บ้านเอื้ออาทรเชียงราย แม่สายสุขสงบกลางชุมชนหลากชาติพันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314593

บ้านเอื้ออาทรเชียงราย แม่สายสุขสงบกลางชุมชนหลากชาติพันธุ์

บ้านเอื้ออาทรเชียงราย แม่สาย สุขสงบกลางชุมชนหลากชาติพันธุ์

 

            ท่ามกลางความเหมือนของชุมชนบ้านเอื้ออาทรแนวราบ ก็มีความต่างในชุมชนบ้านเอื้ออาทรเชียงราย แม่สาย 1-2

แม่สายเป็นอำเภอหนึ่งของ จ.เชียงราย อยู่ทิศเหนือติดกับแม่น้ำสาย เส้นกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับเมียนมาร์

ความต่างคือสมาชิกโครงการบ้านเดี่ยวเอื้ออาทรเชียงราย แม่สาย 1-2 ของการเคหะแห่งชาติ จำนวน 1,143 หน่วย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ไทใหญ่ ไทลื้อ ไทเขิน จีน รวมแล้วมากกว่าครึ่งของโครงการ

“เขาอยากมาอยู่ประเทศไทย บางคนมีลูกเขยเป็นคนไทย บางคนมีเงินสดมาซื้อบ้านเลยในชื่อญาติที่มีสิทธ์ซื้อเพื่อหวังได้สัญชาติไทยก็มี เพราะที่นี่สงบและมีโอกาสในการทำมาหากิน” ทั้งนายปองพล นวรัตน์ หัวหน้าสำนักงานเคหะชุมชนเชียงราย การเคหะแห่งชาติ และนายภูวนนท์ ยั่งยืน ประธานกรรมการชุมชนบ้านเอื้ออาทรเชียงราย แม่สาย 1 พูดทำนองเดียวกัน

“แรกๆ มาอยู่ก็มีลักษณะต่างคนต่างอยู่ จึงต้องหากิจกรรมร่วมกันทำ โดยเฉพาะงานบุญ งานบวช และงานวัฒนธรรมที่เขาติดตัวข้ามฝั่งมา” นายภูวนนท์เล่า “บางคนมาอยู่ลำพังโดดเดี่ยว มีปัญหาไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร ได้คณะกรรมการชุมชนช่วยเหลือ เขาก็รู้สึกดี พอขอความร่วมมือก็ยินดี ไม่มีติดขัด ยิ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความรู้จักกัน ช่วยเหลือกันมากขึ้น”

ลำพังการเดินไปสู่ความสามัคคีเข้มแข็งมีปัจจัยภายในอย่างเดียวก็อาจไม่พอ ยังต้องมีปัจจัยภายนอกเข้ามาสนับสนุน นายภูวนนท์ยอมรับว่า หัวหน้าสำนักงานเคหะชุมชนเชียงรายอย่างนายปองพล นวรัตน์ มีส่วนผลักดันที่สำคัญยิ่ง เพราะนำเอากิจกรรมจากหลายๆ หน่วยงานมาลงในชุมชน ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ และครอบครัว ทำให้มีกิจกรรมต่อเนื่องตลอดเวลา และวางรากฐานความเข้มแข็งในเชิงยุทธศาสตร์ โดยมุ่งไปที่ครอบครัว

“ผมเน้นครอบครัวเป็นพื้นฐาน กิจกรรมไหนเอาครอบครัวมาร่วมได้ต้องทำ เช่น การสอนการนวด เพื่อให้กลับไปนวดกันเองที่บ้านเป็นการใส่ใจระหว่างสามีภรรยาหรือลูก การสอนสูตรทำอาหาร กลับไปทำกินเองหรือทำขาย  ช่วยให้ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวดีขึ้น ลดความรุนแรงไปในตัว เด็กๆ เองได้รับความอบอุ่นและเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเขาในอนาคต” นายปองพลกล่าว

หัวหน้าสำนักงานเคหะชุมชนเชียงรายยอมรับว่า  คนจากชาติพันธุ์เหล่านี้อยากได้รับสัญชาติไทย เพราะเมืองไทยพัฒนามาก เมื่อเทียบกับบ้านเดิมของพวกเขา บวกกับมีวัฒนธรรมดีงามบางประการที่เป็นจุดแข็ง เช่น การชอบทำบุญ หรือการแสดงต่างๆ เมื่อมีกิจกรรมก็จะเข้าร่วมอย่างเต็มที่

ขณะที่ประธานกรรมการชุมชนบ้านเอื้ออาทรเชียงราย แม่สาย 1 ยอมรับว่า วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์แข็งแรงมาก  เช่น การแสดงรำนกยูงของกลุ่มไทใหญ่ การรำสิงโตของมอญ  วัฒนธรรมการแต่งกาย จนกระทั่งในระยะหลังๆ เริ่มมีคนไทยในชุมชนเริ่มเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้มากขึ้น แทนการแยกกันอยู่ แยกกันทำบุญ เหมือนเดิมๆ และพลอยทำให้คนไทยได้ซึมซับสิ่งดีๆ เหล่านี้ด้วย

