เจ๋ง!! นักวิจัยไทย คว้าเหรียญทองระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/313980

เจ๋ง!! นักวิจัยไทย คว้าเหรียญทองระดับโลก

” นักวิจัย มทร.ธัญบุรี ” คว้าเหรียญทองระดับโลก จากการคิดค้น”หลอดทดสอบแบคทีเรีย”ตรวจสอบสารปนเปื้อนในอาหารเพียง1-2 วันรู้ผลถึง 3 สายพันธุ์ใช้สะดวก ประหยัด

                    เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง เมื่อผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิราภรณ์ อนันต์ชัยพัทธนา สาขาวิชาชีววิทยาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คิดค้นหลอดพร้อมใช้งานสำหรับปฏิกิริยาลูกโซ่มัลติโพลิเมอเรส สำหรับตรวจสอบแบคทีเรียก่อโรคในอาหาร 3 สายพันธุ์ คือ Salmonellaspp,Bacillus cereusและ Staphylococcus aureusเพื่อช่วยลดเวลาในการตรวจสอบแบคทีเรียก่อโรคในอาหาร และอำนวยความสะดวกในการขนส่งสารละลายสำหรับตรวจสอบ

                 นอกจากนี้ ยังเป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการที่ผลิตอาหารจำนวนมากและต้องการตรวจสอบคุณภาพด้านความปลอดภัยของอาหารที่ผลิตขึ้นในจำนวนมากและให้ผลที่รวดเร็ว ซึ่งผลงานดังกล่าวได้รับรางวัลเหรียญทองในงาน INOVA-BUDI UZOR 2017 42nd International Invention Show ณ เมืองโอซีเยก ประเทศโครเอเชีย

                   ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิราภรณ์   อนันต์ชัยพัทธนา เปิดเผย “คมชัดลึกออนไลน์”ว่า ในการตรวจสอบการปนเปื้อนของจุลินทรีย์แบบดั้งเดิมนั้นใช้เวลาในการตรวจประมาณ 5 – 7 วัน ใช้สารเคมี และแรงงานมาก ซึ่งไม่เหมาะสำหรับการตรวจตัวอย่างอาหารจำนวนมากในระดับอุตสาหกรรม

                  ในปัจจุบันจึงมีการพัฒนาวิธีตรวจจุลินทรีย์โดยใช้ปฏิกิริยาลูกโซ่มัลติพอลิเมอเรส มาใช้ในการตรวจสอบแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในอาหาร โดยประสิทธิภาพวิธีนี้ดีกว่าวิธีดั้งเดิม คือ สามารถทราบผลการตรวจที่รวดเร็วในเวลา 1 – 2 วัน ประหยัดแรงงาน สามารถตรวจสอบอาหารได้จำนวนมากในครั้งเดียว และสามารถตรวจสอบหาแบคทีเรียก่อโรคได้ถึง 3 สายพันธุ์ต่อการทดสอบหนึ่งครั้ง

                  นอกจากนี้หลอดที่พัฒนาขึ้นนี้ยังสะดวกต่อการใช้งานเนื่องจากส่วนผสมทั้งหมดของการเกิดปฏิกิริยาที่ใช้ในการตรวจสอบแบคทีเรียทั้ง 3 สายพันธุ์ อยู่ในรูปผงแห้งเคลือบที่ผิวหลอดด้านใน จึงทำให้สามารถเก็บหลอดได้นานที่อุณหภูมิห้อง สะดวกต่อการขนส่งและอยู่ในหลอดพร้อมใช้งานได้ทันทีหลังจากเติมสารละลายดีเอ็นเอที่สกัดจากอาหาร

                  สำหรับนวัตกรรมที่ประดิษฐ์ขึ้น คือ ส่วนผสมของผงแห้งที่ประกอบไปด้วยส่วนผสมของสารที่เหมาะสมสำหรับการเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่มัลติพอลิเมอเรส อยู่ภายในหลอดเฉพาะสำหรับปฏิกิริยาลูกโซ่มัลติพอลิเมอเรส โดยส่วนผสมของสารภายในหลอดจะสามารกใช้ตรวจสอบแบคทีเรียก่อโรคในอาหารจำนวน 3 สายพันธุ์ได้พร้อมกันด้วยการทำการตรวจสอบเพียงครั้งเดียวสามารถช่วยลดเวลาในการตรวจแบคทีเรียก่อโรคในอาหาร ลดต้นทุนทั้งค่าใช้จ่ายด้านแรงงานและสารเคมีในการตรวจ และช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่ง

                 “หลอดที่พัฒนานี้จึงเหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ผลิตอาหารจำนวนมากและต้องการตรวจสอบคุณภาพด้านความปลอดภัยของอาหารที่ผลิตขึ้นในจำนวนมากและให้ผลที่รวดเร็ว” นักวิจัเหรียญทองระดับโลก กล่าว

ธุรกิจเวดดื้ง ต้องเริ่มจากใจรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/313931

ธุรกิจเวดดื้ง ต้องเริ่มจากใจรัก

ธุรกิจแต่งงาน

เจ้าของ”ไบรด์ โฮลเซล”ธุรกิจเวดดิ้ง แนะทำธุรกิจสำเร็จ ต้องเริ่มจากทำทุกอย่างด้วยใจรัก มุ่งมั่น ทุ่มเท ฝากเจ้าสาว เลือกชุดต้องลอง เป็นตัวของตัวเอง

        “เจ้าสาว” เป็นอีกหนึ่งความใฝ่ฝันของสาวๆ หลายคนอยากจะมีโอกาสใส่ชุดเจ้าสาว จัดงานวิวาห์สักครั้ง ทำให้ตอนนี้ธุรกิจเวดดิ้ง เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน ก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“พี่ลักษณ์” หรือ “ภูมิรัตน์ เลิศวิศิษฎ์ชัย” เจ้าของกิจการจำหน่ายส่งและปลีกชุดเจ้าสาว ไบรด์ โฮลเซล (Bride Wholesale) ในราคาย่อมเยา เปิดเผยถึงแนวคิดในการทำธุรกิจเวดดิ้ง  เจ้าใหญ่และราคาถูกที่สุดในโลก กล่าวว่าไบรด์ โฮลเซล (Bride Wholesale)  ไม่ใช่เป็นร้านเวดดิ้ง แต่เราเป็นโรงงานในการผลิตชุดเวดดิ้ง หรือเครื่องแต่งกายที่เกี่ยวข้องกับการแต่งงาน  ซึ่งสาเหตุที่ทำธุรกิจด้านนี้ เพราะมองว่าชุดเจ้าสาว เป็นชุดที่ไม่ควรจะราคาแพง จึงทำระบบใหม่ เป็นการสั่งวัตถุดิบครั้งละมากๆ  และขายให้แก่ร้านเวดดิ้ง หรือเจ้าสาวที่เดินเข้ามาในร้าน

ธุรกิจเวดดื้ง ต้องเริ่มจากใจรัก

  “ภาพรวมของธุรกิจการแต่งงานตอนนี้ดีขึ้น เพราะถึงคนที่นิยมอยู่ก่อนแต่งมากขึ้น แต่สุดท้ายเมื่อถึงวัย วุฒิภาวะ ความมั่นคงทางการเงิน และต่อให้เจ้าสาวท้องพวกเขาก็ยังให้ความสำคัญ และสนใจการแต่งงานอยู่ดี ภาพรวมของร้านเวดดิ้ง เราเป็นโรงงานผลิต อยู่ในส่วนของการขายชุดที่เกี่ยวข้องกับการแต่งงาน ร้านเวดดิ้งทั้งหมด โดย 80% ของร้านเวดดิ้งในประเทศ จะสั่งชุดจากเรา   และจากทำเลที่ตั้ง วอเตอร์เกท พาวิลเลี่ยน ประตูน้ำ ศูนย์กลางในการซื้อสินค้า ทำให้เพิ่มในส่วนของลูกค้าต่างชาติมากขึ้น ดังนั้น ลูกค้าของไบรด์ โฮลเซลจึงมีทั้งร้านเวดดิ้งในประเทศ ลูกค้าชาวไทยและต่างชาติจำนวนมาก”

