“พลเอก เต็ง เส่ง” เยี่ยมนักศึกษาเมียนมาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/313407

“พลเอก เต็ง เส่ง” เยี่ยมนักศึกษาเมียนมาร์

พลเอก เต็ง เส่ง,นักศึกษา,เมียนมาร์,รองศาสตราจารย์ ดร สมภพ มานะรังสรรค์,เยี่ยม

“พลเอก เต็ง เส่ง” เยี่ยมนักศึกษาเมียนมาร์ ระบุ มีนศ.ทั้งระดับป.ตรี-โท 40 คน ที่ได้รับทุนการศึกษาเพื่อสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์”

          รองศาสตราจารย์ ดร. สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (ที่ 5 จากขวา) พร้อมอาจารย์พรวิทย์ พัชรินทร์ตนะกุล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ (ที่ 4 จากขวา) ต้อนรับพลเอก เต็ง เส่ง อดีตประธานาธิบดีของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ (ที่ 5 จากซ้าย) ซึ่งให้เกียรติเยี่ยมชมและพบปะนักศึกษาในโครงการ“ทุนการศึกษาเพื่อสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์”

"พลเอก เต็ง เส่ง" เยี่ยมนักศึกษาเมียนมาร์

"พลเอก เต็ง เส่ง" เยี่ยมนักศึกษาเมียนมาร์

           โดยปัจจุบันมีนักศึกษากว่า 40 คนกำลังศึกษาที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ทั้งระดับปริญญาตรี ในสาขาวิชาการจัดการธุรกิจการค้าสมัยใหม่ หลักสูตรนานาชาติ และระดับปริญญาโท สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ หลักสูตรนานาชาติ เมื่อวันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 ณ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ถนนแจ้งวัฒนะ  กรุงเทพมหานคร

กสร.เปิดประชาพิจารณ์กม.แรงงานสัมพันธ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/313413

กสร.เปิดประชาพิจารณ์กม.แรงงานสัมพันธ์

กสรประชาพิจารณ์,กมแรงงานสัมพันธ์,4ครั้ง4ภาค,นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ,อธิบดีกสร

กสร.เปิดประชาพิจารณ์ กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ 4 ครั้ง เชิญนายจ้าง ลูกจ้าง และผู้เกี่ยวข้องร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อแก้ไขให้สอดคล้องสถานการณ์ด้านแรงงานและมาตรฐานสากล

         15 ก.พ. 2561 – นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า กสร. เปิดเวทีประชาพิจารณ์ร่างพ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. … เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้อย่างทั่วถึงและรอบด้าน ตลอดจนวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

         เนื่องจากพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เป็นกฎหมายหลักที่ใช้การดำเนินกระบวนการแรงงานสัมพันธ์ระหว่างนายจ้าง ลูกจ้างในสถานประกอบกิจการซึ่งใช้มาเป็นระยะเวลานาน ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาด้านแรงงานสัมพันธ์ สภาพการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

         รวมทั้ง ให้สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานสากล อาทิ อนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และอนุสัญญาฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง จึงมีความจำเป็นในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

         อธิบดีกสร. กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ เวทีประชาพิจารณ์ร่างกฎหมายฉบับนี้เปิดให้ผู้แทนองค์กรนายจ้าง องค์กรลูกจ้าง นักวิชาการ และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมแสดงความคิดเห็นจำนวน4ครั้ง โดยครั้งแรกจัดเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อวันที่ 13 ก.พ.2561 ที่ผ่านมา ณ จังหวัดสงขลา

          และมีกำหนดจัดอีก 3 ครั้ง ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 22 ก.พ.2561 จังหวัดนครราชสีมา วันที่ 27 ก.พ.2561 และส่วนกลาง ณ กระทรวงแรงงาน ในวันที่ 9 มี.ค.2561 หลังจากนั้นจะสรุป และวิเคราะห์ผลที่ได้จากการทำประชาพิจารณ์เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว

7,000 อัตรา รับนร.-นศ.ทำงานปิดเทอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/313405

7,000 อัตรา รับนร.-นศ.ทำงานปิดเทอม

กแรงงาน,นักเรียน-นักศึกษา,อายุ 15ปีขึ้นไป,ค่าแรง,7ชมวัน,300 บาท,บิ๊กอู่

“บิ๊กอู๋”ชู โครงการ”ประชารัฐรวมพลัง สร้างยุวแรงงาน” หางานให้นักเรียน นักศึกษาทำ รับปิดเทอมกว่า 7,000 อัตรา จาก 400 สถานประกอบการ เริ่มทำงาน 9 มี.ค. นี้

 

พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังการประชุมหารือร่วมกับภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริมการมีงานทำให้นักเรียน นักศึกษาในช่วงปิดภาคเรียนหรือช่วงว่างจากการเรียนเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคมของทุกปีจ ะอยู่ในช่วงปิดภาคเรียนของนักเรียน นักศึกษา ดังนั้นเพื่อส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษาได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นผลดีต่อเด็กครอบครัวและสังคมนั้น

