“TESCO CAREER ACADEMY ปี 4” ติวเข้มว่าที่บัณฑิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/312026

“TESCO CAREER ACADEMY ปี 4” ติวเข้มว่าที่บัณฑิต

“Tesco Career Academy ปี 4” ติวเข้มว่าที่บัณฑิต

               เทสโก้ โลตัส ธุรกิจค้าปลีกยักษ์ที่เป็นหนึ่งในเป้าหมายยอดฮิตในการสมัครงาน จัดกิจกรรมติวเข้มเพื่อมอบโอกาสให้นิสิต นักศึกษา เตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่โลกของการสมัครงานหรือทางานจริง ภายใต้ชื่อ “Tesco Career Academy” โดยจัดมาอย่างต่อเนื่องปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้ว
น้องๆ นักศึกษาชั้นปี 3 และ ปี4 จากมหาวิทยาลัยและสถาบันทั่วประเทศที่สนใจและผ่านการคัดเลือกจานวน 160 คน ได้เข้าร่วมเวิร์คช็อปแบบเอ็กซ์คลูซีฟเป็นเวลา 2 วันเต็มจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ระหว่างวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ ที่สานักงานใหญ่เทสโก้ โลตัส
เนื้อหาการติวเข้มครั้งนี้ มีกูรูจากหลากหลายสาขามาร่วมแชร์ประสบการณ์ เพื่อให้น้องๆ เตรียมพร้อมเข้าสู่วัยทางานได้อย่างมั่นใจ ตั้งแต่ การเลือกงานให้เหมาะกับความชอบและทักษะของตนเอง การเขียนเรซูเม่ให้โดนใจ การเตรียมความพร้อมในการสัมภาษณ์งาน การพัฒนาบุคลิกภาพ สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสายงานอาชีพต่างๆ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง อย่าง คุณหนูดี-วริษา เรซ ก็เป็นอีกคนที่ช่วยติวเข้มสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาบุคลิกภาพให้พร้อมสุดๆ
คุณอรกานดา อรรถวิภัชน์ ประธานกรรมการบริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคล เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า “จุดประสงค์ของการจัดกิจกรรม Tesco Career Academy อย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เพื่อเตรียมพร้อมเยาวชนไทยให้สามารถก้าวสู่การเป็นแรงงานคุณภาพช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยต่อไปในอนาคต การเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจโดยเฉพาะในยุคิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น ทาให้ทั้งองค์กรและบุคลากรเอง จาเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถรับ change ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เวิร์คช้อปและกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นในระหว่าง 2 วันนี้ คาดหวังว่าจะมีส่วนช่วยให้น้องๆ นิสิต นักศึกษา ได้เปิดมุมมองที่อาจจะหาไม่ได้ในห้องเรียน ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับพี่ๆ และกูรูหลากหลายท่าน เพื่อให้น้องๆ พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่โลกแห่งการทางานได้ด้วยความมั่นใจ”
ตลอดระยะเวลา 2 วันของกิจกรรม มีการจัดเวิร์คช้อปต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม job matching จับคู่กับคนที่ใช่, วิธีการเขียนเรซูเม่ที่มีประสิทธภาพ, เทคนิคการสัมภาษณ์งานโดยได้ฝึกซ้อมสัมภาษณ์งานจริงกับแผนกบุคคลเทสโก้ โลตัส, เทคนิคการต่อรอง, ทาความรู้จักตัวเอง, การพัฒนาบุคลิกภาพ, รวมถึงเทรนด์ของการจ้างงานในปี 2020
ปัจจุบัน เทสโก้ โลตัส มีการจ้างงานกว่า 63,000 ตาแหน่ง ทั้งที่สานักงานใหญ่ ในสาขารูปแบบต่างๆ และศูนย์กระจายสินค้าทั่วประเทศไทย และเพิ่มอัตราจ้างงานอย่างต่อเนื่องในตาแหน่งต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจด้านใหม่ๆ เช่น ธุรกิจออนไลน์ innovation และ ซัพพลายเชน เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ

“สืบสานภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง…สร้างอาชีพเด็กพื้นที่สูง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311986

“สืบสานภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง…สร้างอาชีพเด็กพื้นที่สูง”

นายอดิศร  บุญปาล ผอ.ร.ร.บ้านกล้อทอ, ครูนาน่า รัตนา ถกลบูชา, เจดา วราภรณ์ วนาเกษมศรี, แป้งโกะ ปวีณา ศรีไสสบุปผา, 0 ศตายุ วาดพิมาย, สืบสานภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง...สร้างอาชีพเด็กพื้นที่สูง, คมชัดลึกออนไลน์

“สืบสานภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง…สร้างอาชีพเด็กพื้นที่สูง” ติดตามกับ 0 ศตายุ วาดพิมาย 0 นักประชาสัมพันธ์ สพป.ตาก เขต 2 เรื่อง/ภาพ

         โรงเรียนบ้านกล้อทอ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ตั้งอยู่อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เป็นโรงเรียนในโครงการพระราชดำริฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อยู่บนพื้นที่ภูเขาสูงและทุรกันดาร นักเรียนเป็นชาวเขาชนเผ่าปกาเกอะญอหรือกะเหรี่ยง 100 เปอร์เซ็นต์

        ไม่่เพียงเท่านั้น โรงเรียนยังได้ส่งเสริมให้นักเรียน มีวิสัยทัศน์และพันธกิจที่มุ่งส่งเสริมนักเรียนให้เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรมไทย ควบคู่กับความรู้ทางวิชาการ ซึ่งสอดคล้องตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาส่งเสริมและสนับสนุนให้สถานศึกษานำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้และประกอบอาชีพ

“สืบสานภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง...สร้างอาชีพเด็กพื้นที่สูง”

นายอดิศร  บุญปาล ผอ.ร.ร.บ้านกล้อทอ

         อดิศร บุญปาล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านกล้อทอ  เปิดเผยว่า โรงเรียนบ้านกล้อทอได้เล็งเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นของชนเผ่าชาวกะเหรี่ยงหรือปกาเกอะญอ โดยเฉพาะผ้าทอกะเหรี่ยงที่เป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่า ทางโรงเรียนก็ได้นำภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยงสู่การเรียนการสอนภายในโรงเรียน ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นการฝึกอาชีพให้กับนักเรียนเพื่อเสริมรายได้ระหว่างเรียน

“สืบสานภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง...สร้างอาชีพเด็กพื้นที่สูง”

ครูนาน่า รัตนา  ถกลบูชา

         ครูนาน่า รัตนา ถกลบูชา เล่าว่า “การทอผ้า ผ้าทอปกาเกอะญอเป็นภูมิปัญญาการทอผ้าด้วยเทคนิคที่มีเอกลักษณ์เฉพาะชาวปกาเกอะญอ เผ่าปกาเกอะญอมีการเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวด้วยการทอผ้า ที่เรียกว่า การกี่เอว ซึ่งเป็นวิธีการทอผ้าที่มีความเป็นเอกลักษณ์สูง มีการสืบทอดมายาวนานกว่าร้อยปี เพื่อการรักษาไว้ซึ่งศิลปะการทอผ้าด้วยกี่เอวที่ถือว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะ

         ปัจจุบันศิลปะดังกล่าวกำลังลดหายไปจากสังคมและถูกมองอย่างไร้คุณค่า ผู้บริหารโรงเรียนจึงได้คิดและปรึกษาครูที่ปรึกษา เกี่ยวกับการสอนเด็กทอผ้าทอผ้าแบบกี่เอว เริ่มจากการย้อมด้ายด้วยสีวัสดุจากธรรมชาติ การแปรรูปจากผ้าทอปกาเกอะญอ และการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆให้มีความหลากหลายและน่าสนใจ

