จัดการร.ร.เล็กใหม่มุ่งคุณภาพไม่ใช่ลดปริมาณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311461

จัดการร.ร.เล็กใหม่มุ่งคุณภาพไม่ใช่ลดปริมาณ

งบลงทุน, ร.ร.ขนาดเล็ก

ศธ.เดินหน้าแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กใหม่ ให้พื้นที่เสนอแนวทางและอัดฉีดงบฯกรณีจำเป็น ช่วยยกระดับคุณภาพ “หมอธี” ย้ำผอ.เขตฯต้องลงพื้นที่เยี่ยมร.ร.เล็ก

           เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2561 นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลัง รับฟังรายงานผลการศึกษาสภาพจริงของโรงเรียนขนาดเล็ก ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ว่า จากที่ได้รับฟังข้อมูลการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 15,000 โรงเรียน พบว่า แต่ละแห่งมีปัญหาคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น จึงได้ให้นโยบายการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก  อย่างแรกต้องเข้าใจว่า ที่ผ่านมามีแนวทางในการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กหลายวิธี เช่น ยุบรวม ควบรวม แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จ เพราะคนที่คิดแก้ปัญหา กับคนที่พบปัญหา เป็นคนละคน  ซึ่งจากนี้ได้ให้นโยบายว่าปรับแนวทางใหม่ ให้พื้นที่เป็นผู้เสนอแนวทาง วิธีการแก้ไขปัญหามายังส่วนกลาง โดยผ่านการวิเคราะห์ข้อมูล หากพบว่า มีปัญหาใดที่ต้องการการสนับสนุนงบประมาณให้เสนอเข้ามาอย่างเร่งด่วนเพื่อแปลงงบประมาณบางส่วนมาใช้ในการแก้ไขปัญหา

ขณะเดียวกัน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.)ทั่วประเทศ จะต้องลงไปตรวจเยี่ยมโรงเรียน เป็นประจำทุกสัปดาห์  โดยจะต้องรู้ว่า โรงเรียนในพื้นที่มีปัญหาอะไร เดินทางไกลมากน้อยแค่ไหน  แล้วทำรายงานกลับมาเป็นรายโรงเรียน รวมถึงเสนอทางแก้ไขและงบฯประมาณที่ใช่ในการดำเนินการ  ซึ่งเรื่องนี้กำหนดเป็นตัวชี้วัดหนึ่งในการทำงานของผอ.สพท.

“เรามีเขตพื้นที่ฯ ทั้งหมด 225 เขต บางโรงเรียนบอกว่า เขตพื้นที่ฯไม่เคยลงไปเยี่ยมโรงเรียนเลย กระทบถึงคุณภาพการจัดการศึกษา ซึ่งโรงเรียนขนาดเล็กทุกแห่งมีปัญหามากบ้างน้อยบ้าง ทั้งนี้จากการรายงานของผู้ตรวจราชการศธ. ครั้งล่าสุดซึ่งพบว่า มีโรงเรียนที่สอนระดับอนุบาลห้องละคนนั้น พอลงไปตรวจสอบสภาพปัญหาจริงพบว่า เกือบทั้งหมดมีความจำเป็นที่ต้องทำ เช่นไม่มีโรงเรียนเอกชนในพื้นที่  อยู่ในพื้นที่ห่างไกล  องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นสอนไม่ได้ เป็นต้น  ดังนั้นจากนี้แนวทางแก้ปัญหาจะให้เป็นการตัดสินใจของผู้ปกครอง ครูและนักเรียนเอง เพราะถือว่า เป็นผู้ที่รู้สภาพปัญหาดีที่สุด”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

ด้าน นายบุญรักษ์  ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า เป้าหมายการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กตอนนี้ไม่ใช่การลดจำนวนโรงเรียนลง แต่เป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยให้ผู้ปกครอง ครู และโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ เป็นผู้ตัดสินใจ สพฐ. โดยศธ. มีหน้าที่ในการสนับสนุน เชิงนโยบาย  ซึ่งเท่าที่ดูปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็ก ที่พบในลักษณะเดียวกัน คือ ปัจจัยพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า เรือนพักนอน สำหรับนักเรียนที่อยู่ห่างไกล และมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น โดยเบื้องต้น สพฐ.จะไปสำรวจงบประมาณ ปี 2560 ในส่วนของงบลงทุน ในโครงการต่างๆว่ามีเหลือจ่ายอีกจำนวนเท่าไร เพื่อนำมาวางแผนใช้ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก

ตัดรัฐหนุน5%ของงบการศึกษาจากร่างพ.ร.บ.กองทุนเสมอภาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311455

ตัดรัฐหนุน5%ของงบการศึกษาจากร่างพ.ร.บ.กองทุนเสมอภาค

ร่างพ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา, แก้ถ้อยคำ

ปรับแก้ถ้อยคำในร่างพ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จากที่ให้รัฐหนุนไม่น้อยกว่า 5%ของงบการศึกษาเป็นจัดสรรให้เหมาะสมกับรายจ่ายของประเทศ ยันคลอดทันเม.ย.

           เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2561 นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมานั้น ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. ซึ่งร่างดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิรับ-เข้าถึงการศึกษาอย่างทั่วถึง พัฒนาการศึกษาอย่างทั่วถึงโดยไม่จำกัดเฉพาะเด็กและเยาวชน แต่รวมถึงครูอาจารย์ด้วย ในหลักการกำหนดให้รัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนทุนประเดิม 1 พันล้านบาทและในร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวกำหนดให้รัฐจ่ายเงินอุดหนุนเป็นรายปี ในวาระแรกเริ่มเป็นเวลา 5 ปีไม่น้อยกว่า 5% ของเงินงบประมาณที่เกี่ยวกับการศึกษาของปีงบประมาณก่อนนั้น

ทั้งนี้ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง มีข้อสังเกตเรื่องการกำหนดให้รัฐจ่ายเงินอุดหนุนเป็นรายปี ในวาระแรกเริ่มเป็นเวลา 5 ปีไม่น้อยกว่า 5% ของเงินงบประมาณที่เกี่ยวกับการศึกษา และโดยขอให้มีการปรับแก้ถ้อยคำเป็น จัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมกับรายจ่ายของประเทศ ซึ่งทางคณะกรรมการกฤษฎีกาจะนำไปปรับแก้ต่อไป

“ในร่างที่เขียนว่าขอใช้งบประมาณ 5% ของการศึกษานั้น ตรงนี้ไม่สามารถนิยามได้ว่า 5% ของอะไร และไม่มีพ.ร.บ.การเงินใดที่มีการกำหนดในลักษณะดังกล่าว  ซึ่งการแก้ไขคาดว่าใช้เวลาไม่นานภายในเมษายนนี้แล้วเสร็จ เพราะในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดกรอบเวลาไว้ชัดเจน”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

3สาวสวยม.หอการค้าสุดเจ๋ง คว้าสุดยอดมัคคุเทศก์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311421

3สาวสวยม.หอการค้าสุดเจ๋ง คว้าสุดยอดมัคคุเทศก์

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, เด็กมกค., การท่องเที่ยว

สาขาการท่องเที่ยว ม.หอการค้าไทยคว้าชัยสุดยอดมัคคุเทศก์ Creative Tourism 2018พร้อมถ้วยนายกรัฐมนตรี

       เนื่องจากวันสถาปนามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้จัดการประกวดการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของประเทศไทย ประจำปี พ.ศ.2561 โดยมีนักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ณ โถงอาคารพร้อมมงคล ศูนย์พณิชยาการพระนคร จำนวน 6 รายการ ดังนี้ 1.การประกวดสุดยอดมัคคุเทศก์ 2.การแข่งขันตอบปัญหาการท่องเที่ยว หัวข้อ “การท่องเที่ยววิถีไทยเก๋ไก๋อย่างยั่งยืน” 3.การแข่งขันทักษะวิชาชีพทางคหกรรมศาสตร์ : การแกะสลัก “Good Kids for Good Society” ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า 4.การแข่งขันทักษะการออกแบบเสื้อผ้า Smart RMUTP ระดับมัธยมศึกษาตอน 5.การออกแบบผลิตภัณฑ์จากเศษวัสดุ  6.การแข่งขันประกวดภาพยนตร์สั้น To Be No.1 หัวข้อ “เป็นหนึ่งไม่พึ่งยา”

การแข่งขันรายการการจัดรายการนำเที่ยว “สุดยอดมัคคุเทศก์ Creative Tourism” รางวัลชนะเลิศ ได้แก่  น.ส.ปาลิตา ตั้งใจปอง,น.ส.อัญมณี คุมาอิและน.ส.พิชญากานต์ พันโนลิด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ สาขาการท่องเที่ยว รับถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรีทุนการศึกษาและเกียรติบัตร รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่วิทยาลัยดุสิตธานี ,รองชนะเลิศอันดับ 2 จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีรัตนโกสินทร์และ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีกรุงเทพ 

         น.ส.ปาลิตา ตั้งใจปอง นักศึกษามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ สาขาการท่องเที่ยว ชั้นปีที่ 4 ทีมชนะเลิศรายการนำเที่ยวสุดยอดมัคคุเทศก์Creative Tourism  เล่าว่า  แนวทางการแข่งขันครั้งนี้เป็น Creative tourism คือการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยทีมของพวกเราได้จัด Concept เป็นการจัดทัวร์เหนือ จังหวัดเชียงใหม่ 3 วัน 2 คืน ที่เน้นให้ลูกค้าสัมผัสถึงวิถีชีวิตของชาวบ้าน ลงมือทำกิจกร่วมกับชาวบ้านในท้องถิ่น เช่น ปลูกข้าว การเกษตร ทอผ้า รวมถึงการทานอาหารแบบพื้นบ้านร่วมกันชาวบ้าน ดังนั้น การแข่งขันครั้งนี้ จึงเป็นการท้าทายตัวเอง  ได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม ได้มิตรภาพ และการช่วยเหลือของอาจารย์ ชาวบ้าน ทำให้เห็นหลายๆ สิ่งที่นอกเหนือจากชั้นเรียน และได้นำความรู้ที่เรียนมาใช้ประโยชน์ได้จริง

  น.ส.อัญมณี คุมาอิ นักศึกษามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ สาขาการท่องเที่ยว ชั้นปีที่ 4 ทีมชนะเลิศรายการนำเที่ยวสุดยอดมัคคุเทศก์ Creative Tourism กล่าวว่าหัวข้อที่ไปแข่งคือสุดยอดมัคคุเทศก์ Creative Tourism ซึ่งเป็นเหมือนการจัดการท่องเที่ยวที่ต้องมีความสร้างสรรค์ขึ้นมาเอง  ต่างจากการท่องเที่ยวทั่วไป ทำให้การท่องเที่ยวมีความน่าสนใจ อีกทั้งต้องมีการเชื่อมโยงการแบ่งปัน ทำงานร่วมกันชุมชน  ต้องจัดการท่องเที่ยวไม่เบียดเบียนหรือว่าสร้างผลกระทบให้แก่การท่องเที่ยว ซึ่งการดำเนินงานของพวกเราได้ อาจารย์ประจำสาขาที่ม.หอการค้าไทยช่วยเรื่องรายละเอียดที่เจาะลึก และเป็นเรื่องกำลังใจในการทำงาน

