อธิบดีกสร. ห่วงตรุษจีนเสี่ยงไฟไหม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/313081

อธิบดีกสร. ห่วงตรุษจีนเสี่ยงไฟไหม้

เทศกาลตรุษจีน,อธิบดีกสร,เสี่ยงไฟไหม้,นายจ้าง,ลูกจ้าง

อธิบดีกสร.ห่วงตรุษจีนเสี่ยงไฟไหม้ แนะนายจ้าง ลูกจ้าง ช่วยป้องกัน ย้ำสถานประกอบกิจการตรวจสอบจุดเสี่ยง เครื่องจักร ก่อนและหลังหยุด

 

13 ก.พ..2561- นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ( กสร.) เปิดเผยว่าช่วงเทศกาลตรุษจีนซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีของชาวจีนที่ยึดถือและปฏิบัติกันมาเป็นเวลานานชาวไทยเชื้อสายจีนจะจุดธูปเทียนบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และบรรพบุรุษ เผากระดาษเงินกระดาษทอง ประกอบกับสถานประกอบกิจการบางแห่งได้กำหนดให้ช่วงเทศกาลตรุษจีนเป็นวันหยุดติดต่อกันหลายวันเพื่อความปลอดภัยของนายจ้าง ลูกจ้าง และประชาชนทั่วไป

กสร.จึงขอความร่วมมือนายจ้าง ลูกจ้าง ให้ความสำคัญในเรื่องของความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยเฉพาะในเรื่องของการป้องกันอัคคีภัยที่อาจเกิดจากการจุดประทัด ธูป เทียน และตรวจสอบ สายไฟ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งจัดให้มีอุปกรณ์ดับเพลิงอย่างเพียงพอ เพื่อลดความรุนแรง และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

อธิบดีกสร.กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานประกอบกิจการที่มีการหยุดติดต่อกันหลายวันต้องให้ความระมัดระวังและตรวจสอบในเรื่องของจุดเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติภัยได้ เช่น สายไฟฟ้า สารเคมี เครื่องจักรอุปกรณ์ โดยทำการตรวจประเมินทั้งก่อนหยุดและเมื่อเปิดดำเนินการให้มีความพร้อมก่อนใช้งาน

ทั้งนี้ได้มอบหมายให้พนักงานตรวจความปลอดภัยประชาสัมพันธ์ ชี้แจงให้นายจ้าง ลูกจ้าง และผู้เกี่ยวข้องได้ทราบ สถานประกอบกิจการที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่1 ถึง 10 ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานเขต 1 ถึง 12 หรือที่กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน0 2448 9128-39

ว้าว!! สูตรอาหารลดเค็ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/312816

ว้าว!! สูตรอาหารลดเค็ม

ลดกินเค็ม,ผศนพสุรศักดิ์   กันตชูเวสศิริ,ไตเสื่อม,ความดินโลหิตสูง,เวบwwwlowsaltthaicom

เครือข่ายลดบริโภคเค็มเปิดตัวเว็บไซต์เพื่อผู้บริโภค http://www.lowsaltthai.com ระบุมีสูตรอาหารลดเค็มลดโรคได้ เหตุกินเค็มไตเสื่อมรัฐต้องแบกภาระ 2.4 แสนต่อคนต่อปี

 

11  ก.พ.2561 – ผศ.นพ.สุรศักดิ์   กันตชูเวสศิริ  ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม เปิดเผยว่า เครือข่ายลดบริโภคเค็มและสมาคมโรคไตได้เปิดตัวเว็บไซต์เพื่อผู้บริโภคให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยใช้ชื่อว่า http://www.lowsaltthai.com  เพื่อเป็นช่องทางแสวงหาความรู้พื้นฐานและเป็นการส่งเสริมพัฒนาให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงการลดการบริโภคเค็ม

ภายในรายละเอียดของเว็บไซต์ ได้มีการวางเนื้อหาที่หลากหลายให้มีความน่าสนใจในแต่ละด้าน เริ่มต้นจากที่มาของเครือข่ายลดบริโภคเค็ม รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่เครือข่ายลดบริโภคเค็มได้ทำการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมกับสังคม

มีการแนะนำความรู้เกี่ยวกับโครงการงานวิจัยต่าง ๆ  อาทิ โครงการขับเคลื่อนเพื่อลดการบริโภคโซเดียมของคนไทยผ่านการอ่านฉลาก, โครงการ Food Safety Forum : ลดเกลือโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป, โครงการการผลิตเครื่องตรวจความเค็มในตัวอย่างอาหารและปัสสาวะเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพของประชาชนทั่วไป  เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีสื่อต่าง ๆ ที่เป็นอาร์ตเวิร์คด้านการรณรงค์ลดการบริโภคเค็มและสื่อ TVC ต่าง ๆ อาทิ เพลง”ลดเค็มครึ่งหนึ่ง” ของมนต์สิทธิ์ คำสร้อย หรือ AD โฆษณาลดเค็มครึ่งหนึ่งในเวอร์ชั่นรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งผู้เข้าชมเว็บไซต์สามารถเก็บข้อมูลหรือดาวน์โหลดนำไปใช้งานในด้านการศึกษาหรือนำไปใช้ในกิจกรรมของโรงเรียน สถานศึกษาหรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นวิทยาทานการใช้เนื้อหาร่วมกันและเป็นการรณรงค์เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนการสอนอย่างสร้างสรรค์ให้เข้าถึงสังคมและเป็นการช่วยรณรงค์ลดการบริโภคเค็มด้วยอีกทางหนึ่ง
ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ ยังสามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ทั้งไฟล์ภาพและเสียง ผ่านหน้าหลัก Less Salt Youtube Channel หรือผ่านคอลัมน์สื่อ TVC ในเว็บไซต์ หรือต้องการนำสูตรเมนูอาหารลดเค็ม (โซเดียม) ก็มีให้เลือกหลายสูตรหลากหลายเมนูอาหาร หรือจะเลือกใช้งานพูดคุย สนทนาหรือแสดงความคิดเห็น แนะนำ ผ่านโซเชียลมีเดียช่องทางอื่น ๆ ก็สามารถทำได้ เช่น ผ่านเฟสบุ๊ก ได้ที่ : ลดเค็มครึ่งหนึ่งห่างไกลโรค หรือ ไลน์ ได้ที่ @Lowsaltthailand
ทั้งนี้จากข้อมูลเครือข่ายลดบริโภคเค็ม พบว่าปัจจุบันคนไทยได้รับเกลือเฉลี่ยจากการรับประทานอาหาร 10.8 กรัมต่อวันต่อคน คิดเป็นปริมาณเกลือโซเดียมที่ได้มากถึง 4,351.69 มิลลิกรัมต่อวันต่อคน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนไทยได้รับเกลือในปริมาณที่มากกว่าปริมาณที่แนะนำต่อวันเกือบ 2 เท่า

