สบายใจไทยแลนด์ ลูกจ้างเฮ!! เจ็บ-ป่วย ช่วย 2 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/324483

สบายใจไทยแลนด์ ลูกจ้างเฮ!! เจ็บ-ป่วย ช่วย 2 ล้าน

เจ็บ-ป่วย,ยิ่งกว่า,เงินติดล้อ,กองทุนประกันสังคม,2 ล้านบาท,แรงงานเฮ,นพสุรเดช วลีอิทธิกุล,ใช้สิทธิ 26,142 ราย,สะบายใจไทยแลนด์

ลูกจ้างเจ็บป่วยจากการทำงาน ไม่ต้องกังวลกองทุนเงินทดแทนประกันสังคม พร้อมดูแลเต็มที่ เบิกค่ารักษาได้สูงสุด 2 ล้านบาท ระบุเดือน ม.ค.– เม.ย 61 ใช้สิทธิ 26,142 ราย

         นพ.สุรเดช วลีอธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการดูแลลูกจ้างของสำนักงานประกันสังคม ว่า สำนักงานประกันสังคม มี กองทุนเงินทดแทนดูแลลูกจ้าง

        ที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ซึ่งจากสถิติข้อมูลลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน 2561 มีจำนวนทั้งสิ้น 26,142 ราย

         “และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 ซึ่งมีจำนวนการประสบอันตรายฯ จำนวน 25,922 ราย พบว่า เพิ่มขึ้นจำนวน 220 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.85 จังหวัดที่มีลูกจ้างประสบอันตรายจากการทำงานสูงสุด คือ กรุงเทพมหานคร มีจำนวน 7,123 ราย รองลงมา คือ จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 3,837 ราย และจังหวัดชลบุรี จำนวน 1,609 ราย”นพ.สุรเดช ระบุ

         นพ.สุรเดช  กล่าวอีกว่า ประเภทสถานประกอบการที่มีลูกจ้างมากกว่า 1,000 คน มีสถิติประสบอันตรายสูงสุด คือ 6,081 ราย รองลงมา คือ สถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 201 – 500 คน จำนวน 4,227 ราย และสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 21- 50 คน จำนวน 3,107 ราย ตามลำดับ

       นพ.สุรเดช  กล่าวต่อไปว่า ประเภทกิจการที่ประสบอันตรายสูงสุด คือ ประเภทกิจการหมวดการผลิต จำนวน 14,465 ราย รองลงมา คือ ประเภทกิจการหมวดการขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ จำนวน 3,892 ราย และประเภทกิจการหมวดก่อสร้าง จำนวน 2,831 ราย ตามลำดับ

        “ส่วนกรณีที่ลูกจ้างประสบเหตุจนสูญเสียอวัยวะสูงสุด คือ นิ้วมือ จำนวน 6,220 ราย รองลงมา คือ ตา จำนวน 3,480 ราย และบาดเจ็บหลายส่วน จำนวน 2,040 ราย”นพ.สุรเดช  กล่าว

       นพ.สุรเดช กล่าวต่อไปว่า หน้าที่ของนายจ้าง หากลูกจ้างประสบอันตรายจากการทำงาน นายจ้างมีหน้าที่ต้องแจ้งการประสบอันตราย ตามแบบแจ้งการประสบอันตรายเป็นอันดับแรก รวมถึงคำร้อง ขอรับเงินทดแทน (กท.16) และสำเนาแบบส่งตัวลูกจ้างเข้ารับการรักษาพยาบาล (กท.44) ส่งให้สำนักงานประกันสังคมพื้นที่ / จังหวัด / สาขา ที่นายจ้างขึ้นทะเบียนไว้ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบการ ประสบอันตรายของลูกจ้าง

       “กรณีลูกจ้างประสบอันตรายเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน สำนักงานประกันสังคม ขอแนะนำให้นายจ้าง ส่งตัวลูกจ้างเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลในความตกลงของกองทุนเงินทดแทน โดยที่นายจ้างไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาล่วงหน้าและสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าที่จ่ายจริง  ตามความจำเป็นตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560″นพ.สุรเดช  กล่าว

       นพ.สุรเดช  กล่าวด้วยว่า ซึ่งค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นในเบื้องต้นไม่เกิน 50,000 บาท ต่อการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย 1 ครั้ง หากมีการบาดเจ็บรุนแรงหรือเรื้อรังตามหลักเกณฑ์ ที่กำหนดในประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง ลักษณะการประสบอันตรายฯ ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาล เพิ่มได้อีก 100,000 บาท รวมแล้วไม่เกิน 300,000 บาท หรือหากไม่เพียงพอ สามารถจ่ายเพิ่มขึ้นได้อีก รวมแล้วไม่เกิน 500,000 บาท โดยตามความเห็นของคณะกรรมการการแพทย์

       “และหากไม่เพียงพอสามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น แต่รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 1,000,000 บาท โดยตามความเห็นของคณะกรรมการการแพทย์พิจารณา คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนให้ความเห็นชอบ เว้นแต่ ลูกจ้างเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของรัฐ ตั้งแต่เริ่มแรกจนสิ้นสุดการรักษาหรือมีเหตุสมควรที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาล ในสถานพยาบาลของรัฐตั้งแต่เริ่มแรก แต่ภายหลังได้เข้ารับการรักษาพยาบาล ในสถานพยาบาลของรัฐสามารถเบิกเพิ่มได้ในวงเงินสูงสุด ไม่เกิน 2,000,000 บาท”นพ.สุรเดช  กล่าว

        ทั้งนี้ หากลูกจ้างมีปัญหาข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา/ที่ท่านสะดวก หรือโทร.1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sso.go.th

เป้า!! ปี61ขุดทอง 4 หมื่นคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/324369

เป้า!! ปี61ขุดทอง 4 หมื่นคน

ขุดทอง,ส่งออกแรงงานไทย,4หมื่ีนคน,นำเงินกลับไทย12แสนล้านบาท,่ บิ๊กอู๋,พลตออดุลย์,รมวแรงงาน,นายอนุรักษ์ ทศรัตน์,อธิบดีกรมการจัดหางาน

“บิ๊กอู๋”ตั้งเป้า ! ปี 2561 ส่งแรงงานไทยไปทำงานงต่างแดน 40,000 คน ใน 10 ประเทศ ระบุส่วนใหญ่ไปไต้หวัน รองลงมาเกาหลี -อิสราเอล นำรายกลับไทย1.2 แสนล้านบาท

        เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม  2561- พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานตั้งเป้าปี 2561 ส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศจำนวน 40,000 คน

        ใน 10 ประเทศ  ส่วนใหญ่เป็นไต้หวัน รองลงมาเป็นสาธารณรัฐเกาหลี และอิสราเอลตามลำดับ ซึ่งกระทรวงแรงงาน พร้อมคุ้มครองดูแลสิทธิประโยชน์ในต่างประเทศ เพื่อให้แรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศอย่างมีศักยภาพ ได้รับการคุ้มครองตามหลักสากลและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

         “พบขณะนี้มีแรงงานไทยทำงานในต่างประเทศกว่า 420,000 คน มีรายได้ส่งกลับประเทศกว่า 120,000 ล้านบาท”พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว

เป้า!! ปี61ขุดทอง 4 หมื่นคน

พล.ต.อ.อดุลย์  แสงสิงแก้ว

         นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ในปี 2561 พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานตั้งเป้าหมายส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศจำนวน 40,000 คน

         ซึ่งกรมการจัดหางานได้สนองนโยบายดังกล่าว โดยส่งเสริมและเร่งรัดให้มีการจัดส่งให้เป็นไปตามเป้าหมายคือ 40,000 คน ใน 10 ประเทศ ได้แก่ ภูมิภาคเอเชีย 30,000 คน เป็น ไต้หวัน 20,000 คน สาธารณรัฐเกาหลี 6,000 คน ญี่ปุ่น 3,000 คน และประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเก๊า เป็นต้น 1,000 คน ภูมิภาคตะวันออกกลาง 5,000 คน เป็น อิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และอื่นๆ ภูมิภาคยุโรป เป็นสวีเดน 3,000 คน ฟินแลนด์ 2,000 คน

เป้า!! ปี61ขุดทอง 4 หมื่นคน

          กระทรวงแรงงานได้ตั้งเป้าหมายให้แรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศอย่างมีศักยภาพและได้รับการคุ้มครองตามหลักสากลทั้งก่อนการเดินทาง ระหว่างการทำงาน และเมื่อเดินทางกลับประเทศเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงานไทย

          นอกจากนี้ ยังขยายตลาดแรงงานที่มีคุณภาพให้กับแรงงานไทยอีกด้วย เนื่องจากแรงงานไทยได้รับการชื่นชมจากนายจ้างว่ามีความสามารถในการทำงาน ขยัน ตั้งใจ และทุ่มเทกับการทำงาน ซึ่งเป็นจุดแข็งของแรงงานไทยอันเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก

เป้า!! ปี61ขุดทอง 4 หมื่นคน

        โดยขณะนี้มีแรงงานไทยทำงานในต่างประเทศจำนวน 427,622 คน และในปี 2560 ที่ผ่านมานั้น แรงงานไทยสามารถนำรายได้ส่งกลับประเทศจำนวน 126,000 ล้านบาท

เป้า!! ปี61ขุดทอง 4 หมื่นคน

         ทั้งนี้หากคนหางานใดประสงค์จะไปทำงานต่างประเทศอย่างมั่นใจว่าจะไม่ถูกหลอกลวง ขอให้ติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน นายอนุรักษ์ กล่าว

“อย.-กสทช.”ร่วมมือระงับโฆษณาอาหารเสริม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/324336

“อย.-กสทช.”ร่วมมือระงับโฆษณาอาหารเสริม

อยกสทช,อาหารเสริม,ระงับโฆษณา,โทษสูงสุดปรับ5 ล้านบาท

“สำนักงาน กสทช.” และ”อย.” เร่งระงับการโฆษณาผิดกฎหมาย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือโฆษณาเกินจริง โดย อย. พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ตรวจสอบเนื้อหาที่ กสทช.

       เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2561- สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

        พร้อมทั้งผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ ได้ร่วมประชุมเพื่อหาแนวทางระงับการออกอากาศผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางที่ไม่ผ่าน อย. และไม่ได้รับอนุญาตโฆษณาออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์ โดยมี กสทช. พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (เลขาธิการ อย.) ร่วมกันแถลงข่าว

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ปัจจุบันกระบวนการทำงานตรวจสอบเนื้อหาโฆษณาที่มีเนื้อหาสาระในลักษณะเป็นการจูงใจให้ผู้บริโภคเลือกใช้บริการหรือสินค้าโดยหลอกลวง หรือกระทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับบริการหรือสินค้า จะต้องนำเนื้อหาเข้าสู่คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ที่มี กสทช. พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ เป็นประธาน ซึ่งเมื่อพบว่ามีโฆษณาที่ผิดกฎหมาย หรือการโฆษณาเกินจริง สำนักงาน กสทช. ก็จะมีการสอบถามไปยัง อย. โดย อย. จะทำการตรวจสอบก่อนส่งเรื่องกลับมาที่สำนักงาน กสทช. รวมระยะเวลากระบวนการจะใช้เวลา 45-60 วัน ถึงจะสามารถยุติการออกอากาศรายการนั้นได้ แต่หลังจากนี้สำนักงาน กสทช. และ อย. จะเร่งรัดการยุติการออกอากาศโฆษณาด้วยการลดขั้นตอนเพื่อไม่ให้ส่งผลต่อประชาชน

       เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า จากนี้สำนักงาน กสทช. และ อย. จะทำงานร่วมกันโดยจะมีเจ้าหน้าที่จาก อย. มาประจำการที่ศูนย์ตรวจสอบเนื้อหาวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ (โซเชียลมีเดีย) ที่ผิดกฎหมาย ที่สำนักงาน กสทช. เพื่อตรวจสอบโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางที่ไม่ผ่าน อย. และไม่ได้รับอนุญาตโฆษณาผ่านสถานีโทรทัศน์ หากพบว่ามีโฆษณาใดที่ผิดกฎหมาย อย. จะทำหนังสือแจ้งมาเพื่อให้เลขาธิการ กสทช. มีคำสั่งระงับโฆษณานั้นเป็นการชั่วคราว แล้วส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาการกระทำอันเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคของคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ และ กสทช. ตามลำดับ

         จนกว่าผลการพิจารณาจะเป็นข้อยุติ ซึ่งหากมีการฝ่าฝืนจะมีโทษปรับตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 ข้อ 5(2) ที่ระบุว่าการออกอากาศรายการหรือการโฆษณาที่มีเนื้อหาสาระในลักษณะเป็นการจูงใจให้ผู้บริโภคเลือกใช้บริการหรือสินค้าโดยหลอกลวง หรือกระทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับบริการหรือสินค้านั้น หรือโดยการใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือข้อมูลอันไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริง จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท และหากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับวันละ 100,000 บาท

         นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุข เห็นความสำคัญในการที่จะตรวจสอบโฆษณาเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งการแก้ไขปัญหาที่ได้ผลดีที่สุดคือการแก้ไขที่ต้นทาง ไม่ให้มีโฆษณาเผยแพร่ผ่านสื่อออกมาหลอกลวงผู้บริโภค ความร่วมมือระหว่าง อย. และ กสทช.

