวัล นวัตกรรมอนุรักษ์น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/323530

เด็ก “กำเนิดวิทย์” เจ๋ง คว้ารางวัล นวัตกรรมอนุรักษ์น้ำ

กำเนิดวิทย์,นวัตกรรม,อนุรักษ์น้ำ

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ คว้ารางวัลชนะเลิศ นวัตกรรมอนุรักษ์น้ำจาก สสวท. เตรียมลุยแข่งที่สวีเดน ส.ค. นี้

จากการที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)  ได้จัดให้มีการประกวด สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ปี 2561  ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมการอนุรักษ์น้ำสู่ความยั่งยืน” (Water Conservation Innovation toward Sustainability)  เพื่อหาเยาวชนไทยไปร่วมแข่งขันในเวทีระดับโลกในการแข่งขัน Stockholm Junior Water Prize 2018 ที่ประเทศสวีเดนระหว่างวันที่ 25-30 สิงหาคม 2561 โดยศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนง ผู้อำนวยการสสวท. เปิดเผยว่า  สสวท.เล็งเห็นความสำคัญในการส่งเสริมให้เยาวชนของชาติได้เรียนรู้และตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ผ่านการสร้างสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมใหม่  โดยสสวท.หวังว่า โครงการนี้จะส่งผลอย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำจากนวัตกรรมใหม่ที่มาจากความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสามารถเข้าร่วมประกวดในระดับโลกได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประกวดครั้งนี้มีผลงานจากนักเรียนอายุ 14–19 ปีที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-5 ที่ผ่านรอบคัดเลือกจำนวน 22  ผลงาน เป็นนวัตกรรมที่เป็นสิ่งประดิษฐ์หรือแบบจำลองหรือต้นแบบที่แสดงออกถึงนวัตกรรมในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นการรักษาหรือแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคมระดับครัวเรือน ชุมชน ประเทศ หรือระดับโลก โดยมีคณะกรรมการประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญอันทรงคุณวุฒิและอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ  มีรางวัลจำนวน 6 รางวัล มูลค่ารวมทั้งสิ้น 200,000 บาท
โดยผลการตัดสิน รางวัลชนะเลิศ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จังหวัดระยองจากผลงานวิจัยเรื่อง “ชุดทดสอบโลหะหนักในน้ำจากเซนเซอร์ทางเคมีติดบนอนุภาคนาโนแม่เหล็ก” คณะผู้วิจัยประกอบด้วย  นางสาวพิมพ์ฟ้า คำกาหลง และนางสาวแพรสุนันท์ จันทร์พานิช มีดร.สุรนันท์ อนันต์ชัยศิลป์ ภาควิชาเคมีและวิทยาศาสตร์โลก ครูที่ปรึกษา​ ได้รับรางวัลเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร

เด็ก "กำเนิดวิทย์" เจ๋ง คว้ารางวัล นวัตกรรมอนุรักษ์น้ำ

ด้านน.ส.พิมพ์ฟ้า คำกาหลง และน.ส.แพรสุนันท์ จันทร์พานิช นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จังหวัดระยอง ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศกล่าวว่า  รู้สึกดีใจมากที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทย และที่ผ่านมาได้ใช้เวลาทุ่มเทให้กับการวิจัยครั้งนี้มาก  การได้เข้าร่วมโครงการครั้งนี้ได้รับประโยชน์ในเรื่องกระบวนการคิดที่เป็นระบบ เมื่อพบปัญหาจะไม่ย่อท้อเพราะจะต้องมีวิธีที่สามารถแก้ไขและพบคำตอบ รู้จักการวางแผน การแบ่งเวลา และจากนี้ไปจะเตรียมความพร้อมในการเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันที่ประเทศสวีเดนโดยทำการทดลองซ้ำเพื่อให้ได้ผลที่แน่นอนเป็นจริง รวมทั้งหาข้อบกพร่องและแก้ไขให้สมบูรณ์  ซึ่งนวัตกรรมที่คิดค้นสามารถช่วยประเทศชาติในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ
ขณะที่ ดร.สุรนันท์ อนันต์ชัยศิลป์ ภาควิชาเคมีและวิทยาศาสตร์โลก โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จังหวัดระยอง ครูที่ปรึกษา กล่าวว่า ประเด็นที่นำมาทำวิจัยนั้นได้มาจากการให้นักเรียนตั้งโจทย์ว่าสนใจทำวิจัยเรื่องใดส่วนตนเองทำหน้าที่สนับสนุนให้คำแนะนำ และภายหลังจากได้รับรางวัลแล้วจะวางแผนพัฒนาการทำงานให้ดียิ่งขึ้นก่อนไปแข่งขันที่ประเทศสวีเดน โครงการฯนี้นับเป็นโครงการที่ดี และจะสามารถสร้างนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยให้ประเทศชาติได้ในอนาคตอย่างแน่นอน

เด็ก "กำเนิดวิทย์" เจ๋ง คว้ารางวัล นวัตกรรมอนุรักษ์น้ำ

นักวิจัยมข.ผลิตแผ่นแปะ”ว่านชักมดลูก”ช่วยหน้าเด้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/323394

นักวิจัยมข.ผลิตแผ่นแปะ”ว่านชักมดลูก”ช่วยหน้าเด้ง

ว่านชักมดลูก,แปะหน้าเด้ง,นักวิจับมข,ผศดรนภภัค ใจภักดี,คณะเภสัชฯมข,ดรศรัญญา  ตันติยาสวัสดิกุล

นักวิจัยมข.นำว่านชักมดลูกพืชสมุนไพร มาผลิตเป็นแผ่นแปะหน้า เพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้หน้าเด้ง เตรียมต่อยอดเชิงพาณิชย์ผลิตจำหน่าย มุ่งเป้ากลุ่มวัยหมดประจำเดือน

         เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2561-ที่อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.) ศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญา มข. ได้จัดงาน IP DAY KKU Alumni หรืองานทรัพย์สินทางปัญญาดี ๆ ของ มข.

