“ภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ” เรื่องใหญ่ของผู้ใหญ่ !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309156

“ภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ” เรื่องใหญ่ของผู้ใหญ่ !!

ค่า INR, รพ.พระมงกุฎเกล้า, ภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ

องค์การอนามัยโลกเผยว่า ในแต่ละปีมีคนประมาณ 15 ล้านคนทั่วโลกเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โดยประมาณ 5 ล้านคนเสียชีวิต อีก 5 ล้านคนพิการ

          ว่ากันว่า เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก นอกจากต้องดูแลครอบครัว ก็ต้องดูแลตัวเอง ต้องระวังความดัน (โลหิตสูง) เบาหวาน มะเร็ง และภาวะหัวใจเต้นพลิ้ว!! แถมแค่อายุเยอะ ก็เสี่ยงเกิดภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติอีก!!  แต่จะทำยังไงได้…ในเมื่อหยุดแก่ไม่ได้จริง ๆ !!!

เมื่อผู้หญิงเริ่มอายุมากขึ้น จะเสี่ยงมีภาวะหัวใจเต้นพลิ้ว หรือหัวใจเต้นผิดปกติ เป็นเพราะความเสื่อมของระบบไฟฟ้าหัวใจ1 แน่นอนว่า หัวใจเต้นพลิ้ว ไม่ใช่เรื่องดีที่หัวใจจะขยันเต้นแผ่ว ๆ ถี่ ๆ  เพราะส่งผลให้เกิดภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติได้ สามารถเกิดเป็นลิ่มเลือด ไหลไปอุดตันหลอดเลือดในสมอง หรือปอดได้ ซึ่งนำไปสู่ภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต และอันตรายถึงชีวิตได้  องค์การอนามัยโลกเผยว่า ในแต่ละปีมีคนประมาณ 15 ล้านคนทั่วโลกเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โดยประมาณ 5 ล้านคนเสียชีวิต อีก 5 ล้านคนพิการ

"ภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ" เรื่องใหญ่ของผู้ใหญ่ !!

พ.อ.นพ.ปรีชา เอื้อโรจน์อังกูร หัวหน้าแผนกโรคหัวใจและหลอดเลือด กองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ให้คำแนะนำว่า “การรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดสมองตีบ (Stroke) แพทย์จะให้ทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด เรียกว่า ยาวาร์ฟาริน  ทั้งนี้ ยาวาร์ฟารินนั้นถูกรบกวนได้ง่ายมาก ขนาดของยาที่ออกฤทธิ์ให้ผลการรักษาผู้ป่วยในแต่ละคนจะแตกต่างกัน หรือแม้แต่ในผู้ป่วยคนเดียวกันการได้ขนาดยาเท่ากัน ก็ยังให้ผลการรักษาที่ไม่สม่ำเสมอ”

มีหลายปัจจัยที่มีผลต่อการตอบสนองต่อยาวาร์ฟาริน เช่น  อาหารที่มีวิตามินเคปริมาณมาก (ผักใบเขียว) การออกกำลังกาย การดื่มแอลกอฮอลล์ การไม่ใช้ยาตามแพทย์สั่ง (noncompliance) เป็นต้น ดังนั้น ก่อนสั่งยา แพทย์จะต้องทราบข้อมูลการใช้ชีวิต และการรับประทานอาหารของผู้ป่วยอย่างละเอียด อาทิ ปกติทานผักเยอะหรือไม่ เป็นประจำหรือเปล่า ยาบำรุงทานอะไรบ้าง ทั้งนี้ เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ผู้ใหญ่อาจจะทานยามากกว่า 1 โรค ซึ่งผู้หญิงก็อาจจะมียาบำรุงสุขภาพ อาหารเสริมต่าง ๆ   ซึ่งยาบางอย่างอาจรบกวนการทำงานของยาวาร์ฟารินได้

"ภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ" เรื่องใหญ่ของผู้ใหญ่ !!

พ.อ.นพ.ปรีชา เอื้อโรจน์อังกูร

สิ่งที่สำคัญและจำเป็นที่สุดสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยาวาร์ฟารินแต่ละราย คือ การติดตามผลของยาวาร์ฟารินที่เหมาะสม จากการวัดค่าการแข็งตัวของเลือด (ค่า International normalized ratio) หรือค่า INR อย่างสม่ำเสมออย่างน้อยทุก ๆ 4 สัปดาห์3 แต่ถ้าผู้ป่วยเป็นคนมีกิจกรรมเยอะ ทานอาหารเปลี่ยนแปลงจากปกติมาก ๆ เช่น อยากทานเจเป็นบางช่วง วิ่งมาราธอน ก็อาจจะต้องวัดค่า INR บ่อยขึ้น

“ผู้ป่วยที่รักษาค่า INR ให้อยู่ในช่วงเป้าหมายได้เป็นอย่างดี มักเกิดจากการติดตามค่า INR อยู่สม่ำเสมอ เพื่อให้แพทย์ปรับขนาดยาที่เหมาะสมให้ ก็จะลดอัตราเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนได้ เนื่องจากค่า INR ที่ต่ำไปจะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิด Stroke และถ้าค่า INR ที่สูงไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออก” พันเอก นายแพทย์ปรีชา เอื้อโรจน์อังกูร ให้ข้อมูลเพิ่มเติม

"ภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ" เรื่องใหญ่ของผู้ใหญ่ !!

ผู้ป่วยที่ต้องรับยาวาร์ฟาริน แต่มีไลฟ์สไตล์ที่เต็มไปด้วยกิจกรรม ชอบออกกำลังกาย ทานอาหารหลากหลาย นอกจากการตรวจวัดการแข็งตัวของเลือดที่โรงพยาบาล หรือคลินิกวาร์ฟาริน  ผู้ป่วยสามารถตรวจวัดค่า INR ได้อย่างรวดเร็ว บ่อย และสะดวกกว่าเดิม ด้วยเครื่องตรวจแบบพกพา ทำให้ผู้ป่วยสามารถตรวจวัดและติดตามค่า INR ได้อย่างสม่ำเสมอด้วยตัวเองที่บ้าน

ถึงแม้จะทานยาวาร์ฟาริน แต่ผู้ป่วยก็สามารถดูแลตัวเอง ทานอาหาร และทำกิจกรรมสนุกสนานกับลูกหลานได้ ทำการตรวจค่า INR ด้วยเครื่องแบบพกพาด้วยตนเองที่บ้าน ช่วยให้ผู้ป่วยรักษาค่า INR ของตัวเองให้อยู่ในเป้าหมายได้ดี ทั้งนี้ หากตรวจเองแล้วพบว่าค่า INR ไม่ตรงตามเป้าหมาย สามารถมาพบแพทย์ได้อย่างทันเวลา การรับประทานยาวาร์ฟารินไม่ใช่เรื่องน่ากังวลจนขาดความสุข หากหมั่นดูแลวัดค่า INR ด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ

เป็น “ครู” ยุค 4.0 ทำอย่างไร??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309150

เป็น “ครู” ยุค 4.0 ทำอย่างไร??

ครูยุค 4.0, การทำสื่อ

เนื่องในวันครูซึ่งเป็นวันสำคัญที่ศิษย์ควรระลึกถึงพระคุณครู ไม่ว่าจะยุค1.0 / 2.0 / 3.0 ครูก็ยังคงเป็นบุคคลที่สำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

         มาถึงยุค 4.0 ในยุคที่บทบาทในสังคมต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง บทบาทครูก็เช่นเดียวกัน แต่จะเปลี่ยนอย่างไรเพื่อไม่ให้ตัวเองตกเทรนด์ เป็นครูไทยในยุค 4.0 ครูจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือทำอย่างไร มูลนิธิสยามกัมมาจล ขอเชิดชูพระคุณครูเนื่องในวันครู จะชวนท่านไปหาคำตอบกับเพื่อนครูด้วยกัน บางความคิดเห็น บางแง่การเรียนรู้ อาจจะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนครูไม่มาก็น้อย

เป็น "ครู" ยุค 4.0 ทำอย่างไร??

