ยื่นลาออกพรุ่งนี้ “อานนท์” โพล”นาฬิกา” นิด้าทำพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311064

ยื่นลาออกพรุ่งนี้ “อานนท์” โพล”นาฬิกา” นิด้าทำพิษ

โพลนาฬิกา, นิด้าโพล, ผลสำรวจความเห็น, แทรกแซง, อานนท์, นาฬิกา

“อานนท์” ยอมรับตัดสินใจลาออกผอ.นิด้าโพล เหตุถูกระงับเผยแพร่โพล”นาฬิกาที่ยืมเพื่อน เป็นเรื่องบิดเบือนหรือเรื่องจริง” ชี้แทรกแซงทางวิชาการ รับผิดชอบต่อประชาชน

         เป็นที่จับตามองทันทีหลัง ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์สาขาวิชา Business Analytics and Intelligence สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวชื่อ “Arnond Sakworawich” ว่า

“ผมลาออกจากตำแหน่ง ผอ. นิด้าโพลล์ พรุ่งนี้เช้าครับ เสรีภาพทางวิชาการและการให้เกียรติกัน สำคัญที่สุดสำหรับผม แม้ไม่มีตำแหน่งใดๆ ผมก็มีที่ยืนในสังคมได้เพราะยืนอยู่บนความถูกต้องมาโดยตลอด ผมสนับสนุนรัฐประหารและสนับสนุนรัฐบาลอยู่ แต่ถ้าสิ่งใดที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม ผมก็ไม่จำเป็นต้องเลีย top boot นะครับ ยิ่งมีหลักฐานทางวิชาการที่รัดกุมเป็นความคิดเห็นของประชาชน หน้าที่ผมในฐานะนักวิชาการยิ่งต้องนำเสนออย่างตรงไปตรงมา ตำแหน่งบริหารใดๆ ในสถาบัน ผมไม่รับเงินค่าตอบแทนอยู่แล้วเพราะถือว่าเป็นตำแหน่งทางการเมือง ต้องทำด้วยความเสียสละ และยืนอยู่บนความกล้าหาญทางวิชาการ เสรีภาพทางวิชาการ และความกล้าหาญทางจริยธรรม หากไม่สามารถธำรงสิ่งเหล่านี้ไว้ได้ก็ไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ในตำแหน่ง ผอ. นิด้าโพลล์ ซึ่งต้องทำหน้าที่สะท้อนความคิดเห็นของประชาชนอย่างซื่อสัตย์ และกล้าหาญ ผมจะไม่มีวันทรยศต่อประชาชนและความถูกต้อง”

ยื่นลาออกพรุ่งนี้ "อานนท์" โพล"นาฬิกา" นิด้าทำพิษ

 

ดร.อานนท์ กล่าวว่า เหตุผลที่ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผอ.นิด้าโพลล์ มาจากการที่ผลการสำรวจเรื่อง “นาฬิกาที่ยืมเพื่อน เป็นเรื่องบิดเบือนหรือเรื่องจริง” ที่สำรวจความคิดเห็นของประชาชนระหว่างวันที่ 24-25 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งถูกอธิการบดีนิด้าสั่งระงับไม่ให้มีการเผยแพร่ ส่วนตัวรู้สึกว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นการแทรกแซงเสรีภาพทางวิชาการ ทั้งที่ การทำโพลล์ครั้งนี้เป็นการทำงานในฐานะนักวิชาการ ทำอยู่บนพื้นฐานของหลักวิชาการ ตามระเบียบของกรวิจัยเชิงสำรวจ และทุกการสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพลนั้นดำเนินการอย่างรัดกุม

ส่วนที่อธิการบดีนิด้า ระบุว่าที่ระงับโพลดังกล่าวเพราะเข้าข่ายชี้นำ เพราะเรื่องอยู่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นั้น ต้องบอกว่าการชี้นำสังคมเป็นหนึ่งในหน้าที่ของนักวิชาการอยู่แล้ว และนิด้าก็ประกาศปรัชญาว่าจะ สร้างปัญญา เพื่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการจะเกิดปัญญาได้ ต้องมีการชี้นำ แต่ยืนยันว่านำเสนอความเห็นของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา อีกทั้ง การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่องใดก็เป็นสิ่งที่ทำได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอผลสอบของ ซึ่งความเห็นของประชาชนก็อาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับผลสอบของ ป.ป.ช.ก็ได้

ยื่นลาออกพรุ่งนี้ "อานนท์" โพล"นาฬิกา" นิด้าทำพิษ

โพลแรก ผลสำรวจเรื่องคุณธรรมจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

เข้ามารับตำแหน่งผอ.นิด้าโพลได้ 2 สัปดาห์ มีโพลที่เกี่ยวกับการเมืองออกมา 2 เรื่องคือ ผลสำรวจเรื่องคุณธรรมจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ เรื่องความเชื่อมั่นต่อการททำงานตรวจสอบรัฐบาล/คสช.ของ ป.ป.ช. และล่าสุดก็คือ เรื่อง “นาฬิกาที่ยืมเพื่อน เป็นเรื่องบิดเบือนหรือเรื่องจริง” ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่แจ้งว่าโพลล์ที่เกี่ยวกับการเมือง อธิการบดีจะขอดูข้อมูลก่อนที่จะมีการทำข่าวประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่สู่ประชาชน ซึ่งทั้ง 2 โพลก่อนหน้านี้ไม่มีปัญหา

จนเมื่อเช้าเจ้าหน้าที่แจ้งว่าอธิการบดีขอให้ระงับไว้ก่อน เพราะเกรงว่าจะกระทบ การทำโพลครั้งนี้ใช้วิธีการสุ่มสำรวจจากประชาชนทั่วประเทศ ระดมเจ้าหน้าที่ น้องๆที่ผ่านการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี ในการพูดคุยสอบถามความเห็น และนำมาสู่การประมวลผล วิจัยเชิงสถิติจนได้ผลการสำรวจออกมา ทุกคนทำงานอย่างหนัก

ยื่นลาออกพรุ่งนี้ "อานนท์" โพล"นาฬิกา" นิด้าทำพิษ

โพลที่สอง ความเชื่อมั่นต่อการททำงานตรวจสอบรัฐบาล/คสช.ของ ป.ป.ช.