        พร้อมถ่ายทอดในเงื่อนไขพิเศษแก่บรรดาศิษย์เก่าที่จะนำเอางานวิจัยไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ โดยมีนักวิจัย อาจารย์และผู้เชี่ยวชาญ นำผลงานวิจัยทั้งด้าน วิศวกรรมศาสตร์ สุขภาพความงาม อุตสาหกรรมเกษตร อาหารและเครื่องดื่ม ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ และหนังสือมาเผยแพร่เป็นจำนวนกว่า 40 ชิ้นงาน

 

โดยในกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม ดร.ศรัญญา ตันติยาสวัสดิกุล คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ทำการศึกษาวิจัยด้วยการนำเอาว่านชักมดลูก ที่คุ้นเคยในการผลิตเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและความงามมาทำเป็นแผ่นแปะเพื่อเพิ่มความงาม เหมาะกับกลุ่มสตรีวัยหมดประจำเดือนและวัยสูงอายุที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง

 

 

     

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.ศรัญญา กล่าวว่า ด้วยคุณสมบัติของว่านชักมดลูก ที่มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง ที่ผ่านมามีคนคิดค้นเอามาทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อเสริมความงาม แต่พอไปวิจัยพบว่าตัวยาในว่านชักมดลูกนี้ดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้ไม่ค่อยดีนัก เพราะไม่ค่อยละลายน้ำ จึงได้คิดทดลองใหม่ หาวิธีการดูดซึมที่ดีกว่า

 

“เลยคิดว่าถ้าสามารถดูดซึมทางผิวหนังได้คงจะดีและให้ดูดซึมเข้ากระแสเลือดอีกที แต่พอวิจัยกลับพบว่า ว่านตัวนี้พอแปะตามผิวหนังแล้วไม่ดูดซึมเข้ากระแสเลือด แต่กลับมีการดูดซึมได้ดีที่ชั้นผิวหนังและเก็บกักเอาไว้เยอะ เลยคิดอยากจะทำเป็นเวชสำอาง จนกลายมาเป็นนวัตกรรมใหม่คือแผ่นแปะเสริมฮอร์โมนทำให้ผิวเด้ง”ดร.ศรัญญา  กล่าวด้วยรอยยิ้ม

 

 นักวิจัยมข.ผลิตแผ่นแปะ"ว่านชักมดลูก"ช่วยหน้าเด้ง

ดร.ศรัญญา  ตันติยาสวัสดิกุล

ดร.ศรัญญา  กล่าวอีกว่า ในขั้นตอนการทดลอง เราทดลองกับผิวของหูหมู เพราะผิวบริเวณหูของหมูนั้นจะมีลักษณะคล้ายผิวคน พบว่าเมื่อแปะแผ่นแปะลงไปแล้ว มีปริมาณฮอร์โมนสะสมในผิวมากขึ้นตามปริมาณของการแปะ จากนั้นจึงได้คิดพัฒนาเข้าไปสู่คน ด้วยการทดลองกับอาสาสมัครผู้หญิง ด้วยการให้แปะแผ่นนี้ก่อนนอนบริเวณหางตาและหลังมือ ทดลองเป็นเวลา 2 กับ 4 สัปดาห์ พบว่าผิวหนังทั้งสองบริเวณชุ่มชื้นมากและมีความยืดหยุ่นกว่าแต่เดิม รอยเหี่ยวย่นที่เคยมีก็ลดลง และกำลังต่อยอดขยายกลุ่มอาสาสมัครมากยิ่งขึ้น

 

ดร.ศรัญญา กล่าวอีกว่า สำหรับว่านชักมดลูกมีคุณสมบัติในการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน และในตัวของว่านชักมดลูกเองมีฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่ด้วย จึงเหมาะแก่การเอาไปใช้กับกลุ่มผู้สูงอายุหญิง ที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ผิวหนังเสื่อมสภาพ และมีริ้วรอยมาก จึงได้คิดนำเอาตัวนี้มาประยุกต์ใช้ เพราะหากดูในตลาดเวชสำอางประเทศไทยจะมีการนำเอาสารเคมีเข้ามาใช้เป็นจำนวนมาก หากเราสามารถผลิตเวชสำอางจากพืชสมุนไพรในบ้านเรา น่าจะลดต้นทุนและตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยและยั่งยืนได้ดีกว่า

 

 

เช่นกันกับ ผศ.ดร.นภภัค ใจภักดี จากคณะเภสัชศาสตร์ มข. ที่ได้ทำการวิจัยด้วยการเอาต้นพันซาด ซึ่งเป็นต้นไม้พื้นถิ่นในภาคอีสานมาสกัดทำเป็นเจลแต้มสิว ซึ่งมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย โดยพิสูจน์กับเจลแต้มสิวที่มีอยู่ในท้องตลาดพบว่าเจลแต้มสิวที่สกัดจากต้นลำพันซาดมีคุณภาพดีกว่า

 

ผศ.ดร.นภภัค กล่าวว่า งานวิจัยที่ทำส่วนใหญ่ เป็นการต่อยอดจากงานวิจัยของอาจารย์ท่านอื่น ๆ ที่เคยวิจัยพบต้นไม้ในอีสานหลายต้นมีสรรพคุณทางยาเสริมในด้านความงาม และพบว่าต้นพันซาดมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระได้มากคือโปรตีนเอคเน่ ที่ยับยั้งการเกิดสิวเลยคิดค้นเป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นมา

 

 นักวิจัยมข.ผลิตแผ่นแปะ"ว่านชักมดลูก"ช่วยหน้าเด้ง

ผศ.ดร.นภภัค ใจภักดี 

       “ในขั้นตอนการวิจัยเป็น ขั้นแรกในการยืนยันฤทธิ์พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวได้ดีมาก และได้ทดลองทำผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่าง ๆ จนกระทั่งมาลงตัวในรูปแบบเจลแต้มสิว และมีการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์กับผลิตภัณฑ์ในท้องตลาด พบว่าของเรามีฤทธิ์และสรรพคุณรักษาสิวได้ดีกว่า ซึ่งส่วนของต้นพันซาดที่นำมาใช้คือบริเวณกิ่ง ที่นำมาสกัดเป็นยา”ผศ.ดร.นภภัค กล่าว