น.ส.พิชญากานต์  ทีมชนะเลิศรายการนำเที่ยวสุดยอดมัคคุเทศก์ Creative Tourism เปิดเผยว่า จากการเข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้กลุ่มจัดทัวร์ไปที่จังหวัดเชียงใหม่ ในโปรแกรมเป็นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ จัดเส้นทางไปสถานที่ท่องเที่ยวร่วมกับชุมชน คัดเลือกแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก เพื่อเผยแพร่สถานที่ท่องเที่ยวดังกล่าว ซึ่งหลักต้องจัดการท่องเที่ยวเพื่อต่อยอด เพิ่มมูลค่าและแบ่งบันให้ทางชุมชนมีส่วนร่วมกับรายได้

.จันทร์จิต ฐนะศิริ คณะการท่องเที่ยวและอุสาหกรรมบริหาร สาขาวิชาการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าสำหรับการแข่งขันครั้งนี้จริงๆ คือใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนหลังจากทราบข่าว ซึ่งตอนแรกทำการคัดเลือกนักศึกษาก่อนว่าใครเหมาะกับการแข่งขัน และได้เห็นความสามารถของเด็กทั้ง 3 คน เลยรวมตัวประมาณเดือนธันวาคม เลือก 3 คนที่มีความสามารถในการบรรยาย การพูด และการนำเสนอเกี่ยวกับโปรแกรมการนำเที่ยว และหลังจากคัดเลือกแล้วทุกตอนเย็นจะมีการฝึกซ้อมกัน เพราะเด็กส่วนใหญ่เริ่มฝึกงานกัน และเด็กๆ มีการเขียนโปรแกรมเองด้วย ครั้งนี้คอนเซ็ปงานไว้เป็น Creative Tourism เลยใช้วิธีที่ให้เด็กๆ สรรหา คัดเลือกไปที่ไหน สุดท้ายเลือกจังหวัดทางภาคเหนือ เขียนโปรแกรมขึ้นมาเอง โดยใช้คำพูดของตัวเองในการนำเสนอออกมา โดยมีอาจารย์คอยช่วยขัดเกลา

“จริงๆแล้วเทคนิคมันสะสมมาตั้งแต่ปีหนึ่งที่เข้าเรียนมาอยู่แล้ว เพราะว่าในรายวิชาที่สอนในสาขาวิชาการท่องเที่ยวมันจะมีทุกวิชาเลย เด็กๆ ต้องได้แสดงออก ได้พูด เกือบทุกวิชา เพราะมันต้องมีการนำเสนอการบรรยายต่างๆ แล้วมีวิชาการจัดนำเที่ยว วิชามัคคุเทศก์ ซึ่งมันมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่แล้วในส่วนของการแข่งขันในครั้งนี้ แล้วเด็กๆ ทุกคนที่มาเรียนที่นี้ คือ สร้างให้เขามีความมั่นใจในตัวเอง แล้วก็กล้าที่จะพูด เพราะฉะนั้นเทคนิคง่ายๆ คือเด็กๆ ต้องเชื่อว่าสามารถทำได้โดยที่ต้องคอยให้กำลังใจและสนับสนุน” อาจารย์จันทร์จิต กล่าวเพิ่มเติม

“ผู้ประกันตน”เปลี่ยนรพ.ได้แล้ว!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311330

“ผู้ประกันตน”เปลี่ยนรพ.ได้แล้ว!!

คมชัดลึกออนไลน์, สปส., นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล, เลขาฯสปส., เปลี่ยนรพ., ถึง31มี.ค.2561, ผู้ประกันตน

237 สถานพยาบาล เข้าร่วมประกันสังคม ปี2561 “นพ.สุรเดช”แนะผู้ประกันตน รีบมาเปลี่ยน รพ.ได้แล้ว ถึง 31 มี.ค.นี้

         30 ม.ค2561 นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงานประกันสังคมได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนสามารถขอเปลี่ยนสถานพยาบาลใหม่ ได้ทุกๆ ปีๆ ละ 1 ครั้ง สำหรับในปี 2561 มีสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการประกันสังคมทั่วประเทศ จำนวน 237 แห่ง แบ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล 159 แห่ง สถานพยาบาลเอกชน 78 แห่ง

         อย่างไรก็ตามขณะนี้ สำนักงานประกันสังคมได้รับแจ้งสถานพยาบาลเอกชนหลายแห่งว่ามีผู้ประกันตน แจ้งขอใช้สิทธิเต็มจำนวนแล้ว จึงขอให้ผู้ประกันตนมีความประสงค์จะเปลี่ยนสถานพยาบาลในช่วงนี้ตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลที่ตนเองต้องการได้ที่ http://www.sso.go.th และรีบดำเนินการยื่นแบบเลือกสถานพยาบาล สปส. 9-02 ได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา ทุกแห่งทั่วประเทศ หรือยื่นแบบฯ ทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่าน http://www.sso.go.th ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปถึง 31 มีนาคม 2561 นี้เท่านั้น

        เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อไปว่า ผู้ประกันตนสามารถนำบัตรประชาชนไปติดต่อขอรับบริการทางการแพทย์ได้ ณ สถานพยาบาลที่ตนเองมีสิทธิการรักษาพยาบาล ดังนั้นเพื่อความสะดวกจึงขอแนะนำให้ลูกจ้าง ผู้ประกันตนพกบัตรประจำตัวประชาชนและแสดงเมื่อไปรับบริการที่สถานพยาบาล

"ผู้ประกันตน"เปลี่ยนรพ.ได้แล้ว!!

