บอร์ดเกม“สายฝน”ปฏิบัติการฝนหลวงของพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310219

บอร์ดเกม“สายฝน”ปฏิบัติการฝนหลวงของพ่อ

โครงการพระราชดำริ, เกมสายฝน, คุณภาพชีวิต, สายฝน

ทีมสายฟ้า ยกแนวทางพระราชดำริในหลวง ร.9 ปฏิบัติการฝนหลวงสู่บอร์ดเกม “สายฝน” คว้ารางวัลชนะเลิศ และ Popular Vote จากการประกวดโครงการ “ของขวัญจากพ่อ”

          ด้วยความมุ่งมั่นของ มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทในเครือ Sea (ประเทศไทย) ที่เล็งเห็นความสำคัญของการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่จะปลูกฝังให้เยาวชนไทยมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ส่งผลสู่การพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน

บอร์ดเกม“สายฝน”ปฏิบัติการฝนหลวงของพ่อ

จึงเกิดโครงการ “ของขวัญจากพ่อ” ที่จะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มาประลองฝีมือโดยนำเนื้อหาเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริมานำเสนอในรูปแบบบอร์ดเกมให้มีความน่าสนใจมากขึ้น

มณีรัตน์ เล่าว่า โครงการ “ของขวัญจากพ่อ” เป็นความตั้งใจที่จะน้อมนำโครงการพระราชดำริต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงพระราชทานให้แก่ชาวไทย มาถ่ายทอดและส่งต่อให้กับคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ถึงพระอัจฉริยภาพ เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหาและกระบวนการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

โดยใช้ศักยภาพความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ผ่านการนำเครื่องมือต่างๆ ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันจากกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ มานำเสนอองค์ความรู้ที่เปรียบเสมือนของขวัญที่พระองค์ท่านพระราชทานให้กับคนไทยในรูปแบบของบอร์ดเกม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้คู่ความสนุก

บอร์ดเกม“สายฝน”ปฏิบัติการฝนหลวงของพ่อ

มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ

มณีรัตน์ เล่าต่อว่า โครงการ “ของขวัญจากพ่อ”ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่สมัครเข้าร่วมโครงการถึง 205 ทีม ได้คัดเลือกทีมที่มีแนวคิดโดดเด่นและสอดคล้องกับแนวพระราชดำริจำนวน 10 ทีม มาร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งการศึกษาดูงานเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ณ ศูนย์บริการวิชาการเกษตรของมูลนิธิชัยพัฒนา อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี

อีกทั้งยังมีการจัดกิจกรรม Play Test & Workshop ที่ให้ทีมผู้เข้ารอบได้ทดสอบเกมกับกลุ่มผู้เล่นตัวอย่างและคณะกรรมการ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะในการปรับปรุงผลงานของตัวเองสำหรับรอบต่อไป และได้จัดให้มีการนำเสนอผลงานครั้งสุดท้ายกับคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกจนเหลือเพียง 4 ทีมที่ได้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ

บอร์ดเกม“สายฝน”ปฏิบัติการฝนหลวงของพ่อ

สำหรับทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศทั้ง 4 ทีม ได้แก่ ทีมสายฟ้า ,ทีม Broccoli Lab, ทีมสามออ และทีม Farm NO.9 ซึ่งแต่ละทีมล้วนมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ทั้งในด้านการฝึกสมองที่ต้องใช้ความจำ หรือใช้การคำนวณ การให้ความรู้ในเรื่องการเกษตร ด้วยการหยิบยกเอาแนวคิดต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัย และที่ทำกิน ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ตลอดจนการดำเนินชีวิตภายใต้หลักเศรษฐกิจพอเพียง หรือการทำเกษตรผสมผสาน ไปจนถึงหลักการและขั้นตอนของการทำฝนหลวง ที่แต่ละทีมได้เลือกหยิบยกองค์ความรู้เหล่านี้มาเป็นแก่นในการจัดทำผลงานของการประกวดในครั้งนี้

บอร์ดเกม“สายฝน”ปฏิบัติการฝนหลวงของพ่อ

ทีมทีได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดในครั้งนี้ ได้แก่ ทีมสายฟ้า กับผลงานเกม สายฝน ด้วยการนำความรู้ด้านวิธีการทำฝนหลวงมาถ่ายทอดในรูปแบบของบอร์ดเกมได้อย่างน่าสนใจ ทั้งรูปแบบของการเล่น การให้ความรู้ความเข้าใจของกระบวนการทำฝนหลวง และการออกแบบสมาชิกในทีมประกอบด้วย เต็ก- ภควัต นาควิจิตร, พี- ภควัติ กิจสุวรรณไพศาล และ มิกกี้-  รติ วัธนธาดา

บอร์ดเกม“สายฝน”ปฏิบัติการฝนหลวงของพ่อ

“เต็ก” ภควัต นาควิจิตร (ขวาสุด)

“เต็ก”- ภควัต นาควิจิตร อายุ 25 ปี ปัจจุบันทำงานเกี่ยวกับ Software Developer Maxile จบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล่าว่า เห็นข่าวประกวดจาก Facebook  มองว่าเกษตรมันไม่ใช่แค่ทฤษฎีใหม่ มีโครงการอื่นๆ ด้วย เช่นโครงการแก้มลิง โครงการแกล้งดิน และฝนหลวงเป็นหนึ่งในโครงการที่น่าสนใจเข้าใจได้ง่ายและก็น่าจะนำมาทำเป็นเกมได้สนุก

บอร์ดเกม“สายฝน”ปฏิบัติการฝนหลวงของพ่อ

“แนวคิดในการทำบอร์ดเกม ช่วงแรกเราเห็นขั้นตอนในการทำฝนหลวงมีคำว่า ก่อกวน ทำให้อ้วน โจมตี ที่ในหลวงท่านคิดมา ผมคิดว่าขั้นตอนแบบนี้เข้าใจง่ายอยู่แล้ว เลยเลือกนำมาใส่ในเกม งานชิ้นนี้ใช้เวลาคิด3 เดือน  แล้วเราค่อยๆ แก้ไขไปเรื่อยๆ มีการพูดคุยกับทางคณะกรรมการว่าเกมของเราจะเข้ากับผู้เล่นได้หลายๆ บุคลิกหรือไม่” “เต็ก” เล่า

บอร์ดเกม“สายฝน”ปฏิบัติการฝนหลวงของพ่อ

“มิกกี้”  รติ วัธนธาดา

“มิกกี้”-  รติ วัธนธาดา อายุ 25 ปี ปัจจุบันทำงานเกี่ยวกับ วิศวกรคอมพิวเตอร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล่าถึงลักษณะของเกมว่า จำลองมาจากของจริงเลย ในปี 2512  เป็นปีแรกในประเทศไทยที่เราให้นักบิน ขึ้นบินทำปฏิบัติการฝนหลวง

ด้วยการจำลองผู้เล่นเปรียบเสมือนกับนักบินจริงๆ  ทุกคนมาประชันฝีมือกันว่าใครมีวิธีที่ดีที่สุดในการทำฝนหลวง คนที่ทำฝนหลวงได้ดีก็จะได้คะแนนไป ใครได้คะแนนถึง 10 ก่อน คนนั้นเป็นผู้ชนะ

บอร์ดเกม“สายฝน”ปฏิบัติการฝนหลวงของพ่อ

“บอร์ดเกมของเราเป็นการสอนทำฝนหลวงอย่างง่าย มีขั้นตอนการเล่นที่จะให้เขารับรู้และเข้าใจได้ง่าย ก่อนที่จะมาเป็นฝนหลวงพวกเรามีการแยกกันไปหาข้อมูลเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริมีอะไรบ้าง แล้วเรานำมาแชร์ประสบการณ์กันว่าวันนี้ที่เราได้ไปทำการบ้านมาใครเจออะไรบ้างทางทีมก็ตกลงกันว่าเรื่องฝนหลวงน่าสนใจที่สุดแล้วจากที่นำข้อมูลมาแชร์กัน” “มิกกี้”กล่าว

