โอด!!ตัดงบอุดหนุนต้องชัดเจนสาขาไม่มีงานทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310551

โอด!!ตัดงบอุดหนุนต้องชัดเจนสาขาไม่มีงานทำ

ตัดงบอุดหนุนมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยเห็นพ้องนโยบายลด-ตัดงบอุดหนุน เป็นเรื่องที่ดี ฝากรัฐบาลชัดเจน ศึกษาบริบท แจงตอนนี้ได้รับงบไม่เพียงพออยู่แล้ว

       รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ธัญบุรี กล่าวถึงกรณีหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร 1111/393 เรื่องข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการเพิ่มเติม โดยให้ศึกษาในประเด็นการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนวัยเรียน/ประถม/มัธยม ให้ได้คนที่มีศักยภาพ ตรงความต้องการของประเทศอย่างไร ผู้ที่เข้าอุดมศึกษา/สาขาที่ต้องการได้อย่างไร/ส่วนหนึ่งไปอาชีวะ ได้ปริญญาอย่างไร เพื่อสร้างความชัดเจนให้สังคม ประชาชน/ผู้ปกครองสนใจ     รวมถึงกรณีการสนับสนุนงบประมาณให้อุดมศึกษา ให้ควบคุมสาขาที่ไม่มีงานทำ/ไม่ตรงความต้องการ การลดเงินอุดหนุนหรือไม่ให้ เช่น จีน ทำเหตุผล จบมาไม่มีงานทำ แต่ต้องใช้หนี้ กยศ./ปัญหาต่อเนื่อง ว่าคำสั่งดังกล่าว เป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการให้มหาวิทยาลัยปรับตัว ในการปรับปรุงและปรับหลักสูตรใหม่เพื่อรองรับกับความต้องการของประเทศ

แต่ทั้งนี้ การจัดสรรงบประมาณก็ต้องดูบริบทของมหาวิทยาลัยแต่ละกลุ่ม เพราะมหาวิทยาลัยมีความถนัด และเชี่ยวชาญแตกต่างกัน อย่าง กลุ่มมทร.มีการรีโปรไฟล์มหาวิทยาลัยใหม่   โดยเน้นผลิตบัณฑิตเฉพาะทางรองรับในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ  ระบบราง ท่าอากาศยาน หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรม โลจิสติก ไบโอเทคโน และพลังงาน เป็นตัน

ดังนั้น การที่รัฐบาลจะมีนโยบายให้ลดเงินอุดหนุน หรือไม่ให้ในสาขา หลักสูตรที่ไม่มีงานทำ ไม่ต้องการนั้นจะทำให้มหาวิทยาลัยปรับตัว แต่ต้องทบทวนการจัดสรรงบประมาณแก่มหาวิทยาลัย ต่างๆ ซึ่งรัฐบาลจะให้งบประมาณเพียง 3-7%  และมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในเรื่องเงินเดือนอาจารย์ แต่ในส่วนของการพัฒนาหลักสูตร สวัสดิการ เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ในหลักสูตรใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ประเทศ

อีกทั้ง ต้องมีการกำหนดชัดเจนว่าหลักสูตร หรือการพัฒนาคนว่าจะไปในทิศทางไหน อย่างไร และมหาวิทยาลัยแต่ละกลุ่ม ต้องดำเนินการอย่างไร เพื่อให้การพัฒนาบัณฑิต มีคุณภาพ รองรับกับการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง

รวมถึงสาขาที่ไม่มีงานทำ สถานประกอบการ อุตสาหกรรมไม่ต้องการ ก็ต้องมีข้อมูลชัดเจนให้แก่มหาวิทยาลัย เนื่องจากขณะนี้ มหาวิทยาลัยมีข้อมูลนี้จากการศึกษาต่างคนต่างทำ

ด้าน รศ.ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.)กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายที่ดีแต่ควรจะมีการศึกษาและพิจารณาถึงแนวทางในการอุดหนุน ลด หรือจะไม่ให้งบประมาณ เพราะขณะนี้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งก็ได้รับงบประมาณอย่างจำกัด และงบประมาณที่ได้ก็ไม่เพียงพอ ทำให้มหาวิทยาลัยต้องหาแนวทางในการหางบประมาณด้านอื่นๆ        ขณะนี้ เชื่อว่า มหาวิทยาลัยทุกกลุ่ม กำลังปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือพัฒนาหลักสูตร เพื่อผลิตบัณฑิต ที่ตอบโจทย์กับความต้องการกำลังของประเทศ เพราะทุกแห่งต่างรู้ว่า หากไม่ปรับตัวก็จะอยู่ไม่ได้

นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยเองก็มีการสำรวจหลักสูตรต่างๆ ที่เป็นแนวโน้มของโลกอนาคต  และหลักสูตรไหนที่ไม่ต้องการก็จะปิดตัวลง หรือยุบรวมกับหลักสูตรอื่นๆ เพื่อผลิตบัณฑิตออกสู่ตลาดแรงงาน มีงานทำ ไม่ตกงาน

โดยไม่กระทบต่อผู้เรียนอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม การจะปรับลดเงินอุดหนุน หรือไม่ให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องพิจารณาอย่างชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร
ก่อนหน้านี้ ศ.นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ  กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายไทยแลนด์ 4.0 จะต้องมีการทบทวนหลักสูตรซี่งที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การใช้งบประมาณของแต่ละหน่วยงานจะต้องตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ และยกตัวอย่างว่า การที่มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตออกมาแล้วตกงาน ถือเป็นความสูญเสียของประเทศ

ดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องทบทวนหลักสูตร ถ้าหลักสูตรใดไม่มีคนเรียน หรือมีคนเรียนแค่ 5 คน หรือ 10 คน ให้ปิดได้ ดังนั้นเรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ตนจะพูดคุยกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อให้การจัดการเรียนการสอบเป็นไปอย่างมีคุณภาพ ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯสั่งคุมงบฯอุดมศึกษาสาขาไม่มีงานทำ

นายกฯสั่งคุมงบฯอุดมศึกษาสาขาไม่มีงานทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310530

นายกฯสั่งคุมงบฯอุดมศึกษาสาขาไม่มีงานทำ

นายกฯสั่งคุมงบฯอุดมศึกษาสาขาไม่มีงานทำ, นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคระกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, นายปรเมธี วิมลศิริ, เลขาธิการคระกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ มีหนังสือด่วนที่สุดถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ระบุข้อสั่งการนายกฯ ให้ควบคุมงบฯ อุดมศึกษา สาขาที่ไม่มีงานทำ ไม่ตรงความต้องการ

     เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2561 นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคระกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร 1111/393 เรื่องข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

นายกฯสั่งคุมงบฯอุดมศึกษาสาขาไม่มีงานทำ

     ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา ได้นำเสนอกราบเรียนนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา เพื่อทราบความเห็น เรื่องโครงการพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในอุดมศึกษา เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก (ทุนพัฒนาอาจารย์) พ.ศ.2561-2580 เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

     ในการนี้นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการเพิ่มเติม จึงใคร่ขอแจ้งข้อสั่งการของท่านนายกรัฐมนตรีมาเพื่อโปรดทราบและโปรดพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยท่านนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการ ดังนี้

   1.ให้ศึกษาในประเด็นการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนวัยเรียน/ประถม/มัธยม ให้ได้คนที่มีศักยภาพ ตรงความต้องการของประเทศอย่างไร ผู้ที่เข้าอุดมศึกษา/สาขาที่ต้องการได้อย่างไร/ส่วนหนึ่งไปอาชีวะ ได้ปริญญาอย่างไร เพื่อสร้างความชัดเจนให้สังคม ประชาชน/ผู้ปกครองสนใจ

     2.กรณีการสนับสนุนงบประมาณให้อุดมศึกษา ให้ควบคุมสาขาที่ไม่มีงานทำ/ไม่ตรงความต้องการ การลดเงินอุดหนุนหรือไม่ให้ เช่น จีน ทำเหตุผล จบมาไม่มีงานทำ แต่ต้องใช้หนี้ กยศ./ปัญหาต่อเนื่อง

      ทั้งนี้หนังสือดังกล่าวเป็นการทำความเห็นประกอบเรื่องเพื่อพิจารณาเรื่องที่ 7 และส่งหนังสือ สำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่นร. 1111/054 ลงวันที่ 5 มกราคม 2561 ด้วย

ป้องกัน”ก๊อปปี้”ทำธุรกิจต้องจด”สิทธิบัตร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310522

ป้องกัน”ก๊อปปี้”ทำธุรกิจต้องจด”สิทธิบัตร”

กีอปปี้, ผู้อำนวยการสถาบันทรัพย์สินทางปัญหาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รศ.ดร.ดวงหทัย เพ็ญตระกูล, ทำธุรกิจต้องจดสิทธิบัตร, ก๊อปปี้, สิทธิบัตร

ยุคออนไลน์ ทำให้ใครๆ ต่างก็เข้าถึงข้อมูล สินค้า และบริการต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย นักวิจัย-นักธุรกิจ ไม่อยากเสียโอกาส ต้อง“จดสิทธิบัตร”เพื่อป้องกันคัดลอกเลียนแบบ

       รศ.ดร.ดวงหทัย เพ็ญตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันทรัพย์สินทางปัญหาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงความจำเป็นที่นักวิจัย และนักธุรกิจต้องคำนึงถึงการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ว่าการบริหารจัดการทรัพย์ทางปัญญาและผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัย รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและธุรกิจที่คิดค้นสิ่งใหม่ๆ จำเป็นที่ต้องได้รับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะการจดทะเบียนสิทธิบัตร เพราะไม่ใช่เพียงแสดงให้ถึงความเป็นเจ้าของ แต่ยังเป็นตัวช่วยคุณภาพเพิ่มการแข่งขันให้แก่งานวิจัยและภาคธุรกิจเหล่านั้นได้