การบริโภคเกลือและโซเดียมในปริมาณสูง ก่อให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงและเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวานและไต ซึ่งเป็นอวัยวะหลักที่ทำหน้าที่กำจัดโซเดียม โดยทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้นจากการทำงานหนักและโปรตีนรั่วในปัสสาวะ และความเสื่อมนั้นจะคงอยู่ตลอดไปแม้จะมีการลดปริมาณโซเดียมลงในภายหลัง ซึ่งล้วนแต่มีสาเหตุจากการได้รับเกลือและโซเดียมปริมาณสูง

ดังนั้นการลดความดันโลหิตและโปรตีนในปัสสาวะ จะช่วยป้องกันลดการสูญเสียการทำงานของไตและภาวะแทรกซ้อนเป็นบ่อเกิดของ โรคหัวใจและหลอดเลือด

ทั้งนี้มีประชาชนป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไปเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังพบว่าอัตราการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตวายเพิ่มขึ้นอย่างมาก และพบว่าการสูญเสียปีสุขภาวะจากโรคไม่ติดต่อหรือโรคเรื้อรังคิดเป็น 50% ซึ่งสูงกว่าโรคติดต่อถึง 3 เท่า  ทำให้ภาครัฐต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการบำบัดทดแทนไตโดยการล้างไตทางช่องท้องหรือการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเฉลี่ยประมาณ 240,000 บาทต่อคนต่อปี

โดยค่าใช้จ่ายนี้ยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายด้วยยา ค่าใช้จ่ายทางอ้อมอื่น ๆ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต้องใช้งบประมาณในการล้างไตเป็นการเฉพาะ  แยกจากงบบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายรายหัว (Capitation) โดยในปีงบประมาณ 2558 สูงถึง 5,247 ล้านบาทและจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 6,318 ล้านบาท ใน พ.ศ. 2559 ต่อเนื่องไปถึงปี พศ. 2560   ซึ่งหากรวมงบประมาณสำหรับบริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในสิทธิอื่น ๆ ได้แก่ สิทธิประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการแล้ว รัฐจำเป็นต้องใช้งบสูงกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว

ขอความชัดเจนจาก ก.ค.ศ.”ไม่จบครู-ไม่มีตํ๋วครู”สอบครูได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/312759

ขอความชัดเจนจาก ก.ค.ศ.”ไม่จบครู-ไม่มีตํ๋วครู”สอบครูได้

สภาคณบดีครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ ขอความชัดเจนเกณฑ์คัดเลือก”ครูผู้ช่วย”แบบใหม่ “ไม่จบครู-ไม่มีตํ๋วครู”สอบครูได้” จาก ก.ค.ศ.วอนพิจารณารอบคอบ หวั่นแรงต้านลุกฮือ!!

 

10 ก.พ.2561 – รองศาสตราจารย์ดร.ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ -ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย ( ส.ค.ศ.ท. )  เปิดเผย “คมชัดลึกออนไลน์” ถึงการจัดทำร่างหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วยแบบใหม่ว่า ก.ค.ศ.จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาปรับเนื้อหาการสอบภาค ก (ความรอบรู้และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความประพฤติและการปฏิบัติของวิชาชีพ) ให้สอดคล้องกับข้อสอบภาค ก ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.)

โดยตัดเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพครูให้ไปรวมไว้ในการสอบภาค ข (ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง) ซึ่งจะทำให้เนื้อหาการสอบภาค ก เป็นการสอบความรู้พื้นฐานทั่วไป ส่วนการการสอบภาค ข. จะมีเนื้อหาวิชาชีพจะเน้นหนักในการคัดเลือกครู ดังที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น

        “ทางสภาคณบดีคณะครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ฯ ไม่ขัดข้องถ้าจะให้ใช้ข้อสอบภาค ก. ชุดเดียวกันกับก.พ. เพราะจะทำให้ขั้นตอนการสอบลดลง  อย่างไรก็ตามการที่สำนักงาน ก.ค.ศ.มีความเห็นว่าในอนาคตอาจให้ผู้ที่สอบผ่านภาค ก ของ ก.พ.สามารถมาสมัครสอบภาค ข. เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการครูได้นั้น สภาคณบดีฯยังมีความสงสัยว่า ก.ค.ศ. หมายความว่าจะเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ได้เรียนจบวิชาชีพครูมาแต่สอบผ่านภาค ก. ของก.พ.มาสอบภาค ข. วิชาชีพครูได้ด้วยใช่หรือไม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง บุคคลเหล่านี้ก็จะมีสิทธิขอสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูโดยไม่ต้องเรียนจบครูมาก่อนก็ได้ด้วยใช่หรือไม่ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจขัดกับกฎหมายหลายข้อ”

เช่น พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษาที่กำหนดไว้ว่า ผู้ขอรับอนุญาตประกอบวิชาชีพครูต้องมีวุฒิปริญญาตรีทางการศึกษาหรือเทียบเท่าหรือคุณวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรองและผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษาไม่น้อยกว่า 1 ปี และผ่านเกณฑ์การประเมินปฏิบัติการสอนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่คุรุสภากำหนด โดยมีข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครู พศ.2546 กำหนดใหหลักสูตรวิชาชีพครู้องเรียน 4 ปี ฝึกสอน 1 ปี รวมเป็น 5 ปี ดังนั้น พ.ร.บ.ดังกล่าวจึงไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่ได้เรียนจบป.ตรี สาขาวิชาชีพครูเข้ามาขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้

          “โดยพ.รบ.ดังกล่าวกำหนดขึ้นมีจุดประสงค์เพื่อเป็นการยกระดับวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง เป็นวิชาชีพควบคุมเพื่อให้มีความเข้มแข็ง มีคุณภาพ มาตรฐาน มีคุณค่าและศักดิ์ศรีของวิชาชีพ ผู้ที่ไม่ได้รับการอบรมบ่มเพาะมาแล้วเป็นอย่างดีไม่อาจให้เข้าไปประกอบวิชาชีพครูได้เช่นเดียวกับวิชาชีพควบคุมอื่นที่ไม่อนุญาตให้ผู้เรียนจบสาขาวิชาอื่นๆหรือไม่ได้รับการอบรมตามมาตรฐานเข้ามาประกอบอาชีพเช่น ทหาร แพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี ทนายความ เป็นต้น “
ดังนั้นแนวคิดของ ก.ค.ศ.ดังกล่าวจึงต้องขอความชัดเจนเพราะจะเป็นการสร้างความสับสนปั่นป่วนขึ้นในวงการผลิตครูและวิชาชีพครูขึ้นอีก

ทั้งนี้สภาคณบดีได้โทรศัพท์สอบถามไปยังก.ค.ศ.แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนบอกแต่เพียงว่าให้รอฟังประกาศ จึงใคร่ขอให้ ก.ค.ศ.พิจารณาให้รอบคอบรับฟังข้อมูลให้รอบด้านก่อนที่จะเสนอข้อมูลและมีการประกาศออกมา เพราะแนวคิดแบบนี้ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งเมือปีที่แล้วที่อนุญาตให้ผู้ไม่ได้เรียนจบครูและไม่มีใบประกอบวิชาชีพครูมาสอบบรรจุเป็นครูได้  ทำให้เกิดการประท้วง คัดค้านทั่วทุกภูมิภาค และมีการล่ารายชื่อครู ผู้บริหาร อาจารย์ นิสิตครู และผู้ปกครอง เพื่อยื่นถึงรัฐบาลมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งบุคคลที่สอบบรรจุเป็นครูได้แล้วเหล่านั้นปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเลย

สภาคณบดีฯซึ่งเป็นสภาของสถาบันการผลิตครูของประเทศไทยที่ประกอบด้วยสมาชิก 84 สถาบัน เกี่ยวข้องกับคุณภาพและมาตรฐานของวิชาชีพครูโดยตรงและมองเห็นปัญหาและมีการศึกษาข้อมูลเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งมาโดยตลอด ก็ได้เคยแสดงจุดยืนและคัดค้านแนวคิดดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่งและไม่เห็นด้วยกับแนวคิดแบบนี้

จึงใคร่ขอแจ้งให้ทุกคนทราบและทำความเข้าใจว่า นับตั้งแต่มีการปฏิรูปการศึกษาและปฏิรูปการผลิตครูเมื่อปี 2546 เป็นต้นมา ได้มีการกำกับ ควบคุมมาตรฐานวิชาชีพครูมาเป็นอย่างดีทั้งมาตรฐานการรับผู้เข้ามาเรียน มาตรฐานหลักสูตร มาตรฐานการผลิตและมาตรฐานบัณฑิต มีผลทำให้วิชาชีพครูในปัจจุบันได้รับความสนใจและเป็นที่นิยมในลำดับสูงมากมีอัตราผู้สมัครเข้าเรียนและมีผลคะแนนสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอยู่ในระดับสูงไม่เหมือนเดิมดังแต่ก่อนเก่าอีกต่อไปแล้ว ซึ่งผู้ที่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้ ยังมีความคิดและทัศนคติเดิมๆเพราะไม่ได้คลุกคลีใกล้ชิด ไม่ได้ติดตามข้อมูล จึงอาจยังไม่ทราบว่าสถานการณ์ผลิตครูได้เปลี่ยนไปในทางที่ดีและมีมาตรฐานขึ้นมากแล้ว 

ผู้บริหารและหน่วยงานระดับสูงที่ยังไม่ทราบข้อมูลนี้ มักจะกำหนดนโยบายและวิธีการต่างๆที่พยายามจะเอาคนเก่งคนดีสาขาอื่นๆบรรจุเข้ามาเป็นครู โดยไม่รู้ว่าแทนที่จะได้คนดีมีคุณภาพมาเป็นครู กลับจะได้คนที่ไม่ตั้งใจมาเป็นครูแต่อยากจะเป็นครู(ด้วยเหตุผลหลากหลายและความจำเป็นบางอย่าง)

 ส่งผลให้ได้ครูที่ไม่มีคุณภาพ ไม่มีคุณลักษณะของความเป็นครู เพราะไม่ได้รับความรู้ ทักษะที่ดี ไม่ได้รับการขัดเกลาบ่มเพาะคุณลักษณะและจิตวิญญาณของความเป็นครูเพื่อที่จะมาเป็นครูที่ดีพอ ส่งผลให้คุณภาพการศึกษาของประเทศด้อยคุณภาพเป็นอย่างมาก 

