มี.ค.นี้จัดพิมพ์หนังสืองานพระราชพิธีฯในหลวงร.9ครบ11รายการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310692

มี.ค.นี้จัดพิมพ์หนังสืองานพระราชพิธีฯในหลวงร.9ครบ11รายการ

หนังสือที่ระลึก, แผ่นพับที่ระลึก, จดหมายเหตุงานพระราชพิธี

หนังสือที่ระลึก-แผ่นพับที่ระลึก-จดหมายเหตุงานพระราชพิธีฯในหลวงร.9 จัดทำแล้วเสร็จ 6 รายการจาก 11 รายการ ส่วนอีก 4 รายการแล้วเสร็จมี.ค.นี้ดาวน์โหลดผ่านเวบไซต์วธ.

         เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2561 นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดทำหนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า ที่ประชุมได้รับรายงานความคืบหน้าการจัดทำ หนังสือที่ระลึก จดหมายเหตุ  งานพระราชพิธีฯ และแผ่นพับที่ระลึก รวม 11 รายการ ขณะนี้ดำเนินการจัดทำต้นฉบับและจัดพิมพ์แล้วเสร็จ  6 รายการ ส่วนอีก 4 รายการ จะดำเนินการแล้วเสร็จและแจกจ่ายในเดือนมีนาคม 2561 และอีก 1 รายการซึ่งเป็นจดหมายเหตุฉบับหลักจะดำเนินการแล้วเสร็จและแจกจ่ายในเดือนพฤษภาคม 2561 รวมทั้งหมด 11 รายการ

ทั้งนี้ สำหรับหนังสือที่ระลึก จดหมายเหตุงานพระราชพิธีฯ และแผ่นพับที่ระลึก ที่จัดทำแล้วเสร็จ จำนวน 6 รายการและได้แจกจ่ายและเผยแพร่ตามบัญชีแก่หน่วยงานต่างๆเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วย  1. หนังสือจดหมายเหตุ “พระเสด็จสู่ฟ้า ราษฎร์ล้วนอาลัย” บทกวีนิพนธ์โครงการกานท์กวีคีตการปวงประชาน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  2. บทเพลงจากดวงใจแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 “พระผู้สถิตในหทัยราษฎร์” หนังสือและซีดีบทเพลงแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร 3. หนังสือ “พระผู้สถิตในหทัยราษฎร์” สมุดภาพรวมแผ่นป้ายแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 9

มี.ค.นี้จัดพิมพ์หนังสืองานพระราชพิธีฯในหลวงร.9ครบ11รายการ

หนังสือที่ระลึก-แผ่นพับที่จัดพิมพ์เสร็จแล้ว

4. จดหมายเหตุฉบับวีดิทัศน์ “ทรงสถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” เป็นสารคดีบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การเสด็จสวรรคต จะจัดทำทั้งหมด 37 ตอน ขณะนี้จัดทำเสร็จแล้ว 22 ตอน โดยเปิดให้เข้าชมและดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์ของวธ.ที่ http://www.m-culture.go.th และจะอัพโหลดเพิ่มอีก 15 ตอน     คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนเมษายน 2561 5.นวมินทราศิรวาทราชสดุดี ร้อยกรองเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนาถบพิตร และ 6.แผ่นพับที่ระลึกเนื่องในงาน     พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ 3 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย อังกฤษ และจีน

รมว.วัฒนธรรม กล่าวต่อไปว่า ส่วนหนังสือที่ระลึก จดหมายเหตุงานพระราชพิธีฯ อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและจัดทำต้นฉบับจำนวน 5 รายการ ประกอบด้วย 1.หนังสือจดหมายเหตุ    งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2561 โดย 1 ชุด มี 4 เล่ม

2.หนังสือจดหมายเหตุงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  บรมนาถบพิตร ฉบับประชาชน คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2561 ทั้งนี้ 1 ชุด มี 3 เล่ม ประกอบด้วย เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานพระบรมศพฯ ที่เกิดขึ้นกรุงเทพฯ 1 เล่ม ภูมิภาค 76 จังหวัด 1 เล่ม และนานาอารยประเทศ 1 เล่ม

3.หนังสือจดหมายเหตุงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล   อดุลยเดช บรมนาถบพิตร ฉบับสื่อมวลชน คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2561 โดย 1 ชุดมี 2 เล่ม ประกอบด้วย ฉบับสื่อมวลชนไทย 1 เล่ม และ ฉบับสื่อมวลชนต่างประเทศ 1 เล่ม

4. พระเมรุมาศสมัยรัตนโกสินทร์และพระเมรุในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล   อดุลยเดช บรมนาถบพิตร คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2561 โดย 1 ชุดมี 2 เล่ม ประกอบด้วย เล่มที่ 1 พระเมรุมาศสมัยรัตนโกสินทร์ และเล่มที่ 2 พระเมรุในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร 5. เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2561

นายวีระ กล่าวด้วยว่า ประชาชนที่ต้องการศึกษาค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับหนังสือที่ระลึก จดหมายเหตุงานพระราชพิธีฯ และแผ่นพับที่ระลึก 11 รายการ วธ. ได้จัดทำหนังสือและแผ่นพับที่ระลึก ในรูปแบบของอีบุ๊ค ซึ่งสามารถเข้ามาดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ของกระทรวงวัฒนธรรม http://www. m-culture.go.th     รวมทั้งวธ. จะแจกจ่ายหนังสือเหล่านี้ไปยังหอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ทุกจังหวัด ห้องสมุดประชาชนทั่วไป ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” และห้องสมุดของสถาบันอุดมศึกษา ทั่วประเทศ

ปชช.เชื่ออาบอบนวดส่วนใหญ่ค้าประเวณีเด็กต่ำกว่า18ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310677

ปชช.เชื่ออาบอบนวดส่วนใหญ่ค้าประเวณีเด็กต่ำกว่า18ปี

อาบอบนวด, บุกจับ, กฎหมายค้ามนุษย์

สยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ เผยผลสำรวจการบุกจับอาบอบนวด เผยกว่า 70% เชื่อค้ามนุษย์ในไทยแก้ไขไม่ได้ ขณะที่ 90% ไม่แปลกใจมีชื่อเจ้าหน้าที่รัฐมีเอี่ยว

            ศ. ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน ประธานกรรมการอาวุโสสำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (STC) แถลงผลการสำรวจ “ความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปต่อการบุกจับสถานบริการอาบอบนวดกับปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทย” สำรวจระหว่างวันที่ 19 ถึง 24 มกราคม พ.ศ. 2561 จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,209 คน อายุ 20 ปีขึ้นไป แบ่งเป็นเพศหญิงร้อยละ 50.21 เพศชายร้อยละ 49.79 สามารถสรุปผลได้ ดังนี้

ด้านความรับรู้และความคิดเห็นต่อการค้าประเวณีเด็กเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีในสถานบริการประเภทอาบอบนวด กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 70.89 มีความคิดเห็นว่าสถานบริการประเภทอาบอบนวดส่วนใหญ่มีการค้าประเวณีเด็กเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีจริง ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 21.75 มีความคิดเห็นว่าไม่จริง ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 7.36 ไม่แน่ใจ อย่างไรก็ตามกลุ่มตัวอย่างมากกว่าสองในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 68.24 ไม่ทราบว่าการค้าประเวณีเด็กเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีไม่ว่าเด็กเยาวชนจะยินยอมหรือไม่ถือเป็นการค้ามนุษย์ ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 31.76 ระบุว่าทราบ