   “ไบรด์ โฮลเซล” โรงงานเวดดิ้งได้ดำเนินการมาประมาณ 5 ปี  ถือเป็นเจ้าเดียวและเจ้าใหญ่ในการขายชุดการแต่งงาน โดยในร้านมีประมาณ 3,000 กว่าชุด และราคาย่อมเยาตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไป แต่ละวันจะมีการการผลิตงานสำเร็จรูปวันละประมาณ  20 ชุด แต่ถ้าเป็นชุดที่สั่งตัดเฉพาะวันละประมาณ5-10 ชุด

      พี่ลักษณ์ เล่าต่อว่า พี่ไม่ใช่นักธุรกิจ พี่ทำงานตามหัวใจ ตามความสุขของตนเอง และจุดเริ่มต้นของร้านนี้ ดำเนินการมาด้วยความพอเพียง ดังนั้น ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ก็ไม่ได้ปรับอะไรมาก สิ่งที่เราคิดแต่ละวัน คือ ทำชุดอย่างไรให้สวยและราคาถูก

 “ลูกค้าของเราคือร้านค้าเวดดิ้ง การที่ตัดสินใจมาอยู่วอเตอร์เกท พาวิลเลี่ยน เพื่อให้ร้านค้าเวดดิ้งง่ายต่อการซื้อชุดแต่งงานและอุปกรณ์อื่นๆ อีกทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้แก่ตัวเองได้มีลูกค้ามากขึ้น เพราะต่อให้มีการขายออนไลน์ สะดวกมากขึ้น แต่ถ้าเป็นชุดแต่งงาน เขาต้องเห็นสินค้าจริง ทำให้ร้านค้า ลูกค้าสะดวกมากยิ่งขึ้น และได้ลองสินค้า”

สำหรับเทรนด์ชุดแต่งงาน เป็นไปตามสมัยนิยม ยิ่งขณะนี้วัฒนธรรมการถ่ายพรีเวดดิ้ง เก็บความทรงจำก่อนแต่งงาน ทำให้ชุดแต่งงานไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาวอย่างเดียว ไม่มีข้อจำกัด เป็นเรื่องความสวยงาม หรูหรา ที่ไม่ได้ใส่ในชีวิตประจำวัน หลักๆ ชุดไม่ได้เปลี่ยน เปลี่ยนแต่รายละเอียดและมีสีสันมากขึ้น แต่ละเดือน“ไบรด์ โฮลเซล” สามารถขายชุดตอบสนองความต้องการของร้านค้าทั่วประเทศ และส่งออกได้ทันตามความต้องการของลูกค้า

ธุรกิจเวดดื้ง ต้องเริ่มจากใจรัก

“สินค้าชนิดนี้ การติดต่อ ดูแล บริการทางออนไลน์สามารถทำได้ แต่ไม่สามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ เนื่องจากไม่ใช่เสื้อยืด เสื้อเชิ้ตที่เลือกจากรูปก็ซื้อได้ เพราะมีรายละเอียดต่างๆ ต้องมาดูด้วยตาของตนเอง ดังนั้น หลักๆ ที่ร้านเวดดิ้งสนใจทำธุรกิจร่วมกับเรา เนื่องจากราคาถูกกว่าที่ใดๆ ในโลก แบบและดีไซต์ต่างๆ แล้ว เรายังมีการบริการ ดูแลหลังการขายที่ดี”

ทุกคนมีแพลนงานแต่งของตัวเอง และการเลือกชุดเจ้าสาวก็ย่อมมีความต้องการที่แตกต่างกันออกไป พี่ลักษณ์ เล่าอีกว่าการเลือกชุดเจ้าสาว อยากเลือกเพราะเห็นใครใส่ หรืออยากเป็นเหมือนใครสักคน เพราะจะขาดความเป็นตัวของตัวเอง อีกทั้ง สิ่งที่เราเห็นจากรูปถ่าย มันยากที่จะเหมือน อยู่ที่ต้นทุนของเราด้วย สิ่งที่ดีที่สุด คือการลองสวมใส่ ความสวยบนไม้แขวน ความสวยบนรูปภาพ อาจจะไม่เหมือนเมื่ออยู่บนตัวคน

“หลักการตลาดที่ดี ต้องทำในสิ่งที่อยากทำ อย่าไปคิดว่าอยากรวยแล้วทำ แต่ต้องทำเพราะใจรัก ความชอบมากกว่าผลกำไร  มีความสุขที่ได้ทำ เราจะอดทนกับมันได้ เนื่องจากไม่ว่าทำธุรกิจไหนก็ล้วนมีปัญหา พอเราชอบสินค้า งานที่ทำก็จะมีวิธีแก้ไขปัญหา เราเปิดมาเพื่อรองรับคนที่ทำธุรกิจเวดดิ้ง ก่อนที่จะมาคุยกับผู้รู้ผู้มีประสบการณ์ ต้องถามตัวเองก่อนว่าชอบหรือไม่ มีสิ่งที่ชอบที่สุดคืออะไร และอย่ามองว่าทำเงินให้มหาศาล กลายเป็นเศรษฐีหลายล้าน ถ้าคนเรามีสูตรสำเร็จในความสำเร็จ ทุกคนในโลกก็ประสบความสำเร็จ  แต่เราต้องมีความรัก ความมุ่งมั่น เอาใจไปใส่กับงาน ทุ่มเท และอดทน”

นอกจาก “พี่ลักษณ์” จะเป็นเจ้าของร้านแล้ว ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับร้านเวดดิ้งทุกวัน หากอยากได้ชุดวิวาห์ ชุดเจ้าสาวราคาถูก หรือสนใจทำธุรกิจเวดดิ้ง สามารถสอบถามได้ที่ร้านขายส่งชุดวิวาห์ ชุดเจ้าสาว อยู่ที่ชั้น 4 วอเตอร์เกท พาวิลเลี่ยน หรือ ติดตามได้ที่ http://www.bridewholesale.com และfacebook.com/bridewholesale

เด็กเซนต์คาเบรียลร้อง“บิ๊กตู่”จี้สอบผอ.ไม่โปร่งใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/313926

เด็กเซนต์คาเบรียลร้อง“บิ๊กตู่”จี้สอบผอ.ไม่โปร่งใส

เซนต์คาเบรียล,บิ๊กตู่,นายกฯ,ผอโรงเรียน,ไม่โปร่งใส,ขับไล่

ผู้ปกครอง-ศิษย์เก่าชุมนุมขับไล่ ผอ.เซนต์คาเบรียลอ้างบริหารงานไม่โปร่งใสด้าน“พะจุณณ์”ขึ้นเวทีหนุนตัวแทนบุกทำเนียบฯยื่นนายกฯอ้างไม่ไว้ใว้ใจทีมสอบ

เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 19 กุมภาพันธ์ เกิดความวุ่นวายบริเวณหน้าตึกอำนวยการโรงเรียนเซนต์คาเบรียล โดยคณะครู นักเรียน ศิษย์เก่า และผู้ปกครองโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ได้นัดกันแต่งกายด้วยชุดสีดำหลายร้อยคนรวมตัวกันบริเวณสนามมาร์ติน เดอ ตูรส์ เพื่อเรียกร้องให้ ภราดา ผศ.ดร.วินัย วิริยวิทยาวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริหารงานที่ไม่โปร่งใสและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยได้มีการถือป้ายและตะโกนขับไล่เสียงดังอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเจ้าหน้าที่โรงเรียนออกมาไกล่เกลี่ย พร้อมระบุจะออกมาชี้แจงแน่นอน