         ดิฉันและครูอีกคนก็ได้มาสอนและอธิบายกับเด็กว่า การทอผ้าของปกาเกอะญอก่อนที่จะขึ้นเครื่องทอ จำเป็นจะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ของการทอก่อนว่าจะทอเพื่อใช้ทำอะไร เช่น ทอย่าม ทอเสื้อ ทอผ้าถุง ฯลฯ และต้องกำหนดขนาดไปพร้อมกันด้วย ทั้งนี้เนื่องจากลักษณะของเครื่องนุ่งห่มของชนเผ่าปกาเกอะญอ เป็นการนำผ้าแต่ละชิ้นมาเย็บประกอบกันโดยไม่การตัด

        ดังนั้นการทอผ้าแต่ละครั้งจึงต้องกะให้ได้ขนาดที่จะนำมาเย็บ แล้วสวมได้พอดีตัว ปกาเกอะญอไม่มีเครื่องมือที่ใช้เป็นมาตรฐานในการวัด จึงต้องใช้วิธีกะประมาณ โดยอาศัยความเคยชิน การกะขนาดของผ้าที่จะทอแต่ละครั้ง ผู้ทอจะยึดรูปร่างของตนเป็นมาตรฐานว่า เมื่อขึ้นเครื่องทอเพื่อทอเสื้อของตนต้องเรียงด้ายสูงประมาณเท่าไหร่ของไม้ที่เสียบบน “แท แบร อะ” หรือไม้ขึ้นเครื่องทอ เช่นประมาณว่า “ครึ่งไม้” หรือ “ค่อนไม้” เป็นต้น ฉะนั้นเมื่อต้องทอให้ผู้อื่นจึงต้องเพิ่ม หรือลดขนาดของด้ายลง โดยอาศัยการเปรียบเทียบจากรูปร่างของผู้ทอดังกล่าว”

“สืบสานภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง...สร้างอาชีพเด็กพื้นที่สูง”

เจดา  วราภรณ์ วนาเกษมศรี

          เจดา วราภรณ์ วนาเกษมศรี นักเรียนชั้น ม.5/2 เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า “ครั้งแรกที่หนูเข้ามาอยู่ในโครงการนี้หนูก็ไม่อยากอยู่เท่าไหร่เหรอเพราะหนูไม่เก่งในการออกแบบหรือแปรรูปสักเท่าไหร่แต่พอนานๆไปหนูก็เริ่มเรียนรู้กับการออกแบบแปรรูปของผ้าทอต่างๆตอนแรกหนูทอเป็นแต่ย่ามธรรมดาแต่พอหนูได้เข้าร่วมโครงการนี้หนูก็เริ่มมีทักษะในการออกแบบแปรรูปมากขึ้น การแปรรูปของผ้าทออย่างเช่น เอาผ้าทอมาแปรรูปเป็นกระเป๋าหรือมาแปรรูปเป็นเสื้อต่างๆ และหนูก็ดีใจมากที่ได้เข้ามาอยู่ในโครงการนี้เพราะยังไปใช้ในชีวิตประจำได้ด้วย”

“สืบสานภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง...สร้างอาชีพเด็กพื้นที่สูง”

แป้งโกะ ปวีณา  ศรีไสสบุปผา

      แป้งโกะ ปวีณา ศรีไสสบุปผา นักเรียนชั้นม.5/1 เล่าคล้ายๆกันว่า “หนูชอบด้านนี้อยู่แล้วค่ะ ปัจจุบันก็ช่วยแม่ทอผ้าที่บ้านอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีความรู้ที่จะออกแบบชิ้นงานที่เป็นเสื้อผ้าได้ พอหนูได้เข้าโครงการแล้วก็มีความรู้มากขึ้นและได้ประสบการณ์เรื่องการตัดเย็บมากขึ้นด้วยและปัจจุบันนี้หนูเลยได้รับโอกาสจากเพื่อนให้ทำชุดให้ หนูจึงนำความรู้จากโครงการที่ได้มาและเมื่อทำชุดให้เพื่อนเสร็จ ตอนนี้ก็มีคนอื่นให้ทำชุดให้อีกหลายคนค่ะ หนูรู้ สึกดี ใจที่ มีโอกาสได้เข้าโครงการออกแบบด้วยค่ะ จะที่หนูเริ่มทอผ้าเป็น แต่ตอนนี้หนูกลายเป็นผู้ที่ออกแบบเสื้อผ้าได้ ก็ ขอขอบคุณคุณครูมากนะคะ ที่ทำให้ความฝันที่หนูชอบกลายเป็นอาชีพได้ในอนาคต”

“สืบสานภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง...สร้างอาชีพเด็กพื้นที่สูง”

“สืบสานภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง...สร้างอาชีพเด็กพื้นที่สูง”

“สืบสานภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง...สร้างอาชีพเด็กพื้นที่สูง”

“สืบสานภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง...สร้างอาชีพเด็กพื้นที่สูง”

          ปัจจุบันผ้าทอกะเหรี่ยงได้ประยุกต์เป็นผลิตภัณฑ์หลายอย่างเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย ผ่านการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์และแฝงความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นไว้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในชิ้นงานและมีคุณค่าทางจิตใจ ซึ่งการศึกษาการทำโครงงานอาชีพ การแปรรูปจากผ้าทอปกาเกอะญอ จากผ้าทอสำเร็จ พบว่าสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าแก่ชิ้นงาน และช่วยเผยแพร่ให้ผู้ปกครองหรือผู้ที่สนใจสร้างรายได้ ให้มีทักษะ นอกจากนี้ยังสามารถนำผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวและสามารถนำไปเป็นอาชีพเสริมได้อีกด้วย

          สนใจผลิตภัณฑ์ส่งเสริมทักษะอาชีพในโรงเรียน ผลิตภัณฑ์จากผ้าทอ ปกาเกอะญอ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ โรงเรียนบ้านกล้อทอ เลขที่ 140 หมู่ 2 ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก โทรศัพท์ นายอดิศร บุญปาล ผู้อำนวยการโรงเรียน 081-9628754 / นางสาวรัตนา ถกลบูชา ครูผู้สอน 087-8449709

เปิดสถิติ5ปีจับนายหน้าตุ๋นขุดทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311941

เปิดสถิติ5ปีจับนายหน้าตุ๋นขุดทอง

กว่า 600 คน, หลอกไปทำงานต่างประเทศ, สถิติ5ปี, กกจ., คมชัดลึกออนไลน์

กกจ. เปิด สถิติ 5 ปี จับสาย/นายหน้าหลอกไปทำงานต่างประเทศได้ 600 กว่าคน ฮึ่ม ใช้ มาตรการ 3 ป. ป้องกัน ป้องปราม ปราบปราม

         4 ก.พ.2561 นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานรับทราบถึงกรณีคนหางานไทยถูกหลอกไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้สั่งการให้กรมการจัดหางานรวบรวมผลความคืบหน้าการดำเนินคดีหลอกลวงคนหางานไปทำงานต่างประเทศย้อนหลัง 5 ปี พร้อมกับเร่งหามาตรการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง

       โดยในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมานั้น (2556-2560) กรมการจัดหางาน ได้ดำเนินคดีหลอกลวงคนหางานไปทำงานต่างประเทศ ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ไปแล้วจำนวน 707 คดี โดยอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน 689 คดี ชั้นอัยการ 14 คดี และพิพากษา 4 คดี สามารถจับกุมสาย/นายหน้า ได้จำนวน 661 คน ซึ่งในการแก้ไขปัญหาอย่างเข้มข้นนั้น