ด้านความรู้สึกต่อการเข้าจับกุมสถานบริการประเภทอาบอบนวด กลุ่มตัวอย่างเกือบสี่ในห้าหรือคิดเป็นร้อยละ 79.16 ระบุว่า ไม่รู้สึกแปลกใจเมื่อทราบข่าวการบุกจับกุมสถานบริการประเภทอาบอบนวดของเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะเดียวกันกลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 90.24 ระบุว่าตนเองไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยที่มักปรากฏรายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนรับผลประโยชน์ทุกครั้งที่มีข่าวการจับกุมสถานบริการประเภทอาบอบนวด

นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 82.96 เชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับผลประโยชน์จากสถานบริการประเภทอาบอบนวดจริง โดยมีกลุ่มตัวอย่างเพียงร้อยละ 5.87 ไม่เชื่อ ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 11.17 ไม่แน่ใจ และกลุ่มตัวอย่างเกือบสี่ในห้า หรือ คิดเป็นร้อยละ 79.9 ไม่เชื่อว่าจะสามารถเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมีส่วนในการเรียกรับผลประโยชน์จากสถานบริการประเภทอาบอบนวดได้จริง

ด้านการแก้ปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ในสถานบริการประเภทอาบอบนวดนั้น กลุ่มตัวอย่างมากกว่าสองในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 67.33 มีความคิดเห็นว่าการเพิ่มบทลงโทษกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำผิดกฎหมายในเรื่องต่างๆ ภายในสถานบริการอาบอบนวดให้หนักขึ้นกว่าการสั่งย้ายออกนอกพื้นที่จะมีส่วนช่วยลดปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐได้

สำหรับความคิดเห็นต่อปัญหาการค้ามนุษย์ในสถานบริการประเภทอาบอบนวดในประเทศไทยนั้น กลุ่มตัวอย่างเกือบสามในสี่หรือคิดเป็นร้อยละ 73.28 เห็นด้วยว่าปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทยไม่สามารถแก้ไขให้หมดไปได้เนื่องมาจากมีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนที่รู้เห็น/ให้การสนับสนุนช่วยเหลือ ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 69.64 มีความคิดเห็นว่าหากเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับควบคุมกวดขันการใช้กฎหมายกับสถานบริการอาบอบนวดอย่างจริงจังและเท่าเทียมจะมีส่วนช่วยลดปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทยได้

นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 70.22 มีความคิดเห็นว่าหากมีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับสถานบริการประเภทอาบอบนวดให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นจะมีส่วนช่วยลดปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทยได้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างมากกว่าสามในสี่หรือคิดเป็นร้อยละ 77.92 มีความคิดเห็นว่าการกำหนดให้การขายบริการเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายโดยมีการขึ้นทะเบียนผู้ขายบริการอย่างถูกต้องชัดเจนจะไม่มีส่วนช่วยลดปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทยได้

“ไร่นาป่าสวน”เกษียณแบบไหนหัวใจไม่โรยรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310561

“ไร่นาป่าสวน”เกษียณแบบไหนหัวใจไม่โรยรา

ลุงเจ๋ง, คุณภาพชีวิต, เกษียณ, วัยเกษียณ, ความสุขวัยเกษียณ, ไร่นาป่าสวน

ชีวิตวัยเกษียณบางคนบอกว่าเหมือนคนที่มีชีวิตโรยรา เหมือนคนที่หมดไฟ แต่มันคงไม่เสมอไปกับผู้สูงวัยที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขบนงานที่ตัวเองรักในวันเกษียณอายุ

           ในบั้นปลายชีวิตของเราทุกคน ต้องการหาความสุขให้กับชีวิตเพราะว่าได้ผ่านเรื่องราวต่างๆ มากมาย ทั้งชีวิตวัยหนุ่มสาว ชีวิตวัยทำงาน และสุดท้ายชีวิตวัยเกษียณอายุ ซึ่งแต่ละคนก็มีแนวทางการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันไป ติดตามรายละเอียดได้กับ “อนุสรา อารีการ”

"ไร่นาป่าสวน"เกษียณแบบไหนหัวใจไม่โรยรา

“ประเสริฐ ฤทธิ์สำเริง หรือ “ลุงเจ๋ง” อายุ 73 ปี เกษียณอายุราชการในตำแหน่งหัวหน้าแผนกสถานที่ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หลังจากเกษียณอายุลุงเจ๋ง ยังทำงานเพื่อสังคม ไม่ว่าจะเป็น นักพัฒนาสิ่งแวดล้อม นักอนุรักษ์เมืองเก่า ครูสอนศิลปะให้กับเยาวชน เป็นการหาความสุขในชีวิตบั้นปลาย

“ลุงเจ๋ง” เกษียณอายุมา 13 ปี มีเวลาทำงานให้กับสังคมมากขึ้น เขาไม่เคยปฏิเสธทุกครั้งที่ได้รับการขอความช่วยเหลือ อย่างเช่นพวกเทศบาลที่ต้องการให้ลุงเจ๋งไปช่วย เป็นวิทยากรไปบรรยายเรื่องทำเมืองสีเขียว อนุรักษ์เมืองเก่า ชุมชน ตลาด สถาปัตยกรรมก็ยังเดินหน้าเหมือนตอนที่เราอยู่ในวัยทำงาน เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นคุณค่าของแผ่นดิน

 

"ไร่นาป่าสวน"เกษียณแบบไหนหัวใจไม่โรยรา

 

“ในช่วงที่ทำมาหากินได้ เขา สะสมเงินไปเรื่อยๆ พอซื้อที่ดินไว้และก็ใช้ที่ดินให้เป็นประโยชน์ มีสวนเล็กๆ ทำพื้นที่สีเขียวกลางซอยเพื่อให้คนที่มีที่ดินเขาเห็นเป็นตัวอย่างว่าเราควรจะปลูกต้นไม้เพื่อเป็นปอดให้คนสูดอากาศดีๆ เป็นที่สำหรับคนมาพักผ่อนนั่งเล่นได้” ลุงเจ๋ง เล่า

นอกจากนี้ในเวลาว่าง ลุงเจ๋งยังสอนศิลปะให้กับเด็กๆ แต่ไม่ได้เปิดเป็นโรงเรียนศิลปะ ถ้าเด็กคนไหนสนใจลุงเจ๋งก็จะสอนให้ “ในการสอนศิลปะไม่ใช่สอนให้เด็กเขียนรูปแต่เราถือโอกาสอบรมเด็กไปด้วยในตัว เรื่องมารยาท ให้ความรู้เรื่องที่เรามีให้แก่เด็กๆ”

"ไร่นาป่าสวน"เกษียณแบบไหนหัวใจไม่โรยรา

 