กระทรวงแรงงานได้จัดโครงการ“ประชารัฐรวมพลัง สร้างยุวแรงงาน”ขึ้น มีเป้าหมายจัดหางานให้เด็กนักเรียน นักศึกษาทำในช่วงปิดภาคเรียนหรือช่วงว่างจากการเรียน 20,000 คน ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด 4ภูมิภาค เช่น ปทุมธานี นนทบุรี เชียงใหม่ เชียงราย นครสวรรค์ ชลบุรี นครราชสีมา อุบลราชธานี ขอนแก่น เป็นต้น

ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ในการทำงานจริง ฝึกความอดทน ปลูกฝังความรับผิดชอบและสร้างวินัยในตนเอง ทั้งยังสามารถใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ไม่ไปมั่วสุมหรือยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดหรือประพฤติตนเสื่อมเสีย

นอกจากนี้ยังมีรายได้ระหว่างเรียนจากการประกอบอาชีพที่เหมาะสม เป็นการเพิ่มรายได้ให้ตนเอง ช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครองรวมทั้งได้เห็นคุณค่าของเงิน อันจะเป็นแนวทางในการเรียนรู้โลกแห่งอาชีพก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพื่อเป็นพื้นฐานในการหางานทำเมื่อจบการศึกษาต่อไป

โดยจะเป็นการทำงานในรูปแบบ“ประชารัฐ”บูรณาการร่วมกันระหว่างภาคเอกชน กระทรวงแรงงานและสถานศึกษา กล่าวคือ กรมการจัดหางานจะประสานสถานประกอบการในการหาตำแหน่งงาน จัดนัดพบแรงงาน สร้างเครือข่ายกับสถานประกอบการ สถานศึกษา ครูแนะแนว และภาคีผู้ปกครอง กรมพัฒนาฝีมือแรงงานฝึกทักษะเตรียมความพร้อมก่อนทำงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน ความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน รวมทั้งสิทธิประโยชน์จะพึงได้รับตามกฎหมาย

มีเงื่อนไขว่านักเรียน นักศึกษาจะทำงานได้ต้องมีอายุตั้งแต่15ปีขึ้นไป โดยหากทำงานในหน่วยงานราชการปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า7ชั่วโมงต่อวัน ไม่รวมเวลาหยุดพัก จะมีค่าตอบแทนไม่เกินวันละ300บาท หากปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า3ชั่วโมงครึ่งต่อวัน ค่าตอบแทนไม่เกิน150บาท

กรณีทำงานในสถานประกอบการภาคเอกชน กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ40บาท ชั่วโมงการทำงานแบ่งเป็น2ช่วง ได้แก่ ช่วงที่1ในช่วงเปิดภาคเรียนปกติ ทำงานได้ไม่เกินวันละ4ชั่วโมง วันหยุดเรียน วันหยุดประจำสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ไม่เกิน6ชั่วโมงต่อวัน

ช่วงที่2ช่วงปิดภาคเรียนทำงานได้ไม่เกินวันละ7ชั่วโมง และไม่เกิน36ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ห้ามทำงานในสถานที่เล่นการพนัน โรงฆ่าสัตว์ สถานเต้นรำ ร้านอาหารที่มีการจำหน่ายแอลกอฮอล์ เป็นต้น งานที่ทำได้เป็นงานขายสินค้า งานร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า งานบริการในร้านสะดวกซื้อ งานคลังสินค้า และงานวิจัยตลาด เป็นงานที่มีความปลอดภัยและไม่เสี่ยงอันตราย

การสานพลังประชารัฐมีการหารือร่วมกับผู้แทนภาครัฐจากสถานศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจักรพงษ์ภูวนารถ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต วิทยาลัยอาชีวศึกษาดุสิตพณิชยการ โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ โรงเรียนวิชูทิศ โรงเรียนนนทรีวิทยา โรงเรียนพณิชยการจำนงค์ และภาคีเครือข่ายผู้ปกครอง ผู้แทนกระทรวงแรงงานคือ กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม ผู้แทนภาคเอกชนได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมการโรงแรม สมาคมการค้าปลีก บริษัทฟู้ดแพชชั่น จำกัด บริษัทโฮมโปรดักส์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัทเซ็นทรัลเรสเตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด บริษัททรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทเดอะไมเนอร์ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัทโออิชิกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กลุ่มสยามพิวรรธน์ (ศูนย์การค้าสยามฯ)บริษัทสหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) บริษัทซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน)