ครูนน้ำนิ่ง – ณัฏฐา ถมปัทม์

เริ่มด้วยครูรุ่นใหม่ ผู้มีปณิธานน่ายกย่อง อยากให้นักเรียนมีความสุขทุกๆ วันที่อยู่ในโรงเรียน แต่ท้อเกือบลาออก ครูน้ำนิ่ง – ณัฎฐา ถมปัทม์ อายุ 28 ปี สอนประจำชั้น ป.2 โรงเรียนบ้านโชกเหนือ อ.ลำดวน จ.สุรินทร์ ได้เข้าเรียนรู้ในโครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน (SCB Connext ED) ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ดูแล และเลือกเข้าโมดูลพัฒนาศักยภาพครู ยกระดับคุณภาพวิชาการ : อ่านออกเขียนได้ โดยอาจารย์ไซหนับ เอสเอ นักวิชาการชำนาญการพิเศษ ที่มาช่วยเทรนเทคนิคจนเป็นจุดคลิกที่ทำให้เธอแก้ปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้

“เมื่อก่อนเราเหมือนจะสอนแค่ให้จบในเวลาเท่านั้น แต่ได้เทคนิคมาว่าเราต้องมีเวลาฝึกนักเรียนให้เพียงพอ จึงมาเปลี่ยนเวลาในการฝึกอ่าน ฝึกเขียนนักเรียนให้มากขึ้น และการใช้สื่อการสอนที่หลากหลาย ซึ่งได้เทรนเทคนิคการผลิตสื่อจาก powerpoint ด้วย ทำให้เราสามารถทำสื่อให้เด็กใช้ได้  และสร้างบรรยากาศในห้องเรียนใหม่ค่ะ เปลี่ยนท่าทีให้เริ่มผ่อนคลายลง ลดความดุ ไม่ทำให้เครียด ให้รู้สึกว่าเขาเข้าใกล้เราได้มากขึ้น ให้เด็กได้พูดคุย ไม่ตำหนิเขา ไม่ชี้ว่าอันนี้ผิด อันนั้นถูก เพื่อให้เขาได้กล้าตอบ

เป็น "ครู" ยุค 4.0 ทำอย่างไร??

และเปลี่ยนวิธีคิดค่ะ เริ่มมาคิดใหม่ว่าเด็กทุกคนเขาสามารถทำได้ เมื่อก่อนอาจจะคิดว่าจะให้ทำอันนี้อาจจะยากไป เด็กทำไม่ได้หรอก เราก็เลยปรับให้ง่ายๆ แต่พอเริ่มเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เราก็มองว่าต้องให้เด็กลองทำดู ปรากฏว่าเขาก็ทำได้ เหมือนเด็กเขามีอะไรซ่อนไว้ข้างหลังอีกเยอะ ขึ้นอยู่กับว่าครูจะไปดึงออกมาได้หรือเปล่า พอทำประมาณปีหนึ่งก็เริ่มเห็นผลค่ะ นักเรียนเขาก็เรียนอย่างมีความสุข สังเกตได้ เขาไม่ขาดเรียน เขาอยากมาโรงเรียน ผลการเรียนเปรียบเทียบกับปีการศึกษาก่อน ผลการเรียนดีขึ้น การประเมินอ่านออกเขียนได้ ที่ทาง สพฐ. ประเมิน ผลคะแนนออกมาเด็กทั้ง 17 คน ไม่มีปรับปรุง

แม้แต่เด็ก LD (เด็กบกพร่องทางการเรียนรู้)  ที่มีอยู่ 3 คนก็มีพัฒนาการดีขึ้น ตัวอย่าง น้องผักบุ้ง ตอนแรกก็พบว่าเขาอ่านช้า อ่านไม่ค่อยออก สะกดไม่ค่อยได้ ตอนแรกก็ไม่มั่นใจว่าจะสอนให้เขาได้หรือเปล่าก็ลองดู กลายเป็นว่าตอนนี้อ่านออก เขียนได้ และการเรียนดีขึ้น เพราะว่าเราฝึกเขามากๆ ให้ฝึกพร้อมกันในห้องและฝึกอ่านหนังสือทุกวัน”  ในด้านพฤติกรรม มีการเปลี่ยนแปลงในตัวเด็กมาก เด็กเขาสื่อสารดีขึ้นพูดไปแล้วมีการโต้ตอบ กล้าตอบ กล้าคิด เด็กกล้าแสดงออก  เวลามีกิจกรรมที่โรงเรียนก็อยากแสดง “รู้สึกดีใจ และภูมิใจมากค่ะ”

“แรงบันดาลใจที่อยากเปลี่ยนแปลงตนเองคือเด็กๆ ค่ะ ด้วยความที่เชื่อว่าอาชีพครู ที่เขาบอกว่าได้บุญ ได้สอนคน แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เหมือนทำบาป ถ้าเราทำไม่เต็มที่กับเขา คือเด็กไม่ได้เรียน ไม่ได้ความรู้กลับไป เขามาแล้วก็เล่นแล้วก็กลับไป ก็เหมือนเราไปทำบาปกับเด็ก โดยที่เอาวันๆ หนึ่งของเขา แทนที่เขาจะได้เรียนรู้กลับหายไป” ครูน้ำนิ่งกล่าว

เป็น "ครู" ยุค 4.0 ทำอย่างไร??

ครูตุ๋ม – ศิริลักษณ์ ชมภูคำ

มาถึงครูคนที่สอง ที่ใช้ชีวิต 25 ปี ในอาชีพครูเสาะแสวงหานวัตกรรมเพื่อช่วยเหลือเด็กทุกคนขึ้นฝั่งได้รอดปลอดภัย ไม่เว้นแม้แต่เด็กLD (เด็กบกพร่องทางการเรียนรู้)  ที่ครูตุ๋ม – ศิริลักษณ์ ชมภูคำ จากโรงเรียนบ้านหินลาด อ.เมือง             จ.มหาสารคาม สอนวิชาภาษาไทยชั้น ป.4-ป.6 และรับผิดชอบเด็ก LD ของโรงเรียนทั้ง 23 คน โดยใช้นวัตกรรม 6 ขั้นตอนที่คิดค้นขึ้นเอง และดึงนักเรียนจิตอาสามาเป็นแนวร่วมใช้เวลาพักกลางวันสอนเสริมให้แก่เด็กเหล่านี้ เมื่อเห็นผลดีในเด็ก LD ครูตุ๋มกลับมาคิดถึงเด็กปกติในห้องเรียน น่าจะใช้นวัตกรรมเข้ามาช่วยทำให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างมีความสุข

“จากเดิมเราเป็นครูสอน เหมือนครูเป็นผู้มีอำนาจที่สุดในห้อง เป็นผู้ที่สั่งการทุกอย่าง เด็กจะต้องอย่านอกกรอบ ที่นี้มันเป็นเรื่องผิดปกติที่มนุษย์เราจะขาดการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เหมือนกับเด็กเป็นหุ่น ครูจะทำอะไรก็ได้ พอครูมามีวิธีการสอนแบบใหม่ ทำให้ครูมีความสุข เด็กมีความสุข เราได้เรียนรู้ไปด้วยกัน เด็กได้เรียนรู้ที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ซึ่งเป็นวิถีการดำเนินชีวิตที่ปกติของมุนษย์ทั่วไปมี จุดนี้ครูมองว่าสำคัญมากกว่าเนื้อหาวิชาการ”

“ไม่ว่าครูยุคไหน ในความรู้สึกของครู ครูคือผู้ที่จะสั่งสอนอบรมให้ลูกศิษย์เป็นคนดี มีความรู้ มีจิตวิญญาณความเป็นครู ต้องดูแลลูกศิษย์ให้เป็นคนดี มีความรู้ คู่คุณธรรม หมายถึงสอนเขาให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่สุด เมื่อเป็นครูยุค 4.0 ครูต้องเพิ่มทักษะในการใช้เครื่องมือสื่อสารให้เป็นประโยชน์” ครูตุ๋มกล่าว

เป็น "ครู" ยุค 4.0 ทำอย่างไร??

ครูโอ – อารี ทัศนาวิวัฒน์

มาถึงครูโอ – อารี ทัศนาวิวัฒน์ สอนชั้นอนุบาล 4 – 5 ขวบ อยู่ที่โรงเรียนบ้านกอก จ.ขอนแก่น เป็นโรงเรียนภาครัฐ จัดการศึกษาอนุบาลแบบบ้านตามแนวทางการศึกษาวอลดอร์ฟ (Waldorf)  มาเป็นเวลา 10 ปี หลังจากไปศึกษาดูงานที่อนุบาลบ้านรัก และประทับใจการสอนของโรงเรียนแห่งนี้ เมื่อลองคิดย้อนในชีวิตวัยเด็กของตัวเอง  ซึ่งการสอนสอดคล้องกับสิ่งที่ตัวเองเติบโตมา เมื่อคิดย้อนก็ทำให้มีความสุข จึงกลับมาเปลี่ยนแปลงห้องเรียนให้เป็นการศึกษาแนวนี้

“จุดที่คิดเปลี่ยน คิดว่า..เนี่ยเด็กเล็กเขาไม่ต้องการอะไรมากมาย ต้องการคนดูแลที่ดี เอาใจใส่เขา ดูแลเขาด้วยความรักและความอบอุ่นที่มอบให้ และไม่ใช่เพียงการเขียนหรือการพัฒนาแค่สมองเท่านั้นต้องพัฒนาภายในเขาด้วย คิดว่าเหมาะกับบริบทของโรงเรียนบางกอกที่เด็กก็ไม่ค่อยอยู่กับพ่อแม่ผู้ปกครอง พ่อแม่ผู้ปกครองไปรับจ้างบ้าง อยู่กับปู่ย่าตายาย ก็เลยคิดว่าตรงนี้ เขาต้องการสิ่งนี้ความรักความอบอุ่นในบทบาทของแม่ ครูเป็นแม่นักเรียนก็เป็นลูก ก็เลยคิดว่าบรรยากาศเหล่านี้ก็น่าจะเหมาะสมกับเขา

เป็น "ครู" ยุค 4.0 ทำอย่างไร??