        กรมการจัดหางานใช้มาตรการ 3 ป. ดังนี้ 1. มาตรการป้องกัน โดยใช้การประชุมชี้แจงให้ความรู้แก่ผู้นำชุมชน ประชาชนและคนหางานทั่วไป เพื่อให้เกิดความรู้ขั้นตอนของการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศอย่างถูกต้อง รูปแบบหรือกลวิธีการหลอกลวงของสาย/นายหน้า รวมทั้งประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องผ่านสื่อต่างๆ และเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนได้

        2. มาตรการป้องปราม จัดตั้งคณะทำงานป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงคนหางานทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยจัดชุดเฝ้าระวังเพื่อตรวจสอบและติดตามเฟซบุ๊คของผู้ที่โฆษณาชักชวน/รับสมัครคนหางานไปทำงานต่างประเทศรวมทั้งจัดตั้งและส่งเสริมเครือข่ายในชุมชน/หมู่บ้าน โดยประสานความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้นำชุมชน และอาสาสมัคร ให้ช่วยกันสอดส่องดูแล พร้อมทั้งยังเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบคนหางานที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ณ ด่านตรวจคนหางานใน 17 จังหวัด 25 ด่านทั่วประเทศ โดยจัดตั้งคณะทำงานป้องกันการลักลอบไปทำงานที่สาธารณรัฐเกาหลีและประเทศอื่นๆ คอยตรวจสอบ

       3. มาตรการปราบปราม โดยใช้การดำเนินการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ในรูปแบบประสานการติดตามการออกหมายจับจากพนักงานสอบสวน และประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองส่งหมายจับเข้าระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ เพื่อจับกุมผู้ที่มีหมายจับในขณะที่จะเดินทางออกนอกประเทศหรือจะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย

      อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มมิจฉาชีพที่หลอกลวงจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537 มาตรา 91 ตรี ข้อหา “หลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง” โทษจำคุก 3-10 ปี ปรับ 60,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

      ทั้งนี้ สอบถามข้อมูล แจ้งเรื่องร้องทุกข์หรือแจ้งเบาะแสการหลอกลวงคนหางานได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

อินไซด์รับตรง”ม.วลัยลักษณ์”ออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311905

อินไซด์รับตรง”ม.วลัยลักษณ์”ออนไลน์

มวลัยลักาณ์, ตั้งแต่บัดนี้ถึง 28 กุมภาพันธ์นี้, 590 คน, จำนวน 2, ด้วย Portfolio รอบ 2, อินไซด์รับตรงม.วลัยลักาณ์ออนไลน์, คมชัดลึกออนไลน์, มวลัยลักษณ์

ม.วลัยลักษณ์รับตรง ด้วย Portfolio รอบ 2 ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต http://entry.wu.ac.th จำนวน 2,590 คน ตั้งแต่บัดนี้ถึง 28 กุมภาพันธ์นี้

         4 ก.พ. 2561 –  รองศาสตราจารย์ ดร.จรัญ บุญกาญจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยถึงการรับนักศึกษา ประจำปีการศึกษา 2561 ว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีนโยบายรับนักศึกษาประเภทรับตรงทั่วประเทศด้วย Portfolio โดยขณะนี้กำลังเปิดรับในรอบที่ 2 ใช้คะแนนเฉลี่ยสะสม (GPAX) และแฟ้มผลงานของนักเรียน (Portfolio) เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกเข้าศึกษา โดยรับสมัครนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า จำนวน 2,590 คน ในสำนักวิชาต่างๆดังนี้

       สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ หลักสูตรวิทยาศาสตร์เชิงคำนวณ รับ 40 คน สำนักวิชาศิลปศาสตร์ หลักสูตรภาษาอังกฤษ 100 คน ภาษาจีน 100 คน อาเซียนศึกษา 70 คน ไทยศึกษาบูรณาการ 50 คน สำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ หลักสูตรรัฐศาสตร์ 150 คน นิติศาสตร์ 150 คน สำนักวิชาการจัดการ หลักสูตรบัญชี 150 คน เศรษฐศาสตร์ 70 คน บริหารธุรกิจ 120 คน การท่องเที่ยวและการโรงแรม 100 คน สำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ หลักสูตรนิเทศศาสตร์ 80 คน เทคโนโลยีสารสนเทศ 50 คน การจัดการสารสนเทศดิจิทัล 50 คน เทคโนโลยีมัลติมีเดียและแอนิเมชัน 120 คน วิศวกรรมซอฟแวร์ 50 คน

         สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร หลักสูตรวิศวกรรมโยธา 60 คน วิศวกรรมไฟฟ้า 50 คน วิศวกรรมเคมีและกระบวนการ 60 คน วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ 40 คน วิศวกรรมพอลิเมอร์ 40 คน วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม 50 คน เทคโนโลยีการจัดการทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง 40 คน สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร หลักสูตรนวัตกรรมการเกษตรและการประกอบการ 120 คน สำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ หลักสูตรอนามัยสิ่งแวดล้อม 80 คน อาชีวอนามัยและความปลอดภัย 80 คน สาธารณสุขศาสตร์ 80 คน สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ หลักสูตรเทคนิคการแพทย์ 120 คน กายภาพบำบัด 100 คน

       สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ 80 คน และสำนักวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ หลักสูตรสถาปัตยกรรม รับ 40 คน ภูมิสถาปัตยกรรม 30 คน การออกแบบภายใน 40 คน การออกแบบอุตสาหกรรม 30 คน และเปิดรับนักเรียนที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษดี เข้าศึกษาต่อในหลักสูตรนานาชาติ ในวิทยาลัยนานาชาติ วิทยาลัยสัตวแพทยศาสตร์อัครราชกุมารี และวิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์นานาชาติ

       ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดพร้อมทั้งกรอกใบสมัครออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ http://entry.wu.ac.th และปฏิบัติตามขั้นตอนที่แจ้งไว้ โดยรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2561 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการการศึกษา โทร.0 7567 3101 – 12 (ในวันและเวลาราชการ)

เลือกตั้ง อ.ศ.ม.ร.”8 ก.พ.”นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311768

เลือกตั้ง อ.ศ.ม.ร.”8 ก.พ.”นี้

3 พรรคในรั้ว ม.รามคำแหง ลงชิงเลือกตั้ง ส.ม.ร. และ อ.ศ.ม.ร. “8 ก.พ.”นี้

          3 พรรคนักศึกษาสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ม.ร. และ อ.ศ.ม.ร. ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์2561 ณ หน่วยลงคะแนนรามคำแหง หัวหมาก และวิทยาเขตบางนา พร้อมอำนวยความสะดวกให้นักศึกษาที่พิการทางสายตาใช้สิทธิลงคะแนนได้ด้วยบัตรอักษรเบรลล์

มหาวิทยาลัยรามคำแหง กำหนดการเลือกตั้งสภานักศึกษา (ส.ม.ร.) และคณะกรรมการองค์การ นักศึกษา (อ.ศ.ม.ร.) ประจำปีการศึกษา2561 ในวันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์2561 เวลา08.30-16.00น. โดยกำหนดสถานที่เป็นหน่วยลงคะแนนเลือกตั้ง สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่1 เลือกตั้งที่วิทยาเขตบางนา เวลา08.30 – 11.30น.