รมว.แรงงาน กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้ประสานกับนายจ้าง/สถานประกอบการทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั่วประเทศแล้วกว่า400แห่ง มีตำแหน่งงานรองรับในเบื้องต้นกว่า7,000อัตรา เป็นกรุงเทพฯ กว่า1,700อัตรา ต่างจังหวัดกว่า6,000อัตรา อัตรา เช่น ตำแหน่งงานว่าง เช่น ผู้ช่วยผู้จัดการร้านฝึกหัดพนักงานบริการ พนักงานต้อนรับ พนักงานจัดเรียงสินค้า แคชเชียร์ พนักงานเสริฟ์ พนักงานแนะนำสินค้า พนักงานคีย์ข้อมูล เป็นต้น

ทั้งนี้ กำหนดเริ่มดำเนินการวันที่ 8 มีนาคม 2561 นักเรียน นักศึกษาจะเริ่มทำงานวันที่ 9 มีนาคม 2561และเมื่อเสร็จสิ้นการทำงานจะได้รับวุฒิบัตรพร้อมกับคู่มือในการปฏิบัติงาน ส่วนสถานประกอบการจะมีคู่มือว่าจะดูแลเด็กอย่างไรในการทำงานอีกด้วย โดยสามารถสอบถามรายละเอียดหรือติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่1-10หรือ โทร.สายด่วนกระทรวงแรงงาน1506

สธ.แนะ 5 มาตรการ ป้องกันฝุ่นละออง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/313294

สธ.แนะ 5 มาตรการ ป้องกันฝุ่นละออง

ฝุ่นละออง,5มาตรการ,สธแนะ,หมอปิยะสกล

“หมอปิยะสกล” ผนึกกำลังหน่วยงานที่เกียวข้อง แนะ 5 มาตรการ “หลีก ปิด ใช้ เลี่ยง ลด”ป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก

 

14 กุมภาพันธ์ 2561  ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุขนายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ผู้แทนกรุงเทพมหานคร นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ และนางสุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ร่วมกันแถลงข่าวเรื่องมาตรการป้องกันมลพิษและการดูแลสุขภาพประชาชน

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า จากรายงานของกรมควบคุมมลพิษที่ตรวจพบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน(PM2.5) ในอากาศในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีค่าเกินมาตรฐาน(ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ของฝุ่นละอองขนาด เล็กกว่า 10 ไมครอน ไม่เกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งนอนใจ และรู้สึกห่วงใยในสุขภาพของประชาชนอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ได้มีการเฝ้าระวังติดตาม สถานการณ์ฝุ่นละออง รวมถึงเฝ้าระวังประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบฝุ่นละออกจนเกิดโรคทางระบบเดินหายใจซึ่งขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจที่มีอาการรุนแรงหรือผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อนหรือการเสียชีวิต โรคไข้หวัดใหญ่มีแนวโน้มลดลง และโรคปอดอักเสบแนวโน้มคงที่

อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกและสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่ได้เกินค่าในทุกพื้นที่ และพื้นที่ที่มีค่าเกินมาตรฐานก็ไม่ได้ค่าสูงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารและข้อมูลจากทางราชการอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขมี 5 มาตรการ “หลีก ปิด ใช้ เลี่ยง ลด” ในการดูแลสุขภาพประชาชน คือ1.หลีกการสัมผัสฝุ่นละออง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก ผู้ที่มีโรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด 2.ปิดประตู หน้าต่างให้มิดชิด ป้องกันฝุ่นละออง ทำความสะอาดบ้านทุกวัน 3.ใช้หน้ากากป้องกันฝุ่น หรือใช้ผ้าชุบน้ำปิดหมาดป้องกันฝุ่น 4.เลี่ยงการออกกำลังกายหรือทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน และ 5.ลดการใช้รถยนต์และการเผาขยะ

พร้อมกันนี้ได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัด เฝ้าระวังและรายงาน 4 โรคสำคัญ ได้แก่ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเยื่อบุตาอักเสบ และโรคผิวหนัง ที่อาจเกิดจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก รวมทั้งติดตามจำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการที่ห้องฉุกเฉิน และให้เจ้าหน้าที่ติดตามเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียงในวันที่มีค่าฝุ่นสูง

ขอให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงควรงดออกจากบ้าน หรืออาคาร หากจำเป็นต้องทำกิจกรรมนอกอาคาร ขอให้ใช้ผ้าชุบน้ำบิดพอหมาดๆหรือหน้ากากกันฝุ่นที่สามารถป้องกันฝุ่นขนาดเล็กมาปิดจมูกและปาก ดื่มน้ำมากๆ และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหักโหมในที่ที่มีฝุ่นเกินค่ามาตรฐาน กลุ่มผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และเด็กเล็กจะต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ หากพบอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

กกจ.เข้มสายตรวจออนไลน์ “24 ช.ม.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/313283

กกจ.เข้มสายตรวจออนไลน์ “24 ช.ม.”