“ผมมองว่านี่เป็นการแทรกแซงเสรีภาพทางวิชาการ การระงับไม่ให้เผยแพร่โพลเช่นนี้ผมจะตอบคำถามกับประชาชนที่เราไปสอบถามข้อมูลมาได้อย่างไร น้องๆทีมงานที่ทำงานอย่างเหนื่อยยากกว่าจะเก็บข้อมูล ประมวลผลจะรู้สึกเช่นไร ดังนั้น ผมก็ต้องรับผิดชอบ ปกป้องทีมงานและเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ตัดสินใจว่าจะลาออกไม่ทำหน้าที่นี้อีก”ดร.อานนท์ กล่าว

ดร.อานนท์ กล่าวด้วยว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้บริหารหรือใครติดต่อมาพูดคุยแต่อย่างใด ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (29 ม.ค.) ช่วงเช้าหลังร่วมแสดงความยินดีกับนักศึกษาที่มาซ้อมรับปริญญาเสร็จเรียบร้อย ก็จะไปยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งผอ.นิด้าโพลต่อไป

เด็กเล็กนอนกรน พ่อแม่ไม่ควรละเลย!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311035

เด็กเล็กนอนกรน พ่อแม่ไม่ควรละเลย!!

นอนหลับ, รพ.กรุงเทพ, เด็กเล็กนอนกรน

สุขภาพการนอนของเด็กเป็นเรื่องสำคัญ อาจส่งผลหยุดหายใจขณะเด็กหลับเป็นเรื่องที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย พบบ่อยในช่วงอายุก่อนวัยเรียน และช่วงวัยอนุบาล ผู้ปกครองควรสังเกต

          สุขภาพการนอนของเด็กเป็นเรื่องสำคัญ อาจส่งผลหยุดหายใจขณะเด็กหลับเป็นเรื่องที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย พบบ่อยในช่วงอายุก่อนวัยเรียน และช่วงวัยอนุบาล ผู้ปกครองควรเฝ้าสังเกต หากลูกมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็น พฤติกรรมก้าวร้าว ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ หงุดหงิดง่าย สมาธิสั้น ควรปรึกษาแพทย์

พญ.ภัสสรา เลียงธนสาร แพทย์กุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า อาการนอนกรน (Obstructive Sleep Apnea Syndrome (OSAS) คือ ความผิดปกติของระบบการหายใจที่เกิดขึ้นในขณะหลับ เกิดจากทางเดินหายใจมีการอุดกั้นบางส่วน หรืออุดกั้นอย่างสมบูรณ์ ซึ่งมักเกิดเป็นพักๆ ในขณะหลับ จึงทำให้เกิดการรบกวนต่อระบบการระบายลมหายใจและระบบการนอนหลับ ภาวะนอนกรนในเด็ก (Snoring Children) พบได้ประมาณ 2% ของประชากร และพบได้ทั้งในเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายเท่าๆ กัน แต่จะพบในแบบที่ไม่เป็นอันตรายบ่อยกว่า

ทั้งนี้แพทย์จะต้องทำการตรวจวินิจฉัยเด็กที่นอนกรนในลักษณะอันตราย หรือมีความผิดปกติของการหายใจ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ การนอนกรนอาจเป็นอันตรายได้ หากการนอนกรนนั้นเกิดร่วมกับภาวะการหายใจที่ลดลง หรือหยุดหายใจในขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea Syndrome) ภาวะหยุดหายใจขณะหลับแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภท ได้แก่ 1.ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ที่เกิดจากการหายใจไม่ออก เนื่องจากทางเดินหายใจแคบหรือตัน 2.ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ที่เกิดจากความผิดปกติของสมองที่ควบคุมการหายใจหรือกล้ามเนื้อ

ในแบบแรกจะพบได้ค่อนข้างบ่อยกว่า ในช่วงอายุประมาณ 2-6 ขวบ เพราะทางเดินหายใจของเด็กในวัยนี้ยังมีขนาดเล็ก หากยิ่งมีอาการป่วยเป็นหวัดบ่อยๆ จะยิ่งทำให้ต่อมทอนซิลกับต่อมอะดีนอยด์โตขึ้นจากการอักเสบ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการหายใจไม่ออก ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในเลือดต่ำลง ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่พอเพียง ทางเดินหายใจถูกอุดกั้น ต้องใช้พลังในการหายใจค่อนข้างมาก เวลานอนจะกระสับกระส่าย ทำให้ตื่นนอนบ่อย ส่งผลให้การนอนหลับในตอนกลางคืนไม่มีคุณภาพ นอนหลับได้ไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบมาถึงการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก

ภาวะเสี่ยงอาการหยุดหายใจในขณะหลับมีสาเหตุมาจาก ต่อมทอนซิล(Tonsils) และต่อมอะดีนอยด์ (Adenoid)โต ซึ่งเป็นผลมาจากการอักเสบซ้ำๆ จากการอาการภูมิแพ้ หรือเป็นหวัดบ่อยๆ ในเด็ก ซึ่งเป็นสาเหตุหลัก นอกจากนี้ยังมีสาเหตุร่วมได้แก่ เด็กที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน(โรคอ้วน)  เด็กที่มีความผิดปกติของโครงสร้างของระบบทางเดินหายใจ เช่น กรามมีขนาดเล็ก มีทางเดินหายใจที่แคบกว่าปกติ มีความผิดปกติของสมองที่ทำให้การควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อระบบทางเดินหายใจผิดปกติ เด็กที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากสาเหตุต่างๆ เด็กที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม อย่างดาวน์ซินโดรม รวมถึง เด็กที่มีปัญหาโรคปอดเรื้อรัง นอกจากภาวะนอนกรน หรือการหยุดหายใจขณะหลับ ยังส่งผลให้มีอาการง่วงนอนในเวลากลางวัน ทำให้เรียนหนังสือไม่เต็มที่ การนอนธรรมดาอาจสัมพันธ์กับภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นการนอนกรนธรรมดา(Primary snoring)หรือบางส่วนนั้นถือเป็นปกติและไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก แต่เมื่อใดก็ตามที่เป็นภาวะหยุดหายใจในขณะหลับจากการอุดกั้นอย่างสมบูรณ์ ถือเป็นภาวะที่อันตรายมากสำหรับเด็กที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เพราะการอุดกั้นสมบูรณ์จะส่งผลทำให้กลายเป็นคนนอนหลับยาก หากไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างทันท่วงทีจะส่งผลกระทบเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของเด็กและมีปัญหาโรคหัวใจในอนาคตได้

ผู้ปกครองสามารถสังเกตอาการเด็กได้ เช่น การนอนกรนเกิดขึ้นเป็นบางช่วงของการหลับ นอนกรนเป็นประจำแต่อาจไม่ถึงกับทุกคืน นอนอ้าปากหายใจ หายใจแรง หายใจสะดุดหรือหายใจเป็นเฮือกๆ มีอาการไอ หรือมีอาการสำลักตอนนอน อาการร่วมอื่นๆ เช่น หลังจากตื่นนอนอาจมีปวดศีรษะ สมาธิสั้น ควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตนเองได้ไม่ค่อยดี บางคนอาจปัสสาวะรดที่นอนหรือเดินละเมอ เป็นต้น

การรักษานั้น เริ่มต้นจากการตรวจคัดกรอง แพทย์จะทำการตรวจสอบประวัติ รวมถึงข้อซักถามเพิ่มเติม หากพบว่าเด็กมีภาวะเสี่ยงของโรค รวมทั้งอาการที่เป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดปัญหาการหายใจผิดปกติขณะหลับ เช่น ภาวะน้ำหนักเกิน ควรควบคุมน้ำหนักหรือออกกำลังกาย ปรับพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร ซึ่งนับเป็นเป้าหมายการรักษาในระยะยาวต่อไป

ขอบคุณข้อมูล ศูนย์ตรวจการนอนหลับและศูนย์ลมชัก รพ.กรุงเทพ

4 พื้นที่สร้างสรรค์ทั่วกรุง!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311026

4 พื้นที่สร้างสรรค์ทั่วกรุง!!

