สธ.รับรอง ‘หมอแสง’ เป็น ‘หมอพื้นบ้าน’แล้ว !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/312375

สธ.รับรอง ‘หมอแสง’ เป็น ‘หมอพื้นบ้าน’แล้ว !!

คมชัดลึกออนไลน์,นพปราโมทย์,หมอแสง,สธรับรองแล้ว

สธ.ให้การรับรอง “หมอแสง”เป็น “หมอพื้นบ้าน” แล้ว ย้ำต้องช่วยเหลือผู้ป่วยแบบธรรมจรรยา ห้ามรับผลประโยชน์ตอบแทน

         จากกรณีที่นายแสงชัย แหเลิศตระกูล หรือที่ชาวบ้านเรียกหมอแสง ยื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียนเป็น”หมอพื้นบ้าน”ต่อกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก  กระทรวงสาธาณสุข(สธ.) เนื่องจากมีการแจกแคปซูลยาให้กับผู้ป่วยมะเร็ง แต่กรมฯระบุว่านายแสงชัยยังยื่นเอกสารสำคัญประกอบการพิจารณาไม่ครบขาดหนังสือรับรองจากคนในชุมชนไม่น้อยกว่า 10 คน และหนังสือรับรองจากหน่วยบริการสาธารณสุขในพื้นที่ ต่อมานายแสงชัยออกมาระบุว่าหากไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนรับรองเป็นหมอพื้นบ้านจะหยุดผลิตและแจกแคปซูลยาให้กับผู้ป่วย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2561 นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 ก.พ. 2561 นายแสงชัย ได้ส่งเอกสารที่ยังขาดอยู่ 2 ชิ้น คือ เอกสารการยอมรับของคนในชุมชนไม่น้อยกว่า 10 คนขึ้นไป และเอกสารการยอมรับของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) โดยเมื่อเอกสารครบถ้วน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ จึงได้ลงนามออกใบรับรองให้แก่ นายแสงชัย เป็นหมอพื้นบ้าน เรียบร้อยแล้ว
นพ.ปราโมทย์ กล่าวอีกว่า การออกใบรับรองให้นายแสงชัย ไม่กังวลว่าจะทำให้สังคมคิดว่าเกรงกลัวต่อเส้นตายของนายแสงชัยที่จะไม่แจกแคปซูลยาให้ผู้ป่วย เพราะเป็นขั้นตอนการพิจารณาตามปกติ เมื่อนายแสงชัยยื่นเอกสารประกอบการพิจารณาส่วนที่ยังขาดอยู่ครบถ้วน บวกกับก่อนหน้านี้ได้พิจารณาเอกสารอื่นๆเรียบร้อยแล้ว จึงสามารถออกใบรับรองให้นายแสงชัยได้อย่างรวดเร็ว และในใบรับรองก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าต้องช่วยเหลือผู้ป่วยตามหลักธรรมาจรรยา โดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน

“การออกใบรับรองหมอพื้นบ้านก็เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและยกระดับหมอพื้นบ้านที่มีความรู้ความสามารถในการส่งเสริมและดูแลสุขภาพของประชาชนในท้องถิ่น แต่ต้องดำเนินการมาไม่น้อยกว่า 10 ปีด้วยภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยหรือการแพทย์พื้นบ้าน แต่อย่าลืมว่า หมอพื้นบ้าน และแพทย์พื้นบ้านแตกต่างกัน เพราะไม่ว่าอย่างไรเสีย หมอพื้นบ้านไม่สามารถทำเพื่อการค้า โดยต้องไปติดตามต่อว่า ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขหลักคือช่วยเหลือหรือเยียวยาผู้ป่วยตามธรรมจรรยา และต้องไม่ทำเชิงพาณิชย์ หากผิดหลักเกณฑ์เงื่อนไขก็ถอดถอนใบรับรองได้” นพ.ปราโมทย์ กล่าว

นพ.ปราโมทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การออกใบรับรองหมอพื้นบ้าน ไม่ได้บอกว่ามีความเชี่ยวชาญสาขาไหน ไม่เหมือนแพทย์ที่มีใบประกอบโรคศิลปะ ที่จะมีการศึกษาจนได้ใบประกอบโรคศิลปะ และมีการศึกษาต่อเฉพาะด้าน ซึ่งหากหมอพื้นบ้านต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือต้องการใบอนุญาตเป็นแพทย์แผนไทยก็ต้องเป็นไปตามหลักสูตร มีการศึกษาตามสถาบันการศึกษา มีใบรับรองออกมา

