ครูต้นแบบจิตอาสา มทร.ธัญบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309544

ครูต้นแบบจิตอาสา มทร.ธัญบุรี

รัชกาลที่9, ่ พระองค์ท่าน, มทร.ธัญบุรีเพิ่มมูลค, ครูต้นแบบจิตอาสา มทร.ธัญบุรี, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณัฐ แก้วสกุล อาจารย์คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ที่ปรึกษาชมรมราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติ

ครูต้นแบบจิตอาสา เกิดจากจิตสำนึก นำวิชาชีพ ทดแทนคุณแผ่นดิน…ติดตามเรื่องนี้จาก..ชลธิชา ศรีอุบล เรื่อง/ภาพ

         “13 ปีที่ได้มาทำงานตรงนี้ จากคนที่เคยอยู่แต่เรื่องใกล้ตัว ทำในเรื่องใกล้ตัว สอนหนังสือดูงานรับผิดชอบที่เป็นงานปกติ กลายเป็นคนที่มองคนอื่นมากขึ้น กลายเป็นคนที่มององค์กรมากขึ้นและมองว่าถ้าไม่มีองค์กรคงไม่มีเรา ก็ไม่ต่างอะไรถ้าไม่มีมหาวิทยาลัยเราอาจพลาดโอกาสทีจะได้ทำงานจิตอาสา และประทับใจที่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ ได้นำความรู้ความสามารถไปสร้างสรรค์ และแบ่งปันให้สังคมได้

         สำหรับผมไม่กล้าใช้ว่าจิตอาสา ใช้คำว่า ทดแทนคุณแผ่นดินดีกว่า เพราะว่าเราเข้าเป็นข้าราชการมีความสามารถอย่างไร ช่วยอะไรกับสังคมและประเทศนี้ได้ก็จะทำ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นต้นแบบของการทำงานทุกอย่างสำหรับชีวิตของผม

         ในการทำงานค่ายมีหลายเรื่องรู้สึกท้อแท้ มีคำถามมากกมายเกิดขึ้นจะทำเสร็จไหม ทำไมจะต้องมาใช้ชีวิตลำบากบางพื้นที่ก็ทำงานยากมาก การเป็นอยู่หลับนอนตามสภาพพื้นที่จริงไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ ทำงานตากแดด ตากลมตั้งแต่เช้าจนดึก ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้

         แต่เมื่อเห็นรูปพระองค์ท่านในปฏิทิน ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ผมทำมันน้อยนิดเหลือเกิน พระองค์ท่านเป็นพลังของแผ่นดิน สร้างแรงผลักดันทุกอย่าง ให้ผมทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นแรงบันดาลใจ เหนื่อยเมื่อไหร่ผมก็มองพระองค์ (รัชกาลที่9)ท่าน จะหายเหนื่อย” เสียงบอกเล่าของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณัฐ แก้วสกุล อาจารย์คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ที่ปรึกษาชมรมราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติ มทร.ธัญบุรี คนอาสาทุ่มเท ผู้มีหัวใจอาสา เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับพื้นที่ห่างไกล

ครูต้นแบบจิตอาสา มทร.ธัญบุรี

         ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณัฐ แก้วสกุล เล่าว่า ภูมิลำเนาเป็นคนอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่บ้านพ่อเป็นข้าราชการ ปัจจุบันครูเกษียณอายุราชการแล้ว ส่วนแม่ค้าขาย แต่ว่าตอนเด็กๆพ่อจะส่งไปอยู่กับปู่ไปทำนา เนื่องจากครอบครัวฉีดวัคซีนให้ตั้งแต่เล็ก ที่บ้านมีลูกทั้งหมด 3 คน โดยเป็นผู้ชายทั้งหมดตนเองเป็นลูกคนโต ตอนช่วงปิดเทอมพ่อและแม่จะส่งตนเองและส่งน้องไปอยู่กับปู่กับย่า ต้องไปเลี้ยงวัวต้องไปไถนาเหมือนลูกชาวนาทั่วไป

“ลูกครูนะแต่ต้องไปทำนา เราเลยติดพื้นฐานความแข็งแกร่งมา เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นอยู่ อยู่ได้หมดแล้วยิ่งมาทำค่ายไม่ได้สะทกสะท้านอยู่ยังไงก็ได้เพราะว่าพื้นฐานเราก็เริ่มมาจากตรงนั้น ก็เลยไม่รู้สึกลำบากกับการที่ต้องไปอยู่กลางป่ากลางหุบเขา”

 

ครูต้นแบบจิตอาสา มทร.ธัญบุรี

เมื่อปี 2531 เข้ามาเรียนในระดับ ปวช.และ ปวส. ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตพระนครเหนือ ปวส.และเรียนต่อในระดับปริญญาตรี สาขาครุศาสตร์อุตสาหการ วิชาเอกวิศวกรรมงานเชื่อมประกอบ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลเขตเทเวช (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตเทเวศ) โดยอาศัยอยู่วัดลครทำ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร หลวงตาสอนทุกวันว่า “คนเกิดก่อนต้องช่วยคนเกิดทีหลัง” เป็นสิ่งที่ตนเองจำฝังใจตลอดมา

 

ครูต้นแบบจิตอาสา มทร.ธัญบุรี
หลังสำเร็จการศึกษา ปี 2538 ได้บรรจุรับราชการครูที่ ภาควิชาครุศาสตร์อุตสาหการ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล เขตเทเวช และเมื่อปี 2539 ได้ย้ายมาบรรจุราชการครูที่ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ศูนย์สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี) เมื่อปี 2547 ได้เริ่มออกค่ายชมรมราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติ มทร.ธัญบุรี ครั้งแรกที่ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน

        “ผมคิดและมองว่าสาขาที่เรียนมามันมีประโยชน์ มันทำได้ มันสามารถที่จะสร้างสรรค์สิ่งปลูกสร้างอาคารเรียนให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนและเกิดแก่โรงเรียนได้ ด้วยวิชาชีพที่เรามี ต้องคืนให้แผ่นดินบ้าง”

ไปแรกๆ ใช้ชีวิตเหมือนชาวค่ายทุกอย่าง ไปสร้างอาคารเรียนกับนักศึกษา กินนอนหลับด้วยกัน จุดเริ่มต้นของการออกค่ายและเข้าร่วมชมรมราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติ มทร.ธัญบุรี โดยออกค่ายกับนักศึกษาอยู่ประมาณ 4 – 5 ปี จึงได้เป็นที่ปรึกษาชมรมราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติ มทร.ธัญบุรี จนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบันสังคมและโลกเปลี่ยนไป ความเป็นชาวค่ายเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งในอดีตคนอาสาเข้ามาทำงานค่ายอาสามีจำนวนมาก การออกค่ายสนุก ทำงานค่อนข้างสนุก แต่พักหลังนี่รู้สึกกลิ่นอายมันจะหายไป เพราะว่าเป้าหมายในการทำค่ายเปลี่ยนไปพอสมควร เพิ่มฟังก์ชั่นให้มากขึ้น

 

ครูต้นแบบจิตอาสา มทร.ธัญบุรี

ยกตัวอย่างเช่น ค่ายอาสาล่าสุด ในการสร้างอาคารเรียนเฉลิมพระเกียรติหลังที่ 47 48 และ 49 ณ ศูนย์การเรียนรู้ ตชด.บ้านห้วยสลุง อ.แม่ระมาด จ.ตาก อาคารเรียน 3 หลัง ใช้เวลาเพียง 35 วัน พื้นที่ก่อสร้างอาคาร 3 หลัง ไม่น้อยกว่า 1,100 ตารางเมตร ต้องทำงานแข่งกับเวลาในการทำกิจกรรมระหว่างสร้างค่ายแทบจะไม่มีเลย การผ่อนคลายต่างๆ อรรถรสของค่ายอาสาก็จะน้อยลง ในการออกค่ายอาสามีอุปสรรคทุกปี และทวีความท้าทายมากขึ้นทุกปี

เกี่ยวกับลักษณะอุปนิสัยของเด็กๆ ที่จะเข้ามา ต้องมีการกระตุ้น อบรมสร้างจิตสำนึกทุกวันเพื่อให้ได้ขยับตัว เข้าไปมีส่วนร่วมทำงานกับเพื่อน ซึ่งนี่คือความแตกต่างของเด็กสมัยก่อนกับเด็กในปัจจุบันที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งถ้าไม่มีโครงการหรือกิจกรรมประเภทการปลูกสร้าง จะกระตุ้นจิตอาสาได้ค่อนข้างยาก ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ต่อไปในอนาคตคือบุคลากรของประเทศ

ตนเองในฐานะของที่ปรึกษาของค่ายอาสาต้องรับผิดชอบสมาชิกค่าย ไม่เพียงสร้างอาคารเรียนเพียง 30 วัน แต่มากกว่านั่นทำงานกันนานมากกว่าจะจัดเตรียมกลุ่มสตาฟ ทีมงานในชมรมอาสาเพื่อที่จะแบ่งสรรค์หน้าที่พาสมาชิกค่ายออกไปประชาสัมพันธ์โครงการเพื่อหางบประมาณสนับสนุน โดยเนื้องานทุกอย่างเป็นการสร้างทักษะให้นักศึกษา ต้องสอนนักศึกษาทั้งหมดทุกกระบวนการ นักศึกษาที่ใฝ่รู้จะได้เนื้อหาได้ประสบการณ์ตรงนี้เต็มรูปแบบ