"ไร่นาป่าสวน"เกษียณแบบไหนหัวใจไม่โรยรา

“ลุงเจ๋ง” ประเสริฐ ฤทธิ์สำเริง

“ลุงเจ๋ง” เล่าต่อว่า นอกจากการทำสวนกลางซอย สอนศิลปะให้กับเด็กๆ แล้วยังมีอีกหนึ่งอย่างที่มันเป็นความฝันตั้งแต่เด็กๆ ของลุงเจ๋ง คือการซื้อที่ดินติดริมแม่น้ำเพื่อปลูกบ้านและปลูกต้นไม้

"ไร่นาป่าสวน"เกษียณแบบไหนหัวใจไม่โรยรา

 

"ไร่นาป่าสวน"เกษียณแบบไหนหัวใจไม่โรยรา        “ลุงยังมีที่อยู่ที่ อ.กบินทร์บุรี ปราจีนบุรี เป็นที่ติดน้ำอยู่ 50 ไร่ ฝันแต่เด็กแล้วว่าอยากมีที่ติดน้ำ ตอนนี้ปลูกผลไม้เอาไว้กิน สร้างบ้านเอาไว้เป็นที่พักผ่อน กะว่าวันหนึ่งจะเปิดให้คนที่มีวัยเคียงกันไปอยู่ด้วยกันกับธรรมชาติ ที่นั่นมีบ้านอยู่หลายหลัง มีป่าธรรมชาติ มีที่นาปลูกข้าวกิน มีห้องสมุด สถานที่ทำกิจกรรม ไปอยู่ด้วยกัน ใครสนใจให้มาคุยกัน และไปช่วยกันทำโครงการไร่นาป่าสวน โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุวัยเกษียณที่สนใจมาอยู่ร่วมกันและให้เด็กๆ ในพื้นที่นั้น หรือคนที่อยู่ในเมืองหลวงที่สนใจไปอยู่ร่วมกันได้ ถือเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน” ลุงเจ๋ง เล่า

 

"ไร่นาป่าสวน"เกษียณแบบไหนหัวใจไม่โรยรา

“ลุงเจ๋ง” เล่าว่า สู้มากับป้าจงรักษ์ (ภรรยาลุงเจ๋ง) จนกระทั่งวันนี้เริ่มมองเห็นว่าเมื่อลุงกับป้าอายุมากๆ สิ่งที่สร้างไว้ตอนวัยหนุ่มลุงสามารถไปใช้พื้นที่เหล่านั้นพักผ่อนได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องไปคิดว่าวันนี้จะทำอะไร แค่ลุงทำในสิ่งที่อยากทำ ทำแล้วมีความสุข นี่แหละคือมนุษย์ที่เกษียณอายุแล้ว เดินตามรอยในหลวง นำเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับใช้ ดังนั้นชีวิตตอนเกษียณลุงจึงนำสิ่งเหล่านี้เข้ามาใช้ตลอดจนปัจจุบันนี้ ลุงเจ๋ง เล่า

 

"ไร่นาป่าสวน"เกษียณแบบไหนหัวใจไม่โรยรา

วัยเด็กลุงเจ๋งต้องดิ้นรนหารายได้ช่วยเหลือตัวเอง ทำงานทุกอย่างเพราะฐานะทางบ้านไม่ได้เกื้อหนุนให้มาอยู่เมืองหลวง แต่เพราะอยากเรียนหนังสือ ที่ช่างศิลป์ จนมาต่อที่ม.ศิลปากรได้ ต้องใช้ความมานะอุตส่าห์อย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็น เด็กขายไอศกรีม ขายซาลาเปา รับจ้างหิ้วปูน รับจ้างถ่ายรูป จัดดอกไม้งานศพ รับจ้างเขียนแบบ เขียนฉากหนัง เขาทำมาแล้วทั้งสิ้น

 

"ไร่นาป่าสวน"เกษียณแบบไหนหัวใจไม่โรยรา

จนจบปริญญาตรีศิลปบัณฑิต คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ลุงเจ๋ง เคยทำงานเป็นเด็กเฝ้าร้านขายหนังสือ ศึกษิตสยาม ที่นี่ทำให้เขาได้อยู่กับนักปราชญ์ ผู้รู้ ได้เจอกับคนเก่งๆ เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตเลยทีเดียว

“การที่ได้ไปอยู่ร้านหนังสือศึกษิตสยามมันเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ทำให้ลุงเจ๋งเป็นหนอนหนังสือเพราะอยู่กับหนังสือทุกวัน ทำให้มีสังคมเพราะว่าด้วยความที่เจ้าของร้านหนังสือเป็นนักปราชญ์ นักคิด นักเขียนอยู่แล้ว คือถ้าพูดแบบวิชาการก็คือ แหล่งพบปะนักวิชาการและอุดมการณ์” ลุงเจ๋ง เล่า

หลังจากตัดสินใจออกจากงานที่ร้านหนังสือ ศึกษิตสยาม ลุงเจ๋งใช้ชีวิตนอนในห้องเรียน บนโต๊ะเขียนแบบ ไม่มีมุ้ง เสื้อผ้ามีอยู่สองชุด กางเกงขายาวหนึ่งตัว เสื้อขาวสองตัว ผ้าขาวม้าหนึ่งผืน วันไหนที่ซักกางเกงแล้วมันไม่แห้งก็ต้องนุ้งผ้าขาวม้าเรียนหนังสือ

 

"ไร่นาป่าสวน"เกษียณแบบไหนหัวใจไม่โรยรา

 

บางครั้งสีก็ไม่มีเขียน พู่กันอันเดียวใช้เรียนจนจบ 4 ปี กระดานสเก็ตหนึ่งอัน พ่อกับแม่อยู่ต่างจังหวัด ก็ไม่รู้ว่าลุงเจ๋งมีชีวิตอยู่อย่างไร ดิ้นรนอย่างไร ลุงเจ๋งไม่ได้บอกทางบ้านเลยว่ามาเรียนอะไร จนจบปริญญาตรีแล้วจึงจะไปบอกที่บ้านว่าเรียนจบแล้ว สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้ลุงเจ๋งเป็นคนที่ได้ทั้งเรียนชีวิตจริงและในห้องเรียน นอกห้องเรียน ประสบการณ์ผู้คนมากมาย

"ไร่นาป่าสวน"เกษียณแบบไหนหัวใจไม่โรยรา

ลุงเจ๋งทำงานที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อยู่ 32 ปี ซึ่งคนที่อยากให้ลุงเจ๋งมาทำงานที่สำนักงานทรัพย์สินก็คือ “หม่อมเจ้ายาใจ จิตรพงศ์”  เมื่อเข้ามาทำงานเริ่มมีใจรักในโบราณสถานโดยเฉพาะสถาปัตยกรรมเก่าๆ หรืออาคารเก่าๆ ที่เป็นสถาปัตยกรรมไม้ต่างๆ ที่มีรูปทรงสวยงามเลยศึกษาเรียนรู้เรื่องการอนุรักษ์อาคารเก่า จนกระทั่งได้บูรณะวัง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กระทั่งหลงรักในงานนี้จนเกษียณ

 

"ไร่นาป่าสวน"เกษียณแบบไหนหัวใจไม่โรยรา

 

