เพิ่มมูลค่าสินค้าOTOP ด้วยดีไซต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/315210

เพิ่มมูลค่าสินค้าOTOP ด้วยดีไซต์

สินค้าโอท็ป

ม.ศิลปากร ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน ยกระดับสินค้าโอท็อป เพิ่มมูลค่าผ่านงานดีไซน์ หวังสร้างรายได้แก่คนในชุมชน

           “สินค้า OTOP” สินค้าท้องถิ่นของไทย ไม่ว่าจะเป็น ผ้าไทย อาหารแปรรูป ของใช้ ของประดับ ล้วนเป็นที่ถูกตาต้องใจของทั้งชาวไทยและต่างชาติ ทว่ายังมีสินค้าท้องถิ่นอีกมากมายเช่นกันที่ต่อให้ทรงคุณค่ามากขนาดไหน กลับไม่เป็นที่รู้จัก กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้จัด“โครงการสร้างอัตลักษณ์ และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์OTOP เชื่อมโยงเส้นทางหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว” วันที่ 28 ก.พ.-2 มี.ค.2561 ที่ผ่านมา

โดยโครงการฯ มีการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายจากหมู่บ้าน OTOP การท่องเที่ยวจำนวน 111 หมู่บ้านและหมู่บ้านตามโครงการหมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชน 135  หมู่บ้าน และหมู่บ้านที่เป็นเส้นทางเชื่อมโยงการท่องเที่ยว ในกลุ่มปรับตัวสู่การพัฒนาให้เป็นสินค้าที่ระลึกของหมู่บ้าน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างแท้จริง ซึ่งได้รับเกียรติจากนายสมหวัง พ่วงบางโพ รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ และมีดร.ศราวุฒิ ปิ่นทอง และดร.เรืองลดา ปุณยลิขิต อาจารย์จากคณะมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร ในฐานะประธานโครงการดังกล่าว

เพิ่มมูลค่าสินค้าOTOP ด้วยดีไซต์

        ทราย น.ส.ศิริรัตน์ ใจตั้ง นักศึกษาปริญญาโท คณะมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร ในฐานะดีไซน์เนอร์ของโครงการฯ เล่าว่าว่าอ.ขวัญได้ดูผลงาน และชักชวนมาเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ซึ่งทำให้ได้รับประสบการณ์มากมาย เพราะหน้าที่ของเราต้องสอบถาม ศึกษาข้อมูลจากผู้ประกอบการทั้งหมด และกลุ่มดีไซน์เนอร์ต้องมาประชุมร่วมกันเพื่อช่วยออกแบบสินค้า และดำเนินการต่างๆ นอกจากนั้นไม่ได้ดูเฉพาะเรื่องผ้าที่เราถนัด แต่ต้องดูสินค้าอื่นๆ เช่น อาหาร งานไม้ เป็นต้น ลักษณะสินค้ามีอัตลักษณ์แตกต่างกัน ทำอย่างไรให้ภูมิปัญญาและสามารถเกิดการขายได้จริง

“ผลิตภัณฑ์ OTOP มีคุณภาพเทียบเท่ากับแบรนด์ใหญ่ แต่การนำเสนอเรื่องราวของสินค้ากลับไม่ได้เป็นกระบอกเสียง มีพลังมากพอที่จะทำให้คนรู้จัก และสินค้าOTOP ผู้ประกอบการไม่มีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ อยากขายทุกกลุ่มทั้งทีสินค้าแต่ละประเภท ผู้ซื้อมีความต้องการต่างกัน บางคนซื้อเพราะชอบ บางคนซื้อของจากความจำเป็น และบางคนมีสินค้าที่ดีอยู่แต่อยากลองสิ่งใหม่ สินค้า OTOP เกิดจากความรัก ความชอบ ภูมิปัญญาดั่งเดิมของชุมชน เป็นเรื่องราวที่สามารถนำเสนอได้ เป็นจุดขาย แต่ทั้งนี้ก็ต้องปรับเปลี่ยนสินค้าให้เหมาะสมกับโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงไป แต่ยังคงความเป็นรากเหง้ายังคงอยู่ เปลี่ยนให้เหมาะสมกับโลกปัจจุบัน เหมาะกับคนยุคใหม่ วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่” ทรายกล่าว

ด้าน ดร.เรืองลดา หรืออ.ขวัญ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโครงการว่าเป็นการดำเนินการเพื่อให้ผู้ประกอบการผ่านการมาตรฐาน 6 ด้าน คือ 1.ผู้ประกอบการได้พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพมากขึ้น  ด้วยการใช้การออกแบบ การดีไซน์ต่างๆ  เช่น ทำอย่างไรให้ผ้าไทยที่มีกระบวนการผ่านงานฝีมือขายได้ราคาสูง เป็นการสร้างแบรนด์ ตราสินค้า 2.สามารถทำซ้ำได้ ผลิตซ้ำได้แต่ต้องได้มาตรฐาน  3.มีความโดดเด่นในเรื่องราว แต่ละสินค้าต้องมีที่มาที่ไป เรื่องราวของหมู่บ้านเพื่อการท่องเที่ยว นำมาใช้เสนอสินค้า 4. มีช่องทางการขายที่ถาวร เช่น ผ่านการขายช่องทางออนไลน์ โซเซียลมีเดีย 5.มีแบรนด์ ทุกคนต้องมีตราสินค้าตนเอง ไม่ได้เพียงเอาสร้างตราสินค้าแต่ต้องผ่านบรรจงคิด บรรจงทำ ข้อมูลทุกคำต้องนำมาพัฒนา เราต้องรู้ข้อมูลเชิงลึกของผู้ประกอบการ สินค้า และ6.สรุปผล และจัดทำข้อตกลงด้วยกัน มีการลงพื้นที่ไปในชุมชน สร้างความร่วมมือร่วมกันระหว่างดีไซน์เนอร์ และผู้ประกอบการที่ทุกอย่างต้องดำเนินการไปด้วยกัน เพื่อให้เกิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ปรับตัวสู่การพัฒนาได้

 