ป้องกัน"ก๊อปปี้"ทำธุรกิจต้องจด"สิทธิบัตร"

รศ.ดร.ดวงหทัย เพ็ญตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันทรัพย์สินทางปัญหาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

     “โลกปัจจุบันการทำธุรกิจทั้งในไทยและต่างประเทศมีจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะในต่างประเทศ ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ การทำธุรกิจ นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ ที่แสดงถึงการคิดค้นสิ่งใหม่ ซึ่งของใหม่ เรื่องใหม่ถือเป็นหัวใจสำคัญของสิทธิบัตร บ่งบอกถึงความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจ ภาพลักษณ์ที่ดี ต่อองค์กร และเป็นการคุ้มครองในการแข่งขัน เป็นการสร้างโอกาส ข้อได้เปรียบในการทำธุรกิจอย่างมาก สถาบันทรัพย์สินฯ จุฬาฯ จึงได้พยายามสร้างความรู้ ความเข้าใจ ผ่านการให้บริการต่างๆ อาทิ การอบรม การศึกษาวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา โดยไม่ให้บริการเฉพาะบุคลากร คณาจารย์ นิสิตจุฬาฯ เท่านั้น แต่ให้บริการทุกภาคส่วน”ผอ.สถาบันทรัพย์สินฯ จุฬาฯ กล่าว

    ผอ.สถาบันทรัพย์สินฯ จุฬาฯ กล่าวต่อไปว่าตอนนี้ประเทศไทย บริษัทต่างๆ นักธุรกิจ นักวิจัย ได้มีการจดสิทธิบัตรมากยิ่งขึ้น อย่างของจุฬาฯตลอดปี2560 ประมาณ 1,000 คำขอจดสิทธิบัตร ทั้งในส่วนของการการออกแบบ ประดิษฐ์ การบรรจุภัณฑ์ นวัตกรรมต่างๆ และอนุสิทธิบัตร ซึ่งมีอัตราการยื่นคำขอจดสิทธิบัตร ประมาณ 200 คำขอจากปี 2559

ป้องกัน"ก๊อปปี้"ทำธุรกิจต้องจด"สิทธิบัตร"

     ปีนี้สถาบันทรัพย์สิน จุฬาฯ จะทำงานในเชิงรุกมากขึ้น มีการปรับเปลี่ยนตัว ทำให้ผู้คนรู้จักสถาบันมากขึ้น และพัฒนาเว็บไซต์ของสถาบัน การทำออนไลน์ มีหน่วยบริการสามารถเข้าถึงข้อมูล เพื่อให้นักวิจัย นักธุรกิจได้เข้าใจ มีความรู้ และเห็นความจำเป็นที่ต้องจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ การคิดค้นสิ่งใหม่ มีทีมคุ้มครองและกฎหมาย ทีมพัฒนาธุรกิจ และทีมเชิงรุกและสนับสนุน รองรับการบริการและให้ข้อมูล คำแนะนำด้านสิทธิบัตร ฉะนั้น คาดว่าจะทำให้มีผู้มาขอจดสิทธิบัตร เพิ่มขึ้น ประมาณ 300 คำขอ

    สถิติย้อนหลัง 3 ปี การจดสิทธิบัตร พบว่า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ ปี 2558 มี 34 เรื่อง ปี 2559 มี 42 เรื่อง และปี 2560 มี37 เรื่อง ,อนุสิทธิบัตร ปี 2558  มี18 เรื่อง ปี 2559 มี 31 เรื่อง และปี 2560 มี 47 เรื่อง และสิทธิบัตรการออกแบบ ปี 2558 มี51 เรื่อง ปี 2559 มี 52 เรื่อง และปี 2560 มี 89 เรื่อง

ป้องกัน"ก๊อปปี้"ทำธุรกิจต้องจด"สิทธิบัตร"

    “หากสร้างสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม สินค้าและบริการต่างๆ แล้วไม่จดสิทธิบัตร อาจมีคนคัดลอกหรือเราไปทำซ้ำกับใคร เมื่อคิดสิ่งใหม่ได้ มีความชัดเจนอยากให้เข้ามาขอคำแนะนำจากสถาบันทรัพย์สิน จุฬาฯ หรือเข้ามาอบรมต่างๆ อาทิ การเตรียมคำขอ เขียนคำขอไม่ถูกต้อง การเขียนคำร้องต่างๆ เพราะที่ผ่านมาปัญหาการจดสิทธิบัตรที่ยุ่งยากเพราะผู้ขอจดสิทธิบัตรมักจะเขียนในสิ่งที่ตนเองทำ ทำเท่าใดเขียนเท่านั้น มีข้อดีและข้อเสีย เนื่องจากการคุ้มครองจะครอบคลุมเท่าที่เขียน หากเขียนได้ครอบคลุมก็จะสร้างโอกาสได้มากขึ้น” รศ.ดร.ดวงหทัย กล่าว

     นอกจากนั้นต้องศึกษาทางด้านกฎหมาย ต้องทำความเข้าใจ เรื่องเหล่านี้ ทางสถาบันทรัพย์สินฯ จุฬาฯ จะให้บริการในเว็บไซต์ หรือให้การช่วยเหลือได้ ส่วนค่าใช้จ่ายนั้นมีหลากหลาย ทั้งบริการฟรีและเสียค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับหลักการที่ตกลงร่วมกัน

ป้องกัน"ก๊อปปี้"ทำธุรกิจต้องจด"สิทธิบัตร"

    ขณะนี้ มีหลายมหาวิทยาลัยหลายหน่วยงานที่พยายามทำความเข้าใจให้นักวิจัย นักธุรกิจเข้าใจ และเห็นความสำคัญในการจดสิทธิบัตรมากยิ่งขึ้น   รศ.ดร.ดวงหทัย กล่าวอีกว่า เทรนด์กลุ่มธุรกิจ อุตสาหกรรมที่มีการเติบโตในการจดสิทธิบัตรมากยิ่งขึ้น ได้แก่ กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี ยิ่งประเทศไทยก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ให้ความสำคัญในเรื่องเทคโนโลยี

      ซึ่งกลุ่มนี้เมื่อคิดค้นสร้างขึ้นมาใหม่มีลิขสิทธิ์รองรับอยู่แล้ว แต่ก็ต้องมาจดสิทธิบัตร โดยในกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ หรือกลุ่ม เป็นการพัฒนาที่ได้รับความน่าเชื่อถือ และการอยู่ในฐานข้อมูลสิทธิบัตร จะช่วยในแง่คุ้มครองช่วยเพิ่มโอกาส เพิ่มศักยภาพ เป็นเครื่องมือในการแข่งขันได้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มสิทธิ์ต่างๆ

    ถ้าผู้ประกอบการเข้าใจบริบท กฎหมาย การจดสิทธิบัตร ต่างๆทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสให้แก่ตัวเองในการแลกเปลี่ยน กลุ่มธุรกิจรุ่นใหม่ SME หรือ Start up หากอยากสร้างความได้เปรียบให้แก่ธุรกิจ ต้องย้อนมองตัวเองว่า ว่าทำธุรกิจประเภทไหน และถ้าเป็นสินค้าและบริการ ต้องดูกฎหมายการคุ้มครองอื่นๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น เครื่องหมายการค้า อยากได้สิทธิบัตรก็จดสิทธิบัตร และเมื่อรู้ย่อมได้เปรียบ

ป้องกัน"ก๊อปปี้"ทำธุรกิจต้องจด"สิทธิบัตร"

    “อย่ามองว่าการคุยเรื่องสัญญา เป็นเรื่องของการไม่ไว้ใจกัน แต่มองว่าการจดสิทธิบัตร หรือการคุ้มครองต่างๆ เป็นเรื่องของการสร้างโอกาส และรู้ไว้ย่อมดีกว่าไม่รู้ คิดอะไรได้ มีไอเดีย อยากให้สืบค้น เพราะการสืบค้นช่วยได้ในแง่ว่าของที่เราทำไปซ้ำคนอื่นหรือไม่ ลดการละเมิดได้ แต่หากถ้าไม่จดสิทธิบัตรในต่างประเทศ เราทำได้ การเก็บข้อมูลเหล่านี้ ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เราคิดมีศักยภาพมากน้อยขนาดไหน ได้เห็นตลาด และช่วยในการเตรียมการขอจดสิทธิบัตร เป็นไปได้อยากให้เข้าไปคุยกับคนที่รู้เรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะจะได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม เมื่อมีคนช่วยมองภาพ ทำให้เห็นภาพรวมได้ชัดมากขึ้น ไทยแลนด์ 4.0 เป็นเรื่องเทคโนโลยีพื้นฐาน ประเทศไทยเราไม่จำเป็น ปัจจุบันอยู่ด้วยตัวเองลำบาก เราต้องหาเครือข่าย ซึ่งการทำเรื่องสิทธิบัตร ช่วยเราได้มากขึ้น”รศ.ดร.ดวงหทัย กล่าว

ป้องกัน"ก๊อปปี้"ทำธุรกิจต้องจด"สิทธิบัตร"