สำหรับแถลงการณ์ของคณะครู นักเรียน ศิษย์เก่า และผู้ปกครอง สรุปว่า ต้องการให้ชี้แจงข้อเท็จจริงในหลายประเด็น อาทิ เรื่องงบประมาณในการบริหารงาน, การแต่งตั้งบุคลากรที่ไม่มีคุณวุฒิตามมาตรฐานเข้ามาดำรงตำแหน่งในฐานะที่ปรึกษาพิเศษผู้อำนวยการ และการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ อย่างไม่โปร่งใส ทำให้เงินค่าอาหารกลางวันของเด็กที่เสียไปไม่สอดคล้องกับสายโภชนาการ และขอทราบเรื่องหลักฐานการจ่ายเงินเดือนผู้เชี่ยวชาญเงินพิเศษ การจ่ายภาษี รวมถึงการจัดห้องพักให้ผู้เชี่ยวชาญภายในโรงเรียน และปรับปรุงห้องซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ว่าเหมาะสมหรือไม่

 

เด็กเซนต์คาเบรียลร้อง“บิ๊กตู่”จี้สอบผอ.ไม่โปร่งใส 

นอกจากนี้ กรณีนำเงินโรงเรียนจำนวน 70 ล้าน ไปลงทุนในนามบุคคล การเคลียร์ค่าใช้จ่ายงานเลี้ยงปีใหม่ 2017 ยอด 2.6 ล้านบาท ไม่มีใบเสร็จแสดงค่าใช้จ่าย ทองคำที่เหลือจากการแจกปีใหม่ครูที่เหลือไปไหน การเปลี่ยนขนมและอาหารกลางวันนักเรียนเป็นขนมขบเคี้ยว ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ผู้ปกครอง โดยเรื่องเหล่านี้อยากให้ผู้อำนวยการโรงเรียนชี้แจง รวมถึงมีการอ้างเรื่องพฤติกรรมลักษณะเชิงชู้สาวซึ่งถือเป็นการครองตนด้วยจริยวัตรไม่เหมาะสมอย่างยิ่งในฐานะนักบวช

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายผู้ปกครอง ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน เรียกร้องให้ ภราดา ผศ.ดร.วินัย ชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆ ภายใน 7 วัน และเรียกร้องให้แสดงสปิริตด้วยการขอยุติบทบาทการบริหารงานไปยังมูลนิธิเซนต์คาเบรียล เพื่อความโปร่งใสในการตรวจสอบ และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่นักเรียน

ด้าน พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และอดีตทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ให้สัมภาษณ์ภายหลังขึ้นเวทีปราศัยเรียกร้องให้ผู้บริหารโรงเรียนลาออกว่า เป็นเรื่องของเด็กๆ ตนมาในฐานะผู้ปกครองของหลาน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหาเรื่องการทุจริตอาหารเที่ยงของนักเรียนอย่างเดียว ยังมีเรื่องการศึกษา ค่าใช้จ่ายของโรงเรียน การเอาคนภายนอกที่ไม่มีคุณวุฒิมาทำงาน จึงเกิดการขับไล่กัน ตนเพียงแต่ขึ้นไปพูดว่าสิ่งที่เด็กๆ ทำอยู่นี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง

“บ้านเมืองเราจะต้องสร้างคนแบบนี้ขึ้นมา เป็นจุดที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง หากมีบุคลากรเช่นเด็กๆ ลุกขึ้นมาต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผมเพียงไปให้กำลังใจเด็กนักเรียนว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่เป็นเรื่องที่สมควร บ้านเมืองที่เป็นเช่นนี้เพราะไม่มีคนที่จะกล้าขึ้นมาพูดถึงความไม่ถูกต้อง ดังนั้นสิ่งที่นักเรียนทำในวันนี้ถูกต้องแล้วและต้องต่อสู้ให้ชนะ นี่จะเป็นตัวอย่างต่อสถาบันศึกษาอื่นๆ ด้วย” พล.ร.อ.พะจุณณ์ กล่าว และว่า ในส่วนของตนคงไม่เข้าไปก้าวล่วงเพราะเป็นเรื่องภายในโรงเรียน ซึ่งมีรายละเอียดอีกมาก และเราก็ยังไม่ทราบข้อมูลทั้งหมด เราเพียงแค่ไปให้กำลังใจนักเรียน ปล่อยให้นักเรียนและอาจารย์โรงเรียนพูดคุยกันเองเพราะเป็นเรื่องภายในของเขา

 

เด็กเซนต์คาเบรียลร้อง“บิ๊กตู่”จี้สอบผอ.ไม่โปร่งใส 

 

พล.ร.อ.พะจุณณ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของผู้ปกครองที่มาในวันนี้ ต่างขอแรงให้ร่วมมือช่วยเหลือกัน ในฐานะที่มีลูกหลานเรียนที่นี่ ผู้ปกครองอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น พวกเรายอมจ่ายเงินเพื่อให้ลูกหลานได้รับสิ่งที่ดีๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสวนทางและจากที่ฟังข้อมูลจากเด็กๆ รู้สึกว่าผู้บริหารแย่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนเซนต์คาเบรียล มีบุคคลสำคัญเป็นศิษย์เก่าเป็นจำนวนมาก อาทิ “บิ๊กแอ้ด” พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกฯ, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม, พล.อ.วินัย ภัททิยกุล อดีตปลัดกลาโหม และเลขาฯ สมช. เพื่อนร่วมโรงเรียนเซนต์คาเบรียล และเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 6 ของ พล.อ.ประวิตร, พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร อดีตรมช.กลาโหม และอดีตผบ.ทบ. และ พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ที่ปรึกษานายกฯ รวมทั้ง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เป็นต้น

ต่อมาเวลา 12.50 น. ภราดา ผศ.ดร.วินัย ได้ลงมาพบกับคณะผู้ปกครอง ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน พร้อมกล่าวว่า อยากบอกนักเรียน ครู และผู้ปกครองทุกท่านที่อยู่และไม่อยู่ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมามีความหวังดีมาตลอด และไม่หวังว่าที่เราทำดีที่สุดจะถูกใจทุกคน ส่วนที่มีข้อเสนอ 2 ประการ คือ ชี้แจงการบริหารงาน และข้อเรียกร้องให้ยุติบทบาท ก็ยินดีให้ตรวจสอบทุกเรื่องแต่ขอฝากให้ตัวแทนทั้ง 7 คนทำหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการด้วยขณะเดียวกันจะทำหนังสือถึงมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย เพื่อจะขอยุติบทบาทและแจ้งขอให้ยุติบทบาทชั่วคราวจนกว่าการตรวจสอบจะแล้วเสร็จ

“ข้อเรียกร้องที่ทุกคนต้องการคือให้ผมให้ยุติบทบาทผอ.โรงเรียน มีบางคนอ้างถึงในอดีตที่ผมเคยพูดว่าถ้าเซนต์คาเบรียลไม่ต้องการผม ผมจะไปเอง ยังยืนยันคำนั้นอยู่ แต่ขอเวลาคุย สิ่งใดที่ผมทำ ผมทำด้วยใจเสียสละสุดๆ เสียงสะท้อนมาไม่เชื่อ ผมพูดไม่เชื่อไม่เป็นไร ผมพยายามยอมรับได้ ที่ให้ตรวจสอบเรื่องต่างๆ ผมยินดี เพื่อการตรวจสอบอย่างสบายใจไม่มีอิทธิพลครอบงำ ให้ผมถอยผมก็ยินดี เห็นหรือไม่ ผมไม่ใช่คนดื้อรั้น และที่อยู่ตรงนี้มีกี่คน ทั้งหมดมี 5,000 คน โรงเรียนนั้นยังมีประชากรอีก 80-90% ไม่ได้อยู่ที่นี่ หากมาบอกให้บราเดอร์ยังอยู่จะทำอย่างไร” ผอ.วินัย กล่าวและเดินออกจากบริเวณดังกล่าวทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก ผอ.เซนต์คาเบรียลยอมยุติบทบาทชั่วคราวเพื่อเปิดทางให้มีการตรวจสอบ ทางกลุ่มผู้ชุมนุมพอใจได้ยุติการชุมนุมไป แต่จะมีการติดตามว่าจะมีหนังสืออนุมัติจากมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลฯ อนุมัติให้ยุติบทบาทจริงหรือไม่