“หรือในกรณีหมอพื้นบ้านที่อายุมากแล้ว อาจไม่สามารถไปสอบใบอนุญาตได้ ก็จะใช้วิธีการประเมินตามประสบการณ์ ซึ่งจะมีหลักเกณฑ์ต่างๆเพิ่มเติมอีก โดยที่ผ่านมาก็มีผู้ที่ผ่านการประเมินไปประมาณ 100 กว่าคน แต่ทั้งหมดจะต้องมีระบบในการยอมรับ”  นพ.ปราโมทย์ กล่าวในที่สุด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

“หมอแสง” ยังรอรับตั๋ว”หมอพื้นบ้าน”

 “บิ๊กตู่” บอก “หมอแสง” อย่าเพิ่งน้อยใจ

“โฆษกรัฐบาล”พบ“บิ๊กอู๋”ขับเคลื่อนการรับรู้ผลงานรัฐบาลถึงปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/312343

“โฆษกรัฐบาล”พบ“บิ๊กอู๋”ขับเคลื่อนการรับรู้ผลงานรัฐบาลถึงปชช.

คมชัดลึกออนไลน์,อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์,ไก่อู๋,พลตออดุลย์ แสงสิงแก้ว,พลทสรรเสริญ   แก้วกำเนิด

“เสธไก่อู”พบ“บิ๊กอู๋”หารือร่วมขับเคลื่อนงานด้านพีอาร์ของก.แรงงาน รับเป็นกระบอกเสียงสร้างการรับรู้ผลงานรัฐบาล แก่พี่น้องแรงงานทั้งใน-ต่างประเทศ

           7 ก.พ.2561 พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับพล.ท.สรรเสริญ   แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือข้อราชการด้านแนวทางการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้งานของกระทรวงแรงงานและนโยบายของรัฐบาลด้านแรงงาน ณ ห้องรับรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

          พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า วันนี้(7ก.พ.2561)ทีมโฆษกรัฐบาลได้มาหารือเพื่อสนับสนุนกระทรวงแรงงานในการขับเคลื่อนแนวทางการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ด้านแรงงานให้สังคม เพื่อสื่อไปยังประชาชนและพี่น้องแรงงานได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อาทิ การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน การส่งเสริมการมีงานทำให้แก่กลุ่มต่างๆ รวมถึงคนพิการ คนสูงอายุ ตลอดจนส่งเสริมการทำงานพาร์ทไทม์ของนักศีกษาระหว่างปิดภาคเรียนที่กำลังดำเนินการอย่างต่อเนื่องอยู่ในขณะนี้ เป็นต้น

        อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า การเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในวันนี้กรมประชาสัมพันธ์ ได้หารือถึงแนวทางการสนับสนุนงานด้านประชาสัมพันธ์ของกระทรวงแรงงาน โดยจะเป็นตัวกลางในการบอกกล่าวแก่ประชาชนที่เป็นแรงงานทั้งในและต่างประเทศว่าจะต้องปฏิบัติตนอย่างไร เพื่อให้สามารถอยู่ในระบบการคุ้มครองดูแลจากรัฐบาล ไม่ถูกละเมิดสิทธิและถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง และบริการด้านอื่นๆ

       “ซึ่งผลการหารือในครั้งนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ฯ ได้มอบหมายให้สำนักงานประกันสังคมและสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ได้หารือในรายละเอียดกับกรมประชาสัมพันธ์ในการขับเคลื่อนการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้นโยบายของกระทรวงแรงงาน เพื่อให้เกิดพลังการขับเคลื่อนผลงานของรัฐบาลที่มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนอย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนต่อไป”อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์  กล่าวในที่สุด

“ทำไมต้องสอบ?”แชมป์คลิป “ชีวิตดี๊ดีฯ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/312277

“ทำไมต้องสอบ?”แชมป์คลิป “ชีวิตดี๊ดีฯ”

คมชัดลึกออนไลน์,อิสลามสันติชน,คว้าชนะเลิศ ประกวด ตลิป ชีวิตดี๊ดีStudy @Ramkhamhaeng,ผศวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์,ทำไมต้องสอบ,ชีวิตดี๊ดีฯ

“ร.ร.อิสลามสันติชน” คว้าชนะเลิศ ประกวด ตลิป “ชีวิตดี๊ดีStudy @Ramkhamhaeng” จากผู้เข้าแข่งขัน 31 ทีม

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง มอบรางวัลให้แก่ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดคลิปเชิงสร้างสรรค์ “ชีวิตดี๊ดีStudy @Ramkhamhaeng” เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ห้องศักดิ์ ผาสุขนิรันต์ อาคารหอประชุมพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