“สุดท้ายก็ยืนดูผลงานแบบภูมิใจทุกครั้งที่นักศึกษาได้ลงมือและสำเร็จทุกครั้ง ภูมิใจที่เห็นลูกศิษย์ทำได้ ออกไปสู่สังคมและตลาดแรงงานที่จะพึ่งพาตัวเองได้ ฉีดวัคซีนให้แล้วจะตายหรือจะรอดอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ตนเองมีเพียงหน้าที่ในการฉีดวัคซีนให้และฉีดให้ทุกคน23 ปี ของการเป็นครูเลือกถูกแล้วที่มาเป็นครู เพราะตนเองเห็นแล้วว่าตนเองสามารถพัฒนาคนได้ แล้วต้องบอกกันตรงๆ ว่าประเทศนี้ยังต้องพัฒนาคนอีกเยอะ ศักยภาพต่างๆ ต้องพัฒนาพอสมควรเพราะว่าการเข้าไม่ถึงของการศึกษา การขาดโอกาสทางการศึกษาเยอะมาก การทำค่ายอาสาได้เห็นสภาพโรงเรียนที่ตนเองไปสร้าง มองว่าถ้าประเทศจะก้าวไปข้างหน้าทุกคนต้องมีพื้นฐานการศึกษาระดับหนึ่ง ต้องรู้ว่าหน้าที่ของตัวเองต้องทำอะไร กติกาสังคมมันเป็นยังไง การศึกษาจะช่วยสอนขัดเกลา ดังนั้นในการการสร้างคนเป็นอะไรที่ท้าทายที่สุด “

พยายามปลูกฝังให้นักศึกษาในสาขาวิชาครู คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม เข้าร่วมกิจกรรมค่ายอาสา เนื่องจากการเรียนอยู่ในหลักสูตรอย่างเดียวไม่ได้ ต้องไปเห็นบริบทของการเป็นครูจริงๆ เพราะฉะนั้นการที่นักศึกษาได้ออกค่ายอาสา ไปอยู่ไปนอนอยู่ในโรงเรียน เวลา 30 วัน นักศึกษาจะได้เห็นบริบทของคุณครู นอกเหนือจากการเรียนการสอนในห้อง ครูจะต้องดูแลเด็กต้องอำนวยความสะดวกในการเรียนการเพราะฉะนั้น การที่ให้นักศึกษาสายครูออกค่ายอาสานักศึกษาจะได้เห็นวิชาชีพครูจริงๆ ควรจะเติมแต่ง ทักษะ หรือความรู้ความสามารถด้านไหน เพื่อที่จะไปปรับให้สภาพแวดล้อมในการเรียนการสอนมันเหมาะสมขึ้นและดีขึ้น โดยใช้วิชาชีพตัวเองที่มีอยู่

 

ครูต้นแบบจิตอาสา มทร.ธัญบุรี

ตลอดระยะเวลาในการทำงานงานค่ายอาสา ตัวเนื้องานจริงๆ สามารถเอามาเป็นบทเรียนสอนนักศึกษาได้เกือบทุกสาขาวิชา จึงมีการปรับรูปแบบการออกค่ายใหม่ให้มีวิชาการมากขึ้น สามารถที่จะฝึกนักศึกษาได้ ให้นักศึกษาได้ลงปฏิบัติจริง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายมหาลัย “สร้างบัณฑิตนักปฏิบัติ” ค่ายอาสาเป็นกิจกรรมหลักในการพัฒนาเด็ก โดยแทบไม่ต้องซื้อหรือหาวัสดุฝึก “ฝึกจริง” ฝึกแล้วเป็นตัวอาคาร สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง

“ในอนาคตอยากต่อยอดในการเพิ่มกิจกรรมให้ค่ายอาสาเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนได้ครบวงจรมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะตัวอาคารเรียนอย่างเดียว” ต่อยอดอบรมครูที่อยู่ในโรงเรียนนั้นๆ รวมไปถึงการพิจารณาให้ทุนนักศึกษาที่เรียนเก่งในพื้นที่ห่างไกล ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยผ่านโครงการจิตอาสาเป็นเรื่องที่จำเป็นมากในสังคม ปรับเป็นรายวิชาเรียน เพื่อให้นักศึกษาได้สัมผัสจิตอาสาจริงๆ “

 

ครูต้นแบบจิตอาสา มทร.ธัญบุรี

จิตอาสาสอนแบบทฤษฎีไม่ได้ ต้องทำ และต้องสร้างจิตสำนึกให้เกิด” มานั่งสอน มานั่งเรียนในห้องเรียนเป็นไปได้ยากที่จะปลูกฝังให้คนมีจิตสาธารณะจริงๆ ค่ายอาสาจึงพยายามปรับบทบาท ณ จุดนั้นให้ได้ ไปสร้าง ไปผลักดันให้เกิดจิตอาสาให้ได้ ซึ่งไปครั้งเดียวคงไม่ได้หมายความว่ากลับมาจะกลายเป็นคนมีจิตอาสา พวกนี้มันจะต้องไปทุกๆ ปี ต้องทำบ่อยๆ ถึงจะเกิดจิตสำนึกขึ้นมา การสร้างนักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีให้มีจุดเด่นในเรื่องพวกนี้ด้วย สร้างด้าน Soft Skills ให้นักศึกษา เป็นวัคซีนอีกหนึ่งเข็มที่จะฉีดให้นักศึกษาออกไป นอกเหนือจากด้านวิชาการที่สอนในห้องเรียน

       “การทำกิจกรรมพวกนี้มันทำได้เพียงช่วงเวลาหนึ่งที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย แต่มีกิจกรรมอีกมากมาย ไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมที่ออกค่ายอาสา กิจกรรมอะไรมองว่ามันเป็นประโยชน์แก่สังคมประโยชน์เพื่อส่วนรวม ยกตัวอย่าง กิจกรรมของ ตูน บอดี้สแลม เป็นต้นแบบที่ดี ได้ทั้งสุขภาพได้ทั้งประโยชน์ที่เกิดแก่สังคมส่วนรวม กิจกรรมแบบนี้มาทำบ่อยๆ และต่อเนื่อง เห็นภาพชัดเจน ทำให้สังคมสมบูรณ์ขึ้น การที่จะหมกมุ่นคิดอยู่แต่เรื่องตัวเอง เรื่องส่วนตัวเป็นที่ตั้งและสุดท้ายก็ไม่ไปไหนเลย” ผศ.ณัฐ แก้วสกุล กล่าวทิ้งท้าย

“บิ๊กอู๋”จี้คุมเข้มห้ามต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309517

“บิ๊กอู๋”จี้คุมเข้มห้ามต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย

แรงงาน, ต่างด้าว, สั่งคุมเข้ม, พล.ต.อ.อดุลย์  แสงสิงแก้ว, กกจ., บิ๊กอู๋

“บิ๊กอู๋”จี้ กกจ. ติดตามกวดขันแรงงานต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย พบในปี60 แย่งอาชีพคนไทยไปแล้ว 2,397 คน นายจ้าง 3,564 ราย

           16 ม.ค.2561 นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ชี้แจงถึงกรณีที่มีข่าวว่าขณะนี้มีแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เข้ามาประกอบอาชีพแย่งงานคนไทยเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในย่านพัทยา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระนองว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มิได้นิ่งนอนใจโดย ได้สั่งการให้กรมการจัดหางานเร่งตรวจสอบติดตาม กวดขันอย่างใกล้ชิด เพื่อมิให้คนไทยได้รับความเดือดร้อน ซึ่งอาชีพขายของหน้าร้าน หรือเร่ขายของ เช่น ขายผลไม้ ดอกไม้ เป็นต้น

        “เป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำตามกฎหมาย ซึ่งในปีงบประมาณ 2560 ที่ผ่านมา (ต.ค2559-ก.ย.2560) กรมการจัดหางานได้มีการตรวจสอบและดำเนินคดีนายจ้างและแรงงานต่างด้าวไปแล้ว ซึ่งมีผลการดำเนินงานทั่วประเทศคือ ตรวจสอบนายจ้างและสถานประกอบการ จำนวน 3,564 ราย แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม จีน อินเดีย บังคลาเทศ และอื่นๆ จำนวน 2,397 คน และดำเนินคดีนายจ้าง/สถานประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมายจำนวน 246 ราย แรงงานต่างด้าว จำนวน 1,609 คน”อธิบดีกรมการจัดหางานกล่าว

          นายอนุรักษ์ กล่าวย้ำเตือนนายจ้างให้จ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีใบอนุญาตทำงานและทำงานตรงกับประเภทงาน และกับนายจ้าง ท้องที่หรือเงื่อนไขในการทำงานตามที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตทำงาน ขณะเดียวกันแรงงานต่างด้าวต้องมีใบอนุญาตทำงานและทำงานตรงกับที่ระบุไว้ในใบอนุญาตทำงานรวมทั้งห้ามทำงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

คุยกับ แอดมินเพจ “เกรียนการศึกษา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309487

คุยกับ แอดมินเพจ “เกรียนการศึกษา”

ฟิล์ม- เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์, เพจ เกรียนการศึกษา

   แอดมินเพจ “เกรียนการศึกษา”  ฟิล์ม- เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์และหนึ่งในตัวแทนเครือข่ายคนรุ่นใหม่ในนาม“องค์กรนิวกราวด์” ซึ่งพวกเขาต้องการสร้างฐานของประเทศใหม่