หรือ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก เวลา13.00-16.00น. และ  นักศึกษาชั้นปีที่2ขึ้นไป เลือกตั้งที่มหาวิทยาลัย รามคำแหง หัวหมาก เวลา08.30-16.00น. โดยมี พรรคนักศึกษาที่สมัครเข้ารับการเลือกตั้ง จำนวน 3 พรรค ได้แก่หมายเลข 1 พรรคตะวันใหม่  มีนายจิรวัฒน์  คำศรี ลงสมัครนายกองค์การนักศึกษา หมายเลข 2 พรรคลูกพ่อขุน มีนายอัครพล  คงชุม ลงสมัครนายกองค์การนักศึกษา และหมายเลข 3 พรรคพลังราม มีนายปกรณ์ รักษาผล ลงสมัครนายกองค์การนักศึกษา

ขอเชิญชวนนักศึกษา ใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ม.ร. และ อ.ศ.ม.ร. ตามวันเวลาและสถานที่ดังกล่าว โดยนำบัตรประจำตัวนักศึกษามาแสดงเพื่อใช้สิทธิและใช้เครื่องหมายกากบาทXในช่องการลงคะแนน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองกิจการนักศึกษา โทร. 0-2310-8074

อีก 3 ปีป่วยไตเรื้อรังกว่า 5.9 หมื่นราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311745

อีก 3 ปีป่วยไตเรื้อรังกว่า 5.9 หมื่นราย

“สตรีไทย ไตStrong”ชูธงลดกินเค็มลดป่วยไตสาเหตุครรภ์เป็นพิษตกเลือด สมาคมโรคไตฯชี้มีล้านคนรอเปลี่ยนไต แต่บริจาคแค่300ราย ระบุอีก3ปีป่วยเพิ่มกว่า 5.9 หมื่นราย

         2 ก.พ. 2561 –  ศ.นพ.เกรียงศักดิ์ วารีแสงทิพย์ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในปี2561 นี้ เนื่องจากวันไตโลก ตรงกับวันสตรีสากล นานาชาติจึงเห็นควรให้เน้นในเรื่องของโรคไตกับสตรีเป็นสำคัญ เราจึงจัดงานภายใต้คำขวัญ “สตรีไทย ไตStrong” ขึ้น โดยในปัจจุบันจำนวนประชากรที่เป็นเพศหญิงของประเทศไทยมีจำนวนรวมกันมากกว่าประชากรชาย ดังนั้นเรื่องของ สตรีกับโรคไต จึงเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

         ศ.นพ.เกรียงศักดิ์  กล่าวอีกว่า จากข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดทดแทนไตในประเทศไทย พบว่าสาเหตุหลักของไตวายเรื้อรังที่ได้รับการบำบัดทดแทนไต ได้แก่ โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงรวมกันมากกว่าครึ่ง ซึ่งเป็นผลจากการรับประทานอาหารรสหวาน หรือเค็มจัดและไม่ออกกำลังกายทำให้น้ำหนักตัวเกิน ซึ่งยังคงไม่สามารถสรุปได้ว่าเพศใดเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตมากกว่ากัน แต่อย่างไรก็ดีเพศหญิงก็มีความเสี่ยงที่ต่างจากเพศชายในบางกรณี เช่น ความเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการตั้งครรภ์ สำหรับสตรีวัยเจริญพันธุ์ โรคไตเรื้อรังทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์ลดลง โดยเฉพาะในรายที่การทำงานของไตลดลงอย่างมาก เมื่อผู้ป่วยมีไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายและได้รับการบำบัดทดแทนไตจะมีโอกาสตั้งครรภ์น้อยมาก

          แต่อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่การทำงานของไตยังดีก็ยังสามารถตั้งครรภ์ได้ ผลของการตั้งครรภ์ในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงอยู่ก่อนอาจทำให้ควบคุมความดันโลหิตได้ยากขึ้น ส่วนยาลดความดันโลหิตบางชนิดยังส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์ จึงต้องเลือกใช้ยาอย่างเหมาะสม

         นอกจากนี้การตั้งครรภ์ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีความเสี่ยงต่อครรภ์เป็นพิษ และอาจมีความรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อมารดาและทารกในครรภ์ได้ ดังนั้นก่อนการตั้งครรภ์ จึงควรปรึกษาแพทย์และวางแผนการตั้งครรภ์อย่างเหมาะสม ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์เองก็ส่งผลกระทบต่อไตได้เช่นกัน ภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ เช่น ครรภ์เป็นพิษ การแท้ง การตกเลือดหลังคลอด ทำให้มีภาวะไตวายเฉียบพลันได้

         ด้าน นพ.ชูชัย ศรชำนิ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)กล่าวว่า การเกิดโรคไตวายเรื้อรังในกลุ่มผู้หญิงมีความเสี่ยงไม่น้อยกว่าผู้ชาย จากสาเหตุต่าง ๆ ทั้งภาวะความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ปัญหาทางเดินระบบปัสสาวะและผลข้างเคียงจากการใช้ยา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่สัมพันธ์กับภาวะการตั้งครรภ์ ซึ่งผู้ป่วยที่เข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายจำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต ไม่เพียงแต่มีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก แต่ยังต้องรับการบำบัดไปตลอดชีวิต จนทำให้เกิดภาวะล้มละลาย ส่งผลให้ในอดีตมีผู้ป่วยจำนวนมากเข้าไม่ถึงการรักษาและต้องเสียชีวิตลง

         จากข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 มีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายทั้งสิ้น จำนวน 39,411 ราย แยกเป็นผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้อง จำนวน 20,993 ราย ผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม จำนวน 13,503 ราย และผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมที่รับเฉพาะยา EPO จำนวน 4,951 ราย ทั้งนี้จากจำนวนผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ใช้สิทธิบัตรทอง เป็นผู้หญิงจำนวน 20,125 ราย คิดเป็นร้อยละ 51 ของผู้ป่วยทั้งหมด ซึ่งกว่า 1 ใน 4 ของผู้ป่วยทั้งหมดนี้ เป็นหญิงวัยเจริญพันธ์อายุ 15-49 ปี

           และทั้งพบประวัติโรคร่วม ได้แก่ โรคเบาหวานร้อยละ 49 โรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 81 และโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะร้อยละ 4.2 แต่อย่างไรก็ดีเพศหญิงก็มีความเสี่ยงที่ต่างจากเพศชายในบางกรณีเช่นความเสี่ยงที่สัมพันธ์กับตั้งครรภ์ อาทิ ภาวะครรภ์เป็นพิษ โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และถุงน้ำคร่ำแตกก่อนการเจ็บครรภ์ เป็นต้น รวมถึงโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง จะเห็นได้ว่าโรคไตวายเรื้อรัง เป็นโรคที่คุกคามสุขภาพประชากรขณะนี้ และจากประมาณการณ์ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในอีก 3 ปีข้างหน้า (ปี 2564) จะมีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในระบบเพิ่มเป็นจำนวน 59,209 ราย

        “โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายเป็นโรคที่สร้างผลกระทบให้กับผู้ป่วยและครอบครัวอย่างมาก ไม่เพียงแต่กระทบต่อสุขภาพ แต่ยังกระทบต่อความมั่นคงของครอบครัว สปสช.จึงได้ดำเนินสิทธิประโยชน์ดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไม่แต่ให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษา มีชีวิตยืนยาวขึ้น แต่ยังช่วยรับภาระค่าใช้จ่าย ส่งผลให้ผู้ป่วยและครอบครัวไม่ให้ต้องล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาล โดยในปี 2561 นี้ บอร์ด สปสช.ได้จัดสรรงบประมาณ 8,165.60 ล้านบาท เพื่อดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายอย่างครอบคลุมและทั่วถึง”นพ.ชูชัย กล่าว