    สถาบันทรัพย์สินทางปัญญาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริการจัดการนวัตกรรม งานวิจัย ทรัพย์ทางปัญญาของอาจารย์ นิสิต และบุคคลภายนอก ภาครัฐและเอกชน ให้ความรู้ ความเข้าใจ อำนวยความสะดวกในการขอรับความคุ้มครอง เพื่อพัฒนาต่อยอดในอนาคต รูปแบบการให้บริการออนไลน์ Smart System “สิทธิบัตรมีข้อดีอย่างไร คืออะไร ช่วยอะไรแก่ธุรกิจของเราได้บ้าง”ศึกษาได้ที่ www.cuip.chula.ac.th และ Facebook :http://www.facebook.com/ipchula/

ป้องกัน"ก๊อปปี้"ทำธุรกิจต้องจด"สิทธิบัตร"


ดุสิตธานีขึ้นทำเนียบผ่าน WACS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310432

ดุสิตธานีขึ้นทำเนียบผ่าน WACS

WACS, เวิร์ดเชฟ, ดุสิตธานี

วิทยาลัยดุสิตธานีผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐาน “เวิลด์เชฟ” จากWACS(World Association of Chefs Societies) องค์กรด้านอาหารเทียบชั้น70สถาบันคุณภาพทั่วโลก

        วิทยาลัยดุสิตธานีผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐาน “เวิลด์เชฟ” จากWACS(World Association of Chefs Societies) องค์กรด้านอาหารเทียบชั้น70สถาบันคุณภาพทั่วโลก พร้อมสร้างสุดยอดเชฟสู่วงการเชฟโลก สนับสนุนอุตสาหกรรมอาหาร บริการและท่องเที่ยวไทยแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนในเวทีโลก

ดร.สาโรจน์ พรประภา อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานีสถาบันผลิตบุคลากรคุณภาพให้กับวงการท่องเที่ยวและบริการอย่างต่อเนื่องและยาวนานเป็นเวลาถึง 24 ปี เปิดเผยว่า เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่วิทยาลัยดุสิตธานี ได้ผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐานการเรียนการสอนด้านการประกอบอาหารจากองค์กรที่ได้รับการยอมรับระดับโลกWorld Association of Chefs Societies(WACS) ซึ่งเป็นการรับรองมาตรฐานทั้งทางด้านคุณภาพของหลักสูตร บุคลากร สถานที่และอุปกรณ์ระดับมืออาชีพ และทำให้วิทยาลัยดุสิตธานี เป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทยในขณะนี้ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐานดังกล่าว

ทั้งนี้ World Association of Chefs’ Societies(WACS) หรือสมาคมเชฟโลก เป็นเครือข่ายของสมาคมเชฟทั่วโลกที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1928 ณ กรุงปารีส โดยมีผู้เเทนของชมรมและสมาคมเชฟ 65 คน จาก 17 ประเทศ มาประชุมใหญ่กันเป็นครั้งแรก และได้ลงมติเลือกAugust Escoffierสุดยอดเชฟในตำนาน เป็นประธานกิตติมศักดิ์คนแรกของสมาคม โดยในปัจจุบันWACSมีสมาชิกอย่างเป็นทางการ คือ สมาคมเชฟ 72 แห่งทั่วโลก

อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี กล่าวด้วยว่า WACS เป็นองค์กรเอกชนที่มีเป้าหมายในการสร้างกรอบมาตรฐานอาชีพเชฟหรือพ่อครัวในตำแหน่งต่างๆ เพื่อส่งเสริมความสำคัญของอาชีพนี้ นอกจากนี้WACSยังจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมพ่อครัวให้มีมาตรฐานในการทำงาน โดยเป้าหมายสำคัญขององค์กรแบ่งเป็น2ส่วน ได้แก่ งานด้านการศึกษาหรือEducationซึ่งเน้นไปที่การให้การรับรองสถาบันที่สอนด้านCulinary Artsทั่วโลก

โดยพิจารณาจากปัจจัยหลัก 12 ข้อ ได้แก่ คุณภาพและคุณวุฒิของอาจารย์ผู้สอน ความพร้อมของห้องปฏิบัติการและสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอน โครงสร้างหลักสูตร การได้รับการรับรองจากองค์กรภาครัฐ การทำงานร่วมกับหน่อยงานภายนอก เป็นต้น ทั้งนี้ สถาบันที่ผ่านการรับรองจะได้ปรากฏในเว็บไซต์ของWACSในส่วนของApproved Schoolหรือสถาบันการศึกษาที่ได้รับการรับรองแล้ว และสามารถนำตราสัญลักษณ์ไปใช้ในการประชาสัมพันธ์สถาบันได้ นอกจากการรับรองในส่วนของสถาบันแล้ว ยังมีการรับรองในส่วนของผู้สอนหรือEducatorอีกด้วย

ส่วนเป้าหมายที่ 2 มุ่งเน้นงานด้านการแข่งขันหรือCompetitionซึ่งจะเป็นการแข่งขันประกอบอาหารที่มีการจัดระดับว่าเป็นNational, International, ContinentalและGlobalโดยที่WACSจะเน้นไปที่การสร้างมาตรฐานของคณะกรรมการตัดสินผ่านระบบการอบรม และเกณฑ์ในการตัดสินที่เป็นระบบ

สำหรับปัจจัยที่ทำให้วิทยาลัยดุสิตธานีผ่านการประเมินของWACSนั้น มาจากโครงสร้างหลักสูตรที่เน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริง และสามารถทำงานได้ ตลอดจนความหลากหลายของรายวิชา และคุณภาพของห้องปฏิบัติการที่เอื้ออำนวยต่อการฝึก รวมถึงอาจารย์ผู้สอนมีความรู้และความเชี่ยวชาญในการสอนอีกด้วย

“ดังนั้น การที่วิทยาลัยดุสิตธานี เป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ผ่านมาตรฐานWACSนับเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจมาก ที่เราสามารถพัฒนาการเรียนการสอนตลอดจนหลักสูตรของเราให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ซึ่งแน่นอนว่า สอดคล้องกับเป้าหมายของวิทยาลัยที่เราต้องการสร้างสุดยอดเชฟป้อนสู่เวทีเชฟโลก และเราเชื่อว่า สถาบันการศึกษาจะมีส่วนอย่างมากที่จะช่วยสนับสนุนให้อุตสาหกรรมอาหาร ท่องเที่ยวและบริการของไทยมีความแข็งแกร่งได้อย่างยั่งยืนในระดับโลก และที่สำคัญยังเป็นการตอกย้ำว่า แบรนด์ “ดุสิตธานี” เป็นแบรนด์ไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกอีกวาระหนึ่งด้วย”ดร.สาโรจน์ กล่าว

ด้านเชฟ จอห์น แคลนซี่ ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการของเวิลด์เชฟส์ (Worldchefs) กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของเวิลด์เชฟส์ ได้ให้การรับรองคุณภาพมาตรฐานการเรียนการสอนด้านการประกอบอาหารของวิทยาลัยดุสิตธานี ซึ่งเป็นสถาบันแรกและสถาบันเดียวของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองนี้ ทำให้หลักสูตรต่างๆ ของวิทยาลัยดุสิตธานีอยู่ในมาตรฐานเดียวกับอีก 70 กว่าสถาบันทั่วโลก

ขณะที่ อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานีได้ยัง กล่าวย้ำถึงเป้าหมายของวิทยาลัยดุสิตธานี ที่มุ่งเน้นการพัฒนา3ด้าน ประกอบด้วย การพัฒนาด้านกายภาพ ซึ่งเป็นการพัฒนาสภาพแวดล้อมของวิทยาลัยที่จะส่งเสริมประสบการณ์การเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของอุปกรณ์ที่ทันสมัย รวมถึงการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักศึกษาและคณาจารย์ การพัฒนาด้านหลักสูตร ซึ่งได้มีการเปิดหลักสูตรใหม่ทั้งระดับปริญญาตรี เช่น หลักสูตรด้านนวัตกรรมการบริการในธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรม หลักสูตรปริญญาโท และหลักสูตรอบรมระยะสั้นที่หลากหลาย และการพัฒนาด้านความร่วมมือกับสถาบันนานาชาติให้แนบแน่นยิ่งขึ้น ซึ่งในขณะนี้พัฒนาการทั้ง3ด้านที่วางเป้าหมายไว้มีพัฒนาการคืบหน้าไปมากอย่างน่าพอใจ

สกอ.คุย53หลักสูตรใน40ม.ที่เปิดสอนต้นก.พ.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310430

สกอ.คุย53หลักสูตรใน40ม.ที่เปิดสอนต้นก.พ.นี้

หลักสูตรไม่ได้มาตรฐาน, สกอ.

