ก.พ.นี้ ม.ไหนพร้อมสมัคร “หลักสูตรพันธุ์ใหม่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311206

ก.พ.นี้ ม.ไหนพร้อมสมัคร “หลักสูตรพันธุ์ใหม่”

หลักสูตรพันธุ์ใหม่

“หมออุดม”เตรียมเปิดโอกาสให้ม.รัฐ – ม.เอกชน ทุกแห่ง ที่มีความพร้อมจัดการเรียนการสอน หลักสูตรตอบสนอง 10 อุตสาหกรรม สมัครเข้าร่วม เดือนก.พ.นี้

        ศ.นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุมหารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ผู้บริหาร สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) และผู้เชี่ยวชาญ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการผลิตบัณฑิตในหลักสูตรพันธุ์ใหม่ที่สอดคล้องกับ 10 อุตสาหกรรม ว่า ที่ประชุมได้เห็นตรงกันว่าการจะสนับสนุนงบประมาณพิเศษให้แก่มหาวิทยาลัยที่สามารถจัดหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการดังกล่าวนั้น  ควรเปิดกว้างให้ทั้งมหาวิทยาลัยรัฐ และมหาวิทยาลัยเอกชน เข้าร่วม จากตอนแรกว่าจะนำร่องใน 7 มหาวิทยาลัย เพราะขณะนี้มหาวิทยาลัยไม่ว่าจะรัฐหรือเอกชน ต่างก็มีศักยภาพไม่ต่างกัน และม.เอกชนบางแห่งก็มีศักยภาพ มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างชาติในการจัดการเรียนการสอน ใน 8 สาขา อาทิ ระบบราง หลักสูตรท่าอากาศยาน เป็นต้น

โดยมหาวิทยาลัยที่เสนอหลักสูตรแล้วผ่านการพิจารณา จะได้รับงบสนับสนุนงบประมาณพิเศษให้จนกว่ามหาวิทยาลัยจะตั้งตัวได้  แต่การเปิดให้ทุกมหาวิทยาลัยสามารถสมัครเข้าร่วมการจัดการเรียนการสอน หลักสูตรพันธุ์ใหม่นั้น ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีสาขานี้แล้วจะมาขอเปิด แต่มหาวิทยาลัยต้องมีความพร้อมทั้งด้านพื้นฐานในสาขาดังกล่าว มีคณาจารย์ ซึ่งจะเปิดรับสมัครทุกมหาวิทยาลัยได้ในเดือน ก.พ.นี้

       มหาวิทยาลัยที่จะเปิดหลักสูตรพันธุ์ใหม่ ต้องมีพื้นฐาน มีคณาจารย์ที่รองรับ แต่หากคณาจารย์ไม่พอ สกอ.ก็จะไปประสานมหาวิทยาลัยอื่นๆ  เพราะหลักสูตรเหล่านี้จะไม่ใช่หลักสูตรปกติของ สกอ. แต่เป็นหลักสูตรที่ตอบสนองความต้องการของประเทศ ใน 10 อุตสาหกรรม แต่ทั้งนี้ หลักสูตรทั้งหมด ต้องมีมาตรฐาน  มีคุณภาพ  อีกทั้ง สกอ.จะรับไปประสานกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) เพื่อตีค่าเงินเดือนไว้ชัดเจน

       “สำหรับผู้ที่จบจากหลักสูตรเหล่านี้แล้วอยากทำงานราชการจะได้ไม่เสียสิทธิ์ นอกจากนั้นหลักสูตรนี้ จะนำร่องในหลักสูตรอบรมระยะ 3-6  เดือน จบออกมาได้ประกาศนียบัตร เพื่อออกไปทำงานได้ทันที  และหลักสูตรพันธุ์ใหม่ หลักสูตรบูรณาการที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่ทำงานแล้ว และผู้ที่เรียนในชั้นปี 3 หรือปี 4 แล้วอยากมาเรียน 2 ปี แล้วจบหลักสูตรพันธุ์ใหม่” ศ.ดร.อุดม กล่าว

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งคงไม่สามารถเก่งทุกอย่างได้ ต้องโฟกัสบางเรื่อง และหลักสูตรพันธุ์ใหม่ จะทำให้มหาวิทยาลัยโฟกัสผลิตบัณฑิตที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ โดยมหาวิทยาลัยที่ผ่านการพิจารณา จะต้องดำเนินการจัดทำหลักสูตรให้แล้วเสร็จภายใน 6-8 อาทิตย์ เพื่อจะได้เปิดรับนักศึกษาได้ในปีการศึกษา 2561 ส.ค. นี้

นอกจากนั้น ในสัปดาห์หน้า จะเชิญตัวแทน 10 ภาคอุตสาหกรรมในฐานะผู้ใช้บัณฑิต มารับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักสูตรพันธุ์ใหม่ และข้อเสนอแนะอื่นๆ มาวิพากษ์วิจารณ์ และขอรับคำแนะนำว่าเขาต้องการแรงงานแบบไหน บุคลากรลักษณ์อย่างไร จะเชิญผู้ใช้บัณฑิตมาเสนอความคิดเห็น

ผอ.สามเสนฯขอขยายเวลาแย้งข้อกล่าวหาคลิปรับแป๊ะเจี้ยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311198

ผอ.สามเสนฯขอขยายเวลาแย้งข้อกล่าวหาคลิปรับแป๊ะเจี้ยะ

คณะกรรมการสอบวินัย, ขยายเวลา, แป๊ะเจี้ยะ, สามเสนวิทยาลัย

“โกศล” เผยคืบหน้ากรณีคลิปแป๊ะเจี้ยะ ผอ.สามเสนฯ อีก 2 รายแจ้งขอขยายเวลายื่นข้อโต้แย้งอีก 15 วัน ยันภายในเดือนก.พ.นี้ได้ข้อสรุปแน่นอน

            ความคืบหน้าการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง นายวิโรฒ สำรวล ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย จากกรณีผู้ปกครองเผยแพร่คลิปผู้บริหารโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เรียกรับเงิน 4 แสนบาท เพื่อรับเด็กเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 เมื่อปีการศึกษา 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงได้สรุปผลสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงนายวิโรฒ รองผู้อำนวยการร.ร. และผู้เกี่ยวข้องอีก 1 ราย เบื้องต้น โดยในส่วนของนายวิโรฒ ถือว่ามีความผิดวินัยอย่างร้ายแรง มีการรับเงิน 7-8 ล้านบาท โดยไม่ออกใบเสร็จ โดยคณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ ได้เชิญทั้ง 3 ราย มารับทราบข้อกล่าวหา หากภายใน 15 วัน ซึ่งครบกำหนดไปเมื่อวันที่ 26 มกราคม ที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2561 พล.ท.โกศล  ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า  ล่าสุดทางคณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ ได้รายงานเข้ามาว่า นายวิโรฒ และอีก 2 ราย ได้ขอขยายเวลาเพื่อเขียนคำข้อโต้แย้ง ออกไปอีก 15 วัน โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถเขียนคำโต้แย้งได้ทัน ทั้งนี้ โดยเบ็ดเสร็จแล้ว กระบวนการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง จะต้องไม่เกิน 180 วัน ดังนั้น ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้จะได้ข้อสรุปอย่างแน่นอน