“เราเน้นการสร้างความสัมพันธ์ให้ชุมชนเข้มแข็งยิ่งขึ้น ไม่แบ่งแยกกัน เพราะจริงๆ แล้วรากเหง้าก็ไม่ต่างกัน เช่น นับถือศาสนาพุทธเป็นหลัก ภาษาไทยกับไทใหญ่คล้ายๆ กัน ฟังกันรู้เรื่อง”

จากจำนวนประชากร 400-500 คนของบ้านเอื้ออาทรเชียงราย เฉพาะแม่สาย 1 ที่นายภูวนนท์ให้ตัวเลขมาพร้อมกับความน่าฉงน เพราะที่นี่มีผู้สูงอายุมากถึง 100-200 คน เป็นสังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์แบบทีเดียว

“เฉพาะโครงการแม่สาย 1 จำนวน 647 หลังคาเรือน แต่มีคนอยู่น้อย ส่วนหนึ่งซื้อไว้เป็นทรัพย์สิน มาพักบ้างชั่วครั้งชั่วคราว และที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่จำนวนมาก ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์ข้ามฝั่งมาอยู่กับลูกหลาน”

แต่ผู้สูงอายุไม่ได้อยู่เฉย หากแต่ยังนำเอาอาชีพที่เคยทำตามมาด้วย เช่น การจักสานผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ จากไม้ไผ่ และการทอผ้าไว้ขาย ขณะเดียวกันยังเป็นแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียน บางครั้งมีเด็กไปเรียนรู้ที่บ้าน หรือผู้สูงอายุได้รับเชิญให้ไปสอนการสานลายให้นักเรียน โดยมีการเคหะแห่งชาติและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนงบประมาณ

ความสงบปลอดภัยในชุมชนเป็นกิจกรรมจิตอาสาแรกๆ ที่ทำ คืออาสาสมัครตำรวจบ้านร่วม 20 คน โดยทำงานสอดประสานกับ สถานีตำรวจภูธรแม่สาย แรกๆ มีเด็กวัยรุ่นติดยา แต่พอมีอาสาสมัครตำรวจบ้านก็ค่อยๆ หายไป  จนได้รับการยอมรับจาก สถานีตำรวจภูธรแม่สาย ว่าเป็นชุมชนปลอดยาเสพติด

ส่วนปัญหาการค้ามนุษย์ นายปองพลกล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญและไม่เฉพาะแต่เรื่องการค้าประเวณี แต่หากครอบคลุมถึงการค้าแรงงานเอาเปรียบ การขอทาน ซึ่งมีการจัดอบรมให้ชาวชุมชนมีความรู้และระวังตัว “ลำพังปัญหาการค้ามนุษย์ในชุมชนยังไม่มี แต่เป็นการป้องกันภัย เด็กๆ ก็ต้องรู้วิธีป้องกันตัวจากมิจฉาชีพที่จะเข้ามา”

นายปองพลกล่าวว่า เด็กเยาวชนวัย 13-15 ปีในชุมชนบางคน มีศักยภาพในการเล่นกีฬาฟุตซอล  คัดเลือกตัวที่ไหน ติดที่นั่น แต่มีปัญหาคือไม่มีสัญชาติไทย จึงไม่สามารถส่งตัวไปแข่งขันได้ จนกว่าจะเข้าตาโค้ช หรืออำเภอ หรือจังหวัด ซึ่งจะทำเรื่องขอสัญชาติให้ เป็นเรื่องที่น่าจะพิจารณาให้เป็นระบบ เพราะจะช่วยให้มีการคัดกรองการให้สัญชาติไทยแก่คนที่มีคุณภาพ มีศักยภาพ ทำประโยชน์แก่ประเทศไทยได้ดียิ่งขึ้น

            ความเข้มแข็งของชุมชนนั้น นายปองพลกล่าวว่า เมื่อขอความร่วมมือในการทำกิจกรรมแต่ละครั้งก็ได้รับความร่วมมือมากันพรึบ 300-400 คน คิดเป็น 70-80% ตัวเลขนี้เป็นเครื่องยืนยันที่ชัดเจนกว่าคำพูดใดๆ และด้วยความเข้มแข็งที่ว่า ชุมชนแห่งนี้ได้รับการคัดเลือกจากการเคหะแห่งชาติ ให้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากการประกวด “โครงการชุมชนสดใส จิตใจงดงาม” เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา

นับเป็นชุมชนหลากวัฒนธรรม แต่อยู่ร่วมกันได้อย่างเข้มแข็งและสงบสันติอย่างน่าชื่นชม

ขอ 5 บาท จาก 100 บาท”เพื่อเด็กยากจน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314446

ขอ 5 บาท จาก 100 บาท”เพื่อเด็กยากจน”

“ดร.ประสาร” ขอ 5 บาท จาก 100 บาท”เพื่อเด็กยากจน”ชี้กองทุนเสมอภาคทางการศึกษา ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสังคม แจงแนวคิดตั้งสถาบันครูเพื่อศึกษาวิจัยแนวทางพัฒนาครู

         ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานอนุกรรมการกองทุนในคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา  กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ.ว่า โจทย์ใหญ่หนึ่งของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศคือการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาคในการเข้าสู่โอกาสทางการศึกษา

          มาตราที่สำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ มาตรา 6 ที่พูดถึงวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดยกำหนดวัตถุประสงค์ไว้ 7 ข้อ ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากเพราะเป็นบทบาทของกองทุนที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสังคม ถ้านับจำนวนมาตรการการช่วยเหลือของภาครัฐเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในขณะนี้มีจำนวนถึง 43 ชุดมาตรการ

         “แต่สิ่งที่ติดในใจคือ ทำไมถึงได้ผลแค่นี้ ลูกนาย ก. นาย ข.ได้รับผลการช่วยเหลือเสมอ อย่างที่เราตั้งใจไว้หรือไม่ ดังนั้นมาตรการนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญ ขอให้อย่าตัดออก เพราะยังมีเด็กที่เข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษา และเด็กที่เข้าถึงแล้วแต่ถูกเตอะออกไป จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย และยินดีที่สมาชิกสนช.ทุกท่านไม่ขัดข้องในทิศทาง  แต่มีรายละเอียดที่ต้องมาพิจารณาร่วมกันเพื่อให้เกิดความรัดกุม”ดร.ประสาร ระบุ

        ดร.ประสาร กล่าวอีกว่า ข้อสังเกตของสมาชิกสนช.ถึงการตั้งสถาบันครูและอาจเกิดความซ้ำซ้อนนั้น ยืนยันว่ามาตราดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างมาตรการหรือวิธีการซึ่งแปลว่าอาจปรับเปลี่ยนได้ ในมาตรา 6 ที่พูดถึงการจัดให้มีการศึกษา วิจัย หรือค้นคว้าแนวทางในการพัฒนาครู

        รวมทั้งดำเนินการหรือสนับสนุนให้มีการจัดตั้งสถาบันต้นแบบในการผลิตและพัฒนาครู หรือมาตรา 13 ที่ระบุถึงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสนั้น สิ่งที่เน้นคือให้กรรมการกองทุนพิจารณาว่าหน่วยงานใดทำอยู่ ไม่จําเป็นที่กองทุนต้องทำเองทั้งหมด แต่ใช้ความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาสังคมร่วมกันทำ และจำเป็นต้องมีการการศึกษาวิจัย เช่น มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐเพื่อลดความเหลื่อมล้ำขณะนี้มี 43 ชุดมาตรการ ซึ่งก็ไม่พ้นการศึกษาวิจัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

        โดยหน่วยงานที่มาทำหน้าที่บริหารจัดการกองทุนไม่ใช่องค์กรขนาดใหญ่แต่ต้องมีฐานความรู้ที่ดี เพื่อชี้เป้าและอาศัยกลไกที่อาจจะมีอยู่แล้วให้ไปสู่เป้าหมาย

         “จึงเสนอสัดส่วนในงบบริหารการศึกษา 5% เพื่อไม่ให้กระทบต่องบประมาณส่วนอื่นๆ นั่นคือ เงิน 100 บาท ขอให้มีการจัดสรรเพื่อลดความเหลื่อมล้ำใน 5 บาทแรก”ดร. ประสาร กล่าวในที่สุด

ลูกจ้างเฮ!! สปส.จี้นายจ้างชำระ13.2 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314442

ลูกจ้างเฮ!! สปส.จี้นายจ้างชำระ13.2 ล้าน

นายจ้าง,ลูกจ้าง,รับเหมาก่อสร้าง,ประกันสังคม,เงินทดแทน,ค้างช่ำรา,ลูกจ้าง 150 คน

ลูกจ้างเฮ!! สปส.จี้บ.รับเหมาก่อสร้างหักเงินสมทบแล้วไม่นำส่ง ให้ชำระเงินทดแทน-เงินสมทบกองทุนประกันสังคมของลูกจ้าง 150 คน รวม 13.2 ล้านบาทภายใน 2 มี.ค. นี้

         คืบหน้ากรณีลูกจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ในย่านบางประกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ประมาณ 150 คน ได้เข้าแจ้งความ ณ สถานีตำรวจภูธรบางปะกง เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 เพื่อดำเนินคดีกับนายจ้างเนื่องจากหักเงินสมทบแล้วไม่นำส่งเข้ากองทุนประกันสังคมในฐานความผิดฉ้อโกงจนทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิรักษาจากประกันสังคม

         ล่าสุด – นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เผยถึงประเด็นข่าวดังกล่าวว่า สำนักงานประกันสังคมไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาบางปะกง เขตพื้นที่รับผิดชอบเข้าตรวจสอบพร้อมลงพื้นที่ประสานงานให้ความช่วยเหลือเป็นการด่วนจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าบริษัทฯ ดังกล่าวได้ค้างชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประจำปี 2559 และ 2561 รวม 697,000 บาท ค้างชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมาย จำนวน 12,561,951.28 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 13,285,951.28 บาท

         ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมได้รับการประสานงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าร่วมเจรจาไกล่เกลี่ยกับผู้แทนบริษัทฯ ในวันดังกล่าว ซึ่งทางบริษัทฯ ตกลงรับจะชำระเงินสมทบค้างชำระกองทุนประกันสังคมของลูกจ้างที่ปฏิบัติงานทั้งหมด ภายในวันที่ 2 มี.ค. 2561 นี้ ทั้งนี้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาบางปะกง ได้ชี้แจงสิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง รวมถึงขั้นตอนในการเร่งรัดหนี้ของสำนักงานประกันสังคมให้ลูกจ้างทุกคนได้เข้าใจแล้ว

         เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตามพฤติกรรมที่นายจ้างกระทำนั้น ถือเป็นการทำผิดกฎหมายประกันสังคม สำนักงานประกันสังคมจะดำเนินคดีทางกฎหมายกับนายจ้าง ตามขั้นตอน คือ นายจ้างจะต้องจ่ายเงินสมทบย้อนหลังตามจำนวนที่ยังไม่นำส่ง และจ่ายเงินเพิ่มในอัตรา ที่กฎหมายกำหนด

         โดยในส่วนนายจ้างที่ค้างชำระหนี้กองทุนประกันสังคม จะต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ยังไม่นำส่งหรือส่วนที่ขาดอยู่จนครบ ส่วนนายจ้างค้างชำระหนี้ของกองทุนเงินทดแทน นายจ้างจะต้องจ่ายเพิ่มในอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ยังค้างชำระ กรณีที่สำนักงานประกันสังคมได้ติดตามเร่งรัดหนี้ตามขั้นตอนดังกล่าวแล้ว แต่นายจ้างยังเพิกเฉยไม่นำส่งเงินสมทบและเงินเพิ่ม (ค่าปรับ) ที่ค้างชำระ ทางสำนักงานประกันสังคมจะใช้มาตรการในการดำเนินคดีทางอาญากับนายจ้างตามขั้นตอนทันที คือ การดำเนินการยึด อายัด และขายทรัพย์สินทอดตลาด ซึ่งกรณีดังกล่าวนอกจากนายจ้างจะถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย ยังส่งผลกระทบต่อลูกจ้าง ผู้ประกันตน เพราะไม่สามารถขอรับสิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขการเกิดสิทธิประโยชน์ในแต่ละกรณีได้

         อย่างไรก็ตามขอความร่วมมือไปยังลูกจ้าง/ผู้ประกันตนหรือผู้ที่พบเห็นการกระทำดังกล่าว แจ้งข้อมูลเบาะแสได้ที่ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง/จังหวัด/สาขา/ ที่ท่านสะดวก โดยยื่นร้องเรียนด้วยตนเอง ผ่านโทรศัพท์สายด่วนประกันสังคม 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม http://www.sso.go.th หรือที่เว็บไซต์สำนักนายกรัฐมนตรี ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐ http://www.1111.go.th

วืด!! เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314410

วืด!! เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่

บอร์ดประกันสังคม,บอร์ดชุดคสชอยู่ยาว,ดรวิษณุ  เครืองงาม,ขัดคำสั่งคสช,นพสุรเดช วลีอิทธิกุล

วืด!! เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ “นพ.สุรเดช”แจงจัดการเลือกตั้งช่วงนี้ขัดคำสั่ง คสช.ห้ามจัดกิจกรรมทางการเมือง เผย“บอร์ด”ประกันสังคมชุดคสช.อยู่ต่อยาว

         คืบหน้าหลัง ดร.วิษณุ  เครืองงาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะไม่มีการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด)ในช่วงนี้เด็ดขาด แม้จะใช้งบประมาณไม่ถึง 100 ล้านบาท หรือ 1ล้านบาทรัฐบาลก็ไม่มีงบให้จัดการเลือกตั้ง ตามกระแสข่าวที่ระบุว่าต้องใช้งบในการจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมจำนวนมากนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2561 – นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผย กรณีสื่อมวลชนเสนอข่าวเกี่ยวกับการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด) และค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสูงถึง 2,000 ล้านบาทนั้น ผู้แทนกระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคมได้เข้าประชุมหารือเกี่ยวกับการเลือกตั้งร่วมกับรองนายกรัฐมนตรี ดร.วิษณุ เครืองาม ซึ่งได้มีความเห็นให้คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด) ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด) ชุดใหม่แล้วเสร็จ

ทั้งนี้เนื่องจากการจัดการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด) ในช่วงนี้อาจจะขัดคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่กำหนดว่าผู้ใดมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใด ๆ ที่มีจำนวน 5 คนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่เป็นการชุมนุมที่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

สำหรับวิธีการเลือกตั้งตามร่างระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคมฯ นั้น คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงแรงงานได้ตรวจพิจารณาในเรื่องดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

ขณะนี้ร่างระเบียบดังกล่าวอยู่ระหว่างสำนักงานประกันสังคมนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในประเด็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม สำนักงานประกันสังคมได้มีการประสานข้อมูลกับสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) มีค่าใช้จ่ายประมาณ 2,000 ล้านบาท