นอกจากนี้ในเวลา 16.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิโรจน์ กิจเจริญ ผู้แทนคณะครู ผู้ปกครอง นักเรียน และศิษย์เก่าโรงเรียนเซนต์คาเบรียลได้เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เพื่อให้ตรวจสอบ ผอ.โรงเรียนเซนต์คาเบรียล เนื่องด้วยการบริหารและใช้จ่ายงบประมาณอย่างไม่โปร่งใส

นายวิโรจน์ กล่าวว่า แม้ ผอ.วินัยจะขอยุติการปฏิบัติหน้าที่ ผอ. เพื่อเปิดทางให้มีการตรวจสอบแล้ว แต่ยังไม่มั่นใจว่าผลตรวจสอบจะได้ข้อสรุปที่แท้จริง เนื่องจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนล้วนแต่มีบุคคลใกล้ชิดผอ.อยู่ จึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบเรื่องต่างๆ เช่น การนำงบประมาณโรงเรียนไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ การไม่มีธรรมาภิบาลในการบริหารสถานศึกษา ไม่รับฟังความคิดเห็นจากครู ผู้ปกครอง ศิษย์เก่าและนักเรียน อันเป็นประชาคมที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการคัดเลือกคณะกรรมการบริหารสถานศึกษา ขาดการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย การอ้างจัดงานการกุศล การรับบริจาคระดมทุนเพื่อการศึกษาและสวัสดิการครู แต่ผอ.ได้หักเงินโดยไม่มีการชี้แจง จึงขอให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาตรวจสอบและแก้ไขการดำเนินงานที่ส่อไปในทางทุจริต เพื่อสร้างหลักธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในสังคมไทยต่อไป ทั้งนี้ภายหลังเสร็จสิ้นการยื่นหนังสือ คณะครู ผู้ปกครอง นักเรียน และศิษย์เก่ายังได้ร่วมร้องเพลงมาร์ชเซนต์คาเบรียลด้วย

ขณะเดียวกันกลุ่มตัวแทนผู้ชุมนุมบางส่วนเดินทางไปที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยื่นหนังสือให้ตรวจสอบพฤติกรรมของ ผอ.เซนต์คราเบรียล ด้วย โดยนายพะโยม ชินวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กล่าวว่า สช.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปสังเกตการณ์การประท้วงครั้งนี้ด้วย หากทางโรงเรียนต้องการให้ สช.ร่วมเป็นกรรมการตรวจสอบก็พร้อมดำเนินการให้ แต่เชื่อว่าเบื้องต้นทางโรงเรียนสามารถตรวจสอบเองได้

“บ้านหลวง สคูลฟิล์ม”แชมป์หนังสั้น “สพฐ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/313760

“บ้านหลวง สคูลฟิล์ม”แชมป์หนังสั้น “สพฐ.

เรื่องสั่น”ห้องเก็บของ”จากทีม“บ้านหลวง สคูลฟิล์ม” ร.ร.บ้านหลวง คว้าแชมป์หนังสั้น “สพฐ.” ด้าน “อุ๋ย” นนทรีย์ ออกปากชมว่า”สุดยอด”เชื่อเด็กก้าวสู่มืออาชีพได้

         “เด็กไทยร่วมเสริมสร้างชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ภายใต้แนวคิดการประกวดหนังสั้นนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)มีสำนักอำนวยการ สพฐ.เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมประกวดภาพยนตร์สั้น ในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับชาติ ครั้งที่ 67 ปีการศึกษา 2560 มีโรงเรียนที่ชนะการประกวดภาพยนตร์สั้น ที่เป็นตัวแทนระดับ 4 ภูมิภาค เข้าประกวดจำนวนทั้งสิ้น 48 ทีม

 

"บ้านหลวง สคูลฟิล์ม”แชมป์หนังสั้น “สพฐ.

แบ่งเป็นระดับประถมศึกษา จำนวน 12 ทีม ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จำนวน 12 ทีม ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 12 ทีม ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 12 ทีม

การประกวดภาพยนตร์สั้น มีเป้าหมายสำคัญเพื่อการยกระดับการเรียนรู้ตามความถนัดและความสนใจของผู้เรียน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีทักษะชีวิต ทักษะการคิด ทักษะด้านเทคโนโลยี มีขวัญกำลังใจ และมีแนวทางในการศึกษาต่อรวมถึงการประกอบอาชีพในอนาคต

 

"บ้านหลวง สคูลฟิล์ม”แชมป์หนังสั้น “สพฐ.

กิจกรรมในครั้งนี้ สพฐ. ได้เชิญผู้มีความรู้ความสามารถและเชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์ ซึ่งได้รับเกียรติจากสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย มาเป็นคณะกรรมการในการตัดสินภาพยนตร์สั้นนักเรียน ระดับชาติครั้งนี้ ได้แก่ คุณนนทรีย์ นิมิบุตร คุณบัณฑิต ทองดี คุณพัฒนะ จิรวงศ์ คุณเอนก สวัสดิโยดม คุณบุญชัย กัลยาศิริ คุณปัณณวิชญ์ เตชะเกรียงไกร และคุณคำหอม ศรีนอก

 

"บ้านหลวง สคูลฟิล์ม”แชมป์หนังสั้น “สพฐ.“อุ๋ย”นนทรีย์  นิมิบุตร

“อุ๋ย” นนทรีย์ นิมิบุตร ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง ในฐานะกรรมการผู้ตัดสิน เล่าว่า “เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากครับ สำหรับเวทีของ สพฐ. เวทีนี้ที่จัดกิจกรรมให้เด็กๆ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษา ได้มีเวทีทำหนังสั้นให้เราได้ดู ได้ชมกัน รู้สึกดีใจมากๆและขอบคุณมากๆ ที่เห็นความสำคัญของภาพยนตร์และสนับสนุนให้ภาพยนตร์ไทยได้เติบโตต่อไปข้างหน้า เยาวชนก็เป็นคลื่นลูกใหม่ที่จะทำให้วงการภาพยนตร์ไทยได้เติบโตอย่างงดงามและถูกต้อง และยังสนับสนุนให้คนได้ดูหนังมากขึ้น

นนทรีย์  กล่าวอีกว่า สำหรับผลงานของเด็กนักเรียนที่ผมได้ดูในวันนี้ เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างมาก ไม่น่าเชื่อว่าเด็กระดับประถมจะมีไอเดีย มีความสามารถ มีความเข้าใจในภาพยนตร์อย่างจริงจัง แล้วก็น่าส่งเสริมและสนับสนุนมาก

ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง กล่าวอีกว่า เขาเหล่านี้เก่งมากจริงๆ ในขณะตอนที่ตนอายุเท่านี้ ยังวิ่งเล่นอยู่เลย แต่เด็กกลุ่มนี้ก้าวมาถึงจุดนี้ได้ถือว่าสุดยอดมาก และตนเชื่อว่าผลงานของน้องๆ จะสามารถก้าวไปถึงระดับเตรียมขึ้นสู่มืออาชีพได้เลยทีเดียว

 

"บ้านหลวง สคูลฟิล์ม”แชมป์หนังสั้น “สพฐ.

        “หลายๆทีมได้เตรียมตัวมาดีทั้งสคริป ทั้งเรื่องของโปรดักชั่นในการถ่ายทำ การตัดต่อ การทำดนตรีประกอบ ทุกอย่างหลายเรื่องสมบูรณ์แบบหมดเลย มีข้อบกพร่องน้อยมาก ภาพโดยรวมส่วนใหญ่ของหนังสั้นในวันนี้จัดว่าอยู่ในขั้นที่ดีจริงๆ ถ้าเทียบกับหนังเรื่องแรกที่ผมทำ เด็กๆกลุ่มนี้เขาทำได้ดีกว่าผมเยอะมากๆ”ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง กล่าวด้วยรอยยิ้ม

 

"บ้านหลวง สคูลฟิล์ม”แชมป์หนังสั้น “สพฐ.