 

โดยเมื่อมีการเผยผลการวิจัยออกมา พบว่ามีบริษัทเอกชนหลายแห่งสนใจติดต่อ เพื่อนำไปต่อยอดทำเป็นผลิตภัณฑ์จำหน่ายในท้องตลาด แต่ติดปัญหาเพียงวัตถุดิบคือต้นพันซาด ที่อาจจะหายากแม้จะพบในป่าทั่วไป แต่หากมีความต้องการปริมาณมาก อาจจะทำให้ต้องมีการตัดกิ่งต้นพันซาดมากขึ้น จึงทำให้ขณะนี้กำลังหาวิธีการแก้ปัญหาเรื่องนี้อยู่ ก่อนจะผลิตออกสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์

เปิดรับ ป.โท-เอก สันติศึกษามหาจุฬาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/323311

เปิดรับ ป.โท-เอก สันติศึกษามหาจุฬาฯ

ปริญญาโท,ปริญญาเอก,มหาจุฬาฯ,สาขาสันติศึกษา,นานาชาติ,พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส,รศดร,ผู้ช่วยอธิการบดี

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เปิดรับสมัครแล้ว! ระดับปริญญาโท-เอก สันติศึกษา พัฒนาชีวิตและสังคม อุดมสันติ

         พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส,รศ.ดร. ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท และปริญญาเอก

       สาขาสันติศึกษา เปิดเผยว่า สงครามและความรุนแรงมีจุดเริ่มต้นจากใจ ฉันใด สันติภาพก็เริ่มต้นจากใจ ฉันนั้น แต่สิ่งเดียวที่จะทำหน้าที่คลี่คลาย ระงับ และดับสงครามและความรุนแรง คือ “สันติภาพ” ยิ่งหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพออกไปได้อย่างกว้างขวางมากเพียงใด ยิ่งทำให้เชื้อร้ายแห่งสงครามและความรุนแรงหยุดชงัก และเสื่อมสลายตายลงมากเพียงนั้น

         “การเปิดหลักสูตรปริญญาโท และปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา ทั้งภาคภาษาไทย และนานาชาติ เพื่อให้มนุษยชาติเข้ามาศึกษา เรียนรู้ และพัฒนา จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการปิดโอกาสมิให้เชื้อร้ายแห่งสงครามและความรุนแรงเข้ามาทำเกาะกัดกินจิตใจ แล้วหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพลงสู่จิตใจ ให้เมล็ดพันธุ์แห่งสันติสุขได้เจริญเติบโตและงอกงามขึ้นในทุกวินาทีแห่งลมหายใจ” ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มจร กล่าวและว่า

         “สันติ” หรือ “ความสุข สงบเย็น” จากการเรียนหลักสูตรสันติศึกษา จึงเป็นสิ่งที่จะทำหน้าที่เติมเต็มเพื่อสร้างคุณค่าและความหมายแก่ชีวิต สันติศึกษาจึงไม่ใช่วิชาชีพ แต่เป็นวิชาชีวิต ชีวิตที่เปี่ยมล้นด้วยความสุข สงบ เย็น ชีวิตที่พร้อมจะหยิบยื่นลมหายใจที่เยือกเย็น และใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ บนพื้นฐานของ “สติ ขันติ และสันติ”

       ทั้งนี้สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่https://www.facebook.com/peace.mcu/posts/207688451258394

ทวงถามรัฐบาลข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากล ปี 60 ไม่คืบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/323313

ทวงถามรัฐบาลข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากล ปี 60 ไม่คืบ

วันแรงงานสากล,1 พค2561,คสรท-สรส,นายสาวิทย์ แก้วหวาน,ข้อเรียกร้่อง,นายกฯ,บิ๊กตู่,รัฐบาล

“คสรท-สรส.”ร่วมยื่นหนังสือทวงถามรัฐบาล”บิ๊กตู่”ข้อเรียกร้อง วันกรรมกรสากล ปี 60 ไม่คืบ!! ระบุ 1พ.ค.61วันกรรมกรสากลเตรียมรณรงค์ติดตามข้อเรียกร้องเดิม

         นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธาน คสรท. และ เลขาธิการ สรส. นำภาคีแรงงานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ จำนวนประมาณ กว่า 100 คน

        เดินทางเข้ายื่นหนังสือ เพื่อติดตามความคืบหน้าข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลปี 2560 ที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ถ.พิษณุโลก ทำเนียบรัฐบาล  เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2561 โดยประธาน คสรท. และ เลขาธิการ สรส. ได้กล่าวว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ข้อเรียกร้องเดิม ยังไม่มีการดำเนินการให้เป็นไปตามความต้องการของคนงาน และขบวนการแรงงาน

        แม้ว่าทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตอบการดำเนินการตามข้อเรียกร้องที่ได้ยื่นไปในปีที่แล้ว แต่เนื้อหาสาระที่ตอบมาเป็นแบบกว้างๆ ตามภาระกิจหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ที่ดำเนินการตามนโยบาย หรือกรอบการทำงานของหน่วยงานเท่านั้น ไม่ได้เป็นการดำเนินการตามข้อเรียกร้องแต่อย่างใด

        ไม่มีระยะเวลาชี้ชัดว่าจะดำเนินการ เมื่อใด ความคืบหน้าในการทำงานไม่มีรูปธรรมที่ชัดเจน และไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องแต่อย่างใด ทั้งที่สถานการณ์ต่างๆของโลกได้เปลี่ยนไป แต่ยังพบว่าสถานการณ์การขดขี่ การเอารัดเอาเปรียบไม่ได้ลดทอนลงเลย ยิ่งนับวันจะชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากมองปัญหาให้ลึกลงไป

        ทั้งในด้าน เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เราจะพบเห็นความเหลื่อมล้ำ คนจนยิ่งจนลง คนรวยยิ่งรวยขึ้น เกิดเป็นช่องว่างที่ถ่างกว้างมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน

        สำหรับข้อเรียกร้องที่ยื่นถึงรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2560 เพื่อให้แก้ไขปัญหามีดังนี้ 1. รับต้องจัดให้มีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าที่มีคุณภาพให้ประชาชนทุกคน ให้เข้าถึงอย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติ

       1.1 ด้านสาธารณสุข ประชาชนทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพและไม่มีค่าใช้จ่าย 1.2 ด้านการศึกษาตามความต้องการในทุกระดับ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

      2. รัฐต้องกำหนดค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรมให้ครอบคลุมผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วน 2.1 กำหนดนิยามค่าจ้างขั้นต่ำแรกเข้าที่มีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว 2.2 กำหนดให้มีโครงสร้างค่าจ้าง และปรับค่าจ้างทุกปี

3.รัฐต้องให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวกัน และอนุสัญญาฯ ฉบับที่ 98 ว่าด้วยการปฏิบัติตามหลักการแห่งสิทธิในการรวมตัวและร่วมเจรจาต่อรอง เพื่อสร้างหลักประกันในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง และอนุสัญญาฯ ฉบับที่ 183 ว่าด้วยการคุ้มครองความเป็นมารดา ตามรัฐธรรมนูญ หมวด 3 มาตรา 48

        4.รัฐต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพรัฐวิสาหกิจในการให้บริการที่ดี มีคุณภาพ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ดังนี้

          4.1 ยกเลิกนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ 4.2 จัดตั้งกองทุนพัฒนารัฐวิสาหกิจ 4.3 ให้มีการบริหารจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้และมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ

         5.รัฐต้องยกเลิก นโยบายที่ว่าด้วยการลดสวัสดิการพนักงานรัฐวิสาหกิจและครอบครัว 6. รัฐต้องปฏิรูประบบประกันสังคม ดังนี้ 6.1 ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารงานสำนักงานประกันสังคม ให้เป็นอิสระ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้ผู้ประกันตนมีส่วนร่วม

         6.2 จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ในสัดส่วนที่เท่ากัน ระหว่างรัฐ นายจ้าง ลูกจ้าง ตามหลักการของ พรบ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และนำส่งเงินสมทบที่รัฐบาลค้างจ่ายให้เต็มตามจำนวน

         6.3 เพิ่มสิทธิประโยชน์ ผู้ประกันตน มาตรา 40 ให้เท่ากับ มาตรา 33 6.4 เพิ่มสิทธิประโยชน์ ชราภาพ 50 เปอร์เซ็นต์ ของเงินเดือนสุดท้าย 6.5 ให้สำนักงานประกันสังคมประกาศใช้ อนุบัญญัติทั้ง 17 ฉบับที่ออกตาม พรบ.ประกันสังคม ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2558    6.6 ขยายกรอบเวลาการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ในกองทุนเงินทดแทน จนสิ้นสุดการรักษาตามคำวินิจฉัยของแพทย์

       7.รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย เช่น การปิดกิจการ หรือยุบเลิกกิจการในทุกรูปแบบ (ตามรัฐธรรมนูญ หมวด 5 มาตรา 53)

      8.รัฐต้องจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงจากการลงทุนโดยให้นายจ้างจ่ายเงินเข้ากองทุนเพื่อเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิแรงงาน เมื่อมีการเลิกจ้างหรือเลิกกิจการไม่ว่ากรณีใดก็ตามผู้ใช้แรงงานมีสิทธิได้รับเงินชดเชยจากกองทุน รวมทั้งการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างได้ (กรณีศึกษา บริษัท บริติช-ไทยซินเทติค เท็กสไทล์ จำกัด)

       9.รัฐต้องเร่งรัดให้มีการพัฒนากลไกการเข้าถึงสิทธิ์ การบังคับใช้ พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 อย่างจริงจัง ภายใต้การมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วน และยกเลิกการใช้แร่ใยหินในทุกรูปแบบ

        10. รัฐต้องจัดสรรเงินงบให้กับสถาบันความปลอดภัยฯ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัย ให้มีประสิทธิภาพ

      ส่วนในวันกรรมกรสากล วันที่ 1 พฤษภาคม 2561  ทาง คสรท.และสรส. ระบุว่าจะไม่มีการยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล แต่จะมีการจัดงานเดินขบวนรณรงค์เพื่อติดตามข้อเรียกร้องในปี2561ที่ผ่านมา เพราะมองว่าข้อเรียกร้องยังไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไข

      โดยการเข้าร่วมเดินขบวนรณรงค์ในครั้งนี้ จะเริ่มจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากล ให้รัฐบาลได้เร่งดำเนินการตามข้อเรียกร้อง หวังเป็นขวัญกำลังใจให้กับผู้ใช้แรงงาน

“ครูขาเจ็บ”เก็บขยะหาทุนช่วยร.ร.จ้างครูในชนบท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/323299

“ครูขาเจ็บ”เก็บขยะหาทุนช่วยร.ร.จ้างครูในชนบท

ครูโต้ง,ครูขาเจ็บ,เดินเพื่อช่วยรรขาดแคลนครู,อุบลฯ,ครูอาสา,ครูขาดแคลน,นายศุภกิจ วิทยาศิลป์ หรือครูโต้ง,การศึกษา

อุบลราชธานี – เพื่ออนาคตของชาติ “ครูขาเจ็บ” เดินเก็บขยะ หาทุนสนับสนุนช่วยเหลือโรงเรียนที่ขาดแคลนครู ให้มีเงินจ้างครูสอนเด็ก

          เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ บริเวณถนนแจ้งสนิท หน้าสำนักงานโครงการชลประทาน ต.แจระแม อ.เมือง จ.อุบลฯ ชาวบ้านที่ใช้รถผ่านไป –มา พบเห็นชายหนุ่มถือถุงขยะ

       เดินเก็บขยะ อยู่ตามริมถนน อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ถึงแม้จะมีเหงื่อไหลออกมาแต่ก็ไม่ได้แสดงความย่อท้อแต่อย่างใด โดยเดินไปตามทางมุ่งหน้าไปยัง อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