“ลุงเจ๋งมีส่วนร่วมสร้างวัง 2 วังคือพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ และพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์อยู่ 10 ปี ตั้งแต่ปี 2514 – 2526 นอกจากงานวังแล้วก็มีงานปรับปรุงวังเก่า พระราชวังบางปะอิน ไปปรับปรุงภูมิทัศน์ การทำงานในสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทำให้ลุงเจ๋งเห็นความสำคัญของเรื่องอนุรักษ์เมืองเก่า ตลาดเก่า ชุมชนเก่า ทำงานช่วยคนยากคนจนช่วยเขาไปออกแบบ ฟื้นฟูแม่น้ำลำคลอง สิ่งเหล่านี้ทำให้ลุงเจ๋งหลงรักมาจนถึงทุกวันนี้” ลุงเจ๋ง เล่า

"ไร่นาป่าสวน"เกษียณแบบไหนหัวใจไม่โรยรา

ปัจจุบันลุงเจ๋งมีทั้งสวนในเมือง มีห้องสมุดในเมือง และการอนุรักษ์ของเก่า ได้ทำงานศิลปะอย่างที่ใจรัก สิ่งเหล่านี้มันแสดงให้เห็นว่านี่แหละคือความสุขของวัยชราที่เขาได้สร้างมากับมือ

มข.จัดค่ายมนุษย์-สังคมฯ สร้างทักษะชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310577

มข.จัดค่ายมนุษย์-สังคมฯ สร้างทักษะชีวิต

คุณภาพชีวิต, ค่ายจิตอาสา

สโมสร นศ. คณะมนุษย-สังคมฯ มข. จัดโครงการค่ายมนุษย์ – สังคม ครั้งที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2560 ขึ้น ณ ร.ร.หนองสวรรค์วิทยาคาร อ.เมืองหนองบัวลำภู จ.หนองบัวลำภู

          ประวิทย์ บุญเต็ม ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองสวรรค์วิทยาคาร  กล่าวว่า โครงการค่ายมนุษย์ – สังคม ครั้งที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2560 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ที่จะแบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่นโดยผ่านกระบวนการของการจัดค่ายอาสาพัฒนาและบำเพ็ญประโยชน์ รวมทั้งส่งเสริมให้นักศึกษามีความรู้และประสบการณ์เพิ่มขึ้น กล้าแสดงออก และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และส่งเสริมให้นักเรียนสนใจศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาเพิ่มมากขึ้น

มข.จัดค่ายมนุษย์-สังคมฯ สร้างทักษะชีวิต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมเกียรติ มินา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมเกียรติ มินา รองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า “จุดมุ่งหวังของการจัดค่ายในครั้งนี้เพื่อสร้างองค์ความรู้ให้กับนักศึกษา ให้มีกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่เป็นระบบมีทักษะในการแก้ปัญหา และมีความสามารถในงานทำงานร่วมกับผู้อื่น

มข.จัดค่ายมนุษย์-สังคมฯ สร้างทักษะชีวิต

ประกอบกับคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้กำหนดข้อกำหนดพฤติกรรมคุณธรรมและจริยธรรมของนักศึกษาภายในคณะ ประการหนึ่งคือ “มีจิตสาธารณะ” ทั้งนี้ เพื่อปลูกฝังให้นักศึกษามีความเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และรู้จักบำเพ็ญประโยชน์แก่ชุมชนและสังคม”

มข.จัดค่ายมนุษย์-สังคมฯ สร้างทักษะชีวิต

แจน – สินีนาฏ เรืองแหล้

แจน – สินีนาฏ เรืองแหล้ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า “ในการจัดค่ายมนุษย์ – สังคม ครั้งที่ 3 เป็นค่ายที่ตั้งใจทำมากที่สุดและรู้สึกประทับใจ เป็นกิจกรรมดี ๆ ที่ทุกคนต่างได้มาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทุกคนต่างเป็นจิ๊กซอว์ที่แต่ละคนแต่ละชิ้นมีชิ้นส่วนเว้าโค้งที่แตกต่างกัน แต่น่ามหัศจรรย์เมื่ออยู่รวมกันแล้วเป็นภาพที่สมบูรณ์และสวยงาม ความประทับใจในครั้งนี้ไม่อาจบรรยายออกมาได้ทั้งหมด แต่เชื่อว่าค่ายนี้จะอยู่ในความทรงจำของทุกคนตลอดไป”

มข.จัดค่ายมนุษย์-สังคมฯ สร้างทักษะชีวิต

กล้วย – กนกวรรณ นิยมพล

กล้วย – กนกวรรณ นิยมพล นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาภาษาไทย กล่าวถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการว่า “เป็นกิจกรรมที่สร้างโอกาสให้ได้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม รู้จักการให้ แบ่งปันสิ่งที่ดีสู่สังคม  เกิดการเรียนรู้ภายในตนเองและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเข้าใจ ประสบการณ์ที่ได้รับในกิจกรรมนี้จะนำไปสู่การสร้างสรรค์ พัฒนาสังคม ด้วยกายที่พร้อม ด้วยใจที่บริสุทธิ์ และด้วยปัญญาแห่งการคิดดี”

มข.จัดค่ายมนุษย์-สังคมฯ สร้างทักษะชีวิต

ดาว – อรอุมา สิงห์ทิศ

ดาว – อรอุมา สิงห์ทิศ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กล่าวว่า “ขอขอบคุณพี่ๆ จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่มามอบความรู้ที่ในหนังสือไม่มีสอน ไม่มีสอนในห้องเรียน มอบรอยยิ้ม มอบเสียงหัวเราะ พวกเราได้สัมผัสบรรยายกาศจริงๆ และประทับใจในค่ายนี้ทุกอย่างเลยค่ะ”

มข.จัดค่ายมนุษย์-สังคมฯ สร้างทักษะชีวิต

ทั้งนี้ กิจกรรมภายในโครงการประกอบด้วย การแนะแนวการศึกษาต่อ การสอนหนังสือ กิจกรรมอาสาพัฒนาโรงเรียน และกิจกรรมนันทนาการ

หนักกว่ามีสงคราม! เด็กไทย 3 ล้านไม่ได้อยู่กับพ่อแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310625

หนักกว่ามีสงคราม! เด็กไทย 3 ล้านไม่ได้อยู่กับพ่อแม่

คมชัดลึกออนไลน์, เด็กตั้งแต่อายุ 17 ปีลงมา, คุณชญานิศ หวังดี เจ้าหน้าที่ฝ่ายนโยบายสังคม องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย, ผอ.ร.ร., ม.2, ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่, เด็กกว่า 3ล้านคน,  ล่าความจริงเนชั่นทีวีดิจิตอลช่อง22

หนักกว่ามีสงคราม! เด็กไทย 3 ล้านไม่ได้อยู่กับพ่อแม่…โดย “ล่าความจริง”เนชั่นทีวีดิจิตอลช่อง22

         กรณีอื้อฉาว ครูระดับ ผู้อำนวยการโรงเรียน(ผอ.ร.ร.)มีสัมพันธ์สวาทกับเด็กนักเรียนของตัวเอง ซึ่งเรียนอยู่แค่ชั้น ม.2 เมื่อเราได้รู้เรื่องราวชีวิตของเด็กหญิงคนนี้แล้ว เรื่องของเธอสะท้อนปัญหาใหญ่ในสังคมไทยปัจจุบันอย่างมากทีเดียว