“สุภัทร”แจงเช็คสถานะหลักสูตรที่ไม่ผ่านรับรอง 40 แห่งอีกครั้งหลังประกาศ ก่อนเชิญกลุ่มแรก53หลักสูตรที่ยังเปิดสอนมาคุยกลุ่มแรกคาดจำนวนลดลง ระบุหลายแห่งขอดูข้อมูล

            หลังจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)ได้เปิดเผยข้อมูลรายชื่อหลักสูตรของมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน ทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ใน 40 สถาบันอุดมศึกษา จำนวน 182 หลักสูตร ที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานหลักสูตรจากผลการประเมินการประกันคุณภาพภายใน (IQA)ติดต่อกัน 2 ปี คือ ปีการศึกษา 2558 และ 2559 ผ่านทางเว็บไซต์ www.mua.go.th และได้เตรียมการที่จะเชิญสถาบันมาหารือในต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สกอ.กำลังตรวจสอบหลักสูตร รวมถึงสภาพการณ์ปัจจุบันของสถาบันอุดมศึกษาทั้ง 40 แห่งอย่างรายละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อมูลปัจจุบันที่สุด ก่อนที่ สกอ.จะเชิญสถาบันอุดมศึกษามาหารือกันว่ายังดำเนินการหรือปรับปรุงหลักสูตรนั้นๆ อย่างไรบ้างในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้

โดยกลุ่มแรกที่จะเชิญมาคือ สถาบันอุดมศึกษาที่กำลังปรับปรุงหลักสูตรและยังดำเนินการอยู่  เพราะจะได้รู้ว่าสถาบันอุดมศึกษานั้นได้มีการดำเนินการอะไรไปบ้างแล้ว และมีการจัดการศึกษาเป็นไปตามมาตรฐานจริงๆ

หลังจากที่สกอ.ได้คุยกับสถาบันอุดมศึกษาที่หลักสูตรไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานในกลุ่มแรกแล้ว ก็จะเชิญสถาบันอุดมศึกษาที่แจ้งว่าปิดหลักสูตรไปแล้ว หรือมีการงดรับนักศึกษา มาคุยเพื่อจะได้มีการยืนยันว่าปิดหลักสูตรหรืองดรับนักศึกษาไปแล้วจริง ๆหรือไม่ หรือมีการดำเนินการอะไรบ้าง  และหลังจากที่สกอ.มีเปิดเผยรายชื่อสถาบันอุดมศึกษาและหลักสูตรที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐาน นั้นมีสถาบันอุดมศึกษาได้เข้ามาขอดูข้อมูล รวมทั้งได้สั่งปิดหลักสูตรไปหลายหลักสูตร

“เชื่อว่าหลักสูตรที่เคยแจ้งว่ากำลังปรับปรุงหลักสูตรและยังดำเนินการอยู่ ที่มี 53 หลักสูตรนั้นถึงวันนี้จำนวนหลักสูตรที่เปิดอยู่น่าจะลดลงอีกพอสมควร เพราะเท่าที่คุยผมได้คุยกับผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาบางแห่งบอกว่าการเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ทำให้กล้าตัดสินใจปิดหลักสูตรได้ทันที จากเดิมที่คิดว่าจะปิดหรือไม่ปิดดี”ดร.สุภัทร กล่าว

ดร.สุภัทร กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ สถาบันอุดมศึกษาใดที่คิดว่าหลักสูตรที่ สกอ.ประกาศไปนั้นไม่เป็นไปตามความเป็นจริง  สกอ.ก็พร้อมที่จะชี้แจงข้อมูล  และย้ำว่าการประเมินการประกันคุณภาพภายในของ สกอ.นั้นสถาบันอุดมศึกษาจะส่งข้อมูลใส่ในระบบของ สกอ. หลังสิ้นสุดปีการศึกษาภายใน 120 วัน กระบวนการกรอกข้อมูลทั้งหมดสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งจะดำเนินการด้วยตนเอง และหากมีความเปลี่ยนแปลงก็สามารถแก้ไขได้

แต่ถ้าสถาบันอุดมศึกษาใดตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อย และกดเสร็จสิ้นกระบวนระบบจะล็อก ไม่สามารถเข้าไปแก้ข้อมูลได้ ซึ่ง สกอ.ก็จะยึดตามข้อมูลล่าสุด และเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาสอบทานต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดชื่อแล้ว!!10 ม.เอกชนไร้คุณภาพ

สั่งปิด56หลักสูตร10ม.เอกชน

สกอ.ขึ้นเวบ182หลักสูตรไม่ผ่านมาตรฐานแจ้งยุติรับนศ.

182หลักสูตรปิด20งดรับนศ.48สรุปขึ้นเวบในสัปดาห์นี้

ประกาศแล้ว !! 182 หลักสูตรไม่ผ่านมาตรฐาน

ม.รามอันดับ1หลักสูตรไม่มาตรฐานแจงบ่าย2วันนี้

ลั่น!!เด็กต้องได้รู้หลักสูตรที่เรียนผ่านมาตรฐาน(มีคลิป)

(คลิป)จ่อฟ้องสกอ.ม.รามยันหลักสูตรมีมาตรฐานและคุณภาพ

สกอ.ตั้งโต๊ะแจงหลักสูตรที่เปิดเผย 18 ม.ค.นี้

“สุภัทร”ยืดอกแมนๆ ฟ้องผมอย่าฟ้องลูกน้อง

“สุภัทร” เชื่อมั่นมติกกอ.เป็นสิ่งที่ควรทำและถูกต้อง

วาง5แนวทางถกจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310413

วาง5แนวทางถกจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาชาติ

พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ, 5ประเด็น, 5ประเด็นจัดการศึกษา

มติบอร์ดกอปศ.วาง 5 ประเด็นถกวางกรอบจัดทำพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติวันที่ 3 ก.พ.นี้ ดึงข้อดีของเก่า ปรับให้สอดคล้องกับยุคสมัยใหม่ คาดเม.ย.นี้เห็นความชัดเจน

            เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เปิดเผยผลการประชุมกอปศ. ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ โดยเห็นตรงกันว่าร่างพ.ร.บ.ที่จะจัดทำขึ้นจะไม่ลงลึกรายละเอียดในการปฏิบัติ แต่จะนำประเด็นที่ต้องใช้มาไว้ในกฎหมายฉบับนี้ เพราะเป็นกฎหมาย ส่วนรายละเอียดในเรื่องที่จะดำเนินการสามารถเติมได้ในภายหลัง ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายว่าจะให้ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้แล้วเสร็จ หรืออย่างน้อยเห็นข้อสรุปที่ชัดเจนภายในเดือนเมษายน 2561 และจะพยายามให้เสร็จเป็นกฎหมายภายในรัฐบาลชุดนี้

“พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 จะมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน ส่วนจะเป็นการยกร่างกฎหมายใหม่ทั้งฉบับ หรือ นำของเดิมมาปรับปรุงนั้นจะต้องพิจารณาก่อน ซึ่งพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ใช้มากว่า 19 ปีแล้ว ซึ่งบางส่วนก็มีของดีเยอะพอควรและยังใช้ได้ ก็อาจจะนำมาปรับปรุง ขณะเดียวกัน ปัจจุบันก็มีความคาดหวังของสังคม มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นและมีความจำเป็นที่แตกต่างไปจากเดิม” ศ.นพ.จรัส กล่าว

อย่างไรก็ตาม  การจัดทำกฎหมายจะมุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่อยากได้ในการจัดการศึกษาของประเทศ คือ การจัดการศึกษาในลักษณะใหม่ ไม่ใช่มุ่งไปที่การปรับโครงสร้าง ส่วนจะกระทบกับโครงสร้างอย่างไรนั้นก็เป็นผลที่เกิดขึ้นจากการปรับการจัดการศึกษาใหม่ และไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามอาจจะกระทบบุคลากรบ้าง

ด้าน รศ.นพ.จิรุฒน์ ศรีรัตนบัลล์ กรรมการอิสระ ในฐานะประธานอนุกรมการเฉพาะกิจศึกษาแนวทางการจัดทำพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ประชุมได้กำหนดกรอบแนวคิดและหลักการที่จะนำไปรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม 5 ประเด็น ได้แก่ 1.สถาปัตยกรรมโครงสร้างพื้นฐานของการจัดระบบการศึกษา ที่ต้องปรับให้สอดคล้องกับบริบทของการพัฒนาประเทศและสังคมโลก โดยอาจจัดเป็นการศึกษาตามระบบ ที่หมายถึงการศึกษาในโรงเรียน นอกโรงเรียน และการศึกษาทางเลือก ซึ่งการศึกษาทางเลือกเป็นแนวทางที่สำคัญมากที่จะเปิดให้เกิดนวัตกรรมและความหลากหลายทางการศึกษาในอนาคต  2.การศึกษาเพื่อการดำรงชีวิต ที่ต่อยอดสมรรรถนะของประชาชนในวัยต่างๆรองรับการจ้างงานต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยผู้เรียนไม่ต้องเข้ามาศึกษาในระบบโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย และ

รศ.นพ.จิรุฒน์ กล่าวต่อไปว่า 3.การศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งการปฏิรูปครั้งนี้จะมองหาระบบกลไก แนวทางและมาตรการต่างๆ ที่จะส่งเสริมให้การศึกษาตามอัธยาศัยเกิดเป็นรูปธรรม และเอื้ออำนวยให้เกิดประสิทธิผลต่อการเรียนรู้ของประชาชน 4.ระดับการศึกษา จากเดิมการศึกษาขั้นพื้นฐานเริ่มตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 และการศึกษาระดับอุดมศึกษา ที่มีทั้งสายสามัญและสายอาชีพ แต่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มุ่งเน้นเรื่องเด็กมาก

ดังนั้น จะมีการบรรจุการศึกษาระดับก่อนวัยเรียนไว้ด้วย เพื่อให้ส่งผลต่อการจัดการในภาพใหญ่ของประเทศ รวมถึงการจัดการศึกษาสายวิชาชีพตอนต้น เพื่อให้เชื่อมโยงไปถึงการพัฒนาประเทศ ซึ่งหัวใจสำคัญคือจะมีการกลไกหรือระบบที่สามารถเทียบเคียงผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา จากรูปแบบการศึกษาที่แตกต่างกันได้ และ5.มีความจำเป็นที่ต้องทำความชัดเจน ในเรื่องนโยบาย การกำกับดูแล หน่วยงานที่ปฏิบัติงานด้านการศึกษา และหน่วยงานที่สนับสนุน เป็นต้น ทั้งนี้ กอปศ.จะนำประเด็นต่างๆเหล่านี้ประชุมรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 3 กุมภาพันธ์นี้ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ร็อกวัยรุ่น(ปู่)..ปลุกไฟดนตรีฟื้นความเฟี้ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310304