สิ่งแรกที่จะต้องกลับมาพัฒนาก็คือ  หนึ่ง พัฒนาด้านกายภาพก่อน นำวัสดุที่ไม่ใช่มาจากธรรมชาติออกจากห้องเรียน การจัดห้องเรียนที่เป็นแบบเดิมๆ เราก็นำออกให้เป็นลักษณะของรูปแบบบ้าน  สอง พัฒนาด้านพัฒนาตนเอง คือไปอบรม ฝึกทักษะ และมีการนิเทศก์ โดยผู้เชี่ยวชาญเข้ามานิเทศก์และสังเกตุการสอน และมาให้ข้อเสนอแนะและเราก็ค่อยๆ ปรับปรุงมาตามนั้น แต่ที่สำคัญคือกระบวนการจัดการเรียนการสอนต้องมีจังหวะที่สม่ำเสมอ มีการทำซ้ำซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะค่อยๆ พัฒนาทั้งตัวเด็กและตัวครู แต่เราก็จะมองเห็นข้อบกพร่องจุดที่จะต้องแก้ไข และเราถึงจะหาวิธีการที่จะต้องแก้ไขตรงนั้น”ครูโอกล่าว

เป็น "ครู" ยุค 4.0 ทำอย่างไร??

ครูแดง – รุ่งนภา นาคะเต

มาถึงครูแดง – รุ่งนภา นาคะเต จากโรงเรียนวัดอมรวดี (อมรวิทยาคาร) อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ที่เพิ่งรู้ตัวว่าสิ่งที่ทำมาตลอดชีวิตความเป็นครู “เราสร้างบาปให้กับเด็กเยอะมาก” เพราะฉะนั้นชีวิตหลังเกษียณครูแดงปวารณาตัวเองเป็นจิตอาสาทำงานเปลี่ยนแปลงครูและนักเรียน หลังจากได้ไปร่วมกิจกรรม Open eye ที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา พอกลับมาก็เปลี่ยนแปลงตัวเองขนาดใหญ่

1.ต้องเปลี่ยนการทำเสียงดังเป็นเสียงเบา เสียงทุ้ม เพื่อให้เด็กมีสมาธิ และครูเป็นคนเสียงดัง เป็นคนดุ อยู่บ้านฝึกยิ้มในกระจก ฝึกพูดเสียงเบา ให้สามีเป็นคนดูว่าถ้าพูดเสียงแบบนี้ได้หรือยัง เมื่อก่อนอยู่บ้านก็เอาแต่ใจตัวเอง ก็เปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น 2.ต้องเปลี่ยนเรื่องอารมณ์ ต้องคิดว่านี่คือลูกของเรา นี่คือเด็กของเรา ห้องเรียนของเรา อย่างคะแนนโอเน็ตเราก็ไม่ได้เน้นมาก เพราะได้ตกลงกับผู้อำนวยการแล้วว่าสิ่งที่สำคัญกว่าถ้าเด็กเรามีความสุข และเริ่มคิดเป็น

3.ต้องปรับการสอนใหม่ เมื่อก่อนใช้หนังสือเป็นตัวตั้ง หันมาใช้เทคนิคสื่อ เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ครูทำสื่อไม่ค่อยเป็น จะอาศัยครูรุ่นใหม่ที่เก่งเทคโนฯ ก็วานให้เขาสอนให้หน่อย ทั้งเรื่องการใช้ wifi ดู youtube จะทำอย่างไร ถ้าจะเก็บภาพจะทำอย่างไร น้องๆ ก็ช่วยกันสอน จะไม่อายเรื่องตรงนี้ที่เราไม่รู้ พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากที่ทำไม่เป็นก็ให้สอนให้หมด จริงๆ น้องๆ ก็กลัวๆ กล้าๆ เพราะเราเป็นเป็นครูผู้ใหญ่แล้ว แต่ก็ทำบรรยากาศให้เหมือนกับเป็นเพื่อน ก็บอกน้องว่าเราก็เหมือนเพื่อนๆ นั่นแหละอายุเท่าๆ กัน ลองสอนให้หน่อยซิ

เป็น "ครู" ยุค 4.0 ทำอย่างไร??

“มีความภูมิใจ ครูเปลี่ยนไปมากเลย ครูในโรงเรียนเปลี่ยนการสอนใหม่เลย เอาจริงเอาจัง แล้วเด็กมีสมาธิมากขึ้น เด็กเราเริ่มมีระเบียบโดยที่ไม่ต้องมานั่งด่ากันหน้าแถวทุกวันๆ ไม่ต้องพูดแล้ว มีความคิดที่อยากจะทำโน้นนี่ด้วย แต่ที่ภูมิใจอีกคือเด็กของครูที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ตอนนี้เขาเขียนได้แล้ว เราไม่ต้องเป็นห่วงเขาว่าเขาจะเรียนต่อชั้นมัธยมไม่ได้อีกแล้ว เขาเรียนได้สบายๆ แล้ว ที่เราห่วงเขามากที่สุดก็น้องมอส โสทร เขาเป็นเด็กที่มาจากครอบครัวที่แตกแยก เขากินยานอนหลับ 20 เม็ดในโรงเรียน ตอนนี้เขาเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย เราภูมิใจที่สุดที่เขาเปลี่ยนแปลง แม่เขาที่ไม่เคยสนใจเขา มาสนใจเขา ตอนนี้เขาไม่เกเรแล้ว มาโรงเรียนทุกวัน บางทีก็มาทำโน้นทำนี่ มาช่วย เป็นจิตอาสาแต่เช้า ดูแลน้องให้น้องปรนนิบัติสถานที่ เพื่อนๆ ก็ปฏิบัติกับเขาดีขึ้น จากที่เคยกลัวมอสมากก็เริ่มเล่นกันด้วยดี ไม่มีเรื่องแล้ว” ครูแดงเล่าด้วยความภาคภูมิใจ

เป็น "ครู" ยุค 4.0 ทำอย่างไร??

นายสมศักดิ์ ประสาร

สุดท้ายนอกจากครูต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนก็ต้องเปลี่ยนด้วย นายสมศักดิ์ ประสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปะทาย อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ใช้กระบวนการจิตศึกษา เปลี่ยนครู เปลี่ยนห้องเรียนเพื่อเด็ก “ผมว่าถ้าครูไม่เปลี่ยน เด็กไม่เปลี่ยนแน่นอน แล้วถ้าตัวเรา(ผอ.) ไม่เปลี่ยน ครูก็ไม่เปลี่ยนหรอกครับ” ในปี 2555 ได้อบรมที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ประทับใจนวัตกรรม PBL (Problem–based Learning) / PLC (Professional Learning Community) /  จิตศึกษา จึงนำกลับมาเปลี่ยนแปลงโรงเรียน

“ที่สำคัญคือ เรื่องการพัฒนาปัญญาภายใน หรือความฉลาดภายในของนักเรียนคือจิตอาสาที่เราได้นวัตกรรมมาจากลำปลายมาศฯ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ทำให้ครูรักเด็ก เด็กรักครู เป็นนวัตกรรมที่ทำให้ครูเข้าใจนักเรียนยิ่งขึ้น ครูเข้าใจครู ทำให้คนเราเข้าใจกัน เพราะว่านวัตกรรมจิตศึกษาเป็นเครื่องมือบ่มเพาะ ให้ครูมีความอ่อนโยน มีความรัก ความเมตตา ใช้จิตวิทยาเชิงบวก และมีสภาพแวดล้อมที่ดี ครูที่มีวุฒิภาวะของความเป็นครู คือ ครูปูชนียบุคคล ครูจะเป็นตัวอย่าง ครูไม่ใช่ผู้พร่ำสอนจริยธรรม แต่ครูจะเป็นผู้ทำให้ดู อยู่ให้เห็น เป็นตัวอย่าง”