“ทำไมต้องสอบ?”แชมป์คลิป "ชีวิตดี๊ดีฯ"

         ทั้งนี้ มีนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมศึกษาทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดที่สนใจส่งคลิปเข้าประกวด จำนวน 31 ทีม ซึ่งมีทีมที่ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบตัดสิน จำนวน 10 ทีม มานำเสนอแนวคิดของผลงานต่อคณะกรรมการรอบตัดสิน โดยผลการประกวดมีดังนี้

          รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ทีมSantichon Production Houseโรงเรียนอิสลามสันติชน รับเงินรางวัล 30,000 บาทรางวัลรองชนะเลิศอันดับ1ได้แก่ ทีมFriend’s watchโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จังหวัดสงขลารับเงินรางวัล 20,000 บาท

“ทำไมต้องสอบ?”แชมป์คลิป "ชีวิตดี๊ดีฯ"

          รางวัลรองชนะเลิศอันดับ2ได้แก่ ทีมโรงเรียนสาธิตรามคำแหง โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง รับเงินรางวัล 10,000 บาท รางวัลชมเชย2รางวัลได้แก่ ทีมDs Networkโรงเรียนเทพศิรินทร์คลองสิบสาม จังหวัดปทุมธานีรับเงินรางวัล 5,000 บาท และทีมP.K.Station Filmโรงเรียนพระโขนงพิทยาลัย รับเงินรางวัล 5,000 บาท

“ทำไมต้องสอบ?”แชมป์คลิป "ชีวิตดี๊ดีฯ"

       สำหรับทีมSantichon Production Houseโรงเรียนอิสลามสันติชน ผลงานชื่อ“ทำไมต้องสอบ?”นั้น คณะกรรมการตัดสินมีมติให้คลิปนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศ เนื่องจากเป็นคลิปที่มีเทคนิคการนำเสนอเรื่องที่น่าสนใจด้วยการตัดสลับภาพ เนื้อหากระชับเข้าใจง่าย แสดงอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้เป็นอย่างดี สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างน่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ คณะกรรมการจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ได้รับรางวัลชนะเลิศในครั้งนี้

เปิดบ้าน“มทร.อีสาน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/312280

เปิดบ้าน“มทร.อีสาน”

วิทยาเขตสกลนคร,เปิดม่าน,มทรอีสาน,คมชัดลึกออนไลน์,8 – 9 กุมภาพันธ์,มทรอีสาน

เปิดบ้าน“มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร ระหว่าง 8 – 9 ก.พ. นี้

        7 ก.พ.2561- คณะอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) วิทยาเขตสกลนคร ขอเชิญชวนนักเรียนนักศึกษา ในจังหวัดสกลนครและจังหวัดใกล้เคียง เข้าร่วมโครงการงานแข่งขันทักษะวิชาชีพวิศวกรรมศาสตร์ บริหารธุรกิจ และศิลปศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี(OpenHouse2018)เพื่อเป็นการส่งเสริมให้นักเรียน-นักศึกษานำความรู้ที่ได้จากการเรียนมาปฏิบัติจริง และเพิ่มประสบการณ์ในการแข่งขันทักษะวิชาชีพ ระหว่างวันที่ 8 – 9 กุมภาพันธ์ 2561 ณ มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร สอบถามเพิ่มเติมโทร.042-772391

“ผู้แทนยูเออี” ดูงานศูนย์OSS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/312270

“ผู้แทนยูเออี” ดูงานศูนย์OSS

คมชัดลึกออนไลน์, ค้ามนุษย์, ผู้แทนยูเออีดูงานศูนย์ฯOSS, กระทรวงแรงงาน, ต่างด้าว, โฆษกแรงงาน, ผู้แทนยูเออี

“โฆษกแรงงาน”นำผู้แทนยูเออีดูงานศูนย์ OSS ย้ำ รัฐบาลไทยคุ้มครองต่างด้าวถูกกฎหมาย ระบุกทม.มี 360,189 คนแยกเป็นเมียนมา 195,549 คน กัมพูชา 121,803 คน ลาว 42,837คน

         6 ก.พ.2561 – นางเพชรรัตน์ สินอวย รองปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปแก่ H.E. Dr. Saeed Mohamed Alghufli Assistant Undersecretary Ministry of State for Federal National Council Affairs และคณะผู้แทนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในโอกาสศึกษาดูงานด้านการป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ในรูปแบบการบังคับใช้แรงงาน ณ ศูนย์การค้าไอทีสแควร์หลักสี่พลาซ่า

 