พล.ท.โกศล กล่าวต่อไปว่า เบื้องต้น ทั้ง 3 รายกระทำผิดระเบียบเรื่องการรับเงินอย่างชัดเจน แต่จะเป็นการทุจริตหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับข้อสรุปของกรรมการสอบสวนวินัยฯตน ไม่กล้ายืนยัน ส่วนเมื่อสรุปแล้วผิดวินัยอย่างร้ายแรง และถ้ามีประเด็นทุจริตเกี่ยวข้องด้วย จะต้องแจ้งข้อกล่าวหาผู้ปกครองที่จ่ายเงิน เพราะถือว่าติดสินบนด้วยหรือไม่นั้น ตรงนี้ต้องขอดูรายละเอียดการสอบสวนก่อน ส่วนตัวคงไม่กล้าพูด อย่างไรก็ตาม กรณีโรงเรียนสามเสนฯ ทางศธ. ได้ส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบด้วย ซึ่งทางป.ป.ช.ลงรายละเอียดยิบอยู่แล้ว

“ล่าสุดได้รับข้อมูลทุจริตเพิ่มเติมโดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แจ้งเรื่องมาที่นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ว่ามีการจัดอบรมพัฒนาครูโดยอดีตผู้อำนวยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 32 (บุรีรัมย์) จำนวน 3 รายซึ่งสตง.ตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีการจัดอบรม และมีการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว มีการแอบอ้างโรงแรมเป็นต้น ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ทาง ศธ.จะต้องตามต่อไป”พล.ท.โกศล กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

ดราม่า! ผอ.สามเสน ลั่นตั้งแต่เกิดเรื่องเด็กหมางเมิน(มีคลิป)

(คลิป) ผอ.สามเสนรับเป็นคนในคลิปปัดรับ4แสน

สรุปผลสอบ”ผอ.สามเสน” พรุ่งนี้

“ครูสามเสนฯ”หลั่งน้ำตา!(มีคลิป)

รอดูเปิดวันนี้ “คลิป20นาที”

รู้จักผอ.สามเสนวิทยาลัย

ด่วน! ย้ายผอ.สามเสนช่วยราชการสพม.กทม.เขต1

เข้ากรุ! ผอ.สามเสนฯ มีผล 26 มิ.ย.นี้

“ผอ.สามเสนฯ”ผิดวินัยร้ายแรงก.พ.นี้รู้ผลไล่-ปลดออก

คลิปรับแป๊ะเจี้ยะ”สามเสนฯ”ผิดวินัยร้ายแรง 3 ราย

เทศกาลสอบโอเน็ต ปีการศึกษา2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311184

เทศกาลสอบโอเน็ต ปีการศึกษา2560

สอบโอเน็ต

สทศ.พร้อมจัดสอบโอเน็ตปีการศึกษา2560 ย้ำเข้าไปดูข้อมูลต่าง ๆของการสอบโอเน็ตทางเว็บไซต์สทศ. www.niets.or.th

       รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สทศ.พร้อมที่จัดทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานหรือโอเน็ต ปีการศึกษา 2560 แล้ว โดยป.6สอบวันที่ 3 ก.พ. 2561 ประกาศผลสอบวันที่ 25 มี.ค. 2561 ม.3 สอบวันที่ 3 – 4 ก.พ.2561ประกาศผลสอบวันที่ 26 มี.ค. 2561และม.6 สอบวันที่ 3-4 มี.ค.2561ประกาศผลสอบวันที่ 3 เม.ย.2561  ซึ่งการสอบในปีนี้จะแตกต่างจากปีที่ผ่านมาคือ ป.6 และ ม.3 จะสอบเพียง 4 วิชาได้แก่วิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์  ไม่สอบสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ส่วน ม.6 ยังสอบ5 วิชาเหมือนเดิม ได้แก่ ภาษาไทย สังคมศึกษาฯ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์   นอกจากนี้ในปีนี้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.)ยังเป็นผู้ออกข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ของนักเรียนป.6ม.3และม.6 ด้วย

“ก่อนสอบโอเน็ต ฝากนักเรียนทุกคนเข้าไปดูข้อมูลต่าง ๆของการสอบโอเน็ตทางเว็บไซต์สทศ. www.niets.or.th เพราะจะมีรายละเอียดทุกอย่าง ดังนั้นนักเรียนเข้าไปดูได้  นอกจากนี้ในวันที่ 4ก.พ. 2561การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)  กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)และกรุงเทพมหานคร (กทม.)จะมีการเปิดการแข่งขันวิ่งมาราธอนระดับเอเชีย AMAZING THAILAND MARATHON BANGKOK 2018  BY TOYATA ตั้งแต่เวลา03.00 น.-11.00 น. โดยจะวิ่งจากสนามราชมังคลากีฬาสถาน เข้าเส้นชัยอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย  ซึ่ง สทศ.จัดสอบโอเน็ตนักเรียน ม. 3 ฝากเตือนนักเรียนที่จะสอบในวันดังกล่าวเพื่อเวลาในการเดินทางเข้าสอบด้วย  เพื่อจะได้ไม่เสียสิทธิในการสอบ”  ผอ.สทศ. กล่าว

สพฐ.ทบทวนมาตรการคุ้มครองเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311181

สพฐ.ทบทวนมาตรการคุ้มครองเด็ก

มาตรการคุ้มครอง, ดูแลช่วยเหลือนักเรียน

“หมอธี” ลั่นเอาจริงผอ.ฉาว ขณะที่ สพฐ.ทบทวนใหม่มาตรการคุ้มครองดูแลนักเรียน หลังใช้มา 10 ปีอับเดตใหม่ให้ทันสถานการณ์ เร่งเดินหน้าพัฒนานักจิตวิทยาประจำเขตฯพัฒนาครู

            จากกรณีนายณฐาภพ บุญทองโท อายุ 51 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านป่าตองท่าเนินสามัคคี อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ถูกกล่าวหามีพฤติกรรมเชิงชู้สาวกับน้องบี (นามสมมุติ) นักเรียนหญิงชั้น ม.2 อายุ 14 ปี ของโรงเรียนดังกล่าว โดยมีหลักฐานข้อความแชตไลน์ในโทรศัพท์มือถือหวานซึ้ง โดยฝ่ายนักเรียนใช้สรรพนามเรียก ผอ.ว่า “ที่รัก” และ ผอ.เรียกนักเรียนว่า “เมียที่รัก” ต่อมาสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 สั่งย้ายด่วนผู้อำนวยการไปช่วยราชการที่สำนักงานฯพร้อมตั้งกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงรายงานผลใน 7 วัน หากพบผิดจริงมีโทษทางวินัยร้ายแรงถึงขั้นไล่ออก และความผิดทางอาญา ฐานพรากผู้เยาว์เด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปีนั้น