กกจ,รมวแรงงาน,ถูกหลอก,หนีทัวร์เกาหลี,นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน,พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว,สายตรวจออนไลน์

รมว.แรงงาน ห่วงแรงงานหลบหนีทัวร์ลักลอบทำงานเกาหลีใต้ สั่งกกจ.เข้มสายตรวจออนไลน์ตลอด 24 ช.ม. “ล้อมคอก”คนไทยถูกหลอกทำงานนอก

         14 ก.พ.2561 – นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จากกรณีที่มีคนหางานเดินทางไปเกาหลีใต้กับกรุ๊ปทัวร์แล้วหนีทัวร์ท่องเที่ยวไปหางานทำ แต่กลับไม่ได้ทำงานตามที่คาดหวัง ซ้ำยังถูกเอารัดเอาเปรียบเพราะนายจ้างทราบว่าลักลอบเข้าเมืองมาทำงาน ต้องอยู่อย่างหลบซ่อน อดมื้อกินมื้อ จนในที่สุดเงินหมด ต้องผูกคอเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานห่วงใยในปัญหาดังกล่าว โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานเข้าไปดูแลให้คำแนะนำ ชี้แจงข้อเท็จจริงตามกฎหมายให้กับญาติแรงงานที่เสียชีวิตและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือต่อไป

กกจ.เข้มสายตรวจออนไลน์ "24 ช.ม."

พล.ต.อ.อดุลย์   แสงสิงแก้ว

         ทั้งยังให้ร่วมมือกับตำรวจดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่หลอกลวงแรงงานและประชาสัมพันธ์กระตุ้นเตือนให้คนหางานรับรู้และเข้าใจว่าการลักลอบไปทำงานต่างประเทศ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และมีโทษหนัก

         ทั้งนี้ กรมการจัดหางานได้รวบรวมผลการดำเนินคดีผู้ที่หลอกลวงคนหางานผ่านทางสื่อโซเชียล พร้อมจัดตั้งชุดเฝ้าระวัง และตรวจสอบเว็ปไซต์ที่มีพฤติกรรมในการโฆษณาชักชวนคนหางานไปทำงานต่างประเทศ และใช้สายตรวจออนไลน์คอยตรวจสอบ เฝ้าระวังพฤติการณ์ของขบวนการค้ามนุษย์และกลุ่มมิจฉาชีพอย่างเข้มงวด หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดี และโพสต์ข้อความเตือนชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการไปทำงานต่างประเทศไปยังFacebook ซึ่งในเดือนมกราคมที่ผ่านมามีสถิติการโพสต์ตอบโต้จำนวน 733 เฟส

กกจ.เข้มสายตรวจออนไลน์ "24 ช.ม."

นายอนุรักษ์  ทศรัตน์ 

       นายอนุรักษ์ กล่าวอีกว่า ผู้ที่หลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 3-10 ปีหรือปรับตั้งแต่ 60,000 – 200,000 บาทหรือทั้งจําทั้งปรับ ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537

    “ขณะนี้กรมการจัดหางาน ได้จัดตั้งชุดเฝ้าระวัง ใช้สายตรวจออนไลน์คอยตรวจสอบพฤติการณ์ขบวนการค้ามนุษย์และกลุ่มมิจฉาชีพอย่างเข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมง”อธิบดีกกจ. กล่าวในที่สุด

บริการวิชาการแบบครบวงจร รับ 4.0 @จุฬาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/313273

บริการวิชาการแบบครบวงจร รับ 4.0 @จุฬาฯ

แบบครบวงจร,33 ปีศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาฯ,รศดร ทวีวงศ์ ศรีบุรี,จุฬาฯ

ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาฯ สยายปีก ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางบริการวิชาการแบบครบวงจร เน้นจัดประชุมวิชาการทั้งภายใน-ต่างประเทศ พร้อมรองรับ Thailand 4.0

           ก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 33 ด้วยการเร่งขยายความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม รุกตลาดการจัดประชุมวิชาการ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ทุ่มงบกว่า 5 ล้านบาทพัฒนาระบบการบริหารจัดการโครงการ เดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางพัฒนางานบริการวิชาการและงานวิจัยแบบครบวงจรในอีก 2 ปีข้างหน้า

           รศ.ดร. ทวีวงศ์ ศรีบุรี กรรมการผู้อำนวยการ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยในโอกาสที่ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ Chula Unisearch ดำเนินงานเข้าสู่ปีที่ 33 ว่า ในฐานะหน่วยงานวิสาหกิจและเป็นผู้แทนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการดำเนินการร่วมกับองค์กรภายนอก ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาฯ จะมุ่งเน้นการขยายความร่วมมือทางวิชาการ เชิงรุกร่วมกับคณะ/สถาบันต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินงานและการให้บริการมีคุณภาพยิ่งขึ้น พร้อมมุ่งพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางพัฒนางานบริการวิชาการและงานวิจัยที่พร้อมรองรับงานจากทุกภาคส่วนในยุค Thailand 4.0

         “ท่ามกลางสภาพสังคมปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทั้งทางโค รงสร้างเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ผลงานทางวิชาการและงานศึกษาวิจัยที่เป็นประโยชน์และตอบโจทย์ของสังคมและประเทศมีความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต รวมถึงการพัฒนาสังคมและประเทศชาติทั้งทางตรงและทางอ้อมมากขึ้นตามลำดับ แต่ปัจจุบันหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคเอกชน หันไปใช้บริการหน่วยงานวิจัยจากต่างประเทศมากขึ้น บริการวิชาการแบบครบวงจร  รับ 4.0 @จุฬาฯ

รศ.ดร.ทวีวงศ์  ศรีบุรี 

       ทั้ง ๆ ที่งานบริการทางวิชาการและการศึกษาวิจัยภายในประเทศสามารถรองรับได้มีประสิทธิภาพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาฯ จึงได้ตั้งเป้าหมายในการขยายงานบริการวิชาการและงานวิจัยให้เข้าถึงภาคอุตสาหกรรมอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งได้ลงทุนกว่า 5 ล้านบาทในการพัฒนาระบบการบริหารโครงการ เพื่อให้ระบบการดำเนินงานมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รองรับการเป็นศูนย์กลางการพัฒนางานบริการวิชาการและงานวิจัยแบบครบวงจร (One stop service center) ภายในอีก 2 ปีข้างหน้า” รศ.ดร. ทวีวงศ์ กล่าว

         ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาฯ ได้เร่งขยายความร่วมมือทางด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่กับภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งเป็นการต่อยอดความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการวิจัย บุคลากร รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยกับภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม จนได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน หลายหน่วยงาน

           นอกจากนี้ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาฯ จะเน้นการขยายตลาดการจัดประชุมวิชาการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อขยายเครือข่ายความร่วมมือและรองรับความก้าวหน้าทางการศึกษาวิจัย ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่กว้างขวางยิ่งขึ้น

        รศ.ดร. ทวีวงศ์ กล่าวว่าศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาฯ ได้สนับสนุนการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและการวิจัยอันเป็นประโยชน์ของคณาจารย์และนักวิจัยจุฬาฯ ให้เป็นที่แพร่หลายสู่สังคม ผ่านบทความและบทสัมภาษณ์ทางวารสารวิชาการ “Unisearch Journal” และทางรายการวิทยุ “รอบตัวเรา” ออกอากาศทางสถานีวิทยุจุฬาฯ FM 101.5 MHz ทุกวันศุกร์เวลา 10.05-10.30 น. และทุกวันอาทิตย์เวลา 10.30-10.55 น.

          สำหรับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่สนใจใช้บริการงานวิจัยและงานวิชาการ ตลอดจน สร้างความร่วมมือกับจุฬาฯ สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาฯ โทร 0-2218-2880

ร้องผู้ว่าฯวิเชียร “ครู” ถูกกลั่นแกล้ง(คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/313175

ร้องผู้ว่าฯวิเชียร “ครู” ถูกกลั่นแกล้ง(คลิป)

คุณภาพชีวิต > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  13 ก.พ. 2561

สุดทน ชมรมผู้ปกครอง ร.ร.เตรียมอุดมน้อมเกล้าโคราช บุกยื่นหนังสือ “ผู้ว่าฯวิเชียร” ร้องขอความเป็นธรรมให้ “ครู” ถูกกลั่นแกล้งอย่างไม่เป็นธรรม

           ที่ร้านอาหารเจริญภัณฑ์เบเกอรี่ ถ.มหาดไทย อ.เมือง จ.นครราชสีมา เมื่อเวลา14.00น. วันที่13 กุมภาพันธ์ 2561 นายบุญลือ ฟูเฟื่อง ประธานชมรมผู้ปกครองโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้านครราชสีมา (ต.อ.น.นม.) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครราชสีมา พร้อมเครือข่ายผู้ปกครองนักเรียน ต.อ.น นม. แถลงคัดค้านคำตัดสินของนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมพวกรวม12คน ซึ่งเป็นคณะกรรมการข้าราชการ (ก.จ.จ ) อบจ.นครราชสีมา โดยพิมพ์ข้อความ “ ความยุติธรรมของโคราช ” ติดบนตัวเครื่องชั่งยา และ ไพศาลมีสวัสดิ์ กับ คณะกรรมการ ฯ ติดบนจานตาชั่ง ฝั่งของคณะกรรมการมีน้ำหนักมากกว่าและได้จุดเทียนไขสีขาว อ้างเป็นแสงสว่างของความยุติธรรม

         นายบุญลือ  เปิดเผยว่า ชมรมผู้ปกครอง  ก่อตั้งเมื่อปีการศึกษา 2552 มีกฎ กติกา ข้อบังคับและข้อตกลงที่ปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นโรงเรียนกินนอน จึงให้ผู้ปกครองสนับสนุนการศึกษารายละ15,000บาท ต่อภาคเรียน รวมทั้งนำไปใช้จ่ายสร้างหอพัก ค่าสอนเสริมพิเศษ ค่าอาหาร ทุนการศึกษา หรือนำไปใช้ในกิจกรรมอื่นๆ ตามความเหมาะสม