เพิ่มมูลค่าสินค้าOTOP ด้วยดีไซต์

“สำหรับแนวทางในการผลิตผลิตภัณฑ์ สิ่งที่อาจารย์และดร.ศราวุฒิ ดำเนินการนั้นจะเป็นการวางกรอบการทำงานทั้งหมดของโครงการ ตั้งแต่การอบรม เพื่อทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับสินค้าและผลิตภัณฑ์ เรื่องแบรนด์ ตราสินค้า เรื่องการตลาด หัวใจของสินค้าและการบริการ รวมถึงการจัดทำสบู่ เพื่อให้เห็นภาพการออกแบบ การดีไซน์ต่างๆ โดยเมื่อเขาได้เห็น ได้เรียนรู้จะทำให้เกิดความสนใจ และเห็นคุณค่าของที่อาจจะไม่มีมูลค่า เห็นคุณค่า รู้จักการดีไซน์ การทำบรรจุภัณฑ์ หีบห่อต่างๆ นอกจากนั้น ให้ได้เรียนรู้การขับเคลื่อนสินค้าด้วยการออกแบบจากประสบการณ์  รูปแบบการผลิตสร้างคุณค่าใหม่ และใช้ศาสตร์แห่งการเล่าเรื่อง ผ่านหลักสูตรโครงการสร้างอัตลักษณ์และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เชื่อมโยงเส้นทางหมู่บ้านเพื่อการท่องเที่ยว โดยผู้ประกอบการต้องรู้ 4 เรื่อง ได้แก่ รู้ตัวตน รู้สินค้า รู้ลูกค้า และรู้วิธี เมื่อดีไซน์สินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เรียบร้อยแล้วจะต้องได้คุณค่า นวัตกรรมใหม่ๆ การตลาด และเกิดการยั่งยืนได้”ดร.เรืองลดา กล่าว

เชื่อว่าการวิจัยออกแบบและพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล อบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่ผู้ประกอบการเพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ได้จริง พัฒนาศักยภาพการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการขาย การสร้างแบรนด์สินค้า การตลาดออนไลน์ การสร้างเรื่องราวนำสู่อัตลักษณ์ที่เฉพาะในแต่ละผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นการจัดประชุม OTOP ที่ดำเนินการทุกขึ้นตอนอย่างละเอียดเพื่อให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้การออกแบบผลิตภัณฑ์ นำไปสู่การยกระดับสินค้า ปั้นจากดินไปสู่ดาว

เพิ่มมูลค่าสินค้าOTOP ด้วยดีไซต์

“หน้าที่ของมหาวิทยาลัย ต้องให้บริการวิชาการ ซึ่งโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการผ่านสำนักงานบริการวิชาการของม.ศิลปากร และในฐานะหัวหน้าโครงการ จึงได้มีการจัดตั้งทีมซึ่งประกอบไปด้วยนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ตนเองเคยทำงานร่วมด้วย โดยนอกจากเป็นงานวิจัยแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติงานจริง ได้มาศึกษาผู้ประกอบการ เรียนรู้การสร้างแบรนด์ เห็นของจริง และยกระดับพัฒนาสินค้าให้มีคุณค่าขึ้นจริง และช่วยผู้ประกอบการสร้างอัตลักษณ์ขึ้นมา ได้รู้จักชาวบ้าน ได้รู้หน้าที่ของเราทำให้เกิดการเรียนรู้ การขนส่ง ทำให้สินค้านำคนสู่ชุมชน”ดร.เรืองลดา กล่าว

ดีไซน์เนอร์ในการดำเนินการมีทั้งหมด 10 กว่าคน โดยดีไซน์เนอร์ 1 คน ต้องดูผู้ประกอบการ 10 คน และมีผู้เชี่ยวชาญ คณาจารย์จากม.ศิลปากรมาให้คำแนะนำ ปรึกษา การเรียนรู้ เนื้อหาในโครงการดังกล่าว จะทำให้ผู้ประกอบการเข้าใจโลก เข้าใจคน ตีโจทย์งานออกแบบแบรนด์เพื่อธุรกิจแห่งอนาคต รู้เทรน 2018: ออกแบบยังไงให้ไกลกว่าเดิมด้วยดีไซน์ Design as a Strategy  for Marketing 4.0 workshop ที่จะทำให้ผู้ประกอบการสัมผัสประสบการณ์ปั้นดินให้เป็นดาว ด้วยการออกแบบ ตั้งแต่การคิด ทำ ปั้น แต่ง จนถึงการขาย The Making of Thai Souvenir

นอกจากนั้น มีการเพิ่มกลยุทธ์และเทคนิคการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ลงลึกไปถึงเรื่องพฤติกรรมการบริโภค มีการเรียนรู้เอกลักษณ์ท้องถิ่นสู่งานออกแบบสินค้าระดับโลก Local Essence ตอน : เล่นกับขนม ร้านค้าแห่งอนาคต Just shop and Walk Out  และปรับถูกจุดเพิ่มกลยุทธ์การตลาด Co-Suming สร้างตลาดบริโภคร่วม ตอน:บทสรุปเพิ่มกลยุทธ์ด้วยการออกแบบอย่างใกล้ชิด

      ตบท้ายด้วย นายกิตติรัตน์ สารแดง วิทยากรเวิกช็อปทำสบู่ในโครงการฯ เล่าว่าการทำสบู่ดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการเรียนรู้จากการทดลองทำ และจุดประกายให้ผู้ประกอบการซึ่งมีสินค้าอยู่แล้ว ได้สนุกกับงานใหม่ ได้ทำในสิ่งที่เราไม่เคยได้ทำ ไม่เคยได้รู้มาก่อน ต่อยอดในการพัฒนาของตนเอง ภูมิปัญญาเดิมดีอยู่แล้ว แต่ต้องหาแรงบันดาลใจในการทำสิ่งใหม่ๆ  ซึ่งหน้าที่ของดีไซน์เนอร์ให้คำแนะนำ การทำบรรจุภัณฑ์ และเรื่องของแพ็กเกจที่มีความสากล ทันสมัยมากขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์โอท็อปได้ลองทำอะไรใหม่ๆ เพราะจากการคุยกับผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงทำอะไรแบบเดิมๆ ทั้งที่กว่าจะได้ผ้าไทย หรือสินค้าต่างๆ ล้วนผ่านการคิดค้นทดลองของคนอดีตทั้งสิ้น ผู้ประกอบการควรมีแรงบันดาลใจ เรียนรู้อย่างสนุกและมีความสุขมากกว่ามุ่งผลกำไรอย่างเดียว

‘คุรุสภา’-สั่งตั้งกก.สืบสวนข้อเท็จจริง-‘ครูปรีชา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/315191

‘คุรุสภา’-สั่งตั้งกก.สืบสวนข้อเท็จจริง-‘ครูปรีชา’