"ผู้แทนยูเออี" ดูงานศูนย์OSS

โดยศูนย์ฯ OSS แห่งนี้จะเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. – 31 มี.ค.2561 ซึ่งรัฐบาลไทยและกระทรวงแรงงาน มีนโยบายให้แรงงานต่างด้าวทุกคนได้ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายโดยกำหนดให้แรงงานได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติกับประเทศต้นทาง รวมทั้งมาขึ้นทะเบียนกับศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (OSS)ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล ก่อนออกบัตรประจำตัวและใบอนุญาตทำงาน

 

"ผู้แทนยูเออี" ดูงานศูนย์OSS

สำหรับศูนย์ฯ OSS มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการดำเนินการให้แก่นายจ้างและแรงงานต่างด้าว ได้แก่ กรมการปกครอง/กรุงเทพมหานครทำหน้าที่ในการจัดทำหรือปรับปรุงทะเบียนประวัติ กำหนดเลข 13 หลัก ถ่ายรูปใบหน้า สแกนลายนิ้วมือ กระทรวงสาธารณสุขทำหน้าที่ตรวจสุขภาพ ประกันสุขภาพ ให้แก่แรงงานต่างด้าวที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ หรือผ่านการพิสูจน์สัญชาติกรณีทำงานในกิจการประมง แปรรูปสัตว์น้ำ และรับใช้ในบ้านไม่เข้าประกันสังคม หรือกรณีเข้าประกันสังคมต้องซื้อประกันคุ้มครองก่อนเกิดสิทธิประกันสังคม

 

"ผู้แทนยูเออี" ดูงานศูนย์OSS

สำนักงานประกันสังคมทำหน้าที่ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนให้กับแรงงานต่างด้าวที่ทำงานในกิจการของนายจ้างที่ต้องเข้าระบบประกันสังคม สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ทำหน้าที่ตรวจลงตรา (Visa) อนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ประเภทคนอยู่ชั่วคราว และกรมการจัดหางานออกใบอนุญาตให้ทำงาน ในส่วนของกรุงเทพมหานครมีแรงงานต่างด้าวที่ต้องเดินทางมาขึ้นทะเบียนที่ศูนย์ OSS รวม 360,189 คน แยกเป็นสัญชาติเมียนมา 195,549 คน กัมพูชา 121,803 คน และลาว 42,837 คน

 

"ผู้แทนยูเออี" ดูงานศูนย์OSS

“ศูนย์ฯ OSS จะทำให้แรงงานต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทยผิดกฎหมาย เข้าสู่ระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีการจัดเก็บข้อมูลเป็นฐานข้อมูลที่มีเอกภาพ ซึ่งจะสามารถทราบจำนวนแรงงานต่างด้าวว่าประกอบอาชีพอะไร อยู่ที่ไหน ทำงานกับใคร ส่งผลให้การบริหารจัดการแรงานต่างด้าวในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานสากลในที่สุด”นางเพชรรัตน์ฯ กล่าวในที่สุด

“บิ๊กน้อย”ชงสัญจรดันนวัตกรรมนศ.สู่อุตฯรับอีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/312203

“บิ๊กน้อย”ชงสัญจรดันนวัตกรรมนศ.สู่อุตฯรับอีอีซี

คมชัดลึกออนไลน์, โชว์นวัตกรรม, ผลักดันสู่อุตสาหกรรม, รองรับอีอีซี, บิ๊กน้อย

ระยอง-“บิ๊กน้อย” รมช.ศธ.ติดตามการขับเคลื่อนการบูรณาการการศึกษาฯ เตรียมเสนอ ครม.สัญจร ผลักดันชิ้นงาน นวัตกรรมของนักศึกษา สู่ภาคอุตสาหกรรม รองรับอีอีซี

       เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 13.30 น. ที่โรงแรมโกลเด้นซิตี้ อ.เมือง จ.ระยอง พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานประชุม คณะกรรมการดำเนินงานขับเคลื่อนการบูรณาการการศึกษาภาคตะวันออก และการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมี เรือโทศตวรรษ อนันตกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง พร้อม ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการการศึกษา 8 จังหวัดภาคตะวันออก ร่วมประชุม

         พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า สืบเนื่อง จากการที่รัฐบาลประกาศให้ ภาคตะวันออก มี3จังหวัดคือ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษEastern Economic corridor EECกระทรวงศึกษาธิการจึงตั้งคณะกรรมการดำเนินงานขับเคลื่อนการบูรณาการการศึกษาภาคตะวันออก และการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพื่อเตรียมคนให้มีความพร้อมสอดคล้องกับมิติของการพัฒนา ตามความต้องการของตลาดงาน