เทศกาลออกแบบกรุงเพ 2561, 4พื้นที่สร้างสรรค์ทั่วกรุง

“เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2561” กับ 4 พื้นที่สร้างสรรค์ทั่วกรุงเทพฯ ชี้เป้าไฮไลท์กิจกรรม ต้นแบบสวนสาธารณะลอยน้ำครั้งแรกของไทย ตั้งแต่ 27 ม.ค.-4 ก.พ.2561

           นายกิตติรัตน์ ปิติพานิช รักษาการผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) กล่าวว่า ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หน่วยงานภายใต้สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมมือกับ กรุงเทพมหานคร สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนรวมกว่า 60 หน่วยงาน จัดเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2561 (Bangkok Design Week 2018) เทศกาลนำเสนองานออกแบบและงานสร้างสรรค์ระดับประเทศที่จัดขึ้นครั้งแรกในกรุงเทพฯ ในระหว่างวันที่ 27 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์2561 ภายใต้แนวคิด “The New-ist Vibes…ออกแบบไปข้างหน้า” (เดอะนิววิสไบส์) เปิดโอกาสให้ร่วมสำรวจอนาคตของกรุงเทพฯ ใน 3 มิติ ได้แก่ อยู่ดี (City & Living) กินดี (Well Being & Gastronomy) และธุรกิจสร้างสรรค์ (Creative Business) ใน 4 พื้นที่สร้างสรรค์ของกรุงเทพฯ ได้แก่ เจริญกรุง, คลองสาน, พระราม 1 และสุขุมวิท

4 พื้นที่สร้างสรรค์ทั่วกรุง!!

นายกิตติรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลา 9 วันของเทศกาล กรุงเทพฯ จะถูกเนรมิตให้กลายเป็นพื้นที่รวบรวบรวมผลงานและกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ รวมทั้งสิ้นกว่า 230  กิจกรรม รวมถึงผลงานจากกว่า 500 นักออกแบบ นักสร้างสรรค์และผู้ประกอบการ แยกเป็น 6 หมวดกิจกรรม ได้แก่ 1) งานจัดแสดงผลงานสร้างสรรค์และนิทรรศการ (Design Showcase & Exhibition) 2) กิจกรรมชุมนุมทางความคิดและทอล์ค (Symposium & Talk) 3) กิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ (Business Program) 4) กิจกรรมพัฒนาย่านสร้างสรรค์ (Creative District & Social Project) 5) กิจกรรมสร้างสรรค์ (Creative Program) และ 6) ครีเอทีฟ มาร์เก็ต (Creative Market) ซึ่งเต็มไปด้วยกิจกรรมไฮไลท์ต่างๆ มากมาย อาทิ

– “Waste Side Story by PTTGC” พาวิลเลียนจากพลาสติกรีไซเคิล ณ ลานหน้าอาคารไปรษณีย์กลาง

– “Floating Park” ต้นแบบสวนสาธารณะลอยน้ำครั้งแรกของไทย ณ ท่าเรือ CAT ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

4 พื้นที่สร้างสรรค์ทั่วกรุง!!

– “เทศกาลปล่อยแสง” “ลานปล่อยแสง” และ “ตลาดปล่อยแสง” ผลงานการออกแบบ การจำหน่ายสินค้า และกิจกรรมการแสดงฝีมือนักเรียน นักศึกษา จากสถาบันการศึกษาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ณ ลานใบไม้ ยิบอินซอย

– “International Exhibition” นิทรรศการแสดงผลงานออกแบบนานาชาติที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนในด้านความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบจาก 5 ประเทศ ได้แก่ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง และไต้หวัน

– “สยามดีไซน์ไซต์” การจัดแสดงผลงานศิลปะ (Art Installation) นิทรรศการและกิจกรรมสร้างสรรค์ ณ สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และสยามพารากอน

4 พื้นที่สร้างสรรค์ทั่วกรุง!!

–  “ครีเอทีฟมาร์เก็ต” ตลาดนัดที่รวบรวมสินค้า อาหารและเครื่องดื่มที่ผลิตด้วยไอเดียความคิดสร้างสรรค์

– กิจกรรมเปิดบ้านของพื้นที่ต่างๆ มากมาย อาทิ กิจกรรมเปิดบ้าน “THANN Open House” เปิดโอกาสให้ทดลองสัมผัสผลิตภัณฑ์ด้านความงามที่ใช้ข้าวไทยเป็นส่วนผสมหลัก, กิจกรรมเปิดบ้านห้องสมุดดรุณบรรณาลัย กับกิจกรรมเล่านิทานด้วยหนังสือภาพเพื่อเปิดโลกจินตนาการ เสริมสร้างพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจของเด็กๆ

อย่างไรก็ตาม ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบได้ตั้งเป้าให้เทศกาลฯดังกล่าว กลายเป็นเทศกาลประจำปีที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว จุดประกายไอเดียสร้างสรรค์ และสร้างภาพลักษณ์ความเป็นเมืองสร้างสรรค์ให้กับกรุงเทพฯ เทียบเท่าระดับชั้นนานาชาติต่อไป ซึ่งในปีแรกเริ่มของเทศกาลฯ ได้ตั้งเป้าคนเข้าร่วมชมเทศกาลตลอดระยะเวลา 9 วัน อยู่ที่ 500,000 คน พร้อมกันนี้เทศกาลฯ ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนการผลักดันให้กรุงเทพฯ ก้าวสู่การเป็น “เมืองหลวงแห่งการออกแบบของโลก” (World Design Capital) ในปี 2022 ที่จะถึงนี้ นายกิตติรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

4 พื้นที่สร้างสรรค์ทั่วกรุง!!