ครูปรีชา,คุรุสภา,ตั้งคกกสอบข้อเท็จจริง

‘คุรุสภา’-สั่งตั้งกก.สืบสวนข้อเท็จจริง-‘ครูปรีชา’ ระบุหากพบว่าข้อกล่าวหามีมูล เล็งเสนอ”หมอธี”

​         เมื่อวันที่ 2 มี.ค.2561 นายสมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา แถลงข่าวการพิจารณาดำเนินการทางจรรยาบรรณวิชาชีพต่อนายปรีชา ใคร่ครวญ หรือ ครูปรีชา ซึ่งถูกจับกุมพร้อมด้วยนางรัตนาภรณ์ สุภาทิพย์ หรือ “เจ๊บ้าบิ่น” ใน 3 ข้อหา ประกอบไปด้วยแจ้งความเท็จ, ให้การเท็จ ต่อพนักงานสอบสวนทำให้ผู้อื่นได้รับโทษทางอาญา และความผิดอื่นๆ ในคดีหวย 30 ล้าน ว่า ได้หารือร่วมกับทางสำนักจรรยาบรรณวิชาชีพและนิติการ เพื่อพิจารณาว่ากรณีของครูปรีชา เบื้องต้นพบว่าไม่เข้าข่ายผิดจรรยาบรรณร้ายแรง

“เพราะตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพการ ซึ่งกำหนดไว้ว่าพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด การค้าประเวณี พฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการกระทำล่วงละเมิดทางเพศทั้งต่อนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา บุคคลอื่นและถูกฟ้องคดีอาญาในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์หรือทุจริตต่อหน้าที่ มีโทษตั้งแต่การตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และเพิกถอนใบอนุญาตฯ ซึ่งกรณีครูปรีชานั้นไม่ถึงขั้นพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู แต่จะไปเข้าข่ายการประพฤติตนไม่เป็นแบบอย่าง”นายสมศักดิ์ กล่าว

ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา  กล่าวอีกว่า ในฐานะเลขาธิการคุรุสภา ได้สั่งให้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อลงไปรวบรวมควบคู่ไปกับพิจารณาของศาล ซึ่งหากคณะกรรมสืบสวนฯ พบว่าข้อกล่าวหามีมูล จะเสนอต่อคณะกรรมการคุรุสภา ที่มีนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ พิจารณาตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป

“กรณีครูปรีชาสามารถกล่าวโทษ โดยพิจารณาจากข่าวที่มีการนำเสนอทางหนังสือพิมพ์ ซึ่งผมได้หารือกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว พบว่ามี 3 ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เข้าข่ายผิดจรรยาบรรณร้ายแรงและแม้ว่าท้ายสุดศาลจะตัดสินก็ไม่มีความผิดเรื่องจรรยาบรรณ และเวลานี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เองก็ยังไม่ทราบว่าหวยเป็นของใคร ซึ่งเรื่องนี้อยู่ในความสนใจของประชาชน คุรุสภาก็ไม่นิ่งนอนใจ โดยผมจะกำชับให้คณะกรรมการสืบสวนฯลงพื้นที่ภายในสัปดาห์หน้าและเร่งสรุปข้อมูลโดยเร็ว ซึ่งขณะนี้ครูปรีชายังถือเป็นผู้ถูกกล่าวหา คุรุสภาก็ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ดังนั้น ก็ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ครูปรีชาด้วย”นายสมศักดิ์ กล่าว

ด้านนายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า เรื่องนี้ทางสำนักงานกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ยังไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ เพราะต้องรอคำสั่งศาล และนำคำสั่งศาลมาพิจารณาว่ามีความผิดขาดคุณสมบัติความเป็นครูหรือไม่ ซึ่งหากมีความผิดร้ายแรงถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตฯ ก็ถือว่าขาดคุณสมบัติความเป็นครูโดยอัตโนมัติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า สพฐ.ในฐานะต้นสังกัดสามารถตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริง ควบคู่กับการพิจารณาของศาล ได้หรือไม่ นายบุญรักษ์ กล่าวว่า คงยังไม่ถึงขั้นนั้น ต้องรอให้คำตัดสินของศาลเป็นที่สิ้นสุดก่อน

“บิ๊กอู๋”เผยไทยต้องการแรงงานปีละ7หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/315135

“บิ๊กอู๋”เผยไทยต้องการแรงงานปีละ7หมื่น

พระบิดา,2 มีนาคม2561,รมวแรงงาน,บิ๊กอู๋,ตลาดแรงงานไทย

วันมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ“บิ๊กอู๋”นำขรก.กท.แรงงานเทิดพระเกียรติ ร.9 ย้ำทุกภาคส่วนร่วมพัฒนาคน ระบุแต่ละปีไทยต้องการแรงงาน 7หมื่นคน ด้านอุตฯดิจิตอล-ท่องเที่ยว

          เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2561  ณ ห้องประชุมจอมพล ป.พิบูลสงคราม ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน รมว.แรงงาน เป็นประธาน การจัดงาน“วันมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ”ประจำปี 2561 น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ 9

         “ช่างทุกประเภท เป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตของบ้านเมืองและของคนทุกคน เพราะตลอดชีวิตของเรา เราต้องอาศัยและใช้บริการหรือสิ่งต่างๆ ที่มาจากฝีมือของช่างอยู่ทุกวี่ทุกวัน ผู้เป็นช่างจึงสมควรได้รับความเอาใจใส่สนับสนุนจากทุกๆ ฝ่าย ยิ่งในสมัยปัจจุบันวิทยาการทุกอย่างเจริญก้าวหน้า ยิ่งจำเป็นต้องส่งเสริมมากเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้ช่างที่มีความสามารถสูง ให้มีสิ่งใช้สอยที่มีคุณภาพดีและเพียงพอกับความต้องการ”

            พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ในพิธีเปิดงานแนะแนวอาชีพและแข่งขันฝีมือช่างของสโมสรโรตารี กรุงเทพฯ ใต้ ณ ลุมพินีสถาน วันจันทร์ ที่2มีนาคม2513

“บิ๊กอู๋”เผยไทยต้องการแรงงานปีละ7หมื่น

            พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยหลังเป็นประธาน การจัดงาน“วันมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ”ประจำปี 2561 ว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) จัดงานครั้งนี้ขึ้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ รวมทั้งเป็นการรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็น“พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย”และให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ รวมถึงเป็นการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของ กพร. และมาตรฐานฝีมือแรงงานสู่สาธารณชน โดยกำหนดให้วันที่ 2 มีนาคมของทุกปี เป็น“วันมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ”ด้วย เป็นการน้อมรำลึกถึงพระปรีชาสามารถด้านการช่าง รวมทั้งให้ความสำคัญในการพัฒนาฝีมือแรงงานของช่างไทยให้มีความเป็นมาตรฐาน

