“มาฆบูชา:วันเมตตาสากลโลก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314934

“มาฆบูชา:วันเมตตาสากลโลก”

มาฆบูชา วันภาวนาเพื่อสันติภาพโลก,1 มีนาคม 2561,พระพรหมบัณฑิต,ศดร

“พระพรหมบัณฑิต” ชี้ “วันมาฆบูชา”ตรงกับวันที่ 1 “มี.ค.” เป็น วันประกาศหลักการ สร้างสันติภาพโลก ช่วยไทยรอด

       “มจร”ร่วมกับสำนักงานศาลยุติธรรมและสถาบันพนะปกเกล้าการสัมมนาวิชาการ “มาฆบูชา : วันเมตตาสากลโลก” หวังนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นฐานในการพัฒนาสันติภาพโลก พร้อมเปิดตัวมูลนิธิพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพ พระพรหมบัณฑิตชี้วันมาฆบูชาวันประกาศหลักการสร้างสันติภาพโลกช่วยไทยรอด

          เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2561 ที่ห้องประชุมโซน C อาคารเรียนรวมมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา พระพรหมบัณฑิต,ศ.ดร. กรรมการมหาเถรสมาคม(มส) อธิการบดี มจร เป็นประธานเปิดการสัมมนาวิชาการ “มาฆบูชา : วันเมตตาสากลโลก” ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สำนักงานศาลยุติธรรม และสถาบันพระปกเกล้า

“มาฆบูชา:วันเมตตาสากลโลก”

         หลังจากนั้นพระพรหมบัณฑิตได้ปาฐกถาพิเศษความตอนหนึ่งว่า วันมาฆบูชานับได้ว่ามีความสัมพันธ์กับสันติภาพเพราะว่าในวันดังกล่าวพระพุทธเจ้าประกาศโอวาปาฏิโมกข์ซึ่งเป็นหลักการ อุดมการ และวิธีการสำคัญของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำจิตใจผ่องใสซึ่งจะทำให้คนมีมีจิตใจผ่องใสแล้วจะสะท้อนคุณธรรมคือ ขันติธรรม เมตตาธรรม และกรุณาธรรม ซึ่งเป็นหัวใจพระโพธิสัตว์ด้วย คุณธรรมเหล่านี้โดยเฉพาะขันติธรรมนั้นยูเนสโกได้ประกาศให้เป็นหลัการสำคัญ ที่ระบุว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็เริ่มที่ใจโดยมีขันติธรรมเป็นฐาน หากไม่มีขันติธรรมแล้วสันติภาพไม่เกิด

           ความหมายของขันติธรรมในที่นี้คือความอดทนต่อความแตกต่างในภาวะสังคมแห่งพหุวัฒธรรมได้ แต่ปัญหาในปัจจุบันนี้คือสังคมโลกส่วนใหญ่ยอมรับความแตกต่างไม่ได้จึงทำให้เกิดความรุนแรง ดังนั้นการที่มหาจุฬาฯได้เปิดหลักสูตรสันติศึกษาจึงถือว่าเหมาะสมและมีความก้าวหน้าจนกระทั้งตั้งมูลนิธิพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพเพื่อสนับสนุนในการสร้างสันติภาพ เพราะการศึกษาต้องมีส่วนในการสร้างสันติภาพไม่ใช่สร้างความขัดแย้ง ความรุนแรง ตามหลักการแห่งพระพุทธศาสนาที่ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติธรรม

           และหลักการแห่งพระพุทธศาสนานี้เป็นรากฐานของสังคมไทย 3 ประการคือ อิสรภาพ อวิหิงสาคือขันติธรรม และประสานผลประโยชน์ โดยเฉพาะขันติธรรมนี้ทำให้ประเทศไทยในอดีตเอาชนะเพื่อนบ้านแต่ไม่กดขี่แถมยังนำมาพัฒนาประเทศ เปิดรับต่างชาติต่างศาสนาทำให้สมัยอยุธยาเจริญรุ่งเรือด้วยการรู้จักเอาคนเก่งมาใช่งานทำให้ไทยมีคนเก่งมากในครั้งนั้น ถ้าประเทศไทยยังคงยึดหลักนี้ก็จะเจริญต่อไป

“มาฆบูชา:วันเมตตาสากลโลก”

           “มหาจุฬาฯได้ยึดหลัก 3 ประการนี้ทำให้ชาวต่างชาติเข้ามาเรียนเป็นจำนวนมาก แม้ว่าคนไทยไม่เรียนก็มีชาวต่างชาติมาเรียน ทั้งนี้เพราะมหาจุฬาฯได้ยึดขันติธรรมและการมีส่วนร่วมทำให้มีการเปิดหลักสูตรสันติศึกษารองรับหลักการดังกล่าว” อธิการบดี มจร กล่าว

           หลังจากนั้นนายวิรัช ชินวินิจกุล องคมนตรี ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “คุณูปการพระพุทธศาสนาต่อการพัฒนาสันติภาพโลก” ตามด้วยการอภิปรายร่วมเรื่อง “คุณูปการพระพุทธศาสนาต่อการพัฒนาสันติภาพโลก” ซึ่งมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิประกอบด้วยนายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้แทนนายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ที่นำเสนอประเด็นเรื่อง“คุณูปการพระพุทธศาสนาต่อการพัฒนาสันติภาพด้านยุติธรรมทางสังคม” และ ศ.วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ที่จะนำเสนอประเด็นเรื่อง“คุณูปการพระพุทธศาสนาต่อการพัฒนาสันติภาพด้านการเมืองการปกครอง” ดำเนินรายการโดย พระมหาหรรษา ธัมมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ (IBSC) และหลักสูตรสันติศึกษา มจร

“มาฆบูชา:วันเมตตาสากลโลก”

           เสร็จจากนั้นพระมหาหรรษาแถลงข่าว   เปิดตัวมูลนิธิพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพ ทั้งนี้เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุน ร่วมถึงการเผยแพร่งานด้านสันติภาพ ทั้งการให้รางวัลแก่นักสันติภาพทั่วโลก การสร้างเครือข่าย การสนับสนุนทุนการศึกษา การสนับสนุนการวิจัย และการพัฒนาหมู่บ้านสันติสุขในชุมชนทั้งในและต่างประเทศด้วย เพื่อให้สอดรับกับพุทธประสงค์ที่ได้ทรงวางรากฐานงานด้านสันติภาพเอาไว้ตราบจนมาถึงปัจจุบัน

“มาฆบูชา:วันเมตตาสากลโลก”

