ร้อง“บิ๊กตู่”เพิ่มงบหนังสือเรียนฟรี 4,000 ลบ.หวั่นกระทบนร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/315591

ร้อง“บิ๊กตู่”เพิ่มงบหนังสือเรียนฟรี 4,000 ลบ.หวั่นกระทบนร.

นายมงคลกิตติ์,ร้องบิ๊กตู่,หนังสือแบบเรียน,เพิ่มงบหนังสือเรียนฟรี,4,000 ลบ

ร้อง “บิ๊กตู่” เพิ่มงบหนังสือเรียนฟรี 4,000 ล้านบาท  หวั่นกระทบ นร. 5 ล้านคน ไม่มีหลังสืออ่าน

          เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2561- ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ฝั่งก.พ.) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้ากลุ่มไทยศรีวิไลย์ เลขาธิการคณะกรรมการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ขอให้เร่งรัดเสนองบประมาณค่าหนังสือเรียนฟรีเพิ่มเติมในปี 2561 จำนวน 4,000 ล้านบาท เพื่อไม่ให้นักเรียนกว่า 11 ล้านคน และผู้ปกครอง ต้องเดือดร้อนกับการคืนหนังสือเรียนฟรี

ร้อง“บิ๊กตู่”เพิ่มงบหนังสือเรียนฟรี 4,000 ลบ.หวั่นกระทบนร.

           นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า นโยบายหนังสือยืมเรียน จะทำให้นักเรียนได้หนังสือเรียนฟรี 15 ปี คือตั้งแต่นักเรียนอนุบาล ถึงมัธยมปลาย นโยบายดังกล่าวมีการเก็บภาษีซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2560 พล.อ.ประยุทธ์ มอบหมายรมว.ศึกษาธิการแถลงให้เลื่อนนโยบายหนังสือยืมเรียนออกไป ซึ่งยังคงมีการดำเนินการอยู่ในปี 2561 แต่กลายเป็นว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โรงเรียนรัฐและเอกชนได้เรียกเก็บหนังสือยืมเรียน ทำให้นักเรียนไม่มีหนังสือเรียน

          นายมงคลกิตติ์ กล่าวต่อไปว่า เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย สัญญาตามคำสั่ง คสช. ที่ 28/2559 ที่สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนโยบายที่ได้แถลงไป จึงอยากให้รมว.ศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เร่งรัดเสนองบประมาณค่าหนังสือเรียนฟรีเพิ่มเติมจำนวน 4,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2561 จากเดิมที่ได้จัดสรรงบประมาณ ไปแล้ว 4,300 ล้านบาท เพื่อให้งบประมาณดังกล่าวครอบคลุมนักเรียนทั่วประเทศ

ร้อง“บิ๊กตู่”เพิ่มงบหนังสือเรียนฟรี 4,000 ลบ.หวั่นกระทบนร.

            “ผมเกรงว่าจะไม่ทันกับการเรียนที่ใกล้สอบ และจะกระทบกับนักเรียนกว่า 5 ล้านคนที่ยังไม่ได้หนังสือเรียน หรือได้หนังสือเก่า”นายมงคลกิตติ์ กล่าวในที่สุด

กกจ.ชวนทำงาน”มาเก๊า”รับเดือนละครึ่งแสนกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/315572

กกจ.ชวนทำงาน”มาเก๊า”รับเดือนละครึ่งแสนกว่า

กรมการจัดหางาน,ชวนคนไทย,ไปทำงานทำงานนอก,มาเก๊า,รายได้ดี,กว่าครึ่งแสน

กกจ.ชวนคนไทยทำงาน”มาเก๊า”รับเดือนละครึ่งแสนกว่า สมัครฟรี ตั้งแต่วันนี้ ถึง 21 มีนาคม นี้

          6 มี.ค.2561- นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน แจ้งว่า กรมการจัดหางานเปิดรับสมัครพนักงานเพื่อไปทำงานที่มาเก๊า กับ บริษัทWynn Palaceประกอบกิจการด้านโรงแรมและคาสิโน จำนวน 4 ตำแหน่ง 23 อัตรา คือ 1).F&B Server Team Leader (หัวหน้างานบริการ) จำนวน 4 อัตรา ค่าจ้างเดือนละ 14,000PATACAมาเก๊า (MOP)หรือประมาณ 56,775 บาท