"ครูขาเจ็บ"เก็บขยะหาทุนช่วยร.ร.จ้างครูในชนบท

ครูโต้ง ครูผู้ทำเพื่อเพื่อนครู-เด็กๆ

        จากการสอบถามเบื้องต้นทราบว่าชื่อ นายศุภกิจ วิทยาศิลป์ หรือครูโต้ง เป็นครูโรงเรียน บ้านดอนกลาง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ที่มาเดินเก็บขยะตามริมถนนในครั้งนี้ เพื่อต้องการขอรับการสนับสนุนจากพี่ๆ น้องๆ คนที่รู้จักกันในเฟสบุ๊ค และ ตามที่ต่างๆ

"ครูขาเจ็บ"เก็บขยะหาทุนช่วยร.ร.จ้างครูในชนบท

        ให้ช่วยเหลือโรงเรียนบ้านดงบาก อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าของตนเองที่เคยสอนมา ซึ่งปัจจุบันยังขาดแคลนครู ก็เลยอยากจะนำเงินส่วนหนึ่งที่ได้จากการขอรับบริจาคไปช่วยเหลือสนับสนุนโรงเรียน และก็ช่วยเหลือน้องๆ ครูอาสาที่มาเป็นครูอัตราจ้างอยู่ที่โรงเรียน จะเป็นการสร้างโอกาสให้นักเรียนได้เรียนกับคุณครูอย่างทั่วถึง ซึ่งปัจจุบัน ครู 1 คน ที่โรงเรียน บ้านดงบาก ต้องสอน 2-3 ชั้นเรียน ทำให้เด็กๆ จะได้รับโอกาสที่ไม่ทั่วถึง ถ้ามีเงินก็จะนำไปจ้างครูเพิ่มได้ โดยตั้งใจจะเดินเก็บขยะไปเรื่อยๆ

"ครูขาเจ็บ"เก็บขยะหาทุนช่วยร.ร.จ้างครูในชนบท

       โดยวันที่ 26 เมษายน 2561 จะเดินไปตามเส้นทาง อุบลราชธานี – อำเภอเขื่องใน ,วันที่ 27 ไปตามเส้นทาง อุบลราชธานี – อำเภอม่วงสามสิบ ,วันที่ 28 ไปตามเส้นทาง อุบลราชธานี – ตระการพืชผล และปิดท้าย วันที่ 29 ไปตามเส้นทาง อุบลราชธานี – อำเภอโขงเจียม โดยรายได้ที่ได้รับการช่วยเหลือมาก็จะมอบให้กับโรงเรียนบ้านดงบาก

        “ครูโต้ง” ยังเปิดเผยต่ออีกว่า จริงๆ แล้วนั้น ตนเองอยากจะวิ่ง แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้ตนนั้นประสบอุบัติเหตุโดนรถชน แล้ว ขาหักทั้ง 2 ข้าง ก็เลยต้องใส่เหล็กไว้ที่ขา ถ้าวิ่งจะทำให้มีอาการเจ็บขาทันที

       “ผมจึงทำได้แค่การเดิน อย่างน้อยเราเดินได้ ก็อยากจะเดิน แต่ไม่อยากจะเดินเฉยๆ จึงได้เก็บขยะตามริมทาง ตามสถานที่สาธารณะ ก็น่าจะเป็นประโยชน์ สร้างทัศนียภาพ รักษาสิ่งแวดล้อม ให้จังหวัดอุบลฯ ดูสวยงาม สะอาดตา และ น่าอยู่”ครูโต้ง กล่าว

"ครูขาเจ็บ"เก็บขยะหาทุนช่วยร.ร.จ้างครูในชนบท

       ครูโต้ง กล่าวอีกว่า อยากให้ หลายๆ ฝ่ายได้หันมาสนใจการศึกษาบ้าง การศึกษาก็เป็นส่วนที่สำคัญ ยังมีโรงเรียนที่ยังขาดแคลน อีกมากมาย ถ้าเราไม่ได้อยู่ตามชนบท เราก็จะไม่รู้ โรงเรียนที่มีครูแค่ คนสองคนนั้น ยังมีอีกเยอะ

"ครูขาเจ็บ"เก็บขยะหาทุนช่วยร.ร.จ้างครูในชนบท

       “ครูที่ทำงานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นครูอาสา ครูที่ทำงานมานานหลายปี ซึ่งได้เสียสละมาก ต้องอยู่ไกลจากบ้านของตัวเอง จะได้มีกำลังใจในการสอน เด็กที่จะเป็นอนาคตของชาติ ต่อไป ซึ่งขณะนี้มียอดเงินบริจาคเข้าบัญชีแล้วประมาณ 12,000 บาท”ครูโต้ง เล่าด้วยรอยยิ้ม

"ครูขาเจ็บ"เก็บขยะหาทุนช่วยร.ร.จ้างครูในชนบท

         Facebook : ศุภกิจ วิทยาศิลป์ “ถึงเพื่อนๆ เฟซบุ๊กครับ ผมอยากช่วยนักเรียนและโรงเรียนของผมครับ แต่..ผมวิ่งลำบากครับ..ในขาผมมีเหล็กทั้งสองข้างบริเวณข้อเท้า..และหน้าแข้ง..ผมทำได้แค่เดินครับ..ถ้าผมเดินไปตามถนนเรื่อยๆ คงไม่เกิดประโยชน์..ผมขอเดินเก็บขยะไปตามทางหลวงเรื่อยๆ จุดประสงค์เพื่อแลกกับการสนับสนุนช่วยเหลือโรงเรียนที่ขาดแคลนครูให้มีเงินจ้างครู หรือ ช่วยเพิ่มเงินเดือนน้องๆ ครูอัตราจ้าง หลายแห่งเงินเดือนไม่ถึง 5,000 บาท” ร่วมช่วยเหลือโรงเรียนและเด็กๆ ได้ที่บัญชี ธนาคารกรุงไทย เลขที่ 9817095754 ชื่อบัญชี ศุภกิจ วิทยาศิลป์ สอบถามข้อมูล 088-1024318 ครูโต้ง