“เพราะฉะนั้นบทบาทของ ผอ.ผมคิดว่าคือการสร้างการรับรู้เพื่อให้เขาได้เรียนรู้แบบเปิดอกเปิดใจ สบายใจ คือเรียนรู้ไปกับเขาด้วย แล้วก็ได้ขวัญกำลังใจ และให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษา อยู่เป็นกำลังใจ อยู่ใกล้ชิดและเติมเต็ม เสริมพลัง”ผอ.สมศักดิ์กล่าว

ฝีมือเด็กช่าง!! นวัตกรรมเพื่อการบำบัดน้ำเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309235

ฝีมือเด็กช่าง!! นวัตกรรมเพื่อการบำบัดน้ำเสีย

ฝีมือเด็กช่าง, บำบัดน้ำเสีย, อาชีวะ

“สุรเชษฐ์” ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการทำงาน เครื่องกลเติมอากาศ บำบัดน้ำเสีย พลังงานแสงอาทิตย์ นวัตกรรมของนักศึกษาอาชีวะ

    สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ติดตั้ง “เครื่องกลเติมอากาศและบำบัดน้ำเสีย พลังงานแสงอาทิตย์” นวัตกรรมบำบัดน้ำเสียของอาชีวศึกษา เพื่อทำการทดสอบคุณภาพน้ำในคลองเปรมประชากร ตามโครงการในพระราชปณิธาน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร “พลังอาชีวะจิตอาสา เปรมประชา คลองรังสิตพัฒนา

ฝีมือเด็กช่าง!! นวัตกรรมเพื่อการบำบัดน้ำเสีย

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2561 พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการทำงานของเครื่องกลเติมอากาศฯ พร้อมด้วยดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) โดยมี ผู้อำนวยการเขตหลักสี่ร่วมสังเกตการณ์ โดย พล.อ.สุรเชษฐ์   กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้สร้างนวัตกรรมในการบำบัดน้ำเสียในคลองเปรมประชากร ซึ่งได้ดำเนินการและ บรูณาการร่วมกับหลายวิทยาลัย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผล สอดคล้องกับนโยบายอาชีวศึกษา ที่ผลิตผู้เรียนเพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ดังนั้น สถานศึกษาในสังกัด สอศ.จึงได้ดำเนินการร่วมกันสร้างนวัตกรรมดังกล่าว ดังนี้ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา สร้างเครื่องกลเติมอากาศในน้ำชนิดเติมออกซิเจนแบบตีน้ำบนผิวน้ำ จำนวน 4 เครื่อง เครื่องกลเติมอากาศในน้ำชนิดพ่นน้ำพุจำนวน 1 เครื่อง รวมทั้งติดตั้งชุดอุปกรณ์ส่งสัญญาณ รายงานคุณภาพน้ำที่บำบัดผ่านระบบมือถือทุก ๆ 4 ชั่วโมง และประดิษฐ์นวัตกรรมชุดไฮบริดทั้งหมดกรณีที่พลังงานแสงอาทิตย์ไม่เพียงพอ ระบบจะตัดการทำงานมาใช้ไฟฟ้าทันที

ฝีมือเด็กช่าง!! นวัตกรรมเพื่อการบำบัดน้ำเสีย

อีกทั้ง กำลังดำเนินการสร้างนวัตกรรมเครื่องวัดค่าออกซิเจนในน้ำ ส่งสัญญาณรายงานผ่านระบบเครือข่ายแสดงผลผ่าน Smart Phone เพื่อความสะดวก บูรณาการร่วมกับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุพรรณบุรี ทำการเก็บตัวอย่างน้ำในคลองเปรมประชากร มาทดสอบคุณภาพน้ำ ทุก ๆ 20 นาที ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมง และทำการบันทึกสถิติปริมาณออกซิเจนในน้ำ ตลอดระยะเวลาการติดตั้ง

ฝีมือเด็กช่าง!! นวัตกรรมเพื่อการบำบัดน้ำเสีย

วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือพระนครศรีอยุธยา สร้างเรือดูดเลน และเรือเก็บและกำจัดผักตบชวา สิ่งปฏิกูล ในคลองรังสิต จำนวน 1 เครื่อง เครื่องกลเติมอากาศใต้ผิวน้ำ จำนวน 1 เครื่อง วิทยาลัยการอาชีพบางสะพาน สร้างนวัตกรรมเครื่องกลเติมอากาศในน้ำชนิดแบบตีน้ำบนผิวน้ำ และปล่อยน้ำผ่านกังหันจำนวน 1 เครื่อง วิทยาลัยเทคนิคนครนายก นวัตกรรมเครื่องกลเติมอากาศชนิดเติมออกซิเจนแบบตีน้ำบนผิวน้ำ จำนวน 1 เครื่อง และเครื่องกลเติมอากาศชนิดเติมออกซิเจนแบบควักน้ำ จำนวน 1 เครื่อง วิทยาลัยเทคนิคระยอง ผลิตสาร EM ชนิดน้ำและชนิดก้อนลูกบอล บำบัดน้ำในคลอง และวิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง บำรุงและดูแลรักษาทำความสะอาดเครื่องนวัตกรรม ทุกๆ 15 วัน

ฝีมือเด็กช่าง!! นวัตกรรมเพื่อการบำบัดน้ำเสีย

นวัตกรรมดังกล่าวได้นำมาติดตั้งตลอดแนวคลองรังสิต ตลอดระยะทาง 30 กิโลเมตร ในคลองเปรมประชากรเป็นผลงานนวัตกรรมของครูและนักศึกษาสังกัดสอศ. ที่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้กับอุปกรณ์บำบัดน้ำเสีย เช่น วงจรไฮบริด แผงโซล่าเซล รวมถึงใช้หลักการลักษณะเดียวกับกังหันชัยพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และการสั่งการให้เครื่องทำงานโดยใช้รีโมทควบคุม ซึ่งนักศึกษาจะเกิดทักษะและประสบการณ์ตรงจากการสร้างเครื่องมืออุปกรณ์บำบัดน้ำเสียในครั้งนี้

ฝีมือเด็กช่าง!! นวัตกรรมเพื่อการบำบัดน้ำเสีย

ฝีมือเด็กช่าง!! นวัตกรรมเพื่อการบำบัดน้ำเสีย


วันเด็กย้อนยุค สร้างสุขพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309226

วันเด็กย้อนยุค สร้างสุขพอเพียง

วันเด็กย้อนยุค, สพป.นครศรีธรรมราช

โรงเรียนบ้านคลองจัง สพป.นศ.2 จัดงาน “วันเด็กย้อนยุค สร้างสุขพอเพียง”

       นายบุญเลิศ ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครศรีธรรมราช เขต 2  ร่วมกิจกรรมงานวันเด็กของโรงเรียนบ้านคลองจัง อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมี นายอาวุธ รักษาชล ผู้อำนวยการโรงเรียน การจัดงานวันเด็กของโรงเรียนในปีนี้จัดงานภายใต้แนวคิด “วันเด็กย้อนยุค สร้างสุขพอเพียง”

เป็นการส่งเสริมการรู้รักษ์วัฒนธรรมไทย ให้แก่เด็กรุ่นใหม่ เพื่อที่จะได้ไม่ลืมรากเหง้าของความเป็นไทย และในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการเรียนรู้ สู่โลกกว้าง ในยุคการศึกษาไทยแลนด์ 4.0 สอดคล้องตามคำขวัญวันเด็ก ปี 2561 โดยนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี”

วันเด็กย้อนยุค สร้างสุขพอเพียง

วันเด็กย้อนยุค สร้างสุขพอเพียง

วันเด็กย้อนยุค สร้างสุขพอเพียง

วันเด็กย้อนยุค สร้างสุขพอเพียงวันเด็กย้อนยุค สร้างสุขพอเพียง

 

วันเด็กสุดสนุกที่ ศธ.นั่งเก้าอี้ “เสมา1”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309224

วันเด็กสุดสนุกที่ ศธ.นั่งเก้าอี้ “เสมา1”

นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี ศธ., วันเด็ก, เสมา1

วันเด็กที่ศธ.สุดคึกคักตลอดทั้งวัน ครั้งแรก!!เปิดอาคารราชวัลลภ หลังบูรณะเล่าอดีตวังหลวงสู่จันทรเกษม เปิดห้องทำงานรมว.ศธ.ให้เด็กนั่งเก้าอี้ รับหนังสือที่ระลึก

            บรรยากาศการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตั้งแต่เช้าเวลา 07.00 น.ตลอดจนช่วงบ่ายเป็นไปอย่างคึกคัก พื้นที่โดยรอบของ ศธ.ที่ถูกจัดแบ่งเป็น 4 โซน ได้แก่ โซน 1เด็กไทย… หัวใจคุณธรรม  เป็นโซนกิจกรรมที่สอดแทรกในเรื่องของความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ ครู อาจารย์และผู้มีพระคุณ อาทิ กิจกรรม DIY  ทำการ์ดจากใจลูก สู่ใจของพ่อแม่, ดูการ์ตูนนิทานคุณธรรม, Mascot ต้อนรับ, กิจกรรมการประกวด “หนูน้อยแห่งวังจันทรเกษม” เพื่อส่งเสริมให้เด็กกล้าแสดงออกในทางที่ถูกต้อง และปลูกจิตสำนึกความเป็นไทย

วันเด็กสุดสนุกที่ ศธ.นั่งเก้าอี้ "เสมา1"

โซน 2 เด็กไทย… หัวใจสามัคคี  เน้นปลูกฝังความสามัคคี ปรองดอง กลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกัน อาทิ กิจกรรมฐานลูกเสือ, กิจกรรมเกมที่เล่นกันเป็นทีม โซน 3เด็กไทย… รู้คิดวิทยาศาสตร์  เป็นกิจกรรมที่สอดแทรกให้ความรู้ ฝึกฝนในกระบวนการคิด วิเคราะห์ แยกแยะเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ อาทิ ท้องฟ้าจำลองเคลื่อนที่, การทดลองสุริยุปราคา, และ โซน 4  เด็กไทย… รู้เท่าทันเทคโนโลยี  เป็นกิจกรรมที่สอดแทรกการให้ความรู้เท่าทันสื่อเทคโนโลยี  ในยุคปัจจุบัน รู้จักใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ในทางที่ถูกต้อง อาทิ การเปิดตัวเว็บไซต์ “ติวฟรี.คอม เป็นต้น

วันเด็กสุดสนุกที่ ศธ.นั่งเก้าอี้ "เสมา1"

กิจกรรมพิเศษสุดวันเด็กปีนี้ เพราะเป็นครั้งแรก!! ที่มีการเปิดอาคารราชวัลลภ หลังการบูรณะเสร็จสิ้น ให้เด็กและประชาชนได้เห็นประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมเก่าๆ ของ ศธ. ซึ่งอดีตเป็นวังจันทรเกษม โดยทันทีที่ก้าวท้าวเข้าไปในอาคารชั้น 1 ติดตั้งนิทรรศการ “ย้อนความหลัง…จากวังหลวงสู่วันจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ” บอกเล่าความเป็นมาแต่อดีตถึงปัจจุบัน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำ จากนั้นขึ้นไปยังชั้น 2 ของอาคาร ที่เปิดให้เยี่ยมชมห้องทำงาน รมว.ศึกษาธิการ และให้น้องๆหนูๆได้นั่งเก้าอี้ทำงาน รมว.ศึกษาธิการ ด้วย

วันเด็กสุดสนุกที่ ศธ.นั่งเก้าอี้ "เสมา1"

เด็กๆให้ความสนใจ เข้าคิวรอเพื่อได้มีโอกาสนั่งเก้าอี้ หลังได้นั่งเก้าอี้แล้วก่อนกลับ ยังได้รับมอบหนังสือ “ MQ เด็กกับสติปัญญาทางศีลธรรม” ซึ่ง “นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์” รมว.ศึกษาธิการ ให้เกียรติมานั่งเซ็นและมอบให้กับมือเด็กด้วยตนเองเพื่อเป็นที่ระลึก และเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและเด็กๆ ได้ถ่ายรูปร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยกิจกรรมวันเด็กภายใน ศธ.จะสิ้นสุดในเวลา 17.00 น.

วันเด็กสุดสนุกที่ ศธ.นั่งเก้าอี้ "เสมา1"

วันเด็กสุดสนุกที่ ศธ.นั่งเก้าอี้ "เสมา1"

วันเด็กสุดสนุกที่ ศธ.นั่งเก้าอี้ "เสมา1"

วันเด็กสุดสนุกที่ ศธ.นั่งเก้าอี้ "เสมา1"

วันเด็กสุดสนุกที่ ศธ.นั่งเก้าอี้ "เสมา1"

 

5 ประเด็น “สภานร.ปี 61” ขอผู้ใหญ่ผลักดัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309218

5 ประเด็น “สภานร.ปี 61” ขอผู้ใหญ่ผลักดัน

สภานักเรียนระดับประเทศ ปี 2561, ข้อเสนอสภานักเรียน ปี 2561, 5 ประเด็นสภานักเรียน, สภานรปี 61

สภานักเรียนระดับประเทศ ประจำปี 2561 ยื่นข้อเสนอ 5 ประเด็นถึงนายกฯ ผ่าน ศธ.ขอส่งเสริมประชาธิปไตย-เรียนอาชีพ-เทคโนโลยี-เลือกเรียนและเป็นครู-ทักษะชีวิต

            เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2561 ที่ห้องประชุมศาสตราจารย์หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชั้น 3 อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นำคณะสภานักเรียนระดับประเทศ ประจำปี 2561 กว่า 100 คน เข้าพบ ศ.คลิกนิก นพ.อุดม คชิทร รมช.ศึกษาธิการ เพื่อยื่นข้อเสนอในการพัฒนาการศึกษาถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และศธ.เป็นแนวทางในการพิจารณา โดยมี ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และผู้บริหาร สพฐ. เข้าร่วม

5 ประเด็น "สภานร.ปี 61" ขอผู้ใหญ่ผลักดัน

นายปริวัตร เทียบทอง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นครศรีธรรมราช ในฐานะประธานสภานักเรียน กล่าวว่า คณะสภานักเรียนได้จัดประชุมสัมมนาวิเคราะห์ สังเคราะห์ปัญหา สถานการณ์ต่างๆในสถานศึกษา ชุมชน สังคมและประเทศชาติ และได้ข้อสรุปใน 5 ประเด็น ดังนี้ 1. การนำหลักคิดประชาธิปไตยมาใช้ในชีวิตประจำวัน สภานักเรียนเสนอให้ส่งเสริมการนำหลักคิดประชาธิปไตยเข้ามาใช้ในครอบครัว โรงเรียน และชุมชน 2. การเรียนรู้และพัฒนาตัวเองให้ตรงกับความถนัดเพื่อการมีงานทำ เสนอให้ส่งเสริมและพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนในวิชาแนะแนวของโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ให้สะท้อนถึงความสำคัญของการศึกษาที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดเพื่อการประกอบอาชีพในอนาคตได้จริง รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาหรือหน่วยงานทางการศึกษากับภาคประชารัฐให้มากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ให้มีความเชื่อมโยงกัน

5 ประเด็น "สภานร.ปี 61" ขอผู้ใหญ่ผลักดัน

3. การเรียนรู้และใช้เทคโนโลยียุคไทยแลนด์ 4.0 สภานักเรียนเสนอให้นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทต่อการศึกษา มีส่วนช่วยเรื่องการเรียนรู้สนับสนุนการจัดการศึกษา การสื่อสารระหว่างบุคคล พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยเกิดการศึกษาในรูปแบบใหม่ 4. การส่งเสริมให้เยาวชนรักและสนใจในอาชีพครู โดนเสนอให้โรงเรียนประชาสัมพันธ์และแนะแนวให้กับนักเรียน สำหรับประเด็นนี้สภานักเรียนเสนอโครงการ “TSC ครูที่หนูรัก” โดยเชิญชวนให้นักเรียนทุกโรงเรียนเสนอเรื่องราวความดีของครูผ่านสื่อสังคมออนไลน์

5 ประเด็น "สภานร.ปี 61" ขอผู้ใหญ่ผลักดัน

นายปริวัตร กล่าวต่อไปว่า และ5. การเรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตของนักเรียน เสนอให้ส่งเสริมสภานักเรียนทุกโรงเรียนจัดกิจกรรม “หนึ่งโรงเรียน หนึ่งค่ายพัฒนาทักษะชีวิต ร่วมทั้งส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างท้องถิ่น เอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชนในลักษณะประชารัฐ ไปจนถึงส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างสภานักเรียนของโรงเรียนต่างๆ เพื่อประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน

5 ประเด็น "สภานร.ปี 61" ขอผู้ใหญ่ผลักดัน

ด้าน ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าวว่า ในโอกาสขอชื่นชมสภานักเรียนทุกคนที่ได้ร่วมกันให้ข้อคิด ข้อเสนอแนะซึ่งหลายๆข้อนั้น ก็ตรงกับสิ่งที่ ศธ.กำลังดำเนินการอยู่ ทั้งเรื่องของความเป็นประชาธิปไตย การสร้างค่านิยมโดยเฉพาะเรื่องการเรียนสายอาชีพ ที่ปัจจุบันพ่อแม่ ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีค่านิยมให้ลูกเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อให้ได้ปริญญา ซึ่งไม่จริงที่ว่าเราต้องการทุกคนที่จบมหาวิทยาลัย เพราะคนที่จบมหาวิทยาลัยจะเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ที่เรากำลังต้องอย่างมาก คือ คนที่เรียนสายอาชีพ เรียนอาชีวศึกษา แต่พ่อแม่ ผู้ปกครองไม่อยากให้ลูกเรียนอาชีวะ เพราะรู้สึกว่าต่ำต้อย ทั้งที่ถ้ามองย้อนไปดูต่างประเทศ จะเห็นว่าให้ความสำคัญกับคนเรียนอาชีวะมาก เพราะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนา จึงเป็นที่มาที่พล.อ.ประยุทธ์ สั่งการให้ ศธ.ปฏิรูปอาชีวศึกษาให้เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนเพื่อผลติกำลังคนเข้ามาพัฒนาประเทศ จึงอยากฝากให้เราทุกคนช่วยกันค้นหาตัวตนของตนเองให้เจอ

5 ประเด็น "สภานร.ปี 61" ขอผู้ใหญ่ผลักดัน

“อีกเรื่องหนึ่งที่เห็นด้วยกับข้อเสนอของสภานักเรียน คือการพัฒนาทักษะชีวิต เป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมาเราเน้นแต่ทักษะเชิงลึก แต่ยังขาดในเรื่องความรู้ด้านกว้าง เช่น การคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา การเป็นผู้นำ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การทำงานของสภานักเรียนจนถึงเวลานี้มีทั้งสิ้น 12 รุ่นถือว่าเกิดผลดี แต่ผมมองว่าเท่านี้ไม่พอ ต้องขยายให้เยอะขึ้นเพราะเรามีเด็กเป็นแสนๆคนต้องช่วยกันส่งเสริมให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมคิด”ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าว

ฉีกนิยามเด็กวิทย์แว่นหนาเตอะ!! “เอิน-กานดา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309121

ฉีกนิยามเด็กวิทย์แว่นหนาเตอะ!! “เอิน-กานดา”

เอิน, เอิน-กานดา

‘เอิน-กานดา เครือสุวรรณคีรี’ ปี 3 ดีกรีดาวคณะวิทย์ มธ. กับความมุ่งมั่น นำความรู้เทคโนโลยีสิ่งทอ ตั้งเป้าสานฝันดีไซน์เสื้อผ้าสไตล์ “Unisex” ในแบบของตนเอง

          ปัจจุบัน ‘เทคโนโลยี’ ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์ในหลากแง่มุม ทั้งการติดต่อสื่อสาร การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ รวมไปถึงแฟชั่นเสื้อผ้าหรือสิ่งทอ ที่ล้วนต้องอาศัยเทคนิคต่างๆ เพื่อสร้างความแปลกใหม่และก้าวทันกระแสความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล

ฉีกนิยามเด็กวิทย์แว่นหนาเตอะ!! "เอิน-กานดา"

เช่นเดียวกับ ‘เอิน-กานดา เครือสุวรรณศิริ’ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีวัสดุและสิ่งทอ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) สาวหมวยดีกรีดาวคณะและทูตกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์แห่ง มธ. ที่ฝันอยากเปิดช้อปเสื้อผ้าสไตล์ ‘Unisex’ ที่ไม่ว่าจะเพศไหนก็ใส่ได้ ด้วยการเก็บเกี่ยวทุกดีเทล พื้นฐานการออกแบบ การเลือกใช้เส้นใย และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสิ่งทอในแบบต่าง ๆ เพื่อให้พร้อมเย็บปักถักร้อยผลงานชิ้นเอก เนื่องจากเล็งเห็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจสิ่งทอที่ยังไปได้สวย จึงได้เลือกศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่จะช่วยต่อยอด ‘อนาคตดีไซเนอร์’ ผ่านการเสริมสร้างทักษะการออกแบบที่แปลกใหม่ และพร้อมเรียนรู้เทคนิคการบริหารธุรกิจแบบมืออาชีพ

ฉีกนิยามเด็กวิทย์แว่นหนาเตอะ!! "เอิน-กานดา"

ภาพจากเฟซบุ๊ก Textile SCI TUTU

“เอิน” เล่าว่า หากย้อนไปในวัยเด็ก ‘แฟชั่นเสื้อผ้า’ ถือเป็นสิ่งที่ตนให้ความสนใจและใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเปิดอ่านนิตยสารแฟชั่น สเก็ตช์แบบเสื้อผ้า (Sketch) และมิกซ์แอนด์แมชท์เสื้อผ้าให้เข้าชุด (Mix & Match) ดังนั้น ในช่วงก่อนจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จึงได้สำรวจทักษะการคิดวิเคราะห์  ที่ตนยังต้องการแรงเสริม ไปพร้อม ๆ กับค้นหาสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนในหลักสูตรที่ช่วยต่อยอดความฝันให้กลายเป็นธุรกิจส่วนตัวในอนาคต ซึ่งพบว่าหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการขณะนั้น คือ หลักสูตรเทคโนโลยีวัสดุและสิ่งทอ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ที่เปิดสอนทั้งในด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอและแฟชั่น รวมถึงสร้างความเข้าใจหลักการตลาดทั้งในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

เมื่อเข้ามาศึกษาในหลักสูตรดังกล่าว พบว่า ถูกแบ่งออกเป็น 2 สาขา คือ 1. สาขาเคมีสิ่งทอ ที่เน้นการศึกษาเกี่ยวกับการนำความรู้ทางเคมีมาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์สิ่งทออย่างเข้มข้น ตั้งแต่กระบวนการผลิตเส้นด้าย การย้อมสี การตกแต่งผลิตภัณฑ์ การศึกษาคุณสมบัติของเส้นใย รวมถึงการบำบัดน้ำเสียเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม และ 2. สาขาออกแบบและพัฒนาสิ่งทอ เน้นศึกษาหลักการออกแบบลายผ้าของผลิตภัณฑ์สิ่งทอในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ กระเป๋า ฯลฯ ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ

ฉีกนิยามเด็กวิทย์แว่นหนาเตอะ!! "เอิน-กานดา"

ผลงานการถักทอผ้าของ “เอิน”

อย่างโปรแกรม ‘โปรแกรมออกแบบผ้าถัก’ ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ 2 มิติ หรือเทคนิค ‘Electro’ การใช้แสงไฟช่วยในการขึ้นรูปเสื้อผ้า ขณะเดียวกันหลักสูตรดังกล่าว ยังสอดแทรกรายวิชาด้านบริหารธุรกิจ เพื่อให้บัณฑิตมีทักษะทางการตลาด ตลอดจนสามารถนำไปต่อยอดสู่อาชีพหรือธุรกิจในฝันได้สำเร็จ โดยมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และคณะเศรษฐศาสตร์เป็นผู้สอน

ฉีกนิยามเด็กวิทย์แว่นหนาเตอะ!! "เอิน-กานดา"

อีกหนึ่งผลงานการถักทอผ้า

ทั้งนี้ จากการเรียนรู้ในหลักสูตรดังกล่าว เป็นเวลากว่า 3 ปีนั้น ทำให้ตนมีทักษะในการออกแบบเสื้อผ้า Unisex ในแบบต่างๆ มีทักษะการวิเคราะห์เส้นใยเนื้อผ้าแต่ละชนิด อาทิ หากเป็นชุดของพนักงานดับเพลิง จะทำมาจากเส้นเส้นใยหิน (Asbestos) ผสม เส้นใยเรยอน (Rayon) เนื่องจากเป็นเส้นใยที่ทนต่อการติดไฟ ฯลฯ อีกทั้งยังช่วยเสริมให้ตนเรียนรู้ได้อย่างเข้าใจและมองเห็นภาพมากขึ้น จากการเรียนรู้ในรายวิชาปฏิบัติการ (Laboratory)  ที่ฝึกปฏิบัติเพื่อค้นหาคำตอบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์