   เนื่องในวันครูแห่งชาติ 16 มกราคม “คมชัดลึก”ขอนั่งจับเข่าคุยกับแอดมินเพจ “เกรียนการศึกษา” และหนึ่งในตัวแทนเครือข่ายคนรุ่นใหม่ในนาม“องค์กรนิวกราวด์”  ซึ่งพวกเขาต้องการที่จะสร้างฐานของประเทศใหม่ ฟิล์ม- เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ เกี่ยวกับประเด็นเรื้อรังมาหลายยุคสมัย “ปฏิรูปการศึกษา”!!! ที่น้อยครั้งนักคนรุ่นใหม่จะได้เข้าร่วมวงเสนอแนวทางการปฏิรูป

คุยกับ แอดมินเพจ “เกรียนการศึกษา”

      ฟิล์ม-เปรมปพัทธ อายุ 23 ปี เริ่มต้นว่า เมื่อจะมองการศึกษาไทยต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.เชิงงบประมาณและการมีส่วนร่วม ซึ่งประเทศไทยมีการอุดหนุนทางการศึกษาต่อหัวเด็ก ไม่น้อยเมื่อเทียบกับจีดีพี แต่ปัญหาคือ เด็กๆไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องการใช้งบประมาณนั้นเลย สมมติรัฐอาจจะให้เขา 400 บาทต่อคน หากโรงเรียนมีเด็ก 4,000 คน จะได้งบประมาณเยอะมาก สามารถจัดการเรียนรู้ได้หลากหลาย แต่อำนาจในการตัดสินใจใช้งบนี้อยู่ที่ผู้บริหาร ครู หรือสมาคมผู้ปกครอง เด็กๆไม่มีสิทธิในการใช้งบนี้ทั้งที่เป็นงบของเขาแท้ๆ ถือเป็นประเด็นที่ใหญ่มาก

     ในขณะที่ประเทศออสเตรเลีย เยอรมัน แคนาดา ฟินแลนด์ มีการหยั่งเสี่ยงเด็ก อย่างเช่น ในประเทศฟินแลนด์ จะสร้างสนามเด็กเล่นแต่ละครั้งต้องมีการไปประชาพิจารณ์คนในท้องถิ่น ในชุมชนอยากให้ไเด็กเป็นอย่างไร ที่สำคัญ ถามเด็กเองด้วยว่าอยากเล่นอะไร

     แต่ส่วนตัวตนชอบโมเดลของออสเตรเลีย ซึ่งจะมียูเอ็นยูท (UN Youth)และมีเป้าหมายออสเตรเลีย ซึ่งจะมีคำถามหลักๆ 3 ข้อสำหรับเยาวชน ได้แก่ คุณรู้สึกอย่างไรกับประเทศ คุณรู้สึกที่ผ่านมาควรจะทำอะไรเพื่อคุณได้ดีกว่านี้ และคิดว่าอะไรเป็นปัญหาของคุณ และคำตอบในหลายๆข้อถูกทำให้เป็นนโยบายสู่การปฏิบัติจริงๆของประเทศ

คุยกับ แอดมินเพจ “เกรียนการศึกษา”

    นี่เป็นการสะท้อนถึงกระบวนการรับฟังเสียงเด็กที่ชัดเจนและหลากหลายมาก คือ เขาให้คุณค่ากับการมีส่วนร่วมของเด็กๆมากๆ

      และ2.เชิงหลักการ ซึ่งการศึกษาไทยแง่หนึ่งไม่ได้พูดถึงในเชิงหลักการมากนัก อาจจะพูดถึงเรียนอย่างไรให้มีความสุข เช่น เด็กหลังห้องเรียนไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นมาเรียนเป็นวงกลมกันเถอะจะได้เรียนแล้วมีความสุข แต่ไม่เคยตั้งคำถามว่ามีความสุขกับอะไร มีความสุขกับวิชาที่บังคับให้คุณเป็นคนในแบบที่รัฐต้องการอย่างเดียวหรือเปล่า หรือมีความสุขในแบบที่คุณสามารถเลือกเองได้ ซึ่งพบว่าเด็กๆอาจจะมีความสุข แต่สุดท้ายมีความสุขกับการท่องจำหรือเปล่า หรือมีความสุขกับการให้ตัวเองเป็นแรงงานในระบบอุตสาหกรรมหรือเปล่า แต่ไม่สามารถเรียกร้องสวัสดิการ หรือสิ่งต่างๆที่เด็กประเทศอื่นมีกันได้เลย

     โดยสรุป อำนาจในการใช้งบประมาณหรือทรัพยากร เด็กๆควรจะมีส่วนร่วมเป็นหลัก และเวลาตั้่งคำถามกับการศึกษาตั้งคำถามในเชิงรูปแบบหรือเปล่าแล้วมีการตั้งคำถามกับเนื้อหาบ้างหรือไม่

       ฟิล์ม บอกอีกว่า ปัญหาหลักๆเวลาพูดถึงการปฏิรูปการศึกษาและไม่สำเร็จ จริงๆถ้าดูจากตัวชี้วัดหลายอันประเทศไทยแตะถึงมานาน เช่น เรื่องคนจนหมดประเทศ วัดกันที่ค่าแรง 2 ดอลลาร์หรือประมาณ 60 บาทต่อวัน ประเทศไทยก็หมดไปนานแล้ว จริงๆประเทศไทยทำเพื่อตอบตัวชี้วัด จนหลายครั้งยอมจะบิดคุณภาพหรือกระบวนการเพื่อตอบตัวชี้วัดอย่างเดียว ทำให้คุณภาพมันไม่เกิดขึ้นจริง

คุยกับ แอดมินเพจ “เกรียนการศึกษา”

      “ประเด็นหลักๆ คือ เด็กไทยยังไม่รู้สึกว่าตัวเองควรเป็นคนลงมือทำในเรื่องการศึกษาหรือรู้ว่าเป็นผู้ถือหุ้นในระบบการปฏิรูปการศึกษาได้ เพราะฉะนั้นคนที่ทำงานด้านการศึกษาหรือการปฏิรูปการศึกษาต้องกลับมามองตัวเองว่า เวลาเราปฏิรูปการศึกษา เราทำเพื่อเด็ก ของเด็ก แต่โดยผู้ใหญ่หรือเปล่า และถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่มีวันได้การศึกษาที่เป็นประชาธิปไตย” ฟิล์ม-เปรมปพัทธ สะท้อนมุมมอง

     ฟิล์ม ขยายความว่า ประชาธิปไตยในที่นี้ หมายถึง การมีส่วนร่วม เพราะเชื่อว่าเด็กๆสามารถระบุ กำหนดปัญหา หรือรู้สึกได้ว่าปัญหาของเขาคืออะไร และการศึกษาควรตอบโจทย์ให้เขาแก้ปัญหาของตัวเองได้ ก่อนที่จะไปตอบเรื่องปัญหาแรงงาน

คุยกับ แอดมินเพจ “เกรียนการศึกษา”

     จากที่ทำการสำรวจมา เด็กน้อยคนมากจนไม่มีนัยยะสำคัญที่กังวลเรื่องงาน แต่กังวลเรื่องปัญหากับครู ความสัมพันธ์กับเพื่อน สายตาสั้นไม่กล้าบอกพ่อแม่ กังวลกับเรื่องที่ไม่ได้เป็น “ความดีแบบวัตถุวิสัย” หมายความว่า ความดีที่ตีความอื่นไม่ได้ เช่น ออกกำลังกายเท่ากับดี เลิกยาเสพติดเท่ากับดี กินเหล้าเท่ากับแช่ง เป็นต้น เพราะฉะนั้น องค์กรด้านเด็กและเยาวชนเวลามอบหมายให้เด็กและเยาวชนจะมอบหมายแต่สิ่งที่เรียกว่าความดีแบบวัตถุวิสัยนี้

      แต่สำหรับเยาวชนสิ่งที่เขาสนใจคือการรื้อสร้างมายาคติ คือการตั้งคำถาม เช่น จริงๆแล้วระบบประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ดีจริงหรือไม่ เงินอุดหนุนของเราเพียงพอหรือไม่ เพราะฉะนั้นสื่อหรือการเคลื่อนไหวในรูปแบบที่เป็นการตั้งคำถาม จึงเป็นสิ่งที่นิยมมากในหมู่เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้

     การปฏิรูปการศึกษา จึงควรปฏิรูปเพื่อประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่แค่รับฟังเสียงเด็กและเยาวชนอย่างเดียว ควรให้อำนาจกับเด็กในทางงบประมาณ การตัดสินใจ การรวบรวมข้อเสนอ การกำหนดปัญหาของเขาเองด้วย

คุยกับ แอดมินเพจ “เกรียนการศึกษา”

     ฟิล์ม-เปรมปพัทธ บอกด้วยว่า การปฏิรูปการศึกษา องค์กรนิวกราวด์จัดทำข้อเสนอไว้ 2 ข้อ คือ 1.ถ้าจะปฏิรูปการศึกษาหรือระบบอื่นที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน เช่น สวัสดิการสาธารณสุขเกี่ยวกับเด็กและวัยรุ่น เรื่องกฎหมาย กระบวนการยุติธรม เงินอุดหนุน อันดับแรกเลยต้องมีงานวิจัยที่แสดงถึงคุณค่าของเสียงพวกเขา งานวิจัยลักษณะนี้หลายองค์กรพยายามทำ แต่เป็นการทำแบบตามธรรมเนียมเดิม เช่น เอาไมค์ไปจ่อเด็ก คุณรู้สึกอย่างไร