          คุณสมบัติ มีอายุ 21 ปี ขึ้นไป สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุปริญญาขึ้นไป สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี หากสื่อสารภาษาจีนกลางได้จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ มีบุคลิกดี มีความมุ่งมั่น กระตือรือร้นในการให้บริการลูกค้า และทำงานเป็นทีมได้ 2).F&B Hostperson (พนักงานต้อนรับ) จำนวน 5 อัตรา ค่าจ้างเดือนละ 11,000PATACAมาเก๊า(MOP)หรือประมาณ 44,609 บาท

           คุณสมบัติ มีอายุ 21 ปี ขึ้นไป สูง 168 เซนติเมตร ขึ้นไป สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุปริญญาขึ้นไป ในสาขาการท่องเที่ยวและการโรงแรม การจัดการงานบริการ หรือภาษาจีนกลาง มีประสบการณ์ด้านการบริการลูกค้า สามารถสื่อสารภาษาจีนกลางได้ หากสื่อสารภาษาอังกฤษได้จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ มีบุคลิกภาพและทัศนคติที่ดี ทำงานเป็นกะได้ 3).F&B server (พนักงานเสิร์ฟ) จำนวน 10 อัตรา ค่าจ้างเดือนละ 9,000PATACAมาเก๊า(MOP)หรือประมาณ 36,498 บาท

         คุณสมบัติ มีอายุ 21 ปี ขึ้นไป สูง 160 เซนติเมตร ขึ้นไป สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุปริญญาขึ้นไป ในสาขาการท่องเที่ยวและการโรงแรม การจัดการงานบริการ หรือภาษาจีนกลาง มีประสบการณ์ด้านอาหารและเครื่องดื่ม สามารถสื่อสารภาษาจีนกลางได้ มีบุคลิกภาพและทัศนคติที่ดี 4).F&B Busperson (พนักงานบริกร) จำนวน 4 อัตรา ค่าจ้างเดือนละ 8,000PATACAมาเก๊า(MOP)หรือประมาณ 32,443 บาท

         คุณสมบัติ มีอายุ 19 ปี ขึ้นไป สูง 160 เซนติเมตร ขึ้นไป สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุปริญญาขึ้นไป ในสาขาการท่องเที่ยวและการโรงแรม การจัดการงานบริการ หรือภาษาจีนกลาง มีประสบการณ์ด้านอาหารและเครื่องดื่ม สามารถสื่อสารภาษาจีนกลางได้ มีบุคลิกภาพและทัศนคติเชิงบวก สามารถทำงานเป็นกะได้ เงื่อนไขในการจ้างงาน คือ ทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน วันละ 8 ชั่วโมง ระยะเวลาในการจ้างงาน 2 ปี (ขึ้นอยู่กับรัฐบาลมาเก๊าอนุมัติ) นายจ้างจัดหาที่พัก อาหาร ชุดทำงานและรถรับส่งให้ในระหว่างปฏิบัติงาน นายจ้างรับผิดชอบค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับเมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง

        นายอนุรักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้สนใจยื่นประวัติการทำงาน (ResumeหรือCurriculum Vitae)ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 21 มีนาคม 2561 สมัครฟรีไม่เสียค่าบริการได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 และกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน อาคารสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 ชั้น 10 โทร. 02-245-1034 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

ราชภัฏจันทรเกษม เปิดวิทยาการสมุนไพร รับ4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/315477

ราชภัฏจันทรเกษม เปิดวิทยาการสมุนไพร รับ4.0

มจษ,ราชภัฏจันทรเกษม,ดรปรีชา เทียมปัญญา,ไทยแลนด์ 40,เปิดสาขาใหม่,วิทยาการสมุนไพรและเครื่องสำอาง

ราชภัฏจันทรเกษม ปิดสาขาใหม่“วิทยาการสมุนไพรและเครื่องสำอาง”ระดับปริญญาตรี ขานรับรัฐบาลไทยแลนด์4.0พร้อมปั้นบัณฑิตก้าวสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจ

           6 มี.ค. 2561- ดร.ปรีชา เทียมปัญญา ประธานสาขาวิชาวิทยาการสมุนไพรและเครื่องสำอาง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม (มจษ.) กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลนั้น มุ่งเป้าให้ประเทศไทยก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นโมเดลในการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยจึงเห็นว่าประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์เรื่องสมุนไพรนานาชนิด และปัจจุบันคนหันมาใส่ใจเรื่องของสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ความงามมากยิ่งขึ้น จึงทำให้เกิดการจัดตั้งสาขาวิชาวิทยาการสมุนไพรและเครื่องสำอาง ในระดับปริญญาตรีขึ้น