“อาหยิง” เด็กหญิงอาหยิ่ง แซ่หยาง

อาหยิ่ง ” เด็กหญิงอาหยิ่ง แซ่หยาง ชาวไทยเชื้อสานจีนยูนาน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหลวง ตัวแทนที่ได้รางวัลชนะเลิศเหรียญทอง บอกถึงความรู้สึกว่า “หนูรู้สึกตื่นเต้นและดีใจมาก มากจนทำให้หนูร้องไห้เลยค่ะ ขอบคุณคณะกรรมการ คณะดำเนินงานทุกท่าน ที่ให้โอกาสพวกเราค่ะ”

 

"บ้านหลวง สคูลฟิล์ม”แชมป์หนังสั้น “สพฐ.

ครูปอนด์ ว่าที่ร.ต.ปณิธาน  รัตนธรรม

 ครูปอนด์ ว่าที่ร้อยตรีปณิธาน รัตนธรรม ครูโรงเรียนบ้านหลวง เล่าว่า “ปีนี้เป็นอีกปีที่ บ้านหลวง สคูลฟิล์ม ได้มาถึงระดับชาติและประสบความสำเร็จได้รางวัลชนะเลิศเหรียญทอง ซึ่งเราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากปีที่ผ่านๆมา ต้องขอขอบคุณคณะกรรมการดำเนินการจัดการประกวดทุกท่าน คณะกรรมการตัดสินซึ่งเป็นผู้กำกับ ผู้เขียนบทและเชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์มาตัดสิน พร้อมทั้งให้คำแนะนำแก่ครูและเด็กจากทุกโรงเรียนที่เดินทางมาประกวดตลอด 3 วัน ซึ่งทุกโรงเรียนมีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆปี ทำให้การแข่งขันมีความสนุกมากขึ้นและก็มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นครับ”

ทราบถึงความรู้สึกของผู้ชนะเลิศแล้ว มาถึงความรู้สึกของทีมที่พลาดโอกาสกันบ้าง

 

"บ้านหลวง สคูลฟิล์ม”แชมป์หนังสั้น “สพฐ.

“ก้อง”ดช.ธรรพ์ณธร   ฤทธิ์มาก

ก้อง” เด็กชายธรรพ์ณธร ฤทธิ์มาก โรงเรียนบ้านนาทวี เผยความในใจ “ดีใจครับที่ได้มาถึงขนาดนี้ ถึงแม้ยังไม่ได้รางวัลแต่ผมก็ดีใจมากครับ ผมจะเอาคำติชมและคอมเมนท์ของกรรมการไปปรับปรุงแก้ไข และผมจะกลับมาใหม่ในปีหน้าครับ”

 

"บ้านหลวง สคูลฟิล์ม”แชมป์หนังสั้น “สพฐ.

นายพงษ์ศักดิ์  แก้วเพ็ชร์

 ครูพงษ์ศักดิ์ แก้วเพ็ชร์  ครูโรงเรียนบ้านนาทวี เล่าว่า สำหรับการเข้าร่วมแข่งขันภาพยนตร์สั้นในปีนี้ ก็รู้สึกตื่นเต้นและดีใจที่ได้นำนักเรียนมาหาประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งโรงเรียนบ้านนาทวี ปีนี้ก็มาเป็นปีที่ 3 ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้รางวัลแต่ว่าประสบการณ์ที่ได้มักยิ่งใหญ่เสมอ คิดว่าจะเอาความรู้และประสบการณ์จากการทำเวิร์คช็อป จากคำติชมของคณะกรรมการ กลับไปปรับปรุงและจะกลับมาใหม่ในปีหน้า

สำหรับผลการแข่งขันมีดังนี้ ระดับประถมศึกษา ชนะเลิศ ร.ร.บ้านหลวง (ฝาง) สพป.เชียงใหม่ เขต 3 จากเรื่อง ห้องเก็บของ ลำดับที่ 2 ร.ร.บ้านหนองหาน (วันครู 2502) จากเรื่องปิ่นฮัก ลำดับที่ 3 ร.ร.ดรุณพัฒนา สพป.ลำพูนเขต 1 จากเรื่อง เอกกับอ้อม

ระดับมัธยมศึกษา ขยายโอกาส (สังกัด สพป.) ดังนี้ ชนะเลิศ ร.ร.บ้านแปรง สพป.นครราชสีมา เขต 5 จากเรื่อง รักแปรรูป ลำดับที่ 2 ร.ร.บ้านหนองฆ้อ สพป.ระยอง เขต 1 จากเรื่อง รักษ์ ลำดับที่ 3 ร.ร.วัดพิชัยยาราม สพป.ชุมพร เขต 1 จากเรื่อง ล่า

ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (สังกัด สพม.) ดังนี้ ชนะเลิศ ร.ร.รัตนราษฎร์บำรุง สพม.เขต 8 (ราชบุรี) จากเรื่อง My canel สายธารแห่งรัก ลำดับที่ 2 ร.ร.สกลราชวิทยานุกูล สพม.เขต 23 (สกลนคร) จากเรื่อง ขยะสังคม ลำดับที่ 3 ร.ร.คำแคนวิทยาคม สพม.เขต 25 (ขอนแก่น) จากเรื่อง สืบทอด

 

"บ้านหลวง สคูลฟิล์ม”แชมป์หนังสั้น “สพฐ.

ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (สังกัด สพม.) ดังนี้ ชนะเลิศ ร.ร.จ่านกร้อง สพม.39 (พิษณุโลก-อุตรดิตถ์) จากเรื่อง The Lady ศรัทธาแห่งขุนเขา ลำดับที่ 2 ร.ร.เจริญศิลป์ศึกษา “โพธิ์คำอนุสรณ์” สพม.เขต 23 (สกลนคร) จากเรื่อง สีกรัก ลำดับที่ 3 ร.ร.เบญจมราชูทิศ จังหวัดจันทบุรี สพม.เขต 17 (จันทบุรี) จากเรื่อง ที่ที่ฉันอยากกลับ.

ทีมที่ชนะที่ 1 ได้รับเงินรางวัล จำนวน 15,000 บาท, เหรียญทอง และเกียรติบัตร ชนะที่ 2 ได้รับเงินรางวัล จำนวน 10,000 บาท, เหรียญเงิน และเกียรติบัตร และชนะที่ 3 ได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท, เหรียญทองแดง และเกียรติบัตร ตามลำดับ

    0 ทีมประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์สั้น สพฐ. 0 ภาพ/ข่าว

ปล่อยกู้ 0 % ผู้ประกอบการพัฒนาองค์กร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/313721

ปล่อยกู้ 0 % ผู้ประกอบการพัฒนาองค์กร

พัฒนาแรงงาน,กพรหนุนสปก,4เดือนปล่อยกู้,18ล้าน 25สปก

กพร. หนุน สปก. ปล่อยกู้ 0 % ผู้ประกอบการพัฒนาองค์กร ให้ 25 สถานประกอบกิจการกว่า 18 ล้านบาท กระตุ้นเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

 

18 ก.พ.2561 – นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2557 มีแนวทางสำคัญในการพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

โดยส่งเสริมให้นายจ้างมีส่วนร่วมในการพัฒนาทักษะให้แก่พนักงานของตนเอง พร้อมทั้งจัดตั้งกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งพลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กำชับเรื่องการส่งเสริมการฝึกอบรมเพิ่มทักษะภายใต้กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นอีกหนึ่งกลไกประชารัฐที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการ และอบรมแรงงานควบคู่กันไป นับเป็นอีกเครื่องมือในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาล

 

ปล่อยกู้ 0 % ผู้ประกอบการพัฒนาองค์กร

นายสุทธิ  สุโกศล

นายสุทธิ กล่าวต่อไปว่า กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ปล่อยเงินกู้วงเงินสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท ในการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเร่งฝึกอบรมให้กับพนักงาน ใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมทักษะฝีมือ การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ในปี 61 (ตค.60 -มค.61) คณะกรรมการส่งเสริมฯ อนุมัติให้สถานประกอบกิจการกู้แล้ว 18,340,050 บาท จำนวน 25 แห่ง นอกจากนี้ สถานประกอบกิจการที่มีการฝึกอบรมให้กับพนักงาน ยังสามารถนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