        กรณีคนต่างด้าวที่เป็นผู้ประกันตนต้องแสดงบัตรประกันสังคมและหนังสือเดินทาง (Passport) หรือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ทั้งนี้ผู้ประกันตน ยังสามารถตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาลได้ที่ http://www.sso.go.th หรือโทรสายด่วน 1506/สำนักงานประกันสังคมทุกแห่งทั่วประเทศ และเครื่อง Smart kiosk ของกระทรวงมหาดไทย

          หากผู้ประกันตนมีข้อสงสัย โปรดติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมพื้นที่/จังหวัด/สาขาทุกแห่ง หรือที่สายด่วน 1506 ให้บริการ 24 ชั่วโมง

“สมเด็จพระวันรัต” แนะปลูกฝังคุณธรรมตั้งแต่วัยเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311326

“สมเด็จพระวันรัต” แนะปลูกฝังคุณธรรมตั้งแต่วัยเด็ก

จริยธรรม, คุณธรรม, สอนศาสนา, พระวัตรัต, สมเด็จพระวันรัต

สมเด็จพระวันรัต บรรยายธรรมแก่คณะกรรมการ กอปศ.แนะโรงเรียนสอนคุณธรรม จริยธรรม ปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก ย้ำทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี

            เมื่อวันที่ 30 มกราคม นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมกอปศ. ว่า กอปศ.ได้นิมนต์ สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ วรวิหาร มาบรรยายธรรม โดยสมเด็จพระวันรัตเน้นย้ำ ให้เห็นความสำคัญของการสร้างคุณธรรมจริยธรรมทางการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องการรณรงค์ให้ “โรงเรียนเป็นของเรา ไม่ใช่ของเขาจะได้ใส่ใจดูแลลูกหลานของเรา” ซึ่ง “เรา” นี้หมายถึงครอบครัว พ่อแม่ ชุมชน สังคม เป็นคำแนะนำที่ชัดเจนตรงกันที่เราต้องการให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม อีกประเด็น การศึกษามีคุณจริงแต่มีโทษมาก คือคนที่ทำผิดได้ละเอียดละออ เป็นคนที่มีความรู้มาก คนที่ความรู้น้องจะทำความผิดได้ตื้นๆ ทำให้เห็นความสำคัญว่าทำไมการศึกษาถึงต้องส่งเสริมเรื่องคุณธรรมจริยธรรม

"สมเด็จพระวันรัต" แนะปลูกฝังคุณธรรมตั้งแต่วัยเด็ก

นอกจากนี้ สมเด็จพระวันรัต ได้แนะนำด้วยว่า คุณธรรมเป็นเรื่องนามธรรม แต่จริยธรรมเป็นรูปธรรม ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดคุณธรรม ต้องจับที่เรื่องจริยธรรมคือการเรียนการสอน เน้นการปฏิบัติ ทำทุกอย่างอยู่ในปกติ ตามหลักศีล 5  โดยต้องส่งเสริมตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆปลูกฝัง ทำบ่อยๆจะเคยชิน โดยสอนให้เด็กใช้สติ ปัญญา  ขณะเดียวกัน ยังเน้นย้ำไม่ให้สอนเฉพาะพระพุทธศาสนาเพราะจะทำให้เกิดกำแพงกั้น ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี ดังนั้นจึงควรเน้นเรื่องคุณธรรมจริยธรรมเป็นสำคัญ

ชงตั้งสำนักงานปฐมวัยฯ ให้ซูเปอร์บอร์ดการศึกษาดูแล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311319

ชงตั้งสำนักงานปฐมวัยฯ ให้ซูเปอร์บอร์ดการศึกษาดูแล

พ.ร.บ.การปฐมวัยแห่งชาติ, 8 หมวด

ชงร่างพ.ร.บ.การปฐมวัย เข้าบอร์ดกปอศ.ครั้งแรก ให้นิยามดูแลเด็กตั้งแต่ 0-8 ปีบริบูรณ์ มี 8 หมวดหลักและบทเฉพาะกาล ชงตั้งสำนักงาน กพป.ภายใต้ซุปเปอร์บอร์ดการศึกษา

         เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561   ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กอปศ. ว่า คณะอนุกรรมการเด็กเล็กได้นำเสนอ ร่างพ.ร.บ.การปฐมวัยแห่งชาติ พ.ศ. …ให้ที่ประชุมพิจารณาเป็นครั้งแรก ภายหลังได้ไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องมาแล้วส่วนหนึ่ง ทั้งนี้ หลักการสำคัญที่ต้องมีพ.ร.บ.การปฐมวัยฯ นั้น เพราะช่วงปฐมวัยเป็นช่วงวัยที่มีอัตราการพัฒนาความรู้สูงสุด ถือเป็นการวางรากฐานที่สำคัญของชาติในระยะยาว และการดูแลเด็กปฐมวัยจะมีทุกภาคส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานสำคัญ  ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงแรงงาน (รง.) ดังนั้น จึงต้องการบูรณาการให้ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกัน

“ในร่างพ.ร.บ.การปฐมวัยฯ ได้นิยามของคำว่า ปฐมวัย หมายถึงเด็ก 0-8 ปีบริบูรณ์ ซึ่งนับรวมถึงเด็กที่อยู่ในครรภ์มารดา อย่างไรก็ตาม การนิยามถึงเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา มีเสียงสะท้อนจากที่ประชุมเสนอให้แยกออกมา ซึ่งตรงนี้เป็นรายละเอียดที่ต้องหารือโดยดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งของข้อกฎหมายพ.ร.บ.ปฐมวัยฯ จะไปอยู่ในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่อยู่ระหว่างการยกร่างด้วย”ศ.นพ.จรัส กล่าว