           ซึ่งทางชมรม ฯ ได้แถลงรายรับ รายจ่ายและผลดำเนินการที่มีระบบบัญชี เอกสารชัดเจน เมื่อเหตุขัดใจระหว่างผู้บริหาร อบจ. ฯ กับนายไพศาลมีสวัสดิ์ผอ.รร.ต.อ.น.นม. ในเดือนพฤษภาคม 2559 ถูกคำสั่งให้ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผอ.ร.ร.ปากช่อง 2 ต.จันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา และนางจันทร์แรม  สีตะธนี ครูผู้สอนโรงเรียนเดียวกัน ถูกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ ร.ร.สะแกราชวิทยาคม อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา อ้างข้อกล่าวหานายไพศาล  นำเงินของชมรม ไปใช้จ่ายโดยมิชอบ

         นอกจากนี้ อบจ.นครราชสีมา ยังมีพฤติกรรมไม่สนับสนุนการดำเนินการของชมรม ฯ ทั้งๆที่เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการเรียนการสอน เมื่อต้นปี2561คณะกรรมการ ก.จ.จ.อบจ.นม. มีมติ6ต่อ2(6 ลดเงินเดือน 2 ไล่ออก) ลงโทษลดขั้นเงินเดือนนายไพศาล 1 ขั้น และนางจันทร์แรม  0.5ขั้น ทำให้ทั้งสองได้รับความเดือดร้อน ทุกข์ทรมานจิตใจ พวกเราซึ่งเป็นคณะกรรมการชมรม มีความสงสัยทำไม คณะกรรมการ ก.จ.จ ฯ ไม่เรียกพวกเราไปสอบถามข้อเท็จจริง กลับเพิกเฉยจนมีมติที่ไม่เป็นธรรมออกมาให้สังคมเคลือบแคลงใจ

ร้องผู้ว่าฯวิเชียร "ครู" ถูกกลั่นแกล้ง(คลิป)

        “ กรณีการทุจริต ทั้งๆที่เงินทุกบาทมิใช่ของ อบจ. แต่อย่างใด เป็นเงินของพวกเราที่สนับสนุนด้วยความสมัครใจ หากผิดระเบียบทางราชการ ให้ ก.จ.จ ฯ ตรวจสอบสถานศึกษาสังกัดสำนักการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ใช้เงินสนับสนุนจากผู้ปกครองในรูปแบบเงินแป๊ะเจี๊ยะ เงินทอดผ้าป่าหรือบริจาคเพื่อให้บุตรหลานเข้าโรงเรียน และจัดงานกุศลต่างๆ ทำไมไม่มีความผิด มติดังกล่าว จึงไม่มีความเป็นธรรมและกลั่นแกล้งผู้ใต้บังคับบัญชา ” นายบุญลือ กล่าวย้ำ พร้อมแสดงใบเสร็จการรับเงินของชมรม ฯ ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันได้มาโดยชอบ

         ต่อมาชมรม ฯ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับนายจรัสชัย โชคเรืองสกุล รอง ผวจ.นครราชสีมา ที่หน้าอาคารศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา โดยนายจรัสชัย กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากนายวิเชียร ผวจ. ฯ ให้รับดำเนินการเรื่องดังกล่าว ซึ่งเป็นกรณีที่ประชาชนให้ความสนใจ จึงต้องเร่งสอบสวนโดยเร็วและให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายด้วย

มีลูกเฮ!! เบิกค่าคลอดได้1.3 หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/313130

มีลูกเฮ!! เบิกค่าคลอดได้1.3 หมื่น

มีลูกเฮ,เลขาฯสปส,มีลูกเพื่อชาติ,่ บิ๊กตู่,ค่าคลอด,สงเคราะห์บุตร,เบิกค่าคลอด,13,000 บาท

“นพ.สุรเดช”สนองนโยบาย“บิ๊กตู่”มีลูกเพื่อชาติ เตรียมเพิ่มเงินค่าคลอดลูกเป็น 13,000 บาท เงินสงเคราะห์บุตรจาก 400 บาทเป็น 600 บาท หวังจูงใจเพิ่มประชากรวัยทำงาน

          13 ก.พ.2561 – นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์ที่ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในปี 2564 ส่งผลต่ออัตราส่วน ของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลปัจจุบันจึงได้ให้ความสำคัญกับนโยบายสนับสนุนประชากรของประเทศ ให้มีบุตรเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มอัตราการเกิดของประชากรที่กำลังลดลงรวมถึงสร้างกำลังแรงงานในอนาคต สำนักงานประกันสังคม ได้มีติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้น อาทิ จำนวนผู้ประกันตนหรือสถานประกอบการที่ลดลง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของกองทุนประกันสังคม เป็นต้น