“บิ๊กอู๋”เผยไทยต้องการแรงงานปีละ7หมื่น

            รมว.แรงงาน  กล่าวต่อไปว่า สำหรับกิจกรรมวันมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2561ประกอบด้วยพิธีถวายพระราชสักการะพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย โดยเชิญหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจำนวน 148 หน่วยงาน เข้าร่วมพิธี จัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ“พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย”และการจัดงานในครั้งนี้ จัดพร้อมกันทั่วประเทศทั้ง 76 จังหวัด

           รมว.แรงงาน  กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการพัฒนาทักษะนั้น ได้มุ่งเน้นการพัฒนาฝีมือแรงงานไทยทุกกลุ่ม เพื่อสนองต่อความต้องการแรงงานไทยในทุกอุตสาหกรรม ตามกรอบแนวคิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ระยะ 20 ปี (พ.ศ .2560–2579) ซึ่งกระทรวงแรงงาน เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนแม่บทพัฒนาแรงงานไทย เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การลงทุน การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ

“บิ๊กอู๋”เผยไทยต้องการแรงงานปีละ7หมื่น

             “รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพแรงงาน รองรับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต และการก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยเฉพาะในส่วนแรงงานในกลุ่มFirst S – curveและNew S – Curveใน 10 อุตสาหกรรม ในปี พ.ศ. 2560–2564 พบว่ามีความต้องการแรงงานในภาพรวมเฉลี่ยเกือบ 70,000 คนต่อปี โดยอุตสาหกรรมที่มีความต้องการแรงงานมากที่สุด 3 อันดับได้แก่ การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และอุตสาหกรรมดิจิทัล”รมว.แรงงาน กล่าว

              ส่วนความคืบหน้าในการดำเนินการเตรียมแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมในอนาคตนั้น กระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการร่วมกัน ทั้งหน่วยงานส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อให้มีการสำรวจความต้องการอย่างจริงจัง และสามารถพัฒนาทักษะฝีมือได้ตรงกับความต้องการในแต่ละพื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตEECรวมถึงพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษรมว.กล่าวทิ้งท้าย

2 มี.ค.นี้หมดเขตตรวจรายชื่อครูรับเงินอุดหนุนคุรุสภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/315054

 2 มี.ค.นี้หมดเขตตรวจรายชื่อครูรับเงินอุดหนุนคุรุสภา

คุรุสภา,เงินอุดหนุน,ครูแบบชุมชนอพเพียง,ดรสมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา

“คุรุสภา” ประกาศรายชื่อเครือข่ายที่เสนอโครงการเพื่อขอรับเงินอุดหนุน กิจกรรมพัฒนาวิชาชีพครูแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หรือPLC ประจำปี 2561

          1 มีนาคม 2561 – ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภากล่าวว่า ตามที่คุรุสภาได้เชิญชวนให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา หน่วยงานทางการศึกษา และกลุ่มสมาชิกวิชาชีพครู ร่วมมือ รวมพลังกันพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอในรูปแบบ“ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC)” เสนอโครงการเพื่อขอรับเงินอุดหนุนกิจกรรมพัฒนาวิชาชีพครูแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ประจำปี 2561 ซึ่งหมดเขตส่งโครงการเมื่อวันที่15 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา

ปรากฎว่ามีเครือข่ายเสนอโครงการเพื่อขอรับเงินอุดหนุนฯ จำนวนทั้งสิ้น158 เครือข่าย ประกอบด้วยเครือข่ายระดับผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 88 เครือข่ายเครือข่ายระดับหน่วยงานทางการศึกษา จำนวน 55 เครือข่าย และเครือข่ายระดับกลุ่มสมาชิกวิชาชีพครู จำนวน15 เครือข่าย

คุรุสภาขอให้เครือข่ายที่ได้รับเงินอุดหนุนฯดำเนินการตรวจสอบรายชื่อได้ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2561 กรณีที่มีข้อมูลคลาดเคลื่อน ให้เครือข่ายติดต่อประสานงานและแจ้งข้อมูลที่ นายพชรนนท์เดชโนนสังข์ โทร. 0 2282 3157 หรือทางe – mail :pacharanon_d@ksp.or.th หากพ้นระยะเวลาที่กำหนดจะถือว่าไม่มีข้อแก้ไข

ทั้งนี้ ตรวจสอบรายชื่อเครือข่ายที่เสนอโครงการเพื่อขอรับเงินอุดหนุนฯ ได้ที่เว็บไซต์คุรุสภาwww.ksp.or.th

ทูตญี่ปุ่น เข้าพบ “บิ๊กอู๋” หารือหนุนคนไทยทำงานญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/315046

ทูตญี่ปุ่น เข้าพบ “บิ๊กอู๋” หารือหนุนคนไทยทำงานญี่ปุ่น

ทูตญี่ปุ่น,หารือบิ๊กอู๋,หนุนคนไทยทำงานญี่ปุ่น

“เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น” หารือ “บิ๊กอู๋”ข้อราชการด้านแรงงาน ร่วมมือส่งเสริมแรงงานไทยฝึกปฏิบัติงานเทคนิคในประเทศญี่ปุน

          วันที่28 กุมภาพันธ์ 2561 พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับนายชิโระ ซะโดะชิมะ (H.E. Mr. Shiro Sadoshima)เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และคณะ ที่เข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการด้านแรงงานเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองแรงงาน การจัดทำบันทึกความร่วมมือโครงการฝึกปฏิบัติงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่น (Memorandum of Cooperation on the Technical Intern Training Program: MOC)และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ณ ห้องรับรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชั้น ๖ อาคารกระทรวงแรงงาน