        ในการดำเนินการครั้งนี้ จะเป็นผลดีที่ทำให้สามารถกลั่นกรองโฆษณาได้ตั้งแต่ต้น ทำให้การคุ้มครองผู้บริโภคมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงในการรับข่าวสารโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางที่ฝ่าฝืนกฎหมายทางวิทยุและโทรทัศน์ เนื่องจากผลของข่าวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการตรวจสอบอยู่ ณ เวลานี้ เป็นการโฆษณาทางโซเชียลมีเดีย ดังนั้น เพื่อให้การกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพครอบคลุมทั้งในสื่อวิทยุและโทรทัศน์ไปในขณะเดียวกัน จึงเป็นที่มาของการร่วมมือกันในครั้งนี้

          นายแพทย์วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้กล่าวว่า อย. ได้เห็นความสำคัญในการปรับลดขั้นตอนกระบวนการทำงานจากเดิม ซึ่งมีการทำงานร่วมกันอยู่แล้วระหว่างสำนักงาน กสทช. และกระทรวงสาธารณสุข (อย. และ สสจ.) โดยกระบวนงานใหม่จะมีการร่วมกันพิจารณาเนื้อหาการโฆษณาที่ออกอากาศให้ทันต่อสถานการณ์มากขึ้น และการร่วมกันพิจารณา จะเป็นการลดขั้นตอนในกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งในส่วนของสำนักงาน กสทช. และกระทรวงสาธารณสุขด้วย ดังนั้น จึงขอให้ทางผู้ประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์

        “รวมถึงผู้ที่จะว่าจ้างลงโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางในทางวิทยุและโทรทัศน์ โปรดตรวจสอบเนื้อหา รวมถึงต้องนำเนื้อหาการออกอากาศ มาขออนุญาตตามกฎหมายที่ อย. และ สสจ. กำกับดูแลอยู่ ให้ถูกต้อง เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคต่อไป” เลขาธิการ อย.กล่าว

         เลขาธิการ อย. ขอย้ำเตือนมายังผู้บริโภค ไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โอ้อวดสรรพคุณเกินจริง อ้างรักษาได้สารพัดโรค ขอให้ผู้บริโภคระลึกไว้เสมอว่า อาหารไม่ใช่ยา ไม่สามารถช่วยบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรคได้ เพราะนอกจากจะสิ้นเปลืองเงินแล้วยังอาจได้รับอันตรายจากการปนเปื้อนยาหรือสารอันตรายที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ได้ ส่วนเครื่องสำอางมีวัตถุประสงค์เพื่อความสะอาดและสวยงามเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างของร่างกายได้

        “จึงขอเตือนผู้บริโภคอย่าได้หลงเชื่อสรรพคุณที่อวดอ้าง เกินความจริงทางสื่อต่าง ๆ นอกจากจะเสียเงินโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังอาจได้รับอันตรายโดยคาดไม่ถึง หากผู้บริโภคพบเห็นการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย สามารถร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน อย. 1556, อีเมล์ 1556@fda.moph.go.th, รองเรียน ผาน Oryor Smart Application หรือเดินทางมาร้องเรียนด้วยตนเองที่ศูนย์ ศรป. อย. หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ หรือสายด่วน กสทช. 1200″เลขาธิการอย. กล่าวในที่สุด

เปิด35สถาบัน 35หลักสูตร”ผลิตครู”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/324319

เปิด35สถาบัน 35หลักสูตร”ผลิตครู”

เปิด,35สถาบัน,35หลักสูตร,คุรุสภา,มทรพระนคร,มทักษิณ,มทรธัญบุรี,ดรสมศักดิ์ ดลประสิทธิ์,เลขาธิการคุรุสภา

“คุรุสภา” รับรองหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ประจำปีการศึกษา 2561 จำนวน 35 แห่ง 35 หลักสูตร ระบุ แต่ละสถาบันรับนศ.ได้ไม่เท่ากัน มีตั้งแต่ 60-180 คน

        ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 4/2561 เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2561

         มีมติให้การรับรองหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู สำหรับจัดการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2561 จำนวน 35 แห่ง 35 หลักสูตร เพื่อพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาในสังกัดต่างๆ ที่ยังไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา

       โดยกำหนดเงื่อนไขการเปิดหลักสูตร ดังนี้ 1) การรับนักศึกษา ต้องไม่เกินจำนวนที่ได้รับอนุญาต และ 2) คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษาให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่แต่ละสถาบันกำหนด

เปิด35สถาบัน 35หลักสูตร"ผลิตครู"

       สถาบันที่ได้รับการรับรองประกาศนียบัตรวิชาชีพครู ประจำปี 2561 จำนวน 35 แห่ง มีดังนี้1.มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา (90 คน)2. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (180 คน)3. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (180 คน)

       4. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์สุพรรณบุรี (60 คน)5. มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (60 คน)6.มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(180 คน)7. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (180 คน)

เปิด35สถาบัน 35หลักสูตร"ผลิตครู"

      8. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (180 คน)9.มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ (180 คน)10.มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (180 คน)11.มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี (180 คน)12.มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา (180 คน)13.มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ (180 คน)14. มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (180 คน)

  15. มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา (120 คน)16.มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม (180 คน)17.มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด (180 คน)18.มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (150 คน)19.มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง (180 คน)20.มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ (180 คน)