ร็อกวัยรุ่น(ปู่)..ปลุกไฟดนตรีฟื้นความเฟี้ยว

ผู้สูงอายุ, สสส., วงเบเน็ตตี้, วงร็อครุ่นปู่

สูงวัยแต่ไฟยังเต็มเปี่ยม..”เบเน็ตตี้” วงร็อครุ่นปู่ ที่จะออกมาวาดลวดลาย ฝีมือทางดนตรีกับบทเพลง “จุดเดิม” มาทำความรู้จักที่มาที่ไปของวงนี้…

        แม้สูงวัยแต่ไฟยังเต็มเปี่ยม และเพราะสังคมไทยมีลักษณะการ “เหยียดวัย” ทำให้ “เบเน็ตตี้” (Benetty) วงดนตรีที่มีสมาชิกอายุมากสุด 87 ปี น้อยสุด 65 ปี จึงต้องออกมาวาดลวดลายแสดงฝีมือทางดนตรี เพื่อบอกว่า “อะไรที่วัยรุ่นทำได้ สูงวัยก็ยังมีไฟทำได้” ผ่านเพลงแนวร็อก “จุดเดิม” ที่จะออนแอร์ให้ได้ฟังในคลื่นวิทยุวัยรุ่นเร็วๆ นี้

        สมาชิกวง “เบเน็ตตี้” มีทั้งหมด 6 คน ประกอบด้วย ร.ต.บุญเสริม ชูช่วย อายุ 87 ปี เมาท์ออแกน, นายวิชาญ ณ ระนอง อายุ 80 ปี ร้องนำ, นายเทพ เก็งวินิจ อายุ 74ปี คีย์บอร์ด, นายศิริ ดีลัน อายุ 69 ปี เบส, นายธนกร เจียสิริ อายุ 66 ปี กลอง และนายฐิติชัย สวัสดิ์เวช อายุ 65 ปี กีตาร์ ส่วนชื่อวงมาจาก โทนี เบนเนต นักร้องชาวอเมริกัน โดยเติม ty เข้าไปหลังนามสกุลเบนเนต เป็นคำที่ไม่มีคำแปล แปลกๆ ดีสมาชิกวงจึงลงมติตั้งชื่อนี้

ร็อกวัยรุ่น(ปู่)..ปลุกไฟดนตรีฟื้นความเฟี้ยว

        “จากที่มองเห็นศักยภาพของผู้สูงอายุในเชิงดนตรี จะเห็นว่าผู้สูงอายุมักจะชอบเรื่องดนตรีอยู่แล้ว แต่ถูกตั้งคำถามว่าทำไมจะต้องเป็นดนตรีสำหรับผู้สูงอายุอย่างเดียว ทำไมต้องเป็นดนตรีสมัยก่อน เป็นไปได้หรือไม่ที่จะลดช่องว่างระหว่างวัย ผู้สูงอายุเล่นดนตรีร่วมสมัย สนุกไปพร้อมกับคนรุ่นใหม่ได้หรือไม่ เกิดจากคำถามนี้ และข้อค้นพบว่าพลังศักยภาพของผู้สูงอายุมีอยู่จริงและสามารถสนุกไปพร้อมกับคนรุ่นใหม่ได้ มองดนตรีเป็นเครื่องมือในการสร้างเสริมสุขภาวะทางใจ ทำให้ผู้สูงอายุมีชีวิตชีวา มีความสุขและนำไปสู่สิ่งต่างๆ สุขภาพดี สามารถมีเพื่อน เครือข่ายและดูแลตัวเองได้ เพราะดนตรีเป็นเครื่องมือสำคัญในการหล่อเลี้ยงหัวใจของคน รวมถึงผู้สูงอายุและเป็นการลดช่องว่างระหว่างวัย จะได้อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุขภาพ” นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เล่าถึงแนวคิดการสร้างวง “เบเน็ตตี้”

ร็อกวัยรุ่น(ปู่)..ปลุกไฟดนตรีฟื้นความเฟี้ยว

         ด้วยเหตุนี้ สสส.จึงเชิญ บริษัท ชูใจ กะ กัลยาณมิตร จำกัด ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยสานฝันให้เป็นจริง ด้วยการสร้าง วงดนตรีผู้สูงอายุสมัยใหม่ โดยเริ่มดำเนินการเมื่อมาราว 4-5 เดือนก่อน ซึ่งต้องมีกระบวนการที่ละเอียดอ่อนทั้งในเรื่องความเข้าใจผู้สูงอายุ การรับสมัคร การคัดเลือก การให้เกียรติ และการหาจุดแข็งของผู้สูงอายุแต่ละคน

          นายคงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับสารคดี ซึ่งรับผิดชอบงานโปรดักชั่นของวง เล่าว่า บริษัท ชูใจ กะ กัลยาณมิตร จำกัด ได้รับแนวคิดจาก สสส. จึงมีการหารือร่วมกันเกี่ยวกับแนวเพลงที่จะทำ ซึ่งสรุปร่วมกันที่จะทำแนวเพลงร่วมสมัย เพราะปัจจุบันมีผู้สูงอายุที่ร้องเพลงมากอยู่แล้ว แต่มีผู้สูงอายุอีกจำนวนมากที่มีความสามารถทางดนตรี และทุกคนเคยวัยรุ่นมาก่อน ดังนั้น ปักธงเลยว่าเมื่อทุกคนเคยเฟี่้ยวมา เพราะฉะนั้น จะทำเพลงร่วมสมัย ที่เป็นเพลงยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะแนวร็อก ทว่า ก่อนที่ทีมงานจะเริ่มต้น จะต้องมีการอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้สูงอายุก่อนที่คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้มีความเข้าใจผู้สูงอายุมากขึ้นทั้งในเรื่องอารมณ์และสุขภาพ

ร็อกวัยรุ่น(ปู่)..ปลุกไฟดนตรีฟื้นความเฟี้ยว

       การเตรียมวงจึงเริ่มตั้งแต่การหาโปรดิวเซอร์ที่ทำเพลงร่วมสมัย จนได้ เจ เจตมนต์ มละโยธา แห่งค่ายสมอลล์รูม มาร่วมงาน การคัดเลือกสมาชิกวงด้วยการออดิชั่น หลังจากมีการประกาศรับสมัครในสื่อออนไลน์ต่างๆ และผ่านสมาคมผู้สูงอายุ โดยคุณสมบัติสำคัญคือ ต้องอายุ 65 ปีขึ้นไป มีความรักในเสียงเพลง  และมีทักษะด้านดนตรีชนิดใดก็ได้ ซึ่งมีผู้สูงอายุสนใจจำนวนไม่น้อย ต้องใช้เวลาในการคัดเลือกหลายสัปดาห์ ในการคัดเลือกนอกจากดูความสามารถเหมิือนการคัดเลือกวงวัยรุ่นทั่วไปแล้ว ยังต้องมีความละเอียดเพิ่มขึ้นในเรื่องสุขภาพและทัศนคติที่จะต้องยังมีไฟอยู่เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้สูงอายุอื่นๆ ว่าสามารถออกมาแสดงศักยภาพต่างๆ ตามความถนัดของตัวเองได้

       ที่สุดแล้วได้สมาชิกวงทั้ง 6 คน ทุกคนล้วนแต่มีดนตรีอยู่ในชีวิตตัวเอง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทุกท่านยังมีความกระชุ่มกระชวยอยู่ตลอด ในแง่ของชิ้นงาน วงเบเน็ตตี้ จะมีการผลิต 3 ส่วนสำคัญ คือ เพลง มิวสิกวิดีโอ และสารคดีการทำวงและชีวิตของสมาชิกวงแต่ละคน เพื่อให้เห็นภาพว่าการที่คนเรามีเป้าหมายอะไรสักอย่าง จะทำให้ชีวิตเรามีควาหมาย ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องดีสำหรับคนสูงวัยในการหาเป้าหมายให้แก่ตัวเอง

ร็อกวัยรุ่น(ปู่)..ปลุกไฟดนตรีฟื้นความเฟี้ยว

        ณ ตอนนี้เพลงแรกของวงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชื่อเพลง “จุดเดิม” เป็นแนวร็อกแบบร็อกวัยรุ่นทั่วไป เนื้อหาจะมองว่าเป็นเพลงรักหรือเพลงเกี่ยวกับวิธีมองชีวิตก็ได้ เพราะตอนแต่งได้แจ้งกับนักแต่งเพลงว่า ไม่ต้องการเพลงรักที่เป็นเพลงรักเลย เพราะสมาชิกวงเป็นรุ่นใหญ่ที่มาร้องและเล่น ควรจะมีความลึกมากขึ้นด้วย ส่วนทำมิวสิกวิดีโอมีการถ่ายทำเสร็จแล้วเช่นกัน คาดว่าจะปล่อยเพลงให้ได้ฟังกันในเร็วๆ นี้ โดยจะออนแอร์ผ่านคลื่นวิทยุวัยรุ่นต่างๆ ขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผนเปิดตัวเพลง

        “โครงการนี้ไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อให้ผู้สูงอายุตื่นตัวเท่านั้น แต่ต้องการให้วัยอื่นๆ มองเห็นศักยภาพผู้สูงอายุว่ามีมากกว่าที่เขาเข้าใจ และผู้สูงอายุจะมองเห็นศักยภาพของตัวเองด้วยว่า จริงๆ ไม่จำเป็นจะต้องอยู่แต่รูปแบบเดิมๆ ซึ่งเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจของคนทุกวัย เพราะผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะอยู่ร่วมกับลูกหลาน จะทำให้ช่องว่างระหว่างวัยหรืออะไรต่างๆ นานา มีความเข้าใจกันมากขึ้น” นายคงเดช ผู้รับผิดชอบงานโปรดักชั่นกล่าวด้วยความเชื่อมั่น