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2561 นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ  กล่าวว่า  ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานโดยละเอียด แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ ศธ.เอาจริง และพล.ท.โกศล  ประทุมชาติ ที่ปรึกษารมว.ศึกษาธิการ ก็ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลอยู่เป็นระยะ ซึ่งการที่ผู้อำนวยการโรงเรียนไปมีความสัมพันธ์กับเด็ก ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ถือว่ามีความผิดอยู่แล้ว  อีกทั้งยังมีเรื่องความเหมาะสมและยังมีเรื่องจรรยาบรรณ ซึ่งระดับนี้ต้องรู้ตัว  ถ้าไม่รู้ตัวก็มีคนช่วยให้รู้ตัว ก็ต้องลงไปจัดการ

“ล่าสุดทราบว่าสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ลงไปตรวจสอบคู่ขนานด้วยแล้ว ซึ่งถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี ที่ผ่านมาเวลามีปัญหา คนส่วนใหญ่จะนึกถึงแต่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อย่างเดียว แต่หลายเรื่อง เกี่ยวข้องกับจริยธรรม เป็นเรื่องมาตรฐานวิชาชีพครู ซึ่งต้องตั้งสอบวินัยอย่างร้ายแรง  ไม่ต้องห่วงยุคนี้ เอาจริงแน่นอน “นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

ด้าน ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการจัดทำมาตรการเฝ้าระวังป้องกันเหตุใช้ความรุนแรงและแนวทางการปฏิบัติ กรณีที่เกิดเหตุการณ์ กระทำความรุนแรงต่อนักเรียนในสถานศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานครั้งที่ 1/2561 หลังเกิดเหตุบุคลากรทางการศึกษา ครูเเละนักเรียนถูกกล่าวหามีความประพฤติไม่เหมาะสม ว่า จากกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์กับเด็กนักเรียน โดยเฉพาะประเด็นชู้สาว แต่การคุ้มครองดูแลช่วยเหลือนักเรียนนั้น ยังมีเรื่องอื่นๆที่ต้องดูแล อาทิ การกลั่นแกล้งระหว่างเด็กด้วยกันเอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่มีสถิติสูงในอันดับต้นๆ ดังนั้น สพฐ.จะมีการทบทวนมาตรการปฏิบัติกรณีเกิดเหตุการณ์กระทำความรุนแรง ต่อเด็กในสถานศึกษา พ.ศ.2550 ซึ่ง สพฐ.จำแนกภัยที่จะเกิดขึ้นเป็น 3 เรื่องหลัก คือ ภัยบุคคล ,อุบัติเหตุ และสาธารณภัย และใช้มานานหลายสิบปี จึงต้องดูว่ามาตรการ หลักเกณฑ์ ระเบียบที่กำหนด รวมถึงการออกแบบจำลองเพื่อป้องกันภัยต่างๆ ยังคงใช้ได้ในสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่

ดร.บุญรักษ์ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ วางหลักไว้ว่า หลังเกิดเหตุ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาต้องตรวจสอบ ลงพื้นที่ทันทีเเละรายงานผลมาที่ตนทันที ซึ่งอาจจะเป็นผลไม่เป็นทางการก็ได้ โดยไม่ต้องรอตั้งคณะกรรมการการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อนเเล้วถึงจะรายงานเพราะอาจล่าช้า  ข้อสั่งการเรื่องการสอบสวนข้อเท็จจริง เดิมกำหนดต้องดำเนินการสืบสวนให้เเล้วเสร็จภายใน 10 วัน เเต่ปัจจุบันสามารถทำได้รวดเร็วกว่านั้น เเต่ก็ให้ยึดตามกรอบเดิม เพราะถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม

“การทบทวนมาตรการครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปเรื่องของภัยที่เกิดบุคคล ที่เป็นภัยคุกคามแก่เด็ก ซึ่งมีภัยจากเรื่องทางเพศ ความรุนแรงที่เกิดจากผู้ใหญ่กระทำต่อเด็ก ครูลงโทษเด็ก ความรุนแรงของเด็กและเด็ก และการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบ  โดยจะมีการทำงานร่วมกับครู นักเรียน ผู้ปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)  ซึ่งมีข้อมูลเรื่องเด็กมาร่วมระดมความคิดเห็น ในการกำหนดมาตรการใหม่ เพื่อปรับมาตรการให้ทันสมัย โดยจะเน้นเรื่องการป้องกัน ป้องปรามและลงโทษผู้กระทำผิดโดยเร็วที่สุด”ดร.บุญรักษ์ กล่าว

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ต่อไปการแก้ไขปัญหาเด็กจะไม่ดูเป็นรายกรณีเช่นที่ผ่านมา แต่จะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ สิ่งสำคัญคือ วิธีการในการดูเเล ช่วยเหลือหรือฟื้นฟูสภาพจิตใจของเด็ก จะมอบภารกิจให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ไปสำรวจสภาพปัญหาของเด็กในเเต่ละพื้นที่ รวมถึงวิธีการเข้าถึงเด็กเเละวิธีการเเก้ปัญหาที่เหมาะสมกับเด็กในเเต่ละโรงเรียนหรือเเต่ละพื้นที่โดยทำงานร่วมกับส่วนท้องถิ่น ขณะเดียวกัน สพฐ.จะเร่งหานักจิตวิทยามาประจำให้ครบทุกเขตพื้นที่การศึกษา ปัจจุบันมีเพียง 26 เขตจาก 225 เขต และพัฒนาครูทุกคนให้เข้าใจและรับมือในการดูแลเด็กได้ทันท่วงที รวมถึงเร่งพัฒนาระบบการแนะแนว ครูแนะแนว ศึกษานิเทศก์เข้าไปในโรงเรียน ทำความเข้าใจแก่เด็กให้เด็กรู้สึกมีตัวตน เห็นคุณค่าในตัวเองด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อจัดทำแผนมาตรการเรียบร้อยจะเสนอให้ นพ.ธีระเกียรติ พิจารณาต่อไป

2 สัปดาห์ ชงร่างพ.ร.บ.การอุดมฯ เข้าสู่ครม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311170

2 สัปดาห์ ชงร่างพ.ร.บ.การอุดมฯ เข้าสู่ครม.