โดยกล่าวถึงการหารือกับนายชิโระว่ากระทรวงแรงงานมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น ในการดำเนินโครงการด้านแรงงานต่าง ๆ ที่มีร่วมกันมายาวนาน ซึ่งประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งทางด้านวัฒนธรรมมีความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีการดูแลคนพิการและการจ้างงานผู้สูงอายุที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นอีกประเทศหนึ่งที่แรงงานไทยนิยมเข้าไปทำงานเป็นจำนวนมากเนื่องจากได้รับสวัสดิการและการคุ้มครองที่ดี มีประเพณีวัฒนธรรมไม่แตกต่างกันมากนักนอกจากนี้ ยังมีสถานประกอบการของประเทศญี่ปุ่นกว่า1,900แห่งที่อยู่ในประเทศไทยมีการจ้างแรงงานไทยกว่า500,000คน อีกด้วย

 

ทูตญี่ปุ่น เข้าพบ "บิ๊กอู๋” หารือหนุนคนไทยทำงานญี่ปุ่น

พล.ต.อ. อดุลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับการหารือเกี่ยวกับโครงการฝึกปฏิบัติงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่น (Memorandum of Cooperation on the Technical Intern Training Program: MOC)ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเนื่องจากรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นได้ปรับเปลี่ยนกฎหมายว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับการฝึกงานด้านเทคนิคสำหรับชาวต่างชาติและการคุ้มครองผู้ฝึกงานด้านเทคนิคให้เป็นไปอย่างเหมาะสมซึ่งกระทรวงแรงงานจะต้องพิจารณาข้อกฎหมายและแนวปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดรอบคอบเพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งกับแรงงานไทยและฝ่ายประเทศญี่ปุ่น

EGA ส่งโปรแกรม DTP เสริมทักษะขรก.รับ4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314989

EGA ส่งโปรแกรม DTP เสริมทักษะขรก.รับ4.0

ไทยแลน์ 40,ข้าราชการ,ดรพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศษฐกิจและสังคม

EGA ส่งโปรแกรม DTP เสริมแกร่งทักษะดิจิทัลข้าราชการ ยุคไทยแลนด์ 4.0

         ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศษฐกิจและสังคม กล่าวเป็นประธานเปิดงาน การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล “กุญแจสำคัญในการยกระดับทักษะดิจิทัลข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ” จัดโดย สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สรอ.)หรือ EGA ว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ส่วนราชการมีกรอบการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพกำลังคนภาครัฐมีทักษะด้านดิจิทัลที่เหมาะสม สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล

ดร.พิเชฐ  กล่าวอีกว่า ตามที่ได้รับมอบหมายจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลภาครัฐ (Thailand Digital Government Academy: TDGA) โดย สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เป็นแกนหลักในการบริหารจัดการฝึกอบรมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลสำหรับข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ ให้ผู้ที่ผ่านการอบรมเป็นผู้นำด้านดิจิทัล ของหน่วยงานภาครัฐที่สามารถนำนวัตกรรม (Innovation Base) มาปรับปรุงการให้บริการหรือพัฒนา การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และประชาชนอย่างเป็นระบบ รวมถึงการสร้างคุณค่าจากข้อมูล เพื่อนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูล (Open Government) ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

 

EGA ส่งโปรแกรม DTP เสริมทักษะขรก.รับ4.0

“ยุทธศาสตร์หลักของแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คือ การพัฒนาไปสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) มุ่งเน้นความ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ของประเทศ ซึ่งในการยกระดับขีดความสามารถเชิงดิจิทัลภาครัฐไทยสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลนั้น ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการดำเนินการ 4 ประการ ได้แก่ การบูรณาการภาครัฐ (Government Integration) การดำเนินงานแบบอัจฉริยะ (Smart Operation) การให้บริการโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen-centric Service) และการสนับสนุนให้เกิดการขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนแปลง (Transformation) พร้อมก้าวสู่การพัฒนาบริการดิจิทัล (Government Digital Service) ที่มีการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ตั้งแต่การเชื่อมโยงข้อมูล บริการ ไปจนถึงการดำเนินงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและการให้บริการของรัฐ ทั้งในระดับหน่วยงานย่อยไปจนถึงระดับกระทรวง ตามแบบแนวคิดของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านบริการภาครัฐสู่ยุคดิจิทัล อย่างเช่น สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย” ดร.พิเชฐ กล่าว

ทั้งนี้ TDGA ได้ดำเนินการจัดเตรียมหลักสูตรเพื่อการพัฒนาทักษะดิจิทัลที่สามารถรองรับข้าราชการและบุคลากรภาครัฐทุกระดับทั่วประเทศที่ปฏิบัติงานทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคมาอย่างต่อเนื่อง

 

EGA ส่งโปรแกรม DTP เสริมทักษะขรก.รับ4.0

ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อำนวยการสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ล่าสุด TDGA ได้นำ โปรแกรมการเปลี่ยนผ่านบริการภาครัฐสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation Program: DTP) ซึ่งเป็นโปรแกรมการอบรมเชิงปฏิบัติการที่นำโจทย์จากการบริการจริงมาร่วมปฏิบัติการค้นหาความต้องการของผู้บริโภค ร่วมกันคิดค้นคำตอบและร่วมทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายจริง โดยอาศัยกระบวนการเปลี่ยนผ่านภาครัฐ มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ (Outcome-driven Transformation) ที่มีการปรับเปลี่ยนองค์กรแบบครบวงจร (End to-end Transformation) โดยใช้หลักการของ Service Design และ Agile Development โดยมีหน่วยงานภาครัฐที่นำร่องเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการ Digital Transformation Program จำนวน 5 หน่วยงาน ดังนี้ กรมสรรพากร : ระบบเงินบริจาคผ่าน QR CODE (e-donation QR CODE) กรมการจัดหางาน : ระบบบริการจัดหางานเพื่อเด็กจบใหม่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า : ระบบคลังข้อมูลธุรกิจ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ : ระบบตรวจสอบสิทธิ์และเปลี่ยนหน่วยบริการผ่าน Mobile Application และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน : การอนุมัติให้การส่งเสริมแบบอัตโนมัติ

นอกจากนี้สถาบัน TDGA ได้จัดโครงการอบรมสำหรับผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 3 หลักสูตร ได้แก่ 1. หลักสูตรรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (รอส.) 2. หลักสูตรนักบริหารรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ 3. หลักสูตรการบริหารยุทธศาสตร์องค์กรด้วย Enterprise Architecture (EA) ซึ่งได้รับการตอบรับจากหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมอบรมเป็นจำนวนมาก ปัจจุบัน TDGA มีช่องทางการเรียนรู้ให้เลือกหลากหลายช่องทาง อาทิ e-learning, อบรมร่วมกับหลักสูตรของหน่วยงานภาครัฐอื่น, การจัดอบรมร่วมกับเครือข่ายความร่วมมือ, อบรมตามความต้องการของหน่วยงานภาครัฐนั้นๆ โดยเฉพาะ เป็นต้น