“เพื่อขานรับนโยบายไทยแลนด์4.0มีการปรับหลักสูตรให้มีความทันสมัย มาผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีกับการเรียนการสอนแบบเดิม เน้นการปฏิบัติ ควบคู่กับทฤษฎีที่สำคัญ โดยคณาจารย์ที่มีความพร้อม ห้องปฏิบัติการสกัดพืชสมุนไพร เครื่องโฮโมจีไนเซอร์ (Homogenizer)เครื่องมือที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารเหลวและเครื่องสำอาง และอื่น ๆ ส่วนรายวิชาที่นักศึกษาจะได้เรียนรู้ ถือว่ารอบด้าน ทั้งเรื่องของเคมี ชีวะ การตลาด การออกแบบ กฎหมาย เป็นต้น ซึ่งรายวิชาเหล่านี้จะสามารถทำให้นักศึกษาเรียนรู้ พร้อมทั้งสร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองได้ จบไปก็สามารถเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจของตนเองได้เลย”ดร.ปรีชา กล่าว

ประธานสาขาฯ กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ที่สนใจเรียนสาขาวิชาวิทยาการสมุนไพรฯ ไม่จำเป็นต้องจบสายวิทย์เท่านั้น สายศิลป์ก็สามารถเรียนได้ เพราะก่อนเปิดภาคเรียน จะมีการปรับพื้นฐาน ให้นักศึกษาใหม่ทุกคน เป็นการเตรียมความพร้อมในเบื้องต้นก่อน

 

 

ราชภัฏจันทรเกษม เปิดวิทยาการสมุนไพร รับ4.0

 

“ขณะนี้กำลังเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ ซึ่งได้รับผลตอบรับดีมาก มีนักเรียนสมัครเข้ามาในรอบโควตาอย่างต่อเนื่อง และให้ความสนใจสอบถามข้อมูลของหลักสูตรอย่างมาก ในอนาคตจะมีโครงการอบรมเทคนิคการทำเครื่องสำอาง สปาเพื่อสุขภาพ หรือเทคนิคการแต่งหน้า เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจได้เรียนรู้ขั้นตอนการดำเนินงานต่าง ๆ อย่างถูกวิธีและมีคุณภาพ หรืออาจจะเปิดสอนในระดับปริญญาโทสำหรับคนที่ต้องการต่อยอดความรู้และก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการต่อไป”ประธานสาขาฯ กล่าว

มีลูกจ้าง50คน ต้องมีกก.สวัสดิการฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/315474

มีลูกจ้าง50คน ต้องมีกก.สวัสดิการฯ

กสร,นายจ้าง,ลุกจ้าง,50คนขึ้นไป,คณะกรรมการสวัสดิการฯ,นายอนันต์ชัย,อธิบดีกสร

กสร.ย้ำนายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ต้องตั้ง “คณะกรรมการสวัสดิการฯ” เพื่อคุ้มครองแรงงาน ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท

          6 มี.ค.2561 – นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) กระทรวงแรงงานท เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 กำหนดให้สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป นายจ้างต้องจัดให้มีคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายลูกจ้างที่มาจากการเลือกตั้งอย่างน้อย 5 คน ซึ่งเจตนารมณ์ของการจัดตั้งคณะกรรมการสวัสดิการฯ เป็นการส่งเสริมระบบทวิภาคีในสถานประกอบกิจการเพื่อเปิดโอกาสให้คณะกรรมการสวัสดิการฯ ได้มีส่วนร่วมกับนายจ้างในการบริหารจัดการสวัสดิการแรงงานในสถานประกอบกิจการได้สอดคล้องกับความต้องการของลูกจ้างอย่างแท้จริง

รวมทั้งเปิดโอกาสนายจ้างและลูกจ้างได้ร่วมกันในการปรึกษาหารือให้ข้อเสนอแนะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การทำงาน การพัฒนาคุณภาพชีวิตลูกจ้าง ช่วยให้ลูกจ้างมีขวัญกำลังใจในการทำงาน ซึ่งจะส่งผลต่อผลิตภาพแรงงานและความสำเร็จในการประกอบการของนายจ้างอีกทางหนึ่งด้วย

อธิบดีกสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีที่สถานประกอบกิจการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวจะมีโทษปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท จึงขอให้สถานประกอบกิจที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่1 ถึง 10 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือหมายเลขโทรศัพท์สายด่วน 1506

สธ.แนะนายจ้าง ตรวจสุขภาพต่างด้าว ภายใน31มี.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/315472