          การที่ มจร ร่วมกับ สำนักงานศาลยุติธรรม และสถาบันพระปกเกล้าจัดสัมมนาวิชาการ “มาฆบูชา : วันเมตตาสากลโลก” ในครั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประกาศคุณูปการพระพุทธศาสนาต่อการพัฒนาสันติภาพโลก นำเสนอหลักการ แนวทางปฏิบัติแห่งสันติภาพในทางพระพุทธศาสนา ยกย่องเชิดชูนักสันติภาพผู้ทำงานเสียสละเพื่อสังคม พร้อมทั้งเป็นวัดนัดพบปะประสานพูดคุยกันของบุคคลที่ทำงานเกี่ยวกับความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพ เพื่อร่วมกันทำงานเป็นเครือข่ายองค์กรที่มั่นคงและประสานความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

         สืบเนื่องจากขณะเดียวนี้หลักสูตรสาขาวิชาสันติศึกษา มจร ได้เปิดสอนนิสิตระดับปริญญาโท จำนวน 5 รุ่น มาตั้งแต่ปีการศึกษา 2556 และปริญญาเอก จำนวน 2 รุ่น ตั้งแต่ปีการศึกษา 2559 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สถาบันพระปกเกล้า และสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมกันนี้วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยก็ได้เปิดสอนหลักสูตรสันติศึกษา และหลักสูตรพระพุทธศาสนาภาคภาษาอังกฤษ ทั้งในระดับปริญาโทและปริญญาเอก

“มาฆบูชา:วันเมตตาสากลโลก”

       การศึกษาในระดับปริญญาโทและเอก มีความแตกต่างจากการศึกษาในระดับปริญญาตรี ทั้งทางด้านระบบการศึกษา ระเบียบข้อบังคับและกฎเกณฑ์ต่างๆ การจัดปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะช่วยทำให้นิสิตเกิดความพร้อมในการศึกษาเกิดการพัฒนาทั้งในด้านกายและจิตใจมีความเข้าใจในแนวทางการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน การครองตน ครองชีวิต มีทัศนคติที่ดี เป็นการเรียนรู้จากภายในสู่ภายนอกทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสร้างและเข้าถึงสันติภาพได้อย่างแท้จริง

       จากเหตุผลดังกล่าว หลักสูตรสาขาวิชาสันติศึกษา ร่วมกับ วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติหลักสูตร สาขาวิชาพระพุทธศาสนา(ภาคพิเศษ) บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันวิปัสสนาธุระและส่วนธรรมนิเทศมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จึงได้จัดโครงการปฏิบัติธรรมและงานสัมมนาวิชาการประจำเดือนกุมภาพันธ์ ดังนี้ 1. โครงการปฏิบัติธรรมในชื่อโครงการ “มาฆบูชา: วันภาวนาเพื่อสันติภาพโลก” ในวันที่ 26, 27, 28 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม พ.ศ. 2561 ณ อาคารวิปัสสนาธุระ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ) และโครงการสัมมนาวิชาการ “มาฆบูชา: วันเมตตาสากลโลก” ในวันที่ 28 ก.พ.2561 ดังกล่าว

         สำหรับโครงการ “มาฆบูชา: วันภาวนาเพื่อสันติภาพโลก”นั้น ได้มีมีพิธีเปิดเมื่อวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมามีคุณหญิงสมปอง วรรณิสสร ในฐานะผู้มีแรงพลังอันเต็มเปี่ยมบริจาคที่ดิน 84 ไร่ เพื่อจัดสร้างมหาจุฬาฯ วังน้อย เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์

        โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นการฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน พัฒนาฝึกฝนอบรมในมิติของกระบวนการการสร้างสันติภาพจากภายในสู่ภายนอก พร้อมทั้งยังมีการแนะนำแนวทางการดำเนินชีวิต การปฏิบัติตนที่ถูกต้องเหมาะสมสอดคล้องกับคุณลักษณะของนักสันติภาพวิถีพุทธและสอดคล้องกับหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาโครงการปฏิบัติธรรมนี้มุ่งหวังให้นิสิตและบุคคลทั่วไปได้รับข้อมูลพื้นฐานการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน มีโอกาสได้ฝึกฝนพัฒนาหล่อหลอมทัศนคติเกี่ยวกับสันติภาพที่จะก่อให้เกิดทักษะการครองตนและนำพาไปสู่แนวทางการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข

8 มี.ค.นี้ รู้“29”สตรีทำงานดีเด่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314919

8 มี.ค.นี้ รู้“29”สตรีทำงานดีเด่น

สตรีสากล,29สตรีทำงานดีเด่น,8 มีนาคมวันสตรีสากล,พลตออดุลย์,รมวแรงงาน

“บิ๊กอู่”ชื่นชมสตรีมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชาติ เผยแรงงาน 37.07 ล้านคนมีแรงงานสตรี 16.89 ล้านคน ระบุ 8 มี.ค.นี้จัดงานวันสตรีสากลยิ่งใหญ่ รู้ 29 สตรีทำงานดีเด่น

           พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัจจุบันสตรีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ซึ่งเห็นได้จากสัดส่วนของสตรีทำงานที่ปัจจุบันมีถึง 16.89 ล้านคน จากผู้ที่มีงานทำทั้งหมด 37.07 ล้านคน รัฐบาลก็ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของแรงงานสตรีเหล่านี้ จึงได้กำหนดนโยบายบทบาทของสตรี ให้เกิดการสร้างความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันทางสังคมเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ

ประกอบกับองค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 8 มีนาคมของทุกปี เป็นวันสตรีสากลกระทรวงแรงงาน ในฐานะหน่วยงานที่ให้ความคุ้มครองแรงงานทุกกลุ่มรวมถึงแรงงานกลุ่มสตรีให้ได้รับการคุ้มครองดูแล เข้าถึงสิทธิอย่างทั่วถึง จึงได้จัดให้มีการจัดงานวันสตรีสากลตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา

โดยในปี 2561 นี้ ได้กำหนดจัดงานวันสตรีสากล ในวันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม 2561 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “พลังแรงงานสตรีไทยก้าวไกลสู่เศรษฐกิจดิจิทัล” เพื่อกระตุ้นให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของสตรีทำงาน รวมไปถึงสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ ในเรื่องมาตรฐานการคุ้มครองแรงงานที่เท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติและสนับสนุนสิทธิแรงงานสตรีได้ทัดเทียมมาตรฐานสากล