       21.มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (180 คน)22.มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (90 คน)23.มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (180 คน)24.มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี (180 คน)25.มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น (120 คน)26. มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา (60 คน)27.มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (150 คน)28. มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ(120 คน)

เปิด35สถาบัน 35หลักสูตร"ผลิตครู"

       29.มหาวิทยาลัยฟาฏอนี (120 คน)30. มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (180 คน) 31.มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ (180 คน)32.วิทยาลัยเชียงราย (180 คน)33. วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ (120 คน)34.วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย (180 คน) และ35. วิทยาลัยสันตพล (180 คน)

        ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป และสถานศึกษาสามารถตรวจสอบรายชื่อสถาบันที่จัดการเรียนการสอนฯ และจำนวนรับนักศึกษา ประจำปีการศึกษา 2561 ได้ที่เว็บไซต์คุรุสภาwww.ksp.or.th หรือ สอบถามทางสถาบันที่จัดการเรียนการสอน

         อนึ่งการกำหนดสัดส่วนในการผลิตครู ให้แต่ละสถานศึกษา นับเป็นอีกหนึ่งมาตรการในการ “ล้อมคอก” ไม่ให้เกิดการ “ลอยแพบัณฑิตครู” เมื่อเรียนจบหลักสูตรแต่ไม่ได้รับการรับรองหลักสูตร ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองและบัณฑิตครูได้รับความเดือดร้อน สูญเสียโอกาส  และเกิดความสูญเสียทางการศึกษา เพราะในอดีตมีสถาบันการศึกษาบางแห่งลอยแพ”บัณฑิตครู”ผู้เรียนเดือดร้อน จำเป็นต้องฟ้องร้องในชั้นศาลเพื่อขอความเป็นธรรมอยู่หลายคดี

        คมชัดลึกออนไลน์  รายงาน

สธ.วอนปชช.แจ้งเบาะแสผลิตภัณฑ์สุขภาพเถื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/324282

สธ.วอนปชช.แจ้งเบาะแสผลิตภัณฑ์สุขภาพเถื่อน

ผลิตภัณฑ์สุขภาพเถื่อน,รมวสธ,อย-กสทช,กว่าพันราย,ศคลินิก เกียรติคุณ นพปิยะสกล  สกลสัตยาทร,นพวันชัย สัตยาวุฒิพงศ์

สธ.วอนประชาชนร่วมเป็นเครือข่ายแจ้งเบาะแสผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย ลั่น สธ.ทำทุกวิถีทางเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค เลขาธิการอย.เผยแต่ละปีได้ดำเนินคดีเฉลี่ยกว่า1,000ราย

         ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล  สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีการดำเนินการเอาผิตกับผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย

        ว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ปฏิรูป ทำงานให้มีประสิทธิภาพ เครื่องสำอางและอาหารเสริม ผิดกฎหมายที่ตรวจพบในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในหลายแสนรายการที่ อย.ได้ทำการเฝ้าระวังและสุ่มตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การขยายผลดำเนินคดีของตำรวจ​

        ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล  กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุข จะทำในทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองที่ดีที่สุด โดยจะร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชารัฐ เพื่อที่จะคุ้มครองเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ด้วยเทคโนโลยีและวิธีการต่าง ๆ สำหรับใน

       “ส่วนการเพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่นั้น จะดำเนินการตามความเหมาะสม สิ่งสำคัญคือ เครือข่ายต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว อาทิ เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค ที่มีอยู่นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ รวมทั้งการให้ความรู้กับประชาชนให้มีความรู้ มีวิจารณญาณ ที่จะช่วยกันดูแลสิ่งผิดกฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้หากประชาชนสงสัยสินค้าว่าไม่มีคุณภาพ ผิดกฎหมายขอให้สอบถามที่สายด่วน อย.โทร1556”  ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล   กล่าว

         ด้านนพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า อย.มีระบบเฝ้าระวังและสุ่มตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีในท้องตลาดเป็นประจำ รวมทั้งจากการได้รับแจ้งเบาะแสจากเครือข่ายผู้บริโภค ภาคประชาชน ในแต่ละปีได้ดำเนินคดีเฉลี่ยปีละ1,000กว่าราย ปรับผู้ทำผิดส่งเงินเข้าเป็นรายได้แผ่นดินปีละ7-8ล้านบาท

       “นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการในทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมแล้วสามารถดำเนินคดีได้ปีละหลายพันรายโดยในวันนี้ (3พฤษภาคม2561)จะไปร่วมแถลงข่าวกับ กสทช. เรื่องการควบคุมการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภค”เลขาธิการ อย.ระบุ

โมบายพิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมาเปิดแล้ว!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/324209

โมบายพิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมาเปิดแล้ว!!

แรงงานพม่า,รถโมบายเคลื่อนที่,เมียนมา,พิสูจน์สัญชาติ,2-6พค61,กกจ,กแรงงาน

“เมียนมา”เปิดศูนย์พิสูจน์สัญชาติเคลื่อนที่ ที่ก.แรงงาน เริ่มดำเนินการวันที่ 2 – 10 พ..ค. นี้ “อธิบดีกกจ.” ย้ำแรงงานต่างด้าวต้องไปพิสูจน์สัญชาติให้ทัน30มิ.ย.นี้

         นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความสำคัญในการเร่งรัดการตรวจสัญชาติแรงงาน

             ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เข้าสู่ระบบจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งได้มอบหมายให้กรมการจัดหางาน(กกจ.)ดำเนินการประสานทางการประเทศต้นทาง จัดชุดโมบายเคลื่อนที่ในการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว

“โดยขณะนี้ทางการเมียนมาได้นำรถโมบายเคลื่อนที่มาให้บริการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาที่บริเวณชั้นล่าง อาคารกระทรวงแรงงาน ถ.มิตรไมตรี ดินแดง กรุงเทพฯ”อธิบดี กกจ. กล่าว

 

โมบายพิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมาเปิดแล้ว!!

  นายอนุรักษ์  ทศรัตน์  อธิบดีกรมการจัดหางาน

ทั้งนี้ เพื่อให้แรงงานเข้าสู่ระบบการจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้วเสร็จทันภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2561 นี้ โดยจะให้บริการตั้งแต่วันที่ 2 – 10 พฤษภาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.30 น. หยุดทุกวันอังคาร

 

โมบายพิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมาเปิดแล้ว!!