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมเยี่ยมชมเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2561 ได้ตั้งแต่วันนี้ – 4 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 11.00 – 21.00 น. ณ ย่านเจริญกรุง, คลองสาน, พระราม 1, สุขุมวิท สำหรับผู้สนใจร่วมงาน ณ บริเวณศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ อาคารไปรษณีย์กลาง ถนนเจริญกรุง สามารถใช้บริการรถรับ-ส่ง เส้นทางสถานีรถไฟฟ้า (BTS) สะพานตากสินทางออก 1 – อาคารไปรษณีย์กลาง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตลอดระยะเวลา 9 วัน สำหรับผู้สนใจร่วมงาน ณ บริเวณลานใบไม้ ยิบอินซอย สามารถใช้บริการรถรับ-ส่ง เส้นทางสถานีรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) หัวลำโพงทางออก 1 – ยิบอินซอย ตลอดระยะเวลา 9 วัน ตั้งแต่เวลา 11.00 – 20.00 น. และสำหรับผู้สนใจร่วมงาน ณ ล้ง 1919 สามารถใช้บริการเรือรับ-ส่ง เส้นทาง ท่าเรือสาธร-ท่าเรือสี่พระยา-ล้ง1919  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.bangkokdesignweek.com และ www.facebook.com/bangkokdesignweek

ชู“เครือข่ายบุญรักษา” แก้ปัญหาสุขภาพผู้สูงอายุ-ป่วยติดเตียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311023

ชู“เครือข่ายบุญรักษา” แก้ปัญหาสุขภาพผู้สูงอายุ-ป่วยติดเตียง

เครือข่ายบุญรักษา, รพ.สต.ติดดาว

สธ.ชื่นชมพชอ.อำเภอเกษตรวิสัย ร้อยเอ็ด ต้นแบบบูรณาการขับเคลื่อนงาน รพ.สต.ติดดาว-คลินิกหมอครอบครัวด้วย “เครือข่ายบุญรักษา” ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง

          ศ.คลินิกพิเศษ นพ.เสรี  ตู้จินดา ประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายแพทย์ณรงค์  สายวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ เขตสุขภาพที่ 7 และแพทย์หญิงอัจฉรา  นิธิอภิญญาสกุล สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 7 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความคืบหน้าการดำเนินงานดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 7 ตามนโยบายของ ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล  สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลอุ่มเม่า อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด (รพ.สต.อุ่มเม่า)

ผลการดำเนินงานที่น่าสนใจของอำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด มีคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.)บูรณาการขับเคลื่อนการดำเนินงานคลินิกหมอครอบครัว ร่วมกับ 15 รพ.สต. ในอำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นพื้นที่ต้นแบบการดำเนินงาน ทำให้ปี 2560 มี รพ.สต. 2 แห่ง ที่ได้รับการประเมิน  5 ดาว  คือ รพ.สต.อุ่มเม่า และ รพ.สต.กู่กาสิงห์ เน้นการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน โดยใช้บุคลากรในพื้นที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีระบบเครือข่ายที่เข้มแข็ง มีทีมอำเภอและทีมสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วย ทีมชุมชนจิตอาสา ทีมผู้นำชุมชน ทำงานร่วมกันเป็น “เครือข่ายบุญรักษา” เชื่อมโรงพยาบาลสู่บ้านและชุมชนโดยมีคลินิกหมอครอบครัว (Primary Care Cluster : PCC) ช่วยแก้ปัญหาสุขภาพของพื้นที่ ในเรื่องผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง เกิดการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพทักษะภายในทีมอย่างต่อเนื่อง เช่น การสร้างสัมพันธภาพระหว่างทีมเยี่ยมบ้านกับผู้ป่วย

ชู“เครือข่ายบุญรักษา” แก้ปัญหาสุขภาพผู้สูงอายุ-ป่วยติดเตียง

นอกจากนั้น เครือข่ายบุญรักษายังร่วมกับประชาชนในพื้นที่คิดค้นนวัตกรรมสร้างสรรค์และกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง เช่น ที่นอนน้ำป้องกันรักษาแผลกดทับ บ้านต้นแบบดูแลผู้สูงอายุติดเตียงสำหรับเรียนรู้ในชุมชน กิจกรรมปั่นเยี่ยมบ้าน กิจกรรมดูแลกันยามป่วยช่วยกันยามตายของโรงเรียนผู้สูงอายุตำบลเหล่าหลวง และสนับสนุนชาวบ้านในพื้นที่สร้างอาชีพและรายได้ให้ตนเอง โดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านคิดค้นและแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตร เข่น แปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวเม่าเป็นสินค้าโอท็อป รวมไปถึงการจัดตั้งตลาดประชารัฐให้เกษตรกรปลูกผักปลอดสารพิษให้มีอาหารปลอดภัยไว้ขายเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน

ชู“เครือข่ายบุญรักษา” แก้ปัญหาสุขภาพผู้สูงอายุ-ป่วยติดเตียง

สำหรับในปี 2561 เขตสุขภาพที่ 7 จะขับเคลื่อนงานร่วมกับ พชอ. ตั้งเป้าให้มี รพ.สต.ติดดาวเพิ่มขึ้นในจังหวัด ขับเคลื่อนงานคลินิกหมอครอบครัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการบริการ ลดความแออัดเพิ่มคุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำ เน้นหนักในผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ยากไร้ เด็กปฐมวัย อุบัติเหตุ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ขยะและสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยโดยร่วมมือกับทุกภาคส่วนคิดค้นความรู้ใหม่ และเผยแพร่ผลงานที่ประสบผลสำเร็จเป็นพื้นที่ต้นแบบแก่พื้นที่อื่นต่อไป

“สมเด็จพระเทพฯ”ทรงห่วงใยชาวเขาฝากกศน.-หน่วยงานดูแล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/311020

“สมเด็จพระเทพฯ”ทรงห่วงใยชาวเขาฝากกศน.-หน่วยงานดูแล

อมก๋อย, คุณภาพชีวิต, ชาวเขา, สมเด็จพระเทพฯ

สมเด็จพระเทพฯ ทรงห่วงใยชาวดอยสูง อ.อมก๋อย ฝาก กศน.และพื้นที่ดูแล 3 เรื่องหลัก ทั้งการขนส่งอาหารและนม-การอ่านเขียนภาษาไทย-คุณภาพชีวิตเด็กพื้นที่สูง

        นายกฤตชัย  อรุณรัตน์ เลขาธิการ กศน. เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้เฝ้ารับเสด็จ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินทรงตรวจเยี่ยมการดำเนินงานจัดการศึกษาแก่ผู้ไม่รู้หนังสือและติดตามโครงการสอนฟังพูดภาษาไทยเพื่อการสื่อสารสำหรับผู้ใหญ่บนพื้นที่สูง ณ ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านเมโลเด ตำบลสบโขง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ภายใต้การดูแลของนายศุภกร ศรีศักดา ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดเชียงใหม่ โดยสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงห่วงใยพสกนิกรที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดารเป็นอย่างมาก ทรงมีกระแสรับสั่งฝากให้สำนักงาน กศน. ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ช่วยดูแลใน 3 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรก เรื่องของการขนส่งอาหารกลางวันและนม โดยให้ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานของท้องถิ่น กรมป่าไม้ และกรมทรัพยากรธรณี ในการที่จะร่วมกันสร้างสะพานที่จะสามารถขนส่งอาหารกลางวันและนมได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งกระแสรับสั่งดังกล่าวเป็นแนวทางในการช่วยเหลือให้เด็กๆ และเยาวชนในพื้นที่ได้มีอาหารกลางวัน และมีนมใช้ได้ตลอดระยะเวลา ไม่ต้องรอเป็นช่วงของไตรมาส หรือช่วงฤดูฝนที่ไม่สามารถขนส่งอาหารและนมได้