      แบบนี้ไม่มีทางได้คำตอบจากเด็กจริงๆ เพราะในโพลล์ที่นิวกราวด์สำรวจมาพบว่า เด็กเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด เมื่อคุยกับเพื่อน แต่เมื่อคุยกับผู้ใหญ่จะเป็นตัวเองน้อยที่สุด เพราะฉะนั้นต้องมีการทำวิจัยแบบอื่น เช่น กระบวนการหาเบื้องลึก เอาจจะเรียกว่า การวิเคราะห์พฤติกรรมของเด็กว่าเขาคุยอะไรกัน ต้องมีกระบวนการวิจัยที่ให้คุณค่ากับเด็กและพยายามเข้าใจ วัฒนธรรมของเขา

      และ2.ควรมีกองทุน หรือทรัพยกร หรืองบประมาณที่อุดหนุนเด็กโดยตรง ส่วนใหญ่งบประมาณที่พัฒนการศึกษาจะอุดหนุนไปที่ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครอบครัวหรือโรงเรียน แต่น้อยข้อเสนอในทางงบประมาณมากที่อุดหนุนไปที่เด็กโดยตรงให้เขามีอำนาจในการใช้จ่ายเอง

คุยกับ แอดมินเพจ “เกรียนการศึกษา”

    นี่เป็น 2 ข้อเสนอที่จะทำให้เด็กไทยรู้สึก ว่าการศึกษาเป็นเรื่องของเขา เพื่อเขาเอง และโดยเขา

     ทั้งหมดทั้งมวล คือ ต้องมีกระบวนการให้เด็กเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษา เป็นสิ่งสำคัญมากๆ จริงๆกระบวนการมีส่วนร่วมรัฐไทยก็มีเรื่องตัวแทนเยาวชน แต่ไม่ค่อยมีบทบาทเป็นการตั้งขึ้นมาเพื่อให้ตอบตัวชี้วัดเท่านั้น

     อย่างไรก็ตาม ฟิล์ม ย้ำว่า ไม่ได้หมายความจะให้ผู้ใหญ่ลาออก แต่สิ่งที่ผู้ใหญ่ ควรทำกับแวดวงเยาวชนคือควรเป็น “สะพาน”ที่เชื่อมเสียงเด็ก ความต้องการของเด็ก เข้าสู่กระบวนการในเชิงนโยบาย

        0 พวงชมพู ประเสริฐ รายงาน 0

เปิดวาร์ป “ครูแบบที่ใช่” ในใจเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309255

เปิดวาร์ป “ครูแบบที่ใช่” ในใจเด็ก

ครูดวงใจศิษย์, ครูแบบที่ใช่

“ครูดี ครูเด่น” ครูแบบไหน? ที่ตอบโจทย์ เด็กยุค4.0

          เข้าสู่เดือนมกราคม ทุกปีจะมีวันสำคัญๆ ในแวดวงการศึกษา  “วันครู16 มกราคม”  อีกหนึ่งวันที่มีกิจกรรมสำหรับศิษย์มากมาย เพื่อให้ลูกศิษย์ทั้งหลายระลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ที่ได้สอนสั่งอบรมวิชาให้เรา เพราะไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหน “ครู” ก็ยังเป็นคนสำคัญ คนที่ใกล้ชิดต่อเด็กไม่น้อยไปกว่าพ่อแม่

ว่าแต่..ขณะนี้ “ครู” ในใจเด็ก ครูแบบไหนที่เด็กอยากเรียนด้วย วันนี้ “คมชัดลึก” จึงได้ไปเสียงเล็กๆของบรรดาเหล่าลูกศิษย์รุ่นใหม่ๆถึงครูที่พวกเขาต้องการ

เปิดวาร์ป "ครูแบบที่ใช่" ในใจเด็ก

น้องเหมย น.ส.กนกพร เลิศลักษณ์วิบูลย์      

        น้องเหมย น.ส.กนกพร เลิศลักษณ์วิบูลย์ นักเรียนชั้นม.6  โรงเรียนดอยสะเก็ดวิทยาคม จ.เชียงใหม่  เล่าว่าครูยังเป็นบุคคลที่สำคัญของเด็ก เพราะหากไม่มีครูคอยให้คำแนะนำสั่งสอน การเรียนรู้ต่างๆ ก็คงไม่เกิดขึ้น ต่อให้นักเรียนสามารถค้นคว้า อ่านตำราได้จากโลกออนไลน์ แต่ประสบการณ์ ทักษะ การใช้ชีวิต ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ครูย่อมเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ชีวิตให้แก่เด็กได้เป็นอย่างดี

ครูที่เด็กๆ ต้องการจึงไม่ใช่ครูที่จะมายืนสอนหน้าชั้นเรียน ยืนพูด 2-3 ชั่วโมง แล้วให้เด็กจดตาม แต่เป็นครูที่คิดกิจกรรม จัดการเรียนการสอนนอกกรอบ และไม่ตีกรอบเด็ก รับฟังความคิดเห็นของเด็กแต่ละคนอย่างเข้าใจ และให้โอกาส ส่งเสริมในเรื่องที่เด็กขาดทักษะ ที่สำคัญครูต้องพยายามถ่ายทอดความรู้แก่เด็กอย่างเต็มที่ ไม่กั๊กความรู้ อย่าง  ครูพรพิมล บุญโคตร ถือเป็นแม่คนที่สองที่ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือนักเรียนในทุกเรื่อง เสียสละเวลาในการอบรมสั่งสอนนักเรียนทั้งด้านวิชาการ และทักษะชีวิต

เปิดวาร์ป "ครูแบบที่ใช่" ในใจเด็ก

 “ครู ต้องเป็นเสมือนพ่อแม่คนที่สองให้แก่เด็ก ทุ่มเท ส่งเสริมเด็ก ควรมีการสอนแบบใหม่ ไม่ใช่สอนในตำราเพียงอย่างเดียว ต้องใช้สื่อ เทคโนโลยีในการสอนต้องให้นักเรียนได้คิด ได้ลงมือทำด้วยตนเอง เพราะเมื่อนักเรียนได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตนเอง ต้องการ สนุก และลงมือทำ จะทำให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้ง ควรเป็นครูที่เข้าใจนักเรียน ไม่มีการแบ่งเกรดนักเรียนว่านักเรียนเก่งและนักเรียนไม่เก่ง  ให้ความยุติธรรม เอาใจใส่นักเรียน สอนนักเรียนแบบไม่กั๊กความรู้ และทุ่มเทให้นักเรียนอย่างเต็มที่ ครูเป็นเสมือนแม่ที่ปรึกษาได้ทุกเรื่อง” น้องเหมย กล่าว

เปิดวาร์ป "ครูแบบที่ใช่" ในใจเด็ก

น้องท๊อป นายสมเกียรติ ทรัพย์มูล

เช่นเดียวกัน น้องท๊อป นายสมเกียรติ ทรัพย์มูล นักเรียนชั้นม. 6 นักดนตรีไทยของโรงเรียนจระเข้หินสังฆกิจวิทยา จังหวัดนครราชสีมา บอกเล่าถึงครูในดวงใจ “ครูสอนดนตรีไทย” ว่า จากการได้เข้าชมรมดนตรีไทยมาตั้งแต่สมัยม.1 โดยความไม่ตั้งใจ แต่เมื่อมาได้เรียน ได้ลองเล่นดนตรีไทย หลายชนิดก็รู้สึกชอบ โดยเฉพาะระนาดและได้เป็นนักดนตรีไทยของโรงเรียน มีโอกาสไปประกวดแข่งขันในเวทีต่างๆ ซึ่งตลอดมาก็จะมีครูคอยให้การดูแล โดยเฉพาะ ครูแนน หรือ นายณัฐภัทร กลิ่นจะโป๊ะ ครูสอนดนตรีคอยดูแลมาตลอด 6 ปี จึงทำให้มีความคุ้นเคย สนิทสนมกันอย่างมาก ซึ่งครูแนนไม่เพียงแค่ให้ความรู้ แต่ยังสอนการใช้ชีวิต เป็นที่ปรึกษาได้ในทุกๆเรื่อง และยังเป็นครูที่รับฟังเด็กทุกคนด้วยๆ

 “ครูในความรู้สึกของผม อยากให้เป็นคนที่รักและเข้าใจเด็ก เปิดใจที่จะรับฟังเสียงของเด็กในทุกๆ เรื่อง ขณะเดียวกัน อยากให้ครูรู้พัฒนาการของเด็กแต่ละคนในชั้นเรียน เพราะเด็กแต่ละคนก็มีพัฒนาการไม่เท่ากัน ถ้าครูรู้ว่าใครเป็นอย่างไร ขาดตรงไหนจะได้เติมเต็มได้ตรงจุด รวมถึงยอากขอให้มีการพัฒนาตนเองตลอดเวลา หาเทคนิคใหม่ๆ มาสอนในชั้นเรียน เน้นการหาความรู้ การลงมือปฏิบัติ ไม่เน้นการสอนเนื้อหาที่อยู่ในตำรา ซึ่งทุกวันนี้ครูหลายคนก็มีการปรับตัวไปความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ขณะที่ก็ยังมีบางคนที่ยึดแต่ตำราเท่านั้น” น้องท๊อป กล่าว

น้องท๊อป บอกด้วยว่า สำหรับครูรุ่นเก่าที่อาจจะไม่ค่อยถนัดกับเรื่องของเทคโนโลยีสมัยใหม่ อยากให้เปิดใจ และเรียนรู้ ค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ เพราะส่วนตัวเชื่อว่าเราทุกคนต้องเรียนรู้ อยู่ตลอดเวลา