         “โดย กระทรวงศึกษาธิการ ได้เพิ่มการเชื่อมโยง จาก3จังหวัด เป็น 8จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี นครนายก สระแก้ว เพื่อพัฒนาพื้นที่ให้ครอบคลุม เชื่อมโยง กับ ทั้งประเทศ” พลเอก สุรเชษฐ์ กล่าว

         พลเอก สุรเชษฐ์  กล่าวอีกว่า ในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการ ทั้ง 8 จังหวัด ได้นำแผนงานที่พัฒนาไปแล้ว มาเสนอต่อส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ว่ามีความเหมาะสมอย่างไร ก่อนจะคัดสรร เรื่องสำคัญ และเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเข้าในที่ประชุมครม.สัญจร วันพรุ่งนี้(6 ก.พ.2561)และจากการที่สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา ร่วมกับทีมงานวิชาการ ได้ข้อมูลมาว่าชิ้นงานของนักศึกษา ต่างมีคุณภาพ จึงเป็นเรื่องหนึ่งที่จะนำเข้าในที่ประชุม เพื่อให้ ชิ้นงานที่เป็นวัตกรรมของเด็กนักเรียนนักศึกษาในทุกระดับ จะต้องมีการต่อยอดขึ้นมาให้เป็นที่ยอมรับ ถึงระดับขั้นที่ผลิตจนเป็นรายได้ขึ้นมาในอนาคต รวมถึงอีกหลายๆเรื่องที่จะต้องนำเข้าพิจารณาในที่ประชุม

“จุฬาฯ-สสวท.” พลิกโฉมตำรามิติใหม่!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/312130

“จุฬาฯ-สสวท.” พลิกโฉมตำรามิติใหม่!!

ครั้งแรกที่”ศูนย์หนังสือจุฬาฯ -โรงพิมพ์จุฬาฯ”พลิกโฉมแบบเรียนมิติใหม่ เป็นผู้ผลิต”วิทย์-คณิต”ให้สสวท. ทั้งในระดับประถมฯ-มัธยมศึกษา เริ่มใช้ปีการศึกษา 2561

          สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) มีหน้าที่ในการพัฒนาหลักสูตร หนังสือเรียน คู่มือครู แบบฝึกทักษะ แบบฝึกหัด และสื่ออื่นๆ ของวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี ขณะนี้การปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ โดยได้เพิ่มสาระเทคโนโลยี เป็นสาระที่ 4 ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย วิชาการออกแบบและเทคโนโลยี และวิชาวิทยาการคำนวณ

“จุฬาฯ-สสวท.” พลิกโฉมตำรามิติใหม่!!

         ดร.พรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า สสวท. ได้พัฒนาสื่อการเรียนรู้วิชาการออกแบบและเทคโนโลยี และวิชาวิทยาการคำนวณ เรียบร้อยแล้ว โดยพลิกรูปแบบสื่อเรียนรู้ที่เคยเห็นทั่วๆ ไป เปลี่ยนเป็นสื่อภาพการ์ตูน ที่ให้ความรู้ กระบวนการคิด เล่าเรื่องราวผ่านสถานการณ์ที่พบได้ในชีวิตประจำวัน เนื้อหาสนุก ชวนให้น่าติดตาม มีการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา

“จุฬาฯ-สสวท.” พลิกโฉมตำรามิติใหม่!!

        “ทั้งยังกระตุ้นให้นักเรียนอยากรู้และค้นหาคำตอบ สื่อการเรียนรู้มีสีสันสวยงาม ชวนอ่าน มีลิงค์ QR Code และ Short URL ที่เชื่อมโยงไปยังแหล่งเรียนรู้และสื่อที่น่าสนใจ โดย สสวท. จะร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการผลิตและจัดจำหน่ายสื่อการเรียนรู้ของ สสวท. ให้เข้าถึงผู้เรียนอย่างทั่วถึง ทันตามกำหนดเวลา ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เรียนเป็นสำคัญ เริ่มใช้ปีการศึกษา 2561″ดร.พรกรรณ กล่าว

        ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ณัฐชานนท์ โกมุทพุฒิพงศ์ ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า การลงนามความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับ สสวท. ในครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์หนังสือจุฬาฯ และโรงพิมพ์จุฬาฯ จะเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสื่อการเรียนรู้ที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ ทันสมัย ทั้งในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา

“จุฬาฯ-สสวท.” พลิกโฉมตำรามิติใหม่!!