        “ล่าความจริง”เนชั่นทีวีดิจิตอลช่อง22 ได้พูดคุยกับ คุณชญานิศ หวังดี เจ้าหน้าที่ฝ่ายนโยบายสังคม องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้ข้อมูลว่า ทางยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ทำการสำรวจทั่วประเทศ พบว่า บ้านเรามีเด็กตั้งแต่อายุ 17 ปีลงมา ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ (หมายถึง พ่อแม่ที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่กลับไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ คือไม่ได้อยู่กับใครเลย ไม่ว่าพ่อหรือไม่) จำนวนมากกว่า 3 ล้านคน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ และจังหวัดที่มีเด็กลักษณะนี้มากที่สุด คือ จังหวัดบุรีรัมย์

         จากข้อมูลที่พบนี้ ถือเป็นสัญญาณอันตราย และมีข้อสังเกตว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนเด็กที่ไม่ได้รับการดูแลจากพ่อแม่ มากกว่าในประเทศที่เกิดภาวะสงครามเสียอีก สำหรับสาเหตุหลักที่เด็กไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ มาจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ เพราะพ่อแม่ของเด็กต้องเดินทางออกนอกภูมิลำเนาไปทำงานตามโรงงาน หรือแคมป์ก่อสร้างในต่างจังหวัด เนื่องจากบางรายไม่มีที่ดินทำเกษตรกรรม หรือไม่มีกิจการของครอบครัว ทำให้เด็กไม่ได้รับการดูแล และมีความสัมพันธ์กับพ่อแม่ลดน้อยลง ส่งผลต่อเนื่องให้เด็กกลุ่มนี้ไปสนิทสนมกับกลุ่มเพื่อน จนอาจทำให้ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด หรือมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมตามมา

       ข้อมูลจากยูนิเซฟ ยังพบว่าเด็กเหล่านี้จำนวนหนึ่งอาศัยอยู่กับคนแก่ เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย แต่ด้วยสภาพสังคมในยุคโซเชียลมีเดีย มีการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็ว ทำให้ผู้ที่ดูแลเด็กซึ่งอยู่ในวัยชรา อาจตามพฤติกรรมเด็กในยุคนี้ไม่ทันได้ กลายเป็นปัญหาแบบเดียวกัน คือเสี่ยงติดยาเสพติด และมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่สมควร ฉะนั้นการจะแก้ต้องแก้ที่ต้นเหตุ อย่่าไปดูเพียงปลายเองแล้วตำหนิประณามอย่างเดียว เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไร

“หมออุดม”แจงประเทศต้องการคนด้านเทคโนฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310613

“หมออุดม”แจงประเทศต้องการคนด้านเทคโนฯ

หลักสูตรสายสังคม, ตัดงบประมาณ, หมออุดม

“หมออุดม” แจงกรณีนายกฯมีข้อสั่งการคุมงบฯอุดม หลายคนเข้าใจผิดระบุนายกฯย้ำไทยขาดคนด้านเทคโนโลยี อยากให้ปรับหลักสูตรรองรับตอบโจทย์ประเทศ

       จากกรณีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ส่งด่วนที่สุดถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมาแล้ว  เรื่อง ข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีนั้น ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2561 ศ.คลินิก นพ.อุดม  คชินทร  รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า  ได้เห็นหนังสือดังกล่าวแล้ว ซึ่งข้อความตอนหนึ่งระบุว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา ได้นำเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อทราบความเห็นเรื่อง โครงการพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในอุดมศึกษาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก (ทุนพัฒนาอาจารย์) พ.ศ.2561-2580 เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.)

โดยนายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการดังนี้ 1.ให้ศึกษาในประเด็นการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนวัยเรียน/ประถม/มัธยม/ ให้ได้คนที่มีศักยภาพ ตรงความต้องการของประเทศอย่างไร  ผู้ที่เข้าอุดมศึกษา/สาขาที่ต้องการได้อย่างไร/ ส่วนหนึ่งไปอาชีวะ ได้ปริญญาอย่างไร เพื่อสร้างความชัดเจนให้สังคม ประชาชน ผู้ปกครอง เข้าใจ 2.กรณีการสนับสนุนงบประมาณให้อุดมศึกษา ให้ควบคุมสาขาที่ไม่มีงานทำ /ไม่ตรงความต้องการ การลดเงินอุดหนุน หรือไม่ให้ เช่น จีน ทำเหตุผล จบมาไม่มีงานทำ แต่ต้องใช้หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ)

ศ.คลินิก นพ.อุดม  กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้หลายคนเข้าใจและไปตีความหนังสือดังกล่าวผิดว่านายกฯไม่ให้งบฯในสาขาที่ตกงานหรือสายสังคม  สิ่งที่นายกฯย้ำมาตลอดคือประเทศขาดกำลังคนที่จะมาพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี  ดังนั้นจึงต้องการให้สถาบันอุดมศึกษาทั้งหมดไปทบทวนและปรับหลักสูตรต่าง ๆให้ ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ตอบโจทย์ประเทศและตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของชาติ  ซึ่งก็คือการผลิตบัณฑิตทางด้านเทคโนโลยี   และถ้าสถาบันอุดมศึกษาผลิตทางด้านนี้รัฐก็จะสนับสนุนงบฯเพิ่มขึ้น

การที่รัฐต้องกำหนดเช่นนี้ เพราะงบฯของประเทศมีจำกัด ส่วนหลักสูตรไหนผลิตบัณบัณฑิตออกมาแล้วตกงานแสดงว่าไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน  ไม่ตอบโจทย์ประเทศและ ไม่ตอบโจทบ์ยุทธศาสตร์ของชาติ จะทำให้ประเทศเสียหายมาก อย่างไรก็ตาม รัฐคงจะไปบังคับสถาบันอุดมศึกษาไม่ได้ เพียงแต่สถาบันอุดมศึกษาไหนทำตามเป้าหมายของประเทศรัฐก็ต้องจัดงบฯให้ก่อน  ทั้งนี้ ขอย้ำว่าสายสังคมนั้นยังเป็นสาขาที่เป็นความจำเป็นอยู่ แต่ขณะนี้ประเทศขาดคนทางด้านเทคโนโลยีต้องสนับสนุนก่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯสั่งคุมงบฯอุดมศึกษาสาขาไม่มีงานทำ

โอด!!ตัดงบอุดหนุนต้องชัดเจนสาขาไม่มีงานทำ

3 กลุ่มธุรกิจต้องการแรงงานสูงปี 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310607

3 กลุ่มธุรกิจต้องการแรงงานสูงปี 61

กลุ่มธุรกิจ, ตลาดแรงงาน 2561

แนวโน้มตลาดแรงงานปี 61 เปลี่ยนรูปแบบและการจ้างงานเพราะผลจากเทคโนโลยี มี 10 แนวโน้มสำคัญ ธุรกิจที่มีความต้องการสูงสุด 3 อันดับแรก บริการ สินค้าอุตสาหกรรม เทคโนฯ

        จากการแถลงข่าว “ทิศทางสถานการณ์แรงงาน 2561”  แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย โดย มร.ไซมอน แมททิวส์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย แถบตะวันออกกลางและเวียดนาม แมนพาวเวอร์กรุ๊ป น.ส.สุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด แมนพาวเวอร์กรุ๊ป และนายวรรณชัยไพบูลย์บารมี ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ร่วมแถลงข่าว