เปิดวาร์ป "ครูแบบที่ใช่" ในใจเด็ก

ขณะที่ 3 สาว ด.ญ.วรารัศมิ์ สุทธิศักดิ์-ด.ญ.ธารทิพย์ นาคทัต-ด.ญ.อริสรา น้อยอุบล ชั้นม.1 โรงเรียนศุภกรณ์วิทยา กรุงเทพฯ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ครูในดวงใจของพวกตน อยากให้เป็นครูที่มีความเข้าใจเด็ก เปิดใจที่จะรับฟังความคิดเห็น ไม่เคร่งครัด กดดันจนเกินไป บางเรื่องอาจจะยืดหยุ่นให้บ้าง ซึ่งทุกวันนี้ก็ครูที่ใส่ใจ และรับฟังเด็กแต่ก็ยังเป็นส่วนน้อย

นอกจากนี้ เรื่องการเรียนการสอน ต้องไม่เน้นแต่ในหนังสือมากเกิน ควรมีกิจกรรมอื่นๆควบคู่ มีเทคนิคการสอนใหม่ โดยเฉพาะที่อยากให้ปรับคือการออกข้อสอบ ที่ควรเป็นเนื้อหาเดียวกันกับที่สอน เพราะบางทีสอนในเนื้อหาอย่างหนึ่ง แต่เวลาออกข้อสอบกลับเป็นเนื้อหาอื่นมากกว่าเนื้อหาที่เรียนมา ออกสอบ ทำให้เวลาเราสอบสิ่งที่เราเตรียมตัวสอบมากับที่ไปเจอในข้อสอบคนละแบบ

หลายคนอาจมองว่า “ครู” เป็นอาชีพเรือจ้าง ทั้งที่ในความเป็นจริงๆ ไม่ใช่ทำหน้าที่เพียงส่งเด็กถึงฝั่งเท่านั้น แต่ครูที่เด็กๆ อยากได้ต้องคอยดูแล เอาใจใส่ ประคับประคองชีวิตเด็ก แถมต้องมีเทคนิคการสอนใหม่ๆ ใช้สื่อเทคโนโลยี ไม่กั๊กความรู้ เป็นโค้ชกับเด็ก “วันครู” ปีนี้ อย่าลืมไหว้ครู หรือหากใครไม่ได้อยู่ใกล้คุณครู ก็อย่าลืมแวะเวียน กลับไปกราบคุณครูกัน

แนะครู“เด็กไทยต้องการความรักก่อนความรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309380

แนะครู“เด็กไทยต้องการความรักก่อนความรู้

เด็กไทยต้องการความรักก่อนความรู้

ต้อนรับวันครู  ผลสำรวจชี้ “เด็กไทยต้องการความรักก่อนความรู้”คาดหวังให้ครูเป็นที่พึ่ง เหตุพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ หนุนเปลี่ยน 201โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีความสุข

 

สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน(สสค.)ร่วมกับ สกว. สพฐ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์จิตวิทยาการศึกษา มูลนิธิยุวสถิรคุณ  มหาวิทยาลัยนเรศวร แถลงข่าวผลสำรวจ Gap ในห้องเรียนไทย พร้อมเปิดความสำเร็จโครงการsQip เปลี่ยนห้องเรียนไทยให้ เรียนสุข สนุกสอน

ดร.อมรวิชช์  นาครทรรพ หัวหน้าคณะวิจัยโครงการวิจัยปฏิบัติการโรงเรียนพัฒนาคุณภาพต่อเนื่อง คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากผลสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนและครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และตัวแทนชุมชน กลุ่มตัวอย่างประมาณ 24,000  คน

โดยแบ่งเป็น นักเรียนชั้น   ป.6 ม.3 และม.6 จำนวน 10,000 คน  กลุ่มครูจำนวน 4,000 คน กลุ่มผู้บริหาร 200 คน ผู้ปกครองจำนวน 9,000 คน จากโรงเรียนขนาดกลางจำนวน 110 แห่ง  พบว่า  4   เรื่องใหญ่ในมุมมองเด็กไทยที่มีผลต่อการเรียนคือ 1.เด็กๆอยากได้ความใส่ใจเป็นรายบุคคลจากคุณครูอย่างจริงจังมากกว่านี้ อยากมีครูคนโปรดที่สนิทเป็นพิเศษ มีครูที่ให้เวลาเขามาพูดคุยได้เสมอ และอยากได้ความใส่ใจอย่างเท่าเทียมไม่ลำเอียงจากครู   2. นิสัยและพฤติกรรมการเรียนของเด็กยังต้องพัฒนาด้วย ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม การอ่านการค้นคว้า การทำการบ้าน ไปจนถึงการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน   3.ครอบครัวให้เวลาใส่ใจกับการเรียนของเด็กน้อยไป 4. ความสัมพันธ์กับเพื่อน  เช่น ความรู้สึกเป็นที่ยอมรับ การมีเพื่อนพูดคุยปรึกษาปัญหาต่างๆ ไปจนถึงการที่เด็กๆ สามารถช่วยติวกันเองได้

ส่วน 4 เรื่องใหญ่ในมุมมองของครูที่มีผลต่อการสอน 1. ครูไม่มั่นใจในความรู้ความสามารถของตนบางเรื่อง เช่น การสอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ การวัดผลเพื่อพัฒนาผู้เรียน การปรับเทคนิคการสอนตามความต้องการผู้เรียน 2.ปัญหาช่องว่างระหว่างผู้บริหารที่ยังมีอยู่บ้าง เช่น การยอมรับในความสามารถ การเข้าถึง การรับฟัง การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น  3.ปัญหาความสัมพันธ์กับผู้ปกครองที่ครูไม่มั่นใจนัก ขาดความคุ้นเคยสนิทสนม  4.ความสัมพันธ์ระหว่างครูด้วยกันก็ยังมีเรื่องให้เติมเต็ม เช่น การช่วยเหลือระหว่างเพื่อนครูในแง่แลกเปลี่ยนวิธีการสอน การพูดคุยปัญหาในห้องเรียน เพื่อพัฒนาร่วมกัน

ส่วน 4 เรื่องใหญ่ในมุมของพ่อแม่ คือ 1.ไม่มีเวลาใส่ใจการเรียนลูก 2.รู้สึกห่างเหินจากโรงเรียน ไม่มีส่วนร่วมกิจกรรมต่างๆ 3.ความมั่นใจต่อโรงเรียนในบางเรื่องก็ได้รับผลกระทบ 4.ความมั่นใจในการสอนของครูลดน้อยลง

ดร.อมรวิชช์ กล่าวว่า  การสำรวจยังพบช่องว่างระหว่างครูและนักเรียนที่เป็นปัญหาใหญ่อันดับต้นๆ ได้แก่ 1.ครูปฏิบัติต่อนักเรียนทุกคนอย่างเท่าเทียม 2.การรู้จุดเด่นหรือความสามารถของนักเรียนรายคน 3. การให้เวลาพูดคุยหรือปรึกษาปัญหากับนักเรียน

ส่วนช่องว่างระหว่างนักเรียนกับผู้ปกครองที่เป็นปัญหาอันดับต้นๆ ได้แก่ 1.การถูกกลั่นแกล้งรังแกในโรงเรียน  2.การพูดคุยเล่าปัญหาระหว่างผู้ปกครองและบุตร 3.การให้เวลาช่วยบุตรหลานทำการบ้าน

ช่องว่างระหว่างครูกับผู้ปกครองที่เป็นปัญหา ได้แก่   1.การให้เวลาพูดคุยและปรึกษาปัญหา  2.การรู้จุดเด่นและความสามารถของผู้เรียนรายคน                 สุดท้ายช่องว่างระหว่างครูกับผู้บริหาร ได้แก่ 1.การยอมรับในความสามารถของครู 2.การให้โอกาสครูในการมีส่วนร่วมต่อการบริหาร

“การสำรวจยังสะท้อนถึงระดับความผูกพันต่อกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งในมุมมองของเด็กนั้น การที่พ่อแม่/ผู้ปกครองมีเวลาช่วยทำการบ้านเสมอ เป็นข้อที่เด็กรู้สึกผูกพันน้อยที่สุด ซึ่งตรงอย่างยิ่งกับมุมมองของผู้ปกครองที่มีระดับความผูกพันต่อเรื่องการมีเวลาช่วยลูกทำการบ้านต่ำสุดเช่นกัน   ยิ่งชี้ชัดว่า ในยุคนี้ เด็กๆต่างหวังเพิ่งครูค่อนข้างมาก อยากที่จะสนิทสนม  มีครูเป็นที่ปรึกษา ทั้งเรื่องการเรียนและจิตใจ เพราะครอบครัวไม่มีเวลาให้

จากข้อเท็จจริงเหล่านี้ ไม่อยากให้มองว่าเป็นปัญหา  แต่เป็นช่องว่างที่สามารถพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นได้ เป็นโอกาสให้โรงเรียนยกระดับเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีความสุข ผ่านการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายทั้ง นักเรียน ครู ผู้บริหาร พ่อแม่ผู้ปกครองรวมถึงชุมชนด้วย  โดยเฉพาะ ในยามที่ทุกฝ่ายพยายามส่งเสริมเรื่องการเรียนรู้ให้แก่เด็กมากๆ แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดกลับคือความรัก ความใส่ใจ มีครูที่รักไว้ใจ เข้าใจ ”