          ด้าน ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานคณะทำงานการจัดงานวันไตโลก กล่าวว่า สำหรับการทำงานของเครือข่ายลดบริโภคเค็ม ที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพหรือ สสส. เพื่อทำการรณรงค์เพื่อปรับพฤติกรรมการบริโภคเค็ม (โซเดียม) ของประชาชนอย่างต่อเนื่อง และ มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเพื่อลดเค็มของประชาชนให้เกิดความตระหนักถึงพิษภัยในของการรับประทานเค็ม จนทำให้เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ มากมาย

        โดยในรอบปีที่ผ่านมารัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการบริโภคเกลือ (โซเดียม) ในปริมาณมาก โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขเองได้มีนโยบายให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานตามยุทธศาสตร์ลดบริโภคเกลือโซเดียมแห่งชาติ โดยกำหนดเป้าหมายหลักในการพัฒนาลดปัญหาโรควิถีชีวิตที่สำคัญ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง หัวใจ หลอดเลือดสมอง และไตเรื้อรัง ใน 4 ด้าน คือ ลดการเกิดโรค ลดภาวะแทรกซ้อน ลดการตาย ลดภาระค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังเพิ่มวิถีชีวิตพอเพียงใน 2 ด้าน คือ การบริโภคที่เหมาะสมและการออกกำลังกายที่เพียงพอ ซึ่งคาดหวังผลลัพธ์ของการพัฒนาว่าจะทำให้ประชาชนมีศักยภาพในการจัดการปัจจัยเสี่ยงและสภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อโรควิถีชีวิต ด้วยการรวมพลังขับเคลื่อนจากทุกภาคส่วนอย่างบูรณาการ สมดุล ยั่งยืนและเป็นสุข

         ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่าโรคไตเป็นปัญหาที่สำคัญและเป็นภัยเงียบที่เกิดได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ความเสี่ยงของโรคไตและผลกระทบของโรคไตในเพศหญิงอาจมีความแตกต่างโดยเฉพาะในภาวะตั้งครรภ์ ซึ่งกระทบต่อสุขภาพของทั้งมารดาและทารก จึงขอให้ทุกท่านตระหนัก มีการวางแผนก่อนการตั้งครรภ์และตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ เรื่องของการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในสตรีเช่นกัน โดยเฉพาะในสตรีวัยเจริญพันธุ์ โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (โดยเฉพาะเพศหญิง)ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะแสบ ขัด ปัสสาวะบ่อย กะปริดกะปรอย หรือมีอาการปวดท้องน้อย สตรีบางรายอาจมีการติดเชื้อแบบซ้ำ ๆ ซึ่งบางรายสัมพันธ์กับการมีเพศสัมพันธ์ มีบางครั้งเชื้อโรคอาจลุกลามขึ้นไปบริเวณกรวยไต ทำให้เกิดภาวะกรวยไตอักเสบ ซึ่งจะมีอาการไข้ หนาวสั่น ปวดเอว คลื่นไส้อาเจียน บางรายอาจติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรงได้

         นอกจากนี้ในสตรีตั้งครรภ์ก็สามารถติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะได้ ซึ่งรายที่เป็นรุนแรงก็อาจทำให้คลอดก่อนกำหนด ดังนั้นในสตรีตั้งครรภ์ควรได้รับการรักษาแม้ว่าจะไม่มีอาการ โดยทั่วไปการวินิจฉัยอาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจปัสสาวะรวมไปถึงการเพาะเชื้อจากปัสสาวะ หากมีอาการผิดปกติดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์ การป้องกันโดยทั่วไปคือ การรักษาความสะอาด ทำความสะอาดอวัยวะเพศอย่างถูกวิธี เช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลัง ไม่กลั้นปัสสาวะเป็นระยะเวลานาน ไม่สวมเสื้อผ้ารัดจนเกินไป ดื่มน้ำให้เพียงพอ ปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น

         ด้านนายธนพลธ์ ดอกแก้ว ประธานชมรมเพื่อนโรคไต กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีผู้ป่วยโรคไต รอรับการบริจาคอีกเป็นจำนวนมาก แต่มีผู้บริจาคไตประมาณ 300 รายต่อปี ซึ่งหมายความว่าในกลุ่มผู้รอบริจาคไตหนึ่งล้านคน จะมีผู้บริจาคเพียง 4.5 คนเท่านั้น ดังนั้นไม่มีกุศลใดยิ่งใหญ่เท่ากับการช่วยชีวิต จึงขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปทุกท่านมาร่วมงานในปีนี้ หรือจะมาร่วมลงชื่อเพื่อบริจาคไต ภายในงานนี้ ถือเป็นกุศลอย่างยิ่งใหญ่ในชีวิต หรือเข้าไปบริจาคได้ที่ ศูนย์บริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย หรือ http://www.organdonate.in.th หรือ สายด่วน 1666

         ทั้งนี้ สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เครือข่ายลดบริโภคเค็ม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ องค์การเภสัชกรรมและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดกิจกรรมวันไตโลก ภายใต้คำขวัญ “สตรีไทย ไตStrong” ซึ่งวันไตโลกในปีนี้ตรงกับวันสตรีสากลอีกด้วย โดยจะจัดในวันเสาร์ที่ 3 มีนาคม 2561 นี้ ณ Atrium Zone ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ถนนราชประสงค์ กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.00 น.

แรงงานนอกระบบเตรียมเฮ! สปส.เพิ่มสิทธิประโยชน์อื้อ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311581

แรงงานนอกระบบเตรียมเฮ! สปส.เพิ่มสิทธิประโยชน์อื้อ!!

แรงงานนอกระยย, เพิ่มสิทธิประโยชน์, ประกันสังคม, คมชัดลึกออนไลน์

“เลขาธิการ สปส.”เผยประกันสังคมเพิ่มสิทธิประโยชน์แรงงานนอกระบบมากยิ่งขึ้น มีทั้งเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตร นอนรพ.คุ้มครองกรณีทุพพลภาพตลอดชีวิต เพิ่มค่าทำศพ

        1 ก.พ. 2561 นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าการดำเนินการตามนโยบายกระทรวงแรงงานโดย พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในเรื่องการเร่งผลักดันให้แรงงานนอกระบบเข้าถึงหลักประกันสังคมอย่างทั่วถึง โดยหามาตรการและสร้างแรงจูงใจให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคมมากขึ้น ในการดำเนินการดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมได้เพิ่มสิทธิประโยชน์จูงใจแรงงานนอกระบบ ให้เข้าสู่ระบบประกันสังคมมากยิ่งขึ้น แบ่งเป็น 2 แนวทาง ได้แก่

        1.เพิ่มสิทธิประโยชน์แต่ไม่เพิ่มเงินสมทบ (ทางเลือกเดิม) ซึ่งปัจจุบันผู้ประกันตนจะต้องจ่าย เงินสมทบ 2 อัตรา โดยให้เลือกในอัตราเดือนละ 70 บาท และอัตราเดือนละ 100 บาท จะได้รับสิทธิเพิ่ม เป็นเงินทดแทนกรณีประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยกรณีนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นวันละ 300 บาท กรณีไม่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลแต่มีใบรับรองแพทย์ให้หยุดพักรักษาตัว ตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้วันละ 200 บาท (สำหรับทางเลือกเดิม กรณีนอนพักรักษาตัวกับไม่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลผู้ประกันตนจะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้รวมกันไม่เกิน 30 วันต่อปี) กรณีไปพบแพทย์แต่ไม่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลแต่แพทย์ให้หยุดพักรักษาตัวไม่ถึง 3 วัน จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ ครั้งละ 50 บาท ปีละไม่เกิน 3 ครั้ง ให้เงินสงเคราะห์กรณีตายเพิ่มอีก 3,000 บาท ถ้าส่งเงินครบ 60 เดือน