นพ.สุรเดช กล่าวต่อว่า เมื่อเป็นเช่นนี้สำนักงานประกันสังคม จึงได้ดำเนินการวางนโยบายพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐ และของกระทรวงแรงงานโดย พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ให้ความสำคัญในการดูแลทุกข์สุขของผู้ประกันตน สอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาสวัสดิการ และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน สร้างหลักประกันทางสังคมที่เป็นธรรมและเท่าเทียม และสามารถคุ้มครองแรงงานได้อย่างทั่วถึง

เลขาธิการ สปส. กล่าวอีกว่า  โดยการพัฒนาด้านสิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตร โดยได้มีการปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมให้มีสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมสำหรับ ลูกจ้าง ผู้ประกันตนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ได้ เพิ่ม สิทธิกรณีคลอดบุตร จาก เดิม ผู้ประกันตนหญิง มีสิทธิได้รับไม่เกิน 2 ครั้ง เหมาจ่าย ครั้งละ 13,000 บาท + เงินสงเคราะห์ การหยุดงาน 90 วัน เป็น ให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับไม่จำกัดจำนวนครั้งละ 13,000 บาท + เงินสงเคราะห์การหยุดงาน 90 วัน ไม่เกิน 2 ครั้ง

เลขาธิการ สปส. กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ได้เพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตร จากเดิม บุตรอายุ 0 – 6 ปี ได้คราวละไม่เกิน 2 คน เหมาจ่ายรายเดือน จากเดิมเดือนละ 400 บาท เป็น 600 บาท ให้มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตร คราวละไม่เกิน 3 คน (สำหรับกรณีเหมาจ่ายรายเดือนดังกล่าว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการเพื่อนำร่างกฎกระทรวงเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อพิจารณาและนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเพื่อประกาศใช้ต่อไป)

“การพัฒนาสิทธิประโยชน์   ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มกำลังแรงงานในครั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมคาดว่าจะเป็นแรงจูงใจส่วนหนึ่งของผู้ประกันตน ในการที่จะสร้างครอบครัว เพื่อเพิ่มประชากรวัยทำงาน รวมถึงเพิ่มกำลังแรงงานในอนาคต ซึ่งจะช่วยปรับโครงสร้างประชากรของประเทศให้มีความสมดุล ซึ่งสำนักงานประกันสังคมจะยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์สูงสุด ของลูกจ้าง ผู้ประกันตน ให้ได้รับบริการ ที่ดีและเป็นที่พึ่งของลูกจ้าง ผู้ประกันตนอย่างแท้จริง ต่อไป”นพ.สุรเดช กล่าวในที่สุด

“ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์”แนะใส่หน้ากากสู้ฝุ่นกทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/313088

“ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์”แนะใส่หน้ากากสู้ฝุ่นกทม.

ฝุ่นกทม,ใส่หน้ากากอนามัย,ผู้สูงวัย,นพสุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย,อธิบดีกรมควบคุมโรค,-นพโอภาส การย์กวินพงศ์

สธ.เผยปริมาณฝุ่นใน กทม.และปริมณฑล มีปัญหาบางพื้นที่ ระบุผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ หากออกนอกบ้านแนะใช้ผ้าชุบน้ำปิดปากหรือใส่หน้ากากอนามัย

          13 ก.พ. 2561 -นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมีความห่วงใยในสุขภาพประชาชน ได้สั่งการให้เฝ้าระวังติดตาม สถานการณ์และประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากโรคทางเดินหายใจ

         เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561ได้รับรายงานจากกรมควบคุมมลพิษผลการตรวจค่าฝุ่นละอองในอากาศในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่าค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน ใน 6 จุดคือ สถานีตรวจวัดริมถนนอินทรพิทักษ์,ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง,ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ เขตธนบุรี,ริมถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง,แขวงพลับพลา ในส่วนของสถานการณ์ผู้ป่วย จากการเฝ้าระวังของโรงพยาบาลในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน มีรายงานผู้ป่วยโรคตาแดงมีแนวโน้มสูงขึ้น ส่วนผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ไม่พบผู้ที่มีอาการรุนแรงหรือผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อนหรือการเสียชีวิต โรคไข้หวัดใหญ่มีแนวโน้มลดลง และโรคปอดอักเสบแนวโน้มคงที่

อย่างไรก็ตาม ปริมาณฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นในขณะนี้พบมีปัญหาเกินค่ามาตรฐานเฉพาะในบางพื้นที่เท่านั้น ประชาชนส่วนใหญ่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ออกกำลังกายได้ตามปกติ ยกเว้นกลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคหอบหืด โรคหัวใจ อาจมีอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ง่าย เช่น ระคายเคือง แสบตา แสบจมูก น้ำมูกไหล ไอ คอแห้ง เจ็บคอ หายใจลำบาก อึดอัดแน่นหน้าอก ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ควรงดออกจากบ้าน หากออกนอกบ้านแนะใช้ผ้าชุบน้ำปิดปากหรือใส่หน้ากากอนามัย ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุข ออกให้ความรู้แก่ประชาชน แนะนำดูแลสุขภาพให้แข็งแรง แจกหน้ากากอนามัยกลุ่มเสี่ยง และบริการประชาชนต่อเนื่อง