ด้านนายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมสำคัญ คือ พิธีประทานโล่รางวัล สตรีทำงานดีเด่น ประจำปี2561 โดยได้กราบทูลเชิญ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ประทานโล่รางวัลสตรีทำงานดีเด่นประจำปี พ.ศ.2561

โดยมีผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมให้ได้รับรางวัล แบ่งเป็น8ประเภท รวม29 คน อาทินางสาริณี อังศุสิงห์  กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ได้รับรางวัลสาขาสตรีผู้บริหารรัฐวิสาหกิจดีเด่น, สตรีองค์กรพัฒนาเอกชนดีเด่น ได้แก่ นางบุษบา ฉิมพลิกานนท์ ประธานเครือข่ายอาสาสมัครยุติธรรมทางเลือก มูลนิธิฮิลาลอะห์มัร จังหวัดปัตตานี,สตรีนักวิชาการด้านแรงงานดีเด่น ได้แก่ นางสาวศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล,สื่อมวลชนสตรีดีเด่น นางสาวศตกมล วรกุล และสาขาศิลปินสตรีดีเด่น นางสาวสริยา อัศวเลิศพานิช นักแสดงเป็นต้น

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่น่าสนใจ อาทิ ทอล์คโชว์ เรื่อง “โอกาสสตรีไทย ก้าวไกลให้ทันเศรษฐกิจดิจิทัล” นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ นิทรรศการสตรีทำงานดีเด่น การแสดงผลิตภัณฑ์ของสตรีที่เคยได้รับรางวัลในปีที่ผ่าน ๆ มา การสาธิตอาชีพอิสระ และSmart Protection

กสร.ปลื้ม!”นายจ้าง”ร่วมประกวดสปก.ดีเด่นพุ่ง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314894

กสร.ปลื้ม!”นายจ้าง”ร่วมประกวดสปก.ดีเด่นพุ่ง!

กสร,นายจ้าง,ลุกจ้าง,สถานประกอบกิจการดีเด่น,นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ

กสร.ปลื้ม!! นายจ้าง ลูกจ้างใส่ใจแรงงานสัมพันธ์ทวิภาคีเพิ่มขึ้น ระบุ ปี2561 “นายจ้าง”ร่วมประกวดสปก.ดีเด่นพุ่ง1,095 แห่ง จากปี2559 มี 943 แห่ง

 

28 ก.พ. 2561- นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.)  กระทรวงแรงงาน  เปิดเผยว่า กสร. ได้จัดทำโครงการส่งเสริมสถานประกอบกิจการให้มีระบบบริหารจัดการที่ดีด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงานผ่านกิจกรรมการประกวดสถานประกอบกิจการดีเด่นด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงานอย่างต่อเนื่อง

ทั้งเพื่อให้นายจ้างและลูกจ้างได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเสริมสร้างแรงงานสัมพันธ์และการจัดสวัสดิการแรงงานในสถานประกอบกิจการและร่วมมือกันพัฒนารูปแบบของการแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงานที่ดีได้มาตรฐานในสถานประกอบกิจการ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตการทำงานที่ดี

“และจากข้อมูลสถานประกอบกิจการที่เข้าร่วมกิจกรรมการประกวดสถานประกอบกิจการดีเด่นฯ ระหว่างปี 2559 ถึง 2561 พบว่า มีสถานประกอบกิจการให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในปี 2559 มีสถานประกอบกิจการเข้าร่วมกิจกรรม 943 แห่ง ปี 2560 มีสถานประกอบกิจการเข้าร่วมกิจกรรม 1,060 แห่ง และในปี 2561 มีสถานประกอบกิจการเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 1,095 แห่ง”นายอนันต์ชัย ระบุ

นายอนันต์ชัย  กลางอีกว่า แสดงให้เห็นว่านายจ้าง ลูกจ้าง ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบแรงงานสัมพันธ์ในรูปแบบทวิภาคเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากหลักเกณฑ์สำคัญในการประกวดสถานกอบกิจการดีเด่นด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงานก็คือความร่วมมือของนายจ้าง ลูกจ้างในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานผ่านการบริหารจัดการด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ

นายอนันต์ชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานประกอบกิจการที่ผ่านเกณฑ์ประเมินเป็นสถานประกอบกิจการดีเด่นด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน ประจำปี 2561จะเป็นต้นแบบให้กับสถานประกอบกิจการอื่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของลูกจ้างผ่านการบริหารจัดการด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงานในรูปแบบทวิภาคีซึ่งจะยังประโยชน์ให้กับนายจ้างและลูกจ้างได้อย่างแท้จริง

ทปอ. ชวนร่วมบิ๊กอีเว้นท์ “ยูนิเวอร์ซิตี้เอ็กซ์โป 2018”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314772

ทปอ. ชวนร่วมบิ๊กอีเว้นท์ “ยูนิเวอร์ซิตี้เอ็กซ์โป 2018”

x 

ทปอ. ชวนนักเรียนระดับ ม.ต้น – ม.ปลาย – นักศึกษา ร่วมบิ๊กอีเว้นท์ “ยูนิเวอร์ซิตี้เอ็กซ์โป 2018 มหกรรมอุดมศึกษา พลังขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0”

ทปอ. ชวนร่วมบิ๊กอีเว้นท์ “ยูนิเวอร์ซิตี้เอ็กซ์โป 2018”

          28 ก.พ.2561 – ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ขอเชิญชวนนักเรียนระดับ ม.ต้น – ปลาย นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าร่วม “ยูนิเวอร์ซิตี้เอ็กซ์โป2018มหกรรมอุดมศึกษา พลังขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0”

         นับเป็นครั้งแรกของการรวมพลังมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ และมีกิจกรรมมากที่สุด อาทิ การจัดแสดงระบบการคัดเลือกเข้าศึกษาTCAS การค้นหาคณะที่เรียนแล้วปังด้วยระบบAIการโชว์ผลงานนวัตกรรมสุดล้ำที่ผลิตโดยสถาบันอุดมศึกษา ทุนสนับสนุนทุนต่อยอดงานวิจัย

         ภายในงานรับฟังการบรรยายพิเศษโดย พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสาขาระดับประเทศ ฯลฯ โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ระหว่างวันที่ 2 – 4 มีนาคม 2561 ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากรุงเทพมหานคร

          สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนประชาสัมพันธ์ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) หมายเลขโทรศัพท์02 – 3545150 – 2หรือเข้าไปที่https://www.facebook.com/cuptthailand