        2. เพิ่มความคุ้มครองและเพิ่มเงินสมทบ (ทางเลือกใหม่) โดยผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเดือนละ 300 บาท เพิ่มเงินทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเป็นวันละ 300 บาท กรณีไม่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลแต่มีใบรับรองแพทย์ให้หยุดพักรักษาตัว ตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้วันละ 200 บาท (สำหรับทางเลือกใหม่ กรณีนอนพักรักษาตัวกับไม่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลผู้ประกันตนจะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้รวมกันไม่เกิน 90 วันต่อปี) อีกทั้งเพิ่มเงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ เป็นตลอดชีวิต เพิ่มค่าทำศพเป็น 40,000 บาท เพิ่มเงินบำเหน็จชราภาพเป็นเดือนละ 150 บาท ส่งเงินครบ 180 เดือน ให้เงินเพิ่มอีก 10,000 บาท เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตร คนละ 200 บาท คราวละไม่เกิน 2 คน บุตรแรกเกิดแต่ไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์

         เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวในตอนท้ายว่า การดำเนินการดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมจะต้องออกกฎหมายรองรับการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับแรงงานนอกระบบ ขณะนี้สำนักงานประกันสังคมได้เสนอกฎหมายให้คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา สำหรับการดูแลคุ้มครอง ส่งเสริม และพัฒนาแรงงานนอกระบบนั้น ส่วนหนึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานประกันสังคมที่จะต้องให้การดูแลแรงงานนอกระบบ

         นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง รวมทั้งองค์กรภาคประชาสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการดูแลแรงงานนอกระบบร่วมกับภาครัฐภายใต้กลไกประชารัฐ ที่จะขับเคลื่อนเพื่อให้คนไทยทุกคน มีหลักประกันถ้วนหน้า สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี

อึ้ง!! เด็กไทยรังแกกันเอง ติดอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311572

อึ้ง!! เด็กไทยรังแกกันเอง ติดอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น

รองจากญี่ปุ่น, อันดับ2, เด็กไทยรังแกกันเอง, นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุ, ถูกรังแก, เด็กไทย, พญ.มธุรดา, คมชัดลึกออนไลน์

“กรมสุขภาพจิต” เผยเด็กไทยรังแกกันเองมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น อึ้ง!! ติดอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น ชี้เด็กพิการ-เพศทางเลือก เสี่ยงถูกรังแกมากที่สุด

          1 ก.พ. 2561 นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์การรังแกกันในโรงเรียนมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น มีตั้งแต่ระดับอนุบาล ที่น่าห่วงคือเข้าถึงสื่อโซเซียลมีเดียง่าย พ่อแม่และครูมีเวลาให้ เด็กเรียนรู้ความรุนแรงจากเกม สื่อต่างๆ ไปใช้กับเพื่อน มีเด็กจำนวนถูกรังแก ล้อเลียน ทำให้เกิดความเครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล ไม่อยากไปโรงเรียนมากขึ้น และยังพบปัญหาใหม่มีการรังแกกันผ่านสื่อออนไลน์ ทั้งการใช้ข้อความ ภาพ หรือคลิปวิดีโอบนโลกอินเตอร์เน็ต

          ทั้งนี้ การสำรวจในโครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด พบมีเด็กถูกรังแกในสถานศึกษาปีละประมาณ 600,000 คน ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในอันดับ 2 ของโลก มีสัดส่วนนักเรียนถูกเพื่อนรังแกสูงถึงร้อยละ 40 รองจากประเทศญี่ปุ่น ขณะที่ในปี 2553 การสำรวจนักเรียนนักศึกษาในสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ พบว่าร้อยละ 33 เคยรังแกผู้อื่นทางออนไลน์ ร้อยละ 43 บอกเคยถูกคนอื่นรังแก

         “การรังแกกันเป็นจุดเริ่มต้นการถูกปลูกฝังเรื่องความรุนแรงทั้ง 2 ฝ่าย มีผลในระยะยาวฝ่ายที่ถูกรังแก มักเครียด ซึมเศร้า มีปัญหาการเข้าสังคมจนโต หากถูกกดดันรุนแรงหรือเรื้อรัง จะนำไปสู่การทำร้ายคนอื่นเพื่อแก้แค้น หรือทำร้ายตนเอง รุนแรงถึงฆ่าตัวตาย ส่วนคนที่รังแกคนอื่นจะนิสัยเคยชิน จะมีปัญหาบุคลิกภาพแบบใช้ความก้าวร้าว ความรุนแรงต่อผู้อื่น ความรู้สึกผิดน้อย ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา เป็นอันธพาล อาชญากรได้ สังคมจึงต้องช่วยกันใส่ใจ เร่งสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทั้งที่บ้านและโรงเรียน เพื่อลดการสูญเสียคุณภาพประชากรในสังคมที่เกิดจากผลกระทบปัญหานี้ในระยะยาว” นพ.บุญเรือง กล่าว

         ด้านพญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เด็กกลุ่มเสี่ยงถูกรังแกมากที่สุดคือเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการล่าช้า เด็กพิการ และเด็กเพศทางเลือก ซึ่งมีรายงานถูกรังแกมากที่สุด ส่วนเด็กที่รังแกผู้อื่น พบว่าเป็นเด็กกลุ่มที่ครอบครัวมีการใช้ความรุนแรง หรือเด็กที่ป่วยโรคทางจิตเวช อาทิ สมาธิสั้น เป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข

         “ซึ่งขณะนี้สถาบันฯ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ อยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาโปรแกรมป้องกันการรังแกกันในโรงเรียนที่สอดคล้องกับบริบทโรงเรียนไทย เน้นที่กลุ่มเด็กชั้นประถมศึกษา อายุ 6-13 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยของการเรียนรู้เรื่องเพื่อน การพัฒนาบุคลิกภาพ พัฒนาการด้านศีลธรรมและการอยู่ในสังคมที่สำคัญ คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ พร้อมใช้ทั่วประเทศในปีการศึกษาหน้านี้”พญ.มธุรดา กล่าวในที่สุด

ลักษณะหญิงต้องห้าม!!ไม่ควรท้องโดยใช้เทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311476

ลักษณะหญิงต้องห้าม!!ไม่ควรท้องโดยใช้เทคโนโลยี

อุ้มบุญ, ลักษณะหญิงต้องห้าม, ท้องโดยใช้เทคโนโลยี

ราชวิทยาลัยสูติฯออกคำแนะนำ “ลักษณะหญิงต้องห้าม” ไม่ควรท้องโดยใช้เทคโนโลยี ระบุอันตราย ห้ามเลือกเพศ-ทำเด็กแฝด ส่วนการตรวจโครโมโซมให้ทำได้ตามกฎหมายกำหนด