บอร์ดเกม“สายฝน”ปฏิบัติการฝนหลวงของพ่อ

ด้าน “พี” -ภควัต กิจสุวรรณไพศาล อายุ 25 ปี ปัจจุบันทำงานเกี่ยวกับ Accenture Solutions จบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล่าว่า“บอร์ดเกมปัจจุบันเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มของวัยรุ่น เห็นจากร้านกาแฟเปิดใหม่ที่ลูกค้านำบอร์ดเกมมาเล่น เพราะว่าหลายๆ คนก็คงเบื่อหน่ายจากโลกโชเซียล จึงเป็นโอกาสที่ดีที่คนได้มาเจอกันพูดคุยกันด้วยการนั่งเล่นบอร์ดเกม ทำให้คนหันมาพูดคุยกันเยอะขึ้นและยังได้รับความรู้อีกด้วย

บอร์ดเกม“สายฝน”ปฏิบัติการฝนหลวงของพ่อ

ทั้งนี้ยังมีผลงานที่น่าสนใจจาก ทีม Broccoli Lab นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่พาเกม Parcelคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งจะเป็นการนำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่

พร้อมสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับโครงการพระราชดำริอื่นๆเข้าไปในตัวเกมอีกด้วย สมาชิกในทีมประกอบด้วย ญาโณทัย ตรีรัตน์โชติกุล ,กฤตภาส ศาลาพรชัย ,ยมนา มหาบัณฑุ ,สภาคย์ คงถวิล  และภัทรพงศ์ ชูสุทธิสกุล

บอร์ดเกม“สายฝน”ปฏิบัติการฝนหลวงของพ่อ

ทีม Broccoli Lab เล่าว่า เกม Parcel เป็นเรื่องของการแบ่งสันปัน        ส่วน ผู้เล่นจะได้สวมบทเป็นตัวละครที่แตกต่างกัน โดยมีเป้าหมายให้เรียนรู้เรื่องการเกษตรแบบผสมผสานและสร้างแปลงเกษตรตามหลักทฤษฎีใหม่ ซึ่งต้องเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ทั้งภัยธรรมชาติและสถานการณ์อื่นๆ ตลอดจนต้องเลือกที่จะร่วมมือกันหรือเผชิญกับภัยพิบัติที่ใหญ่กว่า

บอร์ดเกม“สายฝน”ปฏิบัติการฝนหลวงของพ่อ

ต่อมา ทีมสามออ ผลงานของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่นำเสนอเกม A Field Day โดยนำเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาผสานกับระบบการเล่นที่เข้าใจง่ายเหมาะกับเด็กๆ จนได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับสองซึ่งลักษณะของเกมผู้เล่นจะต้องอาศัยความจำเพื่อเลือกเก็บพื้นที่ทางการเกษตรมาสร้างแปลงเกษตรของตน          โดยต้องบริหารจัดการพื้นที่ทางการเกษตรให้ตรงตามหลักทฤษฎีใหม่ รวมทั้งเรียนรู้วิถีชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ระหว่างทางก็จะได้สนุกไปกับการวางแผนเพื่อเอาชนะอุปสรรคและทำเป้าหมายให้สำเร็จ

บอร์ดเกม“สายฝน”ปฏิบัติการฝนหลวงของพ่อ

ส่วนรางวัลชมเชยได้แก่ ทีม Farm No. 9 ผลงานของนักบัญชี นักแปลอิสระ และเจ้าของธุรกิจที่สามารถนำเกม Farm No. 9 จูงใจให้ผู้เล่นได้เรียนรู้เรื่องเกษตรผสมผสานได้อย่างสนุกสนาน

โดยผู้เล่นจะเป็นเจ้าของฟาร์มที่จะต้องทำการเกษตรแบบยังชีพผสมผสานระหว่างการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้มีผลผลิตที่หลากหลายและเพียงพอต่อการบริโภคมากที่สุด

ดาวน์โหลดบอร์ดเกมได้ฟรีทาง www.garena.co.th/giftsfromdad เพื่อเป็นการเพิ่มประสบการณ์ ความรู้ พร้อมกับจุดประกายความสนใจของคนรุ่นใหม่บนโลกออนไลน์เพิ่มขึ้นอีกด้วย

ชะลอ!!แก้หนี้วิกฤติเหตุขัดระเบียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310280

ชะลอ!!แก้หนี้วิกฤติเหตุขัดระเบียบ

หนี้ครูวิกฤติ, ชะลอโครงการ

ชง”ธีระเกียรติ” พิจารณาชะลอโครงการแก้หนี้ครูวิกฤติ หลังพบอนุมัติปล่อยกู้ขัดระเบียบ เช่น ระยะเวลาผ่อนชำระ หลักทรัพย์มีปัญหากรรมสิทธิ์ ไม่ฟันธงยกเลิกหรือทำต่อ

        โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินและพัฒนาคุณภาพชีวิตครู สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ที่มีการอนุมัติดำเนินการไปตั้งแต่ปี 2560 ปล่อยกู้ครูและบุคลากที่มีหนี้วิกฤต อัตราดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 3.5 โดยมีวงเงินปล่อยกู้ 1,000 ล้านบาท ทำสัญญาและปล่อยกู้ไปแล้ว 4 ราย จากผู้ได้รับคัดเลือกทั้งหมด 12 ราย และคณะกรรมการฯส่วนกลางยังไม่มีการพิจารณาผู้เข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม เนื่องจาก นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ซึ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค.แทน ดร.พิษณุ ตุลสุข อดีตรองปลัด ศธ.และอดีตปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค. ขอเวลาศึกษารายละเอียดก่อนนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 – นายพินิจศักดิ์  เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้เสนอให้นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ พิจารณาชะลอโครงการจัดสรรสวัสดิการเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาและผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา ที่เป็นสมาชิก โครงการการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเหลือเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาในกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) ซึ่งเป็นโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูทั้งระบบ ให้แก่ครูที่มีหนี้วิกฤติซึ่งเริ่มดำเนินการไปเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว  มีการออกระเบียบเพื่อรองรับการดำเนินการและพบว่ามีการดำเนินการที่ไม่สอดคล้องกับระเบียบที่สำนักงานสกสค.กำหนด เช่น ระเบียบกำหนดระยะเวลาการชำระเงินกู้ไม่เกิน  400 งวด แต่พบว่า มี 1 รายกำหนดระยะเวลาการชำระเงิน 519 งวด ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วหากรายนี้ผ่อนชำระครบตามอายุสัญญาแล้ว ผู้กู้จะมีอายุถึง 126 ปี อีกราย ทำสัญญาให้ผ่อนชำระ 427 งวด ซึ่งรายนี้ถ้าผ่อนชำระครบตามสัญญาจะมีอายุครบ 97 ปี

นายพินิจศักดิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากกำหนดสัญญาการผ่อนชำระเกินกว่าที่ระเบียบกำหนดแล้ว สำนักงานสกสค.ยังเห็นว่า การปล่อยกู้ควรคำนึงด้วยว่า คู่สัญญาควรจะมีอายุอยู่ครบตามสัญญาที่กำหนดด้วย  ขณะเดียวกัน หลักประกันของผู้กู้ไม่สอดคล้องกับระเบียบที่กำหนดว่า หลักทรัพย์ที่สามารถใช้ค้ำประกันได้ คือ เป็นบ้าน ที่ดิน ประกันชีวิต และเงินสงเคราะห์ช.พ.ค.-ช.พ.ส.