เปิด OSS เพิ่ม 2 แห่ง เริ่ม 2 มี.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314991

 เปิด OSS เพิ่ม 2 แห่ง เริ่ม 2 มี.ค.นี้

กแรงงาน,2 มีนาคมนี้,เปิด OSS เพิ่ม2แห่ง เริ่ม2มีคนี้,แรงงาน3สัญชา่ติ,ต่างด้าว,นายอนุรักษ์ ทศรัตน์,กกจ

ก.แรงงาน เปิดศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (OSS) เพิ่มในกทม. อีก 2 แห่ง ดีเดย์ ! 2 มีนาคมนี้

         นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน แจ้งว่า พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้กรมการจัดหางานเพิ่มศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service : OSS) อีกในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้เพื่อให้สามารถจัดทำทะเบียนประวัติและขออนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวกัมพูชา ลาว เมียนมาได้ทันภายในกำหนด โดยกรมการจัดหางานได้เพิ่มศูนย์ OSS อีก 2 แห่งคือ 1. ภายในห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง ธนบุรี ชั้น ๖ และ 2. บริเวณชั้นล่างกระทรวงแรงงาน เขตดินแดง  กรุงเทพมหานคร

 

 เปิด OSS เพิ่ม 2 แห่ง เริ่ม 2 มี.ค.นี้

โดยที่ห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง ธนบุรี จะมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมให้บริการจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติ และอนุญาตทำงาน และจะมีโรงพยาบาลวชิระไปให้บริการนัดตรวจสุขภาพ ประกันสุขภาพ จัดเก็บค่าธรรมเนียม ซึ่งแรงงานต่างด้าวสามารถดำเนินการได้ในขั้นตอนเดียว

สำหรับศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ที่บริเวณชั้นล่างของกระทรวงแรงงานนั้น จะมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมให้บริการจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีโรงพยาบาลสังกัดสำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร ได้แก่ โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ โรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักดิ์ โรงพยาบาลสิรินธร โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ และโรงพยาบาลลาดกระบัง กรุงเทพฯ สลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาให้บริการตรวจสุขภาพ ประกันสุขภาพ ซึ่งแรงงานต่างด้าวสามารถดำเนินการได้ในขั้นตอนเดียวอีกเช่นกัน

 

 เปิด OSS เพิ่ม 2 แห่ง เริ่ม 2 มี.ค.นี้

นายอนุรักษ์  ทศรัตน์

นายอนุรักษ์ กล่าวย้ำว่า ขอให้นายจ้างเร่งพาลูกจ้างต่างด้าวฯ ไปดำเนินการจัดทำทะเบียนประวัติและขออนุญาตทำงานที่ศูนย์ OSS ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561 นี้ เพราะหากไม่ดำเนินการตามระยะเวลาที่กำหนด แรงงานต่างด้าวกัมพูชา ลาว เมียนมา จะไม่สามารถอยู่และทำงานในประเทศไทยได้ ทั้งยังจะมีความผิดตามกฎหมายอีกด้วย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือโทร.สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

อีก 3 เดือน ประกาศใช้”จรรยาบรรณแม่บ้านต่างด้าว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314994

อีก 3 เดือน ประกาศใช้”จรรยาบรรณแม่บ้านต่างด้าว”

แม่บ้านแรงงานต่างด้าว,อีก 3 เดือน,นางบุญสม น้ำสมบูรณ์,นายครรชิต มโนวรางกูร,กฎกระทรวงแรงงาน ฉบับที่ 14

ร่างจรรยาบรรณ”แม่บ้านต่างด้าว “ดูแลแรงงานแบบการมีส่วนร่วม อีก3เดือนประกาศใช้เป็นทางการ

         เผยสาระสำคัญงานบ้านครอบคลุมสัญญามาตรฐาน สุขภาพความปลอดภัยในการทำงานไม่เลือกปฏิบัติ โอกาสในการพัฒนาทักษะอาชีพ และการศึกษา และห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีกำหนดเวลาทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์มีวันหยุดตามประเพณี สิทธิลาป่วย และใบผ่านงาน เตรียมประกาศใช้อีก3เดือนข้างหน้า

เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2561 นางบุญสม น้ำสมบูรณ์ เลขาธิการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ นายครรชิต มโนวรางกูร ผู้อำนวยการกองคุ้มครองแรงงานนอกระบบ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พร้อมตัวแทนสภาองค์กรนายจ้างแห่งประเทศไทย ผู้แทนองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ จัดแถลงข่าวเปิดร่างจรรยาบรรณในการจ้างลูกจ้างทำงานบ้าน ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการคุ้มครองลูกจ้างทำงานบ้าน หลังมีการประกาศใช้กฎกระทรวงแรงงาน ฉบับที่ 14 เพื่อคุ้มครองลูกจ้างทำงานบ้าน เมื่อพ.ย.2555 จนถึงปัจจุบัน พบว่าลูกจ้างทำงานบ้านหรือที่หลายคนเรียกว่า แม่บ้าน จำนวนมากเป็นแรงงานต่างด้าวไม่ได้รับการคุ้มครองตามที่กฎกระทรวงกำหนด นายจ้างจำนวนมากที่ทำผิดกฎหมายมักกระทำโดยไม่ตั้งใจ เนื่องจากไม่ทราบรายละเอียดของกฎกระทรวง

ดังนั้น กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน จึงร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง จัดทำ “จรรยาบรรณในการจ้างลูกจ้างทำงานบ้าน” เพื่อถือเป็นแนวปฏิบัติตามหลักความสมัครใจ โดยเน้นให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีความพึงพอใจ สอดคล้องกับมาตรฐานของกฎหมายทั้งที่บังคับใช้ในประเทศและข้อตกลงอันเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ จะนำเสนอต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อประกาศใช้จากนี้ไปภายใน 3 เดือนและดำเนินการเผยแพร่สู่สาธารณชนได้รับทราบต่อไป

 

อีก 3 เดือน ประกาศใช้"จรรยาบรรณแม่บ้านต่างด้าว"