         “วิชาชีพครูของเราพัฒนาและก้าวหน้ามาไกลแล้ว อย่าถอยหลังกลับไปที่เดิมอีกเลย”

“ถ้าเราเดินถูกทาง ทางที่ชอบ ทุกอย่างคือความสุข”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/312683

“ถ้าเราเดินถูกทาง ทางที่ชอบ ทุกอย่างคือความสุข”

คมชัดลึกออนไลน์,ชลธิชา ศรีอุบล,ปลา นายธีร์คณาธิป ไพทูรย์

“ถ้าเราเดินถูกทาง ทางที่ชอบ ทุกอย่างคือความสุข” น้องปลา นักศึกษาสู้ชีวิต

 

เส้นทางชีวิต “ปลา” นายธีร์คณาธิป ไพทูรย์ ประธานฝ่ายศิลปวัฒนธรรมองค์นักศึกษา มทร.ธัญบุรี นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี “ถ้าเราเดินถูกทาง ทางที่ชอบ ทุกอย่างคือความสุข” นักศึกษาสู้ชีวิต ส่งเสียตนเองเรียน

ปลา เล่าว่า จบการศึกษาในระดับมัธยมปลายจากโรงเรียนผินแจ่มวิชาสอน จ.ชลบุรี สายวิทย์-คณิต ทำงานส่งตนเองเรียนมาตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น ด้วยที่บ้านมีภาระ ตนเองอาศัยอยู่กับปู่และย่า พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เด็ก ปู่กับย่ารับจ้างทั่วไป เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระ ตนเองจึงรับจ้างทำงานทุกอย่าง แล้วแต่คนจ้าง

 

“ถ้าเราเดินถูกทาง ทางที่ชอบ ทุกอย่างคือความสุข”

ช่วงประถมรับจ้างชวนล้างจาน ช่วยหั่นผัก กับคนข้างบ้านได้ครั้งละ 20 บาท พอมีเงินไปโรงเรียน ช่วงมัธยมช่วยงานที่ร้านเช้าชุด ทำทุกอย่าง เก็บกวาดเช็ดถูก ทำความสะอาด บางครั้งช่วยแต่งหน้า ได้ค่าตอบแทนวันละ 60 บาท กินอยู่ที่ร้าน ป้าที่ร้านใจดีมาก คอยช่วยเหลือทุกอย่าง ห่วงใยตนเอง เวลาไปโรงเรียนก็ให้ขึ้นรถไปเรียนด้วย และออกมอเตอร์ไซด์ให้ตนเองไว้ขับไปโรงเรียน

เวลาเรียนชอบทำกิจกรรมเข้าประกวดงานประดิษฐ์ไม่ว่าจะเป็นงานใบตอง ซึ่งเมื่อครั้งได้มีโอกาสเข้ามาประกวด เห็นผลงานของนักศึกษาคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี จึงชอบคณะนี้ สนใจในงานประเภทนี้อยู่แล้ว จึงสอบตรงเข้ามาศึกษาต่อ ช่วงที่เข้ามาศึกษาลำบากมาก โชคดีที่ตนเองได้อยู่หอฟรี ได้รับคัดเลือกจากคณะจึงไม่เสียค่าหอ เสียแค่ค่าน้ำค่าไฟ ประมาณเดือนละ 800 บาท และได้กู้ กยศ. เพื่อเรียน หางานพิเศษทำ ด้วยการจัดดอกไม้

 

“ถ้าเราเดินถูกทาง ทางที่ชอบ ทุกอย่างคือความสุข”

   “ช่วงไม่มีเงินได้รับความช่วยเหลือจากอาจารย์ในสาขาวิชาและเพื่อนๆ”

เกรดเฉลี่ยตนเองอยู่ที่ 2.9 ระหว่างที่เรียนทำกิจกรรมช่วยคณะ ได้รับตำแหน่งอุปนายกสโมสรนักศึกษาอันดับ 2 เมื่อปี 2560 และปัจจุบันตนเองดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายศิลปวัฒนธรรมองค์การนักศึกษา มทร.ธัญบุรี

“ชอบทำกิจกรรม ไม่อยากให้ตนเองว่าง กิจกรรมทำให้ตนเองได้รู้จักคนเยอะ มีประสบการณ์ในการทำงาน”

 

“ถ้าเราเดินถูกทาง ทางที่ชอบ ทุกอย่างคือความสุข”

โดยตนเองเคยเข้าประกวดเป็นตัวคณะเข้าประกวดตามเวทีต่างๆ เช่น การประกวดแกะสลักผัก-ผลไม้ ผสานงานใบตอง ดอกไม้สด ครั้งที่ 19 รางวัลชนะเลิศอันดับ 2 ประติมากรรมดอกไม้ ในหัวข้อ เล่าขานตำนานดอกไม้ไทย ในงาน “Nai Lert Flower & Garden Art Fair at Park fo Nai Lert Bangkok 2018 ปัจจุบันตนเองกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 มีเวลาว่างจากการเรียนมากขึ้น

เวลาว่างจากการเรียนตนเองจะรับจัดดอกไม้ ทั้งฟรีแลนด์และรับงานเอง ตอนนี้ตนเองได้จัดตั้ง Wedding ของตนเอง ชื่อว่า Finish lover รับงาน ไม่ว่าจะเป็น งานแต่ง งานบวช งานศพ เป็นความฝันเล็กๆ ของตนเอง หลังเรียนจบเปิดร้านเล็ก ปัจจุบันยังไม่มีหน้าร้าน แต่สามารถเข้าไปชมผลงานของตนเองได้ทางเฟสบุ๊ก