“ลูกจ้าง”เจ็บป่วยรุนแรง เบิกได้ 2 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314769

“ลูกจ้าง”เจ็บป่วยรุนแรง เบิกได้ 2 ล้าน

ลูกจ้าง,สปส,นพสุรเดช,เบิกค่ารักษาพยาบาล

ประกันสังคม เอาใจลูกจ้างเจ็บจากงาน กรณีเจ็บรุนแรงรับเพิ่มค่ารักษาได้ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท เลขาธิการ สปส.แจงไม่หวั่นค่าใช้จ่ายช่วยแบ่งเบาภาระของลูกจ้าง

         27 ก.พ.2561-นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการ สำนักงานประกันสังคม(สปส.) กระทรวงแรงงาน กล่าวถึง การดูแลลูกจ้างที่ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน ซึ่งดำเนินงานตามนโยบายของ พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่มีความห่วงใยในความปลอดภัยของลูกจ้างเมื่อประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานให้ได้รับค่ารักษาพยาบาลที่เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่เปลี่ยนแปลงไป สปส.มีกองทุนเงินทดแทนที่ให้ความช่วยเหลือลูกจ้าง ในกรณีลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานให้นายจ้าง โดยสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนเงินทดแทนได้เพื่อเป็นการคุ้มครองลูกจ้างและไม่ให้เป็นภาระแก่นายจ้าง

        “อย่างไรก็ดี สปส.ได้มีการปรับปรุงเพิ่มค่ารักษาพยาบาล โดยกำหนดให้ลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานให้นายจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นในเบื้องต้นไม่เกิน 50,000 บาท ต่อการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย 1 ครั้ง หากมีการบาดเจ็บรุนแรงหรือเรื้อรังตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงกำหนดอัตรา ค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย ให้จ่ายเพิ่มได้อีก 100,000 บาท รวมแล้วไม่เกิน 300,000 บาท หรือหากไม่เพียงพอ สามารถจ่ายเพิ่มขึ้นได้อีก รวมแล้วไม่เกิน 500,000 บาท โดยตามความเห็นของคณะกรรมการการแพทย์”นพ.สุรเดช กล่าว

          นพ.สุรเดช  กล่าวอีกว่า หากยังไม่เพียงพอสามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น แต่รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 1,000,000 บาท โดยตามความเห็นของคณะกรรมการการแพทย์พิจารณา คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ให้ความเห็นชอบ เว้นแต่ ลูกจ้างเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของรัฐตั้งแต่เริ่มแรกจนสิ้นสุดการรักษาหรือ มีเหตุสมควรที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาล ในสถานพยาบาลของรัฐตั้งแต่เริ่มแรก แต่ภายหลังได้เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐสามารถเบิกเพิ่มได้ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 2,000,000 บาท

         เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อไปว่า แนะนำนายจ้าง ในกรณีลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน นายจ้างต้องแจ้งการประสบอันตรายตามแบบแจ้งการประสบอันตราย (กท.16) พร้อมสำเนาหนังสือส่งตัวลูกจ้างเข้ารักษาพยาบาล (กท.44) ให้แก่ สำนักงานประกันสังคมที่สถานประกอบการของท่านที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ซึ่งการแจ้ง การประสบอันตราย นายจ้างและลูกจ้างต้องแสดงเอกสารใบเสร็จรับเงิน ประวัติการรักษาพยาบาล และหลักฐานการปฏิบัติงานประกอบการพิจารณา เช่น หลักฐานการลงเวลาทำงาน รวมทั้งให้ข้อเท็จจริง โดยจะทำให้เจ้าหน้าที่วินิจฉัยได้รวดเร็วอีกด้วย

          “ขอให้นายจ้างให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยในสถานประกอบการ นอกจากจะช่วยลดอุบัติภัยและอันตรายจากอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นแล้ว ยังส่งผลต่ออัตราการส่งเงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเข้ากองทุนเงินทดแทน ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 เพราะหากมีการประสบอันตรายมากนายจ้าง  จะต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นจากอัตราเงินสมทบปีที่ผ่านมา ดังนั้น ขอให้นายจ้างช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัย เพื่อลดปัญหาลูกจ้างประสบอันตราย กองทุนเงินทดแทนพร้อมดูแลลูกจ้าง ในระบบให้ได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียม เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ ที่พึงมีพึงได้ เพื่อการดำรงชีวิต อันจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของลูกจ้างต่อไปในอนาคต”นพ.สุรเดช กล่าว

          ทั้งนี้ หากลูกจ้างมีปัญหา ข้อสงสัยติดสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา/ที่ท่านสะดวก หรือโทร.1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sso.go.th

“มทร.ธัญบุรี” เปิดอบรมสปาเส้นผม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314633

“มทร.ธัญบุรี” เปิดอบรมสปาเส้นผม

วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย,อมรมสปาเส้นผม,มทรธัญบุุรี,สปาผม

วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย”มทร.ธัญบุรี” เปิดอบรมสปาเส้นผม 10 มี.ค.นี้ รับจำนวนจำกัด

         27 ก.พ. 2561 – ศูนย์บริการสุขภาพและความงาม วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดอบรมสปาเส้นผม (HAIR SPA) (ราคาพิเศษท่านละ 800 บาท พร้อมอุปกรณ์) การดูแลเส้นผม การนวดศรีษะพื้นฐาน การทำสปาเส้นผมให้นุ่ม ลดการหลุดร่วงของเส้นผม

ทั้งนี้  จะจัดอบรมในวันที่ 10 มีนาคม 2561 เวลา 09.00 – 16.00 น. (รับจำนวนจำกัด 20 ท่าน) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการสุขภาพและความงาม วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี โทร.092-5626642,0-2549-3121

เตือนภัย!!“ยารักษาสิว”เสี่ยงทำให้เด็กพิการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314702

เตือนภัย!!“ยารักษาสิว”เสี่ยงทำให้เด็กพิการ

หญิงตั้งครรภ์,ยารักษาสิว,อยากสวย หน้าใส,ยาหน้าใส,ศดรนพประวิตร อัศวานนท์,สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย

สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ เตือน”หญิงตั้งครรภ์”ไม่ควรซื้อยารักษาสิวรับประทานเอง เหตุเสี่ยงเด็กพิการ ระบุ พิการทางกะโหลกศีรษะ สมอง หัวใจ แขนขา แนะให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง

               27 ก.พ. 2561 – ศ.ดร.นพ.ประวิตร อัศวานนท์ ประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เรื่องของยารักษาสิวกับการตั้งครรภ์ว่านั้น ปัจจุบันมียารักษาสิวประเภทกรดวิตามินเอ ที่มีชื่อว่าIsotretinoin (ไอโซเทรติโนอิน) เป็นยารักษาสิวชนิดที่มีผลข้างเคียงที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ โดยขณะที่รับประทานยาจำเป็นที่จะต้องคุมกำเนิดร่วมด้วย และหลังจากหยุดยาแล้วต้องคุมกำเนิดต่ออีกประมาณ 1 เดือน

              “เนื่องจากยาชนิดดังกล่าวจะมีผลต่อเด็กในครรภ์ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการสั่งจ่ายจากแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเท่านั้น แต่ทั้งนี้กลับพบว่ายาดังกล่าวสามารถหาซื้อได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นจากร้านขายยาทั่วไป ร้านทำผม หรือแม้กระทั่งในโลกออนไลน์โซเชียลมีเดียที่มีการแพร่ระบาดของยาชนิดนี้อยู่ในปัจจุบัน”ศ.ดร.นพ.ประวิตร  กล่าว

              ศ.นพ.ประวิตร  อธิบายว่า ยาชนิดนี้เมื่อรับประทานเข้าไปจะทำให้สิวที่เป็นอยู่ยุบตัวลงและช่วยในเรื่องของการควบคุมความมันบนใบหน้า ซึ่งในหมู่คนที่รู้จักและคุ้นเคยกับยาชนิดนี้จะเรียกว่า“ยาหน้าใส”แต่โดยความจริงแล้ว ยาชนิดนี้แม้จะเป็นยาที่ดี แต่ก็ผลข้างเคียงหลายอย่าง เช่น เมื่อรับประทานไปแล้วปากแห้ง ในบางบางรายมีผมร่วง มีค่าเอนไซม์ตับหรือมีค่าไขมันในเลือดเพิ่มขึ้น

เตือนภัย!!“ยารักษาสิว”เสี่ยงทำให้เด็กพิการ

             “เมื่อรับประทานยาชนิดนี้ต่อเนื่องนาน ๆ ก็ควรต้องมีการตรวจเลือดอย่างน้อย1-2ครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายเราสามารถรับยาได้โดยเฉพาะผลข้างเคียงในผู้หญิงขณะตั้งครรภ์ เมื่อรับประทานยาชนิดนี้เข้าไปแล้ว สามารถทำให้เด็กมีโอกาสพิการได้หลายรูปแบบ เช่น เกิดการพิการทางกะโหลกศีรษะ สมอง หัวใจ แขนขา เป็นต้น นอกจากนี้ในบางรายอาจมีผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ หรือในผู้ที่รับประทานยาโดยไม่ได้อยู่ในการควบคุมของแพทย์อาจทำให้มีอาการซึมเศร้า ซึ่งอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้อีกด้วย” ศ.น.พ.ประวิตร แจกแจง

             ศ.นพ.ประวิตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ยาที่ใช้ในการรักษาสิวแต่ละประเภท ได้ถูกออกแบบมาตามลักษณะความรุนแรงของสิว หากสิวมีความรุนแรงน้อย เช่น สิวอุดตัน สามารถใช้ยาทาก็จะพอช่วยลดอาการของสิวลงได้ แต่ถ้าสิวมีความรุนแรงมากขึ้น โดยมีลักษณะเป็นไตลึก ๆ มีตุ่มหนองเกิดขึ้นเยอะหรือมีไข้ร่วมด้วย อาจต้องใช้ยารับประทาน ทั้งนี้ควรอยู่ในการพิจารณาของแพทย์เป็นหลัก เพราะถ้าความรุนแรงของสิวไม่มาก ยาที่ใช้จะเป็นยาในกลุ่มลดการอักเสบ หรืยาทาเพื่อลดการอุดตันของรูขุมขน แต่ในกรณีที่รับประทานยาหลายชนิดแล้วไม่ดีขึ้นก็จำเป็นต้องใช้ยากลุ่มของกรดวิตามินเอในการรักษา โดยแพทย์จะพิจารณาใช้ยาชนิดนี้เป็นยาตัวท้าย ๆ เพราะมีผลข้างเคียงที่รุนแรง

เตือนภัย!!“ยารักษาสิว”เสี่ยงทำให้เด็กพิการ

            “โดยเฉพาะกับผู้หญิงในช่วงวัยที่แต่งงานแล้วหรือกำลังวางแผนที่จะมีบุตร การประเมินความเหมาะสมในการใช้ยาควรมาจากแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเท่านั้นซึ่งในต่างประเทศเองได้ให้ความสำคัญกับข้อบังคับในการใช้ยาชนิดนี้เป็นอย่างมาก โดยต้องตรวจก่อนว่าไม่ตั้งครรภ์ในขณะที่เริ่มทานยา และในระหว่างที่ทานยาก็ต้องดูรอบเดือนด้วยว่าไม่ตั้งครรภ์จนกว่าจะหยุดยา แต่ในประเทศไทยกลับพบว่ายาดังกล่าวสามารถสั่งซื้อได้ง่าย ดังนั้นผู้บริโภคต้องควรระวังเป็นอย่างมาก”ศ.นพ.ประวิตร ระบุ

             ศ.นพ.ประวิตร  กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ตามปกติตามกฎหมายไม่อนุญาตให้ขายยาชนิดนี้อยู่แล้ว แต่ก็ยังพบว่ามีการขายแบบผิดกฎหมายอยู่ โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก ไม่ควรสั่งซื้อยาเพื่อมารับประทานเอง โดยหลงเชื่อจากคำโฆษณาหรือการบอกต่อถึงสรรพคุณของยา เพราะนอกจากผลข้างเคียงของยาแล้ว เราอาจไม่รู้เลยว่ายาที่กำลังรับประทานอยู่นั้นเป็นยาปลอมหรือไม่

รับสมัครชายไทยทำงานที่”ไต้หวัน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314650

รับสมัครชายไทยทำงานที่”ไต้หวัน”

ทำงานต่างประเทศ,กรมการจัดหางาน,ไต้หวัน,รับสมัครถึง 6 มีค2561,นายอนุรักษ์ ทศรัตน์,อธิบดีกกจ

กกจ.เปิดรับชายไทย เพื่อไปทำงานช่างที่ “ไต้หวัน” รายได้ดีตกเดือนละกว่า 2.4 หมื่นบาท ระยะเวลา 3 ปี สมัครฟรีวันนี้ ถึง 6 มีนาคม 2561

          กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน รับสมัครชายไทยไปทำงานที่ไต้หวันในตำแหน่งช่างเชื่อม ช่างประกอบ จำนวน 25 อัตรา กับนายจ้างบริษัท FORMOSA HEAVY INDUSTRIES CORPORATION สัญญาจ้าง 3 ปี สมัครด้วยตนเองได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 ดำเนินการโดยรัฐจัดส่งไม่เสียค่าสมัครหรือค่าบริการใด ๆ ทั้งสิ้น

นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน แจ้งว่า กรมการจัดหางานเปิดรับสมัครคนหางานไปทำงานในไต้หวันกับนายจ้างบริษัท FORMOSA HEAVY INDUSTRIES CORPORATION จำนวน 25 คน ตำแหน่งช่างเชื่อม 17 คน และช่างประกอบ 8 คน อัตราค่าจ้าง 22,500 เหรียญไต้หวัน หรือประมาณ 24,241.82 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 26/02/2561 : 1 TWD = 1.08 บาท) ระยะเวลาจ้างงาน 3 ปี

ทั้งนี้ นายจ้างรับผิดชอบค่าโดยสารเครื่องบินกลับประเทศไทยเมื่อทำงานครบสัญญาจ้างและค่าบริการดูแลรายเดือนที่ต้องจ่ายให้แก่บริษัทจัดหางานไต้หวัน

คุณสมบัติเป็นเพศชาย อายุ 22-45 ปี ไม่จำกัดส่วนสูงและน้ำหนัก ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา สายตาดีไม่บอดสี ไม่มีประวัติอาชญากรรม และมีประสบการณ์ด้านการเชื่อมและถังโลหะ หลักฐานที่ใช้ในการสมัคร ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาใบผ่านการเกณฑ์ทหาร (สด.8 หรือ สด.43) รูปถ่าย 2 นิ้ว จำนวน 1 รูป สำเนาหนังสือเดินทาง (ถ้ามี) ใบรับรองการผ่านงาน (ถ้ามี)

โดยนายจ้างจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเข้ารับการทดสอบฝีมือให้กับคนหางานทุกคน ผู้สนใจสมัครด้วยตนเองพร้อมหลักฐานการสมัคร ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน อาคารสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 ชั้น 10 ถนนมิตรไมตรี เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร

นายอนุรักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การไปทำงานไต้หวันในครั้งนี้เป็นการจัดส่งโดยรัฐ คนหางานไม่ต้องเสียค่าบริการใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ได้รับการคัดเลือกไปทำงานจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น ได้แก่ ค่ารูปถ่าย ค่าทำหนังสือเดินทาง ค่าตรวจสุขภาพ ค่าตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ค่าวีซ่า ค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน ค่าสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นไม่เกิน 15,000 บาท

ดังนั้น จึงขอเตือนว่าอย่าหลงเชื่อผู้แอบอ้างว่าสามารถจัดส่งไปทำงานได้ โดยต้องเสียค่าบริการและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ทั้งนี้ การไปทำงานต่างประเทศจะต้องไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยขอให้ตรวจสอบกับกรมการจัดหางานก่อน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2245 1034 หรือโทร.สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

แนะสังเกตคนใกล้ชิด ป้องกัน”ฆ่าตัวตาย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314622

แนะสังเกตคนใกล้ชิด ป้องกัน”ฆ่าตัวตาย”

ฆ่าตัวตาย,เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง,ผู้สูงวัย,ผู้ป่วยเรื้อรัง,ปลัดกระทรวงสา,นพเจษฏา

“หมอเจษฏา”แนะสังเกตอาการคนใกล้ชิด ระบุกลุ่มเสี่ยง”ผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยเรื้อรัง” หากผิดปกติให้พูดคุยทันที ป้องกันการฆ่าตัวตาย โทรปรึกษาสายด่วนสุขภาจิต1323

           วันนี้ (26 กุมภาพันธ์ 2561) นายแพทย์เจษฎา   โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า จากข่าวการฆ่าตัวตายที่สื่อมวลชนนำเสนอ ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จนั้น ขอให้ประชาชนช่วยกันป้องกัน เนื่องจากเป็นเรื่องใกล้ตัว อาจเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยสังเกตความผิดปกติของผู้ใกล้ชิด

“เฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้องรัง เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หากพบว่ามีการพูดในทำนองสั่งเสีย ไม่ต้องการมีชีวิตอยู่ ขอให้ใส่ใจ รับฟัง พูดคุย เป็นเพื่อน อย่าปล่อยทิ้งไว้ เพื่อให้ได้มีโอกาสระบายความรู้สึกออกมา แต่หากไม่ดีขึ้นขอให้พาไปพบจิตแพทย์ทันที”นพ.เจษฏา กล่าว

นพ.เจษฏา  กล่าวอีกว่า รวมทั้งขอให้ทุกคนสังเกตตัวเองว่ามีความเครียดสะสมหรือไม่ เช่นวิตกกังวลมาก นอนไม่หลับ และหาวิธีการผ่อนคลายความเครียด เช่น ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ พูดคุยกับคนใกล้ชิด เป็นต้น หรือโทรปรึกษาสายด่วนกรมสุขภาพจิต 1323 หรือ แอปพลิเคชันสบายใจSabaijai

 

แนะสังเกตคนใกล้ชิด ป้องกัน"ฆ่าตัวตาย"

นพ.เจษฏา  โชคดำรงสุข 

ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกล่าวต่อว่า การฆ่าตัวตายมาจากหลายสาเหตุ ประมาณร้อยละ 50 ที่พบว่ามาจากโรคซึมเศร้า คาดว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป เป็นโรคซึมเศร้า 1.5 ล้านคนได้มอบให้กรมสุขภาพจิต จัดทำโครงการค้นหาผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าในกลุ่มเสี่ยงเพื่อเพิ่มการเข้าถึงและลดความรุนแรงที่อาจนำไปสู่การฆ่าตัวตาย โดยล่าสุดมีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเข้าถึงบริการร้อยละ 55.40

“ทั้งนี้ ในปี 2559 ประเทศไทยมีอัตราผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จอยู่ที่ 6.35 ต่อประชากรแสนคน ประมาณการณ์ว่ามีแนวโน้มลดลง ได้ใช้กลยุทธ์การป้องกันการทำร้ายตัวเองซ้ำ เพิ่มการเข้าถึงบริการ ซึ่งจะช่วยลดการฆ่าตัวตายลงได้เฉลี่ย 300–400 คนต่อปี”นพ.เจษฏา กล่าวในที่สุด