          “จากประสบการณ์การผลิตและจัดจำหน่ายสิ่งพิมพ์ในแวดวงการศึกษา เราจึงมั่นใจในการผลิตของโรงพิมพ์ จุฬาฯ และการจัดจำหน่าย ผ่านสาขาของศูนย์หนังสือ จุฬาฯ ทั้ง 11 สาขา และ 7 เครือข่าย ทั่วทุกภูมิภาค ตลอดจนร้านค้าพันธมิตรของ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพในการเผยแพร่สื่อการเรียนรู้ที่มีความทันสมัยของ สสวท. เช่น หนังสือ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ทางการศึกษา ไปยังเด็กและเยาวชนในทุกภูมิภาคของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับปณิธานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการเป็นปัญญาของแผ่นดิน เป็นแหล่งอ้างอิงความรู้”ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ณัฐชานนท์ กล่าว

“จุฬาฯ-สสวท.” พลิกโฉมตำรามิติใหม่!!

         ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ณัฐชานนท์  กล่าวเพิ่มเติมว่า ดังนั้น การที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มีส่วนร่วมในการผลิตและเผยแพร่สื่อดังกล่าว ถือเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับเยาวชนเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะพัฒนาประเทศชาติต่อไป

       สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนประชาสัมพันธ์ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ โทร. 0-2218-9893-5  หรืออีเมล : prs@cubook.chula.ac.th เว็บไซต์ : http://www.chulabook.com

แข่งฝีมือแรงงานอาเซียน ชูสร้างจิตสำนึกรักงงานช่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/312071

แข่งฝีมือแรงงานอาเซียน ชูสร้างจิตสำนึกรักงงานช่า

ไทยเจ้าภาพจัดแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียนครั้งที่ 12 ระหว่าง 4-9 ก.พ.2561 ใน 24 สาขา ชูหลักเสมอภาค สร้างจิตสำนึกรักงานช่าง

          5 ก.พ. 2561 ที่โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร นายวิวัฒน์ ตังหงส์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการเทคนิค ครั้งที่ 1 (The 1st Technical Committee Meeting: The 1st TCM) ในการแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 12 ระหว่างวันที่ 4-9 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันในครั้งนี้

แข่งฝีมือแรงงานอาเซียน ชูสร้างจิตสำนึกรักงงานช่า

นายวิว้ฒน์  ตังหงส์

         นายวิวัฒน์ ตังหงส์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยหลังจากเป็นประธานเปิดประชุมดังกล่าวว่า ในปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ประเทศสมาชิกอาเซียนได้มีการปรับตัว เพื่อให้เข้าถึงผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับเช่นกัน โดยได้ร่วมกันเสริมสร้างขีดความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศ ทำให้แรงงานที่มีทักษะฝีมือได้ก้าวมามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนครั้งนี้ จึงต้องมีการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน

         “โดยเฉพาะในระดับเยาวชนป้อนสู่อุตสาหกรรมหลักและอุตสาหกรรมรอง การแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียนนอกจากเป็นเวทีสำคัญในการพิสูจน์ให้ทั่วโลกได้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนและแรงงานแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้เยาวชนเกิดความตื่นตัวที่จะพัฒนาทักษะฝีมือให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้น และประเทศสมาชิกอาเซียนจำเป็นที่จะต้องร่วมแรงร่วมใจกันในการพัฒนาทักษะความสามารถของเยาวชน ที่จะเติบโตเป็นกำลังแรงงานทันต่อความเปลี่ยนแปลง และเป็นอนาคตของภูมิภาค ตามสโลแกนงานแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 12 “ASEAN Skills, Crafting the Future”นายวิวัฒน์ กล่าว

         นายวิวัฒน์ กล่าวต่อไปว่าเพื่อให้การจัดงานแข่งขันมีประสิทธิภาพ กลุ่มประเทศในอาเซียนมีความเข้าใจตรงกัน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ในฐานะหน่วยงานหลักในการจัดงาน ได้เชิญหัวหน้าคณะผู้แทน ผู้แทนเทคนิค และผู้เชียวชาญ จากประเทศสมาชิกอาเซียน รวมประมาณ 350 คน เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้เพื่อพัฒนาการแข่งขัน เกณฑ์การให้คะแนน ข้อกำหนดทางเทคนิค ผังพื้นที่แข่งขัน รายการโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละสาขาที่จัดแข่งขัน