สธ.แนะนายจ้าง ตรวจสุขภาพต่างด้าว ภายใน31มี.ค.นี้

แรงงานต่างด้าว,ตรวจสุขภาพ,ภายใน31มีนาคม 2561,รมวสธ,นพปิยะสกล  สกลสัตยาทร

“รมว.สธ.”ขอนายจ้างนำแรงงานต่างด้าวมาตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพ ภายใน 31 มี.ค.นี้ เพื่อป้องกันโรคติดต่อสำคัญที่มาพร้อมกับแรงงานต่างด้าว

                 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2561 ที่จ.สมุทรสาคร ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้บริหารตรวจเยี่ยมติดตามการจัดบริการสุขภาพแรงงานต่างด้าวและการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร (One Stop Service) โรงพยาบาลสมุทรสาครและให้สัมภาษณ์ว่ากระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสุขภาพและสร้างหลักประกันสุขภาพให้แรงงานต่างด้าวร่วมกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย จัดบริการทั้งในรูปแบบศูนย์บริการจดทะเบียนแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรและในโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ โดยจะเร่งรัดตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวให้แล้วเสร็จภายใน 31 มีนาคม 2561ตามมติของคณะรัฐมนตรี

 

สธ.แนะนายจ้าง ตรวจสุขภาพต่างด้าว ภายใน31มี.ค.นี้

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมศูนย์จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรโรงพยาบาลสมุทรสาครพบว่า สามารถรองรับแรงงานต่างด้าวได้มากกว่า 3,000 คนต่อวันและให้บริการครบทุกขั้นตอนเบ็ดเสร็จ ภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง 50 นาที บริการครอบคลุมทั้งการตรวจเอกสาร ตรวจสุขภาพแรงงานเพื่อรักษาพยาบาลป้องกันโรค และส่งเสริมสุขภาพโดยทุกคนจะได้รับการตรวจสุขภาพพื้นฐาน เช่น เอกซเรย์ปอด เจาะโลหิตหาเชื้อซิฟิลิสและโรคเท้าช้างเก็บปัสสาวะหาสารแอมเฟตามีน ตรวจการตั้งครรภ์ ตรวจหาโรคเรื้อนและควบคุมโรคพยาธิลำไส้ ข้อมูลจากโรงพยาบาลสมุทรสาคร ณ วันที่ 3 มีนาคม 2561 มีแรงงานต่างด้าวผ่านการตรวจสุขภาพ 14,856 คน จากที่คาดการณ์ไว้ 104,207 คน

 

 

สธ.แนะนายจ้าง ตรวจสุขภาพต่างด้าว ภายใน31มี.ค.นี้

สำหรับภาพรวมของประเทศคาดว่าจะมีแรงงานต่างด้าวเข้ารับการตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพประมาณเกือบ 2 ล้านคนข้อมูลสุขภาพแรงงานต่างด้าวจากศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จทั่วประเทศ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 มีแรงงานต่างด้าวมารับบริการแล้ว160,029 คน ผลการตรวจสุขภาพพบส่วนใหญ่ร้อยละ 99มีสุขภาพดีพบผู้ที่ต้องรักษาโรคต่อเนื่อง 440 คนใน 3 โรคคือ วัณโรค เท้าช้างและซิฟิลิส ในสตรีตรวจพบการตั้งครรภ์ 1,608 คน นอกจากนี้ยังได้ส่งกลับผู้ป่วยโรคติดต่อในระยะแพร่เชื้อ 157 คนเพื่อตัดวงจรการแพร่เชื้อโรค ทั้งนี้สถิติการเจ็บป่วยของแรงงานต่างด้าว 4 ปีย้อนหลัง พบสาเหตุของการเจ็บป่วยมากที่สุดใน 5 อันดับแรก ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง ไข้ ไม่ทราบสาเหตุ ปอดบวม ไข้หวัดใหญ่ และโรคตาแดง

 

สธ.แนะนายจ้าง ตรวจสุขภาพต่างด้าว ภายใน31มี.ค.นี้

“ขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นายจ้างที่มีแรงงานต่างด้าวนำแรงงานมาตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพ ภายในเวลาที่กำหนดเพื่อสุขภาพที่ดีของแรงงาน ครอบครัว รวมทั้งคนไทยในประเทศปลอดภัยจากโรคติดต่อที่มากับแรงงานต่างด้าวโดยนายจ้างสามารถประสานงานนัดหมายล่วงหน้ากับโรงพยาบาลก่อนนำแรงงานมาตรวจสุขภาพเพื่อความสะดวก ไม่แออัด หรือรอนาน” ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าว

 