สำหรับการยื่นเรื่องกู้ มีขั้นตอนไม่ยุ่งยากใช้เวลาพิจารณาไม่นาน นำหลักฐานของสถานประกอบกิจการ พร้อมคำขอกู้ยืมเงินมายื่นที่สถาบัน และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่กองส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โทร. 0-2643-6039 หรือดาวน์โหลดเอกสาร ได้ที่ http://www.dsd.go.th/sdpaa โดยคุณสมบัติสำหรับผู้ทำสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่มีสัญชาติไทย ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย และไม่เป็นลูกหนี้ของกองทุนฯ

 

ปล่อยกู้ 0 % ผู้ประกอบการพัฒนาองค์กร

อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ทุกสถานประกอบกิจการมีการกู้เงินเพื่อการลงทุน แต่สิ่งสำคัญในการกู้เงิน เราจะต้องคำนึงถึงการพัฒนาองค์กรและพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรเป็นสำคัญ เงินกู้เพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานนี้นอกจากจะช่วยเป็นค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการพัฒนาพนักงานแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการผลิตอีกด้วย เช่น เมื่อพนักงานมีทักษะสูงขึ้น ทำงานได้เร็วขึ้น สามารถผลิตชิ้นงานได้มากขึ้น หรือสามารถลดปริมาณความสิ้นเปลืองด้านวัถุดิบ ชิ้นงานที่ผลิตมีคุณภาพและมีส่วนเสียน้อยลง เป็นต้น

“ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยเพียงศูนย์เปอร์เซ็นต์เท่านั้น สำหรับผู้ที่ทำสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2561 หลังจากนี้จะปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นสามเปอร์เซ็นต์ จึงขอเชิญชวนให้ยื่นกู้ยืมในช่วงเวลานี้เพื่อได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว อธิบดี กพร. กล่าว

 

ปล่อยกู้ 0 % ผู้ประกอบการพัฒนาองค์กร

ด้านนางสาวนัทธิดา ปรางสุรางค์ เจ้าหน้าที่ด้านทรัพยากรบุคคล บริษัทน้ำตาลอ้อยตะวันออก จำกัด จังหวัดสระแก้ว ดำเนินกิจการประเภทผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทราย และเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ที่เข้าร่วมโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้เล่าว่า โครงการนี้มีประโยชน์อย่างมากต่อสถานประกอบกิจการ เป็นการเปิดโอกาสให้มีเงินทุนเพื่อนำมาฝึกทักษะพนักงานให้มีมากขึ้น และมีโอกาสได้กู้ในช่วงไม่มีดอกเบี้ย และทำให้เข้าถึงประโยชน์ทางด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน จึงอยากเชิญชวนผู้ประกอบกิจการรายอื่นๆ ที่ต้องการแหล่งเงินทุนในการพัฒนาฝีมือแรงงาน ดำเนินการกู้ยืมกับทาง กพร. ในช่วงเวลานี้ก่อนที่จะหมดโปรโมชั่น

มวล.เปิด“สัตวแพทย์นานาชาติ”แล้ว!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/313653

มวล.เปิด“สัตวแพทย์นานาชาติ”แล้ว!!

มวล.เปิด“สัตวแพทย์นานาชาติ”มาตรฐานการศึกษาอังกฤษ ประเดิมฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าฟรี 23-29 มี.ค.นี้ พร้อมเปิดรับนักศึกษารุ่นแรก30 คน ในปีนี้

          เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.)พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.อภินันท์ สุประเสริฐ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการสังคม ในฐานะรักษาการแทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.พีรศักดิ์ สุทธิโยธิน รักษาการแทนคณบดีวิทยาลัยสัตวแพทยศาสตร์อัครราชกุมารี ร่วมกันแถลงข่าวการเปิดโรงพยาบาลสัตว์เล็กและการเปิดรับนักศึกษาหลักสูตรสัตวแพทย์นานานาชาติ วิทยาลัยสัตวแพทยศาสตร์ อัครราชกุมารี โดยมีผู้บริหารของมหาวิทยาลัย และสื่อมวลชนแขนงต่างๆเข้าร่วม 40 คน ณ ประชุมโมคลาน อาคารบริหาร ม.วลัยลักษณ์

          ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีนโยบายที่ให้ความสำคัญสูงสุดในเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน มุ่งสู่มหาวิทยาลัยแห่งคุณภาพ เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยคุณภาพสมบูรณ์แบบชั้นนำของประเทศ ซึ่งปัจจุบันได้นำมาตรฐาน UKPSF จากประเทศอังกฤษมาใช้ในการเรียนการสอน ใช้ระบบ Smart Classroom มีการปรับปรุงห้องปฏิบัติการและสิ่งอำนวยความสะดวก ให้มีมาตรฐานสากล พร้อมทั้งให้ความสำคัญต่อการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ

         “นอกจากนี้ บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรที่มี สภาวิชาชีพรองรับต้องสอบผ่านใบประกอบวิชาชีพในครั้งแรก ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 ส่วนหลักสูตรที่ไม่มีสภาวิชาชีพต้องผ่านการสอบประมวลความรู้ EXIT-EXAM ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีนโยบา ในการมุ่งสู่ความเป็นนานาชาติมากขึ้น โดยได้มีการจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติ วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์นานาชาติ และวิทยาลัยสัตวแพทยศาสตร์อัครราชกุมารี ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระราชทานนามวิทยาลัยดังกล่าวด้วย”อธิการบดี มวล.ระบุ

             อธิการบดี ม.วลัยลักษณ์ กล่าวต่อว่าวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งวิทยาลัยสัตวแพทยศาสตร์อัครราชกุมารี ว่า เพื่อผลิตบัณฑิตทำงานในประเทศและดูแลผู้ประกอบการต่างประเทศ รวมทั้งการไปทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญในประเทศแถบอาเซียนอีกด้วย ทื่สำคัญสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกด้านสาธารณสุข ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งคนเหล่านั้นหันมาให้ความสนใจการเลี้ยงสัตว์เป็นเพื่อนคลายเหงามากขึ้น ซึ่งการเปิดหลักสูตรสัตวแพทยศาสตร์อัครราชกุมารีและการเปิดโรงพยาบาลสัตว์เล็ก ถือเป็นกลไกในการยกระดับการศึกษาของสัตวแพทย์สู่สากล

          ด้านศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.อภินันท์ สุประเสริฐ กล่าวว่า โรงพยาบาลสัตว์เล็ก วิทยาลัยสัตวแพทยศาสตร์ อัครราชกุมารี ซึ่งจะเปิดนำร่องในวันที่ 29 มีนาคม 2561 จะเป็นกลไกในการยกระดับการศึกษาสัตวแพทย์สู่สากล มาตรฐานระดับโลก และเป็นการสนองนโยบายของประเทศในเรื่องสุขภาพของคน สุขภาพของสัตว์และสุขภาพสิ่งแวดล้อม โดยดูเป็นองค์รวม (One Health) และต่อยอดผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ (ไทยแลนด์ 4.0)

         “ซึ่งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้สะสมประสบการณ์มายาวนาน เช่น โครงการขยายผลผลิตสัตว์น้ำ โคขุนประชารัฐ อาหารปลอดภัย และโครงการพัฒนาสื่อการสอนหุ่นจำลองจากยางพารา (Medical model by para rubber) ตลอดจนอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ของจังหวัดนครศรีธรรมราช และของประเทศ ซึ่งจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในการพัฒนาเรื่องดังกล่าวให้ก้าวหน้าและเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ โรงพยาบาลสัตว์เล็กจะเปิดให้บริการรักษาสัตว์และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าฟรีในช่วงงานวลัยลักษณ์เดย์ 23-29 มีนาคม 2561 นี้ด้วย”ศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.อภินันท์ กล่าว

          ในขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.พีรศักดิ์ สุทธิโยธิน กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า หลักสูตรสัตวแพทย์ศาสตร์นานาชาติเป็นหลักสูตรแรกของประเทศไทย ที่จัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ โดยได้มีการขอการรับรองจากสัตวแพทยสภา และมีเป้าหมายที่จะไปขอการรับรองจากต่างประเทศอีกด้วย มีการส่งนักศึกษาไปฝึกงานทั้งในและต่างประเทศ โดยความเป็นพิเศษของหลักสูตรนี้จะมีการเรียนในศาสตร์ที่หลากหลาย นักศึกษาจะได้เรียนหลักสูตรทางวิชาการทฤษฎีหลักตั้งแต่ปีที่ 1ถึงปีที่ 4 หลังจากนั้นในปีที่ 5 นักศึกษาจะเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในศาสตร์ตามชนิดของสัตว์ ส่วนปีที่ 6 นักศึกษาสามารถเรียนรู้เฉพาะทางเพิ่มเติมตามที่นักศึกษาประสงค์ได้ โดยหลักสูตรนี้ได้เปิดรับนักศึกษารุ่นแรกในปีการศึกษา 2561 จำนวน 30 คน

รพ.รับจ่ายยาผิด กรณีจ่ายทาเป็นยากินแก้ไอ(คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/313632

รพ.รับจ่ายยาผิด กรณีจ่ายทาเป็นยากินแก้ไอ(คลิป)

คุณภาพชีวิต > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  16 ก.พ. 2561

รพ.ยอมรับจ่ายยาผิดให้คนไข้ เพราะจ่าย”ยาทา”เป็น “ยากินแก้ไอ” พร้อมจะปรับระบบ เพิ่มเภสัชกร 2 คนทำงาน

         เมื่อเวลา 15.20 น. วันนี้ (16 ก.พ. 2561) ผู้สื่อข่าว จ.ปราจีนบุรี รายงานว่าจากที่มีผู้ใช้เฟชบุ๊คใช้ชื่อว่าออยอี้ ชื่อนี้ พ่อให้มา โพสต์ภาพยา– พร้อมข้อความว่า …เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อวันที่ 6ก.พ. แม่เราไปหาหมอที่โรงพยาบาลเนื่องจากมีอาการไอและเจ็บคอ หมอก็ให้ยามากิน กินทีแรกแม่ก็รู้สึกแปลกๆอยู่ว่ากลิ่นและรสชาติมันไม่ใช่ แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร พอมากินอีกทีแม่เลยเอะใจว่า มันไม่ใช่แล้ว เลยลองอ่านฉลากยาดู โอ้โห !!! พระเจ้า เป็นความผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัยเลย ยากับฉลากที่โรงพยาบาลติดมามันไม่ตรงกัน คนละเรื่องกันเลย แม่เรายิ่งเป็นไทรอยด์อยู่ด้วยไม่รู้จะเป็นอันตรายหรือป่าว แม่บอกว่าก็รู้สึกว่าเวียนหัวและเหนื่อยง่ายกว่าปกติที่เคยเป็น เราก็ไม่รู้นะว่ามันเป็นเพราะยาหรือเป็นจากไทรอยด์กันแน่ คิดดูถ้าแม่กินไปเยอะกว่านี้จะเกิดอะไรขึ้น

          คุณทำงานที่มันเกี่ยวเนื่องกับชีวิตคน ควรจะระมัดระวังและรอบคอบให้มากกว่านี้ ลองคิดดูว่าถ้าเป็นคนอื่นที่อ่านหนังสือไม่ออก หรือคนที่ไม่เอะใจกับสิ่งผิดปกตินี้ แล้วกินยานี้ไปเรื่อยๆจะเกิดอะไรขึ้น นี่มันชีวิตคนทั้งคนเลยนะ…

         ปรากฏมีคนกดไลค์ – แชร์ และมีสื่อมวลชนจำนวนมากให้ความสนใจนำเสนอผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ติดต่อกับ นพ.โชคชัย  มานะดี ผู้อำนวยการ รพ.กบินทร์บุรี ได้รับทราบลาไปดูแลมารดาที่ป่วยหนักที่ จ.เพ็ชรบูรณ์ จึงได้โทรศัพท์สัมภาษณ์

รพ.รับจ่ายยาผิด กรณีจ่ายทาเป็นยากินแก้ไอ(คลิป)

         นพ.โชคชัย กล่าวว่า “เป็นความจริงที่ได้มีการจ่ายยาทากินแก้ไอหมอสั่งยาถูก แต่กล่องยาคล้ายกัน เบื้องต้นนี้ทางญาติผู้ป่วยเอายามาเปลี่ยนคืน และเภสัชฯขอโทษ ซึ่งจะปรับระบบใหม่โดยใช้เภสัชจ่ายยา 2 คน คน 1 จ่ายยา อีกคน 1 เช็คยา จากการสอบถามทราบว่ายาดังกล่าวเป็นยาไม่ร้ายแรง เนื้อยาเฝื่อน คนไข้กินไม่หมด คนไข้ยังปกติซึ่งทางโรงพยาบาลยอมรับผิด และได้รายงานให้ทางกระทรวงสาธารณสุขทราบเรื่องตามลำดับแล้ว”

กพร.ปั้นช่างสีอุตฯป้อนตลาดแรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/313535

กพร.ปั้นช่างสีอุตฯป้อนตลาดแรงงาน

คนยากไร้,ติวเข้ม,ช่างทาสีอุตสาหกรรม,กพร,อธิบดีกพร

กพร. จับมือเอกชนยักษ์ใหญ่ เปิดโอกาสผู้มีรายได้น้อย ช่างสีอิสระ ปชช.เข้ารับการอบรมเข้มเป็นช่างทาสีอุตสาหกรรม 30ช.ม.หวังป้อนตลาดแรงงาน

           16 ก.พ.2561- นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่ากรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน จัดฝึกอาชีพให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนและได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ตามนโยบายของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และสอดรับกับนโยบายเร่งด่วน (Agenda Based) ของพลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน การพัฒนาทักษะฝีมือให้กับคนทำงานทุกเพศ ทุกวัย เพิ่มช่องทางในการมีงานทำ สร้างรายได้ในการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว มีการฝึกอาชีพในสาขาช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ ช่างซ่อมเครื่องยนต์เล็กเพื่อการเกษตร ช่างเทคนิคงานคอนกรีต ช่างตัดเย็บเสื้อผ้า การทำหมอนเพื่อสุขภาพ การทำขนมไทย การประกอบธุรกิจออนไลน์ เป็นต้น

ขณะนี้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม 1,961 คน จากที่ตั้งเป้าหมายไว้ 3,840 คน ดำเนินการภายใต้โครงการพัฒนาฝีมือให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและผู้มีรายได้น้อย

นายสุทธิ กล่าวต่อไปว่า กพร. ใช้แนวทางประชารัฐร่วมกับบริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินการจัดฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกยกระดับฝีมือ สาขา การทาสีอุตสาหกรรมสำหรับงานอาคาร สาขาดังกล่าวเป็นกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน

กพร.ปั้นช่างสีอุตฯป้อนตลาดแรงงาน

กลุ่มเป้าหมายนอกจะเป็นผู้มีรายได้น้อย ก็ยังเปิดโอกาสให้ช่างสีอุตสาหกรรม ช่างอิสระ เยาวชนและผู้ด้อยโอกาสเข้าร่วมฝึกอบรม จะใช้ระยะเวลาการฝึกอบรม 30 ชั่วโมง ได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติในหัวข้อความปลอดภัยในการทำงาน การเตรียมพื้นผิว การตรวจสอบพื้นผิว การทาสีสำหรับงานพื้น หลังคา งานโครงการสร้างเหล็กทั่วไปการตรวจสอบคุณภาพของฟิล์มสี วิธีป้องกันและแก้ไขของสีเบื้องต้น การประมาณราคางานสี การวัดและประเมินผล ปฏิบัติงานในการทาสีอาคารในการสร้างสาธารณประโยชน์ให้แก่สังคมและชุมชน และซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ รวมถึงปลูกฝังเกี่ยวกับทัศนคติการทำงานด้านการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Jobs)

 

กพร.ปั้นช่างสีอุตฯป้อนตลาดแรงงาน

นายสุทธิ  สุโกศล

“ดำเนินการฝึกอบรมโดยหน่วยงานในสังกัดกพร.สถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ หากสามารถรวบรวมจำนวนผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ 20 คน ก็สามารถเปิดฝึกอบรมได้อย่างทันที คุณสมบัติของผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ประกอบอาชีพทางด้านช่างก่อสร้างหรืองานอื่นที่เกี่ยวข้อง มีความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวกับงานสีอาคาร ผู้มีร่างกายแข็งแรง มีความประพฤติดี ฝึกอบรมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้สนใจเข้ารับการฝึกอบรมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 0 2247 9420 และสายด่วน 1506 ต่อ 4” อธิบดี กพร. กล่าว

“บิ๊กอู๋”ย้ำแรงงานประมงผิดกม.หมดจากไทยแน่!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/313534

“บิ๊กอู๋”ย้ำแรงงานประมงผิดกม.หมดจากไทยแน่!!