รวมทั้งต้องมีบุคคลค้ำประกันด้วย แต่จากการตรวจสอบพบว่า บางรายมีปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ รวมถึงยังไม่มีการจดทะเบียนจำนองตามระเบียบ ขณะที่บางรายทำประกันชีวิตแบบปีต่อปี  ซึ่งไม่ครอบคลุมอายุสัญญากู้อาจจะทำให้หลักประกันขาดความน่าเชื่อถือ หรือขาดความมั่นคงตลอดอายุสัญญา

“ในช่วงแรกทางโครงการได้ขออนุมัติวงเงินจากกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการ ช.พ.ค. ไปจำนวน 1,000 ล้านบาท  และได้ลงนามข้อตกลงร่วมหรือเอ็มโอยู กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจำนวน 53 จังหวัด คัดเลือกครูที่มีหนี้วิกฤตเข้าร่วมโครงการฯ แล้วจำนวน 12 ราย โอนเงินไปให้สหกรณ์ออมทรัพย์เพื่ออนุมัติการกู้ยืมและทำสัญญาแล้ว 4 ราย วงเงินตั้งแต่ 1-7 ล้านบาท  เมื่อทางสำนักงานตรวจสอบแล้วพบว่า การดำเนินการไม่เป็นไปตามระเบียบที่กำหนดการกู้บางรายมีวงเงินสูงมาก ส่งผลถึงจำนวนงวดที่ชำระคืนที่ต้องเพิ่มมากขึ้น ทำให้ขัดระเบียบ อาจเป็นภาระกับสำนักงานสกสค.ในเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ  จึงต้องเสนอให้นพ.ธีระเกียรติ ชะลอโครงการดังกล่าวไว้ก่อน เพื่อทบทวนระเบียบ หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้รัดกุม เหมาะสม ซึ่งนพ.ธีระเกียรติก็เห็นชอบตามที่สำนักงานสกสค.เสนอ”นายพินิจศักดิ์ กล่าว

ส่วนจะยกเลิกโครงการนี้หรือไม่นั้น ไม่สามารถบอกได้ แต่หากไม่สามารถดำเนินโครงการต่อได้จริง ทางสำนักงานสกสค. จะหาแนวทางดูแลคุณภาพชีวิตครูรูปแบบอื่น ซึ่งจะต้องพิจารณาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อครูและบุคลากรทางการศึกษา ส่วน 4 รายที่อนุมัติเงินกู้ไปแล้วนั้น เบื้องต้นไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ เพราะมีการโอนเงินกู้เรียบร้อยแล้ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

เดินต่อหรือรอไปก่อน ธันวาคมนี้รู้แก้หนี้ครูวิกฤติ.

เหตุระเบิดยะลาเจ็บ 23 รายนอนรพ.7 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310242

เหตุระเบิดยะลาเจ็บ 23 รายนอนรพ.7 ราย

ระเบิดยะลา, ส่งทีมจิตแพย์, บาดเจ็บ

รมว.สธ.ห่วงใยผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดที่ จ.ยะลา ส่งผู้ตรวจฯลงพื้นที่ดูแลรักษาผู้บาดเจ็บ ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง นอนรักษาตัวที่รพ. 7 รายและส่งทีมจิตแพย์ดูแล

        เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากเหตุระเบิดที่ตลาดสดพิมลชัย อ.เมือง จ.ยะลา ในช่วงเช้าวันนี้ ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข มีความห่วงใยผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวและได้สั่งการให้ นพ.เจษฎา ฉายคุณรัฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่เพื่อบริหารจัดการให้ผู้บาดเจ็บได้รับการดูแลรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่

เบื้องต้นได้รับรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต ณ ที่เกิดเหตุ 3 ราย ได้รับบาดเจ็บนำส่งห้องฉุกเฉิน 23 ราย ซึ่งส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง ไม่มีรายใดต้องเข้าห้องผ่าตัดใหญ่ฉุกเฉิน มีอาการปวดหู   หูอื้อ จำนวน 16 ราย ส่งตรวจรักษาเป็นผู้ป่วยนอกกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหู คอ จมูก และรับนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพียง 7 ราย มีบาดแผลถลอก ฟกช้ำ มีสะเก็ดระเบิดฝังบริเวณร่างกาย จะได้ทำความสะอาดตกแต่งบาดแผลต่อไป รวมทั้งได้ส่งทีมนักจิตวิทยาและจิตแพทย์เข้าร่วมดูแลผู้บาดเจ็บ ญาติผู้ได้รับบาดเจ็บและญาติผู้เสียชีวิตแล้ว

ทั้งนี้ โรงพยาบาลยะลาได้ประสานความร่วมมือโรงพยาบาลปัตตานี โรงพยาบาลตำรวจจังหวัดชายแดนใต้โรงพยาบาลศูนย์หาดใหญ่ ศูนย์แพทย์ทหารบก เตรียมพร้อมเพื่อรับสถานการณ์หากมีความรุนแรงเพิ่มเติม

คลอด6แนวทางใช้วัฒนธรรมพัฒนาพื้นที่อีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310217

คลอด6แนวทางใช้วัฒนธรรมพัฒนาพื้นที่อีอีซี

อีอีซี, มิติวัฒนธรรม, 6 แนวทางพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ

วธ.ระดมความเห็นภาครัฐ-เอกชน-ผู้ประกอบการ คลอด 6 แนวทาง ยกระดับแหล่งเรียนรู้-แหล่งท่องเที่ยว-ใช้มิติวัฒนธรรมพัฒนาพื้นที่-สร้างอาชีพ-สร้างรายได้รับพื้นที่อีอีซี

        นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเตรียมการขับเคลื่อนงานด้านวัฒนธรรม รองรับการขับเคลื่อนนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี  ว่า ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนสำนักงานและคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ผู้แทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศและหน่วยงานสังกัดวธ.ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคใน 8 จังหวัดภาคตะวันออกเพื่อระดมความคิดแนวทางการส่งเสริมงานด้านวัฒนธรรมในพื้นทีอีอีซี โดยเฉพาะ 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง

         รมว.วัฒนธรรม กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วมีความเห็นร่วมกันว่า งานวัฒนธรรมมีความสำคัญและจำเป็นต่อการส่งเสริมการดำเนินงานในเขตอีอีซี ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความสุขให้แก่คนไทยและชาวต่างชาติที่มาลงทุน มาทำงานและท่องเที่ยว รวมถึงผู้ที่มาอยู่อาศัยในพื้นที่อีอีซี โดยในเบื้องต้นที่ประชุมได้มีข้อสรุปแนวทางในการส่งเสริมงานด้านวัฒนธรรม ในเขตอีอีซี ดังนี้

         1.เสนอให้คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.)พิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการมารับผิดชอบในการศึกษาข้อมูลและขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยเฉพาะ โดยให้มีผู้แทนภาคเอกชนและภาคประชาชนร่วมเป็นคณะอนุกรรมการ เพื่อส่งเสริมงานด้านวัฒนธรรมในเขตอีอีซีด้วย 2.ให้วธ.ยกร่างกรอบแผนงานหรือโครงการส่งเสริมงานวัฒนธรรมในพื้นที่อีอีซี จัดส่งให้สำนักงานอีอีซีเพื่อใช้ประกอบการดำเนินงาน โดยให้ครอบคลุมทั้งแผนงานหรือโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว แหล่งเรียนรู้เดิมและที่จะจัดสร้างขึ้นใหม่

       3.ประสานการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมกับคณะอนุกรรมการด้านการท่องเที่ยวอีอีซี 4.ให้หน่วยงานในสังกัดวธ.ดำเนินการคัดเลือกและจัดลำดับแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพ เพื่อจัดทำเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่อีอีซี อาทิ โบราณสถาน ศาสนสถาน ชุมชน สถานที่สำคัญ รวมถึงเทศกาลและประเพณีที่มีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น อีกทั้งเชิญภาคเอกชนลงไปดูพื้นที่จริง และให้ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาและยกระดับแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมด้านต่างๆ ในแต่ละเส้นทาง

         5. ให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด (สวจ.) 8 แห่ง ร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม(สวธ.) กรมการศาสนา(ศน.) และสำนักงานศิลปากรในเขตพื้นที่จัดทำข้อเสนอการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม รวมถึงเทศกาล ประเพณีสำคัญส่งให้สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานส่วนกลาง เพื่อเป็นข้อมูลในการยกร่างกรอบแผนงานหรือโครงการส่งเสริม วธ.ในอีอีซี และ 6.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแผนงานหรือโครงการ งบประมาณเพื่อดำเนินงานตามข้อเสนอแนะ

        อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมงานด้านวัฒนธรรมในเขตอีอีซีข้างต้น นอกจากจะช่วยยกระดับแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในพื้นที่แล้ว ยังช่วยส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่น ศิลปินพื้นบ้าน และผู้ประกอบการด้านวัฒนธรรมในพื้นที่มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบสานและสร้างสรรค์วัฒนธรรม รวมทั้งก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างความสุขและความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเองให้แก่ประชาชนอีกด้วย