         หลังจากที่พรบ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มีผลบังคับใช้เมื่อตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2558  โดยสาระสำคัญส่วนหนึ่งคือกำกับควบคุมการตั้งครรภ์โดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ซึ่งสถานพยาบาลที่จะให้บริการได้จะต้องขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการคณะกรรมการคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ (กคทพ.)  ได้รับอนุญาตแล้ว  75 แห่งทั้งรัฐและเอกชนกระจายอยู่ในทุกภาคทั่วประเทศ และการตั้งครรภ์แทนหรืออุ้มบุญจะต้องได้รับอนุญาตจากกคทพ.เช่นเดียวกัน ที่ผ่านมาได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว 157 คู่ โดยอนุญาต 149 คู่ คิดเป็น ร้อยละ 95

 รศ.นพ.สุภักดี จุลวิจิตรพงษ์ ประธานอนุกรรมการเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯได้ออกคำแนะนำกรณีที่ไม่สมควรให้มีการใช้เทคโนโลยีช่วยในการตั้งครรภ์ ได้แก่ 1.หญิงอายุมากกว่า 48 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป 2.มีภาวะอ้วนรุนแรง ดัชนีมวลกายมากกว่า 40  3.เคยคลอดบุตรมาแล้ว 4 ครั้ง หรือผ่าคลอด 3 ครั้ง 4.ป่วยทางจิตเวชขั้นรุนแรง ที่จิตแพทย์ให้ความเห็นว่าไม่ควรตั้งครรภ์ 5.กรณีหญิงเป็นมะเร็งระยะลุกลาม 6.กรณีเคยได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะที่สำคัญ เช่น หัวใจ ตับ ไต และ7.กรณีที่มีโรคประจำตัวรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายจากการตั้งครรภ์ เช่น โรคหัวใจที่มีความรุนแรง ตับวาย ไตวาย

“กรณีเหล่านี้ราชวิทยาลัยสูติฯแนะนำว่าไม่ควรใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์โดยให้หญิงนั้นตั้งครรภ์เอง เพราะอาจเกิดอันตรายจากการตั้งครรภ์ได้ จึงต้องป้องกันไม่ให้หญิงที่มีลักษณะตามข้อแนะนำตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม หากประสงค์อยากมีบุตร ควรไปใช้วิธีการอุ้มบุญแทน ซึ่งราชวิทยาลัยสูติฯจะเสนอไปยังกคทพ.เพื่อให้กรณีเหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่ใช้ในการยื่นเพื่อพิจารณาขอให้ตั้งครรภ์แทนได้ แต่ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดตามพรบ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีฯ รวมถึงกรณีผู้ที่ทำเด็กหลอดแก้ว 3 ครั้งแล้วไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ปัจจุบันในทางปฏิบัติจะใช้เป็นเงื่อนไขในการตั้งครรภ์แทนได้เช่นกัน แต่อนาคตอาจจะต้องเพิ่มเติมทำเด็ดหลอดแก้วไม่ได้เนื่องจากมดลูกมีปัญหาด้วยจึงจะอนุญาต เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยที่มีปัญหาจริงๆ”รศ.นพ.สุภักดี กล่าว

รศ.นพ.สุภักดี กล่าวอีกว่า การใช้เทคโนโลยีช่วยในการตั้งครรภ์ สิ่งสำคัญที่อยากเน้นย้ำคือสูตินรีแพทย์ที่จะให้บริการในด้านนี้ จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับวุฒิบัตรในอนุสาขาเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์เท่านั้น สูตินรีแพทย์ที่ยังอยู่ระหว่างการอบรมอนุสาขาอนุญาตให้ทำได้เฉพาะในสถานพยาบาลที่ฝึกอบรมและอยู่ภายใต้กำกับของสูตินรีแพทย์ที่รับวุฒิบัตรอนุสาขาแล้วเท่านั้น ไม่สามารถไปทำที่สถานพยาบาลอื่นได้

กรณีการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อนให้กระทำได้ในกรณีที่กฎหมายกำหนดคือกรณีจำเป็นและสมควรตามประกาศแพทยสภา อาทิ สามีหรือภรรยามีพันธุกรรมผิดปกติ มีประวัติการตั้งครรภ์ที่ทารกมีความพิการหรือเป็นโรคหรือความผิดปกติที่รุนแรง มีบุตรที่ป่วยเป็นโรคหรือมีความผิดปกติอย่างรุนแรงซึ่งอาจรักษาได้ด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด มีประวัติการแท้งบุตร เป็นต้น   ไม่ให้ทำเพื่อเลือกเพศเด็ก เพราะหลักสากลถือว่าเพศชายและเพศหญิงมีความเท่าเทียมกันทางเพศ การเลือกเพศถือเป็นการเหยียดเพศ ทั้งนี้ ราชวิทยาลัยสูติฯจะออกคำแนะนำในการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อนในเร็วๆนี้ว่า ไม่ถือเป็นมาตรฐานในรักษาด้วยการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ เนื่องจากมีทั้งข้อดีและข้อเสีย คือ ราคาแพง ความแม่นยำไม่ 100 % เพราะฉะนั้น ในหญิงที่อายุ 35 ปีขึ้นไปซึ่งอุบัติการณ์เด็กในท้องมีความเสี่ยงที่ผิดปกติเพิ่มขึ้นตามอายุมารดานั้น สามารถตรวจคัดกรองตัวอ่อนได้ตามความสมัครใจและต้องการของหญิงตั้งครรภ์

รศ.นพ.สุภักดี กล่าวด้วยว่า ราชวิทยาลัยสูติฯจะออกคำแนะนำในเรื่องจำนวนการย้ายกลับตัวอ่อนเข้าสู่มดลูกด้วยว่า  กรณีที่ควรย้ายกลับตัวอ่อนเพียง 1 ตัว คือ 1.หญิงตั้งครรภ์มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หัวใจ เป็นต้น 2.มีประวัติสุขภาพที่เสี่ยงหากตั้งครรภ์แฝด เสี่ยงที่จะมดลูกแตก เช่น อายุมากกว่า 45 ปี เป็นต้น 3.เป็นการทำครั้งแรก 4.ไม่เคยมีประวัติตั้งครรภ์แต่อายุ  กรณีการย้ายกลับตัวอ่อน 3 ตัวเฉพาะกรณี 1.อายุมากกว่า 42 ปีขึ้นไปไม่มีตัวอ่อนคุณภาพ มีการย้ายกลับตัวอ่อนมาแล้ว 2 ครั้งขึ้นไปแต่ยังไม่ตั้งครรภ์  และย้ายกลับตัวอ่อน 2 ตัว ซึ่งจะเป็นเด็กแฝดให้เป็นการรับรู้รับทราบร่วมกันระหว่างแพทย์และพ่อแม่เด็ก แต่จะต้องไม่อยู่ในข้อกำหนดที่ให้ย้ายกลับตัวอ่อนได้เพียง 1 ตัว

“ที่ราชวิทยาลัยสูติฯต้องออกคำแนะนำเรื่องจำนวนการย้ายกลับตัวอ่อนนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฟ้องร้องกรณีที่สูติแพทย์ทำให้หญิงตั้งครรภ์แฝด2 หรือ 3 โดยที่ผู้ตั้งครรภ์ไม่รับทราบหรือไม่ได้ยินยอมมาก่อน อาจเกิดการฟ้องร้องตามพรบ.คุ้มครองผู้บริโภคฐานละเมิดได้ อีกทั้ง บ่อยครั้งที่แพทย์ที่ทำให้ท้องกับแพทย์ที่รับฝากครรภ์และทำคลอดเป็นคนละคนกัน ทำให้มีการปีนเกลียวระหว่างแพทย์ แพทย์ที่รับฝากครรภ์เริ่มบอกว่าท้องแฝด 3 ไม่รับฝากครรภ์ หรือบางคนบอกเลยว่าถ้าท้องจากการทำเด็กหลอดแก้วไม่รับฝากท้อง ยิ่งถ้าท้องแฝด 4 หาแพทย์รับฝากท้องไม่ได้แน่ๆ”รศ.นพ.สุภักดี กล่าว

สจล.จ่อตั้งร.ร.เตรียมเทคโนโลยีปั้นอาชีวะ 5 สาขา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311474

สจล.จ่อตั้งร.ร.เตรียมเทคโนโลยีปั้นอาชีวะ 5 สาขา

โรงเรียนเตรียมเทคโนโลยี, สจล.