ร็อกวัยรุ่น(ปู่)..ปลุกไฟดนตรีฟื้นความเฟี้ยว

           ขณะที่ ร.ต.บุญเสริม ตัวแทนสมาชิกวง บอกว่า ทราบเรื่องการเปิดรับสมัครสมาชิกวงจากการที่หลานมาบอกให้ลองไปสมัคร เพราะเป็นคนชอบสนุกสนาน จึงสนใจสมัครเข้าร่วม ปกติก็เล่นดนตรีอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมาท์ออแกน เป่ามา 50-60 ปี ช่วงไปอยู่ดอยตุง จ.เชียงราย ก็เป็นจิตอาสาเล่นดนตรีการกุศลตามสถานที่ต่างๆ เมื่อลองเป่าให้ทีมงานฟัง ก็ได้รับคัดเลือก ซึ่งการรวมวงของสมาชิกแม้จะไม่ได้รู้จักกันมาก่อน ก็ไม่ได้มีปัญหา ทุกคนเป็นกันเองสนุกสนาน

          “วันที่นัดซ้อมของวงหรือทีมงานนัดเจอ หลานก็ช่วยพาไป ผมไปเองไม่ได้ ถนนหนทางในกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะไปอยู่ จ.เชียงรายมา 5 ปี เพลงแรกที่เตรียมจะออกมา ฟังแล้วดี ไม่ใช่เพลงที่เก่าเกินไป มีความร่วมสมัยฟังได้ทุกวัย แม้ผู้สูงอายุเล่นและร้อง ก็เป็นแนวเพลงที่วัยรุ่นก็ฟังได้ การที่ผมได้ร่วมในวงก็สนุกดี ส่วนตัวไม่ได้เป็นนักดนตรีมืออาชีพอะไร แต่ดนตรีช่วยทำให้ผู้สูงอายุมีความสุข ผมอายุ 87 ปีก็เป่าเมาท์ออแกนสบาย เป่า 20 เพลงต่อเนื่องก็ได้” ร.ต.บุญเสริมกล่าว

ร็อกวัยรุ่น(ปู่)..ปลุกไฟดนตรีฟื้นความเฟี้ยว

         หลังจากปล่อยเพลงแรกแล้ว นางภรณี บอกว่า สิ่งที่คาดหวังคืออยากให้สังคมเห็นศักยภาพผู้สูงอายุ เห็นว่าท่านมีความสามารถและทำได้เหมือนที่วัยอื่นๆ ทำเช่นกัน เพียงแต่ปรับมุมมองของคนในสังคม เพราะปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในภาวะเหยียดวัย จะเห็นได้จากคำพูด “มนุษย์ลุง” “มนุษย์ป้า” ต่างๆ ซึ่งในแผนผู้สูงอายุชาติ จะเห็นว่าประเทศไทยสอบตกในเรื่องนี้

         เพราะฉะนั้นมุมนี้จะเป็นการสร้างให้หลายคนฉุกคิดว่า “ปู่ย่าตายายเราที่อยู่ในบ้าน ความจริงท่านมีความสามารถหรือมีแง่มุมอื่นๆ ที่มีประสบการณ์ ชุดความรู้ต่างๆ ที่มีคุณค่ามาก ลืมมองไปหรือเปล่า อยากให้ทุกคนหันมาสนใจและให้ความสำคัญเรื่องผู้สูงอายุกับภูมิปัญญา กับความรู้ที่ท่านมี” นางภรณีกล่าว

         0 พวงชมพู ประเสริฐ 0 รายงาน

หูหนวกก็ผัดหมี่ขายจนเป็น”เถ้าแก่น้อยผัดหมี่โคราช”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310289

หูหนวกก็ผัดหมี่ขายจนเป็น”เถ้าแก่น้อยผัดหมี่โคราช”

เถ้าแก่น้อย, หมี่โคราช, ประชารัฐ, โครงการหมี่โคราชสร้างเถ้าแก่น้อย

โครงการผัดหมี่โคราชสร้างเถ้าแก่น้อย” โรงเรียนนครราชสีมาปัญญานุกูล เป็นการฝึกให้เด็กเกิดการเรียนรู้และมีความเชี่ยวชาญในการทำอาหาร มีวิชาไปประกอบอาชีพ

         “โครงการผัดหมี่โคราชสร้างเถ้าแก่น้อย” โรงเรียนนครราชสีมาปัญญานุกูล เป็นการฝึกให้เด็กเกิดการเรียนรู้และมีความเชี่ยวชาญในการทำอาหาร ช่วยให้นักเรียนมีการพัฒนาทางความคิด การตัดสินใจ นักเรียนสามารถใช้วิชาความรู้ไปประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองหลังจบการศึกษา และยังเป็นการรักษาเอกลักษณ์ของอาหารพื้นเมืองท้องถิ่น จ.นครราชสีมา

หูหนวกก็ผัดหมี่ขายจนเป็น"เถ้าแก่น้อยผัดหมี่โคราช"

         โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา และนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อพัฒนาศักยภาพนักเรียนในทุกๆ ด้าน ให้สามารถดำเนินชีวิตและอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคมได้อย่างปกติสุข

         หนึ่งในโครงการคอนเน็กซ์ อี ดีในความรับผิดชอบ และได้รับการสนับสนุนจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ที่รับผิดชอบโรงเรียนทั้งหมด 195 แห่ง

หูหนวกก็ผัดหมี่ขายจนเป็น"เถ้าแก่น้อยผัดหมี่โคราช"

(กลาง) น้องดา – น.ส.วิภา เผื่อนกลาง

         วันนี้ “น้องดา” หรือ น.ส.วิภา เผื่อนกลาง นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ชั้น ม.4 โชว์ฝีมือผัดหมี่โคราช ส่งกลิ่นหอม กระตุ้นให้น้ำลายสอและอยากลิ้มลองรสชาติอันแสนอร่อย โดยปกติเธอมักจะทำหน้าที่เป็น “มือผัด” เพื่อต้อนรับผู้ที่มาเยี่ยมเยือนโรงเรียนหรือคณะจากหน่วยงานต่างๆ ที่มาศึกษาดูงานโครงการผัดหมี่โคราชของโรงเรียน  และเช่นเดียวกับทุกๆ ครั้งที่ “น้องดา” มีโอกาสโชว์ฝีมือให้ผู้มาเยี่ยมเยือนได้ชมและลิ้มรส ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมในรสชาติที่อร่อย “น้องดา” ส่งภาษามือสื่อความดีใจและแสดงความขอบคุณ

หูหนวกก็ผัดหมี่ขายจนเป็น"เถ้าแก่น้อยผัดหมี่โคราช"

          น้องดา เป็นนักเรียน 1 ใน 7 คน ที่ได้เรียนรู้และฝึกฝนการผัดหมี่โคราช จนเกิดความเชี่ยวชาญ สามารถทำได้ทุกขั้นตอน แม้ว่าเธอจะมีความบกพร่องทางการได้ยิน แต่น้องมีทักษะและความสามารถด้านอื่นๆ ทำให้สามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับเด็กปกติ เป็นตัวแทนของโรงเรียนแข่งขันร้อยมาลัยสองชายประเภทนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน และยังได้รับรางวัลหรียญทอง วอลเล่ย์บอลชายหาด รุ่นอายุ 17-25 ปี กีฬานักเรียนคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 18 โคราชเกมส์

          นางสังเวียน วัฒนา หรือ คุณครูเอ๋ คุณครูที่ทำหน้าที่รับผิดชอบโครงการจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ ในโครงการผัดหมี่โคราช เล่าว่า ปัจจุบันมีเด็กนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ได้รับการฝึกทำผัดหมี่โคราช 15 คน ในจำนวนนี้ 7 คน สามารถเรียนรู้การทำผัดหมี่โคราชได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่ซื้อวัตถุดิบ เตรียมเครื่องปรุง ผัดหมี่ ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย

หูหนวกก็ผัดหมี่ขายจนเป็น"เถ้าแก่น้อยผัดหมี่โคราช"

          ส่วนเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา จะช่วยในเรื่องการเตรียมเครื่องปรุง เช่น ปอกหอม ปอกกระเทียม ทำความสะอาดอุปกรณ์ ซึ่งผัดหมี่โคราชฝีมือน้องๆ ร.ร.นครราชสีมาปัญญานุกูล รสชาติไม่แพ้มืออาชีพ เพราะได้รับการถ่ายทอดความรู้ สูตรอาหาร เทคนิคการปรุง จากมืออาชีพชื่อดังประจำจังหวัดนครราชสีมา

           “โรงเรียนเล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมอาชีพเพื่อการมีงานทำให้แก่นักเรียนที่มีความพิการ จึงบรรจุอาชีพผัดหมี่โคราช เป็นหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เพื่อให้เด็กสามารถเลือกเรียนรู้ตามความสนใจและความถนัด ซึ่งจะสร้างรายได้ระหว่างเรียนและสามารถนำไปเป็นอาชีพได้” ครูเอ๋ กล่าว

หูหนวกก็ผัดหมี่ขายจนเป็น"เถ้าแก่น้อยผัดหมี่โคราช"