ช่วยเด็กไทยรู้คิด-วางแผนอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310156

ช่วยเด็กไทยรู้คิด-วางแผนอนาคต

โรงเรียนบ้านแดงน้อย, โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี), มอบหนังสือเป็นสื่อแทนใจ

การช่วยให้เยาวชนของชาติคิดและวางแผนให้ได้ตั้งแต่เรียนมัธยมศึกษาตอนต้นว่าอนาคตจะเดินไปทางไหนที่สอดคล้องกับศักยภาพของสมองฐานะครอบครัวและบริบทของสังคมที่เป็นอยู่

      เด็กชายดัสกร สิงห์ทอง  วัย 14 ปีนี้้เขาเรียนอยู่ชั้น ม.2 โรงเรียนบ้านแดงน้อย อ.เมือง จ.ขอนแก่น อยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองแค่ 15 กิโลเมตร ให้สัมภาษณ์ว่า “เขาอยากจะเรียนเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แต่ไม่รู้ว่าจะไปเรียนที่ไหน ที่อยากเรียนคอมพิวเตอร์เพราะว่าชอบเล่นเกมเล่นทุกครั้งที่มีเวลาว่างในแต่ละวัน เลิกโรงเรียนกลับถึงบ้าน กินข้าวเย็นทำการบ้าน และเล่นเกมก่อนนอนตั้งแต่ 18.00-21.00น.วันละ 3ชม. แบบนี้ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าติดเกมหรือเปล่า” เด็กชายบอก

ช่วยเด็กไทยรู้คิด-วางแผนอนาคต

     ช่วยเด็กไทยรู้คิด-วางแผนอนาคต

     คำถามคือว่าอีก 1  ปีการศึกษา เด็กหนุ่มคนนี้จะเปลี่ยนคำนำหน้าเป็นนายแล้ว อายุ 15 แต่เขายังไม่รู้ว่าจะเรียนต่อที่ไหนที่เปิดสอนเกี่ยวกับ “คอมพิวเตอร์” รู้แต่เพียงว่าอยากจะอยู่กับ “คอมพิวเตอร์”ให้ได้นานๆ เพราะชอบเล่นเกม แค่นั้น ปัจจุบันเขาเรียนได้เกรดเฉลี่ย 3 กว่า ในโรงเรียนขยายโอกาสที่เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ถึงชั้นม. 3

ช่วยเด็กไทยรู้คิด-วางแผนอนาคต

     ขณะที่ให้สัมภาษณ์ เด็กชาย นั่งหันข้างให้ ไม่สบตาขณะให้สัมภาษณ์  มือขยุกขยิก และนั่งโยกเก้าอี้อยู่ตลอดเวลา ถามคำก็ตอบตามที่ถามแบบสั้นๆ และนัยน์ตาของเขาจ้องมองอยู่ที่หนังสือหลากหลายบนชั้นในห้องสมุดโรงเรียนอย่างไม่วางตา สักพักเขาก็ขอตัวไปดูหนังสือเหล่านั้น

       “กิตติศักดิ์ เสนามนตรี” ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแดงน้อย เล่าว่านักเรียนโรงเรียนมี 260 คน มีครู 17 คนเป็นโรงเรียนขยายโอกาส นักเรียนที่มาเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้อาศัยกับปู่ย่า ตายาย ครอบครั้งดั้งเดิมไปทำงานในเมือง หรือทำงานในกรุงเทพก็มี บางรายพ่อแม่ก็แยกทางกัน ส่วนใหญ่มีฐานะปานกลางไปถึงยากจน เรียนจบแล้วไปเรียนต่ออาชีพ เพราะอยู่ใกล้กับชุมชน

ช่วยเด็กไทยรู้คิด-วางแผนอนาคต

    เด็กนักเรียนในชนบทส่วนใหญ่ต้องทำงานบ้านช่วยเหลือพ่อแม่ก่อนถึงจะมีเวลาไปอ่านหนังสือหรือทำการบ้าน อย่างเช่น “ด.ญ.ศศิกานต์ เรืองแหล่ และด.ญ.ยุพา เรืองชัย” นร.ชั้นม.2 โรงเรียนบ้านแดงน้อย ทั้งคู่่อาศัยกับญาติ เพราะพ่อแม่ไปทำงานในเมือง แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคการใช้ชีวิตและการเรียน เกรดเฉลี่ยที่ได้ 3  กว่า ทำให้สามารถเรียนต่อด้านวิชาชีพได้ไม่ลำบาก ทั้งสองเป็นเพื่อนกันและจะไปเรียน “บัญชี”ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่นด้วยกันหลังเรียนจบชั้นม. 3

        “เหตุผลที่ไปเรียนสายอาชีพ เพราะเห็นช่องทางว่าเรียนจบแล้วจะมีงานทำ และอีกอย่างที่โรงเรียนก็สถาบันการศึกษาสายอาชีพเข้าไปแนะแนวการเรียนต่อเป็นประจำ ที่สำคัญผู้ปกครองก็ให้การสนับสนุนเรียนสายอาชีพด้วย”นร.ทั้ง 2 ช่วยกันเล่า

ช่วยเด็กไทยรู้คิด-วางแผนอนาคต

     การที่หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึกศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)และสำนักพิมพ์ชั้นนำ จัดโครงการ“มอบหนังสือเป็นสื่อแทนใจ”ครั้งที่ 9 ให้กับโรงเรียนบ้านแดงน้อยในครั้งนี้จึงถือว่าเป็นเรื่องดีมีประโยชน์มาก เพราะจะทำให้นักเรียนทั้ง 260 คนได้อ่านหนังสือและเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆมากยิ่งขึ้น

   “กิตติศักดิ์ บอกว่า โรงเรียนยังขาดแคลนหนังสืือ สื่อ อุปกรณ์การศึกษาอีกมาก โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่จะให้นักเรียนได้สืบค้นองค์ความรู้ต่างๆ แต่การที่ได้รับ “น่้ำใจ” ที่แบ่งปันในครั้งนี้ก๋็นับว่าเป็นการได้รับโอกาสที่มากยิ่งแล้ว จะนำหนังสือที่ได้ในครั้งนี้ไปใช้ให้กเิดประโยชน์กับนักเรียน ชุมชนให้มากที่สุด

ช่วยเด็กไทยรู้คิด-วางแผนอนาคต

   ปัจจุบันโรงเรียนแห่งนี้เปิดรับนักเรียนระดับปฐมวัยตามนโยบายของรัฐบาล แต่ด้วยความที่ครูไม่เพียงพอ ทำให้ต้องจัดการศึกษาแบบรวมชั้น อนุบาล 1-3 เรียนรวมกันไปก่อน ซึ่ง “ครูส้มโอ-ภาณี ไชยทองศรี” ครูสอนอนุบาลบอกว่าหนังสือนิทานที่ได้รับแบ่งปันในครั้งนี้ จะทำให้การเรียนของเด็กๆสนุกมากขึ้น เพราะเด็กเล็กๆชอบฟังนิทาน เล่น ไม่ได้ชอบเรียนวิชาการมากนักการเรียนการสอนที่เน้นเตรียมความพร้อมตามวัยด้วยการส่งเสริมการอ่าน เล่านิทานให้เด็กๆฟังจึงเป็นการเรียน ปนเล่น ที่ทำให้เด็กๆสนุกและอยากมาโรงเรียน

      “การสอนแบบเตรียมความพร้อมเน้นเรียนปนเล่นจะทำให้เด็กมีการพัฒนาสมรรถนะตามวัย เพื่อพ้นจากวัยอนุบาลไปเรียนก็สอนเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ เน้นอ่านออกเขียนได้ มีวินัยเคารพกติกาของสังคมอยู่ร่วมกับคนอื่นๆได้ สื่อสารและบวกเลขได้ พอถึงชั้นป.3 จะทำให้เด็กๆสามารถเรียนรู้ต่อยอดในชั้นประถมปลายได้ดียิ่งขึ้น” ครูส้มโอ กล่าว