ชงตั้งสำนักงานปฐมวัยฯ ให้ซูเปอร์บอร์ดการศึกษาดูแล

รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ

รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ รองประธานอนุกรรมการเด็กเล็ก กล่าวว่า ในร่างพ.ร.บ.การปฐมวัยฯ ประกอบด้วย 8 หมวดหลักและบทเฉพาะกาล ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลจัดการศึกษา ที่มุ่งประโยชน์ของเด็ก การพัฒนาความสามารถของเด็ก ,สิทธิเด็ก พ่อแม่ ครอบครัว และหน่วยงาน,หน่วยบริการที่เชื่อมโยงแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่ในครรภ์มารดาไปจนถึงเข้าสู่ชั้นประถมศึกษาตอนต้น,ครูอาจารย์ที่จะมีการกำหนดทั้งเรื่องการผลิต การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ต้องมีสมรรถนะของครูปฐมวัย ผ่านมาตรฐานการอบรมและดูแลเด็กปฐมวัย โดยครอบคลุมถึงบุคลากรที่ทำหน้าที่ดูแลเด็กปฐมวัยที่มีทั้งในศูนย์เด็กเล็ก สถานรับเลี้ยงเด็ก,ทรัพยากร การอุดหนุน กองทุนต่างๆเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย, กำหนดเรื่องของความร่วมมือโดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)และเอกชนได้ร่วมจัดการศึกษา โดยจะให้อำนาจอปท.นำเงินมาใช้เพื่อจัดการศึกษาและพัฒนาเด็กได้

รองประธานอนุฯ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ในร่างพ.ร.บ.ได้กำหนดเรื่องคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ (กพป.) และให้มีสำนักงาน กพป.ทำหน้าที่ดูแลเด็กปฐมวัย โดยเสนอว่าให้อยู่ในการดูแลของคณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งชาติ หรือ ซุูเปอร์บอร์ดทางการศึกษา ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าสำนักงาน กพป.จะอยู่ในกำกับของหน่วยงานใด แต่ที่แน่ชัดจะไม่อยู่ภายใต้การดูแลของ ศธ.และ 5 องค์กรหลักทั้งนี้ ร่างพ.ร.บ.การปฐมวัยฯยังต้องมีการรับฟังความเห็นเพิ่มเติม ในการประชุมระดมความเห็นเรื่องข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ครั้งที่ 3 ภาคกลาง) ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์นี้

วธ.จ่อชงยูเนสโกยกย่อง 4 บุคคลสำคัญของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311312

วธ.จ่อชงยูเนสโกยกย่อง 4 บุคคลสำคัญของโลก

วธ.จ่อชงยูเนสโกยกย่อง 4 บุคคลสำคัญของโลก

วธ.รวบรวมข้อมูลประวัติ-ผลงานบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย “พระยาโบราณราชธานินทร์–หลวงปู่มั่น–ไพบูลย์ บุตรขัน-พระราชวรวงค์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์” ชง“ยูเนสโก”

         นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ที่ประชุมผู้บริหาร วธ. และหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (สป.วธ.) กรมศิลปากร (ศก.)  กรมการศาสนา (ศน.) และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ได้หารือเตรียมการเสนอรายชื่อบุคคลสำคัญหรือเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทยด้านวัฒนธรรม เพื่อเสนอต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เบื้องต้นที่ประชุมเห็นชอบให้รวบรวมและจัดทำข้อมูลประวัติและผลงานบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยด้านวัฒนธรรม จำนวน 4 คน เพื่อเสนอเป็นบุคคลสำคัญของโลก ตามวาระการครบรอบและตามหลักเกณฑ์ของยูเนสโก ได้แก่

1. พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) ผู้บุกเบิกการค้นคว้าทางโบราณคดีของเมืองอยุธยา โดยสำรวจโบราณสถานและวัดต่างๆ และจัดทำแผนที่เกาะเมืองอยุธยา รวมถึงเก็บรวบรวมศิลปวัตถุและโบราณวัตถุที่พบภายในเมืองอยุธยา ทำให้ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาเป็นที่รู้จักแพร่หลายในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน โดยต่อมานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจะครบรอบ      150 ปี ชาตกาล ในปี 2564

2. พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นอาจารย์ทางวิปัสสนาที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงจากบรรพชิตและคฤหัสถ์ในภาคต่างๆทั่วประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน จะครบรอบ 150 ปีชาตกาล ในปี 2563

3. นายไพบูลย์ บุตรขัน นักแต่งเพลงและนักเขียนบทละครที่มีผลงานที่มีชื่อเสียงเป็นจำนวนมาก อาทิ  ค่าน้ำนม มนต์รักลูกทุ่ง มนต์รักแม่กลอง บุปเพสันนิวาส โลกนี้คือละคร ฝนเดือนหก น้ำตาเทียน ยมบาลเจ้าขา เป็นต้น จะครบรอบ 50 ปีเสียชีวิต ในปี 2565

และ 4.พระราชวรวงค์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.) ทรงเป็นนักหนังสือพิมพ์ นักประพันธ์ และ กวีเอกของไทย ทรงใช้พระนามแฝงว่า “น.ม.ส.” ทรงนิพนธ์ร้อยกรองและร้อยแก้วไว้จำนวนมาก อาทิ จดหมายจางวางหร่ำ พระนลคำฉันท์ นิทานเวตาล กนกนคร สามกรุง เป็นต้น จะครบรอบ 150 ปี วันประสูติในวันที่ 10 มกราคม ปี 2569