 

“ถ้าเราเดินถูกทาง ทางที่ชอบ ทุกอย่างคือความสุข”

ทุกวันนี้ตนเองภูมิใจมาก ที่ทำงานส่งตนเองเรียนมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้รบกวนเงินจากปู่และย่า และยังสามารถแบ่งเงินที่หาได้ให้กับปู่ “ถึงเป็นเงินไม่มาก แต่ภูมิใจที่ได้ให้ปู่คนที่เลี้ยงตนเองมา

ถึงตนเองเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเดินหน้าต่อไป หวังให้ตนเองมีความรู้ ศึกษาให้จบปริญญาตรี ปริญญาใบแรกของทางครอบครัว “ถ้าเราเดินถูกทาง ทางที่ชอบ ทุกอย่างคือความสุข” เคยฝันว่าอยากเป็นคุณครู แต่เมื่อได้มาทำงานทางด้านนี้ ได้คลุกคลี จึงอยากทำธุรกิจเป็นของตนเอง

 

“ถ้าเราเดินถูกทาง ทางที่ชอบ ทุกอย่างคือความสุข”

เวลาที่ท้อแท้คิดเสมอว่า “ถ้ายังมีวันพรุ่งนี้ ก็ยังต้องสู้ต่อไปได้ ถ้าเรายังไม่ตาย” อดทน นึกถึงคนที่แย่กว่าตัวเรา ทำทุกวันให้ดีที่สุด ตนเองเคยทำงานมาตั้งแต่เด็ก จึงมีภูมิเป็นยารักษา จะสู้กับปัญหาเสมอ

 

“ถ้าเราเดินถูกทาง ทางที่ชอบ ทุกอย่างคือความสุข”

นายธีร์คณาธิป  ไพฑูรย์

ทุกครั้งที่รับงานจัดดอกไม้ จะคำนึงถึงลูกค้าเสมอ “เราไม่ลำบาก และลูกค้าไม่ลำบาก” หาเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ซื่อสัตย์กับลูกค้า การรับงานปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่คือลูกค้าบอกปากต่อปาก สำหรับใครสนใจการจัดดอกไม้ราคานักศึกษา สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ น้องปลา นายธีร์คณาธิป โทร.082-465-6422‬

   0 ชลธิชา ศรีอุบล 0 เรื่อง/ภาพ

เปิดบ้าน อินเตอร์”เซนต์สตีเฟ่นส์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/312671

เปิดบ้าน อินเตอร์”เซนต์สตีเฟ่นส์”

คมชัดลึกออนไลน์,เปิดบ้าน รรนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์วัยอนุบาล,มีนาคม 2561,เปิดบ้าน

เปิดบ้าน ร.ร.นานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์วัยอนุบาล-ประถมและมัธยมศึกษา เดือนมี.ค. นี้

         9 ก.พ.2561- โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ (กรุงเทพฯ) ขอเชิญผู้ปกครองทั่วไปที่มีบุตรหลานอายุระหว่าง 2-5 เข้าร่วมงาน “เปิดบ้านโรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์วัยอนุบาล” ในวันอังคารที่ 6 มีนาคม 2561 เวลา 9.00 ถึง 11.00 น.

         และบุตรหลานอายุระหว่าง 6-18 ปี เข้าร่วมงาน“เปิดบ้านโรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์วัยประถมและมัธยม” ในวันจันทร์ที่ 12 มีนาคม 2561 เวลา 9.00 ถึง 12.00 น. ณ โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ (กรุงเทพฯ)

เปิดบ้าน  อินเตอร์"เซนต์สตีเฟ่นส์"

         โดยท่านผู้ปกครองจะได้เยี่ยมชมห้องเรียน เพื่อรับทราบถึงแนวทางการเรียนการสอนที่ใช้ในระดับชั้นเนอร์สเซอรี่ถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จากห้องเรียน ภายใต้หัวข้อ “การสร้างผู้นำวันนี้สำหรับโลกอนาคต กับโรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์” พร้อมรับของที่ระลึกภายในงาน

         ท่านผู้ปกครองท่านใดสนใจเข้าร่วมงาน สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งมายังได้ทาง โทร: 02-5130270-1 ต่อ 234 หรือ E-mail: ploy.marketing@sis.edu หรือ เว็บไซด์ http://www.sis.edu/bangkok

“เชลล์” หนุนเด็กไทยผลิตนวัตกรรมยานยนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/312502

“เชลล์” หนุนเด็กไทยผลิตนวัตกรรมยานยนต์

คมชัดลึกออนไลน์,13ทีม,เชลล์ อีโค-มาราธอน เอเชีย 2018,ดร ศิริ จิระพงษ์พันธ์,8 – 11 มีนาคม 2561

“เชลล์” หนุนเด็กไทยออกแบบและผลิตนวัตกรรมยานยนต์ประหยัดพลังงาน ทะยานไกลสู่เวทีสากล ในการแข่งขันเชลล์ อีโค-มาราธอน เอเชีย2018 ที่สิงคโปร์

          กรุงเทพฯ, 8 กุมภาพันธ์ 2561 – เชลล์ เผยโฉม 13 ทีมเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกระดับประเทศ เพื่อไปแข่งขัน “เชลล์ อีโค-มาราธอน เอเชีย 2018” ณ ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 8 – 11 มีนาคม 2561 โดยจะแข่งขันกับทีมนักศึกษาจากทั่วทั้งเอเชียกว่า 151 ทีม จาก 19 ประเทศ ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายอัษฎา หะรินสุต ประธานกรรมการ และกรรมการบริหารธุรกิจการตลาดค้าปลีก ภูมิภาคตะวันออก บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ร่วมเปิดงาน และแสดงความยินดีกับทีมตัวแทนจากประเทศไทย