สธ.แนะนายจ้าง ตรวจสุขภาพต่างด้าว ภายใน31มี.ค.นี้

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขมีข้อกำหนดเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวดังนี้ 1.แรงงานต่างด้าวทุกคนต้องมีหลักประกันสุขภาพอย่างใดอย่างหนึ่งคือประกันสังคมของกระทรวงแรงงาน หรือประกันสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข 2.แรงงานต่างด้าวที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคมทุกคนต้องผ่านการตรวจสุขภาพและทำประกันสุขภาพตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด และ 3.แรงงานต่างด้าวที่อยู่ระหว่างรอสิทธิ์ประกันสังคมทุกคน ต้องผ่านการตรวจสุขภาพและทำประกันสุขภาพตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

“บัวไผ่ข้าว” คว้ารางวัลระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/315356

“บัวไผ่ข้าว” คว้ารางวัลระดับโลก

บัวไผ่ข้าว,รางวัลระดับโลก,มูลนิธิโรงพยาบาลอภัยภูเบศร์,พลอประยุทธ์,นพปิยะสกล สกลสัตยาทร,สมุนไพรไทย,นพเปรม ชินวันทนานนท์,World Star Winners 2018จากWorld Packaging Organization 2018 WPO,องค์กรบรรจุภัณฑ์โลก

สธ. ชื่นชมมูลนิธิโรงพยาบาลอภัยภูเบศร์ ผลักดันผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย “บัวไผ่ข้าว” คว้ารางวัลจากสถาบันระดับโลก

         5 มี.ค.2561- ศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ต้องชื่นชมมูลนิธิโรงพยาบาลอภัยภูเบศร์ ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ด้วยการไปคว้ารางวัลชนะเลิศการออกแบบบรรจุภัณฑ์ยอดเยี่ยมระดับโลก ทำให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องสมกับเป็นหน่วยงานหลักที่สำคัญในการขับเคลื่อนยกระดับสินค้าสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ตามนโยบายนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต้องการให้สมุนไพรไทยแข่งขันได้ในตลาดโลกจึงขอให้พัฒนาต่อยอดระบบสมุนไพรไทยโดยมุ่งพัฒนา ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทางสามารถแปรรูปสมุนไพรไทยให้มีมาตรฐานและสร้างมูลค่าเพิ่มเทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์ระดับโลกได้

          นพ.เปรม ชินวันทนานนท์ ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ กล่าวว่า “ผลิตภัณฑ์ชุดพรีเมี่ยมบัวไผ่ข้าว” ได้รับรางวัลชนะเลิศการออกแบบบรรจุภัณฑ์ยอดเยี่ยมระดับโลกWorld Star Winners 2018จากWorld Packaging Organization 2018 (WPO)หรือองค์กรบรรจุภัณฑ์โลก จากผู้เข้าประกวด38ประเทศทั่วโลก ซึ่งผลงานการออกแบบตั้งใจให้มีความเป็นสากล ดูทันสมัย แต่ยังคงอัตลักษณ์ของสมุนไพรไทย โดยผ่านการบอกเล่าภาพสมุนไพรที่สวยงามเป็นลวดลายบนกล่อง รวมถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันได้กับเครื่องสำอางราคาแพงของต่างประเทศ

           ทั้งนี้มูลนิธิโรงพยาบาลอภัยภูเบศร์มีเป้าหมายในการพัฒนาช่องทางจำหน่ายต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ไทยรวมถึงด้านการผลิตซึ่งจะเน้นพัฒนานวัตกรรมการสกัดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภคยิ่งขึ้น พร้อมทั้งได้วางแผนปรับกลยุทธ์การจำหน่ายและกระจายสินค้าให้มีประสิทธิภาพ เปิดศูนย์จำหน่ายสมุนไพรตามนโยบายของรัฐบาลอีกกว่า 13 แห่ง และเปิดช่องทางการจำหน่ายออนไลน์ เพื่อให้สะดวกต่อผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรอภัยภูเบศร์ได้ง่ายตอบโจทย์ผู้บริโภคยุค 4.0 คาดว่าจะสามารถขยายตลาดสมุนไพรได้เพิ่มขึ้น30%ในปี2561

          สำหรับประชาชนที่สนใจ “ผลิตภัณฑ์ชุดพรีเมี่ยมบัวไผ่ข้าว” และผลิตภัณฑ์สมุนไพรอื่นๆ สามารถเข้าชมสินค้าและสั่งซื้อได้ที่เว็บไซต์www.abhaiherb.comและศูนย์จำหน่ายสมุนไพรมูลนิธิโรงพยาบาลอภัยภูเบศร์อีกกว่า 13 แห่ง