นายวีระ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ที่ประชุมมอบหมายหน่วยงานในสังกัดที่มีภารกิจเกี่ยวข้อง โดยมอบให้ ศก.รวบรวมประวัติและผลงานของพระยาโบราณราชธานินทร์ และพระราชวรวงค์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์  ส่วน ศน.รวบรวมประวัติและผลงานพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และ สวธ.รวบรวมประวัติและผลงาน นายไพบูลย์ บุตรขัน เพื่อจัดทำข้อมูลเสนอต่อคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดูแลในการพิจารณาเห็นชอบ หากผ่านความเห็นชอบก็จะเสนอไปยังยูเนสโก ในการการประชุมสมัยสามัญของยูเนสโกครั้งที่ 40 ช่วงเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน พ.ศ.2562 จำนวน 2 ท่านก่อน คือ พระยาโบราณราชธานินทร์และพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เพื่อให้ยูเนสโกประกาศยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก ส่วนอีก 2 ท่าน คือนายไพบูลย์ บุตรขัน จะเสนอให้ยูเนสโกพิจารณาในการประชุมในปี 2564 และพระราชวรวงค์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ จะเสนอให้พิจารณาในปี 2568

ทั้งนี้ ยูเนสโกกำหนดหลักเกณฑ์การเสนอบุคคลหรือเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ อาทิ ต้องเสนอบุคคลหรือเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจขององค์การยูเนสโกในสาขาการศึกษา วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม สังคมและมนุษยศาสตร์ และสื่อสารมวลชน และเป็นการฉลองการครบรอบ 50 ปี 100 ปี หรือครบรอบทวีคูณ หรือทุกๆ 50 ปี ณ ปีที่จะมีการเฉลิมฉลอง และเสนอได้ไม่เกิน 2 รายการในการประชุมสมัยสามัญของยูเนสโกที่จัดขึ้นทุก 2 ปี

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาไทยได้มีบุคคลและเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทยที่ได้รับการรับรองฉลองวาระครบรอบจากยูเนสโกแล้ว 27 คน อาทิ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ครบรอบ 100 พรรษา วันประสูติ พุทธทาสภิกขุครบรอบชาตกาล 100 ปี นายเอื้อ สุนทรสนาน ครบรอบ 100 ปีชาตกาล  และเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ไทย 2 เหตุการณ์ คือ การสถาปนาเมืองเชียงใหม่ ครบรอบ 700 ปีในปี 2539 และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปี 2539 เป็นต้น

เปิดตัว”วิศวกรหุ่นยนต์”หลักสูตร 2 ปริญญาจุฬาฯ-สจล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311299

เปิดตัว”วิศวกรหุ่นยนต์”หลักสูตร 2 ปริญญาจุฬาฯ-สจล.

จุฬาฯ, สจล., วิศวกรหุ่นยนต์

จุฬาฯ สจล. และซีเอ็มเคแอล เปิดป.ตรี ด้านวิศวกรหุ่นยนต์ -AI เรียนข้ามสถาบันได้ปริญญา2 ใบ รุ่นแรกรับ 40 คน เดือน ส.ค.61 นี้

         เปิดมิติใหม่วงการอุดมศึกษาไทย 3 สถาบันชั้นนำด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยซีเอ็มแคแอล (CMKL)ลงนาม MOU จัดตั้ง 2 หลักสูตรปริญญาตรี ได้แก่ หลักสูตรปริญญาตรี สองปริญญาข้ามสถาบัน (Double degree)ด้านวิศวกรรมหุ่นยนต์ ซึ่งผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญาจากจุฬาฯ และจากสจล.  และม.CMKL จะเปิดหลักสูตรด้านวิศวกรรมไฟฟ้า และคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นหลักสูตรนานาชาติ และได้ความร่วมมือจากจุฬาฯ และสจล.ในการร่วมพัฒนาหลักสูตร โดยผู้สำเร็จการศึกษา จะได้รับปริญญาจากม.CMKL

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ  เปิดเผยว่า ต้องยอมรับว่าประเทศกำลังขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับหุ่นยนต์ และAI หรือปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่มหาวิทยาลัยเองก็ยังไม่สามารถผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ หรือAI ได้เพียงพอเท่ากับความต้องการของประเทศ ทำให้มหาวิทยาลัยได้มีการจัดอบรมระยะสั้น เพื่อพัฒนากลุ่มสายงานที่เกี่ยวข้อง อย่าง  วิศวกรไฟฟ้า วิศวกรเครื่องกล ฯลฯ  เพื่อพัฒนาคนให้ตอบสนองการพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็ว แต่ทั้งนี้ การพัฒนาคนก็ต้องดำเนินการทั้งในระยะสั้น และระยะยาว  อีกทั้งที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยไทยจะมุ่งจับมือกับมหาวิทยาลัยต่างชาติ เพื่อพัฒนาหลักสูตร การเรียนการสอนร่วมกัน แต่ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยบูรณาการหลักสูตรเข้าด้วยกัน ดังนั้น หลักสูตรด้านวิศวกรรมหุ่นยนต์ จากความร่วมมือของ 2 สถาบัน จึงเป็นการพัฒนาหลักสูตรที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งเป็นการเพิ่ม เพิ่มศักยภาพขีดความสามารถของทรัพยากรบุคคลให้สามารถแข่งขัน โดยการเรียนการสอนจะอาศัยบูรณาการความรู้ร่วมกัน  และผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญา

ด้าน ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) กล่าวว่า  ความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อตอบสนองวาระแห่งชาติในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญ ตรงกับความต้องการของประเทศชาติ ซึ่งปัจจุบันพบว่าในด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง ประเทศไทยยังขาดแคลนบุคลากรด้านนี้อยู่มาก 2 หลักสูตรดังกล่าว ถือเป็นต้นแบบให้มหาวิทยาลัยอื่นๆ ได้เห็นถึงความสำคัญในการดำเนินการพัฒนาหลักสูตรร่วมกัน ซึ่งมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีศักยภาพแตกต่างกันไป ความร่วมมือจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน คณาจารย์ ดึงจุดเด่นของแต่ละที่มาร่วมเติมเต็มศักยภาพซึ่งกันและกัน ภายใต้การใช้ทรัพยากรทางวิชาการร่วมกัน ตลอดจนส่งเสริมการทำวิจัยร่วมกันเพื่อการพัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ ๆ อีกทั้งยังส่งเสริมความร่วมมือในการให้บริการทางวิชาการ แก่ สังคม ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน อีกด้วย

“หลักสูตรดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะรับนักเรียน ม. 6 ที่มีความรู้ความสามารถ และสนใจงานด้านนี้ โดยจะเปิดรับโดยพิจารณาจากบอร์ตฟอริโอ ซึ่งเด็กที่ได้เหรียญจากการแข่งขันระดับโลก เช่น โอลิมปิกวิชาการ จะถือว่ามีแต้มต่อที่สูง หากหลักสูตรเรียบร้อยผ่านการพิจารณาของสภามหาวิทยาลัยทั้ง 2 แห่ง และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษารับทราบ ก็จะเปิดรับสมัครนักเรียนทันที ซึ่งการรับหลักสูตรนี้นั้นถือเป็นกรณีพิเศษ เพราะเป็นการสนองนโยบายรัฐบาล และได้รับอนุมัติแล้วจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และจะเปิดเรียนได้ทันเดือน ส.ค.2561 แน่นอน และในระยะยาว สจล.มุ่งเป้าที่จะเข้าไปร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยราชภัฎ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เพื่อยกระดับศักยภาพในการผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพไปพร้อมๆกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง “อธิการบดีสจล. กล่าว

รศ.ดร.สุพจน์  เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยทั้ง 2 แห่งมีความเชี่ยวชาญ และมีศักยภาพในการผลิตบัณฑิตด้านวิศวกรรมหุ่นยนต์ และ AI แต่ทั้งนี้การจะให้แต่ละแห่งมาเปิดหลักสูตรใหม่ ก็อาจจะดำเนินการได้ล่าช้ากว่าหลักสูตรจะเปิดสอน แต่หากเป็นการเปิดหลักสูตรร่วมกันจะเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ร่วมกัน และเป็นการดึงศักยภาพของแต่ละที่มาใช้ประโยชน์ในการพัฒนากำลังคนด้านนี้ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น หลักสูตรดังกล่าวไม่ว่าจะเรียนที่จุฬาฯ หรือสจล. ผู้เรียนได้ความรู้จากทั้ง 2 แห่งอย่างแน่นอน
รศ.ดร.คมสัน มาลีสี  คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. กล่าวว่า หลักสูตรวิศวกรรมหุ่นยนต์ ขณะนี้ทั้ง 2 สถาบัน จุฬาฯ และสจล. กำลังดำเนินการร่างหลักสูตร ซึ่งคาดว่าจะนำเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งได้ในเดือนเม.ย.นี้ ก่อนจะนำเสนอสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ให้รับทราบต่อไป  เพื่อจะเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกได้ในปีการศึกษา 2561 เดือนส.ค.นี้ ซึ่งประมาณทีแคส รอบ 5 รับตรงอิสระ  โดยรุ่นแรกจะเปิดรับ 40 คน แบ่งเป็น จุฬาฯ เปิดรับตรง 20 คน และสจล.เปิดรับตรง 20 คน โดยผู้เรียนที่สอบติดรับตรงเข้ามหาวิทยาลัยใดก็จะ เสียค่าใช้จ่าย และยึดตามระบบระเบียบของมหาวิทยาลัยนั้น เพียงแต่ในทางปฎิบัติ ผู้เรียนจะหมุนเวียนเรียนทั้ง 2 สถาบัน จุฬาฯ และสจล. และได้รับปริญญาจากทั้ง 2 แห่ง  สำหรับระบบการเรียนการสอนนั้น หลักสูตรดังกล่าว เป็นหลักสูตรใหม่ การเรียนการสอนจะมีการบรรยายไม่เกิน 100 หน่วยกิต และเน้นการปฎิบัติงาน เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ โดยยึดตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน  ประเทศสหรัฐอเมริกา

ขณะที่ ผศ.ดร.สุพันธุ์ ตั้งจิตกุศลมั่น อธิการบดีมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL) กล่าวเสริมว่า ด้วยจุดเด่นของมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล เป็นสถาบันที่ดำเนินการภายใต้การจัดการการศึกษาร่วม ระหว่างสจล. กับมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลก ทำให้หลักสูตร ปริญญาตรีวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ (Electrical &Computer Engineering: ECE) สามารถผลิตบัณฑิตได้ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ ในด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านหุ่นยนต์สมองกล วิทยาศาสตร์ข้อมูล ความปลอดภัยไซเบอร์ เครือข่ายไร้สาย เมืองอัจฉริยะ พลังงาน และเทคโนโลยีสุขภาพ ด้วยองค์ความรู้เหล่านี้จะทำให้บัณฑิตที่ศึกษาและจบหลักสูตรนี้ เป็นบุคลากรสำคัญที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของประเทศ คาดว่าจะรับนักศึกษารุ่นแรก ประมาณ 20-30 คน และรับหลังเดือน ส.ค. 2561 นี้

ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจ สามารถ เข้าไปวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (โทรศัพท์ 02-218-6337) หรือคลิกเข้าไปที่ http://www.eng.chula.ac.th หรือ สำนักงานบริหารงานทั่วไปและประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หมายเลขโทรศัพท์  02-329-8111 หรือคลิกเข้าไปที่ http://www.kmitl.ac.th

เล็งจัดทำมาตรฐานแรงงานไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311278

เล็งจัดทำมาตรฐานแรงงานไทย

มาตรฐานแรงงาน, กสร.