         การแข่งขัน “เชลล์ อีโค-มาราธอน” เฟ้นหารถที่วิ่งได้ไกลที่สุดด้วยเชื้อเพลิง 1 ลิตร จัดการแข่งขันขึ้นในภูมิภาคเอเชีย อเมริกา และยุโรป ซึ่งผู้เข้าแข่งขันสามารถเลือกพลังงานการขับเคลื่อนตามความถนัด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal combustion) ได้แก่ เอทานอล 100 และ ดีเซล หรือเครื่องยนต์ระบบไฟฟ้า ได้แก่ ไฮโดรเจน และ แบตเตอรี่ไฟฟ้า โดยการแข่งขันแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทรถต้นแบบแห่งอนาคต (Prototype) และ ประเภทรูปแบบใกล้เคียงกับรถยนต์ในปัจจุบัน (Urban) ซึ่งผู้ที่สามารถทำสถิติใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด 3 ลำดับแรกในการแข่งขันประเภทเออร์เบินจะได้รับสิทธิ์ในการเข้าร่วมการแข่งขันระดับโลก Drivers’ World Championship 2018 ณ กรุงลอนดอน

"เชลล์" หนุนเด็กไทยผลิตนวัตกรรมยานยนต์

        ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ กล่าวว่า  สิ่งที่กระทรวงฯ มุ่งหวังจากการแข่งขันนี้ ไม่ได้มองหานวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องการสร้างบุคลากรอันมีค่าของประเทศ ในด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์และประหยัดที่สุด ซึ่งในปัจจุบันรถทั่วไปสามารถวิ่งได้ประมาณ 15 กิโลเมตรต่อลิตร สำหรับรถพลังงานไฟฟ้าไฮบริดอาจจะวิ่งได้ไกลถึง 25 กิโลเมตรต่อลิตร แต่จากการแข่งขันเชลล์ อีโค-มาราธอน จะเห็นได้ว่าเยาวชนไทยสามารถสร้างยานยนต์ที่วิ่งได้ระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตรต่อลิตร สะท้อนให้ความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

         “เชลล์พร้อมสนับสนุนประเทศไทยสู่ไทยแลนด์4.0 ในทุกๆ มิติ ซึ่งการแข่งขันเชลล์ อีโค-มาราธอน สามารถตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0 ได้ใน 3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ 1. การพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมให้เกิดขึ้นจากการวิจัย เปลี่ยนประเทศไทยจากประเทศผู้ประกอบชิ้นส่วน เป็นประเทศที่วิจัยและคิดเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น 2. การพัฒนาบุคลากร เยาวชนชาวไทย ให้มีจิตสำนึกในการประหยัดพลังงานและมีจิตอาสาที่พร้อมจะช่วยเหลือคนอื่น 3. การร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อผลักดันให้สองสิ่งแรกเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม”นายอัษฎากล่าว

          นายอัษฎา กล่าวอีกว่า หลายปีที่ผ่านมาเด็กไทยเก่งมากในการแข่งขันประเภทรถต้นแบบ แต่สำหรับรถเออร์เบินประเทศอื่นจะทำได้ดีกว่าเรา เพราะได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรเป็นจำนวนมาก เชลล์ ตั้งใจว่าในอนาคตประเทศไทยจะส่งทีมเข้าแข่งขันได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพ ป้อนให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์และบริษัทไอทีในประเทศ

"เชลล์" หนุนเด็กไทยผลิตนวัตกรรมยานยนต์

         นายเกียรติศักดิ์ รักษาสุรสาล นักศึกษาเทคนิคยานยนต์ ตัวแทนทีมวิทยาลัยการอาชีพอัมพวา กล่าวว่า “ปีนี้เป็นปีแรกที่วิทยาลัยของเราสามารถผ่านการคัดเลือกและเข้าไปแข่งขัน ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่สามารถเอาวิชาที่เรียนมาประยุกต์ใช้ได้ ทั้งในเรื่องของการออกแบบโครงสร้าง และการทำเครื่องยนต์ ซึ่งจะส่งผลให้มีทักษะในการทำงานจริง มีความรู้ ทำงานอย่างรอบคอบ และสามัคคีกัน”

          ในส่วนของทีมแชมป์ปี 2559 ปีนี้ส่งเข้าแข่งขันทั้งประเภทรถต้นแบบและรถเออร์เบิน โดยนายจุมพล สิทธิรส ครูวิชาชีพสาขางานยานยนต์ ผู้ดูแลโครงการกล่าวว่า “เราเคยเป็นแชมป์มาแล้วในประเภทรถต้นแบบ ดังนั้นเป้าหมายของเด็กๆ คือจะต้องทำทุกอย่างเพื่อรักษาแชมป์ไว้ให้ได้ เรียกว่าเป็นแชมป์มันง่าย แต่รักษาแชมป์มันยาก และปีนี้เพิ่มความท้าทายส่งรถเออร์เบินเข้าแข่งขันด้วย เป็นคันแรกของทีมเรา ความตั้งใจคือต้องการให้เด็กๆ ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ในฐานะครูที่ดูแลโครงการผมดีใจมากที่เห็นเด็กร่วมกันทำอย่างสุดฝีมือ”

          ทีมลูกเจ้าแม่คลองประปาเอทานอล จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ซึ่งเคยทำสถิติประหยัดน้ำมันสูงสุดที่ 2,903 กิโลเมตรต่อลิตรจากเชื้อเพลิงเอทานอลในปี 2555