เนื่องจากผู้ประกันตนมีอยู่ทุกพื้นที่ และอาจทำให้มีการจัดตั้งกลุ่มเพื่อการเลือกตั้งที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง รวมทั้งมีข้อจำกัดในการตรวจสอบสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งในส่วนของผู้ประกันตนนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และผู้ประกันตนตามมาตรา 40 การดำเนินการเลือกตั้งทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ ไม่มีความคุ้มค่า ไม่เกิดประโยชน์แก่ทางราชการ เมื่อเปรียบเทียบกับวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการเพียง 2 ปี จากเหตุผลดังกล่าวทำให้ต้องปรับปรุงร่างระเบียบฯ เพื่อให้เหมาะสมกับงบประมาณที่คุ้มค่า

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวในตอนท้ายว่า การดำเนินการเกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ขอให้นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน เชื่อมั่นในการดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคมที่ยึดมั่นในการดำเนินการที่คำนึงถึงความประหยัด คุ้มค่า โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดกลับคืนไปสู่ลูกจ้าง ผู้ประกันตนเป็นสำคัญ

“มวล.-กฟภ.” เอ็มโอยูประหยัดพลังงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314285

“มวล.-กฟภ.” เอ็มโอยูประหยัดพลังงาน

มวล.-กฟภ. เอ็มโอยูประหยัดพลังงาน เพื่อร่วมกันบริหารจัดการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ในระยะยาว

 

22 ก.พ. 2561- ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์(มวล.) และนายสมพงษ์ ปรีเปรม รองผู้ว่าการวางแผนและพัฒนาระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการบริหารจัดการเพื่อการประหยัดพลังงานในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ระหว่างมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยมี อาจารย์ ดร.นุกูล สุขสุวรรณ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหาร และนายเลิศชาย แก้ววิเชียร ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กฟภ. ลงนามเป็นพยาน ท่ามกลางผู้บริหาร มวล.และกฟภ. ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ห้องประชุมโมคลาน อาคารบริหาร

ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ กล่าวว่า โครงการบริหารจัดการเพื่อการประหยัดพลังงานมีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่วมมือส่งเสริมสนับสนุนการบริหารจัดการพลังงาน โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาปรับใช้ ทั้งในด้านบริหารจัดการและพัฒนาเทคโนโลยีให้เกิดผลประหยัดแก่หน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงสามารถสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องคุณค่าของพลังงาน รู้จักวิธีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมีภูมิคุ้มกันด้านพลังงาน และสามารถลดภาวะโลกร้อนได้ด้วย

“โครงการประหยัดพลังงานเป็นส่วนหนึ่งในโครงการมหาวิทยาลัยสีเขียว ซึ่งหลังจากที่ได้ดำเนินการโครงการไประยะหนึ่งแล้วพบว่าสามารถประหยัดไฟฟ้าลงได้ประมาณ 10 % และในอนาคตวลัยลักษณ์จะมีหน่วยงานที่จะใช้ไฟฟ้ามากขึ้นก็คือโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ฯ ซึ่งความต้องการการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอีก 6 ถึง 7 เท่าของที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นหากมีมาตรการประหยัดไฟฟ้าไว้ก่อน เมื่อถึงเวลานั้นก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของมหาวิทยาลัยได้มากทีเดียว”ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ กล่าว

ด้านนายสมพงษ์ ปรีเปรม กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างมวล.และกฟภ. ในการบริหารจัดการการใช้พลังงานของมหาวิทยาลัยให้มีการใช้ให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญสามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ในระยะยาวและยั่งยืน ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะสามารถลดการใช้ไฟฟ้าให้มหาวิทยาลัยได้อย่างน้อย 15 เปอร์เซ็นต์ และหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จจะมีการขยายผลไปยังหน่วยงานอื่นๆด้วย

“มวล. และ กฟภ.ต่างตระหนักดีว่า พลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน การบริหารจัดการเพื่อการประหยัดพลังงาน จึงเป็นหนึ่งภารกิจสำคัญของรัฐบาล และคนไทยทุกคนสามารถช่วยชาติได้ด้วยการประหยัดพลังงาน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ประเทศต้องสูญเสียไปอย่างมากมายมหาศาลในแต่ละปี” นายสมพงษ์ กล่าว

โปรดเกล้าฯ”เปรื่อง”เป็นอธก.ราชภัฏพระนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314272

โปรดเกล้าฯ”เปรื่อง”เป็นอธก.ราชภัฏพระนคร

โปรดเกล้าฯ,มรภ พระนคร,รศดร เปรื่อง กิจรัตน์ภร,อธิการบดี,รศดรพงศ์  หรดาล

โปรดเกล้าฯ “รศ.ดร.เปรื่อง กิจรัตน์ภร “ดำรงตำแหน่ง”อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร” มีผลตั้งแต่ 21 กุมภาพันธ์ 2561

 