           นอกจากน้องๆ ที่เข้าร่วมโครงการผัดหมี่โคราชจะมีโอกาสได้ฝึกความเชี่ยวชาญการทำผัดหมี่ในชั่วโมงวิชาการงานอาชีพ สัปดาห์ละ 3 วันแล้ว ผัดหมี่โคราชที่ทำในแต่ละครั้ง ยังถูกนำมาขายให้แก่คุณครู นักเรียน และบุคลากรในโรงเรียน ในราคากล่องละ 10-20 บาท ซึ่งในแต่ละครั้งน้องๆ จะมีรายได้ประมาณ 400-500 บาท และในระหว่างนี้ โรงเรียนเตรียมความพร้อมฝึกฝีมือน้องๆ ให้ชำนาญ เพื่อโชว์ฝีมือผัดหมี่โคราชในงานฉลองชัยชนะท้าวสุรนารี งานใหญ่ประจำปีของ จ.นครราชสีมา ที่จะจัดขึ้นประมาณเดือนมีนาคมนี้

          “โครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน” หรือ คอนเน็กซ์-อีดี (Connext ED) จัดขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลดึงภาคเอกชน 12 บริษัทเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนและยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยกว่า 3,351 โรงเรียน ร่วมสร้างเด็กดีและเด็กเก่งกว่า 749,349 คน เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนโรงเรียนในการจัดกิจกรรมที่แตกต่างกันตามความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม โดยมุ่งเน้นส่งเสริมการศึกษา สร้างเสริมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของนักเรียน ทั้งทางด้านวิชาการ ทักษะการงานอาชีพ ดนตรี ศิลปะ กีฬา เทคโนโลยีสารสนเทศ

นิทรรศการ “เปลือกหอย” ใหญ่ที่สุดถิ่นอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310259

นิทรรศการ “เปลือกหอย” ใหญ่ที่สุดถิ่นอีสาน

นิทรรศการเปลือกหอย, ม.ขอนแก่น, พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา, เปลือกหอย

ม.ขอนแก่นจัดนิทรรศการ “เปลือกหอย” รวมความสวยงามของเปลือกหอยทั่วโลก มาจัดแสดงสะท้อนความหลากหลายทางชีวภาพ กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้และเยาวชนเห็นคุณค่า

         “หอย”สัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังจำนวนมากเป็นอันดับสองของโลกรองจากแมลง มีความเกี่ยวพัน เชื่อมโยงกับมนุษย์อย่างน่าอัศจรรย์ อาทิ ด้านประเพณีความเชื่อ รดน้ำสังข์  ด้านภูมิศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงภาวะโลกร้อน  ด้านเศรษฐศาสตร์ ใช้เป็นเบี้ยเพื่อการแลกเปลี่ยนสินค้า  หรือนำมาเพื่อบริโภค แต่ขณะเดียวกันหอยบางชนิดกำลังพบวิกฤติอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธ์ เช่น หอยมือเสือ หอยตลับ (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,2556) เพื่อให้เยาวชนไทยได้มีโอกาสศึกษาเรียนรู้ และตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งมีชีวิตและความหลากหลายทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้ร่วมมือกับภาคเอกชนและมหาวิทยาลัยเครือข่าย เปิดพื้นที่แหล่งเรียนรู้แก่เยาวชน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ที่สามารถหาชมเปลือกหอยค่อนข้างยาก ภายใต้การจัดแสดงนิทรรศการ “เปลือกหอย” นับเป็นนิทรรศการการแสดงเปลือกหอยใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน

นิทรรศการ "เปลือกหอย" ใหญ่ที่สุดถิ่นอีสาน

           นายจอม  ปัทมคันธิน  พิพิธภัณฑ์เปลือกหอย ที่หาดราไวย์ จังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการสะสมหอย เกิดจากความสงสัยส่วนตนเกี่ยวกับความงามของเปลือกหอย กระทั่งเริ่มสะสมมาเรื่อยๆ จึงพบความหมายในคำถามนั้น เมื่อจำนวนเปลือกหอยเพิ่มมากขึ้น จึงจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ เปิดให้ชาวต่างชาติชม ซึ่งเป็นที่นิยมมาก และขยายผลสู่สถาบันศึกษา ซึ่งนับว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นแห่งแรกที่ นำเปลือกหอยมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ซึ่งมีมูลค่าสูงมาก โดยเล็งเห็นว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของภาคอีสาน ภายใต้จุดประสงค์หลักคือ ปลูกฝังให้เยาวชนตระหนักถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติ อยู่อาศัยกันอย่างพึ่งพาและเกื้อกูลกัน

นิทรรศการ "เปลือกหอย" ใหญ่ที่สุดถิ่นอีสาน

นายจอม  ปัทมคันธิน

“จุดเด่นของนิทรรศการเปลือกหอย คือ ความสวยงามของเปลือกหอยทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น เปลือกหอยทะเล เปลือกหอยบก และเปลือกหอยน้ำจืด ซึ่งหอยในต่างประเทศไม่สวยงามเท่าบ้านเรา ด้วยเนื่องจากสภาพอากาศที่แตกต่าง จึงทำให้ชาวต่างชาติบินมาดูหอยที่ประเทศของเรา”

นิทรรศการ "เปลือกหอย" ใหญ่ที่สุดถิ่นอีสาน

          ผศ.พงษ์รัตน์ ดำรงโรจน์วัฒนา ภาควิชาชีววิทยา เครือข่ายสถาบันการศึกษาจากมหาวิทยาลัยบูรพา  กล่าวถึงความน่าสนใจของหอยว่า  หอยมีความเกี่ยวพันกับชีวิตมนุษย์มนุษย์ในหลายมิติ เช่น ด้านขนบธรรมเนียม ในพิธีมงคลสมรสมักมีการรดน้ำคู่บ่าวสาวด้วยหอยสังข์  ด้านประวัติศาสตร์สร้างผังเมืองโบราณด้วยเปลือกหอย ด้านภูมิศาสตร์ พยากรณ์การเปลี่ยนแปลงภาวะโลกร้อนด้วยหอย  ด้านประชากรศาสตร์สามารถทราบถึงการเคลื่อนย้ายของถิ่นฐานมนุษย์ยุคก่อนตามบริเวณริมน้ำ  ด้านเศรษฐศาสตร์ใช้เป็นเบี้ย แลกเปลี่ยนแทนเงินสมัยพ่อขุนรามคำแหง ด้านสาธารณสุข หอยบางชนิดเป็นยารักษาโรค และด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การวัดค่าน้ำเสีย ได้จากการดูจำนวนหอยบางชนิดในแม่น้ำนั้น  นับว่าผูกพันกับชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย

นิทรรศการ "เปลือกหอย" ใหญ่ที่สุดถิ่นอีสาน

         ดร.กรอร วงษ์กำแหง ภาควิชาสัตววิทยา เครือข่ายสถาบันการศึกษาจากหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  กล่าวถึงสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนในการจัดแสดง การจัดนิทรรศการครั้งนี้ แสดงความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งไม่สามารถประเมินมูลค่าได้  แสดงถึงความมั่นคงและความอุดมสมบูรณ์ของชาติไทย  นิทรรศการหอยจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือในการเรียนรู้ที่ดีอย่างหนึ่ง ที่ช่วยให้เยาวชนเห็นคุณค่าเกิดการศึกษาสิ่งมีชีวิต เพื่อให้เข้าใจ เข้าใจ และพัฒนาทรัพยากรที่มีอยู่และใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า  ทำให้ประเทศชาติ มีภาวะเข้มแข็ง ดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน

นิทรรศการ "เปลือกหอย" ใหญ่ที่สุดถิ่นอีสาน

          ผศ.เพ็ญประภา เพชระบูรณิน ผู้จัดการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา มหาวิทยาลัยขอนแก่น  กล่าวว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา อพ.สธ. มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2559 เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมวัสดุอุเทศ  แสดงนิทรรศการและเผยแพร่ความรู้ และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ศึกษาธรรมชาติวิทยาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ภายในได้จัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติวิทยา นับตั้งแต่การกำเนิดโลกสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ นำเสนอในรูปแบบที่แปลกใหม่ โดยผู้เข้าชมสามารถมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และค้นหาคำตอบได้ด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการเป็นพื้นที่เรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่เยาวชนและประชาชนในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างแท้จริง

นิทรรศการ "เปลือกหอย" ใหญ่ที่สุดถิ่นอีสาน

ผศ.เพ็ญประภา เพชระบูรณิน

         การจัดนิทรรศการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ให้ประชาชนทราบถึงคุณค่าและความสำคัญของเปลือกหอย ตลอดจนเพื่อศึกษาความรู้เกี่ยวกับหอยในทุกประเภท อาทิ หอยทะเล หอยบก หอยน้ำจืด พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาในนามตัวแทนมหาวิทยาลัยขอนแก่น ต้องขอขอบพิพิธภัณฑ์เปลือกหอยภูเก็ต ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยเครือข่ายทั้งสองแห่ง ที่บริจาคเปลือกหอย และส่งเสริมให้เยาวชนไทยได้มองลึกลงไปในคุณค่าของสิ่งมีชีวิตและสนใจความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น”

นิทรรศการเปลือกหอย สามารถรับชมได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา”  อาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา มหาวิทยาลัยขอนแก่น เลขที่ 123 ริมบึงสีฐานฝั่งทิศตะวันตก ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40002 หมายเลขติดต่อ 0-4300-9700 ต่อ 45596 หรือ เว็บไซต์ http://rspg.kku.ac.th   และ facebook:พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำหรับอัตราค่าเข้าชม เด็ก 10 บาท นักเรียน/นักศึกษา 20 บาทผู้ใหญ่ 40 บาท