เด็กไทยเจ๋ง!! โชว์ผลงานด้านไอซีที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314597

เด็กไทยเจ๋ง!! โชว์ผลงานด้านไอซีที

Thailand ICT Youth Challenge 2017,น้องวันใส,น้องเจน,นายดิลก คุณะดิลก,นายเลิศรัตน์ รตะนานุกูล

เปิดตัวแชมป์ “Thailand ICT Youth Challenge 2017” โชว์ผลงานรู้ใช้ รู้เข้าใจ รู้สร้างสรรค์

      “Thailand ICT Youth Challenge 2017”  อีกหนึ่งเวทีที่ให้เยาวชนไทยได้แสดงความสามารถ ซึ่งปีนี้เป็นการจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 จัดโดย สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI) ร่วมกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDE) และ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้แนวคิด “Digital Literacy for 21st Century Education” เตรียมความพร้อมของเด็กไทย ในการก้าวสู่ยุคศตวรรษที่ 21 อย่างรู้ใช้ รู้เข้าใจ รู้สร้างสรรค์

 โดยมุ่งพัฒนาทักษะสารสนเทศ สื่อ และ เทคโนโลยี ในรูปแบบของการแข่งขันตามช่วงชั้นต่าง ๆ คือ 1.ประถมศึกษาตอนปลาย โปรแกรมเพาเวอร์พอย บอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์หรือองค์กรแห่งอนาคต Corporate or Brand Doing Good 2.มัธยมศึกษาตอนต้น ภาพยนตร์สั้น สร้างสรรค์จินตนาการผ่านบทภาพยนตร์ ภาพและเสียงถึงแบรนด์หรือองค์กรว่านี่คือ My Corporate : My Brand3.มัธยมศึกษาตอนปลาย Mobile Application เพื่อ Creative Design ของแอปพลิเคชันสำหรับองค์กรหรือแบรนด์สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดสร้างภาพลักษณ์ที่ดี Always be with you

        นายดิลก คุณะดิลก กรรมการสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย กล่าวว่าโครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยทั่วประเทศได้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆโดยใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ ผ่านการเรียนรู้และนำเสนอเป็นผลงานที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งทุกปีเยาวชนจะนำเสนอผลงานที่สะท้อนในหลายเรื่อง ทำให้ได้เห็นความคิด จินตนาการ ความรู้สึก มุมมอง และความสามารถของเด็กได้เป็นอย่างดี

เด็กไทยเจ๋ง!! โชว์ผลงานด้านไอซีที

นายดิลก คุณะดิลก

เวทีนี้ เป็นเวทีที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนได้แสดงออกถึงศักยภาพของตนเอง และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่พวกเขาในอนาคต ยุคนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ ฉะนั้นต้องทำให้เด็กเข้าใจ พร้อมเรียนรู้ ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในทางสร้างสรรค์ รวมถึงต้องรู้จักการถ่ายทอดที่ดีด้วย ความร่วมมือในหลายหน่วยงานที่จัดกิจกรรมดังกล่าวต่อเนื่องมาสู่ปีที่ 4 จะช่วยสร้างเด็กให้รู้ เข้าใจ และใช้งานจากเทคโนโลยีได้อย่างถูกต้อง

กิจกรรม “Thailand ICT Youth Challenge 2017” มีผู้สนับสนุนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน บริษัท ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง จำกัด และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

นายเลิศรัตน์ รตะนานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายประสานงานภาครัฐ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทางดีแทค พร้อมให้การสนับสนุนโครงการนี้มาตลอด เพราะเรามีนโยบายในการส่งเสริมการศึกษาแก่เยาวชนไทยให้มีศักยภาพและมีความพร้อมทุกด้าน โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีที่จะช่วยให้เยาวชนไทยรู้จักการใช้ และสร้างประโยชน์ได้ รวมถึงเป็นการสร้างความตระหนักรู้สำหรับผู้ที่ไม่รู้ ให้รู้ใช้ รู้เข้าใจ และรู้สร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น

เด็กไทยเจ๋ง!! โชว์ผลงานด้านไอซีที

นายเลิศรัตน์ รตะนานุกูล

“ดีแทคให้ความสำคัญในการสร้างทุนมนุษย์มาช่วยพัฒนายกระดับเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่ๆ ซึ่งในส่วนของสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI) ร่วมกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDE)  มีกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กไทยได้แสดงผลงานอย่างเต็มที่ อย่างการคิดค้นแอปพลิเคชันต่างๆ ทุกปี เด็กจะคิดสิ่งดีๆ ออกมา และในโครงการจะมีกิจกรรมเสริม เพื่อให้เด็กได้ไปต่อยอด ซึ่งหลังจากประกาศผลแล้ว เด็กๆต้องไปต่อยอดผลงานเหล่านั้น เป็นการส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้เทคโนโลยีอย่างเข้าใจและรู้จักใช้ สร้างประโยชน์จากสิ่งที่เรียนรู้ได้จริงๆ” นายเลิศรัตน์ กล่าว

ทุกโครงการที่จัดขึ้นจะไม่เกิดผล หากได้รับเพียงรางวัลแล้วจบไป นายเลิศรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้เยาวชนเปิดโอกาสให้ตัวเองในการเข้าร่วมการแข่งขัน เพราะทุกเวทีล้วนมีประสบการณ์ดีๆ ทำให้เยาวชนได้เห็นความสามารถ ศักยภาพ และความต้องการของตนเอง อีกทั้งได้รู้จักการค้นหาข้อมูล เพิ่มช่องทางและโอกาสในชีวิต

การใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบันล้วนเกี่ยวข้องกับมือถือและเทคโนโลยี 2 หนุ่ม ดร๊าฟ นายปรมินทร์ สุขแสวง  และสตางค์ นายชาญเอก สุวรรณวัฒน์ นักเรียนชั้นม.6 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ลพบุรี เจ้าของผลงานแอปพลิเคชันโอสภ (Osod)ชนะเลิศ Mobile Application เพื่อ Creative Design ของแอปพลิเคชันสำหรับองค์กรหรือแบรนด์ เล่าว่า รู้จักโครงการดังกล่าวจากครูที่ปรึกษา จึงได้เข้าร่วม และได้คิดแอปพลิเคชันเกี่ยวกับการเตือนให้กินยา เพราะจากอดีตจนถึงปัจจุบันมีผู้ที่เสียชีวิตจากการกินยาเกินขนาด กินยาไม่ตรงเวลา ทำให้การรักษาก็ไม่ได้ดีขึ้น และดูจากคนใกล้ตัว อย่าง ปู่ย่าตายาย หรือพ่อแม่ บางทีก็ลืมกินยา จึงมองว่าหากคิดแอปพลิเคชันที่คอยเตือนเวลากินยาน่าจะดี และได้ลงมือพัฒนาคิดแอปพลิเคชันดังกล่าวมาตลอดระยะเวลา2 ปี จนตอนนี้ พัฒนาสำเร็จ เปิดใช้ได้ในระบบแอนดรอย์ และสามารถช่วยผู้ป่วย ผู้ที่ต้องทานยาได้จริงๆ