"สมเด็จพระเทพฯ"ทรงห่วงใยชาวเขาฝากกศน.-หน่วยงานดูแล

ประเด็นต่อมา คือเรื่องการอ่านออกเขียนภาษาไทยได้ และการสอนฟังพูดภาษาไทยเพื่อการสื่อสารสำหรับผู้ใหญ่บนพื้นที่สูง เรื่องนี้ พระองค์ทรงมีรับสั่งให้สำนักงาน กศน.ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงาน กศน.ได้จัดโครงการการอบรมครู ศศช. ในการสอนฟังพูดภาษาไทยสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ใหญ่บนพื้นที่สูงเป็นการเฉพาะ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวไม่ใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร ทำให้มีอุปสรรคในการเข้ารับบริการของทางภาครัฐ และเสียโอกาสในหลายเรื่อง โดยโครงการดังกล่าว มีการดำเนินการที่ได้ผลดี และเป็นการดำเนินการโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม จึงให้ขยายผลต่อไป  โดยเฉพาะการดำเนินการในรูปแบบพี่สอนน้อง ให้มีการขยายผลที่จะจูงใจให้มีการอ่านออกเขียนได้ในกลุ่มเด็กและเยาวชน และส่งเสริมให้มีการสื่อสารภาษาไทยสำหรับกลุ่มเป้าหมายผู้ใหญ่บนพื้นที่สูงให้มากยิ่งๆ ขึ้นไป

"สมเด็จพระเทพฯ"ทรงห่วงใยชาวเขาฝากกศน.-หน่วยงานดูแล

เลขาธิการ กศน. กล่าวต่อไปว่า ประเด็นสุดท้ายทรงฝากเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชน ตลอดจนประชาชนทุกคนในพื้น ที่ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี จากที่สำนักงาน กศน.มีโครงการส่งเสริมในเรื่องของเกษตรก็ดี การเลี้ยงปลาก็ดี หรือว่าในเรื่องของการส่งเสริมอาชีพก็ดี อย่างที่ ศศช.บ้านเมโลเด ก็จะมีเรื่องของการจักสาน  และเรื่องของการทอผ้า สำนักงาน กศน.มีหน้าที่ในการที่จะส่งเสริมให้ประชาชนเหล่านี้ได้มีอาชีพ และให้คุณครูพัฒนาต่อเนื่องไปอีกในลักษณะอาชีพระยะสั้น  ฝึกทักษะให้สามารถที่จะนำไปใช้ประโยชน์ ได้  ซึ่ง สำนักงาน กศน.ได้รับใส่เกล้า ฯ และจะนำไปดำเนินการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

สส. เพิ่มศักยภาพครูและบุคลากรของโรงเรียนอีโคสคูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310932

สส. เพิ่มศักยภาพครูและบุคลากรของโรงเรียนอีโคสคูล

สส.สร้าง “พลเมืองเพื่อสิ่งแวดล้อม”เพิ่มศักยภาพครูและบุคลากรของโรงเรียนอีโคสคูล

                กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) “จัดฝึกอบรมพัฒนาและเสริมศักยภาพครูและบุคลากรของโรงเรียนอีโคสคูล”เพื่อพัฒนาศักยภาพของโรงเรียนอีโคสคลู เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนและกระบวนการจัดทำหลักสูตรการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา
นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จากนโยบาย
“ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งให้โรงเรียนลดการสอนเนื้อหาที่ไม่จำเป็นลง และให้ความสำคัญกับสิ่งที่เด็กต้องเรียนรู้ใน 4 ด้าน คือ พุทธิศึกษา จริยศึกษา หัตถศึกษา และพลศึกษา โครงการโรงเรียนอีโคสคูลจึงเป็น “ทางเลือกหนึ่ง” ของโรงเรียนในการดำเนินงานตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้มีแผนการสนับสนุนโรงเรียนอีโคสคูลในด้านต่าง  ๆ เช่น การเสริมศักยภาพครูและบุคลากรของโรงเรียนผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้สำหรับโรงเรียนอีโคสคูล การนิเทศและให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมศึกษา การจัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างโรงเรียนอีโคสคูล ตลอดจนการพัฒนาต่อยอดโรงเรียนที่มีความพร้อม ให้เป็นศูนย์เรียนรู้โรงเรียนอีโคสคูล

โดยพันธกิจหลักของโรงเรียนอีโคสคูลจะต้องประกอบด้วย 1) นโยบายสิ่งแวดล้อมศึกษาและโครงสร้างการบริหารจัดการ 2) การจัดกระบวนการเรียนรู้ 3) การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ 4) การมีส่วนร่วมและเครือข่ายสิ่งแวดล้อมศึกษา ซึ่งรูปแบบในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนอีโคสคูลจะมีความแตกต่างกันไปตามบริบทของโรงเรียนและชุมชน โดยเป้าหมายสูงสุดเพื่อการพัฒนาผู้เรียนให้เป็น “พลเมืองเพื่อสิ่งแวดล้อม” การพัฒนาโรงเรียนอีโคสคูลให้มีประสิทธิภาพนั้น ควรให้ความสำคัญกับการจัดกระบวนการเรียนรู้ ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้โรงเรียนที่เข้าร่วมเป็นโรงเรียนอีโคสคูล สามารถขับเคลื่อนงานพันธกิจที่ 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถจัดทำหลักสูตรการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมศึกษาของโรงเรียนที่เน้น Community Based และ Problem Based Learning ผ่านการจัดกระบวนการเรียนรู้ 7 ขั้นตอน ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงทำโครงการจัดฝึกอบรมพัฒนาและเสริมศักยภาพครูและบุคลากรของโรงเรียนอีโคสคูล เพื่อพัฒนาและเสริมศักยภาพผู้บริหารและคณะครู ในการร่วมกันจัดทำแผนการเรียนการสอนสิ่งแวดล้อมศึกษาให้สอดคล้อง เหมาะสมกับบริบทของท้องถิ่น
อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวต่อว่า การดำเนินงานโครงการโรงเรียนอีโคสคูลเริ่มขึ้นตั้งแต่ ปี 2551 จนถึงปัจจุบันมีโรงเรียนที่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 177 โรงเรียน ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า โครงการโรงเรียนอีโคสคูล เป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาโรงเรียน ที่เชื่อมโยงและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง  ของชุมชน จนกลายเป็นโรงเรียนของชุมชนอย่างแท้จริง เด็กนักเรียนที่ผ่านการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามหลักการของโรงเรียนอีโคสคูล จะเกิดทักษะชีวิตในด้านต่าง ๆ ทำให้พวกเขาเรียนรู้อย่างเท่าทันและปรับตัวที่จะอยู่รอดได้ในสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกขณะ โดยไม่เบียดเบียนสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบตัว

อีกทั้งยังพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมดูแลป้องกัน และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของชุมชนส่วนรวม สิ่งเหล่านี้คือเป้าหมายของการสร้าง “พลเมืองเพื่อสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการดำเนินโครงการฯการจัดฝึกอบรมฯ ในครั้งนี้ มีผู้บริหารโรงเรียน ครูฝ่ายงานวิชาการ และครูผู้รับผิดชอบโครงการโรงเรียนอีโคสคูล จำนวนกว่า 100 คน พร้อมทั้งมีการปาฐกถาพิเศษ โดย นางซาตู ซุยก์การี-เคลฟเวน (H.E. Ms. Satu Suikkari-Kleven) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟินแลนด์ประจำประเทศไทย หัวข้อ “การเรียนการสอนของฟินแลนด์ตามหลักสูตรใหม่ของฟินแลนด์ และยกตัวอย่างเปรียบเทียบไทยกับฟินแลนด์” และยังมีการการบรรยาย หัวข้อ “ฟินแลนด์กับสิ่งแวดล้อม สู่การเรียนการสอนในชั้นเรียนที่ประยุกต์กับโรงเรียนอีโคสคูล”

เตือนภูมิแพ้…หัวใจ อยู่กลางแจ้งระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310849

เตือนภูมิแพ้…หัวใจ อยู่กลางแจ้งระวัง

ภูมิแพ้...หัวใจ อยู่กลางแจ้งระวัง

อากาศแปรปรวนสร้างฝุ่น(พิษ)กระทบปอด…ภูมิแพ้…หัวใจ อยู่กลางแจ้งต้องระวัง

      ในช่วงที่อากาศแปรปรวนเสมือนมีหมอกปกคลุม บางครั้งอาจไม่ใช่หมอกแต่เป็นฝุ่นละอองที่มีปริมาณมากเกินขนาดจนเป็นพิษต่อร่างกาย ซึ่งอาจพบเป็นบางวันในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน ผู้ที่มีโรคประจำตัวทางระบบหายใจ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรต้องระวังและใส่ใจดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้

        ศูนย์โรคปอดและระบบทางเดินหายใจกรุงเทพ รพ.กรุงเทพ เปิดเผยว่า ปัญหามลพิษทางอากาศเป็นปัญหาหลักของคนเมือง แต่หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า ฝุ่นละอองที่มีปริมาณมากเกินขนาดในชั้นบรรยากาศส่งผลกระทบต่อร่างกายและการใช้ชีวิตได้มากกว่าที่คิด ดังนั้นการรู้เท่าทันในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่า

– ฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศมีขนาดตั้งแต่ 0.002 ไมครอน มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ไปจนถึงขนาดใหญ่กว่า 500 ไมครอน ที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าคือฝุ่นที่มีขนาดตั้งแต่ 50 ไมครอนขึ้นไป

– ฝุ่นละอองอาจเป็นของแข็งหรือของเหลว แต่ที่แขวนลอยบนอากาศได้เป็นเวลานานคือฝุ่นละอองขนาดเล็ก

– ฝุ่นละอองที่สามารถเข้าสู่ทางเดินหายใจและส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ คือ ฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน เมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจทำให้เกิดการระคายเคืองและทำลายเนื้อเยื่อของอวัยวะนั้นได้ เช่น เนื้อเยื่อปอด หากรับเข้าไปมากเกินขนาดหรือติดต่อกันเป็นเวลานานจะเกิดการสะสมเป็นพังผืดหรือแผล สมรรถภาพปอดเสื่อม หลอดลมอักเสบ หอบหืด ถุงลมโป่งพอง และยังอาจทำให้ติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่าย

มลพิษทางอากาศในเมืองอย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีแหล่งกำเนิดหลัก ๆ ได้แก่ 1.) การจราจร 2.) อุตสาหกรรม 3.) การเผาในที่โล่ง นอกจากนี้ประกอบกับการเกิดสภาพอากาศนิ่ง ลมสงบ และชั้นอากาศผกผันใกล้พื้นดิน ทำให้มลพิษทางอากาศเกิดการสะสมตัวในปริมาณมาก ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศจนส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ ฝุ่นละอองที่มีมากเกินขนาด ส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้มากกว่าที่คิด

ได้แก่ ระบบทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล  เจ็บคอ ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้มีอาการไอ มีเสมหะ หายใจไม่สะดวก หายใจวี้ด หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก ระบบการไหลเวียนเลือดและหัวใจ ทำให้ร่างกายต้องเพิ่มอัตราการหายใจ เนื่องจากแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง ทำให้เสี่ยงต่อการหัวใจวาย เป็นต้น

      วิธีปฏิบัติตัวคือ หากเป็นผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังนอกอาคาร บุคคลทั่วไปโดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ไม่ควรทำกิจกรรมภายนอกอาคารเป็นเวลานาน ถ้าหลีกเลี่ยงกิจกรรมนอกอาคารไม่ได้แนะนำให้สวมหน้ากากอนามัยหรือใช้ผ้าปิดจมูก  ผู้ที่เป็นเจ้าของรถดูแลรักษาเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพดีไม่ปล่อยควันดำ และลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและหันไปใช้ระบบขนส่งมวลชนแทน

        ทั้งนี้ประชาชนควรติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างใกล้ชิด หากเกิดความผิดปกติกับร่างกายใดๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที สอบถามรายละเอียดได้ที่ ศูนย์โรคปอดและระบบทางเดินหายใจกรุงเทพ โทร. 02-310-3000 หรือ Call Center โทร. 1719 Email: info@bangkokhospital.com

มจธ.คว้าแชมป์ TSAE AUTO CHALLENGE 2018

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310735

มจธ.คว้าแชมป์ TSAE AUTO CHALLENGE 2018

JSAE Auto Challenge 2018, TSAE Auto Challenge 2018, BLACK PEARL IX, มจธ.