ร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา

“หมอธี”คาดอีก2สัปดาห์ เสนอร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ…ต่อครม.ขณะที่คกก.อิสระ ชี้ปฎิรูการศึกษาทุกระดับด้วยดิจิทัลเลิร์นนิ่ง

     นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ได้พบเพื่อหารือถึงการดำเนินการต่างๆ ที่จะดำเนินการร่วมกันระหว่าง กอปศ.และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยผลงานที่ถือว่าเป็นชิ้นแรกที่เห็นผลสำเร็จคือ ร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ.. ที่เตรียมจะส่งมาให้ศธ.และศ.นพ.คลินิก อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ พิจารณา ก่อนเสนอประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาโดยคาดว่าจะเสนอได้ภายใน 2 สัปดาห์นี้

“ตามกลไกแล้ว กอปศ.สามารถเสนอเรื่องเข้าสู่ ครม.ได้ทันที แต่เนื่องจากเห็นว่า ศธ.เริ่มมาแต่ต้นก็และศธ.เคยเสนอให้ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พิจารณาและเสนอแนะว่าให้ กอปศ.พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็มีคณะกรรมการฯพิจารณาดำเนินการแก้ไขอย่างเข้มข้น ในหลักการผมเห็นด้วยกับร่างดังกล่าว เพราะสามารถตอบคำถามปฏิรูปอุดมศึกษาในเชิงโครงสร้าง แต่หลังจากผ่าน ครม.ก็ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ทั้งการผลักดันกฎหมายลูกต่างๆ เพื่อให้ทำงานได้ ส่วนการเสนอครม.”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

นอกจากนี้ กอปศ.เสนอว่าขอให้ปฏิรูปการศึกษาด้วยดิจิทัลเลิร์นนิ่งในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา อุดมศึกษา รวมถึงการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ซึ่งภายหลังดำเนินการเรื่องระบบโครงข่ายอินเทอร์เน็ตเรียบร้อย ก็จะเดินหน้าจัดทำเนื้อหาสาระต่อไป ล่าสุดก็ได้มีการดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ http://www.tuifree.com ให้เด็กได้เข้าใช้ฟรี และจากการลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกที่ผ่านมาได้สอบถามนักเรียนก็พบว่ามีความพึงพอใจ โดยเฉพาะเด็กยากจนที่ไม่เคยได้ติวเหมือนกับคนอื่นๆ ประกอบกับเป็นช่วงใกล้ทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) เด็กก็มีโอกาสได้ใช้งานเว็บไซต์ดังกล่าว

  นพ.ธีระเกียรติ กล่าวด้วยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปประชุมร่วมบรรยายในการประชุมรัฐมนตรีโลก ซึ่งมีรัฐมนตรีมาจาก 100 ประเทศ โดยได้นำเสนอเรื่องคูปองอบรมพัฒนาครู ที่เราดำเนินการอยู่ ซึ่งได้รับความสนใจและซักถามอย่างมาก หลายประเทศมองว่าเป็นระบบที่ดีเพราะทำให้ครูมีอำนาจในการตัดสินใจ ที่จะเลือกพัฒนาตนเอง และมีข้อเสนอด้วยว่าโรงเรียนใดที่ใช้ระบบนี้ดี โรงเรียนก็น่าจะได้เครดิตด้วย ก็เป็นอีกหนึ่งข้อเสนอที่ทำให้กลับมาคิดทบทวนระบบการติดตามและประเมินผลโครงการดังกล่าวต่อไป

พัฒนาการศึกษาต้องลงทุนด้านวิทย์-สังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311066

พัฒนาการศึกษาต้องลงทุนด้านวิทย์-สังคม

หลักสูตร, อุดมศึกษา

“หมออุดม” นัดกลุ่ม มรภ. 2 ก.พ.หารือพัฒนาหลักสูตร ให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ ย้ำต้องทำควบคู่ทั้งด้านอาชีพและพัฒนา มหา’ลัยสะท้อนหลากความเห็นก่อนรัฐลดงบฯ

       ใช่ว่าเรียนสาขาไหน อุดมศึกษาใดก็มีงานทำได้ เมื่อมีผู้ใช้ชื่อเฟสบุ๊กว่า “นับหนึ่ง ครับผม ครับผม” โพสต์ภาพเมล์การตอบกลับของบริษัทแห่งหนึ่ง หลังได้สมัครงาน โดยบริษัทตอบกลับว่า “ขอบคุณค่ะที่สนใจจะเข้าร่วมงานกับบริษัทฯ แต่บริษัทไม่สะดวกรับพนักงาน วุฒิ ป.ตรี ที่จบจากม.ราชมงคล/ราชภัฏ/เอกชนค่ะ”

       ทั้งยังมีหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร 1111/393 เรื่องข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีโดยนายกฯมีข้อสั่งการเพิ่มเติม ให้ศึกษาในประเด็นการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนวัยเรียน ประถม มัธยม ให้ได้คนที่มีศักยภาพ ตรงความต้องการของประเทศอย่างไร ผู้ที่เข้าอุดมศึกษา สาขาที่ต้องการได้อย่างไรส่วนหนึ่งไปอาชีวะ ได้ปริญญาอย่างไร เพื่อสร้างความชัดเจนให้สังคม ประชาชน ผู้ปกครองสนใจ รวมถึงกรณีการสนับสนุนงบประมาณให้อุดมศึกษา ให้ควบคุมสาขาที่ไม่มีงานทำ ไม่ตรงความต้องการ การลดเงินอุดหนุนหรือไม่ให้..ทั้ง 2 ประเด็นชี้เป้าไปที่มหาวิทยาลัย คุณภาพและการจัดการศึกษา ซึ่งมหาวิทยาลัยต้องทบทวนว่าจัดหลักสูตรต่างๆ สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการหรือประเทศแล้วหรือไม่?

พัฒนาการศึกษาต้องลงทุนด้านวิทย์-สังคม

0มทร.รีโปร์ไฟล์ผลิตบัณฑิตเฉพาะทาง0

      รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ธัญบุรี กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อมั่นภาคประกอบการรู้จักกลุ่ม มทร.ทั้ง 9 แห่งและยอมรับในคุณภาพบัณฑิตของเรา แต่ก็อาจมีบางกลุ่มซึ่งเชื่อว่าเป็นส่วนน้อยที่มีความชื่นชอบในมหาวิทยาลัยเฉพาะกลุ่ม ก็อาจจะปฏิเสธเรา แต่ในทางกลับกันก็มีที่เด็กเลือกปฏิเสธผู้ประกอบการเช่นกัน เพียงแต่ไม่ปรากฎเป็นข่าว ทั้งนี้ เฉพาะมทร.ธัญบุรี แต่ละปีผู้ประกอบการมาจองตัวนักศึกษาก่อนจบ 20% ส่วนที่จบออกไปประมาณ 3 เดือนมีงานทำ 87% อย่างไรก็ตาม ตรงนี้ก็เป็นตัวกระตุ้นให้มทร.และนักศึกษาพัฒนาตนเอง โดยเฉพาะช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กลุ่มมทร.มีการรีโปรไฟล์ใหม่เน้นผลิตบัณฑิตเฉพาะทางรองรับในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ ระบบราง ท่าอากาศยาน หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรม โลจิสติก ไบโอเทคโน และพลังงาน เป็นตัน มีการพัฒนาหลักสูตรใหม่ๆ ให้รองรับกับการพัฒนาประเทศ พัฒนาเด็กให้มีคุณภาพตามเทรนด์ที่เปลี่ยนไป