เด็กไทยเจ๋ง!! โชว์ผลงานด้านไอซีที

แอปพลิเคชั่นโอสภ (Osod) ผลงานของนักเรียนที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ความคิด และความสามารถของเด็กไทยที่ร่วมแก้ปัญหา สตางค์และดร๊าฟ ช่วยกันเล่าต่อว่าตอนนี้ทุกคนใช้แอปพลิเคชันมากมาย แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ของคนไทยคิด กิจกรรมครั้งนี้ ช่วยเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความสามารถตามที่ตนเองต้องการ และช่วยให้เด็กมีเวทีได้เรียนรู้ เปิดโลกทัศน์ รู้จักการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น อย่าง สตางค์ คิดและลงมือทำแอปพลิเคชัน แต่ดร๊าฟ จะเป็นคนคิดกราฟฟิค ซึ่งการคิดและทำกราฟฟิค ทำให้ได้มุมมองในการทำงานต่างๆ เพราะต้องค้นหาข้อมูล ขอคำแนะนำจากทั้งครูผู้สอน และพี่ๆเพื่อนๆที่เข้ามาค่ายร่วมกัน ได้แลกเปลี่ยนความรู้ มุมมองความคิดมากมาย อยากให้มีการจัดกิจกรรมแบบนี้เรื่อยๆ เพื่อเด็กทุกคนได้มีโอกาสแสดงความรู้และความสามารถของตนเองมากขึ้น รวมถึงยังเป็นการปลูกฝังให้เด็กเรียนรู้การใช้ข้อมูลจากโลกเทคโนโลยีได้ดียิ่งขึ้น

ด้าน 2 หนุ่ม น้องจูโน่ ด.ช.ณภัทร อุนนะนันทน์ และน้องคอปเฏอร์ ด.ช.สิรศิษจ์ ณ เชียงใหม่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ชนะเลิศภาพยนตร์สั้น สร้างสรรค์จินตนาการผ่านบทภาพยนตร์ ภาพและเสียงถึงแบรนด์หรือองค์กรว่านี่คือ My Corporate : My Brand  ช่วยกันเล่าว่าพวกเขาชอบและสนใจทำหนังสั้นอยู่แล้ว โดยที่ผ่านมาก็มีการทำหนังสั้นส่งเข้าประกวด แต่ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ทำให้รู้สึกดีใจมากและมีกำลังใจในการทำหนังสั้นเข้าร่วมในโครงการต่างๆ

เด็กไทยเจ๋ง!! โชว์ผลงานด้านไอซีที

 “ชอบทำหนังสั้น เพราะเป็นคนชอบดูหนัง ซึ่งเนื้อเรื่องที่นำเสนอนั้น เป็นการคิดโครงเรื่องโดยนำเรื่องใกล้ๆตัว เด็กปั่นจักรยานแล้วมาเจอ MCOT แล้วทำให้คุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้น เพราะได้รู้จักกับเทคโนโลยี โดยการถ่ายทำต่างๆ ได้เรียนรู้ทำเองทุกขั้นตอน เป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ นอกจากนั้น ยังทำให้ได้เรียนรู้การทำงานกับเพื่อนๆด้วย เนื่องจากนักแสดงต่างๆ ล้วนเป็นเพื่อนๆในชั้นเรียน อยากให้มีการจัดประกวดหนังสั้นบ่อยๆ จะได้เป็นเวทีให้เด็กได้ประลองฝีมือ ฝึกฝนการทำหนังสั้น การใช้เทคโนโลยี เรียนรู้และรู้จักการใช้ข้อมูลต่างๆ  และที่สำคัญทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้จะได้เข้าค่าย ได้รู้จักเพื่อนๆจากหลายโรงเรียน ได้ไอเดียและแรงบันดาลใจในการทำหนังสั้นมากขึ้น อยากให้มีการจัดกิจกรรมแบบนี้ไปเรื่อย เพื่อเป็นโอกาสแก่เด็กๆต่อไป”น้องจูโน่ ผู้กำกับหนังสั้นกล่าว

 2 สาวบนดอย น้องวันใส ด.ญ.มลิษา ปรางมาท และน้องเจน ด.ญ.รุ่งหฤทัย ดาวเงิน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนทาเหนือวิทยา ชนะเลิศโปรแกรมเพาเวอร์พอย บอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์หรือองค์กรแห่งอนาคต Corporate or Brand Doing Goodกล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่ชนะเลิศในการประกวดครั้งนี้ เพราะเป็นครั้งแรกที่เข้าร่วม ซึ่งรู้จักโครงการดังกล่าวจากคำแนะนำของครูภูริเดช สุขนันท์ ครูสอนวิชาคอมพิวเตอร์ และเราสองคนสนใจการทำเพาเวอร์พอย โดยเพาเวอร์พอยที่นำเสนอ จะเน้นการสื่อสารเข้าใจง่าย โดยนำข้อมูลของธนาคารออมสินมาใช้ จัดแบ่งหมวดหมู่อย่างเข้าใจ และสวยงาม

เด็กไทยเจ๋ง!! โชว์ผลงานด้านไอซีที

  “กิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรมที่ดีและมีประโยชน์มาก เพราะได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ ได้รู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม อย่างวันใส ถนัดทำเพาเวอร์พอย แต่ภาษาไทยที่ใช้อาจไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ เนื่องจากเป็นเด็กกะเหรี่ยง แต่เจน จะเก่งภาษาไทยก็จะแบ่งหน้าที่กันและได้เรียนรู้การค้นหาข้อมูล การนำข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมาใช้ เปิดประสบการณ์ โลกทัศน์การเรียนรู้ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี จึงอยากขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกคนที่จัดกิจกรรมดังกล่าว”น้องวันใสและน้องเจน กล่าวประสานเสียง