นายนคร ตังคะพิภพ หัวหน้าโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการโรงเรียนพัฒนาคุณภาพต่อเนื่อง หรือ sQipกล่าวว่า  ข้อค้นพบเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการศึกษาไทย แต่เป็นประเด็นสำคัญที่สังคมควรแลกเปลี่ยนและหาทางออกที่ยั่งยืนร่วมกัน   จากการศึกษาของศาสตราจารย์ John Hattie พบว่า Super Factor  หรือ ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพการเรียนการสอนมากที่สุดคือ ความร่วมมือร่วมใจของครู ผู้บริหาร บุคลากรในสถานศึกษาทั้งหมดที่จะช่วยกันพัฒนาโรงเรียน

โดยมุ่งเป้าไปที่ผลการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นสำคัญ  ซึ่งเป็นเป้าหมายของโครงการs Qip ที่ดำเนินการมา 1 ปี ในโรงเรียนขนาดกลางจำนวน 201 โรงใน 14 จังหวัดทั่วประเทศในอนาคตจะเป็นพื้นฐานการยกระดับคุณภาพต่อเนื่องให้โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีความสุข  ด้วยแนวคิด ห้องเรียนเป็นฐาน กระบวนการเป็นทุน มีปัจจัยหนุน 4 ด้าน  พ่อแม่ ครู นักเรียน โรงเรียน

โดยโครงการเข้าไปสนับสนุนให้เกิดกระบวนการพัฒนา 2 ด้าน คือ สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หรือ PLC  ของโรงเรียน และสร้าง Growth Mindset หรือกรอบคิดแบบเติบโต ให้กับบุคลากรในโรงเรียน

“เรื่องนี้เป็นแนวทางสอดคล้องกับ สพฐ.ที่มองว่าการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาครูเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำควบคู่กัน ความสำเร็จ 1 ปีที่ผ่านมา ทุกโรงเรียนสามารถนำกระบวนการ PLC  (Professional Learning Community : ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ) และ Growth Mindset ไปใช้อย่างได้ผล  โดยโครงการหนุนการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนและครูจำนวน 2,990 คน  ผลการประเมินมีศักยภาพทั้งสองด้านสูงขึ้นร้อยละ 96.7  มีการรวมกลุ่มครู PLC หลายรูปแบบเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนทั้ง 201 โรงเรียน  เกิดห้องเรียน sQip ซึ่งเป็นห้องเรียนต้นแบบ “เรียนสุข สนุกสอน” สามารถขยายผลเป็นต้นแบบเรียนรู้ไปทั่วประเทศ      ด้วยโมเดล เรียนสุข สนุกสอน ปลายทางของทั้ง 201 โรงเรียนจะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีความสุข  ที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ เพิ่มผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน เพิ่มโอกาสชีวิตและอาชีพ ครูมีขีดความสามารถสูงขึ้นต่อเนื่อง ชุมชนก็จะศรัทธาในโรงเรียน ” นายนครกล่าว

นางณิชนันทน์  ศรีวลีรัตน์ อาจารย์กลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ โรงเรียนไทรโยคน้อยวิทยาคม    1 ในต้นแบบห้องเรียน sQip  “เรียนสุข สนุกสอน” กล่าวว่า   ยอมรับว่าเจอปัญหาในการสอนอยู่ตลอด เพราะนักเรียนแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน  แต่เราจะไม่เลือกปฏิบัติ ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครู ครูกับเด็กต้องมีความรักและความอาทร เป้าหมายต้องทำให้เด็กทุกคนได้ความรู้ ถ้าเด็กไม่ได้ก็จะไม่กดดัน ต้องหาแนวทาง เทคนิคการสอนที่ช่วยเปิดโลกทัศน์  เปิดใจให้เด็กเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง

เครื่องมือสำคัญที่ช่วยได้คือ การมี Growth Mindset และ ชุมชน PLC ระหว่างเพื่อนครูที่เข้มแข็ง   เพราะบางครั้งบางปัญหาเรามองไม่เห็นแต่ครูคนอื่นมองเห็น  ถ้ามีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ก็เป็นตัวช่วยได้ เอามาปรับเสริมกัน ช่วยกันคิดค้นเทคนิคการสอนใหม่ๆ ทำให้มุมมองการสอนของเราพัฒนาขึ้น ต้องยอมรับว่าผู้บริหารสถานศึกษามีส่วนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้กลุ่มครูมีพื้นที่เรียนรู้พัฒนาตัวเอง และเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม มีสิทธิมีเสียงช่วยพัฒนาโรงเรียนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีความสุข

นางสาวสุนิสา  เสรีรัตน์  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนไทรโยคน้อยวิทยาคม กล่าวว่า ยอมรับว่า ช่องว่างระหว่างครู นักเรียนยังมีอยู่มาก  วิธีการสอนแบบเดิมๆ ไม่ได้ทำให้ใกล้ชิดขนาดนี้ รู้สึกเกร็ง ไม่สนิท  เมื่อคุณครูเปลี่ยนวิธีการสอนแบบใหม่ ใช้เกมส์หรือกิจกรรมเข้ามาเสริม  ทำให้รู้สึกสนุกกับการเรียน  สนิทกับครูมากขึ้น เจอหน้าไม่เครียด ไม่อึดอัด  กล้าที่จะพูดคุย ซักถามสิ่งที่ไม่เข้าใจ จากเดิมที่เพื่อนคือสิ่งที่ทำให้อยากมาโรงเรียน  แต่ตอนนี้ทัศนคติเปลี่ยนแปลงไป วิชาที่เรียนแต่ละวัน คุณครู และกิจกรรมในโรงเรียน ทำให้อยากมาโรงเรียนเพราะสนุกและมีความสุขที่ได้เรียน

สกอ.เปิดชื่อหลักสูตรไม่ได้มาตรฐานทำตรงไปตรงมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309419

สกอ.เปิดชื่อหลักสูตรไม่ได้มาตรฐานทำตรงไปตรงมา

คุณภาพชีวิต > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  15 ม.ค. 2561

“หมออุดม” ชี้สกอ.เปิดชื่อหลักสูตรไม่ได้มาตรฐาน ทำตรงไปตรงมา โปร่งใสให้สังคมได้รับรู้ ย้ำอำนาจเป็นของสภามหาวิทยาลัย แต่จากนี้ทุกมหาวิทยาลัยต้องทบทวนปรับปรุงให้ดี

        ภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) มีมติให้ประกาศรายชื่อหลักสูตรที่ไม่ผ่านประเมินตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรของ กกอ. ในปีการศึกษา 2558 และ 2559 รวมถึงจะประกาศหลักสูตรที่ไม่ผ่านการกำกับมาตรฐานติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี จำนวน 182 หลักสูตร จากทั้งหมด 9,099 หลักสูตร เนื่องจากดำเนินการไม่เป็นไปตามคุณภาพมาตรฐานที่กำหนดและเป็นกังวลต่อผู้เรียน และเป็นการรักษาผลประโยชน์ให้กับผู้เรียนและผู้ปกครองด้วย โดยจะมีการประกาศบนเว็บไซต์ http://www.mua.go.th ซึ่งถือเป็นครั้งแรก อีกทั้ง ยังมีมติให้ ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการ กกอ.แจ้งไปยังสภามหาวิทยาลัยทราบว่าหลักสูตรไม่ผ่านการกำกับมาตรฐาน ติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี พร้อมเสนอขอให้มีการยุติการรับนักศึกษา สำหรับกรณีหลักสูตรที่มีนักศึกษากำลังศึกษาอยู่ จะต้องมีการจัดการให้เป็นไปตามมาตรฐานภายใน 90 วัน นั้น

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2561 ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากนี้ไปทุกภาคส่วนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษา ผู้ปกครอง นักเรียนก็ควรรู้ข้อมูลและช่วยกันดูแล เวลานี้ทำอะไรต้องสื่อสารให้สาธารณะรับทราบ เพื่อความโปร่งใสและทุกคนก็ได้ช่วยกันสะท้อนความเห็นกลับมา อะไรที่ไม่ดีก็จะได้ปรับแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องของหลักสูตรที่ไม่ได้มาตรฐาน ที่ผ่านมาก็ให้โอกาสปรับปรุงและเป็นปีที่ 2 ก็ยังปรับไม่ได้ เพราะฉะนั้น การเปิดชื่อตรงนี้ถือว่าทำอย่างตรงไปตรงมา เป็นสิ่งที่ สกอ.มุ่งมั่นตั้งใจจะทำสิ่งที่ทำให้ เกิดความโปร่งใส และทุกคนได้มีส่วนร่วมในการรับรู้

“โดยหลักการผู้มีอำนาจรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง คือ สภามหาวิทยาลัย สกอ.มีฐานะในการควบคุมจะไปปกปิดเขาไม่ได้ ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ให้นโยบายแก่ ศธ.ด้วยว่าต้องการให้ผู้รับผิดชอบคือ สกอ.รวมถึงกระทรวงการอุดมศึกษา ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไปทบทวนด้วยว่าหลักสูตรที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการตลาดแรงงาน มีตกงาน หรือ ไม่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งที่รัฐบาลลงทุนงบประมาณจำนวนมาก ควรมีมาตรการมากำกับ เพราะฉะนั้น ในระยะยาวมหาวิทยาลัยต้องไปทบทวนด้วยว่าหลักสูตรเป็นร้อยหลักสูตร ถ้าไม่ตอบโจทย์ตลาดภาคอุตสาหกรรม ภาคเอกชน ปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้น”ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดชื่อแล้ว!!10 ม.เอกชนไร้คุณภาพ

สั่งปิด56หลักสูตร10ม.เอกชน

สกอ.ขึ้นเวบ182หลักสูตรไม่ผ่านมาตรฐานแจ้งยุติรับนศ.