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี  เรื่องแต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง  รศ.ดร.พงศ์  หรดาล ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ตั้ังแต่วันที่ 20 มีนาคม 2556 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี  ลงวันที่ 22 มีนาคม 2556 นั้น เนื่องจาก  รศ.ดร.พงศ์  หรดาล ได้ดำรงตำแหน่งมาครบกำหนดตามวาระแล้ว และที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ครั้งที่ 16/2560(วาระลับ)  เมื่อวันที่ 30 พฏศจิกายน 2560  ได้มีมติเห้นชอบให้เสนอ ขอพระราชทานโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง  รศ.ดร.เปรื่อง กิจรัตน์ภร ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งต่อไปแล้ว

บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งบุคคลดังกล่าว ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561

ประกาศ ณ วันที่  21 กุมภาพันธ์  พ.ศ.2561

พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ทั้งนี้ รศ.ดร. เปรื่อง กิจรัตน์ภร   เคยดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร มาแล้วหลายสมัย รวมระยะเวลา 8 ปี จนกระทั้่งเกษียณอายุราชการ  จากนั้นฟ้าเปลี่ยนสีอธิการบดีคนใหม่ชื่อ  รศ.ดร.พงศ์  หรดาล ดำรงตำแหน่ง 4 ปี  ก็เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ “3 ดอกเตอร์”ยิงกันเสียชีวิตจนเกิดวิกฤติศรัทธา

จากนั้นไม่นาน  นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ก็มีส่วนพัวกันกับขบวนการโกงข้อสอบคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กลายเป็นข่าวอื้อฉาว ชนิดที่เรียกได้ว่าชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครป่นปี้ สะท้อนจากจำนวนนักศึกษาที่สมัครเข้าเรียนในปีต่อมา มีจำนวนลดลงอย่างน่าใจหาย

ขณะเดียวกัน  รศ.ดร.พงศ์  หรดาล ใกล้จะหมดวาระ สภามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ที่มี “มีชัย ฤชุพันธ์” นั่งหัวโต๊ะเป็นนายกสภาฯได้ดำเนินการสรรหา”ว่าที่อธิการบดีคนใหม่” ถึง 3 ครั้งแต่ก็ล่มจนนายกสภาฯประกาศลาออก

ด้วยความห่วงใยและผูกพัน “มรภ. พระนคร” รศ.ดร. เปรื่อง กิจรัตน์ภร ในวัยกว่า 70 ปี จึงขันอาสาลงสมัครชิงเก้าอี้ “อธิการบดีมรภ. พระนคร” ในการสรรหาอธิการบดีรอบที่ 4 ปรากฏว่าชนะผู้เข้ารับการสรรหาได้คะแนนเป็นเอกฉันท์

2รพ.ในสระแก้วซิวรางวัลแอพฯอสม.ออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314175

2รพ.ในสระแก้วซิวรางวัลแอพฯอสม.ออนไลน์

 2 รพ.ในสระแก้ว คว้ารางวัลประกวด “แอปฯอสม.ออนไลน์” ประยุกต์ใช้สาธารณสุขชุมชน ทำให้การจัดการข้อมูลสะดวก รวดเร็ว แม่นยำ ทันต่อสถานการณ์ เฝ้าระวัง-ควบคุมฌรคระบาด

 

          เมื่อวันที่ 21 ก.พ.2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังภาครัฐและภาคเอกชน โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงสาธารณสุข และ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ที่สนับสนุนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปส่งเสริมการทำงานด้านสาธารณสุขชุมชน โดยได้จัดโครงการประกวดการใช้งานแอปพลิเคชั่น อสม.ออนไลน์ ตั้งแต่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยมีหน่วยบริการสุขภาพและชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้น จำนวน 86 แห่ง ซึ่งมีหน่วยบริการสุขภาพในจังหวัดสระแก้ว 2 แห่ง คือ โรงพยาบาลวังน้ำเย็น ได้รางวัลดีเด่นระดับจังหวัด ได้รับเงินรางวัล จำนวน 40,000 บาท และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลคลองปลาโด ได้รางวัลชื่นชมในความมุ่งมั่นก้าวสู่ อสม. 4.0 รับเงินรางวัล จำนวน 10,000 บาท โดยเงินรางวัลดังกล่าวมอบให้แก่ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขในสังกัดของหน่วยบริการสุขภาพ เพื่อนำไปใช้ในการดูแลสาธารณสุขชุมชน

          นายแพทย์อภิรัต กตัญญุตานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว เปิดเผยว่า ขอชื่นชมหน่วยบริการสุขภาพและเครือข่าย อสม.ทั้ง 2 แห่ง ที่ได้รับรางวัล สะท้อนให้เห็นว่า หน่วยบริการสุขภาพได้เรียนรู้การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปส่งเสริมกระบวนการทำงานสาธารณสุขชุมชน สอดคล้องกับเป้าหมายของภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปปรับใช้ในการทำงาน ส่งผลให้การทำงานสาธารณสุขชุมชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ประชาชนได้รับบริการที่ดี ทั้งการส่งเสริมสุขภาพ ฟื้นฟูสภาพ ป้องกันโรค และรักษาพยาบาล รวมทั้งยังสามารถควบคุมโรคระบาดได้รวดเร็วและทันถ่วงที เพื่อระบบสาธารณสุขมุ่งไปสู่ไทยแลนด์ 4.0