เจ๋ง!! นักวิจัย ม.ร. คว้า 3 รางวัลจากเวทีระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/323283

เจ๋ง!! นักวิจัย ม.ร. คว้า 3 รางวัลจากเวทีระดับโลก

นักวิจัย,คว้า3รางวัล,มรามฯ,เวทีโลก,ดรจริยา,ผศวุฒิศักดิ์

นวัตกรรมเพื่อมวลชนของอาจารย์นักวิจัย ม.รามฯ คว้า 3 รางวัลจากเวทีระดับโลก ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส จากผลงานวิจัยทั่วโลกกว่า 1,000 ผลงาน

       ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์  อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่าจากที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สนับสนุนส่งผลงานวิจัยไทยเข้าร่วมประกวดและ

        จัดแสดงนิทรรศการบนเวทีประกวดผลงานวิจัยระดับนานาชาติ 46th International Exhibition of Inventions Geneva  ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เมื่อวันที่ 11-15 เมษายน 2561

        เวทีดังกล่าวเป็นงานประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้นและจัดนิทรรศการเป็นประจำทุกปีต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสวิสฯ เช่น The Swiss Federal Government of the State และ the City of Geneva และองค์กรทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลกหรือ WIPO (The World Intellectual Property Organization) โดยภายในงานมีผลงานเข้าร่วมประกวดและจัดแสดงนิทรรศการกว่า 1,000 ผลงาน จาก 55 ประเทศ

เจ๋ง!! นักวิจัย ม.ร. คว้า 3 รางวัลจากเวทีระดับโลก

        อธิการบดี ม.ร.  กล่าวต่อไปว่า สำหรับเวทีประกวดผลงานวิจัยระดับนานาชาติในปีนี้ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ส่งผลงานวิจัยเข้าร่วมประกวด 2 ผลงาน ซึ่งเป็นผลงานของ ดร.จริยา ร่มสายหยุด  อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ และเป็นที่น่ายินดีที่ทั้ง 2 ผลงานสามารถคว้ารางวัลมาได้ถึง 3 รางวัล ประกอบด้วย

เจ๋ง!! นักวิจัย ม.ร. คว้า 3 รางวัลจากเวทีระดับโลก

    รางวัลเหรียญทองเกียรติยศ  ผลงานแอพพลิเคชันสำหรับวิเคราะห์พื้นผิวถนน และรางวัลเหรียญทองแดง  ผลงานระบบการจัดการสัญญาณไฟจราจรเพื่อรถฉุกเฉิน ซึ่งได้รับรางวัลพิเศษจาก Korea Invention Promotion Association อีกหนึ่งรางวัล นอกจากนี้ ยังเคยได้รับรางวัลพิเศษจากโรมาเนียในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2561 ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาอีกด้วย

           “เมื่อปี 2560 ผลงานวิจัยสูตรสมุนไพรเพื่อใช้ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน คิดค้นโดย ดร.จริยา ร่มสายหยุด เคยได้รับรางวัลเหรียญทองด้านนวัตกรรมจากเวทีประกวดผลงานวิจัยระดับนานาชาติ ณ กรุงเจนีวามาแล้วหนึ่งรางวัล และได้รับการผลักดันออกสู่สาธารณะเพื่อใช้ประโยชน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เจ๋ง!! นักวิจัย ม.ร. คว้า 3 รางวัลจากเวทีระดับโลก

        ถือเป็นความภาคภูมิใจที่ผลงานของอาจารย์รามคำแหงได้รับรางวัลจากเวทีระดับโลกครั้งนี้ ทั้งยังได้รับความสนใจจากทั้งภาครัฐและเอกชน จนเกิดการพัฒนาต่อยอดและปรับใช้ได้จริงในสังคม”ผศ.วุฒิศักดิ์ กล่าว

       ด้าน ดร.จริยา  เจ้าของผลงานวิจัย กล่าวว่าผลงานวิจัยทั้ง 2 ผลงานนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากที่ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับสังคมผู้ป่วยสูงอายุ และพบว่าผู้สูงอายุเรียกใช้รถฉุกเฉินและมีอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยบนรถฉุกเฉินสูงถึง 20% เนื่องจากปัญหาการจราจร และพบอีกว่ารถฉุกเฉินใช้เวลา 14 นาทีในการเดินทางเคลื่อนย้ายผู้ป่วยนำส่งโรงพยาบาล ซึ่งเป็นอัตราสูงกว่ามาตรฐานที่ทางการแพทย์กำหนดคือ 8 นาที

เจ๋ง!! นักวิจัย ม.ร. คว้า 3 รางวัลจากเวทีระดับโลก

          ดังนั้น ระบบการจัดการสัญญาณไฟจราจรเพื่อรถฉุกเฉินจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับรถฉุกเฉิน พร้อมการแจ้งเตือนบุคคลทั่วไปเมื่อรถฉุกเฉินเข้ามาใกล้ และมีแอพพลิเคชันสำหรับวิเคราะห์พื้นผิวถนนซึ่งจะทำหน้าที่ตรวจจับหลุมบนถนนมาช่วยเพิ่มศักยภาพความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วย โดยผลงานวิจัยทั้ง 2 ผลงานนี้ได้คิดค้นร่วมกับ อาจารย์ ดร.วิบูลย์ ปิยวัฒนเมธา  อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ และ ดร.เกรียงศักดิ์ ขาวเนียม  อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

เจ๋ง!! นักวิจัย ม.ร. คว้า 3 รางวัลจากเวทีระดับโลก

          ปัจจุบันงานวิจัยทั้ง 2 ผลงานนี้ สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีในรูปของแอพพลิเคชันทั้งระบบแอนดรอยด์และ IOS ในชื่อ “iAmbulance” และ “Road Surface” และสำหรับการบูรณาการต่อยอดในปัจจุบันได้มีการติดตั้งแผงวงจรในพื้นที่ลาดกระบัง รวมทั้งหมด 8 โรงพยาบาล โดยได้ติดตั้งอุปกรณ์ตลอดเส้นทาง เพื่อช่วยให้รถฉุกเฉินเดินทางเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจนถึงโรงพยาบาลได้ทันเวลา