ช่วยเด็กไทยรู้คิด-วางแผนอนาคต

       สำหรับโครงการ“มอบหนังสือเป็นสื่อแทนใจ” “ครูจริยา หวังเชิดชูเกียรติ์ ”หัวหน้างานห้องสมุดโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)” บอกว่า ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 9 ได้จัดต่อเนื่องมาโดยตลอด เพื่อต้องการการส่งเสริมให้เยาวชนไทยได้รู้จักการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และแสดงน้ำใจให้กับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน เพื่อให้เด็กๆ ผู้ด้อยโอกาส ได้รับของขวัญที่มีประโยชน์ มีคุณค่าต่อการเสริมสร้างปัญญา และนำไปพัฒนาตนเองต่อไปได้

ช่วยเด็กไทยรู้คิด-วางแผนอนาคต

      ช่วยสร้างสังคมไทยเป็นสังคมแห่งการให้และการแบ่งปันที่สำคัญเป็นนโยบายของผู้บริหารสถานศึกษาแห่งนี้ที่ต้องการส่งเสริมให้เยาวชนไทยได้รู้จักการให้และการแบ่งปันสิ่งของให้แก่เพื่อนๆผู้ด้อยโอกาสและถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร

    โดยตลอดเดือนธันวาคม 60 ถึงวันที่ 11 มกราคม 61 รับบริจาคสิ่งของที่ใช้แล้วแต่ยังคงอยู่ในสภาพดี อาทิ หนังสือ ของเล่น ตุ๊กตา อุปกรณ์กีฬา กระเป๋านักเรียน เครื่องเขียน ฯลฯ

ช่วยเด็กไทยรู้คิด-วางแผนอนาคตช่วยเด็กไทยรู้คิด-วางแผนอนาคต

      โดยนักเรียนสามารถนำมาบริจาคได้ที่ ศูนย์หนังสือบดินทรเดชา (เครือข่ายศูนย์หนังสือจุฬาฯ) และ ทำพิธีมอบหน้าเสาธง วันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมาโดยมีนาวาตรีหญิงพิมพร เทียนอุดม รองผู้อำนวยการโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นประธานในพิธี และคณะผู้บริหารร่วมเป็นสักขีพยาน

ร้านมินิมาร์ทอัจฉริยะไร้พนักงานแห่งแรกของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310172

ร้านมินิมาร์ทอัจฉริยะไร้พนักงานแห่งแรกของไทย

ระบบห้องเรียนอัจฉริยะ (Sasin Virtual Classroom), นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา, Sasin School of Management for a Digital World ภายใต้แนวคิด FIRST INTO THE FUTURE, ร้านมินิมาร์ทอัจฉริยะไร้พนักงานแห่งแรกของไทย

“Sasin School of Management for a Digital World”สร้างสังคมไร้เงินสดขานรับยุคดิจิทัล4.0พร้อมเปิดตัวร้านมินิมาร์ทอัจฉริยะไร้พนักงานแห่งแรกของไทย

       ธนาคารไทยพาณิชย์ ในฐานะผู้นำด้านดิจิทัล แบงก์กิ้ง ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจชั้นนำของประเทศ ในโครงการ “Sasin School of Management for a Digital World” ภายใต้แนวคิด “FIRST INTO THE FUTURE” ในการบูรณาการและสร้างองค์ความรู้ร่วมกันพัฒนา Ecosystem ทางด้านดิจิทัลภายในสถาบันการศึกษา นำร่องด้วยร้านมินิมาร์ทอัจฉริยะไร้พนักงานแห่งแรกของเมืองไทย (Cashless Minimart Sasin Scan N’Go)

       รวมถึงระบบห้องเรียนอัจฉริยะ (Sasin Virtual Classroom) ที่จะมาอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพด้านการเรียนการสอนของสถาบันฯ ในยุคดิจิทัล นอกจากนี้ยังร่วมกันเตรียมความพร้อมให้กับนิสิตและบุคลากรของทางสถาบันฯ ในการก้าวสู่สังคมไร้เงินสด หรือ Cashless Society ผ่านประสบการณ์จริงในการใช้นวัตกรรมการเงินดิจิทัลรูปแบบใหม่ที่ทันสมัย สะดวกรวดเร็ว และปลอดภัยในชีวิตประจำวัน เพื่อเป็นสังคมต้นแบบของสถาบันการศึกษาแถวหน้าของประเทศไทย ที่พร้อมรับการเข้ามาของกระแสดิจิทัลเทคโนโลยีในปัจจุบัน

         นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่านับเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง ในหน้าประวัติศาสตร์ของสถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ ที่ได้รับการยอมรับมาตลอดว่า เป็นผู้บุกเบิกใน Management Education เราเป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกในประเทศไทย ที่เปิดหลักสูตร MBA ภาคภาษาอังกฤษ             รวมทั้งเป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกในประเทศไทย ที่มีคณาจารย์ผู้สอนจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด และนำมาตรฐานการศึกษาสากลมาประยุกต์ใช้ และ เป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกในประเทศไทย ที่ได้รับการรับรองคุณภาพจาก AACSB และ EQUIS Accreditation และเป็นเพียงสถาบันระดับ Graduate School เพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองทั้ง AACSB และ EQUIS  ศศินทร์ยังคงก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งในการพัฒนาการศึกษา

     โดยการร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อนำมาซึ่ง Digital Transformation อย่างสมบูรณ์แบบของศศินทร์ Digital Transformation นั้นจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทุกๆคนที่เกี่ยวข้องกับศศินทร์ ซึ่งหมายถึงคณาจารย์ ผู้บริหาร นิสิต พนักงาน ตลอดทั้งศิษย์เก่าและเครือข่าย ซึ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

       แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การร่วมมือครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อนิสิตของเราที่จะได้รับความสะดวกในการทำธุรกรรมโดยไม่ต้องใช้เงินสด และความสะดวกสบายจากการใช้  APP: Sasin-SCB เพื่ออำนวยความสะดวกในการบริหาร ตารางเวลาเรียนของวิชาต่างๆ และได้รับประโยชน์เต็มที่ จาก Virtual Classrooms ซึ่งสามารถทำให้นิสิตสามารถเข้าถึงการเรียนการสอนได้จากที่ต่างๆทั่วโลก

        นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า  ความร่วมมือโครงการ “Sasin School of Management for a Digital World” ภายใต้แนวคิด “FIRST INTO THE FUTURE” ในครั้งนี้ เป็นการร่วมผลักดันให้สถาบันฯ ก้าวเข้าสู่การเป็นสถาบันการศึกษาต้นแบบด้านดิจิทัลในประเทศไทย โดยทั้งสององค์กรจะร่วมมือกันพัฒนา Ecosystem หรือระบบนิเวศทางด้านดิจิทัล ให้นิสิตและบุคลากรของสถาบันฯ ได้มีประสบการณ์ตรงในการเตรียมพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่สังคม

      ไร้เงินสด หรือ Cashless Society ผ่านรูปแบบต่างๆ อาทิ ร้านมินิมาร์ทอัจฉริยะไร้พนักงานแห่งแรกของเมืองไทย (Cashless Minimart Sasin Scan N’Go) ระบบห้องเรียนอัจฉริยะ (Sasin Virtual Classroom) รวมถึงโรงอาหารอัจฉริยะ (Smart Canteen) ที่สามารถใช้ SCB EASY Pay สแกนคิวอาร์โค้ดชำระค่าอาหาร เป็นต้น

      นอกจากนี้ธนาคารยังเตรียมนำระบบการบริหารจัดการทางการเงินอย่างครบวงจรให้กับสถาบันฯ เพื่อให้ฝ่ายบริหารจัดการเข้าถึงการทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย”

EF GUIDELINE เครื่องมือช่วยครูปฐมวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310171

EF GUIDELINE เครื่องมือช่วยครูปฐมวัย

EF Guideline, เพื่อนคู่คิด ของครูปฐมวัย, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร, นางสุภาวดี หาญเมธี, Executive Functions (EF)

3 หน่วยงานพันธมิตรภาคีเครือข่าย Thailand EF Partnership วิจัย การค้นคว้าและพัฒนาเครื่องมือช่วยครูวิเคราะห์แผนการเรียนการสอน เพื่อการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า