ฉีกนิยามเด็กวิทย์แว่นหนาเตอะ!! "เอิน-กานดา"

ภาพจากเฟซบุ๊ก Textile SCI TUTU

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากความตั้งใจในการเป็นดีไซเนอร์เสื้อผ้าแฟชั่นที่มีความรอบรู้เรื่องวิทยาศาสตร์อย่างชาญฉลาดแล้ว ตนได้วางแผนศึกษาต่อระดับปริญญาโท ด้านบริหาร เพื่อนำทุกองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่ธุรกิจเสื้อผ้าสไตล์ ‘Unisex’ โดยในระยะแรกวางแผนเจาะตลาดเป้าหมายที่เป็นผู้หญิง ก่อนจะขยายสู่ตลาดที่กว้างขึ้นอย่าง ‘Unisex’ เป็นลำดับถัดไป

ฉีกนิยามเด็กวิทย์แว่นหนาเตอะ!! "เอิน-กานดา"

แต่ทว่าการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย หากมุ่งเรียนเพียงอย่างเดียว อาจจะทำให้พลาดโอกาสในการทำกิจกรรมสุดสนุก หรือประสบการณ์สุดแปลก ดังนั้น ตนจึงเลือกเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ตนเอง โดยการเข้าร่วมประกวดดาว-เดือนคณะฯ ปี 2558 และล่าสุดกับการคัดเลือกทูตกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 72 ซึ่งเป็นการ  คัดเลือกจากบุคลิกภาพและความสามารถที่โดดเด่น จากผู้สมัครกว่า 100 คน เหลือเพียง 15 คน ซึ่งตนได้รับการคัดเลือกและทำหน้าที่ดรัมเมเยอร์ น.ส.กานดา กล่าวทิ้งท้าย

ฉีกนิยามเด็กวิทย์แว่นหนาเตอะ!! "เอิน-กานดา"

ภาพจากเฟซบุ๊ก Textile SCI TUTU

สำหรับผู้สนใจสามารถตรวจสอบคุณสมบัติและสมัครออนไลน์ได้ที่ www.reg.tu.ac.th ในรอบรับตรงร่วมกัน ระหว่างวันที่ 9-13 พฤษภาคม 2561 และรอบแอดมิชชั่นกลาง ระหว่างวันที่ 6-10 มิถุนายน 2561สอบถามเพิ่มเติม ฝ่ายรับเข้าศึกษา มธ. โทร. 02-564-4441-79 ต่อ 1634-1638 เว็บไซต์ www.tuadmissions.in.th

วันเด็กเที่ยวฟรี!!ทั้งครอบครัวที่ “มิวเซียมสยาม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309110

วันเด็กเที่ยวฟรี!!ทั้งครอบครัวที่ “มิวเซียมสยาม”

กา, เที่ยวฟรีทั้งครอบครัว, กิจกรรมวันเด็ก, มิวเซียมสยาม

วันเด็กปีนี้ “มิวเซียมสยาม” จัดงาน “กาลครั้งหนึ่ง ณ มิวเซียมสยาม” ตอน ไทยละเล่น ไทยประเพณี ให้พ่อแม่จูงมือๆน้องหนูๆ มาเล่นสนุก วัฒนธรรมไทย ได้ฟรีตลอดวัน

         ในวันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2561 ซึ่งตรงกับวันเด็กแห่งชาติ ปี 2561  นายราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) กล่าวว่า มิวเซียมสยามจัดงาน “กาลครั้งหนึ่ง ณ มิวเซียมสยาม” ตอน ไทยละเล่น ไทยประเพณี เนรมิตพิพิธภัณฑ์ให้กลายเป็นสนามเด็กเล่นสำหรับเยาวชน และครอบครัว ให้ร่วมเรียนรู้ ถอดรหัสมุมมองความเป็นไทยผ่านการละเล่น และสนุกไปกับเรื่องราวด้านวัฒนธรรมประเพณีไปพร้อมๆ กัน ตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น. โดยเปิดให้เข้าร่วมกิจกรรมและชมนิทรรศการ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายทั้งเด็กและผู้ใหญ่

วันเด็กเที่ยวฟรี!!ทั้งครอบครัวที่ "มิวเซียมสยาม"

ภายในงานประกอบด้วยโซนกิจกรรมจำลองประเพณีกลางแจ้ง อาทิ  ประเพณีสารทเดือนสิบและพิธีชิงเปรต : ผู้เข้าร่วมกิจกรรม จะได้เรียนรู้เรื่องราว ของประเพณีประเพณีสารทเดือนสิบ ผ่านกิจกรรมการแข่งขันปีนขึ้นไปหยิบธงจากยอด โดยนำเอาแนวความเชื่อที่ว่าการหยิบเศษอาหารจากที่เหลือจากการตั้งเปรตมากิน ถือเป็นสิริมงคล,

วันเด็กเที่ยวฟรี!!ทั้งครอบครัวที่ "มิวเซียมสยาม"

ประเพณีตำข้าวเม่า

ประเพณีตำข้าวเม่า : ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้เรื่องราววิถีชีวิตของชาวนา ประเพณีการตำข้าว พร้อมทั้งลงมือแข่งขันตำข้าวเม่า โดยผู้เข้าร่วมต้องเปิดแผ่นป้าย 2 ชุด ได้แก่ เวลา และ น้ำหนัก เพื่อเป็นโจทย์ในการแข่งขันตำข้าวเม่า และทำการแข่งขันกันตำข้าวเม่าตามเวลาที่กำหนด และ ประเพณีวิ่งควาย ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้เรื่องราว ของประเพณีวิ่งควาย ผ่านกิจกรรมจำลองการวิ่งควาย ด้วยการแข่งวิ่งให้ถึงเส้นชัยในชุดมาสคอตควายแสนน่ารัก

วันเด็กเที่ยวฟรี!!ทั้งครอบครัวที่ "มิวเซียมสยาม"

ประเพณีวิ่งควาย

“ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปงานประดิษฐ์ของเล่นท้องถิ่นจากวัสดุรักษ์โลก รวมถึงบอร์ดเกมที่เกี่ยวกับประเพณีต่างๆ ของไทย ส่งเสริมให้ใช้เยาวชนใช้เวลาว่างอย่างมีประโยชน์ร่วมกับเพื่อนและครอบครัว ตลอดจนเตรียมเปิดอาคารนิทรรศการให้ประชาชนเข้าชมกันได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดทั้งวัน ยังเป็นโอกาสพิเศษสำหรับเยาวชนและครอบครัวที่จะสัมผัสประสบการณ์การเที่ยวพิพิธภัณฑ์แบบใหม่ๆ เปิดมุมมองการเที่ยวพิพิธภัณฑ์ในรูปแบบแหล่งเรียนรู้สร้างสรรค์ ที่เนื้อหาเข้าใจง่ายและสนุกมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมวัฒนธรรมการเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ตลอดจนเพื่อให้พิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนทุกเพศทุกวัย”นายราเมศ กล่าว

วันเด็กเที่ยวฟรี!!ทั้งครอบครัวที่ "มิวเซียมสยาม"

สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้กับสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) หมายเลขโทรศัพท์ 02-225-2777 หรือ facebook.com/museumsiamfan

เครื่องสำอางสมุนไพร “ผักเบี้ยใหญ่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309095

เครื่องสำอางสมุนไพร “ผักเบี้ยใหญ่”

เครื่องสำอาง, อภัยภูเบศร, ผักเบี้ยใหญ่

“อภัยภูเบศร” จัดทัพปรับกลุยุทธขยายตลาดเครื่องสำอางสมุนไพร ดันผักเบี้ยใหญ่เพิ่มยอด ชูจุดเด่นวิจัยเป็นเครื่องสำอางครั้งแรกในไทย ตั้งเป้าเติบโต 30% ในปี 61

         ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า หลังจากเครื่องสำอางบัวไผ่ข้าว ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากการวิจัยของอภัยภูเบศร ได้รับรางวัลระดับโลกด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ และกำลังเตรียมผลักขึ้นจำหน่ายในห้างดังเป็นสินค้าเทียบชั้นเคาท์เตอร์แบรนด์ล่าสุด อภัยภูเบศรได้ปั้นแบรนด์เครื่องสำอางผักเบี้ยใหญ่ ซึ่งเป็นนำสมุนไพรมาผลิตเป็นเครื่องสำอางครั้งแรกในประเทศไทย และได้ทดลองตลาดมา 1 ปีเต็ม ได้รับความนิยมจากผู้ใช้ในระดับที่น่าพอใจ

 เครื่องสำอางสมุนไพร "ผักเบี้ยใหญ่"