เจ๋ง!! นักวิจัย ม.ร. คว้า 3 รางวัลจากเวทีระดับโลก

         “ดีใจและภาคภูมิใจมากที่ผลงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับรางวัลการันตีคุณภาพ และยังสามารถนำไปใช้ได้จริงในสังคม ทำให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ในความสามารถของนักวิจัยไทย พร้อมได้สร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังจากนี้ยังคงมีผลงานวิจัยออกสู่สาธารณชนเรื่อยๆ เพราะการทำวิจัยเป็นเรื่องสนุก และยังช่วยยกระดับสังคมไทยให้ก้าวสู่ความเป็นสมาร์ทซิตี้ยิ่งขึ้น” ดร.จริยา กล่าวในที่สุด

มนุษย์เงินเดือนเฮ!! ประกันบำนาญขั้นต่ำให้ผู้ประกันตน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/323279

มนุษย์เงินเดือนเฮ!! ประกันบำนาญขั้นต่ำให้ผู้ประกันตน

ประกันขั้นต่ำ,เงินชราภาพ,เสียชีวิต,ยอดมนุษย์เงินเดือน,นพสุรเดช,่ บิ๊กอู๋,กฏกระทรวง

บอร์ดประกันสังคมไฟเขียวประกันบำนาญขั้นต่ำให้กับผู้ประกันตนกรณีตายหลังรับเงินบำนาญไม่ถึง 5 ปี”เลขาฯสปส.”เล็งเสนอร่างแก้ไขกฏกระทรวงให้”บิ๊กอู๋”ลงนามประกาศใช้

         นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึง มติที่ประชุมคณะกรรมการประกันสังคม และที่ปรึกษา (ชุดที่ 13 )เมื่อวันที่24เม.ย.2561

 

เห็นชอบ ให้มีการประกันบำนาญขั้นต่ำสำหรับผู้ประกันตนรับเงินบำนาญชราภาพไม่ถึง 5 ปีแล้วเสียชีวิต โดยปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินกรณีผู้รับเงินบำนาญชราภาพถึงแก่ความตายภายใน 60 เดือน

นับตั้งแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ จากปัจจุบันจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพ 10 เท่า ให้เพิ่มเป็นจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินบำนาญชราภาพที่ได้รับคราวสุดท้าย ก่อนถึงแก่ความตายคูณด้วยจำนวนเดือนที่เหลือหลังจากผู้รับเงินบำนาญชราภาพถึงแก่ความตายจนครบ 60 เดือน เว้นแต่จำนวนเดือนที่เหลือน้อยกว่า 10 เดือน ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพเป็นจำนวน 10 เดือน

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม  กล่าวอีกว่า ขั้นตอนหลังจากนี้สำนักงานประกันสังคม จะเสนอร่างแก้ไขกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทน ในกรณีชราภาพ พ.ศ.2550 เพื่อปรับปรุงเนื้อหาให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการประกันสังคม เสนอให้กระทรวงแรงงานพิจารณา

 

มนุษย์เงินเดือนเฮ!! ประกันบำนาญขั้นต่ำให้ผู้ประกันตน

“ก่อนส่งให้ พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ลงนามประกาศใช้เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ทายาทของผู้ประกันตนที่ประสบเหตุไม่คาดฝันเสียชีวิตหลังจากได้รับเงินบำนาญชราภาพไม่ถึง 5 ปี” เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าว

 

 

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวในตอนท้ายว่า ผู้ประกันตนเริ่มใช้สิทธิรับเงินบำนาญชราภาพ จากสำนักงานประกันสังคมตั้งแต่เดือนธันวาคม 2556 โดยข้อมูล ณ เดือนมกราคม 2561 พบว่า มีผู้มารับเงินบำนาญชราภาพ จำนวน 120,605 คน

 

มนุษย์เงินเดือนเฮ!! ประกันบำนาญขั้นต่ำให้ผู้ประกันตน

“จึงขอความร่วมมือไปยังทายาทผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิ ให้ตรวจสอบสิทธิและเงินชราภาพของตนเองได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลประกันสังคมหมายเลขโทรศัพท์ 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ หรือที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา ทั่วประเทศ หรือผ่านทาง http://www.sso.go.th สำนักงานประกันสังคม”เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขยายเงินชราภาพ55ปีเป็น60ปี  ใครได้ : ใครเสีย? 

 

มนุษย์เงินเดือนเฮ!! ประกันบำนาญขั้นต่ำให้ผู้ประกันตน

สร้างเมรุลอย”หลวงพ่อคูณ”1พ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/323258

สร้างเมรุลอย”หลวงพ่อคูณ”1พ.ค.นี้

หลวงพ่อคูณ,สร้างพระเมรลอย,มขอนแก่น,30เมษายน 2561,ช่างอาสา 100 ชีวิต

เอาฤกษ์!ม.ขอนแก่น เตรียมจัดพิธีเบิกฟ้าขอขมาแถนไท้ฯ 30 เม.ย.นี้ บอกกล่าวเทวาดาฟ้าดินก่อนระดมสรรพช่างกว่า100 ชีวิต สร้างพระเมรุลอย”หลวงพ่อคูณ” เริ่ม 1 พ.ค.นี้

         ที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.)รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์พร้อมด้วยคณาจารย์ บุคลาการ และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกันประชุม

          เตรียมพร้อมและกำหนดรายละเอียดของการจัดงานพิธีเบิกฟ้า ขอขมาแถนไท้ ยกอ้อ ยอคาย ถวายครู ตามอริยะประเพณีอีสาน เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนที่จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างเมรุลอยนกหัสดีลิงค์ สำหรับประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพพระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ อดีตเจ้าอาวาทวัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