        น.ส.สุธิดา กล่าวตอนหนึ่งว่า แนวโน้มของตลาดแรงงานปี 2561 นั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบการทำงาน ลักษณะการจ้างงานและตลาดแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านของดิจิทัล รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐ การตื่นตัวทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในส่วนของตลาดงานและแรงงาน

ประกอบด้วย 10 แนวโน้มที่สำคัญ คือ 1.กระบวนการคัดสรรพนักงานจะมีความเข้มข้นขึ้น ซึ่งต้องการแรงงานที่มีทั้งฮาร์ด สกิล และซอฟท์ สกิล 2.องค์กร/หน่วยงานจ้างงานลักษณะ Outsource มากขึ้น 3.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ หรือ อีอีซี จะสร้างโอกาสด้านอาชีพ 4.มีการใช้เทคโนโลยีมาทดแทนแรงงานคนแต่ไม่เบ็ดเสร็จ เพราะยัง ต้องการแรงงานที่มีความรู้เฉพาะทาง มีประสบการณ์ควบคุมดูแล แต่ก็มีผลให้จำนวนแรงงานลดลง

3 กลุ่มธุรกิจต้องการแรงงานสูงปี 61

5.ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซทำให้เกิดการจ้างงานด้านไอที ขนส่งและโลจิสติกส์ และการบริการลูกค้าเพิ่มขึ้น    6.เกิดแรงงานระยะสั้น (Gif Worker) กระจายในเกือบทุกธุรกิจ 7.การบริหารคนที่เน้นประสิทธิภาพแรงงาน 8.มีการขยายอายุการทำงานแรงงานวัยเกษียณ 9.มีการหมุนเวียนแรงงานในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน และ10.จะมีการขยายตัวของดิจิทัลแพลทฟอร์มและเชื่อมโยงทุกการสื่อสาร

3 กลุ่มธุรกิจต้องการแรงงานสูงปี 61

“ในปี 2561 ธุรกิจที่มีความต้องการแรงงานสูงสุดใน 3 กลุ่มแรกคือ ธุรกิจบริการ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มเทคโนโลยี ทั้งนี้ ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ความต้องการแรงงานทักษะอาชีพ ที่พร้อมพัฒนาตนเอง และยิ่งเวลานี้รัฐบาลมีนโยบายปรับค่าแรงเพิ่มขึ้น จะเป็นการกระตุ้นให้แรงงานหันมาพัฒนาตนเองยิ่งถ้ามีความสามารถตามมีมาตรฐานวิชาชีพไม่ใช่แค่ค่าแรงที่เพิ่มเท่านั้นยังได้ค่าตอบแทนตามาตรฐานวิชาชีพในอัตรา 450-600 บาท เป็นการขับเคลื่อนแรงงานอีกทางหนึ่ง”น.ส.สุธิดา กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

10 อันดับตลาดแรงงาน-แรงงานต้องการปี 60

5 ปัจจัย “คนเจนเอ็ม”ตัดสินทำงานรับ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310598

5 ปัจจัย “คนเจนเอ็ม”ตัดสินทำงานรับ 4.0

มิลเลนเนียล, อาชีพ, 4.0, การพัฒนาทักษะ, คนเจนเอ็ม

ครั้งแรก!!กับการเปิดรายงานผลการวิจัย “แนวโน้มอาชีพและการเตรียมความพร้อมในการทำงานของกลุ่มมิลเลนเนียล เมื่อเข้าสู่ประเทศไทย 4.0”

         แมนพาวเวอร์ กรุ๊ป ตั้งโจทย์จากความสงสัยของทิศทางของตลาดแรงงาน ในช่วงเวลาที่ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จะเกิดผลต่อการเปลี่ยนแปลงเช่นไร โดยการศึกษาดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลประชากรขององค์การสหประชาชาติ ของแมนพาวเวอร์กรุ๊ป โดยใช้คำว่า “คนยุคมิลเลนเนียล” หรือ “เจเนอเรชันเอ็ม : เจนเอ็ม” ในที่นี้สามารถสลับกันได้กับคนยุคเจเนอเรชันวาย คือกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี 2525-2539 อายุระหว่าง 21-35 ปีทำการสำรวจใน 1,275 กลุ่มตัวอย่าง

 น.ส.สุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด แมนพาวเวอร์กรุ๊ป เผยว่า ประเทศไทยมีคนเจนเอ็มอยู่ในโลกการทำงานถึง 1 ใน 3 ของโลกการทำงานในปัจจุบัน ซึ่งในอีก 5 ปีข้างหน้าคนกลุ่มนี้จะก้าวสู่การเป็นผู้บริหารระดับกลาง จึงได้ศึกษาความต้องการ พฤติกรรมที่มีต่อการทำงานขององค์กร ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมงาน ระดับความผูกพัน ความต้องการความก้าวหน้าในสายอาชีพ ความสมดุลการทำงาน ความพร้อมในการทำงานเพื่อเข้าสู่ประเทศไทย 4.0 ใช้เป็นข้อมูลวางแผนพัฒนาทรัพยากร องค์กรให้เติบโต

ความคาดหวังของกลุ่มมิลเลนเนียล พบว่า ต้องการทำงานในองค์กรที่มีความมั่นคง ร้อยละ 78.69 รองลงมา ได้เพื่อนร่วมงานที่ดี ร้อยละ 48.54 และได้รับค่าตอบแทนที่ยุติธรรม ร้อยละ 45.05 ซึ่งจากการคาดหวังดังกล่าวได้สอบถามถึง องค์กรที่อยากเข้าทำงาน พบว่าเป็นองค์กรขนาดใหญ่ องค์กรมหาชน สะท้อนความมั่นคง สวัสดิการและชีวิตที่ดีได้ อันดับแรก คือ บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ร้อยละ 31.85 การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (PTT) ร้อยละ 18.64 เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ร้อยละ 13.77 กูเกิล (Google) ร้อยละ 8.21 และDHL ร้อยละ 4.59

น.ส.สุธิดา กล่าวว่า ขณะที่สภาพแวดล้อมที่อยากเข้าทำงาน ต้องเป็นมีความสะอาด มีระเบียบ ทันสมัย ร้อยละ 67.61 มีค่าจ้างที่เหมาะสมกับปริมาณและผลงาน ร้อยละ 56.49 และสิทธิประโยชน์และสวัสดิการ ร้อยละ 56.42 ได้สอบถามถึงประเภทธุรกิจที่สนใจ ก็พบว่ากลุ่มมิลเลนเนียล ให้ความสนใจธุรกิจหลากหลายมากถึง 18 ประเภท แต่ที่ให้สนใจมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ โรงแรมและภัตตาคาร ร้อยละ 10.45 องค์กรระหว่างประเทศ ร้อยละ 9.87 และเกษตรกรรม ร้อยละ 9.38 ส่วนรูปแบบการทำงานในอนาคต ต้องการประกอบธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 55.16 งานประจำ ร้อยละ 45.85 งานอิสระ/สัญญาจ้าง ร้อยละ 14.87