          นางสาววโรชา อินทะเนตร นักวิชาการสาธารณสุข โรงพยาบาลวังน้ำเย็น กล่าวว่า ทาง รพ.ได้นำแอปพลิเคชั่น อสม.ออนไลน์ มาใช้ในการทำงานสาธารณสุขชุมชน ทำให้การจัดการข้อมูลสะดวก รวดเร็ว แม่นยำ ทันต่อสถานการณ์ สามารถเฝ้าระวัง และควบคุมโรคระบาดในพื้นที่รับผิดชอบ ทำให้การดูแลสุขภาพคนในชุมชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

          โดยทางรพ.ได้นำแอปฯอสม.ออนไลน์ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลสาธารณสุขชุมชนในพื้นที่ เช่น การคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง รวมทั้งส่งข้อมูลข่าวสารให้แก่ อสม. เพื่อนำไปควบคุมป้องกันโรคติดต่อในพื้นที่ ตลอดจนเพื่อประสานงานกับ อสม.ในการส่งข้อมูลและรูปถ่ายสภาพบ้านผู้ป่วย เพื่อเตรียมความพร้อม ก่อนที่จะส่งผู้ป่วยกลับบ้าน

          นายธนศักดิ์ หอมกลิ่น ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลคลองปลาโด กล่าวว่า รพ.สต.นำแอปฯ อสม.ออนไลน์ มาใช้ในการทำงาน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่สาธารณสุขกับเครือข่าย อสม. ทำให้ อสม.เข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านสาธารณสุข ทั้งการแจ้งโรคระบาดและข้อมูลเรื่องสุขภาพที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันประชุม ทำให้การควบคุมโรคระบาดในพื้นที่ได้ทันถ่วงที

         ทางด้าน นายโชติวัฒน์ อุ่นพิกุล ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรม-ภาคตะวันออก บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอส มุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปช่วยขับเคลื่อนประเทศ ภายใต้แนวคิด Digital For Thaisเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนในสังคมไทยให้ดีขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่ในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0

         โดยเอไอเอส ได้เห็นความสำคัญของหน่วยบริการสุขภาพ ซึ่งถือเป็นแกนหลักในการดูแลสุขภาพประชาชนในชุมชน ที่ทำงานร่วมกับ อสม.ซึ่งเป็นจิตอาสาในพื้นที่ เอไอเอส จึงได้สร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัล แอปพลิเคชั่น อสม.ออนไลน์ ขึ้น เพื่อเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์เฉพาะกลุ่มงานสาธารณสุข สำหรับหน่วยบริการสุขภาพและอสม. นำไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทชุมชนในแต่ละพื้นที่ เพื่อก้าวสู่ อสม. 4.0 ต่อไป

ทปสท. MOU ป.ป.ช. ปราบทุจริตในมหาวิทยาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314135

ทปสท. MOU ป.ป.ช. ปราบทุจริตในมหาวิทยาลัย

“ทปสท.ร้องนายกฯใช้ม.44 แก้กฎหมายเปิดช่องปรับเงินเดือน 8% อาจารย์มหาวิทยาลัย เผยทปสท.รุกคืบ MOU กับ ป.ป.ช.ปราบทุจริตในมหาวิทยาลัย

               21 ก.พ.2561 – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ปรึกษา ที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และราชการแห่งประเทศไทย(ทปสท.)เปิดเผย “คมชัดลึกออนไลน์” ว่าเมื่อเร็วๆนี้ที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการประเทศไทย(ทปสท.)ได้จัดประชุมสัมมนาวิชาการประจำปี 2561 ในหัวข้อ “การอุดมศึกษาไทยยุค 4.0 กับบทบาทและทิศทางของมหาวิทยาลัยกลุ่มใหม่” ที่คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศีอยุธยา โดยมีศาสตราจารย์ คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) มาบรรยายพิเศษ ซึ่งรมช.ศธ.ได้เน้นย้ำให้มหาวิทยาลัยกลุ่มใหม่โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ปฏิบัติตามพันธกิจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งคือ เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ทำหน้าที่ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่นเป็นสำคัญ ควรมีการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม และผลิตบัณฑิตเพื่อตอบสนองการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศ

              ภายหลังการบรรยายตนได้สอบถามความคืบหน้าการขอปรับเพิ่มเงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เหลื่อมล้ำกับครูอยู่ร้อยละ 8 มานานถึง 8 ปี ซึ่งรมช.ศธ.ตอบว่ากำลังดำเนินการอยู่ 2 แนวทาง แนวทางแรก คือการแก้กฎหมายด้วยวิธีปกติ เพื่อให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา(ก.พ.อ.)มีอำนาจในการเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติปรับเพิ่มและเยียวยาความเหลื่อมล้ำของเงินเดือนดังกล่าวได้ ซึ่งต้องใช้เวลานานเพราะต้องผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกา เสนอผ่านครม. แล้วต้องไปผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติอีก 3 วาระก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ และ