ทีม BLACK PEARL IX นักศึกษาวิศวะ มจธ. สุดเจ๋ง!! คว้าแชมป์ TSAE Auto Challenge 2018 ตัวแทนประเทศไทยแข่งขันรายการ JSAE Auto Challenge 2018 ที่ญี่ปุ่นในเดือนก.ย.นี

             นักศึกษา KMUTT Formula Student คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) พัฒนาและออกแบบรถ Formula ทีม BLACK PEARL IX: Ubiquitous และสามารถคว้าแชมป์รางวัลชนะเลิศประเภท Overall Score (881.35/1000 คะแนน) จากการเข้าร่วมแข่งขัน TSAE Auto Challenge 2017-2018 รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันรถ Formula ระดับนานาชาติในรายการ JSAE Auto Challenge 2018 ณ ประเทศญี่ปุ่น ในเดือนกันยายนนี้ โดยทีมตั้งเป้าติดอันดับของตารางการแข่งขันในครั้งนี้

มจธ.คว้าแชมป์ TSAE Auto Challenge 2018

นายศุภณัฐ ม่วงพรวน สมาชิกทีม KMUTT Formula Student : BLACK PEARL IX: Ubiquitous เล่าว่าการแข่งขัน TSAE Auto Challenge 2017-2018 ทีม KMUTT Formula Student ได้พัฒนาและออกแบบรถที่ใช้ในการแข่งขันในปีนี้ขึ้น ภายใต้แนวคิด “Easy to drive and safety with aesthetics designเพื่อให้นักขับสามารถขับง่าย และเข้าโค้งได้ง่ายว่ารถปีก่อน ๆ อีกทั้งยังมีระบบต่างๆ เพื่อช่วยเหลือนักขับ ให้สามารถขับง่ายมากยิ่งขึ้นในทุกสถานการณ์

มจธ.คว้าแชมป์ TSAE Auto Challenge 2018

ผศ.ดร.ชวิน จันทรเสนาวงศ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ KMUTT Formula Student กล่าวถึงการแข่งขัน TSAE Auto Challenge 2017-2018 ว่าทีมของเราได้เข้าร่วมการแข่งขันนี้อย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 12 และได้รางวัลชนะเลิศประเทศไทยเป็นครั้งที่ 4 การแข่งขันครั้งนี้ประสบความสำเร็จได้เพราะทีมได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี ซึ่งต้องขอขอบคุณสปอนเซอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และศิษย์เก่า ที่ทำให้ทีมคว้าแชมป์ได้ในปีนี้

มจธ.คว้าแชมป์ TSAE Auto Challenge 2018

ผศ.ดร.ชวิน จันทรเสนาวงศ์

ทั้งนี้ทางทีมก็ยังเล็งเห็นจุดอ่อนและช่องทางในการพัฒนาทีมได้อีกมากในการแข่งขันที่จะจัดขึ้นในปี 2018-2019 โดยเฉพาะกับรถแข่งประเภทยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งนับว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่และยังต้องการการสนับสนุนจากคณาจารย์และนักศึกษาจากหลากหลายความเชี่ยวชาญ รวมถึงการสนับสนุนจากภาคเอกชน เพื่อเป็นการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ตามแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

มจธ.คว้าแชมป์ TSAE Auto Challenge 2018

นอกจากนี้การแข่งขันรายการ TSAE Auto Challenge 2017-2018  ได้จัดการแข่งขันรถแข่งสูตรนักศึกษาประเภทยานยนต์ไฟฟ้าเป็นครั้งแรก โดย KMUTT Formula Student ร่วมส่งทีม Black Pearl EV เข้าร่วมการแข่งขัน และสามารถผ่านการตรวจสอบ หรือ Inspection เพียง Technical inspection กับ Tilt test ภายในเวลาที่กำหนด โดยผลปรากฏว่าด้านการ Presentation หรือการวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ ได้ 70/75  คะแนน

มจธ.คว้าแชมป์ TSAE Auto Challenge 2018

ด้านการออกแบบสำหรับยานยนต์ประเภทไฟฟ้า ได้ 135/150 คะแนน  และด้าน cost ได้ 24/100 คะแนน ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาอีกรูปแบบของ KMUTT Formula Student ให้มีผลงานที่มีประสิทธิภาพ และเป็นการแสดงศักยภาพของนักศึกษาที่จะนำความรู้ ความสามารถ มาพัฒนาให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศในยุคไทยแลนด์ 4.0 ในอนาคตต่อไป

เจาะตลาดเรียนออนไลน์หนุนไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310773

เจาะตลาดเรียนออนไลน์หนุนไทยแลนด์ 4.0

เจาะตลาดเรียนออนไลน์หนุนไทยแลนด์ 4.0

ม.นานาชาติแสตมฟอร์ด เดินหน้าเรียนหลักสูตรออนไลน์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมการศึกษา สะดวกและเข้าถึงทุกคนในทุกภูมิภาค ตอบโจทย์พัฒนาประเทศ

         ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมากเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่กับอินเตอร์เน็ตและเรียนรู้ผ่านช่องทางออนไลน์ด้วยตนเองมากขึ้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์เชิงนโยบายของรัฐบาลไทย ไทยแลนด์ 4.0 ที่หวังใช้ในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม การศึกษาซึ่งเป็นอีกสิ่งสำคัญของชาติจึงจำเป็นต้องมีแนวทางสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ดจึงได้หันมาเปิดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้สะดวกและเข้าถึงทุกคนในทุกภูมิภาค
ดร.สุทธิภัทร อัศวชัยโรจน์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ดประเทศไทยเปิดเผยว่า  มหาวิทยาลัยได้มีการปรับหลักสูตรเพื่อตอบสนองผู้เรียนมากยิ่งขึ้น โดยได้เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนในระบบออนไลน์ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค  เพราะการเรียนผ่านระบบออนไลน์ นับเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยเรื่องในการย่นระยะเวลาของนักศึกษา จากเดิมที่จำเป็นต้องเข้ามาเรียนในห้องเรียน แต่ระบบการศึกษาออนไลน์สามารถเรียนที่ไหนก็ได้แล้วแต่ความสะดวก และยังสามารถเปิดทบทวนบทเรียนย้อนหลังได้หรือเรียนย้อนหลังได้ขับมีความจำเป็นที่ไม่สามารถเรียนตามตารางที่กำหนดได้