แรงงานประมง,แรงงานผิดกฏหมาย,พลตออดุลย์,รมวแรงงาน

“บิ๊กอู๋”ย้ำรัฐบาลทำเต็มที่ มั่นใจแรงงานประมงที่ผิดกฎหมาย หมดไปจากประเทศไทย เผยปัจจุบันมีแรงงานประมงทั้งสิ้น128,669 คน

          16 ก.พ. 2561 – พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาด้านแรงงานประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำ ณ ห้องประชุมประสงค์ รณะนันทน์ ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงานว่า รัฐบาลไทยได้มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาแรงงานในภาคประมงอย่างจริงจังในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และได้ดำเนินการออกมาตรการเพื่อคุ้มครองแรงงานทั้งในด้านกฎหมาย นโยบาย การบังคับใช้ การเยียวยาคุ้มครองผู้เสียหาย รวมทั้งมีความร่วมมือกับทั้งภาคเอกชน NGOs องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) สหภาพยุโรป (EU) และรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลให้สถานการณ์ด้านแรงงานในภาคประมงเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีและพัฒนาขึ้นในหลายด้าน

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลมั่นใจว่าการดำเนินการที่ผ่านมาสามารถแก้ไขปัญหาแรงงานประมงในประเทศไทยให้หมดไปจากประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน โดยได้ดำเนินมาตรการที่มีความคืบหน้าในหลายประการ อาทิ การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ การตรวจแรงงานอย่างเข้มข้นและเป็นระบบ

“ซึ่งในปี 2561 จะมีพนักงานตรวจแรงงานรวมทั้งสิ้น 1,692 คน และจากผลการบังคับใช้กฎหมายที่มีความเข้มงวดมากขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการป้องปรามการใช้แรงงานผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น มีการดำเนินคดีกว่า 4,240 คดี โดยขยายผลเป็นการดำเนินคดีค้ามนุษย์จำนวน 85 คดี “พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวอีกว่า  กระทรวงแรงงานยังได้มีมาตรการทำให้แรงงานต่างด้าวเข้าสู่ระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและจัดเก็บอัตลักษณ์ การกำหนดให้นายจ้างต้องจัดทำสัญญาจ้างเป็นภาษาของลูกจ้างและให้ลูกจ้างเก็บไว้ 1 ฉบับ การจัดระเบียบบริษัทจัดหาแรงงานต่างด้าว โดยให้มาขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง การกำหนดหลักเกณฑ์ให้แรงงานต่างด้าวสามารถยื่นขอเปลี่ยนนายจ้างได้อย่างชัดเจนและครอบคลุมยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะแรงงานภาคประมง การออกกฎหมายห้ามใช้แรงงานอายุต่ำกว่า 18 ปี ในสถานที่อันตราย รวมถึงในเรือประมงและโรงงานแปรรูปอาหารทะเล การร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 188 การทำงานในภาคประมง และพิธีสารภายใต้อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 29 แรงงานบังคับ และฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง รวมทั้งการขยายช่องทางการรับรู้เรื่องสิทธิแรงงานอีกด้วย

ทั้งนี้ สถานการณ์แรงงานประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2561 พบว่า มีแรงงานประมงทะเลทั้งสิ้น 128,669 คน เป็นแรงงานไทยที่ได้รับ Seaman Book จำนวน 57,781 คน และแรงงานต่างด้าวที่ได้รับ Seabook จำนวน 70,888 คน ส่วนแรงงานต่างด้าวในกิจการแปรรูปสัตว์น้ำ ณ เดือนธันวาคม 2560 จำนวน 222,274 คน

องค์การค้าฯปรับปรุงตำราใหม่ ทันใช้เปิดเทอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/313442

องค์การค้าฯปรับปรุงตำราใหม่ ทันใช้เปิดเทอม

ปรับปรุงตำราเรียน,องค์การค้าฯ,สกสค,สสวท,ปีการศึกษา 2561,ดรพรพรรณ,นายพินิจศักดิ์

องค์การค้าของ สกสค. จับมือ สสวท. ปรับปรุงหลักสูตรหนังสือเรียนใหม่ ทั่วถึงทั่วไทย ทันใช้เปิดเทอม ปีการศึกษษ 2561 เนื้อหาสาระอ่านเข้าใจง่าย พิมพ์ 4 สีสวยงาม

           นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. ร่วมมือกับ ดร.พรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) แถลงข่าวเรื่อง “หนังสือเรียนวิทย์ คณิต สสวท. ฉบับปรับปรุงใหม่ ทั่วถึงทั่วไทย ทันใช้เปิดเทอม” วันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชั้น 3 อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ

องค์การค้าฯปรับปรุงตำราใหม่  ทันใช้เปิดเทอม

         นายพินิจศักดิ์ กล่าวว่า เป็นความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงานที่ได้ดำเนินการร่วมกันมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 โดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) มีบทบาทสำคัญในเรื่องของการพัฒนาหลักสูตรการศึกษา จัดทำตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง พัฒนาและจัดทำต้นฉบับหนังสือและสื่อต่างๆ

          ส่วน องค์การค้าของ สกสค. มีหน้าที่ในการผลิตหนังสือเรียนให้ทันก่อนการเปิดภาคเรียน และจัดจำหน่ายหนังสือเรียน สื่อการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภายใต้การควบคุมราคาที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ได้อนุมัติราคาหนังสือแบบเรียนไว้ เพื่อกำหนดเป็นมาตรฐานราคาหนังสือ ซึ่งองค์การค้าของ สกสค. มั่นใจว่าเป็นราคาที่ยุติธรรม และเป็นการถ่วงดุลราคาหนังสือในตลาดสื่อเสรี เพื่อให้มีการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างคุ้มค่า

          สำหรับหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 ที่ใช้ในปีการศึกษา 2561 นี้ จะเริ่มใช้ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามลำดับ จำนวน 32 รายการ และมีหนังสือที่เตรียมพร้อมออกสู่ตลาดอีกมากมาย รูปเล่มมีขนาดเหมาะสม ออกแบบอย่างสวยงามเพื่อสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้

องค์การค้าฯปรับปรุงตำราใหม่  ทันใช้เปิดเทอม

        อีกทั้ง เนื้อหามีจุดเด่นและสาระสำคัญ ทำให้อ่านเข้าใจง่าย จัดพิมพ์ 4 สี สวยงามตามอัตลักษณ์ของหนังสือ สสวท. ที่เป็นมาตรฐานสากล เพื่อช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ให้สูงขึ้น และสามารถนำความรู้ไปใช้แก้ไขปัญหาในชีวิตจริงได้ตามแนวทาง สะเต็มศึกษา ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมที่สามารถนำไปสู่การพัฒนาประเทศเข้าสู่ Thailand 4.0

          ในการจัดจำหน่ายหนังสือเรียนฉบับปรับปรุงหลักสูตรใหม่สำหรับปีการศึกษา 2561นี้ เนื่องจากองค์การค้าของ สกสค. มีร้านเครือข่ายศึกษาภัณฑ์พาณิชย์จังหวัด ถึง 96 แห่งครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค ทำให้มั่นใจได้ว่าสามารถจัดส่งหนังสือเรียนไปยังผู้เรียน สถานศึกษา ได้ทันก่อนการเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2561 อย่างแน่นอน