ทางด้าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า มลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก มีผลกระทบต่อสุขภาพ 4 ระบบ ได้แก่ 1.ระคายเคืองทางเดินหายใจ 2.โรคหัวใจและหลอดเลือด 3.ระคายเคืองตา ตาอักเสบ และ4.กลุ่มผิวหนังอักเสบ ทั้งนี้ ความรุนแรง ขึ้นกับระยะเวลาการสัมผัส อายุ ความต้านทานแต่ละบุคคล ความเข้มข้นของปริมาณฝุ่นละออง ประวัติการป่วยเป็นโรคปอดหรือโรคหัวใจและอื่นๆ อยู่แล้ว อาการที่ปรากฏเริ่มตั้งแต่ขั้นเล็กน้อยจนถึงรุนแรง

สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงเจ็บป่วยง่ายกว่าคนทั่วๆไปที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ให้ติดตามคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการสูดละอองฝุ่น ในช่วงที่ค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานคือเกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร งดกิจกรรมกลางแจ้ง และสังเกตอาการของตนเองและสำรองยาให้เพียงพอ หากมีอาการผิดปกติ เช่นแน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม แสบตา ขอให้รีบไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านทันที หรือโทรสายด่วน กรมควบคุมโรค 1422

“บิ๊กอู๋”รุกจับมือ”กัมพูชา”พิสูจน์สัญชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/313085

“บิ๊กอู๋”รุกจับมือ”กัมพูชา”พิสูจน์สัญชาติ

บิ๊กอู๋,กัมพูชา,่ แรงงานไทย,พิสูจน์สัญชาติ,โฆษกกระทรวงแรงงาน,นายอิทธิ์ ซัมเฮง,พลตออดุลย์ แสงสิงแก้ว,นายจรินทร์ จักกะพาก,นายอนุรักษ์ ทศรัตน์

“บิ๊กอู๋”รุกจับมือ”กัมพูชา”ระหว่าง 13-14ก.พ. นี้เร่งเครื่องพิสูจน์สัญชาติ เต็มสูบ ก่อนเดทไลน์ 30 มิ.ย. 2561 ระบุเหลือแรงงานที่ต้องพิสูจน์สัญชาติ 398,187 คน

          13 ก.พ.2561 – นางเพชรรัตน์ สินอวย รองปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อนายอนุรักษ์ ทศรัตน์ธิบดีกรมการจัดหางาน และคณะ มีกำหนดเดินทางไปราชอาณาจักรกัมพูชา ระหว่างวันที่ 13 – 14 กุมภาพันธ์ 2561 เพื่อหารือข้อราชการกับ นายอิทธิ์ ซัมเฮง (H.E.ITH SAMHENG) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและฝึกอาชีพ แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

          ซึ่งมีประเด็นสำคัญของการเจรจาหารือในครั้งนี้ อาทิ สถานการณ์การพิสูจน์สัญชาติแรงงานกัมพูชา การประเมินความสำเร็จในการดำเนินการพิสูจน์สัญชาติภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการการบริหารจัดการเพื่อการทำงานของคนต่างด้าว ความคาดหวังของกระทรวงแรงงาน และการขอความร่วมมือดำเนินการร่วมกันของ 2 ฝ่าย เพื่อสิทธิประโยชน์ของแรงงานกัมพูชาที่จะได้รับการดูแลคุ้มครองในการทำงานตามมาตรฐานสากลและสร้างรายได้ส่งกลับประเทศ

         ปัจจุบันแรงงานกัมพูชาที่ต้องดำเนินการพิสูจน์สัญชาติ 595,986 คน ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้ว 197,799 คน เหลือแรงงานที่ต้องดำเนินการพิสูจน์สัญชาติ 398,187 คน ซึ่งการหารือของทั้งสองประเทศในครั้งนี้ จะสามารถทำให้เกิดความร่วมมือที่แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ในความร่วมมือสนับสนุนด้านเครื่องมือและเจ้าหน้าที่ตามจำนวนที่เหมาะสม เพื่อให้กระบวนการพิสูจน์สัญชาติแรงงานกัมพูชาทั้งหมด สามารถดำเนินการได้ตามแผนที่กำหนดและแล้วเสร็จทันเวลาภายใน 30 มิถุนายน 2561

           ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อชาวกัมพูชาที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยที่จะได้รับความคุ้มครองตามหลักกฎหมายไทย สามารถเดินทางเข้าออกประเทศไทยได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งยังลดความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของกระบวนการค้ามนุษย์และการถูกเอารัดเอาเปรียบต่างๆ ได้อีกด้วย