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปคนในยุคปัจจุบันเริ่มทำอะไรเร็วขึ้น เรียนไปด้วยและทำงานไปด้วย ที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากนักศึกษาปริญญาโท ถึงการเรียนในห้องเรียนว่าไม่ตอบโจทย์ในการใช้ชีวิต เนื่องจากการเรียนออนไลน์สามารถทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนไปด้วยและทำกิจกรรมอื่นไปด้วยได้ อีกทั้งยังสอดคล้องกับไทยแลนด์ 4.0 ที่ว่าด้วยเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนในด้านเศรษฐกิจ
“การขับเคลื่อนในด้านเศรษฐกิจตามแบบไทยแลนด์ 4.0 นั้นจำเป็นที่จะต้องมองลึกลงไปในเรื่องของการศึกษา ในการนำเทคโนโลยีเข้ามาผนวกกับการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ดเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนในระบบออนไลน์มาเป็นเวลา2 ปี ที่ผ่านมากระแสตอบรับดีมากขึ้นทุกภาคการศึกษา ซึ่งหลักสูตรการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยแสตมฟอร์ด ประเทศไทย นี้ได้ปรับปรุงมาจากมหาวิทยาลัยในเครือของสแตมฟอร์ด จากต่างประเทศ ที่เปิดการเรียนการสอนในระบบออนไลน์ ตามมาตรฐานInternational และนำมา ประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ส่งผลให้มีจำนวนนักศึกษาที่เข้ามาเรียนในระบบออนไลน์มากขึ้นเป็นเท่าตัวขณะเดียวกันหลักสูตรของมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ดประเทศไทยยังได้รับการรองรับจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือสกอ.ด้วย” ดร.สุทธิภัทร กล่าวเพิ่มเติม
สำหรับกลุ่มที่เข้าเรียนในระบบออนไลน์ของมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ดมีความหลากหลายเช่นกลุ่มคนทำงาน เจ้าของธุรกิจ คนจบใหม่ และกลุ่มคนในต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ ทำให้ในคลาสเรียน มีความหลากหลายของเจนเนอเรชั่นของผู้เรียนและเป็นการสร้างสังคมใหม่ใหม่ให้กับผู้ที่เข้าเรียนด้วยระบบออนไลน์อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ดได้เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนด้วยระบบออนไลน์ทั้งในหลักสูตร MBA ภาษาไทย

โดยจะเริ่มจากการบุกตลาดภาษาไทยก่อนและมีแนวทางที่จะเปิดหลักสูตรนานาชาติต่อไปในอนาคตค่ะเพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับผู้เรียนมากขึ้น ความแตกต่างของการเรียนการสอนในระบบออนไลน์และระบบห้องเรียน ปัจจุบันว่าในการเรียนการสอนระบบออนไลน์นั้นนักศึกษาจะได้รับสังคมใหม่ที่กว้างมากขึ้นต่างจากการเรียนการสอนในห้องเรียนที่นักศึกษาจะได้สังคมแค่ในห้องเรียนเท่านั้น ซึ่งสังเกตได้ว่าผู้เรียนที่เรียนในระบบออนไลน์มีความอยากเจอเพื่อนในสังคมใหม่ใหม่มากยิ่งขึ้นและมีการนัดเจอกันนอกรอบมากขึ้น เป็นการสร้างสังคมใหม่ใหม่ให้กับตัวผู้เรียนที่กว้างขึ้น ที่เห็นได้ชัดเจนคือผู้เรียนมีความมั่นใจมากขึ้นในการถามตอบระหว่างเรียนและลดปัญหาด้านการเดินทางเพื่อออกมามหาวิทยาลัยได้

ตลาดนัด(ออนไลน์)แรงงานอาชีวะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310713

ตลาดนัด(ออนไลน์)แรงงานอาชีวะ

ตลาดนัดแรงงานอาชีวะ, เว็บไซต์สมัครงาน, ศูนย์กำลังคนอาชีวะ

สอศ.นำร่องจัดตลาดนัดอาชีวศึกษา 2561 เปิดบูธรับสมัครงานออนไลน์ผ่าน http://www.v-cop.go.th ฟรีนักศึกษา สถานประกอบการค้นหางาน ตำแหน่งที่ต้องการ ชี้จัดครั้งแรกผลตอบรับดี

         ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่าสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จัดงาน “ตลาดนัดแรงงานอาชีวศึกษา” ประจำปี 2561 โดยร่วมกับสถานประกอบการ องค์กรวิชาชีพ หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนในพื้นที่ เช่นจัดหางานจังหวัด จัดกิจกรรมรับสมัครและสัมภาษณ์งาน พร้อมทั้งการฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น 108 อาชีพ เพื่อสร้างอาชีพและสร้างแรงบันดาลใจ ต่อการประกอบอาชีพอิสระ พร้อมทั้งการแนะแนวการศึกษาต่อสายอาชีพ จุดเด่นสำคัญอีกกิจกรรมหนึ่งในงานคือการให้บริการเปิดรับสมัครสมาชิกสถานประกอบการเข้าใช้บริการรับสมัครงานออนไลน์ ทางเว็บไซต์ศูนย์กำลังคนอาชีวศึกษา ที่ http://www.v-cop.go.th ฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ เว็บไซต์ดังกล่าว ผู้ประกอบการสามารถ ค้นหาตรวจสอบข้อมูล คุณสมบัติ ของผู้หางาน ซึ่งเป็นนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาที่ต้องการ และจับคู่เพื่อเข้าสู่การทำงานได้อย่างรวดเร็ว และสะดวก ซึ่งเป็นการส่งเสริมการมีงานทำของนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้มีโอกาสทำงานตรงกับความสามารถ ความถนัด และความสนใจของตนเอง และเป็นการเตรียม ความพร้อมของ ผู้ที่จะสำเร็จการศึกษาอาชีวศึกษาก่อนเข้าสู่การทำงานจริง

ตลาดนัด(ออนไลน์)แรงงานอาชีวะ

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับการจัดงาน “ตลาดนัดแรงงานอาชีวศึกษา” ในปี 2561 นี้ สอศ. นำร่องจัดเป็นปีแรก โดยจะจัดทั้งหมด 3 ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่1 ระหว่างวันที่ 15-16 มกราคม 2561 ณ หอประชุมราชภัฏภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ที่ผ่านมา มีนักเรียน นักศึกษา ทั้งระดับ ปวช. ปวส. และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 1,700 คน โดยมีสถานประกอบการ /นายจ้าง เข้าร่วมงาน 57 แห่ง ตำแหน่งว่างงานจำนวน 189 ตำแหน่ง 3,057 อัตรา โดยมีผู้ลงทะเบียนสมัครงาน 559 คน คาดว่าจะบรรจุ 285 คน ตำแหน่งงานที่มีผู้สมัครงานมากที่สุด ได้แก่พนักงานขาย พนักงานประจำร้าน แคชเชียร์ ผู้ช่วยผู้จัดการร้าน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล ส่วนตำแหน่งที่สถานประกอบการต้องการรับมากที่สุด ได้แก่ พนักงานโรงแรม แคชเชียร์ พนักงานเสริฟ พนักงานขาย เป็นต้น

ส่วนอีก 2 ครั้ง คือระหว่างวันที่ 30-31 มกราคม 2561 ณ วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ และครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยมีเป้าหมายให้สถานประกอบการเข้าร่วมจัดกิจกรรมไม่น้อยกว่า 300 แห่ง ตำแหน่งงานว่างที่เปิดรับสมัครทั้งในตลาดนัดแรงงานอาชีวศึกษา และในระบบสมัครงานออนไลน์ ผ่านทางเว็บไซต์ ไม่น้อยกว่า 2,000 อัตรา จึงขอเชิญ นักเรียน- นักศึกษา และผู้ที่สนใจ เตรียมเอกสารหลักฐานให้พร้อม มาร่วมสมัครงานกันได้