น.ส.สุธิดา กล่าวอีกว่า สำหรับ 5 เหตุผลที่กลุ่มมิลเลนเนียลใช้ตัดสินใจร่วมงานกับองค์กร ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญ คือ โอกาส ,ความภูมิใจ-ได้รับโอกาส ,ความก้าว,การเกื้อหนุน และความสำเร็จ ทั้งนี้ การพัฒนาทักษะที่คนกลุ่มมิลเลนเนียลต้องการ คือ ทักษะเฉพาะทางที่สอดคล้องกับอาชีพตนเอง ร้อยละ 50.47 ทักษะคอมพิวเตอร์ ร้อยละ 41.78 ทักษะภาษา ร้อยละ 40.30   ขณะเดียวกัน ยังต้องการอบรมด้านความคิดแปลกใหม่ ร้อยละ 46.01 ความฉลาดในการเข้าสังคม ร้อยละ 44.44 การสร้างความเข้าใจเชิงลึก ร้อยละ 41.94 และความเข้าใจสื่อยุคใหม่ ร้อยละ 40.45

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

10 อันดับตลาดแรงงาน-แรงงานต้องการปี 60

3 กลุ่มธุรกิจต้องการแรงงานสูงปี 61

อัพเกรด!! แรงงานไทยต้องได้2ภาษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310559

อัพเกรด!! แรงงานไทยต้องได้2ภาษา

ย้ำ2ภาษา, ญี่ปุ่น จีน, กว่า6หมื่นคนทำงานนอก, ข่าวการศึกษา

ก.แรงงาน เร่งฝึกภาษาต่างประเทศให้แรงงานไทย”อธิบดีกพร.” ย้ำ ต้องรู้อย่างน้อย 2 ภาษา เพราะแต่ละปีคนไทยทำงานนอกกว่า6หมื่นคน เผยภาษา ญี่ปุ่น จีน เกาหลีมาแรง

         เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2561 นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ประเทศไทยมีแรงงานที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศในแต่ละปีเป็นจำนวนกว่า 60,000 คน โดยแบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง กลุ่มประเทศแอฟริกา กลุ่มประเทศเอเชีย กลุ่มประเทศยุโรป กลุ่มประเทศอเมริกาเหนือ กลุ่มประเทศอเมริกาใต้ และกลุ่มประเทศออสเตรเลียและโอเชียเนีย

          ข้อมูลแรงงานที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศในปี 2560 ซึ่งมีแรงงานไทยไปทำงานมากเป็นอันดับหนึ่งคือกลุ่มประเทศเอเชีย ได้แก่ ประเทศไต้หวัน จำนวน 23,544 คน ญี่ปุ่น จำนวน 7,429 คน และสาธารณรัฐเกาหลี จำนวน 6,057 คน นอกจากนี้ในประเทศไทยยังมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและพำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานหลายเดือน ปีหนึ่งๆ นับหลายแสนคน

        นายสุทธิ กล่าวต่อไปว่า สถานประกอบกิจการหลายแห่งมีความต้องการแรงงานที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารหรือมีความรู้ภาษาอื่นๆ ซึ่งจะพิจารณาเป็นอันดับแรกและจากการลงพื้นที่ EECเมื่อช่วงระหว่างวันที่ 20 – 21 มกราคม 2561

         ที่ผ่านมา สถานประกอบกิจการส่วนใหญ่ต้องการให้ กพร.เพิ่มทักษะด้านภาษาให้กับแรงงาน ทั้งแรงงานใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานและคนทำงานที่อยู่ในสถานประกอบกิจการด้วย ซึ่งยังขาดทักษะด้านนี้เป็นจำนวนมาก ในปี 2561 กพร.จึงจัดฝึกอบรมภาษาต่างประเทศเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาเกาหลี ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน ภาษาท้องถิ่น และภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ภาษาพม่า ภาษากัมพูชา เพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน และเขตเศรษฐกิจพิเศษ

         “ตั้งเป้าหมายฝึกกว่า 14,000 คน ดำเนินการแล้ว 3,581 คน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของพลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เรื่องการยกระดับทักษะฝีมือแรงงาน และสอดรับกับความต้องการของแรงงานไทยที่จะไปทำงานต่างประเทศ”นายสุทธิ กล่าว

          นายสุทธิ กล่าวอีกว่าท การพัฒนาทักษะในด้านภาษา นอกจากจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้กับแรงงานไทย มีศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้นแล้ว ยังเพิ่มโอกาสในการทำงาน การเลื่อนระดับ การขึ้นเงินเดือน หรือได้รับคัดเลือกให้ติดต่อประสานงานด้านธุรกิจกับสถานประกอบกิจการในต่างประเทศ ทำให้มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในตำแหน่งหน้าที่มากขึ้น ซึ่งการฝึกอบรมด้านภาษานั้น อบรมฟรี มีระยะเวลาการฝึก 30 ชั่วโมง เน้นให้ผู้เข้าอบรมสามารถสื่อสารกับชาวต่างชาติ ใช้สื่อสารในการทำงานและชีวิตประจำวันได้

         “จังหวัดที่มีเป้าหมายดำเนินการฝึกช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2561 ได้แก่ ภาษาพม่า สมัครได้ที่ สพร.8 นครสวรรค์ สพร.21 ภูเก็ต สนพ.กาญจนบุรี สนพ.ระนอง ภาษาอังกฤษ สมัครได้ที่ สพร.3 ชลบุรี,สพร.5 นครราชสีมา, สพร.20 เชียงราย, สนพ.อำนาจเจริญ ภาษาญี่ปุ่น สมัครได้ที่ สพร.14 ปทุมธานี,สนพ.ฉะเชิงเทรา, สนพ.มหาสารคาม, สนพ.สระบุรี, บางจังหวัดมีแผนฝึกในช่วงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2561 “อธิบดี กพร. กล่าว

          หากสนใจสามารถสอบถามได้โดยตรง หรือ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.dsd.go.th หัวข้อ กำหนดการฝึกอบรม หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่กองสื่อสารองค์กร หมายเลขโทรศัพท์ 02 – 245 4035 หรือสายด่วน 1506 กด 4

10 อันดับตลาดแรงงาน-แรงงานต้องการปี 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310565

10 อันดับตลาดแรงงาน-แรงงานต้องการปี 60

แมนพาวเวอร์กรุ๊ป, 10 อันดับตลาดแรงงาน-แรงงานต้องการปี 60, 10 อันดับแรกสายงานที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน, งานขาย-การตลาด, แรงงาน, สายอาชีพ

แมนพาวเวอร์ เผย 10 อันดับตลาดแรงงาน-แรงงานต้องการปี 60 ส่วนทิศทางสถานการณ์แรงงานปี 61 เทคโนโลยีมีบทบาทแรงงานต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน-อีอีซี ทำตลาดแรงงานขยายตัว

      เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2561 ที่โรงแรมวีโฮเทล กรุงเทพฯ แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย แถลงข่าว “ทิศทางสถานการณ์แรงงาน 2561” โดย มร.ไซมอน แมททิวส์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย แถบตะวันออกกลางและเวียดนาม แมนพาวเวอร์กรุ๊ป กล่าวว่า ทิศทางของตลาดแรงงานในประเทศไทยปี 2560 ที่ผ่านมามีการปรับตัวรวดเร็วทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจในประเทศตามกระแสเศรษฐกิจ นวัตกรรม เทคโนโลยีระดับโลกและเอเชีย มีการลงทุนในระดับมหภาคต่อเนื่อง