กสร. เล็งจัดทำมาตรฐานแรงงาน TLS เฉพาะด้านให้ใช้ได้กับ สถานประกอบกิจการทุกประเภท ทุกขนาด ยกระดับมาตรฐานการจ้างแรงงานสู่ระดับสากล

        นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า กสร. นำมาตรฐานแรงงานไทย (รThai Labour Standard) หรือ TLS มาส่งเสริมให้นายจ้างนำไปใช้ในสถานประกอบกิจการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตลูกจ้างและแสดงถึงความรับผิดชอบทางสังคมโดยเฉพาะประเด็น  ที่ต้องคำนึงถึงการใช้แรงงานที่เป็นธรรมซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดย TLS เป็นระบบบริหารจัดการด้านแรงงานซึ่งจะช่วยให้นายจ้างสามารถบริหารงานแรงงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ควบคู่ไปกับ    การเพิ่มผลิตภาพด้านแรงงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งจากเดิมสถานประกอบกิจการที่นำ TLS ไปใช้ต้องจัดทำให้ครอบคลุมทั้งเรื่องสภาพการจ้างการทำงาน สวัสดิการ แรงงานสัมพันธ์ และความปลอดภัยในการทำงาน

ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับสถานประกอบกิจการทุกประเภทและทุกขนาด นายจ้างมีความเข้าใจการจ้างงานที่ให้ความสำคัญกับการรับผิดชอบ   ต่อสังคมด้านแรงงานได้ง่ายขึ้น และยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น กสร. ได้มีแนวนโยบายจัดทำมาตรฐาน TLS เฉพาะด้าน โดยแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ด้านคุ้มครองแรงงาน ด้านความปลอดภัย และด้านสวัสดิการและแรงงานสัมพันธ์ เพื่อเป็นทางเลือกให้สถานประกอบกิจการที่มีความพร้อมในแต่ละด้านได้ปฏิบัติเฉพาะด้านนั้น ๆ ก่อน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาข้อกำหนดในแต่ละด้านเพื่อให้ครบถ้วน สมบูรณ์ และชัดเจนต่อการนำไปใช้ของสถานประกอบกิจการ โดยจะเร่งประกาศใช้ให้ทันภายในปี 2561 นี้

​อธิบดีกสร. กล่าวต่อไปว่า การจัดทำ TLS เฉพาะด้านจะเป็นเครื่องมือในสถานประกอบกิจการนำไปใช้ในการปฏิบัติที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายและมาตรฐานสากลได้ง่ายยิ่งขึ้น ตลอดจนแรงงานได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

“บิ๊กอู๋”เสนอค่าจ้างเข้าครม. 30 ม.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311208

“บิ๊กอู๋”เสนอค่าจ้างเข้าครม. 30 ม.ค.นี้

ครม., ค่าแรง, แรงงาน, ค่าแรงขั้นต่ำ, บิ๊กอู๋

รมว.แรงงาน เผย เสนอการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำปี 2561 เข้าที่ประชุม ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบ พร้อมมาตรการทางภาษีที่เกี่ยวข้อง 30 ม.ค.นี้ยันเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย

            เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2561 ที่กระทรวงแรงงาน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลัง นายชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ขอเข้าพบเพื่อหารือประเด็นการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ว่า รัฐบาลได้ดำเนินการตามขั้นตอนและกระบวนการพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้างเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2561 เฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น 5% โดยปรับขึ้นค่าจ้างทุกจังหวัดตั้งแต่ 5-22 บาท  ถือว่าสูงที่สุดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยจะมีผลต่อแรงงานและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งส่วนใหญ่มีเสียงตอบรับดี  ส่วนผลกระทบต่อเอสเอ็มอีนั้น ขณะนี้รัฐบาลได้มีมาตรการที่จะรองรับไว้แล้วทั้งด้านมาตรการทางภาษีของกระทรวงการคลัง  การพัฒนายกระดับผลิตภาพเอสเอ็มอีของกระทรวงอุตสาหกรรม  และการควบคุมราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์  โดยทั้งหมดจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบในวันอังคารที่ 30 มกราคมนี้

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวต่อว่า กรณีมีข้อเรียกร้องให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากันทั้งประเทศนั้น ได้รับไว้พิจารณาเพราะถือว่ามีเหตุผล โดยยืนยันว่าที่ผ่านมาคณะกรรมการค่าจ้างได้พิจารณาอย่างรอบคอบ ทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ ค่าครองชีพในพื้นที่ตามที่คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเสนอมา  ส่วนมาตรการลดเงินประกันสังคมและการให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไปปรับโครงสร้างค่าจ้างประจำปีนั้น  ขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอเท่านั้น ซึ่งกระทรวงแรงงานจะพิจารณาในรายละเอียดเพื่อให้เกิดความรอบคอบอีกครั้งต่อไป

“ทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบรอบด้านในภาพรวมของประเทศ
การปรับค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้ ก็เช่นเดียวกันอาจจะส่งผลกระทบในช่วงต้น แต่เชื่อมั่นว่าต่อไปจะส่งผลดี
ต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน” พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว

ด้าน นายชาลี กล่าวว่า คสรท. ยังคงหลักการว่าค่าจ้างขั้นต่ำควรเท่ากันทุกจังหวัดทั่วประเทศเพื่อให้สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้  ขณะเดียวกันต้องการให้กระทรวงแรงงานปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานเพื่อให้สถานประกอบการปรับโครงสร้างค่าจ้างประจำปี และเปลี่ยนคำนิยาม ค่าจ้างขั้นต่ำ เป็น ค่าจ้างแรกเข้า เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและเกิดประโยชน์กับนายจ้างและลูกจ้างมากที่สุด