นศ.กศน.เรียนรู้วิธีเก็บข้าวไร่ สู่การทำข้าวเม่า(ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309407

นศ.กศน.เรียนรู้วิธีเก็บข้าวไร่ สู่การทำข้าวเม่า(ชมคลิป)

คุณภาพชีวิต > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  15 ม.ค. 2561

กศน.ตรังนำนักศึกษา กศน.เรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้าน เก็บเกี่ยวข้าวไร่ เพื่อมาทำข้าวเม่า ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น สืบสานต่อเยาวชนคนรุ่นหลัง

           วันที่ 15 มกราคม 2561 ที่ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ต.โพรงจระเข้ เป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ม.7 ต.โพรงจระเข้ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง กศน.ตรัง พร้อมด้วย นางฉัตราภรณ์ เอ่งฉ้วน ผอ.กศน.อำเภอย่านตาขาว นำนักศึกษา กศน.จำนวน 10 คน ลงพื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวไร่ ที่สวนของนางอาทิน จิตรบุตร เจ้าของสวนยางพารา ที่ปลูกข้าวไร่แซมในพื้นที่สวนยาง พร้อมกับพืชผักสวนครัวชนิดต่างๆในเนื้อที่ประมาณ 1.5 ไร่ เพื่อให้นักศึกษา กศน.ได้เรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้าน วิธีการเก็บเกี่ยวข้าวโดยใช้แกละ (อุปกรณ์การเก็บเกี่ยวข้าวในท้องถิ่น) วิธีการคัดเลือกรวงข้าว และนำรวงข้าวไร่มาทำเป็นข้าวเม่า

นศ.กศน.เรียนรู้วิธีเก็บข้าวไร่ สู่การทำข้าวเม่า(ชมคลิป)

          พร้อมกับขั้นตอนสุดท้ายที่ได้ข้าวเม่า นำมาผสมกับมะพร้าวและน้ำตาลแดง หลังเจ้าหน้าที่ส่งเสริมให้ประชาชนหันมาปลูกข้าวกันมากขึ้น ทั้งการทำนา และโดยเฉพาะการปลูกข้าวไร่ เพื่อไว้รับประทานในครัวเรือน แทนการซื้อข้าวสารมารับประทาน ประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

          ทั้งนี้ หลังข้าวไร่ออกรวงไม่สุกมากนัก สามารถเก็บมาทำเป็นข้าวเม่า ซึ่งนิยมรับประทานกันเป็นอย่างมาก และจำหน่ายในราคาที่สูง กิโลกรัมละ 200 บาท แต่ส่วนใหญ่จะทำกินกันเองในครัวเรือน หรือกับเพื่อนบ้าน

นศ.กศน.เรียนรู้วิธีเก็บข้าวไร่ สู่การทำข้าวเม่า(ชมคลิป)

         ด้านนางฉัตราภรณ์ เอ่งฉ้วน ผอ.กศน.อำเภอย่านตาขาว กล่าวว่า เป็นการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษามัธยม ม.ปลายของกศน.ตำบลโพรงจระเข้ เป็นการเรียนรู้เรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการทำข้าวเม่าซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านของภาคใต้ซึ่งทำจากเมล็ดข้าวที่เริ่มแข็งตัวก่อนจะสุก นำมาผ่านกระบวนการขั้นตอนด้วยภูมิปัญหาพื้นบ้าน

         ทั้งนี้ จะต้องคัดรวงข้าวที่ได้ขนาด เมล็ดเริ่มแข็งตัวและเป็นรวงที่ไม่สมบูรณ์มากสร้างมูลค่าเพิ่ม หากสุกเกินไปจะทำไม่ได้ ซึ่งนอกจากไว้รับประทานในครัวเรือนแล้ว ยังสามารถขายได้ในราคาที่สูงประมาณ 200 บาทต่อกิโลกรัม เป็นที่นิยมรับประทาน จึงสามารถสร้างรายได้เสริมในครัวเรือนได้อย่างดี

นศ.กศน.เรียนรู้วิธีเก็บข้าวไร่ สู่การทำข้าวเม่า(ชมคลิป)

         โดยนักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้ตั้งแต่ การใช้พื้นที่ว่างในสวนยางเพื่อปลูกข้าวและพืชแซมชนิดอื่น แทนการปลูกพืชเชิงเดียว การเก็บเกี่ยวโดยใช้แกละ ซึ่งภาคอื่นจะใช้เคียวเกี่ยวรวงข้าว หรือใช้รถตัดข้าว และคัดเลือกรวงข้าวที่สามารถนำมาทำข้าวเม่าได้ และขั้นตอนการทำข้าวเม่า สาธิตการนวดข้าว เพื่อให้เมล็ดข้าวหลุดจากรวง

          หลังจากนั้นใช้กระด้งนำมาร่อน เพื่อคัดแยกเมล็ดลีบที่ไม่สามารถใช้ได้ทิ้ง คงเหลือเมล็ดข้าวสมบูรณ์ จากนั้นนำไปแช่น้ำ ไว้ประมาณ 1-2 คืน (ดูตามลักษณะของรวงข้าวที่เกี่ยวมา หากเนื้อเมล็ดยังอ่อนก็แช่เพียง 1 คืน แต่หากเมล็ดข้าวเริ่มแข็ง จนเกือบสุกก็แช่เป็น 2 คืน ) เพื่อให้รวงข้าวอ่อนตัว

นศ.กศน.เรียนรู้วิธีเก็บข้าวไร่ สู่การทำข้าวเม่า(ชมคลิป)

         จากนั้นนำไปคั่วในกระทะร้อนพอประมาณ พอเมล็ดเริ่มแตกเป็นข้าวตอกเพียงเล็กน้อย ก็ต้องรีบนำไปใส่ในครกตำข้าวตามภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ซึ่งตำด้วยมือในลักษณะการซ้อมมือ (หากตำข้าวร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปในครกเดียวกัน เมื่อตำเสร็จแล้วก็นำใส่กระด้ง เพื่อร่อนเอากากทิ้ง คงเหลือแต่ข้าวเม่าที่ต้องการ ก็นำไปคลุกเคล้ากับเนื้อมะพร้าวที่ไม่แก่มาก ผสมน้ำตาลแดง นำมาคลุกเคล้ารวมกัน ก็จะทานเป็นอาหารว่างพร้อมรสชาติที่อร่อยอีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น สามารถนำไปถ่ายทอดต่อเยาวชนรุ่นหลังสืบต่อไป

“ผอ.สามเสนฯ”ผิดวินัยร้ายแรงก.พ.นี้รู้ผลไล่-ปลดออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309389

“ผอ.สามเสนฯ”ผิดวินัยร้ายแรงก.พ.นี้รู้ผลไล่-ปลดออก

สามเสน, คลิปรับเงิน, ผอสามเสนฯ

“โกศล” เผยผลเบื้องต้น”ผอ.สามเสนฯ” ผิดวินัยร้ายแรงกรณีคลิปรับแป๊ะเจี๊ยะชี้ชัดโทษปลดออก-ไล่ออก ก.พ.นี้อีก2รายยังไม่เปิดเผย ระบุรับทราบข้อกล่าวหา มีเวลา15วันโต้แย

 

หลังจากผู้ปกครองเผยแพร่คลิปผู้บริหารโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เรียกรับเงิน 4 แสนบาท เพื่อรับเด็กเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เมื่อปีการศึกษา 2560 และมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง นายวิโรฒ สำรวล ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ความคืบหน้าในการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2561 พล.ท.โกศล  ประทุมชาติ  ที่ปรึกษารมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ได้สรุปผลสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงนายวิโรฒ ,รองผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้เกี่ยวข้องอีก 1 รายเบื้องต้นแล้ว

โดยส่วน นายวิโรฒ ถือว่ามีความผิดวินัยอย่างร้ายแรงแน่นอน เพราะมีการรับเงินแล้วไม่นำเข้าคลัง ส่วนรองผอ.โรงเรียนและผู้เกี่ยวข้อง รวม 2 รายนั้น ยังไม่สามรถเปิดเผยได้ รวมถึงกรณีนี้จะเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือไม่นั้น ต้องรอให้ทางคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงสรุปผลเป็นทางการก่อน

ทั้งนี้ คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ได้เชิญทั้ง 3 ราย มารับทราบข้อกล่าวหาเรียบร้อย ซึ่งถ้ามีข้อโต้แย้งก็เสนอเข้ามาภายใน 15 วัน เพื่อคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง จะไปทำสำนวนใหม่แต่ถ้าไม่มีข้อโต้แย้งก็จะสรุปผลทันทีจากนั้นเสนอคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.)กรุงเทพฯ พิจารณา

อย่างไรก็ตาม กรณีความผิดวินัยร้ายแรง มีโทษปลดออก,ไล่ออก ตรงนี้จะต้องรอข้อสรุปจากคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงอีกครั้งหนึ่ง คาดว่ากรณีของโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย จะแล้วเสร็จไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์นี้