แข่งฝีมือแรงงานอาเซียน ชูสร้างจิตสำนึกรักงงานช่า

        นายวิวัฒน์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ รายงานความคืบหน้าในการเตรียมการจัดงานแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียนครั้งที่ 12 อาทิ กำหนดหารแข่งขัน กิจกรรมคู่ขนาน สถานที่จัดการแข่งขัน การลงทะเบียน การขนส่งอุปกรณ์ เครื่องมือ ที่พัก เว็บไซต์ เป็นการยืนยันจำนวนผู้แข่งขัน การทำหน้าที่ประธานกรรมการตัดสิน หัวหน้าและรองหัวหน้าผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา รวมถึงยืนยันประเทศเจ้าภาพจัดงานแข่งขันครั้งต่อไป คาดว่าจะมีการแข่งขันใน 24 สาขา เช่น สาขาเมคคาทรอนิกส์ สาขาเขียนแบบวิศวกรรมเครื่องกลด้วยคอมพิวเตอร์ สาขาเทคโนโลยีงามเชื่อม สาขาแฟชั่นเทคโนโลยี สาขาประกอบอาหาร เป็นต้น และสาขาสาธิต อีก 2 สาขา ได้แก่ สาขาอินเทอร์เน็ตสรรพสิ่ง สาขาสีรถยนต์ รวมแข่งขัน 26 สาขา โดยยึดตามสาขาที่มีการจัดแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 11 ณ ประเทศมาเลเซีย และการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 44 ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์

        “สำหรับการแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน เป็นข้อตกลงของกลุ่มสมาชิกอาเซียนที่มีการกำหนดให้ประเทศสมาชิกหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันทุกๆ 2 ปี ในครั้งนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพอีกครั้ง จากที่ก่อนหน้านี้เป็นเจ้าภาพมาแล้ว 3 ครั้ง จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม-5 กันยายน 2561 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี” รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวในที่สุด

1,352 รพ./คลีนิกในปี61บริการ“ทำฟัน”ไม่ต้องสำรองจ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/312070

1,352 รพ./คลีนิกในปี61บริการ“ทำฟัน”ไม่ต้องสำรองจ่าย

คมชัดลึกออนไลน์, ทำฟันไม่ต้องสำรองจ่าย, 1, 352 รพ./คลีนิกในปี61บริการ, สิทธิยอดพุ่ง 1.3 ล้านครั้ง, ใช้งบกว่า 880ล้านบาท, ในปี2560, ทำฟัน

1,352 รพ./คลีนิก ในปี2561เข้าร่วมบริการ“ทำฟัน”ไม่ต้องสำรองจ่าย”หมอสุรเดช”เผยปี 2560 ผู้ประกันตนใช้สิทธิยอดพุ่ง 1.3 ล้านครั้ง ใช้งบกว่า 880ล้านบาท

          5 ก.พ.2561 นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงความสำเร็จของระบบทันตกรรมประกันสังคมแบบ “ไม่ต้องสำรองจ่าย” ว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมา มียอดผู้ประกันตน ใช้บริการแล้วกว่า 1,311,927.00 ครั้ง สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนไปแล้ว 880,981,002.78 ล้านบาท ทั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาสุขภาพในช่องปาก ของผู้ประกันตนรวมถึงความต้องการและความพึงพอใจ ในการเข้ารับบริการกรณีทันตกรรมของผู้ประกันตน
นพ.สุรเดช  กล่าวอีกว่า ปัจจุบันได้มีการเพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีทันตกรรม มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้เพิ่มอัตราค่าบริการทางการแพทย์กรณี อุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน ผ่าฟันคุด ให้แก่ผู้ประกันตน เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 900 บาทต่อคนต่อปี (จากเดิม 600 บาทต่อคนต่อปี) สำหรับการขอรับบริการ ทันตกรรมผู้ประกันตนสามารถใช้บัตรประชาชนเป็นหลักฐานเข้ารับบริการกรณีทันตกรรมกับสถานพยาบาล โดยไม่ต้องสำรองจ่ายเงิน วงเงินไม่เกิน 900 บาทต่อคนต่อปี

“และในปี 2561 มีจำนวนสถานพยาบาลเอกชน/คลินิกเข้าร่วมให้บริการจำนวน 1,352 แห่ง รวมถึงสถานพยาบาลรัฐทั่วประเทศ โดยสังเกตป้ายสติ๊กเกอร์ที่ระบุว่า “สถานพยาบาลแห่งนี้ให้บริการผู้ประกันตนกรณีทันตกรรม “ทำฟัน” ไม่ต้องสำรองจ่าย” กรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการกรณีทันตกรรมในสถานพยาบาลที่ไม่ได้ทำความตกลงเรื่องการเบิกจ่าย ผู้ประกันตนสามารถนำหลักฐานประกอบด้วย ใบเสร็จรับเงิน ใบรับรองแพทย์ พร้อมสำเนาสมุดบัญชีธนาคารของผู้ประกันตนมายื่นต่อสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ / จังหวัด / สาขาทั่วประเทศ มายื่นขอรับประโยชน์ทดแทนตามกฎหมายประกันสังคมได้ภายใน 2 ปีนับแต่วันที่เข้ารับบริการที่ระบุไว้ในใบรับรองแพทย์”นพ.สุรเดช กล่าว