 

 

โมบายพิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมาเปิดแล้ว!!

 

สำหรับขั้นตอนการพิสูจน์สัญชาติ คือ 1. รับบัตรคิว 2. กรอกเอกสาร 3. เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารและสัมภาษณ์ 4. ถ่ายรูป สแกนลายนิ้วมือ สแกนม่านตา 5. รับเล่มหนังสือรับรองแทนการเดินทาง (CI) และบัตรแรงงาน (OCWC)

 

อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวอีกว่า ส่วนเอกสารประกอบการพิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมาได้แก่ 1. บัตรสีชมพู หมดอายุ 31 มีนาคม 2561/ บัตรสีชมพู หมดอายุ 30 มิถุนายน 2561/ ใบจับคู่ 2. ใบรับรองการลงทะเบียนออนไลน์/ ใบรับรองการลงทะเบียน ณ ศูนย์ OSS 3. สลิปจ่ายเงินเซเว่น 4. บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง/ สำเนาทะเบียน/ สำเนาใบขับขี่ มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น จำนวน 310 บาท เป็นค่า CI

 

อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเพิ่มเติมว่า แรงงานที่จะต้องจัดทำทะเบียนประวัติ ตรวจลงตรา (วีซ่า) และขออนุญาตทำงานที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (OSS) จะต้องไปพิสูจน์สัญชาติและตรวจสุขภาพให้เรียบร้อยก่อนเข้าศูนย์ OSS

 

โมบายพิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมาเปิดแล้ว!!

 

โมบายพิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมาเปิดแล้ว!!

 

“ขณะนี้มีแรงงานเมียนมา ที่ต้องเข้ารับการพิสูจน์สัญชาติจำนวนทั้งสิ้น 28,194 คน ขณะนี้ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้วจำนวน 4,907 คน คงเหลือต้องพิสูจน์สัญชาติอีก 23,287 คน “อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

 

โมบายพิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมาเปิดแล้ว!!

 

ทั้งนี้ แรงงานต่างด้าวสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

สส. มอบโล่รางวัล เชิดชู 81 วัด ผ่านเกณฑ์การจัดการสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/324248

สส. มอบโล่รางวัล เชิดชู 81 วัด ผ่านเกณฑ์การจัดการสิ่งแวดล้อม

สส. มอบโล่รางวัล เชิดชู 81 วัด ผ่านเกณฑ์การจัดการสิ่งแวดล้อม

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดพิธีมอบโล่รางวัลวัดที่ผ่านเกณฑ์การจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เผยแพร่ผลสำเร็จการดำเนินงานการจัดการสิ่งแวดล้อมในวัด และยกย่องเชิดชูวัดที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ในวันพุธที่ 2 พฤษภาคม 2561 เวลา 13.30 น. ณ อาคารหอประชุม มวก. 48 พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี พระพรหมบัณฑิต เจ้าคณะภาค 2 และอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวสัมโมทนียกถาและกล่าวเปิด

นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สังคมไทยนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ให้ความสำคัญแก่วัดและพระภิกษุสงฆ์ ในการเป็นศูนย์รวมแห่งความศรัทธา เชื่อถือมาอย่างต่อเนื่อง วัดและพระภิกษุสงฆ์จึงถือเป็นกลไกหลักที่สำคัญในการนำพาชุมชนและสังคมไทยให้ก้าวไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ด้วยการมีสติ ตื่นรู้ และก้าวทันตามพลวัตรการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของโลก การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีในวัดจึงถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีในการถ่ายทอดความรู้ แนวทางการปฏิบัติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมสู่ชุมชนและสังคม โดยมีพระภิกษุสงฆ์เป็นตัวอย่างนำพาการประพฤติปฏิบัติสู่ชุมชนและสังคมไทย รวมถึงการเทศนา สั่งสอน และเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจและปลูกจิตสำนึกให้แก่
ศาสนิกชน ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นวัดและพระภิกษุสงฆ์ จึงถือเป็นเครือข่ายอันทรงพลังที่กระจายอยู่ใกล้ชิดกับชุมชนและสังคมไทยทั่วประเทศที่มีศักยภาพในการส่งเสริมสนับสนุนและสร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และเมื่อประชาชนมีความตระหนักและเกิดจิตสำนึกการมีส่วนร่วมที่ดีในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ย่อมก่อให้เกิดพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงการพัฒนาประเทศให้มีความอยู่ดีมีสุขอย่างมีดุลยภาพ ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา กล่าวต่อว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เล็งเห็นความสำคัญของวัดและพระภิกษุสงฆ์ โดยได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ดำเนินโครงการส่งเสริมพัฒนาการจัดการสิ่งแวดล้อมในวัดขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 จนถึงปัจจุบัน เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อมแก่ผู้นำทางศาสนา เพื่อร่วมเป็นเครือข่ายที่มีความพร้อมในการถ่ายทอดความรู้ สร้างความตระหนักและจิตสำนึกในการจัดการสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้กับชุมชน โดยส่งเสริมการประยุกต์ใช้เกณฑ์การจัดการสิ่งแวดล้อมในวัดเป็นเครื่องมือในการพัฒนายกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมให้เป็นแบบอย่างการปฏิบัติที่ดีสู่ชุมชน ซึ่งถือเป็นการบูรณาการงานของส่วนราชการต่าง ๆ ที่สำคัญในการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมในวัดให้ดียิ่ง โดยยึดหลักอริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาใช้เป็นหลักในการดำเนินงาน

นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปีงบประมาณ 2560 กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินงานร่วมกับสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1-16 ในการผลักดันการจัดการสิ่งแวดล้อมในวัดให้บรรลุวัตถุประสงค์ โดยใช้เกณฑ์การจัดการสิ่งแวดล้อมในวัด ซึ่งประกอบด้วย ความสะอาดและความเป็นระเบียบ พื้นที่สีเขียว การจัดการสิ่งแวดล้อม กิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมความรู้ด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนโดยมีวัดเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 114 วัด และมีวัดที่ผ่านเกณฑ์การจัดการสิ่งแวดล้อมรวมทั้งสิ้น 81 วัด แบ่งเป็น
3 ระดับ ดังนี้
ระดับดีเยี่ยม     จำนวน  22 วัด
ระดับดีมาก     จำนวน  25 วัด
ระดับดี     จำนวน  34 วัด
สำหรับในวันพุธที่ 2 พฤษภาคม 2561 กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้จัดการประชุมมอบโล่รางวัลวัดที่ผ่านเกณฑ์การจัดการสิ่งแวดล้อม ณ อาคารหอประชุม มวก. 48 พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจดังนี้ ในช่วงเช้า มีการเสวนาเรื่อง “ความสำเร็จของการจัดการสิ่งแวดล้อมในวัด”  โดยมี พระราชรัตนเวที รองเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ พระครูภาวนาวชิรคุณ ดร. เจ้าอาวาสวัดตึก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระอธิการประชุม เจ้าอาวาสวัดท่าประชุม จังหวัดขอนแก่น ร่วมเสวนา และมีร้อยโทพรสวรรค์ จันโปรด อนุศาสนาจารย์  กรมยุทธศึกษาทหารบก เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ในช่วงบ่าย มีพิธีเปิดการประชุมฯ โดยมีพระพรหมบัณฑิต เจ้าคณะภาค 2 และอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวสัมโมทนียกถาและกล่าวเปิด พร้อมมอบโล่รางวัลให้กับวัดที่ผ่านเกณฑ์การจัดการสิ่งแวดล้อม จำนวนทั้งสิ้น 81 วัด
นอกจากนี้ ยังมีการแสดงนิทรรศการนวัตกรรมการจัดการสิ่งแวดล้อมในวัดที่มีประสิทธิภาพในครั้งนี้ด้วย ได้แก่ วัดแม่คาววัง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย/วัดอรัญญวิเวกคีรี อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย/วัดจิกลาด อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครวรรค์/วัดสระตอง อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา และวัดนารถวนา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น รวมทั้งการจัดแสดงนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สำหรับการประชุมในวันนี้ จึงถือได้ว่ามีความสำคัญยิ่งต่อการก้าวไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะนอกจากจะเป็นจุดเริ่มต้นการจัดการสิ่งแวดล้อมในวัดเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับชุมชนแล้ว ยังถือเป็น “การสร้างเครือข่าย ขยายพันธมิตร” เพื่อให้มีความรู้ มีจิตสำนึกในด้านสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ต้นกล้าแห่งความดี รุ่นที่ 1 แห่งราชมงคล สกลนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/324108

ต้นกล้าแห่งความดี รุ่นที่ 1 แห่งราชมงคล สกลนคร

ต้นกล้าแห่งความดี รุ่นที่ 1 แห่งราชมงคล สกลนคร

 

ปัจจุบันมีคนไทยบางส่วนที่มีการดำรงชีวิตอย่างประมาท มีความเป็นอยู่อย่างขาดสติ ฟุ่มเฟือย และหลงลืมวัฒนธรรมดั้งเดิมหรือหลงลืมวิถีไทยอันทรงคุณค่าที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษที่มีการอยู่อย่างพอเพียง ถ้อยทีถ้อยอาศัย ความรักชาติ ความเสียสละ ความรับผิดชอบ ฉะนั้น การปลูกฝังภูมิปัญญา การรักถิ่นฐานบ้านเกิดให้กับเยาวชน เพื่อให้เกิดความตระหนักและการเป็นคนไทยที่มีหัวใจสร้างชาติร่วมกัน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตสกลนคร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร) เปิดเผยว่า การพัฒนาเยาวชนเพื่อการสร้างชาติ คือภารกิจอย่างหนึ่งที่ มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร มีความตั้งใจที่อยากจะพัฒนาเยาวชนไทยให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ รักในถิ่นฐานบ้านเกิด รู้จักการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า และยังรู้จักการอยู่อย่างพอเพียงควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วิถีไทย อาทิเช่น การดูแลสุขภาพด้วยวิถีไทยด้วยทรัพยากรสมุนไพรไทย การรักษาด้วยภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย หัตถบำบัดไทย และการใช้ยาสมุนไพรไทยเพื่อแก้ปัญหาขาดดุลด้านสาธารณสุขของประเทศซึ่งมีการนำเข้ายาจากต่างประเทศกว่าปีละ 2 แสนล้าน รวมทั้งการนำเข้าอาหารเสริม และเวชสำอางค์ของประเทศที่มีมูลค่ามหาศาลต่อปี จึงเป็นที่มาของการจัดโครงการสมุนไพรและการดูแลสุขภาพด้วยวิถีไทยสร้างชาติ ระหว่างวันที่ 23-25 เมษายน 2561 ณ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร จัดโดย ธนาคารออมสิน สถาบันการสร้างชาติ และมทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร

ในส่วนเยาวชนนำร่องที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้แก่ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนพังโคนวิทยาคม อ.พังโคน จ.สกลนคร ด้วยการยึดมั่นคำว่า เยาวชนคือหัวใจของการสร้างชาติ และเพื่อสร้างรายวิชาแห่งการเรียนรู้ในทศวรรษที่ 21 ในรูป Credit Bank และ Module ด้านสมุนไพรและการดูแลสุขภาพด้วยวิถีไทยสร้างชาติ ด้วยกระบวนการเรียนการสอนแบบ STEAM Education ที่มุ่งเน้นการปฏิบัติกิจกรรมการพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์สมุนไพรครบวงจร และนำมาใช้ร่วมกับการดูแลสุขภาพด้วย วิถีไทยคุณธรรมนำไปการออม โดยมุ่งเน้นให้าเยาวชนนำสมุนไพรและการดูแลสุขภาพด้วยวิถีไทยไปดูแลสุขภาพคนในครอบครัว ชุมชน และสังคมประเทศไทย

ผศ.ดร.โฆษิต กล่าวต่อว่า ในส่วนกิจกรรมที่เกิดขึ้นในโครงการ ได้แก่ การบรรยายและการฝึกปฏิบัติการทำลูกประคบ นวัตกรรมลูกประคบจากผ้าคราม การทำสบู่เพื่อความงาม การทำสปาเท้า สปาคราม การบรรยายหลักการผลิตผักอินทรีย์ การผลิตสมุนไพรตามมาตรฐาน GAP การปลูกครามอินทรีย์ และการตลาด โดยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน

“ชาติ” หรือ นายสมชาติ อินทรภูมิ อายุ 17 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนพังโคนวิทยาคม เปิดเผยว่า ตนเองเกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานประจำ ในตอนเย็นเราจะมีกิจกรรมการปลูกพืชผักสวนครัว และสมุนไพรพื้นบ้านกันเสมอ พอทราบว่าจะมาร่วมกิจกรรมในวันนี้รู้สึกตื่นเต้น เมื่อวิทยากรบอกว่าให้ทุกคนได้ลงมือทำจริง เช่น นวัตกรรมลูกประคบ การนวดแผนโบราณ ซึ่งประทับใจและชอบมาก ตอนแรกนึกว่าจะสาธิตให้ดูเฉยๆ พอวิทยากรบอกให้จับคู่กับเพื่อน เพื่อผลัดกันนวด ยิ่งทำให้จดจำท่าทางได้มากขึ้น เพราะได้เป็นทั้งคนโดนนวด และคนนวดให้เพื่อน ผมกลัวว่าความรู้จะหายไปจึงได้ลองนำความรู้ที่ได้ไปทดลองนวดให้คุณแม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็จะนวดเป็นเรื่อยๆ ปวดตรงไหนก็นวดตรงนั้น เมื่อเข้าร่วมโครงการแล้วทำให้รู้จักเทคนิค การจัดวางท่าทาง การลงน้ำหนักในบริเวณที่นวด ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อน ทำให้ประทับใจการนวดแผนไทยมากที่สุด ผมว่ามันใช้ได้ในชีวิตประจำวันและใกล้ตัวเรามากครับ

“ปาร์ตี้” หรือ นางสาวอารียา คชพล อายุ 16 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพังโคนวิทยาคม เปิดเผยว่า ตนเองเปิดใจที่จะมารับกิจกรรมในวันนี้เลย เพราะน่าจะเป็นกิจกรรมความรู้ที่ไม่เคยเรียนในห้องเรียนมาก่อน พอเห็นเนื้อหากิจกรรมว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับสมุนไพร ศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทย มีกิจกรรมทำลูกประคบ นวดเท้า นวดสปา ทำครีมบำรุง ตอนแรกเกิดการตั้งคำถามในใจว่าตนเองจะทำได้ไหม จะชอบกิจกรรมเหล่านี้หรือไม่ เพราะส่วนตัวไม่ชอบด้านนี้เลย จะชื่นชอบเกี่ยวกับเทคโนโลยี ความทันสมัย ซึ่งมันตรงข้ามกับกิจกรรมวันนี้เลย แต่พอได้ลองทำแล้ว หนูกลับชอบมาก มันเปลี่ยนความคิดเราเลย เรามัวแต่หลงไปกับเทคโนโลยี วิ่งตามมันจนลืมความสำคัญของความเป็นไทยเหล่านี้ไป ประทับใจและชื่นชอบกิจกรรมทำสปามากที่สุดค่ะ ได้ทราบว่าแต่ละสูตรต้องประกอบไปด้วยส่วนผสมอะไรบ้าง แต่ละสูตรมีความแตกต่างกันอย่างไร เพราะเป็นคนรักสวยรักงามอยู่แล้ว ชอบการขัดผิว พอกครีมเพื่อความสวยความงามแต่ต้องปลอดภัย พอมาร่วมกิจกรรมเรารู้สึกชอบและยังได้ผลัดกันทำกับเพื่อน เป็นกิจกรรมที่ไม่เครียดดี วันนี้เราเล็งเห็นประโยชน์แล้วว่า สิ่งเหล่านี้สามารถนำไปทำธุรกิจได้ ในขณะที่เรียนหรือเป็นอาชีพเสริมขณะทำงาน โครงการนี้ทำให้หนูและเพื่อนๆ รู้ถึงประโยชน์ของศาสตร์ด้านแพทย์แผนไทย ภูมิปัญญาไทยต่างๆ พวกเราเป็นเด็กที่ยังต้องเรียนรู้ทุกวัน ขอเพียงแค่เราเปิดใจเราจะมีความสุขกับทุกสิ่ง เราได้เปิดหูเปิดตา เปิดอีกด้านที่เราปิดมานานจนมาเข้าร่วมโครงการนี้ค่ะ ขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกท่านที่จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมา เพราะให้ทั้งความรู้และประโยชน์ที่เราจะสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันจริงๆ ค่ะ

อย่างไรก็ตามโครงการโครงการสมุนไพรและการดูแลสุขภาพด้วยวิถีไทยสร้างชาติ จะเป็นโมเดลหนึ่งในการปลูกฝังเยาวชนไทย ให้มีหัวใจการรักชาติ โดยเริ่มต้นจากการรักในถิ่นฐานบ้านเกิด รักษ์ในภูมิปัญญา รู้จักการต่อยอดและพัฒนา เพื่อนำไปสู่การสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพและสามารถสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยต่อไป ผศ.ดร.โฆษิต กล่าวทิ้งท้าย

โค้งสุดท้าย!! ปล่อยกู้ให้สปก.ปลอดดอกเบี้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/323971

โค้งสุดท้าย!! ปล่อยกู้ให้สปก.ปลอดดอกเบี้ย

กู้เงินดอกเบี้ยต่ำ,ปลอดดอกเบี้ย,อธิบดีกพร,นายสุทธิ สุโกศล,ร้อยละ3,โค้งสุดท้าย,ข่าวดี

ด่วน! กพร. ปล่อยกู้ ให้สถานประกอบกิจการ เสริมทักษะพนักงาน ย้ำ ปลอดดอกเบี้ย ถึง 7 มิถุนายน นี้ หลังโปรโมชั่น ดอกเบี้ยเพิ่ม ร้อยละ 3 เท่านั้น

         นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากการที่ กพร.ได้เปิดโอกาสให้สถานประกอบกิจการกู้ยืมเงิน จากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน

        ไปฝึกอบรม เพื่อพัฒนาทักษะพนักงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และลดต้นทุนการผลิตในสถานประกอบกิจการต่างๆ เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมานั้น โดยเงินกู้ดังกล่าว จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ให้แก่สถานประกอบกิจการกู้เงินไปเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม การพัฒนาฝีมือแรงงาน และเป็นค่าใช้จ่ายฝึกอบรมฝีมือแรงงาน หรือการทดสอบมาตรฐาน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นไปตามข้อกำชับของพลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