        นางสุภาวดี หาญเมธี ประธานสถาบันอาร์แอลจี (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) ผู้จัดการโครงการ “การพัฒนาองค์ความรู้และขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะสมองเพื่อสุขภาวะเด็กและเยาวชนในประเทศไทย” โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า เด็กไทยต้องได้รับการฝึกฝนให้สามารถกำหนดเป้าหมายของตนเอง มีความมานะพยายาม ความมุ่งมั่นไปให้ถึงเป้าหมาย พร้อมกับการมีความสามารถในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ให้เป็นคนที่ “คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น อยู่กับคนอื่นเป็น และมีความสุขเป็น” นั่นหมายถึงการมีทักษะสมองเพื่อจัดการชีวิตให้สำเร็จ หรือ Executive Functions (EF)

EF Guideline เครื่องมือช่วยครูปฐมวัย

        นางสุภาวดี หาญเมธี

      จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกันของพันธมิตรทางวิชาการ ซึ่งรวมตัวกันในนามภาคีเครือข่าย Thailand EF Partnership เพื่อพัฒนานวัตกรรมการออกแบบการสอน EF Guideline เครื่องมือช่วยครูปฐมวัย ในการพัฒนาทักษะสมองเด็กไทย สู่ศตวรรษที่ 21

          อย่างไรก็ตาม ครูปฐมวัยต้องเปลี่ยนมุมมองและวิธีจัดการเรียนการสอนให้เป็นแบบ Active Learning ,ผู้บริหารโรงเรียนต้องเปลี่ยนความเข้าใจต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในโรงเรียน และปรับเปลี่ยนทัศนคติมุมมองต่องานของครูปฐมวัย หันมาให้การสนับสนุนครูปฐมวัยอย่างเต็มที่ ,พ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชน สังคม ต้องเปลี่ยนความคิด ทัศนคติ ต่อเป้าหมายด้านการศึกษาของลูกหลาน

EF Guideline เครื่องมือช่วยครูปฐมวัย

      รวมถึงกระบวนการเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก,ระดับนโยบายของประเทศต้องเปลี่ยนความคิดความเข้าใจในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ให้ถูกทิศทาง ไม่ตามกระแสค่านิยมที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็ก

       ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทักษะสมอง EF จากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะหัวหน้านักวิจัยทั้ง 2 โครงการนี้ กล่าวว่า “EF Guideline เป็นเครื่องมือที่ช่วยครูปฐมวัยในการจัดระบบความคิด และวิเคราะห์ เพื่อออกแบบ “การจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมทักษะสมอง EF”        สำหรับครูปฐมวัย

EF Guideline เครื่องมือช่วยครูปฐมวัย

   ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

       ซึ่งมี 3 องค์ประกอบหลักสำคัญ 1.เป้าหมาย คือ การให้ความสำคัญกับการกำหนดเป้าหมายการสอนที่ชัดเจน ว่าจะนำไปสู่เป้าหมายใด เจตคติ ความรู้ หรือทักษะใด มุ่งพัฒนาทักษะสมอง EF ด้านใด รวมทั้งการกำหนดพฤติกรรมเป้าหมายที่ชัดเจน สามารถประเมินได้

        2.กระบวนการ คือ การให้ความสำคัญกับการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่ สอดคล้องกับเป้าหมาย เป็นลำดับขั้นตอน และครูเห็นได้ว่าในแต่ละขั้นตอนนั้น จะส่งเสริมทักษะสมอง EF ด้านใดบ้าง รวมไปถึงการจัดสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นการทำงานของทักษะสมอง EF

EF Guideline เครื่องมือช่วยครูปฐมวัย

         3.การประเมิน คือ การให้ความสำคัญกับการทบทวนโอกาสในการส่งเสริมทักษะสมอง EF ที่เกิดขึ้นระหว่างการจัดกิจกรรม รวมถึงการทบทวนขั้นตอน และกระบวนการสอนให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่คาดหวัง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์ให้มีประสิทธิภาพในครั้งต่อไป

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา กล่าวต่อไปว่า EF Guideline ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็น “เพื่อน คู่ คิด” ของครูปฐมวัย ใช้ประโยชน์ได้ 2 ทาง คือ ใช้เป็นแนวทางการวิเคราะห์กิจกรรมในแผนการจัดประสบการณ์เดิมว่าองค์ประกอบแต่ละส่วน มีความชัดเจน และสอดคล้องกันหรือไม่ และใช้เป็นแนวทางการออกแบบกิจกรรมใหม่ๆ โดยใช้องค์ประกอบแต่ละส่วนเป็นตัวนำทาง ให้กิจกรรมที่ออกแบบขึ้นมานั้นมีเป้าหมายชัดเจน

EF Guideline เครื่องมือช่วยครูปฐมวัย

     เหตุผลหลักที่ครูปฐมวัยควรใช้ EF Guideline” 1. EF คือ เป้าหมายของการศึกษาที่แท้จริง นั่นคือ การพัฒนาให้เด็กมีทักษะความสามารถในการคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ แก้ไขปัญหา วางแผน ควบคุมอารมณ์ คิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่เพื่อสอบเอาคะแนนอย่างเดียว และพลเมืองโลกในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่คนที่ท่องหนังสือเก่ง มีความรู้จดจำตำรับตำราได้มากที่สุดอีกต่อไป แต่ต้องการคนที่มีทักษะความสามารถในการคิดค้น ประยุกต์เป็น และลงมือสร้างสรรค์นวัตกรรมพัฒนาชาติได้ นั่นก็คือคุณสมบัติของผู้ที่มีทักษะสมอง EF แข็งแรงนั่นเอง

           2. EF Guideline ช่วยให้ครูวางแผนการเรียนรู้ให้เด็กได้แยบยลขึ้น เพราะครูจะมองเห็นเป้าหมายชัดเจนขึ้น และคิดเป็นระบบขึ้นว่า เพื่อให้ได้เป้าหมายที่ต้องการ กระบวนการขั้นตอนที่จะออกแบบให้เด็กได้เรียนรู้นั้น ควรเป็นอย่างไร จึงจะสอดคล้องกัน EF Guideline จะช่วยจัดระบบความคิดและช่วยให้ครูเสมือนมี “เลนส์EF” ที่มองรายละเอียดของคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กชัดเจนขึ้น

EF Guideline เครื่องมือช่วยครูปฐมวัย

       3. EF Guideline จะทำให้ครูมีความมั่นใจ สามารถออกแบบแผนการเรียนรู้ให้เด็กด้วยตนเอง ที่เหมาะสมกับสภาพบริบทของตนเอง และเหมาะสมกับสภาพของเด็กที่ครูดูแลอยู่ ครูจะเก่งขึ้น ได้ใช้ศักยภาพคิดค้นพลิกแพลงกระบวนท่าในการเรียนการสอนได้หลากหลายด้วยตนเอง

     จากงานวิจัยครั้งนี้พบว่า เด็กกลุ่มทดลองที่คุณครูนำ EF Guideline ไปใช้ในการจัดประสบการณ์ในชั้นเรียน ส่งผลให้เด็กกลุ่มนี้มีคะแนนเฉลี่ยทักษะสมอง EF มากกว่าค่า Norm ของเด็กไทยในทุกภูมิภาค ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยถึงการนำผลการศึกษาไปประยุกต์ใช้ระบุว่า

      1.การเขียนแผนการจัดประสบการณ์โดยการใช้ EF Guideline คุณครูต้องดำเนินการอย่างทุ่มเทและต่อเนื่อง จะส่งผลต่อการพัฒนาการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ของครู

       2.การส่งเสริมการใช้ EF Guideline ให้กับคุณครูระดับปฐมวัย โดยการปรับให้มีความสอดคล้องกับบริบท สังคม และวัฒนธรรมของโรงเรียน

       3.การจัดอบรมการใช้ EF Guideline ให้กับคุณครูที่มีความสนใจในระดับช่วงชั้นอื่น เพื่อขยายองค์ความรู้ให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ รวมทั้งจัดให้มีเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ EF Guideline เพื่อพัฒนาการใช้ EF Guideline ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

EF Guideline เครื่องมือช่วยครูปฐมวัย

     EF Guideline จึงเป็น “เพื่อนคู่คิด” ของครูปฐมวัย ช่วยกระตุกความคิด ทำให้ครูสามารถวางแผนการสอนได้ประณีตมากขึ้น ทำให้ครูมั่นใจในการเขียนแผนการประสบการณ์ และรู้ว่าเด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้…เพราะเราจริงๆ อีกทั้งยังทำให้ครูรู้สึกรักและภูมิใจในอาชีพตัวเองมากยิ่งขึ้น

3 เมกะโปรเจกต์ ตอบโจทย์ประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310059

3 เมกะโปรเจกต์ ตอบโจทย์ประเทศ

วิทยาศาสตร์ มธ.