         ทั้งนี้  นายกฤฏิ์ นวนแก้ว นักศึกษาตัวแทนทีม กล่าวว่า “การแข่งขันเชลล์ อีโค-มาราธอน เป็นกิจกรรมที่ดีมาก ทำให้เราได้มาคิดว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างรถที่ประหยัดพลังงานมากที่สุดและยังเป็นการทดสอบความสามารถของเราอีกด้วย โดยในปีนี้ เราค่อนข้างมั่นใจว่าทำได้ดีมาก และน่าจะคว้าชัยชนะกลับไปได้ เพียงแค่จะสามารถทำลายสถิติที่เคยทำไว้ได้หรือเปล่า เท่านั้นเอง ซึ่งในปีนี้ทีมได้พัฒนาหัวฉีด และลูกสูบให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น ซึ่ง 2 สิ่งนี้เป็นกุญแจสำคัญสู่ชัยชนะ”

          ร่วมส่งกำลังใจให้กับ 13 ทีมตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขัน “เชลล์ อีโค-มาราธอน เอเชีย 2018” ระหว่างวันที่ 8 – 11 มีนาคม 2561 นี้ ณ ศูนย์การแสดงนิทรรศการ Changi Exhibition Center ประเทศสิงคโปร์ หรือติดตามข้อมูลได้ที่https://www.shell.com/energy-and-innovation/shell-ecomarathon/asia.html

       ทั้งนี้13 ทีมไทยที่เข้าร่วมการแข่งขัน Shell Eco-marathon Asia 2018  อาทิ วิทยาลัยการอาชีพอัมพวา ,มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์,สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง,สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี,วิทยาลัยเทคโนโลยีช่างฝีมือปัญจวิทยา,lมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร,มหาวิทยาลัยราชมงคลพระนคร,วิทยาลัยเทคโนโลยีรัตนโกสินทร์,วิทยาลัยเทคนิคสกลนคร

เปิดบ้านโรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/312467

เปิดบ้านโรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์

เปิดบ้านโรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์

เปิดบ้านโรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์

 

โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ (กรุงเทพฯ) ขอเชิญผู้ปกครองทั่วไปที่มีบุตรหลานอายุระหว่าง 2-5 เข้าร่วมงาน “เปิดบ้านโรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์วัยอนุบาล” ในวันอังคารที่ 6 มีนาคม 2561 เวลา 9.00 ถึง 11.00  น.และบุตรหลานอายุระหว่าง 6-18 ปี เข้าร่วมงาน“เปิดบ้านโรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์วัยประถมและมัธยม” ในวันจันทร์ที่ 12 มีนาคม 2561 เวลา 9.00 ถึง 12.00 น. ณ โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ (กรุงเทพฯ)

โดยท่านผู้ปกครองจะได้เยี่ยมชมห้องเรียน เพื่อรับทราบถึงแนวทางการเรียนการสอนที่ใช้ในระดับชั้นเนอร์สเซอรี่ถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จากห้องเรียน ภายใต้หัวข้อ “การสร้างผู้นำวันนี้สำหรับโลกอนาคต กับโรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์” พร้อมรับของที่ระลึกภายในงาน ท่านผู้ปกครองท่านใดสนใจเข้าร่วมงาน สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งมายังได้ทาง โทร: 02-5130270-1 ต่อ 234 หรือ E-mail: ploy.marketing@sis.edu  หรือ เว็บไซด์ http://www.sis.edu/bangkok

ป.5 รับฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/312368

ป.5 รับฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลบ้านด่านลานหอย,คมชัดลึกออนไลน์,วัคซีน,ฉีดวัคซีน,มะเร็งปากมดลูก,นักเรียนชั้นป5,สพปสุโขทัย1

 นักเรียนชั้นป.5 ร.ร.อนุบาลบ้านด่านลานหอย  สพป.สุโขทัย 1 รับบริการ ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

            เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลบ้านด่านลานหอย ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ให้แก่นักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอนุบาลบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1

 

ป.5 รับฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลบ้านด่านลานหอย ยังให้ความรู้เรื่องสาเหตุ อาการและการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกให้แก่นักเรียน

 

ป.5 รับฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

ซึ่งโครงการดังกล่าวโรงเรียนอนุบาลบ้านด่านลานหอย ร่วมกับโรงพยาบาลบ้านด่านลานหอยจัดขึ้น โดยมั่งหวังว่าจะเป็นการป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดของมะเร็งในผู้หญิงไทย

“ศสช.”ชูม.รังสิต ต้นแบบถอดบทเรียนสู่ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/312354

“ศสช.”ชูม.รังสิต ต้นแบบถอดบทเรียนสู่ชุมชน

คมชัดลึกออนไลน์,ดรวรชาติ เฉิดชมจันทร์,มรังสิต,ศสช,คณะกายภาพบำบัด มรังสิต,ต้นแบบ,ห้องเรียน,ชุมชน

คณะกายภาพบำบัด ม.รังสิต ได้รับคัดเลือกจาก ศสช. เป็นตัวอย่างต้นแบบทางการศึกษา ถอดบทเรียนการเรียนการสอนจากห้องเรียนสู่ชุมชน ประสพความสำเร็จ

         เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต ได้รับการคัดเลือกจากมูลนิธิพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพแห่งชาติ (ศสช.) เป็นตัวอย่างต้นแบบทางการศึกษา และถอดบทเรียนผ่านการผลิตสื่อ นำเสนอรูปแบบการเรียนการสอนจากห้องเรียนสู่ชุมชน

         ดร.วรชาติ เฉิดชมจันทร์ คณบดีคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า มูลนิธิพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพแห่งชาติ (ศสช.) ได้คัดเลือกคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อเป็นตัวอย่างต้นแบบทางการศึกษาและถอดบทเรียนผ่านการผลิตสื่อ โดยมีการนำเสนอรูปแบบการเรียนการสอนจากห้องเรียนให้มีการเรียนการสอนในชุมชนมากขึ้น