“สุขศาลาพระราชทาน”ที่พึ่งปชช.ในถิ่นกันดาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/315355

“สุขศาลาพระราชทาน”ที่พึ่งปชช.ในถิ่นกันดาร

สุขศาลาพระราชทาน,ศคลินิก เกียรติคุณ,นพปิยะสกล สกลสัตยาท,แนวชายแดน,ที่พึ่ง

สธ.ร่วมพัฒนาศักยภาพ “สุขศาลาพระราชทาน”22แห่ง ให้บริการแบบผสมผสาน เป็นที่พึ่งของประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารชายแดน

         5 มี.ค.2561- ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ตามที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริให้พัฒนาห้องพยาบาลในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่ห่างไกล ให้เป็น“สุขศาลาพระราชทาน” เป็นที่พึ่งด้านสุขภาพให้นักเรียนและประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารชายแดน และพื้นที่พิเศษ ในภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งระบบส่งต่อ โดยมีโรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่เป็นแม่ข่ายให้คำปรึกษาผ่านระบบวิดีโอ สนับสนุนยาและเวชภัณฑ์ เครื่องมือที่จำเป็น พัฒนาศักยภาพบุคลากร รวมทั้งมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเป็นพี่เลี้ยงแก่บุคลากรสุขศาลาพระราชทานนั้น

 

"สุขศาลาพระราชทาน"ที่พึ่งปชช.ในถิ่นกันดาร

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร

การจัดตั้ง “สุขศาลาพระราชทาน” เพื่อให้เป็นสถานบริการสาธารณสุข ให้บริการขั้นพื้นฐานแบบผสมผสาน มีทั้ง งานรักษาพยาบาล ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ทำคลอดฉุกเฉิน การส่งต่อผู้ป่วย งานส่งเสริมสุขภาพ การเฝ้าระวังป้องกันโรค เป็นศูนย์การเรียนรู้และสื่อสารสุขภาพ ให้นักเรียนและประชาชน ได้รับข้อมูลข่าวสาร ความรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้องเหมาะสม และทันเหตุการณ์ สามารถจัดการสุขภาพตนเอง ครอบครัว ชุมชนได้อย่างเหมาะสม และยั่งยืน นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์ประสานความร่วมมือเพื่อพัฒนาสุขภาพนักเรียนและชุมชน โดยการนำภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและสมุนไพรมาใช้ดูแลสุขภาพเบื้องต้น

การดำเนินงานของสุขศาลาพระราชทาน มีหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมสนองงานตามพระราชดำริ ประกอบด้วย สำนักงานโครงการส่วนพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน บริษัท ทีโอที(มหาชน) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค คณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันอาณาจักรไทย รุ่นที่ 46 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

 

"สุขศาลาพระราชทาน"ที่พึ่งปชช.ในถิ่นกันดาร

พร้อมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั้งส่วนกลางและภูมิภาค จัดระบบบริการด้านสุขภาพในสุขศาลาพระราชทานเริ่มดำเนินการตั้งแต่ ปี 2549 ปัจจุบันมี 20 แห่ง ใน 10 จังหวัด 16 อำเภอ 53 หมู่บ้าน 4,073 ครัวเรือน มากกว่า 17,810 คน และอีก 2 แห่งอยู่ระหว่างดำเนินการ คือ ที่ศูนย์การเรียนรู้ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านโกแประ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน และศูนย์การเรียนรู้ตำรวจตระเวนชายแดนท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุญนาค อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

“73 ปี”สถาปนาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/315353

“73 ปี”สถาปนาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

“หมออุดม”ประธานพิธีเปิดงาน “73 ปี”การสถาปนาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

        เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2561 ณ หอประชุมคุรุสภา นายแพทย์อุดม  คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีการงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ครบรอบ73 ปี

        มีพิธีบวงสรวงพระพฤหัสบดีพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาศรีสุนทรโวหาร และ ฯพณฯ ทวีบุณยเกตุ พิธีทางศาสนา และพิธีมอบของที่ระลึกแก่ผู้สนับสนุนกิจการสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

         โดยมี ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา พร้อมด้วยคณะกรรมการคุรุสภาผู้บริหาร แขกผู้มีเกียรติและพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาร่วมพิธี

ปลัดสธ.ชื่นชมรพ.พัทลุง เร่งพัฒนาสู่ ‘SMART HOSPITAL’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/315313

ปลัดสธ.ชื่นชมรพ.พัทลุง เร่งพัฒนาสู่ ‘SMART HOSPITAL’