หอการค้าไทยปั้นนักรบเศรษฐกิจรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310292

หอการค้าไทยปั้นนักรบเศรษฐกิจรุ่นใหม่

IDE 2018, นักธุรกิจนวัตกรรม, IDE Ecosystem

งาน “IDE 2018 ” เปิดเฟ้นหาธุรกิจนวัตกรรมแห่งปี 22-24ก.พ.นี้ เชื่อ IDE สร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่รองรับTrade 4.0 และ Service 4.0 ยกระดับ Start up

         ไม่ใช่เพียงงาน Event ที่จัดขึ้นเพียง 2-3 วันเท่านั้น สำหรับงาน IDE 2018 ที่จัดโดยศูนย์การสร้างผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย หรือ IDE Center by UTCC ร่วมกับบริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด กลุ่มมิตรผล ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) และภาคีพันธมิตร แต่เป็นการสร้างเครือข่ายกิจกรรมองค์ความรู้ด้านประกอบการ และสร้างผู้ประกอบการIDEทั่วประเทศ ภายใต้ความร่วมมือทั้งภาคการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการลงทุน และผู้ประกอบการ

           นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทยแห่งประเทศไทย และนายกสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษ ทิศทางและแนวโน้มของผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมกับเศรษฐกิจไทยว่าหอการค้าไทยเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งปีนี้คาดว่าจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยภาคลงทุนที่มีการเติบโตอย่างมาก คือ การส่งออก และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยว 35ล้านคน ปีนี้คาดว่าไม่ต่ำกว่า 37 ล้านคน

      ดังนั้น ตอนนี้เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นแล้ว และทางภาครัฐเองมีนโยบายขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจฐานราก อีกทั้งต้องมีการเปลี่ยนแปลงยกระดับการทำธุรกิจร่วมด้วย เพราะคงทำแบบเดิม ทำงานแบบเดิมไม่ได้ ต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ซึ่งการสร้างผู้ประกอบการ โดยเข้าสู่โครงการบ่มเพาะIDE Ecosystem หรือ ระบบนิเวศธุรกิจนวัตกรรม จะเป็นกระบวนการเรียนรู้แบบ  IDE Center by UTCC ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือMIT ประเทศสหรัฐอเมริการ ซึ่งได้นำเอาความรู้เชิงวิชาการมาถ่ายทอดให้แก่นักศึกษาและผู้ประกอบการด้วยการใช้หลักการ 24 ขั้นตอนของการเป็นผู้ประกอบการของ Bill Aulet หากผู้ประกอบการรุ่นใหม่ SME หรือ Start up ได้เรียนรู้ 24 ขั้นตอนนี้สามารถทำธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน 

         “หอการค้าไทย และสภาหอการค้าไทยแห่งประเทศไทย ได้สนับสนุน การค้าการลงทุน ทั้งด้านการเกษตรและอาหาร การท่องเที่ยว และการบริการ เพราะครึ่งหนึ่งของจีดีพีประเทศ เติบโตทางด้านธุรกิจเหล่านี้ โดยนอกจากร่วมมือกับภาครัฐหลายหน่วยงานแล้ว ยังร่วมกับภาคเอกชน และภาคท้องถิ่น ผ่านโครงการต่างๆ อาทิ โครงการไทยเท่ห์ เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการท้องถิ่น การคิดค้นนวัตกรรมให้ท้องถิ่น หรือโครงการ BigBrother หรือพี่ช่วยน้อง ให้บริษัทใหญ่เป็นบริษัทพี่เลี้ยง 14 แห่ง ร่วมพัฒนาบริษัท SME จำนวน 170 แห่ง ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้ SME จากประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี เป็น 100 ล้านบาทต่อปี และปีนี้จะขยายบริษัทใหญ่ เป็น 36 แห่ง ช่วยน้องๆSME 300 กว่าบริษัท คาดว่าจะเพิ่มมูลค้าแก่บริษัทในกลุ่ม SME ได้อีกมหาศาล” นายกลินท์ กล่าว

         นอกจากนัั้น หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้มีการจัดทำ โมเดลธุรกิจ (Business Model) ที่มีความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร ทำให้สามารถดึงดูดความสนใจจากแหล่งเงินทุนภายนอกประเทศ ก่อให้เกิดศักยภาพทางการแข่งขัน และเพื่อร่วมส่งเสริมนวัตกรรมหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจึงได้นำระบบการค้าอัจฉริยะ หรือ Smart Trade Platform ซึ่งประกอบด้วย Trade 4.0 และ Service 4.0 มาส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนของการค้าขายสินค้าและบริการเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ

        รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มกค.)กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีความพยายามสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อช่วยกันสร้างระบบนิเวศธุรกิจนวัตกรรม(IDE Ecosystem) ให้เกิดนักรบเศรษฐกิจรุ่นใหม่ หรือผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมหรือใช้นวัตกรรมสร้างสรรค์ธุรกิจแบบใหม่ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เรียกว่า IDE (Innovation-Driven Entrepreneurship) เพราะหน่วยงานเพียงภาคการศึกษาอย่างเดียวคงไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้ง 5 ภาคส่วน ได้แก่ ผู้ประกอบการ (Entrepreneurs) ภาครัฐบาล (Government) ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ (Corporate) ภาคเงินทุน (Risk Capital) และภาคการศึกษา (University) ซึ่งแต่ละภาคส่วนต้องผลักดันและส่งเสริมซึ่งกันและกัน

        ผู้ประกอบการแบบ IDEต้องเริ่มจากการความคิดหรือไอเดียในการผลิตสินค้า หรือบริการที่ผู้บริโภคต้องการอย่างแท้จริง จากนั้นก็ต้องหาแหล่งเงินทุน เพื่อสนับสนุนเงินทุนให้ผลิตสินค้าและบริการนั้นๆ รวมถึงมีผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยเหลือในด้านต่างๆ เพื่อช่วยพัฒนาสินค้าก่อนนำเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคต่อไป โดยมกค. มุ่งการส่งเสริมผู้ประกอบการและ Start up ที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีเทคโนโลยี มีแผนธุรกิจใหม่ๆ ที่มีเป้าหมายในการขยายตลาดสู่ภูมิภาค และตลาดโลก เพื่อช่วยผลักดันภาคเศรษฐกิจและธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

       ภายใต้โครงการบ่มเพาะ IDE Ecosystem หรือระบบนิเวศธุรกิจนวัตกรรม ทาง IDE Center by UTCC ตั้งเป้าที่จะพัฒนา ฝึกอบรมผู้ประกอบการเพื่อพัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมจำนวนทั้งสิ้น 1,000 ราย ผ่านการแข่งขันแผนธุรกิจ IDE Competitions 3 รายการ ได้แก่ การแข่งขันกะเทาะเปลือก การแข่งขันประกวดแผนธุรกิจเพื่อสังคม (Global Social Venture Competition: GSVC) ในระดับภูมิภาคอาเซียน และการแข่งขัน MITEF Startup Competition Thailand ซึ่งเป็นการแข่งขันในระดับโลก ซึ่งมีมูลค่ารางวัลรวมทั้งสิ้นกว่า 2 ล้านบาท การแข่งขันแผนธุรกิจจะช่วยบ่มเพาะให้ผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนแนวคิดให้เกิดผลกระทบเชิงบวกที่ครอบคลุมในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

       นอกจากนี้กิจกรรม IDE 2018 ยังได้เปิดเวที Think Big, Act Small Symposium ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Innovators Under 35 ได้นำผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมระดับโลกที่ประสบความสำเร็จ มาร่วมแบ่งปันและเสริมสร้างความรู้และผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยรุ่นใหม่ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมและสามารถนำไปพัฒนาตนเองให้แข่งขันในระดับโลกได้ต่อไป โดยผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมต้องการสร้าง Design Thinking ที่คิดจากปัญหาที่มีอยู่ในสังคมแล้วจะผลิตอะไรเพื่อตอบโจทย์ปัญหาเหล่านั้นในการสนองความต้องการของผู้บริโภคเป็นจุดเริ่มต้น

        “การส่งเสริมและสร้างผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ IDE ที่ได้พัฒนาร่วมกับสถาบัน MIT สหรัฐอเมริกา เพื่อปรับเปลี่ยน Mindset จากการเป็นผู้ประกอบการแบบเดิม ผ่านการการฝึกอบรม พัฒนาและบ่มเพาะ ไปจนถึงการสรรหาและสนับสนุนแหล่งทุน สร้างเครือข่ายระบบนิเวศธุรกิจนวัตกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยมีแนวคิด เทคโนโลยีไปจนถึงแผนธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อให้สามารถขยายธุรกิจไปสู่ตลาดภูมิภาคและตลาดระดับโลก”รศ.ดร.เสาวณีย์ กล่าว

         สำหรับกิจกรรม IDE 2018 จะเป็นการเปิดเวทีเฟ้นหาที่สุดของธุรกิจนวัตกรรมแห่งปีของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมจัดกิจกรรม Think Big, Act Small Symposium รวบรวมผู้นำทางความคิดจากทั่วโลกแบ่งปันประสบการณ์สร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงสังคม เดินหน้าขยายเครือข่ายระบบนิเวศธุรกิจนวัตกรรมของประเทศไทย ร่วมสร้างผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม เร่งส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยผู้สนใจสามารถเข้าร่วมได้ในระหว่างวันที่ 22-24 กุมภาพันธ์ 2561 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองบัตรเข้าร่วมงานได้ที่ http://go.eventpop.me/ideutcc