พัฒนาการศึกษาต้องลงทุนด้านวิทย์-สังคม

รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ

        สำหรับข้อสั่งการของนายกฯ เข้าใจว่าหมายถึงให้พัฒนาหลักสูตรใหม่รองรับกับความต้องการของประเทศ การจัดสรรงบประมาณก็ต้องดูบริบทของมหาวิทยาลัยแต่ละกลุ่ม ซึ่งมีความถนัดและเชี่ยวชาญแตกต่างกัน ดังนั้น การที่รัฐบาลจะมีนโยบายให้ลดเงินอุดหนุน หรือไม่ให้ในสาขา หลักสูตรที่ไม่มีงานทำ จะทำให้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัว แต่รัฐต้องทบทวนการจัดสรรงบฯแก่มหาวิทยาลัยด้วยเพราะให้งบฯเพียง3-7% และส่วนใหญ่นำไปใช้กับเงินเดือนอาจารย์ ขณะที่การพัฒนาหลักสูตร สวัสดิการ เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ในหลักสูตรใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ประเทศ ต้องกำหนดชัดเจนว่าหลักสูตร หรือการพัฒนาคนว่าจะไปในทิศทางไหน อย่างไร และมหาวิทยาลัยแต่ละกลุ่ม ต้องดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้ ศาสตร์การศึกษาทุกศาสตร์สำคัญต้องพัฒนาเพื่อสร้างสมดุลควบคุู่กัน โดยเฉพาะสายสังคมเช่น นาฏศิลป์ ดนตรี ควรต้องสนับสนุนเพราะเป็นอัตลักษณ์ชาติ อย่างไรก็ตาม ศ.นพ.คลินิก อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ ยืนยันว่าไม่ได้ปิดกั้นสายสังคม แต่รัฐจะอัดฉีดงบฯเพิ่มให้กับสาขาที่ตอบโจทย์ประเทศ และอยากให้กลุ่มมทร.เน้นเรื่องการต่อยอดผู้เรียนอาชีวะสู่ระดับปริญญาตรี

0“หมออุดม”นัดราชภัฏ 2 ก.พ.ุถกหลักสูตร0

      ผศ.ดร.เรืองเดช วงศ์หล้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ในฐานประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ เผยว่า ข้อสั่งการของนายกฯเข้าใจว่าเป็นนโยบายในภาพรวม ซึ่งกลุ่มราชภัฏเองมีการพัฒนาตนหลักสูตรให้ตอบโจทย์ นโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะหลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ หลักสูตรเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ยังมีหลักสูตรเพื่อการมีงานทำ เช่น เทคโนโลยีอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว บัญชี คอมพิวเตอร์ เป็นต้น ทั้งนี้ การจัดการศึกษานั้นมีทั้งศาสตร์ด้านวิชาชีพ ศาสตร์ที่มุ่งสร้างและพัฒนาคน เพราะฉะนั้น หลักสูตรต่างๆที่จัดต้องผสมผสานเพราะบางหลักสูตรที่พัฒนาคนนั้นไม่สามารถมองเห็นเป็นอาชีพได้ทันที แต่จะไม่มีไม่ได้เพราะเป็นพื้นฐานการสร้างคน สร้างชาติ

พัฒนาการศึกษาต้องลงทุนด้านวิทย์-สังคม

ผศ.ดร.เรืองเดช วงศ์หล้า

    “เห็นด้วยว่าต้องมีเป้าหมายชัดเจนในการผลิตคนที่ตรงความต้องการประเทศจบมามีงานทำ แต่ก็ต้องสนับสนุนและทำควบคู่กับการผลิตในสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งราชภัฏจะเน้นเรื่องพัฒนาครูและพัฒนาท้องถิ่นชุมชนเป็นสำคัญ และในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้จะประชุมร่วมกับ ศ.นพ.อุดม ทำความเข้าใจร่วมกันว่านโยบายของรัฐทั้งเรื่องหลักสูตรและบทบาทของราชภัฏ ที่รัฐอยากให้ขับเคลื่อนมีเรื่องใดบ้าง ถึงเวลานั้นกลุ่มราชภัฏได้วางแนวทางพัฒนาที่ชัดเจนได้”ผศ.ดร.เรืองเดช กล่าว

      ส่วนที่มีกรณีการตอบกลับเมล์ไม่รับคนจบราชภัฏ ราชมงคล และเอกชนทำงานนั้น อาจจะเป็นกระแสเหมือนกับที่เคยปรากฎว่ามีธนาคารแห่งหนึ่งไม่รับเด็กที่จบจากมรภ. แต่สุดท้ายก็พบว่าเรื่องนี้เป็นทัศนคติของบุคลากรบางคน ไม่ใช่นโยบายธนาคาร กรณีนี้น่าจะเป็นลักษณะเดียวกัน และเชื่อว่าทุกวันนี้ไม่น่าจะมีบริษัทเอกชน หรือที่ไหนคิดแบบนี้อีก เพราะปัจจุบัน การคัดเลือกคนเข้าทำงานจะดูที่ทักษะ ความสามารถของแต่ละคน มากกว่าจะดูว่าจบจากสถาบันอะไร เพราะทุกสถาบันก็มีการพัฒนาคุณภาพ

พัฒนาการศึกษาต้องลงทุนด้านวิทย์-สังคม

0ก่อนจะลดงบฯรัฐต้องมีข้อมูลชัดเจน0

      ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่าถือเป็นนโยบายที่ดีเวลานี้ี้มหาวิทยาลัยต้องปรับหลักสูตร และการเปิดหลักสูตรใหม่ต้องเปลี่ยนไปตามกระแสโลก ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ เพื่อพัฒนาบัณฑิตที่สามารถทำงานได้จริง และสอดคล้องกับตลาดแรงงาน แต่ทั้งนี้ ทุกหลักสูตรทั้งด้านสังคม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ล้วนมีความสำคัญต่อการพัฒนาคน ดังนั้น หากรัฐบาลจะจัดสรรงบอุดหนุน จะลดหรือไม่ให้นั้น ต้องพิจารณาว่าเป็นหลักสูตร สาขาใด ต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน เนื่องจากขณะนี้ มหาวิทยาลัยก็ได้มีการตรวจสอบว่าหลักสูตรใด มีงานทำหรือไม่มีงานทำ หรือสามารถควบรวมกับหลักสูตรอื่นๆ เพื่อให้เหมาะกับการเรียนการสอน และความต้องการของประเทศอยู่แล้ว

พัฒนาการศึกษาต้องลงทุนด้านวิทย์-สังคม

      “ทุกมหาวิทยาลัยต่างพยายามปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมกับความต้องการของประเทศ และขณะนี้งบประมาณที่มหาวิทยาลัยได้รับก็ไม่เพียงพอ แต่ก็เข้าใจรัฐบาลว่ามีงบจำกัด หากจะมีการปรับลด งบอุดหนุนควรมีกรอบ แนวทาง และมีข้อมูลอย่างชัดเจนให้แก่มหาวิทยาลัยแต่ละกลุ่มได้ปรับตัว และมีทิศทางที่ชัดเจน ซึ่งหากมีทิศทางข้อมูลแก่มหาวิทยาลัย เชื่อว่า ทุกมหาวิทยาลัยต่างพร้อมปรับตัว ปรับปรุงหลักสูตรของมหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกับบริบท และตอบรับกับโจทย์ที่รัฐบาล ประเทศต้องการอย่างแน่นอน” ดร.จงรัก กล่าว