               แนวทางที่สองคือขอให้หัวหน้าคสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งให้ ก.พ.อ. มีอำนาจเลย ซึ่งท่านรมช.รับปากว่าจะช่วยติดตามให้ทั้งสองแนวทาง ในส่วนของทปสท.เราเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายด้วยวิธีปกติอาจเสร็จไม่ทันในรัฐบาลนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลต้องมาเริ่มเรียกร้องและเริ่มนับหนึ่งกันใหม่อีก ดังนั้นผมจึงขอให้ท่านรมช.ศธ.ช่วยนำเรียนท่านนายกรัฐมนตรีขอให้ใช้ช่องทางพิเศษในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวแทน

               นอกจากนี้ทปสท.ยังได้ลงนามทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU)กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) โดยจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ หรืออนุกรรมการเพื่อประสานความร่วมมือในการจัดกิจกรรมด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตร่วมกัน โดยมีนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ปปช.และผู้ช่วยศาสตราจารย์วิริยะ ศิริชานนท์ ประธาน ทปสท. เป็นตัวแทนลงนาม โดย MOU ดังกล่าวกำหนดระยะเวลา 3 ปี

มทร.ธัญบุรี รับนศ.ใหม่ เกือบ 3 พันคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/314071

มทร.ธัญบุรี รับนศ.ใหม่ เกือบ 3 พันคน

มทร.ธัญบุรี รับนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2661  “วุฒิม.6” ผ่านระบบ  TCAS รอบ 2 “วุฒิ ปวช.และ ปวส.” ผ่านระบบสอบตรง รับจำนวนเกือบ 3 พันคน

 

 

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี รับสมัครนักศึกษาใหม่ประจำปีการศึกษา 2561 วุฒิ ม.6 ในระบบ TCAS รอบ 2 เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ – 31 มีนาคม 2561 จำนวน 1357 คน ผู้สนใจสามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง http://www.tcas.rmutt.ac.th

และวุฒิ ปวช.และ ปวส. ในระบบสอบตรง ตั้งแต่บัดนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2561  จำนวน 1574 คนผู้สนใจสามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง http://www.info.rmutt.ac.th/2561 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.0-2549-3613-15

กสร. ติวเข้ม“นิติกร”ฟ้องคดีแทนลูกจ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/313994

กสร. ติวเข้ม“นิติกร”ฟ้องคดีแทนลูกจ้าง

กสร,ปั้นนิติกร,ศาลแรงงาน,ว่าความแทนลูกจ้าง

กสร.อบรมความรู้หลักสูตรการว่าความในศาลแรงงาน ปั้นนิติกรเป็นทนายความฟ้องคดี-แก้ต่างคดีแรงงานให้ลูกจ้าง ตั้งเป้าเพิ่มประสิทธภาพเรียกร้องสิทธิให้ลูกจ้าง

                20 ก.พ.2561 นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า กสร.มีกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบหลายฉบับ โดยเป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ 6 ฉบับ รวมทั้งกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก ทั้งนี้ การปฏิบัติงานด้านกฎหมาย ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมาย นิติกรในฐานะผู้ปฏิบัติงานหลักด้านกฎหมาย  ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนงานดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ สัมฤทธิ์ผล และก่อประโยชน์สูงสุดแก่นายจ้าง ลูกจ้าง

“ซึ่งหน้าที่สำคัญประการหนึ่งคือ การเป็นทนายความฟ้องคดี หรือ แก้ต่างคดีให้แก่ลูกจ้าง หรือทายาทโดยชอบธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 8 แห่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หรือการดำเนินคดีแทนให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านหรือทายาทในการฟ้องเรียกทรัพย์สินหรือค่าเสียหาย”อธิบดี กสร.กล่าว

นายอนันต์ชัย กล่าวต่อไปว่า กสร. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ ในเรื่อง การจัดทำความฟ้อง คำให้การ คำร้องต่าง ๆ การเตรียมการรวบรวมพยานหลักฐาน ขั้นตอนวิธีพิจารณาคดีของศาลแรงงาน และการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลแรงงาน จึงได้จัดหลักสูตรอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านกฎหมาย หลักสูตรการว่าความในศาลแรงงานให้แก่นิติกรผู้ปฏิบัติงาน

“โดยมีหัวข้อหลัก ๆ อาทิ เรื่องการเตรียมคดี การดำเนินคดีแบบกลุ่ม การอุทธรณ์และฎีกา การรับฟังพยานหลักฐานของศาล เทคนิคการซักถามพยาน มารยาทการว่าความ เป็นต้น และยังมุ่งเน้นการฝึกเชิงปฏิบัติ โดยฝึกเขียนคำฟ้อง คำร้องขอต่าง ๆ และฝึกศาลจำลอง เป็นต้น ทั้งนี้ กสร. มุ่งหวังให้นิติกรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายให้แก่ลูกจ้าง ผู้รับงานไปทำที่บ้าน หรือทายาทโดยชอบธรรมของบุคคลดังกล่าว”อธิบดีกสร.กล่าวในที่สุด