“จากข้อมูลพบว่ากรณีขอโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย มีความผิดวินัยอย่างร้ายแรงชัดเจน  มีการรับเงิน ประมาณ 7-8 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่แค่กรณีที่เปิดเผยในคลิปรายเดียว มีรายอื่นด้วยจำนวนมาก และเงินก็ไม่ได้เก็บเข้าคลัง ใบเสร็จก็ไม่ได้ออกทันที แต่ออกทีหลัง ซึ่งผิดระเบียบชัดเจน ส่วนใบเสร็จซึ่งออกมาทีหลังจะระบุว่า เป็นรายรับในส่วนใดนั้น เป็นรายละเอียดผมไม่สามารถบอกได้ ตรงนี้อยู่ที่กรรมการสอบสวนวินัยร้านแรง”พล.ท.โกศล กล่าว

สำหรับสาเหตุที่การสอบสวนวินัยฯ มีความล่าช้านั้น เพราะนิติกรที่เข้าตรวจสอบทีมแรก มาจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) กรุงเทพฯ เขต 1 แต่เนื่องจากมีข้อติดขัดต่อมามีการขอถอนตัว คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง จึงนำทีมนิติกรของตัวเองเข้ามาทำหน้าที่ต่อ

ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า ส่วนความคืบหน้ากรณีครูเกษียณอายุราชการ ซึ่งเป็นอดีตเลขานุการของผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลลำปาง จังหวัดลำปาง ร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดลำปาง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ลำปาง เขต 1 โดยอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักที่ต้องรับหน้าเป็นหนี้แทนผู้อำนวยการโรงเรียน ที่ให้ไปกู้ยืมเงินมากว่า 10 ล้านบาท และที่ผ่านมา ผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าวได้นำเงินไปใช้ส่วนตัว และระบุว่ามีการกู้ยืมเงินจากครูในโรงเรียนมาให้ผู้อำนวยการโรงเรียนด้วย

แต่เนื่องจากไม่มีความคืบหน้าและผู้อำนวยการโรงเรียนใกล้เกษียณอายุราชการ จึงได้มาร้องเรียนนั้น  คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ได้สรุปผลสอบแล้วพบว่า มีความผิดจริง โดยคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงเสนอไล่ออกจากราชการ ซึ่งขึ้นตอนต่อไปจะเสนอให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ลำปาง เห็นชอบต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดราม่า! ผอ.สามเสน ลั่นตั้งแต่เกิดเรื่องเด็กหมางเมิน(มีคลิป)

(คลิป) ผอ.สามเสนรับเป็นคนในคลิปปัดรับ4แสน

สรุปผลสอบ”ผอ.สามเสน” พรุ่งนี้

“ครูสามเสนฯ”หลั่งน้ำตา!(มีคลิป)

รอดูเปิดวันนี้ “คลิป20นาที”

รู้จักผอ.สามเสนวิทยาลัย

ด่วน! ย้ายผอ.สามเสนช่วยราชการสพม.กทม.เขต1

เข้ากรุ! ผอ.สามเสนฯ มีผล 26 มิ.ย.นี้

สกอ.ขึ้นเวบ182หลักสูตรไม่ผ่านมาตรฐานแจ้งยุติรับนศ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309357

สกอ.ขึ้นเวบ182หลักสูตรไม่ผ่านมาตรฐานแจ้งยุติรับนศ.

มาตรฐานหลักสูตร, 182 หลักสูตรไม่ผ่านเกณฑ์, ประกาศชื่อหลักสูตรไม่ผ่านเกณฑ์ขึ้นเว็บไซต์

สกอ.เตรียมขึ้นเวบประกาศ182หลักสูตรไม่ผ่านมาตรฐานติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปีพร้อมแจ้งมหาวิทยาลัยยุติรับนักศึกษา

      ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)ว่า ที่ประชุม กกอ. ได้รับทราบผลการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับอุดมศึกษา ประจำปีการศึกษา 2558 และ 2559 พร้อมทั้งมีมติให้ประกาศรายชื่อหลักสูตรที่ไม่ผ่านประเมินตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรของ กกอ. ในปีการศึกษา 2558 และ 2559 รวมถึงจะประกาศหลักสูตรที่ไม่ผ่านการกำกับมาตรฐานติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี จำนวน 182 หลักสูตร จากทั้งหมด 9,099 หลักสูตร

เนื่องจากดำเนินการไม่เป็นไปตามคุณภาพมาตรฐานที่กำหนดและเป็นกังวลต่อผู้เรียน และเป็นการรักษาผลประโยชน์ให้กับผู้เรียนและผู้ปกครองด้วย ซึ่งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ประกาศรายชื่อดังกล่าว ผ่านเว็บไซต์ http://www.mua.go.th โดยคาดว่าจะประกาศได้เร็วๆนี้ เพราะต้องใช้เวลาในการเรียบเรียงหลักสูตรของแต่ละมหาวิทยาลัยที่มีความแตกต่างกัน

นอกจากนี้ กกอ. ยังมีมติให้ เลขาธิการ กกอ. แจ้งไปยังสภามหาวิทยาลัยทราบว่าหลักสูตรไม่ผ่านการกำกับมาตรฐาน ติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี พร้อมเสนอขอให้มีการยุติการรับนักศึกษา สำหรับกรณีหลักสูตรที่มีนักศึกษากำลังศึกษาอยู่ จะต้องมีการจัดการให้เป็นไปตามมาตรฐานภายใน 90 วัน

“ส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยจะมีปัญหา เรื่อง อาจารย์ไม่ครบตามเกณฑ์ที่กำหนด โครงสร้างหลักสูตรไม่เป็นตามเกณฑ์ จึงส่งผลให้หลักสูตรไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งนี้ กกอ. จะหารือกันอีกครั้ง ถึงกรณีที่หากมหาวิทยาลัยไม่ดำเนินการตามข้อเสนอดังกล่าว จะมีการดำเนินการอย่างไร เช่น คงต้องมีการทบทวนว่าจะรับทราบหลักสูตรหรือไม่ ,ขอให้สภามหาวิทยาลัยปิดหลักสูตรดังกล่าว ,การโอนนักศึกษาให้ไปอยู่ในคณะหรือสาขาอื่น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม กกอ. ไม่มีอำนาจที่จะไปสั่งให้มหาวิทยาลัยงดรับนักศึกษาหรือปิดหลักสูตร แต่จะเป็นการขอความร่วมมือ อำนาจเป็นของสภามหาวิทยาลัยซึ่งจะต้องรับผิดชอบร่วมด้วย”เลขาธิการ กกอ.กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดชื่อแล้ว!!10 ม.เอกชนไร้คุณภาพ

สั่งปิด56หลักสูตร10ม.เอกชน

ทีแคสสมัครกี่ครั้งก็ได้แแต่เลือกได้แค่1สิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309349

ทีแคสสมัครกี่ครั้งก็ได้แแต่เลือกได้แค่1สิทธิ์

ทปอ., ทีแคส, นักเรียนมีสิทธิ์ทีแคส 1 สิทธิ์

ประธานคณะอนุกรรมการฯ ทปอ.ย้ำทีแคสนักเรียนเลือกได้ 1 สิทธิ์เท่านั้น สมัครกี่ครั้งต้องสละสิทธิ์เดิมตามเวลาก่อน เผยรอบ1 มีผู้สละสิทธิ์ไม่มาก สะท้อนเด็กรู้จักตนเเอง

      ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม ประธานคณะอนุกรรมการดำเนินการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวในการบรรยายเรื่องระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาระบบใหม่ หรือทีแคส ในงานตลาดนัดหลักสูตรอุดมศึกษาโครงการเลือกแนวทาง..วางอนาคต เมื่อเร็วๆนี้ว่า จากข้อมูลการรับสมัครทีแคส ประจำปี 2561 รอบ1 ที่พิจารณาจากแฟ้มสะสมผลงานหรือ Portfolio ปิดรับสมัครไปแล้ว  โดยมีสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วม จำนวน 76 สถาบัน รับสมัคร 102,270 คน

ผลปรากฏว่ามีผู้สมัคร 131,784 คน ผ่านการสอบสัมภาษณ์ 59,032 คน มีผู้ยืนยันสิทธ์ 29,715 คน ซึ่งถือว่าผู้สละสิทธิ์ไม่มาก แสดงว่านักเรียนเริ่มที่จะรู้ว่าตัวเองว่าชอบและถนัดในวิชาไหนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยืนยันระบบทีแคส จะช่วยลดปัญหาการกั๊กที่เรียน หรือเผื่อเลือกของนักเรียน เนื่องจากนักเรียน 1 คน จะมีสิทธิ์เลือกเรียนได้เพียง 1 สิทธิ์เท่านั้น

ทีแคสสมัครกี่ครั้งก็ได้แแต่เลือกได้แค่1สิทธิ์

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากนักเรียนได้ยืนยันสิทธิ์ที่จะเข้าเรียนในทีแคสรอบที่ 1แล้ว แต่เปลี่ยนใจอยากจะเลือกทีแคสรอบ 5 เนื่องจากทราบว่าจะมีมหาวิทยาลัยกำลังจะเปิดหลักสูตรใหม่แบบบูรณาการและอาจจะมีค่าใช้จ่ายรายหัวให้เหมือนกับนักศึกษาแพทย์

ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ กล่าวว่า นักเรียนทุกคนสามารถที่จะเลือกสมัครทีแคสรอบไหนก็ได้ แต่ก่อนที่จะไปสมัครใหม่ต้องสละสิทธิ์รอบที่ติดก่อน และต้องสละสิทธิ์ตามเวลาที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งกำหนดด้วย

อย่างไรก็ตามฝากนักเรียนก่อนที่จะสละสิทธิ์ต้องคิดให้รอบคอบด้วย เพื่อจะได้ไม่เสียสิทธิ์