       ส่งผลให้บริษัทมีการเติบโตขึ้นจากงานภาคส่วนจัดหาแรงงานคุณภาพ เข้าไปทำงานในบริษัทภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่มีการเปลี่ยนทิศทางการลงทุน การบริหารจัดการ รวมถึงมีการขยายตัวในภาคธุรกิจซึ่งต้องการที่ปรึกษาด้านแรงงานที่มีศักยภาพและมาตรฐานเข้าไปบริหารจัดการแรงงาน ทำให้ในปี 2560 ผลประกอบการเป็นไปตามเป้าที่วางไว้คือ 3,900 ล้านบาท

10 อันดับตลาดแรงงาน-แรงงานต้องการปี 60

        อย่างไรก็ตาม ตรงนี้เป็นสัญญาณที่สะท้อนสถานการณ์แรงงานประเทศไทยมีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะอนาคตน่าจับตามองว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทั้งโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่เชื่อมไปถึงจังหวัดระยอง นครราชสีมา เชียงใหม่ หัวหิน และการลงทุนการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี จะกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวการจ้างแรงงานใหม่

      เพราะฉะนั้น ในระยะ 3-5 ปีนี้ไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงและเติบโตแน่นอน ยังมีการลงทุนจากประเทศจีนที่เข้ามาในไทย มีการเคลื่อนย้ายแรงงานของกลุ่มในภูมิภาคอาเซียน และกลุ่ม CLMV การพัฒนาพื้นที่ การวางแผนด้านเศรษฐกิจและการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น ถ้าภาครัฐวางรากฐานที่ดีประเทศก็จะพัฒนาและส่งผลต่อตลาดแรงงานในประเทศ

       “ส่วนความเชื่อมั่นของนักลงต่างชาติต่อประเทศไทยนั้น มีหลายสถานการณ์เป็นที่จับตามองทั้งเรื่องของการเลือกตั้ง การพัฒนาพื้นที่อีอีซี รวมถึงการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำของแรงงาน ซึ่งในส่วนของการปรับค่าแรงในมุมมองของต่างชาติก็มีความน่าสนใจที่จะเข้ามาลงทุนและยังส่งผลต่ออำนาจการซื้อที่มากขึ้นด้วย”มร.ไซมอน กล่าว

      ขณะที่ น.ส.สุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด แมนพาวเวอร์กรุ๊ป กล่าวว่า จากการเก็บผลความสำรวจอัตราความต้องการแรงงานของตลาดแรงงานและภาคแรงงานในปัจจุบันตั้งแต่ต้นปี 2560 พบว่า สัดส่วนความต้องการ 10 อันดับ

     แบ่งเป็น 10 อันดับแรกสายงานที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ของกลุ่มลูกค้าของแมนพาวเวอร์ 1,457 บริษัท ได้แก่ 1.งานขายและการตลาด ร้อยละ 21.59, 2.งานบัญชีและการเงิน ร้อยละ 12.21, 3.งานไอที ร้อยละ 10.12 ,4.งานวิศวกร ร้อยละ 8.25, 5.งานบริการลูกค้า ร้อยละ 8.14 ,6.งานการผลิต ร้อยละ 6.22,7.งานธุรการ ร้อยละ 6.05,8. งานขนส่งและโลจิสติกส์ ร้อยละ 5.37 ,9.งานทรัพยากรบุคคล ร้อยละ 4.30 และ10.งานระดับผู้บริหาร ร้อยละ 3.50

10 อันดับตลาดแรงงาน-แรงงานต้องการปี 60

       น.ส.สุธิดา กล่าวต่อไปว่า ส่วน 10 อันดับแรกสายงานที่เป็นที่ต้องการของแรงงาน ที่สำรวจ ผู้สมัครงาน 96,081 คน ได้แก่ 1.งานขายและการตลาด ร้อยละ 20.55, 2.งานวิศวกร ร้อยละ 12.35,3.งานธุรการ ร้อยละ 11.67,4.งานขนส่งและโลจิสติกส์ ร้อยละ 9.59,5.งานบริการลูกค้า ร้อยละ 9.25, 6.งานทรัพยากรบุคคล ร้อยละ 7.57, 7.งานบัญชีและการเงิน ร้อยละ 6.26 ,8.งานไอที ร้อยละ 6.15 ,9.งานการผลิต ร้อยละ 5.44 และ10.งานด้านภาษาต่างประเทศ ร้อยละ 2.06

10 อันดับตลาดแรงงาน-แรงงานต้องการปี 60

       “อัตราการว่างงานของปี 2560 สูงกว่าปี 2559 ประมาณ 0.2% หรือประมาณ 8 แสนกว่าคน แม้แนวโน้มจะมีความสมดุล แต่ก็พบว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้การว่างงานสูง เช่น ภาวะการเลือกงานของคนรุ่นใหม่ การไม่รู้จักอาชีพ ขาดแคลนคนมีความรู้ ทักษะและประสบการณ์ตรง แรงงานหันมาประกอบอาชีพอิสระ และทำงานระยะสั้นมากขึ้น ยังมีผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ การปิดกิจการ ไม่รับคนเพิ่ม ตลอดจนการเข้ามาของระบบอัตโนมัติ มีผลต่อการลดจำนวนคนทำงานในปัจจุบัน แรงงานขาดการพัฒนาตนเองทั้งด้านไอที ภาษาทักษะเป็นต้น”น.ส.สุธิดา กล่าว

          ด้าน นายวรรณชัยไพบูลย์บารมี ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ แมนพาวเวอร์กรุ๊ป กล่าวว่า บริษัทให้บริการครอบคลุมทุกภาคธุรกิจบริการและอุตสาหกรรม ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้ เมื่อภาคธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงสูงส่งผลให้แรงงานก็เปลี่ยนไป การบริการจะพัฒนาการให้บริการที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ

       ทั้งนี้ ไทยยังมีปัญหาแรงงานขาดทักษะ โดยเฉพาะยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมามีกลุ่มธุรกิจที่มีการปรับตัว เช่น ธนาคารลดจำนวนพนักงานและสาขาลง ใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทน ตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน

     ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็จะส่งผลให้เกิดอาชีพอื่นๆ เพิ่มขึ้น เช่น คอลเซ็นเตอร์ เป็นต้น ดังนั้น แรงงานเองก็ต้องมีการพัฒนาตนเองเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงด้วย นอกจากนี้ แรงงานทักษะที่ไทยยังต้องการอยู่มากคือ แรงงานด้านเครื่องกล หรือ โรโบติกส์

       สำหรับในปี 2561 บริษัทแมนพาวเวอร์กรุ๊ปได้วาง 3 กลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อน ดังนี้1.เน้นการบริการด้วยคุณภาพวิเคราะห์ตอบโจทย์ควมต้องการของลูกค้าได้แท้จริง 2.พัฒนาทักษะแรงงาน โดยมีแผนพัฒนา Manpower  Academy เพื่อเตรียมพร้อมของแรงงานก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานและ3.การพัฒนาด้านเทคโนโลยีในกระบวนการด้านทรัพยากรบุคคล(HR)ที่เชื่อมต่อกับลูกค้าและพนักงงานเพื่ออำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการ โดยจะเจาะลึกในทุกภาคส่วนมากขึ้น เพื่อให้ความพร้อมบริการลูกค้าและส่งผู้สมัครงานได้ทันความต้องการ