พัฒนาการศึกษาต้องลงทุนด้านวิทย์-สังคม

0 ยุค 4.0 รัฐต้องลงทุนทุกกลุ่มสัดส่วนเหมาะสม0

        ขณะที่ ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทย 4.0 คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม หัวใจสำคัญต้องเน้นการคิดสร้างสรรค์ และวัฒนธรรมเข้ามาเชื่อมโยง ดังนั้น ถ้าเราจะสร้างวิศวกรคุมโรงงานสักคนในยุคนี้ ต้องไม่ใช่แค่คนที่รู้ระบบ แต่ต้องมีพื้นฐานทางสังคม มนุษยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรม ซึ่งการวางแผนพัฒนาคนเฉพาะด้านอย่างวิทย์ วิศวะ โลจิสติกส์ ไม่ใช่เรื่องผิดเพราะตรงกับความต้องการของประเทศ แต่แท้จริงแล้วรัฐบาลจะต้องลงทุนในทุกกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มวิทย์/เทคโนโลยี กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ กลุ่มสังคมฯ/ศิลปศาสตร์ และมนุษย์ฯ โดยจัดสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม แต่ไม่ใช่การไปปรับลด หรือมองว่าจะไม่ลงทุนในสาขาที่จบแล้วไม่มีงานทำ หรือไม่มีตลาดแรงงานรองรับ ซึ่งในความเป็นจริงบางสาขาก็มีความจำเป็นในสายงานที่จะเข้ามาช่วยเติมเต็มการทำงานให้สมบูรณ์

พัฒนาการศึกษาต้องลงทุนด้านวิทย์-สังคม

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล

      “ทุกสาขาวิชาเป็นเสมือนจิ๊กซอว์ที่เชื่อมต่อกันและกัน ไม่ควรมองแยกจากกัน อีกทั้ง สาขาทางด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ นั้นเป็นสาขาที่ไม่ได้มีแหล่งทุนที่สนับสนุนชัดเจน เหมือนสาขาหลักๆ ซึ่งอยากให้รัฐพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะอย่างไรก็บุคลากรในสายสังคมก็ยังมีความสำคัญ”ผศ.อรรถพล กล่าว

0ทีมข่าวคุณภาพชีวิต0

qualitylife4444@gmail.com

oภาพ มทร.ธัญบุรี

เร่งขยายผลชุมชนคุณธรรมฯ จ.แม่ฮ่องสอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311141

เร่งขยายผลชุมชนคุณธรรมฯ จ.แม่ฮ่องสอน

ชุมชนต้นแบบ, ชุมชนคุณธรรม

วธ.เตรียมขยายชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จ.แม่ฮ่องสอน เล็งคัดเลือกสู่ชุมชนต้นแบบ หวังเพิ่มให้มากกว่า 701 แห่ง ทั่วประเทศ

         จากการที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ลงพื้นที่พบปะประชาชน ติดตามนโยบายรัฐบาล และตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของส่วนราชการในจ.แม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2561 โดยหนึ่งในพื้นที่ที่ลงไปตรวจเยี่ยม คือ ชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงผาบ่องที่ได้รับการสนับสนุนและคัดเลือกจากกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เป็นชุมชนคุณธรรมฯ ต้นแบบนั้น ได้รายงานต่อที่ประชุมผู้บริหาร วธ. ซึ่งมีนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธาน ว่า นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมว่าการทำงานของ วธ. ในพื้นที่เป็นไปอย่างเข้มแข็ง ทำในสิ่งที่ประชาชนต้องการและประชาชนได้ประโยชน์จริง ซึ่งการดำเนินงานทุกอย่างเป็นไปอย่างน่าพอใจ

   นายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า  ล่าสุดได้รับรายงานว่าทางจ.แม่ฮ่องสอน ได้มีการสรุปข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ โดยในส่วนของศูนย์เรียนรู้ชุมชนคุณธรรมฯบ้านผาบ่อง ตลาดประชารัฐ ถนนสายวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพบ่อน้ำพุร้อนผาบ่อง ให้ขยายผลชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้หน่วยงานรับผิดชอบ คือ วธ. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขยายผลการดำเนินงานชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้มากขึ้น พร้อมทั้งคัดเลือกชุมชนคุณธรรมฯเพื่อเป็นต้นแบบในการขยายผลทั่วประเทศ ในเรื่องนี้ทาง วธ. ได้มอบหมายให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอนเร่งขยายผล เปิดรับและลงพื้นที่สำรวจชุมชนต่างๆ ในพื้นที่ประชาสัมพันธ์และคัดเลือกชุมชนที่เริ่มเข้าร่วมชุมชนที่เป็นชุมชนคุณธรรมฯ และชุมชนที่เป็นชุมชนคุณธรรมฯต้นแบบ แล้ว ซึ่งขณะนี้ทั่วประเทศมีชุมชนคุณธรรมฯต้นแบบรวมแล้ว 701 แห่ง

นอกจากนี้ได้รับรายงานยอดจำหน่ายและยอดผู้เข้าชมงาน  CPOT (Cultural Product Of Thailand)ของขวัญของฝาก ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย ภายใต้งาน OTOP city 2017 ที่ผ่านมา ซึ่งวธ. ได้ต่อยอดคัดเลือกและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากชุมชนคุณธรรมฯทั่วประเทศภายใต้แนวความคิดของขวัญจากภูมิปัญญา มรดกล้ำค่าของไทย อาทิ ผ้าทอมือยกดอก เกาะยอ จ.สงขลา ดินสอกอแย จ.นราธิวาส ร่มหมื่นศรี จ.ตรัง ม่อฮ่อมแพร่ร่วมสมัย จ.แพร่ โคมไฟ แจกันลายอุ จ.พิษณุโลก หมวกผ้าปกาเกอะญอ จ.เชียงใหม่ พล่าหมี่ จ.นครราชสีมา ผ้าขาวม้าอี่โป้เจ็ดสี่ จ.อุดรธานี โคมไฟฉลุลายพระธาตุพนม จ.นครพนม หัวโขนภูเตศวร จ.สมุทรสงคราม  กระเป๋าผ้าไทยพวน จ.นครนายก ผลิตภัณฑ์จากเสื่อกก จ.จันทบุรี  รวมมีผู้เข้าชมผลิตภัณฑ์กว่า 14,000 คน มียอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กว่า 3 แสนบาท

รับมือไข้หวัดระบาดในโรงเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311138

รับมือไข้หวัดระบาดในโรงเรียน

มาตรการเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่

สพฐ.ส่งหนังสือถึงสถานศึกษาทั่วประเทศ เตรียมรับมือเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่ วางมาตรการคุมเข้ม สร้างทีมแกนนำนักเรียนอาสาสมัคร ขอรายละเอียดโทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

        ตามที่สถานการณ์การเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ในแต่ละปีมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัส มีลักษณะติดต่อได้ง่าย และเพื่อเป็นการลดอัตราผู้ป่วยและการเสียชีวิต สร้างความปลอดภัยจากโรคไข้หวัดใหญ่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงขอความร่วมมือสถานศึกษาเตรียมความพร้อมป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในสถานศึกษา

 นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.)เปิดเผยว่า สพฐ. ได้รับข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ถึงการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 7 พฤศจิกายน 2560 พบผู้ป่วย จำนวน 171,930 ราย อัตราป่วยเท่ากับ 262.78 ต่อแสนประชากร ผู้เสียชีวิตจำนวน 49 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตาย 28.5 ต่อแสนประชากร โดยพบว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีปัจจัยเสี่ยง ซึ่งอยู่ในกลุ่ม ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงมีครรภ์ มีโรคประจำตัว ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สพฐ. จึงมีหนังสือไปยัง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาทุกเขตทั่วประเทศ และผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ในการป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่พร้อมทั้งขอความร่วมมือแจ้งสถานศึกษาในสังกัดเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ดำเนินการตามคำแนะนำในการป้องกันควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สำหรับสถานศึกษา

เนื่องจาก สถานศึกษาเป็นแหล่งชุมชนที่มีความเสี่ยงสูง อาจมีการแพร่กระจายเชื้อได้ง่าย สถานศึกษาจึงจำเป็นต้องมีแนวทางในการป้องกัน ควรจัดให้มีระบบคัดกรองเด็กป่วยในช่วงเช้าหากพบว่าเด็กมีอาการเข้าได้กับโรคไข้หวัดใหญ่ เช่น มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ โรงเรียนควรทำการคัดแยกเด็ก ใส่หน้ากากอนามัยให้กับเด็ก ให้พักในสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ ติดต่อผู้ปกครองมารับ และให้หยุดเรียนจนกว่าจะหาย หากพบการระบาดจำนวนมาก อาจพิจารณาปิดสถานศึกษาเพื่อลดการระบาดของโรคและการแพร่กระจายเชื้อ โดยใช้ดุลยพินิจร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ ผู้บริหารสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา รวมทั้งเครือข่ายผู้ปกครอง

สำหรับสถานที่สาธารณะซึ่งเป็นบริเวณที่นักเรียนต้องทำกิจกรรมร่วมกัน ควรจัดเตรียมสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ที่จุดล้างมือ โดยเฉพาะในห้องน้ำและโรงอาหาร สถานที่เรียนควรเป็นบริเวณที่มีอากาศถ่ายเท ทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ต้องสัมผัสบ่อย จัดเตรียมหน้ากากอานามัยไว้ ณ ห้องพยาบาลหรือห้องพักครูประจำตึก จัดทำบอร์ดนิทรรศการให้ความรู้ ส่งเสริมการออกกำลังกาย ให้นักเรียนพกแก้วน้ำและช้อนรับประทานอาหารเป็นของตนเองหากรับประทานอาหารร่วมกันให้ใช้ช้อนกลาง จุดน้ำดื่มสาธารณะควรใช้แก้วน้ำชนิดที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง

หากมีรถโรงเรียนให้ทำความสะอาดภายในรถเป็นประจำ หน้ากากอนามันที่ใช้แล้วควรมีการแยกถุงขยะสำหรับทิ้งโดยเฉพาะ สร้างทีมแกนนำนักเรียนหรืออาสาสมัคร เฝ้าสังเกตอาการนักเรียนที่ป่วย แล้วแจ้งครูอนามัย ครูพี่เลี้ยง เพื่อรับการรักษาต่อ อีกทั้งควรจัดให้มีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเป็นประจำสม่ำเสมอในเรื่องการดูแลและการป้องกันตนเองให้มีสุขภาพแข็งแรง รวมถึงเปิดศูนย์ข้อมูลข่าวสารให้ความรู้ในการเฝ้าระวังการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ โดยสถานศึกษาสามารถประสานขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่http://beid.ddc.moph.go.th/beid_2014 หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 เพื่อขอรับคำแนะนำพร้อมทั้งแนวปฏิบัติที่ถูกต้องต่อไป

“4ขั้นตอน” รู้ไว้ มีลูกชัวร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311125

“4ขั้นตอน” รู้ไว้ มีลูกชัวร์

วางแผนครอบครัว, 4ขั้นตอน

ก้าวเข้าสู่เดือนแห่งความรัก หลายๆ ครอบครัวที่กำลังเริ่มต้นชีวิตคู่ ก็อยากที่จะวางแผนมีลูกน้อยมาเติมเต็มครอบครัวให้อบอุ่นและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

       การวางแผนครอบครัว คือ การที่คู่สามีและภรรยาตกลงร่วมกันเพื่อวางแผนเกี่ยวกับการมีบุตรของครอบครัว โดยอาจใช้วิธีทางธรรมชาติ การใช้ยา หรืออุปกรณ์เพื่อช่วยให้การมีบุตรสำเร็จได้ดีมากขึ้น เรามาดูกันว่าต้องเตรียมตัวอย่างไรกันบ้าง

        นพ.กฤตยะ กฤตย์ประชา  แพทย์สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ โรงพยาบาลพระรามเก้า  เปิดเผยว่าการเตรียมตัวในการวางแผนครอบครัวเบื้องต้น ด้วยวิธีง่ายๆ คือ ขั้นแรก ดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ งดการสูบบุหรี่และดื่มเหล้า หลีกเลี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ฉีดวัคซีนที่จำเป็นให้ครบถ้วน แนะนำให้ฝ่ายหญิงกินยา folic acid วันละ 1 เม็ด ก่อนตั้งครรภ์ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือนเพื่อป้องกันภาวะความพิการทางสมองของเด็ก (neural tube defect) และที่สำคัญแนะนำให้มีลูกก่อนอายุ 35 ปี เพราะการตั้งครรภ์จะยากขึ้นหลังอายุดังกล่าว

        ขั้นที่สอง พบแพทย์เพื่อตรวจดูว่าเราเป็นคู่รักที่เสี่ยงต่อการมีลูกง่ายหรือยาก หรือถ้าตั้งครรภ์ไปแล้วมีโอกาสที่ลูกจะผิดปกติหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีโรคประจำตัวเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ดี ก็จะมีความเสี่ยงเด็กพิการได้ หรือมีประวัติปวดประจำเดือนมาก ประจำเดือนมาผิดปกติ ตรวจพบเนื้องอกมดลูก ถุงน้ำรังไข่ ก็อาจจะมีความเสี่ยงมีลูกยากตามมาได้

ขั้นที่สาม ตรวจเลือดเพื่อเตรียมตัวก่อนมีลูก ที่นิยมตรวจกันคือ ความผิดปกติของเม็ดเลือด (CBC) โรคที่พบบ่อยคือ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมไปให้ลูกได้ โดยกรณีถ้าลูกเป็นชนิดรุนแรง ก็จะมีภาวะซีด ตับโต ต้องให้เลือดบ่อยๆหลังคลอด หรือบางรายอาจจะเสียชีวิตระหว่างตั้งครรภ์ได้ หมู่เลือดและชนิดหมู่เลือด (Blood group ABO and Rh) บ่อยครั้งที่เราจะได้ยินการขอบริจาคหมู่เลือดหายาก  ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้เลือดโดยเฉพาะช่วงคลอดลูกจะได้มีการเตรียมเลือดได้ทันท่วงที โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น การติดเชื้อ HIV ซิฟิลิส เป็นต้น