คณะวิทยาศาสตร์ มธ. ชู 3 เมกะโปรเจกต์ วิทยาศาสตร์เพื่อการเกษตร การจัดการข้อมูล และเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการโอท็อป-เอสเอ็มอี ตอบโจทย์สร้างคนยกระดับประเทศ

       ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต  คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. จัดงานแถลงข่าว เปิด 3 เมกะโปรเจกต์ปี 2561 วิทย์ มธ. โดยรศ.ดร.สมชาย ชตตระการ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ถือว่าทำงานวิจัยมาจำนวนมาก ซึ่งได้รับความชื่นชมและยอมรับในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรียกได้ว่าเรามีการพัฒนาไปอย่างเร็วมาก รวมไปถึงการสร้างผลงานในระดับนานาชาติที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ มธ. อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รัฐบาลได้วางนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ให้เป็นเป้าหมายในการขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้น มธ. จึงกลับมาวิเคราะห์ การดำเนินงานที่จะตอบโจทย์ประเทศ ใน 3 เมกะโปรเจกต์ ดังนี้ 1.SCI for AGRICULTURE: วิทยาศาสตร์เพื่อการเกษตร แม้ว่า มธ. จะไม่ได้มีจุดเด่นเรื่องการเกษตร แต่คณะวิทย์ฯ จะยึด คติที่ว่า เรารักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้เรารักประชาชน ดังนั้นเราจึงมาคิดว่าจะทำอย่างไร ที่จะใช้ศักยภาพของบุคลากรที่มีไปส่งเสริมการพัฒนา และในปี 2561 จะเป็นการนำร่องด้วย 2 โครงการหลัก คือ “โครงการกล้วยหอมทองปทุมธานี” การพัฒนา “กล้วยหอมทองจังหวัดปทุมฯ” พืชเศรษฐกิจประจำท้องถิ่นตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ รวมไปถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม และ “โมเดลสมาร์ทฟาร์มเมอร์ วิถีเกษตรอินทรีย์ 4.0” โมเดลส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อการทำเกษตรอินทรีย์ที่ได้มาตรฐานและใช้ต้นทุนต่ำลงถึง 2 เท่า

        รศ.ดร.สมชาย กล่าวต่อว่า 2.SCI for BIG DATA: วิทยาศาสตร์เพื่อการจัดการข้อมูล การพัฒนางานวิจัย เพื่อให้ประเทศไทยเท่าทันกระแสเมกะเทรนด์เทคโนโลยีของโลกในเรื่อง บิ๊กดาต้า (Big Data) และคลาวด์ (Cloud) และสามารถสร้างสรรค์ประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ และสังคม เน้นการจัดการข้อมูลบิ๊กดาต้าหรือเซ็ตข้อมูลขนาดใหญ่ วิเคราะห์ และประมวลผลออกมาเป็นข้อมูล เพื่อใช้พัฒนาเป็นประโยชน์ ตลอดจนเพื่อใช้แก้ปัญหาต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นหรือคาดการณ์สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ประกอบด้วย 2 โครงการหลัก คือ “เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อความมั่นคง” การจัดการข้อมูลบิ๊กดาต้า มาวิเคราะห์ และประเมินถึงเหตุการณ์ที่อาจจะ เกิดขึ้นในอนาคต และกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ “ระบบวิเคราะห์ข้อมูลอัจฉริยะ” การจัดการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และประมวลผลในด้านต่างๆ เช่น การสำรวจพฤติกรรมการเลือกเสพสื่อของผู้บริโภค การเก็บสถิติการใช้สิทธิประกันสังคมของประชาชน เพื่อสำรวจสิทธิการเข้าถึงการรักษาในแต่ละพื้นที่

3.SCI for OTOP/SMEs: วิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาผู้ประกอบการโอทอปและเอสเอ็มอีที่จะประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อยกระดับสินค้าของผู้ประกอบการท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อย ที่ถือเป็นตัวแปรสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ให้สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสากล ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้วิทยาศาสตร์หลากหลายสาขา สู่บริการให้คำปรึกษา และร่วมพัฒนา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ 2 โครงการหลัก ดังนี้ “ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมความอร่อย” และ “ศูนย์พัฒนาบรรจุภัณฑ์โอทอปและเอสเอ็มอี ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” โครงการศูนย์บริการให้คำแนะนำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น และผู้ประกอบการ รายย่อย ในการประยุกต์ใช้นวัตกรรมทันสมัยต่างๆ เพื่อยกระดับและสินค้า

   “เรามุ่งมั่นที่จะผลิตเทคโนโลยีรุ่นใหม่ เพื่อตอบสนองต่อประชาคมระหว่างประเทศและตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ เพราะไม่มีประเทศไหนที่พัฒนาได้หากวิทยาศาสตร์อ่อนแอ วิทยาศาสตร์ต้องแข็งแรงก่อนประเทศจึงจะพัฒนาไปได้ ดังนั้นการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับประเทศเรา และคนรุ่นใหม่จะต้องคิดนวัตกรรมอะไรก็ได้ขึ้นมาสักอย่างและนำมาต่อยอดเป็นอุตสาหกรรม ไม่ใช่ว่าเราจะไปคิดยึดอาชีพ ที่เราคิดว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงที่สุดแล้ว ที่มีรายได้มากที่สุดแล้ว นั้นคิดความคิดของคนรุ่นเก่า ซึ่งมันตกยุคไปแล้ว”คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ.กล่าว

หอยใหญ่ เทคนิคสุราษฎร์ชนะเลิศเมกเกอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310116

หอยใหญ่ เทคนิคสุราษฎร์ชนะเลิศเมกเกอร์

ชนะเลิศเมกเกอร์, โครงการ Chevron Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด, ทุ่นเตือนภัยร่องน้ำและแนวปะการัง จากทีมหอยใหญ่ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี

“ทุ่นเตือนภัยร่องน้ำและแนวปะการัง” จากทีมหอยใหญ่ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี คว้ารางวัลชนะเลิศเมกเกอร์ รุ่นใหม่สิ่งประดิษฐ์เพื่อชุมชนปลอดภัย

        ใน โครงการ “Enjoy Science Young Makers Contest” เป็นเวทีที่ทำให้นักเรียน นักศึกษา อาชีวะได้พัฒนากระบวนการทางความคิดทางด้านวิทยาศาสตร์ ลงมือทำ รวมถึงได้มีโอกาสในการใช้พลังและความสามารถของตนเอง ในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับชุมชนและสังคม
ดร.ประชาคม จันทรชิต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า โครงการ Chevron Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต ซึ่งนำโดย บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และสถาบันคีนันแห่งเอเชีย จัดโครงการ “Enjoy Science : Young Makers Contest 2” หรือนักสร้างสรรค์นวัตกรรมรุ่นใหม่ ในระดับนักเรียน นักศึกษาสายสามัญและอาชีวศึกษา ร่วมประกวดสิ่งประดิษฐ์ เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในชุมชน

หอยใหญ่ เทคนิคสุราษฎร์ชนะเลิศเมกเกอร์

โดยสายอาชีวศึกษารางวัลชนะเลิศเป็นผลงาน “ทุ่นเตือนภัยร่องน้ำและแนวปะการัง” จากทีมหอยใหญ่ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี
รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ผลงาน Smart motorcycle จากทีม วิทยาลัยการอาชีพแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง และรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ผลงานเนินชะลอความเร็วปรับระดับอัตโนมัติ จากทีมเอราวัณ วิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์