สจล. ขานรับนโยบายชาติผนึกญี่ปุ่น เตรียมเปิดโรงเรียนเตรียมเทคโนโลยี ปั้นอาชีวะหัวกะทิ 5 สาขา ตอบอุตสาหกรรมเป้าหมาย จบม.3 เรียนต่อสจล.5 ปี

         เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2561 ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการมอบนโยบายแนวทางยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย แก่สภาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ระบุว่าขณะนี้รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ได้เร่งดำเนินนโยบายเพื่อยกระดับคุณภาพบัณฑิตไทย ให้มีความรู้และความสามารถสอดรับความต้องการของประเทศ ซึ่งพบว่าขณะนี้ประเทศไทยยังขาดแคลนวิศวกรผู้เชี่ยวชาญทักษะขั้นสูง ในหลายสาขา อาทิ วิศวกรรมระบบราง วิศวกรรมอากาศยาน และวิศวกรรมด้านหุ่นยนต์สมองกล และ AI เป็นต้น ดังนั้น สถาบันการศึกษาต้องพัฒนาหลักสูตรให้สอดรับ เพื่อสร้างบุคลากรป้อนแก่ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย

ทั้งนี้ หากมหาวิทยาลัยสามารถสร้างหลักสูตรได้ตรงกับความต้องการ จะได้รับการสนุนงบประมาณในการจัดการเรียนการสอน โดยกลุ่มเป้าหมายในการสนับสนุนการศึกษานั้น ไม่ได้จำกัดแค่สายสามัญ แต่ขณะนี้ได้เน้นให้ความสำคัญกับนักเรียนอาชีวศึกษาด้วย เนื่องจากเป็นกลุ่มที่สร้างรากฐานและความมั่นคงของประเทศ เพราะมีความรู้ทักษะและความเชี่ยวชาญที่ตรงกับสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ ซึ่งนอกจากสนับสนุนการเปิดหลักสูตรพัฒนาศักยภาพผู้เรียนแล้ว จะเร่งผลักดันมาตรฐานเงินเดือนเช่นเดียวกับบัณฑิตมหาวิทยาลัย และการเทียบประสบการณ์ความเชี่ยวชาญให้เป็นวุฒิการศึกษา ระดับปริญญาตรี โท และเอก เพื่อความก้าวหน้าในวิชาชีพอีกด้วย

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ของภาคการศึกษาไทยในขณะนี้ ไม่เพียงต้องเร่งพัฒนาหลักสูตรให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี แต่ขณะเดียวกันยังต้องวางแผนการผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ เพื่อให้ผู้เรียนนำความวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนไปเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ได้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานและโรดแมปชาติ โดยสิ่งสำคัญแนวทางดังกล่าวต้องขยายผลให้ครอบคลุมนักเรียนทุกกลุ่ม ทั้งสายสามัญและโดยเฉพาะอย่างยิ่งสายอาชีวศึกษา

จากข้อมูลกระทรวงศึกษาธิการพบว่าในปีการศึกษา 2559 มีสัดส่วนกว่า 7 แสนคน หรือครึ่งหนึ่งของนักเรียนสายสามัญ นักเรียนกลุ่มนี้จึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการจบออกมา เป็นบุคลากรและกำลังช่วยให้ประเทศเจริญก้าวหน้า ดังนั้น สจล. ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันมีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมศาสตร์ในทุกแขนง จึงดำเนินแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาเพื่อความยั่งยืน ด้วยการเตรียมเปิดโรงเรียนเตรียมเทคโนโลยี พร้อมสร้างหลักสูตร “ยุววิศวกร” โดยใช้ต้นแบบของ KOSEN ประเทศญี่ปุ่น (KOSEN Vocational Demonstration School for 21th century) เปิดรับนักเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เข้าศึกษาต่อที่ สจล. ระยะเวลา 5 ปี

โดยจะเริ่มเปิดรับนักเรียนรุ่นแรก ปีการศึกษา 2561 นำร่อง 1 สาขาวิชา จากนั้นจะเปิดเพิ่มอีก 4 สาขาวิชา ในปีการศึกษา 2562 รวมเป็น 5 สาขาวิชา สาขาวิชาละ 25 คน รวม 125 คน ได้แก่ 1. วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์  2. วิศวกรรมไฟฟ้า 3. ช่างวิศวกรรม 4. วิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ เกี่ยวกับระบบเครื่องกลอัตโนมัติ เช่น หุ่นยนต์ หรือแขนกลในงานอุตสาหกรรม และ 5. วิศวกรรมยานยนต์ ภายใต้ความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร และกระทรวงแรงงาน เพื่อยกระดับการผลิตกำลังคนระดับอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรมแรงงานใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย และสาขาที่รองรับการพัฒนาประเทศสู่ Thailand 4.0 เน้นกระบวนการเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) การเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการวิจัย (Research – Based Learning) การบูรณาการความรู้ครอบคลุมด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM Education) และการร่วมฝึกปฏิบัติงานกับสถานประกอบการและภาคอุตสาหกรรมด้วย

“นอกจากหลักสูตรยุววิศวกรข้างต้นแล้ว สจล. ยังเปิดหลักสูตรปริญญาตรีต่อเนื่อง แบบเทียบวุฒิความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ทำงาน เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มพูนความรู้และคุณวุฒิที่สูงขึ้น และหลักสูตรพัฒนาบุคลากรครูเพื่อปฏิบัติการสอนตามรูปแบบ KOSEN ด้วย เป็นการตอกย้ำความพร้อมในการพัฒนาศักยภาพนักเรียนอาชีวศึกษาครอบคลุมทุกด้าน ให้กลายเป็นบุคลากรหัวกะทิขับเคลื่อนประเทศไทยให้ยั่งยืน เนื่องจากมีความร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน และมีคณะอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งทำหน้าที่ผลิตครูอาชีวศึกษามาเกือบสี่ทศวรรษ มีคณะวิศวกรรมศาสตร์ผลิตวิศวกรและบุคลากรภาคอุตสาหกรรมมากว่าห้าทศวรรษ สามารถยกระดับช่างเทคนิคให้มีความรู้และความเชี่ยวชาญ ในการปฏิบัติงานและแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวเสริมว่า สำหรับการยกคุณภาพระบบการศึกษาไทยในภาพรวมนั้น หลักสูตรการศึกษาจะต้องมีการเชื่อมโยงองค์ความรู้แขนงต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิชาที่ผู้เรียนต้องมีองค์ความรู้ ทักษะ และความเชี่ยวชาญรอบด้าน ในการประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติงาน ภายใต้การบูรณาการข้ามศาสตร์ เพื่อสร้างบัณฑิตที่มีความเป็นเลิศ มีมุมมองที่กว้างไกล มีจินตนาการ และสามารถทำงานร่วมกับบุคลากรสาขาอาชีพอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หมายเลขโทรศัพท์  02-329-8111 หรือเข้าไปที่ www.kmitl.ac.th