ปลัดสธ,หมอเจษฯปลัดสธ,ไทยแลน์ 40,Smart hospital,รพพัทลุง

ปลัดสธ.ชื่นชมรพ.พัทลุง เร่งพัฒนาความพร้อมเป็น Smart hospital ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เตรียมเปิดศูนย์โรคหัวใจ ระยะแรกให้บริการสวนหัวใจได้ เมษายน นี้

 

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2561 นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่าจากการตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลพัทลุง พบว่า มีความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบบริการ เพื่อให้เป็นสมาร์ท ฮอสปิตอล (Smart hospital) ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำโครงการโรงพยาบาลไร้กระดาษ เปลี่ยนระบบข้อมูลของโรงพยาบาลให้เป็นระบบดิจิตัล โดยยกเลิกการบันทึกเวชระเบียนผู้ป่วยนอกด้วยกระดาษตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบันทึกข้อมูลการรักษาพยาบาลผู้ป่วยแทน และนำเครื่องช่วยบริการอัตโนมัติมาให้ประชาชนลงทะเบียนรักษา เลือกคลินิกบริการด้วยตนเอง เตรียมขยายระบบให้มีการบันทึกการรักษาทางการพยาบาล (nurse note) ด้วยคอมพิวเตอร์ภายในเดือนเมษายน 2561 พัฒนาการแจ้งเตือนความเสี่ยงทางการแพทย์ต่างๆ (Early warning sign) แก่ผู้ให้บริการและผู้ป่วย เช่น การแพ้ยา การให้ยาซ้ำซ้อน การให้ยาที่มีปฏิกิริยาระหว่างกัน การรักษาที่ปลอดภัย และอื่นๆ ตลอดจนการนำข้อมูลไปบริการประชาชนด้านการนัดหมายแพทย์ และบริการข้อมูลทางสุขภาพบนมือถือต่อไป เปลี่ยนระบบข้อมูลของโรงพยาบาลให้เป็นระบบดิจิตัล 100 เปอร์เซ็นต์ในเดือนกันยายน 2561

นอกจากนี้ ได้พัฒนาระบบบริการสาขาโรคหัวใจ โดยร่วมมือกับภาคเอกชนเปิดศูนย์หัวใจโรงพยาบาลพัทลุง เริ่มให้บริการในวันที่ 17 เมษายน 2561 ให้บริการตลอด 24 ชม.ช่วยให้ประชาชนในเขตจังหวัดตรัง พัทลุง และนครศรีธรรมราชตอนล่างสามารถเข้าถึงบริการโรคหัวใจ ระยะแรกให้บริการสวนหัวใจ และสามารถให้บริการผ่าตัดหัวใจได้ในระยะต่อไป

นายแพทย์เจษฎา  กล่าวต่อว่า สำหรับการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยใน 298 เตียงที่จะทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้มากขึ้นนั้น ทราบจากนายแพทย์นิรันดร์ จันทร์ตระกูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพัทลุงว่า ประชาชนพัทลุง มีจิตศรัทธาร่วมกันบริจาคเงินกว่า 25 ล้านบาท เพื่อให้โรงพยาบาลนำไปดำเนินการเรื่องสถานที่ก่อสร้าง เริ่มก่อสร้างแล้วเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2561 ด้วยงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 299.4 ล้านบาท ตามสัญญาจะแล้วเสร็จในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2563

ผู้สูงอายุ 84 % ติดสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/315211

ผู้สูงอายุ 84 % ติดสังคม

สสส,ผู้สูงวัย,สูบบุหรี่,ชุมชน

สสส.เปิดข้อมูลสถานะชุมชน เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ปี 2561 ห่วงสูงวัยอยู่ลำพัง 22.72% ชี้ผู้สูงอายุ84%ติดสังคม ชุมชนสูบบุหรี่ลดได้ร้อยละ93.2

          ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานีเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส ) จัดเวทีสานพลังชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 2 ประจำปี 2561“ศาสตร์ของพระราชากับการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน” ระหว่างวันที่ 1-3 มีนาคม อโดยมีงค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมกว่า 1,500 ตำบลมีตัวแทนเข้าร่วมกว่า 4,000 คน โดยนำเสนอข้อมูลชุมชน และนวัตกรรมในการแก้ปัญหาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน

        นางสาวดวงพร   เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สสส.กล่าวถึงรายงานการขับเคลื่อน “เครือข่ายร่วมสร้างชุมชมท้องถิ่นน่าอยู่กับการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน” ว่า จากข้อมูลในการทำงาน สร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ของเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ 2,705 แห่ง มีประชากรในเครือข่าย 8.5 ล้านคนหรือคิดเป็นจำนวนครัวเรือนจำนวน 2.7 ล้านครัวเรือน