สำหรับสาระสำคัญของจรรยาบรรณฯ ได้กำหนดขอบเขตใช้กับงานบ้านที่หมายถึง งานที่ทำเพื่อครัวเรือนไม่ว่าจะมีกี่ครัวเรือน เช่น ซักรีด ทำอาหาร ทำความสะอาด ดูแลบ้าน คน ทรัพย์สินและสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน โดยงานบ้านดังกล่าวต้องไม่มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย มีเนื้อหาคลอบคลุม 6 เรื่องหลัก ประกอบด้วย 1.การทำสัญญามาตรฐาน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันทั้ง 2 ฝ่ายมีความชัดเจนในขอบเขตของงาน 2.การตั้งครรภ์ที่สามารถลาไปตรวจสุขภาพและลาคลอด 3.การส่งเสริมเรื่องสุขภาพความปลอดภัยในการทำงาน 4.การไม่เลือกปฏิบัติ การเคารพความเป็นส่วนตัว 5.การให้โอกาสในการพัฒนาทักษะอาชีพ และการศึกษา และ 6.การห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี

นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดด้วยว่าจะทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์มีวันหยุดตามประเพณี ไม่น้อยกว่า 13วันต่อปี วันหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่า 6 วันต่อปี ทำงานวันหยุดต้องจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่า 1 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมงสำหรับลูกจ้างรายเดือนหรือไม่น้อยกว่า 2 เท่าของลูกจ้างรายวัน ลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริงโดยได้รับค่าจ้างไม่เกินปีละ 30 วันทำงาน โดยมีใบรับรองแพทย์กรณีที่ลาป่วยตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป นายจ้างบอกเลิกจ้างล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้างและลูกจ้างมีสิทธิได้รับใบผ่านงาน

นางบุญสม กล่าวอีกว่า นายจ้างยอมรับที่จะจ้างลูกจ้างทำงานบ้านที่ถูกต้องตามกฏหมาย โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบทางสังคม และสอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานสากลที่เกี่ยวข้องกับงานบ้าน ตลอดจนหลักสิทธิมนุษยชน โดยสนับสนุนให้ลูกจ้างเข้าถึงหลักประกันทางสังคม หรือสวัสดิการอื่นๆ เช่นสิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วย ประสบอันตราย หรือถึงแก่ชีวิตมิใช่เนื่องจากการทำงาน

ทั้งนี้ในภาพรวม หลายประเทศมีการจัดทำจรรยาบรรณของนายจ้างที่มีลูกจ้างทำงานที่บ้าน แต่ในประเทศไทย เป็นครั้งแรกที่ริเริ่มจัดทำฉบับร่างขึ้นมา เนื่องจากการจ้างงานทำงานที่บ้าน หรือจำนวนแม่บ้านที่จ้างแรงงานต่างด้าวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แรงงานมักอาศัยอยู่รวมชายคาเดียวกับนายจ้าง ซึ่งจรรยาบรรณฉบับร่างนี้จะมีส่วนช่วยให้การทำงานในบ้านของลูกจ้างสามารถทำงานเกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจและเป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างบุคคลทั้ง 2 ฝ่าย และยังเป็นการคุ้มครองแรงงานให้สามารถทำงานได้เต็มกำลังความสามารถ

แม้ว่างานบ้านไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจโดยตรง แต่ก็เป็นงานที่อำนวยประโยชน์ให้กับสมาชิกในครัวเรือน งานบ้านจึงเป็นงานที่สนับสนุนทั้งเศรษฐกิจของประเทศและของโลก และยังเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะหลายๆ ด้าน ต้องอาศัยความซื่อสัตย์สุจริต ความน่าเชื่อถือไว้วางใจ การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกัน หรือจะเรียกได้ว่า ต้องทำงานด้วยจิตใจที่ดี งานบ้านจึงไมใช่งานที่ต่ำต้อยหรือด้อยค่าแต่อย่างใด

“คุรุสภา”เล็งตั้งกก.สืบข้อเท็จจริง“ครูปรีชา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314970

“คุรุสภา”เล็งตั้งกก.สืบข้อเท็จจริง“ครูปรีชา”

ครูปรีชา,กกสอบข้อเท็จจริง,สมศักดิ์,2 มีค2561

“สมศักดิ์” ชี้กรณีครูปรีชา หากตรวจสอบพบเข้าข่ายประพฤติผิดจรรยาบรรณ ใช้อำนาจเลขาธิการคุรุสภา ตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงแน่นอน แต่จะดูข้อมูลในวันที่ 2 มี.ค..นี้

          หลังจากเจ้าหน้าที่กองปราบเข้าควบคุมตัว นายปรีชา ใคร่ครวญ หรือครูปรีชา ที่โรงเรียนหลังเสร็จสิ้นการสอน ตามที่ศาลอาญาอนุมัติหมายจับเมื่อช่วงเช้า (28 ก.พ.2561) ที่ผ่านมา ซึ่งอนุมัติหมายจับนายปรีชา ใคร่ครวญ และ นางรัตนาภรณ์ สุภาทิพย์ รวมทั้งสิ้น 3 ข้อหา ประกอบไปด้วย 1.แจ้งความเท็จ 2.ให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนทำให้ผู้อื่นได้รับโทษทางอาญา และ3.ความผิดอื่นๆ หลังปรากฏข้อมูลหลักฐานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดข้างต้น พร้อมกันนั้นยังได้ออกหมายค้นเพิ่มเติม

          นายสมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ขณะนี้ศาลยังไม่ได้มีการตัดสินจึงถือว่า ครูปรีชา ยังไม่มีโทษ แต่จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นปรากฏเป็นข่าวและสังคมจับตาวิพากษ์วิจารณ์กันมาก ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสื่อมเสียของวิชาชีพ

           นายสมศักดิ์  กล่าวอีกว่า ดังนั้น ในวันที่ 2 มี.ค.นี้จะหารือกับเจ้าหน้าที่คุรุสภา เพื่อรวบรวมข้อมูลต่างๆที่ครูปรีชาถูกกล่าวหานั้น อยู่ในข่ายการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพครูหรือไม่ หากพบว่าอยู่ในข่ายประพฤติผิดจรรยาบรรณ ตาม พ.ร.บ.ครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ก็จะใช้อำนาจเลขาธิการคุรุสภาตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง ทั้งนี้ การดำเนินการต่างของคุรุสภาจะยึดตามกฎหมายเป็นสำคัญ จะไม่ดำเนินการตามกระแส แต่ก็ไม่ได้นิ่งเฉจดตีนอน