การตรวจหาโรคและภูมิต้านทานต่อไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) ถ้ามารดาติดเชื้อ ก็จะมีความเสี่ยงติดต่อไปยังลูกได้ โดยถ้าเด็กได้รับเชื้อนี้ ก็จะส่งผลต่อการเกิดภาวะตับอักเสบและตับแข็งตามมา ในกรณีที่ยังไม่มีภูมิต้านทาน หมอแนะนำให้ฉีดวัคซีนรวม 3 เข็มก่อนการตั้งครรภ์ (0,1,6 เดือน) การตรวจหาภูมิต้านทานต่อหัดเยอรมัน (Rubella) ถ้าติดเชื้อในระหว่างตั้งครรภ์มีโอกาสที่เด็กจะพิการสูงมาก หมอแนะนำให้ฉีดวัคซีน 1 เข็มก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1เดือน ขั้นที่สี่ ในกรณีที่ปล่อยมีบุตรมาแล้วเกิน 1 ปี ซึ่งเข้าได้กับภาวะมีบุตรยาก หมอแนะนำเพิ่มการตรวจน้ำเชื้ออสุจิฝ่ายชายร่วมด้วย (semen analysis) ซึ่งพบสาเหตุที่ทำให้มีบุตยากได้ถึงร้อยละ 40 พอๆ กับฝ่ายหญิง

ดังนั้น หากคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงมีการเตรียมตัวเพื่อความพร้อมของชีวิตครอบครัว ก็จะช่วยให้ได้การตั้งครรภ์ที่มีคุณภาพ และปลอดภัย ลูกน้อยมีความสมบูรณ์แข็งแรง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกและครอบครัวในอนาคต

อุดมศึกษาถูกปล่อยทิ้งมานาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311105

อุดมศึกษาถูกปล่อยทิ้งมานาน

อุดมศึกษาฝีแตก

“สมพงษ์” ชี้อุดมศึกษาปัญหาเกิดทุกที่ เหตุถูกปล่อยทิ้งมานาน แจงพอรัฐปฎิรูปอุดมฯ เกิดปรากฎการณ์ฝีแตก สร้างความเจ็บปวดกันถ้วนหน้า วอนรัฐ เร่งแก้ปัญหา3เรื่อง

หากได้ติดตามข่าวสารแวดวงอุดมศึกษาจะเห็นได้ว่าปัญหา ผุดขึ้นรายวัน ..ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ขณะนี้ปัญหาอุดมศึกษาที่สั่งสมมานานกำลังปรากฎออกมาให้เห็น ทั้งเรื่องคุณภาพหลักสูตรที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประกันคุณภาพภายในจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) , ปัญหาความเหลื่อมล้ำของเงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัย , ปัญหาเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัย ปัญหาธรรมาภิบาล รวมทั้งกรณีภาคเอกชนปฏิเสธไม่รับผู้ที่จบจากสถาบันอุดมศึกษาบางกลุ่ม ขณะที่รัฐบาลก็พยายามกดดันมหาวิทยาลัยให้เร่งทำวิจัยเพื่อตอบโจทย์ปัญหาประเทศและสนองนโยบายประเทศไทย 4.0

“การอุดมศึกษาถูกปล่อยทิ้งมานานกว่า 20 ปี ที่ผ่านมาหลายๆรัฐบาลไม่มีนโยบายหรือทิศทางการพัฒนาอุดมศึกษาที่ชัดเจน ทำให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งต้องบริหารจัดการและหางบประมาณกันเอง จึงทำให้เกิดหลักสูตรที่ไม่ได้คุณภาพ ขณะเดียวกันรัฐบาลประกาศจะปฏิรูปการอุดมศึกษา จึงเกิดปรากฎการณ์ฝีแตก สร้างความเจ็บปวดกันถ้วนหน้า เพราะอุดมศึกษาไม่เคยถูกวางไว้ในตำแหน่งของการช่วยพัฒนาประเทศมาก่อน พอรัฐบาลเอาจริงเอาจังจึงทำให้เห็นว่าปัญหามีทุกที่ ซึ่งคนอุดมศึกษาต้องใจกว้าง เปิดใจ ยอมรับปัญหาและเร่งแก้ไข หาปล่อยไว้จะเป็นการขุดหลุมฝังตัวเอง” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

ทั้งนี้  รัฐบาลต้องช่วยมหาวิทยาลัยแก้ไขปัญหาด้วย ไม่ใช่เร่งรัด ผลักดัน บีบบังคับมหาวิทยาลัยฝ่ายเดียว โดยปัญหาหลัก 3 เรื่องที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้ชาวอุดมศึกษา คือ1.ปัญหาความเหลื่อมล้ำของเงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งน้อยกว่าครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 8% 2. เงื่อนไขการขอตำแหน่งผลงานทางวิชาการที่แข็งเกินไป ไม่เอื้อต่อการสร้างบรรยากาศงานวิชาการ งานวิจัยของมหาวิทยาลัย ส่งผลให้อาจารย์ขาดความกระตือรือร้นในการทำวิจัย ที่สำคัญหน่วยงานด้านวิจัยของประเทศ เช่น สำนักงานสนับสนุนการวิจัย (สกว.) , สภาวิจัยแห่งชาติ และอื่นๆ ต้องหารือและกำหนดทิศทางการสนับสนุนงานวิจัยของอาจารย์มหาวิทยาลัยให้ชัดเจน

3.รัฐต้องสนับสนุนงบฯพัฒนาอาจารย์ เมื่อรัฐบาลต้องการให้อาจารย์ทำวิจัยสนองตอบนโยบายประเทศไทย 4.0 ต้องมีงบฯพัฒนาอาจารย์ ส่งอาจารย์ไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพราะตั้งแต่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง การส่งอาจารย์ไปเรียนต่อต่างประเทศก็ขาดตอน  เมื่ออาจาย์รุ่นเก่าเกษียณอายุราชการ ก็ไม่มีคนใหม่มาแทน เป็นผลให้มหาวิทยาลัยต่างๆ หาอาจารย์ประจำหลักสูตรได้ไม่ครบตามเกณฑ์ สกอ. เมื่อไม่ครบเกณฑ์ก็ไม่ผ่านการรับรองจาก สกอ.

ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันมีรมช.ศึกษาธิการ ที่เคยเป็นอาจารย์และอธิการบดีมหาวิทยาลัย ซึ่งรู้ซึ้งถึงปัญหาของอุดมศึกษาเป็นอย่างดี แต่อยากขอให้ ศ.นพ.อุดม ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งรีบโดดรับนโยบายของรัฐบาล แล้วมาส่งต่อให้มหาวิทยาลัยทำทันที เพราะมันจะเป็นเหมือนคลื่นใหญ่ที่ซัดเข้าใส่อุดมศึกษา ในขณะที่ยังไม่แก้ไขปัญหาเร่งด่วนทั้ง 3 ประการดังกล่าว ซึ่งควรแก้ไขไปพร้อมๆกัน หากทำได้ เชื่อว่าอุดมศึกษาจะไปได้ไกล เพราะรัฐบาลไม่ควรจะบีบหรือสั่งมหาวิทยาลัยฝ่ายเดียว ควรช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้อุดมศึกษาด้วย