ผลการสำรวจสถานะชุมชน จากการทำงานของกลไกเครือข่ายในพื้นที พบว่า มีผู้สูงอายุ 60-69 ปี มากที่สุด ร้อยละ 55 ซึ่งในกลุ่มนี้ หากมีการเตรียมพร้อมที่ดีก็สามารถเปลี่ยนภาระเป็นพลังได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุติดสังคมที่มีถึงร้อยละ 84 ถือเป็นทุน ศักยภาพ โอกาส ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ เพราะเป็นกลุ่มที่มีสุขภาพแข็งแรง และยิ่งติดสังคมก็จะช่วยให้อายุยืน มีความสุข

นอกจากนี้พบว่า มีผู้สูงอายุที่อยู่กับครอบครัว ร้อยละ 47ผู้สูงอายุที่อาศัยเพียงคนเดียวร้อยละ 22.72 ผู้สูงอายุที่อยู่กับกับเด็กร้อยละ 17.31ผู้สูงอายุที่อยู่ด้วยกันลำพัง ร้อยละ 12.95 ซึ่งในปีนี้ สสส.และเครือข่ายฯจะพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

นางสาวดวงพร  กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังพบว่าการทำงานของเครือข่ายในเรื่องของการจัดการสารเคมี โดยมีการใช้สารเคมี ร้อยละ 10.33 และมีครัวเรือนที่ลดปริมาณการใช้สารเคมี และเริ่มทำเกษตรอินทรีย์ร้อยละ 5.06 โดยการทำปุ๋ยหมักใช้เอง ส่วนปัญหาหนี้สินครัวเรือนพบว่า ชุมชนในเครือข่าย มีหนี้ ร้อยละ 47 ไม่มีหนี้ ร้อยละ 53 มีการออมร้อยละ45.2ไม่มีการออมร้อยละ 54.5  ขณะที่การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร้อยละ 7.41และควบคุมการบริโภคบุหรี่ได้มากถึงร้อยละ 93.2

ทั้งนี้ความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับชุมชน เกิดจากการทำงานของศาสตร์พระราชาที่ทดลองปฏิบัติมาแล้วกว่า 70 ปี โดยใช้เครื่องมือการพัฒนาศักยภาพใน 4 ภาคี คือ ท้องถิ่น ท้องที่ หน่วยงานรัฐ องค์กรชุมชนให้เห็นศักยภาพของพื้นที่ตัวเอง โดยใช้การวิจัยข้อมูล จนสามารถขับเคลื่อนเป็นนโยบายสาธารณะได้

ด้านนายธวัชชัย ฟักอังกูร ประธานกรรมการบริหารแผน คณะที่ 3 สสส.กล่าวในการเสวนาปฏิรูประบบปฏิบัติการของชุมชนท้องถิ่นสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า สสส.มีแผนสุขภาวะชุมชนมา 8 ปีแล้ว เป็นการปฏิรูปให้ชุมชนมีความเข้มแข็งโดยเริ่มต้นปฏิรูปชุมชนท้องถิ่นด้วยการทำความเข้าใจตัวเอง เริ่มจากจัดเก็บข้อมูล เริ่มเข้าใจว่าชุมชนมีปัญหาอะไร เริ่มค้นพบว่าสิ่งที่คิดว่าเป็นปัญหา

 

ผู้สูงอายุ 84 % ติดสังคม

“หากชุมชนเข้าถึงปัญหาจะเกิดจากการเข้าถึงทุนและศักยภาพในชุมชน และเริ่มพัฒนาตัวเองโดยไม่รอหน่วยงานรัฐ ทั้งหมดที่ทำนี้คือศาสตร์พระราชา ในเรื่องการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” นายธวัชชัย กล่าว

นายธวัชชัย กล่าวอีกว่า เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่กำลังก้าวเดินสู่ระยะที่2 ใช้แนวทางตามยุทธศาสตร์เดิม แต่เข้มข้นด้วยประสบการณ์ และวิชาการ ในการแก้ปัญหาจากเป้าหมายแรก แก้ปัญหาตนเอง สู่การแก้ปัญหาสังคม ปัญหาของประเทศและของโลก เราจะเป็นชุมชนที่มีการแก้ปัญหาอย่างสมบูรณ์แบบ หากไม่แก้ปัญหาสังคม หรือปัญหาโลก วันหนึ่งปัญหาเหล่านั้นจะย้อนกลับมาหาเราได้อีก