       นายสุทธิ กล่าวต่อว่า กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ปล่อยเงินกู้วงเงินสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท ไม่มีดอกเบี้ย โดยสามารถกู้ได้จนถึงวันที่ 7 มิ.ย.2561 ซึ่งหลังจากนี้จะปรับดอกเบี้ยเพิ่มเป็นร้อยละ 3 และมีระยะเวลาชำระคืนภายใน 12 เดือน เพื่อการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเร่งฝึกอบรมให้กับพนักงาน ใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมทักษะฝีมือ

        “การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ในปี 2561 คณะกรรมการส่งเสริมฯ อนุมัติให้สถานประกอบกิจการทำสัญญากู้แล้ว 38,957,100 บาท จำนวน 52 แห่ง ” นายสุทธิ  กล่าว

         นอกจากนี้ สถานประกอบกิจการที่มีการฝึกอบรมให้กับพนักงาน ยังสามารถนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ซึ่งการยื่นเรื่องกู้ มีขั้นตอนไม่ยุ่งยากใช้เวลาพิจารณาไม่นาน นำหลักฐานของสถานประกอบกิจการ พร้อมคำขอกู้ยืมเงินมายื่นที่สถาบัน และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ หรือดาวน์โหลดเอกสาร ได้ที่ http://www.dsd.go.th/sdpaa

โค้งสุดท้าย!! ปล่อยกู้ให้สปก.ปลอดดอกเบี้ย

      คุณสมบัติสำหรับผู้ทำสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่มีสัญชาติไทย ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย และไม่เป็นลูกหนี้ของกองทุนฯ การกู้เงินเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานนี้ นอกจากจะช่วยเป็นค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการพัฒนาพนักงานแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการผลิตอีกด้วย

      ซึ่งสถานประกอบกิจการสามารถนำเงินส่วนนี้ไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมได้เต็มตามจำนวน และยังได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มเติมอีกร้อยละร้อย ขณะเดียวกัน จำนวนพนักงาน ลูกจ้างที่ได้รับการฝึกอบรม หรือทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สามารถนำไปยื่นประเมินเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานได้อีกด้วย การกู้เงินต้องคำนึงถึงการพัฒนาองค์กร ให้ความรู้แก่บุคลากรเป็นสำคัญ

      ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยเพียงศูนย์เปอร์เซ็นต์เท่านั้น สำหรับผู้ที่ทำสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2561 เท่านั้นซึ่งหลักจากนี้จะเพิ่มเป็นสามเปอร์เซ็นต์ จึงเชิญชวนให้มีการกู้ยืมในช่วงเวลานี้เพื่อได้รับสิทธิประโยชน์ก่อนหมดโปรโมชั่น อธิบดี กพร. กล่าว

โค้งสุดท้าย!! ปล่อยกู้ให้สปก.ปลอดดอกเบี้ย

โค้งสุดท้าย!! ปล่อยกู้ให้สปก.ปลอดดอกเบี้ย

โค้งสุดท้าย!! ปล่อยกู้ให้สปก.ปลอดดอกเบี้ย

แรงงานไทยแบกหนี้1.3 แสนบาท/ครัวเรือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/323945

แรงงานไทยแบกหนี้1.3 แสนบาท/ครัวเรือน

แรงงานไทย,สถานการณ์แรงงานไทย,หนี้ท่วมตัว,หนี้สูงสุดรอบ8ปี,ดรธนวรรธน์ พลวิชัย,มหอการค้าไทย

สถานการณ์แรงงานไทย หนี้ท่วมตัว!! สูงสุดในรอบ 8 ปี เงินเดือนหมื่นห้า มีภาระ 1.3 แสนบาท/ครัวเรือน คลังตั้งงบปีละ 3 หมื่นล้านช่วยเหลือคนจน

       แรงงานไทย ยุคไทยแลนด์ 4.0 จากแรงงานทั้งหมดจำนวนกว่า 38 ล้านคน มีเพียงจำนวน 14.5 ล้านคนเท่านั้น ที่ได้รับการดูแลด้านสวัสดิการ แต่ภาพรวมสถานการณ์แรงงานไทยยังน่าเป็นห่วง

        ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจประเทศไทยยังเปราะบางและอาจฟื้นตัวไม่เต็มที่ รัฐบาลยังจำเป็นต้องใช้มาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ แม้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีแต่ก็ยังไม่มากนัก จากการสำรวจสถานภาพแรงงานพบว่ายังมีหนี้ครัวเรือนในระดับที่สูงอยู่

       ทั้งนี้ พบว่าแรงงานไทยที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท/เดือน ส่วนใหญ่ 97% ยังคงมีภาระหนี้สินอยู่และ 62.6% ไม่มี การเก็บออม โดยมีภาระหนี้สินเฉลี่ยอยู่ที่ 131,479.89 บาท/ครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 10.4% สูงสุดรอบ 8 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการกู้ยืมเงินมาซื้อสินค้าคงทนถาวร เช่น ยานพาหนะ บ้าน รองลงมาเป็นการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

     อย่างไรก็ดี โครงสร้างหนี้เริ่มมีการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น สัดส่วนหนี้ในระบบล่าสุดอยู่ที่ 46.4% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีสัดส่วน 39.3% ดีที่สุดในรอบ 4 ปี ขณะที่สัดส่วนหนี้นอกระบบก็ลดลงมาอยู่ที่ 53.6% จากปีก่อนมีสัดส่วนถึง 60.62% ต่ำสุดรอบ 4 ปีเช่นกัน

 

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลจะเริ่มแจกสวัสดิการให้กับผู้มีรายได้น้อยในวันที่ 1 ตุลาคม 2561นี้ ซึ่งเป็นวัน เริ่มปีงบประมาณ 2561 โดยจะใช้งบประมาณ 3 หมื่นล้านบาท/ปี เพื่อแจกสวัสดิการให้กับผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียน

 

” โดยขณะนี้ได้เร่งให้ธนาคารกรุงไทยทำบัตรแจกก่อนวันที่ 1 ต.ค. เพื่อนำไปใช้รับสวัสดิการ เบื้องต้นประกอบด้วยการให้ ขึ้นรถเมล์และรถไฟฟรีในจำนวนหนึ่ง ลดค่าไฟฟ้า ลดค่าน้ำประปา ซึ่งคาดว่าจะช่วยเหลือในระดับเดียวกับที่ได้ในปัจจุบัน”นายอภิศักดิ์ กล่าวในที่สุด