หอยใหญ่ เทคนิคสุราษฎร์ชนะเลิศเมกเกอร์

รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อว่า ประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ การพัฒนากำลังคนของประเทศ โดยเฉพาะกำลังคนด้านอาชีวะให้มีความรู้ และทักษะที่สอดคล้องกับการทำงาน สนองตอบกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่จะปรับเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

หอยใหญ่ เทคนิคสุราษฎร์ชนะเลิศเมกเกอร์

การที่นักเรียน นักศึกษา ของสถานศึกษาในสังกัดสอศ. เข้าร่วมประกวดแข่งขันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดัน สร้างแรงบันดาลใจ ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ศึกษาต่อสายอาชีพ ยกระดับการอาชีวศึกษา ให้ผู้เรียนมีความสามารถ มีทักษะที่สอดคล้องกับการทำงาน ประกอบอาชีพในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมและคณิตศาสตร์ หรือสะเต็ม (STEM)
โครงการ “Enjoy Science Young Makers Contest” เป็นเวทีที่ทำให้นักเรียน นักศึกษา อาชีวะได้พัฒนากระบวนการทางความคิดทางด้านวิทยาศาสตร์ ลงมือทำ รวมถึงได้มีโอกาสในการใช้พลังและความสามารถของตนเอง ในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับชุมชนและสังคม

หอยใหญ่ เทคนิคสุราษฎร์ชนะเลิศเมกเกอร์

ได้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 โดยการสนับสนุนจากบริษัท เซฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับประเทศไทยผ่านการศึกษาสายวิชาชีพหรืออาชีวศึกษาที่ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ หรือสะเต็ม (STEM)

ซึ่งการดำเนินการที่ผ่านมาเป็นการสนับสนุนวัฒนธรรมเมกเกอร์ (Maker Culture) หรือวัฒนธรรมทำเองให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในสังคมไทย ผ่านกิจกรรมต่างๆ ซึ่งมี สวทช. เป็นผู้ดำเนินการหลัก

หอยใหญ่ เทคนิคสุราษฎร์ชนะเลิศเมกเกอร์

ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้คิดค้น และลงมือสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ เพื่อพัฒนาสังคมและชุมชนให้ดีขึ้น โดยผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจะได้ไปร่วมจัดแสดงในงาน Maker Faire Bay Area ณ เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ในเดือนพฤษภาคม 2561 พร้อมด้วยเกียรติบัตรและทุนการศึกษา

โรตีตบ”ครูเหน่ง”ขึ้นชื่อเมืองตรังสืบทอดกว่า 40 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/310026

โรตีตบ”ครูเหน่ง”ขึ้นชื่อเมืองตรังสืบทอดกว่า 40 ปี

คุณภาพชีวิต > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  21 ม.ค. 2561

โรตี(ตบ)ครูเหน่ง ครูโรงเรียนบ้านย่านตาขาว สืบทอดสูตรมายาวนาน 40 ปี ขายวันละ 3 ชั่วโมงวันละกว่า 400 แผ่น ขายคู่กับน้ำชาที่สามีนายตำรวจและลูกชาย เป็นที่ถูกปาก

โรตีครูเหน่ง ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 92 ถนนตรัง-ปะเหลียน หมู่ที่1 ต.ย่านตาขาว สามแยกประปา เยื้องๆปั้มน้ำมัน esso  ก่อนถึงตลาดสดย่านตาขาว 300 เมตร  พบกับ นางปริชญา  ผลบุญ หรือ ครูเหน่ง ครูชำนาญการพิเศษ (คศ.3) โรงเรียนบ้านย่านตาขาว อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง กำลังตบโรตีให้ลูกค้าที่มายืนรอซื้อกันอย่างมากมาย  โดยมีสามี ร.ต.อ.ปณตพร  ผลบุญ  รอง สว.สส.สภ.หาดสำราญ ลูกๆ มาเป็นผู้ช่วย  ช่วยกันทำช่วยกันขาย

โรตีตบ"ครูเหน่ง"ขึ้นชื่อเมืองตรังสืบทอดกว่า 40 ปี

วันหนึ่งๆจะขายโรตี กว่า 400 ลูก หรือประมาณ 10 กิโลกรัม โรตีที่ฟัดในแต่ละวันจะมีหลากหลายเมนู อาทิ โรตีน้ำแกงไก่ โรตีกล้วยหอม โรตีตบ โรตีกรอบ และโรตีมะตะบะ ทุกเมนูล้วนเป็นสูตรดังเดิมทั้งสิ้น และจะขายในราคา 8 ถึง 30 บาท เท่านั้น โรตีทุกแผ่นจะหนักเครื่อง แผ่นโตๆทุกแผ่น   โรตีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ “โรตีตบ” เพราะด้วยลีลา การตบที่สะใจลูกค้าแล้วรสชาติอร่อย  แป้งนุ่ม น้ำมันน้อย ทานคู่กับนมข้นหวานน้ำตาล หรือน้ำแกงไก่อร่อยอย่าบอกใครเชียว  ขนาดพ่อเมืองตรัง ดารานักร้อง นักแสดง อัยการ ผู้พิพากษายังต้องมากิน

โรตีตบ"ครูเหน่ง"ขึ้นชื่อเมืองตรังสืบทอดกว่า 40 ปี

ครูเหน่ง เล่าว่า ได้สูตรเด็ดการหมักแป้งโรตีจากคุณปู่ ซึ่งไม่สามารถบอก หรือเปิดเผยได้ตนเองก็ได้ฝึกฝนการฟัดโรตีมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ช่วยคุณปู่เรื่อยมาจนไปเรียนต่อระดับปริญญาต่างจังหวัดเลยหยุดขายไปช่วงหนึ่ง หลังจากเรียนจบสอบบรรจุเป็นข้าราชการแล้วก็ยังคงยึดอาชีพขายโรตีมาโดยตลอด ยิ่งตอนนี้การขายโรตีหลังเลิกงานกลายเป็นกิจกรรมของครอบครัวไปแล้ว

โรตีตบ"ครูเหน่ง"ขึ้นชื่อเมืองตรังสืบทอดกว่า 40 ปี

โดย ร.ต.อ.ปณพร  ผลบุญ และลูกชาย  จะทำหน้าที่ชงเครื่องดื่มร้อน-เย็นขายคู่กับโรตี น้องสาวจะเป็นคนหมักแป้งและเตรียมอุปกรณ์   วันหนึ่งๆ จะขายเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น ตั้งแต่เวลา 17.00-20.00 น. ทุกวัน ขายมาแล้วกว่า 40 ปี  นอกจากจะเปิดขายหน้าร้านแล้ว ยังรับฟัดโรตีนอกสถานที่อีกด้วย ทั้งงานแต่ง งานเทศกาล งานบุญ งานเลี้ยงของชมรม สมาคม  แต่มีข้อแม่ว่าต้องตอนเย็น หรือวันหยุดราชการ

โรตีตบ"ครูเหน่ง"ขึ้นชื่อเมืองตรังสืบทอดกว่า 40 ปี

แม้ครูเหน่งจะตบโรตีด้วยลีลารุนแรงแล้ว จากการได้พูดคุยกับครูเหน่งเป็นคนอัธยาศัยดี ยิ้มง่ายหัวเราะเสียงดัง และใจบุญมาก เพราะคนพิการ ไม่สมประกอบ  หรือคนที่ลำบากยากจน ครูเหน่งจะให้ทานโรตีฟรี เครื่องดื่มชา-กาแฟให้ด้วย แถมให้นั่งในร้านอีกต่างหาก “ครูเหน่ง” กล่าวว่า เราสามารถแบ่งปันความสุขให้คนรอบข้างได้เสมอทุกที่ทุกเวลาและยิ่งคนพิการ คนไม่สมประกอบ คนยากไร้ เรายิ่งแบ่งปันดูแลเค้า จิตใจงามจริงๆๆครูเหน่งโรตีตบ คศ.3 มาเมืองตรังครั้งต่อไปอย่าลืมมาชิมกัน