"ศสช."ชูม.รังสิต  ต้นแบบถอดบทเรียนสู่ชุมชน

ดร.วรชาติ  เฉิดชมจันทร์

         “ทาง ศสช. ได้ดำเนินการจัดประชุมวิชาการระดับนานาชาติในทุกปี โดยธีมของปีนี้จะพูดถึงเรื่อง Community Engagement การให้ชุมชนเป็นฐานการเรียนการสอน โดยมี 2 โมเดล คือ ทางด้านการแพทย์ ได้แก่ โรงพยาบาลมหาราช จังหวัดนครราชสีมา และด้านกายภาพเชิงรุก ได้แก่ คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต และโรงพยาบาลท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ ” ดร.วรชาติ กล่าว

"ศสช."ชูม.รังสิต  ต้นแบบถอดบทเรียนสู่ชุมชน

         ดร.วรชาติ กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นสถาบันการศึกษาเพียงแห่งเดียวที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวอย่างต้นแบบดังกล่าว โดยทาง ศสช. ได้ติดตามถ่ายทำเป็นสารคดี และถอดบทเรียนเพื่อจัดทำเป็นพ็อกเก็ตบุ๊กเพื่อนำเสนอต่อไป โดยคณะกายภาพจะเป็นต้นแบบการเรียนการสอน ตั้งแต่รับนักศึกษาเข้ามาเรียนชั้นปีที่ 1-4 จนกระทั่งเรียนในชุมชน ซึ่งกระบวนการของการเรียนนั้นจะไปสิ้นสุดที่ชุมชน และไปติดตามอีกที่หนึ่งคือ โรงพยาบาลท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์

"ศสช."ชูม.รังสิต  ต้นแบบถอดบทเรียนสู่ชุมชน

           โดยจะได้เห็นอีกมิติหนึ่งว่าเมื่อเรียนและลงชุมชนแล้ว การทำงานในชุมชนเป็นอย่างไร ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกันทั้งหมดตั้งแต่การศึกษาจนถึงการทำงาน โดยใช้ชุมชนเป็นฐานตามธีมของปีนี้ เนื่องจากสิ่งที่เป็นปัญหาในเรื่องของระบบสุขภาพคือ ความเหลื่อมล้ำในการได้รับการรักษาทางการแพทย์ และโอกาสในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ซึ่งทาง คสช. ก็พยายามจะทำให้ระบบการดูแลสุขภาพไปอยู่ที่ชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและลดความเหลื่อมล้ำในการรักษา

          อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้จะทำให้วิชาชีพกายภาพบำบัดของเรามีความโดดเด่นและเป็นที่รู้จักมากขึ้น ที่สำคัญคือในสหวิชาชีพทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร ที่เกี่ยวข้องก็จะเห็นบทบาทของวิชาชีพกายภาพบำบัดมากขึ้น และเห็นการบริการที่เกิดขึ้นในชุมชนในมิติอื่นๆ รวมถึงมิติการส่งเสริมและป้องกัน มหาวิทยาลัยจะเป็นตัวชี้ประเด็นเรื่องแบบนี้ให้วิชาชีพอื่นมากขึ้น และเป็นการเปิดหน้างานให้แก่วิชาชีพอื่นๆ ที่จะเข้ามามีบริการในชุมชนให้มากขึ้น ซึ่งจะไปกระตุ้นให้ระบบบริการสุขภาพหันมาสนใจการบริการในชุมชน

"ศสช."ชูม.รังสิต  ต้นแบบถอดบทเรียนสู่ชุมชน

          “โดยเฉพาะเน้นในเรื่องของการส่งเสริมและป้องกัน รวมถึงการฟื้นฟูคนไข้ที่ติดเตียงไม่สามารถเดินไปไหนได้แล้วยังสามารถเข้าถึงบริการได้ ซึ่งสอดคล้องกับการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยรังสิต ที่เป็นการจัดเรียนการสอนที่ตอบสนองและรับผิดชอบต่อสังคม ตามปณิธานของสังคมธรรมาธิปไตย ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัย” คณบดีคณะกายภาพบำบัด กล่าวในที่สุด

“หมอแสง” ยังรอรับตั๋ว”หมอพื้นบ้าน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/312402

“หมอแสง” ยังรอรับตั๋ว”หมอพื้นบ้าน”

หมอแสง,หมอพื้นบ้าน,ยารักษามะเร็ง,ยังรอ,ตั๋วหมอพื้นบ้าน

“หมอแสง” ยังรอใบรับรอง”หมอพื้นบ้าน” ลั่นหากยังไมไ่ด้รับจะเลิกผลิตยารักษามะเร็ง

       อยุธยา-กรณีนายแสงชัย แหเลิศตระกูล หรือ “หมอแสง” เจ้าตำรับผลิตยาสมุนไพรรักษาโรคมะเร็งชื่อดัง ประกาศจะเลิกผลิตยารักษามะเร็งนั้น

        ล่าสุด เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 7 ก .พ. 2561 ผู้สื่อข่าวได้พบกับ นายแสงชัย หรือหมอแสงขณะมาทำการประชุมของการไฟฟ้าภูมิภาค เขต 1 พระนครศรีอยุธยา โดยหมอแสงกล่าวว่า ตนเองยังไม่มีความคิดเห็นกับข่าเรื่องการรับรองเป็น หมอพื้นบ้าน จนกว่าจะได้เห็นใบรับรอง

        “และจะไม่ดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น รวมถึงไม่ผลิตยาอย่างแน่นอน ซึ่งหากไม่ออกใบรับรองหมอพื้นบ้าน ก็จะไม่สามารถทำการผลิตได้ ต้องให้ประชาชนที่รอยาของตน รอไปจนกว่าจะได้ใบอย่างรองอย่างถูกต้อง และไม่ขอพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว”นายแสงชัย กล่าว