         ซึ่งพิธีดังกล่าวจะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 30 เม.ย.2561 เวลา 16.00 น. ที่ริมบึงสีฐาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยผู้มาร่วมพิธีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้กำหนดให้สวมชุดโทนสีขาวสุภาพ เพื่อร่วมในพิธีที่เป็นมงคลที่จะมีขึ้นในวันและเวลาดังกล่าว

สร้างเมรุลอย"หลวงพ่อคูณ"1พ.ค.นี้

สร้างเมรุลอย"หลวงพ่อคูณ"1พ.ค.นี้

         รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า เนื่องจากการสร้างเมรุลอยที่จะใช้ในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ซึ่งมีบรรดาลูกศิษย์ ครูช่างฝีมือดี และประชาชนที่เลื่อมใสศรัทธาในหลวงพ่อคูณ อาสาเข้ามาร่วมสร้างเมรุลอยและส่วนประกอบต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก

สร้างเมรุลอย"หลวงพ่อคูณ"1พ.ค.นี้

       “ฉะนั้นโดยธรรมเนียมปฏิบัติของคนอีสานที่ยึดถือกันมา เมื่อจะมีการจัดงานใหญ่โดยเฉพาะงานที่เป็นมงคล ก็จะมีการทำพิธีกรรมที่เรียกว่าการขอขมาแถนไท้ เพื่อขอฟ้าขอเทวดาให้บันดาลให้งานที่จัดขึ้นออกมาสมบูรณ์และราบรื่น ดังนั้นการก่อสร้างเมรุลอยของหลวงพ่อคูณ ที่จะเริ่มดำเนินการสร้างส่วนประกอบต่าง ๆ ในวันที่ 1 พ.ค.นี้”รศ.ดร.นิยม กล่าว

       รศ.ดร.นิยม  กล่าวอีกว่า จึงจำเป็นที่จะต้องทำพิธีเบิกฟ้าก่อน เพื่อความเป็นสิริมงคล นอกจากนี้ การจัดงานพิธีดังกล่าวนี้ ยังถือว่าเป็นทำพิธีเพื่อให้บรรดาครูช่างทางศิลปะที่จะมาร่วมกันสร้างเมรุลอย ซึ่งแต่ละคนต่างก็มีครูบาอาจารย์ที่เคารพนับถือ ได้ถือโอกาสนี้ในการไหว้บูชาครูด้วย จึงเป็นที่มาของการจัดงาน “พิธีเบิกฟ้า ขอขมาแถนไท้ ยกอ้อ ยอคาย ถวายครู ตามอริยะประเพณีอีสาน”

สร้างเมรุลอย"หลวงพ่อคูณ"1พ.ค.นี้

        “ ในงานพิธีที่จะมีขึ้นในวันที่ 30 เมษายนนี้ เราได้เชิญศิลปินแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นครูใหญ่ของช่างศิลป์ ท่านแรกคืออาจารย์ทวี รัชนีกร ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ ซึ่งจะเป็นตัวแทนในการทำพิธีขอขมาแถนไท้ ยกอ้อ ยอคาย ถวายครู และอีกหนึ่งท่านคืออาจารย์กิตติชัย ตรีรัตน์วิชชา ประติมากรหนุ่มผู้สร้างผลงานมากมาย หนึ่งในนั้นคือ งานปั้นพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรวมทั้งพระอริยสงฆ์ พระสงฆ์ที่เป็นช่างโบราณที่มีความชำนาญในการสร้างนกหัสดีลิงค์เทินบุษบกในภาคอีสานก็จะมาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย”รศ.ดร.นืยมกล่าว

สร้างเมรุลอย"หลวงพ่อคูณ"1พ.ค.นี้รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์์คำ

        รศ.ดร.นิยม กล่าวอีกว่า หลังจากการประกอบพิธีเบิกฟ้าขอขมาแถนไท้ฯเสร็จสิ้น มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ ก็จะเริ่มระดมสรรพช่าง ซึ่งประกอบด้วย ศิลปินแห่งชาติ ครูช่าง และช่างอาสา ซึ่งเป็นผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาในหลวงพ่อคูณ รวมทั้งนักศึกษาเริ่มดำเนินการก่อสร้างส่วนประกอบต่างๆ ของเมรุลอย

       “โดยจะใช้พื้นที่สนามหญ้าบริเวณบึงสีฐาน ซึ่งเป็นจุดที่เคยสร้างเจย์ดีเสด็จฟ้า สถิตไทย ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นสร้างขึ้นเพื่อถวายความอาลัยแด่ในหลวงรัชการที่ 9 เป็นพื้นที่สำหรับก่อสร้างส่วนประกอบต่างๆของเมรุลอย โดยจะมีการสร้างเป็นโดมขนาดใหญ่เพื่อเป็นสถานที่ในการทำงานของช่างศิลป์และช่างอาสา เพื่อให้ส่วนประกอบต่างๆ แล้วเสร็จก่อนงานพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อคูณ 2 เดือน เมื่อส่วนประกอบต่างๆแล้วเสร็จจึงจะเคลื่อนย้ายไปยังพุทธมณฑลอีสาน สถานที่ที่ใช่จัดงานพระราชทานเพลิงของหลวงพ่อคูณ”รศ.ดร.นิยม กล่าว

สร้างเมรุลอย"หลวงพ่อคูณ"1พ.ค.นี้

       รศ.ดร.นิยม  กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ดี การก่อสร้างเมรุลอยของหลวงพ่อคูณ จะเป็นการสร้างที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของประชาชนทุกคน การก่อสร้างจึงเป็นการผสมผสานความร่วมมือระหว่างช่างจากสกุลต่างๆ มาร่วมกันทำ โดยแนวคิดและวิธีการก่อสร้างจะยึดพินัยกรรมของหลวงพ่อคูณเป็นหลักที่เน้นความเรียบง่ายตามอัตลักษณ์ของหลวงพ่อคูณ ซึ่งประชาชานที่ต้องการมีส่าวนร่วมในการสร้างส่วนประกอบต่างๆ ของเมรุลอยสามารถเข้าช่วยงานเป็นช่างอาสาได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2561นี้