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการตามนโยบายการทำงานของ พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน ตามกรอบนโยบายเน้นหนัก ประจำปีงบประมาณ 2561 ที่เน้น 11 นโยบายเร่งด่วน 4 นโยบายระดับพื้นที่ 6 นโยบายบริหารการพัฒนา (11+4+6) พร้อมแนวทางในการสร้างการรับรู้ให้ประชาชนเข้าใจสิทธิประโยชน์ของการประกันสังคม

“รวมทั้งปรับปรุงและเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นป้องกันปัญหาทันตกรรมของผู้ประกันตน จึงขอเชิญชวนผู้ประกันตนหมั่นดูแลสุขภาพในช่องปาก และพบทันตแพทย์อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอปีละอย่างน้อย 1-2 ครั้ง อย่างไรก็ดีหากเกิดปัญหาทันตกรรมกับผู้ประกันตน สำนักงานประกันสังคมพร้อมให้บริการ ทางการแพทย์กรณีทันตกรรมแก่ผู้ประกันตนเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้ารับบริการกรณีทันตกรรม แก่ผู้ประกันตนทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อย่างไม่หยุดนิ่ง ในอนาคตจะมีสถานพยาบาลที่รองรับผู้ประกันตน กรณีทันตกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”นพ.สุรเดช กล่าว

นพ.สุรเดช กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ถือเป็นภารกิจหลักของสำนักงานประกันสังคม และเป็นการคืนความสุขให้กับผู้ประกันตนตามนโยบายรัฐบาลที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ประกันตน ลูกจ้างให้ได้รับบริการที่ดีและได้รับประโยชน์สูงสุดต่อไป

กสร. สั่งติดตาม“ฟูจิ ซีร็อกซ์ไทย”ลดพนักงาน!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/312063

กสร. สั่งติดตาม“ฟูจิ ซีร็อกซ์ไทย”ลดพนักงาน!!

คมชัดลึกออนไลน์, ปลดพนักงาน, 10, 000 คน, กสร. สั่งติดตามฟูจิ ซีร็อกซ์ไทย, บริษัท ฟูจิ ซีร็อกซ์ (ญี่ปุ่น), 5 ก.พ.2561

กสร. สั่งติดตาม“ฟูจิ ซีร็อกซ์ไทย”เตรียมลดพนักงาน 10,000 คน ตามนโยบายบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น แนะนายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

          5 ก.พ.2561 นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผย ถึงกรณี บริษัท ฟูจิ ซีร็อกซ์ (ญี่ปุ่น) ได้มีนโยบายปลดพนักงานจำนวน 10,000 คน ทั้งในและนอกประเทศญี่ปุ่นเพื่อปรับขนาดองค์กรให้มีความเหมาะสมกับธุรกิจว่า กสร.ได้สั่งการให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยสอบถามไปยังบริษัท ฟูจิ ซีร็อกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ทราบว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจ หน่วยงานที่มีภาวะคนล้นงาน หรือหน่วยงานที่มีลักษณะงานซ้ำซ้อนกัน หากมีบุคลากรที่ซ้ำซ้อนก็จะลดพนักงานและจะไม่รับคนทดแทน

          อธิบดีื กสร. กล่าวอีกว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการสำรวจ โดยคาดการณ์ว่าพนักงานที่มีลักษณะดังกล่าวจะเป็นในส่วนของฝ่ายวิจัยและพัฒนาและในสายการผลิต สำหรับบริษัท ฟูจิ ซีร็อกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ไม่มีโรงงานผลิตคาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว

        “อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้พนักงานตรวจแรงงานติดตามสถานการณ์รวมทั้งความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด รวมทั้งชี้แจงข้อกฎหมายให้นายจ้างและลูกจ้างทราบ กรณีที่มีการเลิกจ้างให้เข้าไปตรวจสอบว่ามีการจ่ายสิทธิประโยชน์ให้กับลูกจ้างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าบริษัทฯปฏิบัติไม่ถูกต้องจะดำเนินการให้ความช่วยเหลือทันที รวมทั้งจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการจัดหางาน ในการจัดหางานใหม่ทดแทน กรมพัฒนาฝีมือแรงงานกรณีที่ลูกจ้างต้องการฝึกอาชีพและสำนักงานประกันสังคมในการดูแลสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างด้วย” อธิบดีกสร.กล่าวในที่สุด