          “ตามขั้นตอนปกติ ถ้าครูหรือบุคลากรทางการศึกษาได้รับการกล่าวหา กล่าวโทษ ว่า ทำผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ เลขาธิการคุรุสภา จะต้องรายงานต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) แต่ขณะนี้ไม่มี กมว.จึงเป็นอำนาจของเลขาธิการ ในการตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง และรายงานต่อคณะกรรมการคุรุสภา ซึ่งถ้าทำผิดจรรยาบรรณจริงก็มีโทษ ตั้งแต่การตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ และเพิกถอนใบอนุญาต แต่ในกรณีที่ถูกกล่าวหาอย่างนี้ ถ้าคดียังไม่สิ้นสุดเราก็ต้องให้ความเป็นธรรม”นายสมศักดิ์ กล่าว

         นายสมศักดิ์  กล่าวอีกว่า ดังนั้น คุรุสภาจะไม่ทำอะไรตามกระแส แต่ยึดกฎหมายเป็นหลักและต้องเข้าใจว่าคดีไม่ได้สิ้นสุดที่ตำรวจ คดีสิ้นสุดที่ศาลตัดสิน และต้องแยกแยะระหว่างจรรยาบรรณ กับเรื่องวินัย และคดีอาญาไม่เกี่ยวกัน แต่อาจเชื่อมความผิดตรงกันได้ ซึ่งกรณีนี้กรรมการสืบข้อเท็จจริงอาจจะสืบข้อมูลร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือ หากหน่วยงานต้นสังกัดของครูปรีชา ตั้งกรรมการสอบวินัย คุรุสภาก็จะไปทำงานคู่กัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงกัน

“ไทย-ฮ่องกง”เอ็มโอยู”วัฒนธรรมฉบับแรก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314957

“ไทย-ฮ่องกง”เอ็มโอยู”วัฒนธรรมฉบับแรก”

ฒนธรรมฉบับแรก,นายวีระ โรจน์พจนรัตน์,นาย Lau Kong-wah,ไทย-ฮ่องกง

“ไทย-ฮ่องกง”เอ็มโอยู”วัฒนธรรมฉบับแรก”เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้-กิจกรรมทางวัฒนธรรมในระยะ 3 ปีมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์-ภาพยนตร์-บริหารงานวัฒนธรรม

          28 ก.พ. 2561 ที่โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส หลานหลวง กรุงเทพฯ กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.)จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงกิจการภายในแห่งรัฐบาลแห่งเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยมีนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนาย Lau Kong-wahรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในแห่งรัฐบาลแห่งเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ลงนามร่วมกัน ในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว โดยมีผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ และนายสิงห์ทอง ลาภพิเศษพันธุ์ อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

 

"ไทย-ฮ่องกง"เอ็มโอยู"วัฒนธรรมฉบับแรก"

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) มีนโยบายและยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ การพัฒนาสินค้า ผลิตภัณฑ์และบริการทางวัฒนธรรม

รวมทั้งการพัฒนากลไกลและยกระดับการบริหารจัดการงานวัฒนธรรม โดยบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงและหน่วยงานต่างๆในไทย รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนและร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรมกับนานาประเทศ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลสำเร็จตามนโยบายที่วางไว้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรมระหว่าง กระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงกิจการภายในแห่งรัฐบาลแห่งเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน และได้เห็นชอบให้รมว.วธ. เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับดังกล่าว

ในโอกาสที่นาย Lau Kong-wah รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในแห่งรัฐบาลแห่งเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน มาเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2561 เนื่องจากเมื่อปี 2559 กระทรวงกิจการภายในแห่งรัฐบาลแห่งเขตบริหารพิเศษฮ่องกงฯ มีหนังสือแจ้งความประสงค์จัดทำร่างบันทึกความเข้าใจฯมายังวธ. เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนด้านศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับฮ่องกง

 

"ไทย-ฮ่องกง"เอ็มโอยู"วัฒนธรรมฉบับแรก"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า สำหรับบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ถือเป็นฉบับแรก โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและเสริมสร้างความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและศิลปะ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความรู้ ความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ เนื่องจากไทยและฮ่องกงมีศักยภาพในการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรมและบริการที่มีมูลค่าสูง อาทิ ภาพยนตร์และการบริหารจัดการด้านวัฒนธรรม

ส่วนเนื้อหาของบันทึกความเข้าใจฯมีทั้งหมด 7 ข้อ โดยมีสาระสำคัญ อาทิ การส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ที่เอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายในด้านวัฒนธรรมและศิลปะ การพยายามพัฒนาความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของกันและกัน และส่งเสริมความเข้าใจและสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเท่าที่จะสามารถดำเนินการได้ในด้านวัฒนธรรมและศิลปะ อาทิ การแสดง วิจิตรศิลป์และศิลปะประยุกต์ พิพิธภัณฑ์ และมรดกทางประวัติศาสตร์ วรรณกรรมและสื่อสร้างสรรค์การพยายามสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมและการแลกเปลี่ยนระหว่างกันและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและศิลปะ

 

"ไทย-ฮ่องกง"เอ็มโอยู"วัฒนธรรมฉบับแรก"

รวมทั้งพยายามกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและศิลปะและการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและศิลปะ และกำหนดให้บันทึกความเข้าใจนี้ มีกรอบระยะเวลา 3 ปีนับตั้งแต่วันที่ลงนามร่วมกัน เป็นต้น

นายวีระ กล่าวด้วยว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจนี้ เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากฮ่องกงเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สำคัญของภูมิภาค และเป็นหนึ่งในตลาดภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย รวมทั้งมีพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง และมีศูนย์การแสดงศิลปวัฒนธรรมที่ได้มาตรฐานสากล ตลอดจนมีย่านวัฒนธรรมเกาลูน ตะวันตกที่เป็นศูนย์บริการด้านวัฒนธรรมระดับโลก

 

 

"ไทย-ฮ่องกง"เอ็มโอยู"วัฒนธรรมฉบับแรก"
“ที่สำคัญปัจจุบันฮ่องกงให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ภายใต้นโยบายประเทศไทย 4.0 “นายวีระ กล่าว

นอกจากมีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจฯร่วมกันแล้วในวันนี้แล้ว ยังมีการนำการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม “Beyond Boundary Beyond Time” โดยศิลปินจากเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน มาจัดแสดงให้คนไทยได้รับชม ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ถนนวัฒนธรรม เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ อีกด้วย