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร

“ผักเบี้ยใหญ่อภัยภูเบศรเป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่นำสมุนไพรพื้นบ้านชนิดนี้มาใส่ในกลุ่มเครื่องสำอาง เช่น คลีนซิ่งวอเตอร์ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม และมีอีกกว่า 9 รายการในกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ ความพิเศษคือ เราไม่ใส่สารกันเสียพวกพาราเบน สี  แอลกอฮอล์ น้ำหอม จึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้ทีมีปัญหาผิวแพ้ง่ายเลือกใช้ได้  และอภัยภูเบศรเองได้จัดทัพปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่ โดยเน้นการกระจายสินค้าให้ทั่วถึง เข้าถึงง่ายมากขึ้นในแต่ละพื้นที่ พัฒนาระบบอีคอมเมิร์ส คือ ให้ข่าวสารความรู้และจำหน่ายออนไลน์ทาง www.abhaiherb.com และเป็นพี่เลี้ยงเปิดเอาท์เล็ทสมุนไพรอีกกว่า 13 โรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศ รวมถึงเตรียมพัฒนารูปแบบแฟรนไชส์ทั้งการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และส่วนของบริการคิวซีนสุขภาพ คาดว่าจะสามารถขยายตลาดสมุนไพรได้เพิ่มขึ้น 30% ในปี 2561” ดร.สุภาภรณ์ กล่าว

 เครื่องสำอางสมุนไพร "ผักเบี้ยใหญ่"

ผักเบี้ยใหญ่

ดร.สุภาภรณ์ กล่าวต่อว่า มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรทั้งหมด 3 กลุ่มหลักๆ คือ ยา อาหารเสริม และเครื่องสำอาง ซึ่งการพัฒนานั้นมีพื้นฐานมาจากการใช้จริงของพื้นบ้าน ประกอบกับการศึกษาวิจัยสมัยใหม่ และผลิตภัณฑ์ที่เราทำขึ้นมานั้นต้องตอบโจทย์ต่อผู้บริโภค รวมถึงรายได้จากการจำหน่ายได้กลับคืนสู่สังคมและเกษตรกรต่อไป เช่น อาหารเสริมจากน้ำมันรำข้าว จำหน่ายครั้งแรกในเดือนมิถุนายน ปี 2560 ด้วยความตั้งใจอยากช่วยชาวนาเกษตรอินทรีย์ในเครือข่าย โดยในการจำหน่ายแต่ละครั้งคิดง่ายๆเป็นรายได้กลับคืนสู่ชาวนาขวดละ 110 บาท นับเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้กับเกษตร

 เครื่องสำอางสมุนไพร "ผักเบี้ยใหญ่"

ผลิตภัณฑ์ผักเบี้ยใหญ่

“จากประสบการณ์พัฒนาสมุนไพรมามากกว่า 30 ปี บนพื้นฐานของธุรกิจเพื่อสังคมเนื่องจากกำไรมีการแบ่งปันช่วยเหลืองานบริการด้านสาธารณสุขของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร 70% และ ใช้ในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคม เช่น ช่วยการเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติ และพัฒนางานวิจัยต่างๆ อีก 30% การที่สนับสนุนสมุนไพรอภัยภูเบศร นอกจากคุณจะได้รับผลิตภัณฑ์ที่ได้คุณภาพมาตรฐานระดับสากลแล้ว ยังถือว่าเป็นการช่วยสังคมและเกษตรกรอีกด้วย” เลขาธิการมูลนิธิอภัยภูเบศร กล่าว

ชง”อควาเรียมสงขลา”เข้าบอร์ดทุจริตศธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309162

ชง”อควาเรียมสงขลา”เข้าบอร์ดทุจริตศธ.

อควาเรียมสงขลา  ผู้เชี่ยวชาญอควาเรียม, ลงทุน 1300 ล้านสร้างอความเรียม, สร้าง 10 ปี, สอศ., อควาเรียมสงขลา

“หมอธี” เตรียมนำเรื่องอควาเรียมสงขลา เข้าคณะกรรมการทุจริต ศธ.17 ม.ค.นี้ ย้ำเดินหน้าตรวจสอบข้อมูล เหตุยังไม่มีข้อมูลเพียงพอตัดสินใจ ทำควบคู่ทั้งเดินหน้า-ตรวจสอบ

           ความคืบหน้าการแก้ปัญหาโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลา หรือ อควาเรี่ยมที่ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 10 ปี แต่ยังไม่เสร็จสิ้นของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2561 นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า  ได้มอบหมายให้ พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ปัญหาทุจริตของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านอควาเรียมลงไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว  อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งต้องประเมินรายละเอียด รวมถึงต้องทำตัวเลขให้ชัดเจนว่า ถ้าจะดำเนินการต่อ ยังมีความขาดตกบกพร่องอะไร ต้องใช้งบประมาณเท่าไร  มูลค่าการก่อสร้างที่มีอยู่ประมาณเท่าไร เพราะที่ผ่านมาลงทุนไปแล้วประมาณ 1,300 ล้านบาท  ขณะนี้มูลค่าเหลือจริง ๆ เท่าไร

ที่สำคัญขณะนี้ยังไม่มีคณะกรรมการบริหารอควาเรียม จะบริหารจัดการอย่างไร โดยจะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการทุจริตของ ศธ. วันที่ 17 มกราคมนี้ รวมถึงจะต้องลงไปตรวจสอบต่อเนื่อง โดยการดำเนินการจากนี้จะมีอยู่ 2 อย่างคือ ทำอย่างไรให้เปิดอควาเรียมได้ ในนามของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพราะเนื่องจากวิทยาลัยเป็นนามสกุลของพล.อ.เปรม  ต้องไปดูว่าจะวางแผนอย่างไร

“เรื่องนี้ละเอียดอ่อน เราต้องเคารพในความมุ่งหมายดั่งเดิม ผมเองก็อยากดำเนินการให้เสร็จถ้าเป็นไปได้ แต่ถ้าดำเนินการไม่ได้ เพราะเหตุผลทางการเงิน หรือเหตุผลทางโครงสร้าง ถ้าประเมินออกมาแล้วสรุปว่าเปิดไม่ได้พังแน่นอน ก็ค่อยว่ากัน ซึ่งเบื้องต้นคิดว่าสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทำไมไหวแน่นอน ดังนั้นจะต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาและมีมติใหม่  อีกเรื่องที่ต้องทำ ตรวจสอบย้อนหลัง ว่าทำไมเหตุการณ์มาถึงตรงนี้ได้  โดยจะต้องดำเนินการทั้ง 2 อย่างไปพร้อมกัน แต่ขณะนี้ผมยังไม่มีข้อมูลใหม่ที่เพียงพอที่จะตัดสินใจ  อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล  ล่าสุดถามไปว่า น้ำที่จะมาใส่ในอคาเรียมจะนำมาจากไหน ก็บอกว่า สูบมาจากทะเล ซึ่งเป็นไปไม่ได้  ซึ่งเรื่องนี้ผ่านมานานนับ 10 ปี เอกสารบางอย่างอาจจะไม่อยู่แล้ว เราจะทำเท่าที่ทำได้ ซึ่งงบฯปี 2560 ที่อนุมัติไป 69 ล้านบาท เป็นเรื่องก่อนที่ผมจะเข้าไปตรวจสอบ แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ แต่ล่าสุดที่เสนอขอเข้ามาอีก 190 บาท ผมก็ไม่ให้  เพราะให้ไปแล้ว จะรู้ได้อย่างไรว่าจะจบ ที่ผ่านมาให้งบฯมาตลอดก็ไม่จบ”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวต่อว่า  ส่วนตัวคิดว่าโครงการนี้ ควรต้องเดินหน้าต่อ แต่ต้องประเมินให้รอบด้าน  รวมถึงต้องพิจารณาว่า ถ้าเดินหน้าต่อใครจะเป็นคนทำ ซึ่ง สอศ. คงทำไม่ไหวแน่นอน คงต้องอาศัยหน่วยงานอื่น ทั้งเรื่องเชิงเทคนิคและเรื่องอื่น ๆ สมมติไม่ได้ใช้สอศ. อาจจะต้องให้หลายหน่วยงานมาช่วยกันทำ เช่น องค์การสวนสัตว์  โดยขณะนี้ได้ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทำเรื่องปรึกษา สภาวิศวกร  สภาสถาปนิก ส่งผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบโครงสร้าง ว่าโครงสร้างที่ผ่านมา เป็นอย่างไร เหมาะสมหรือไม่ เพราะการจัดสร้างอควาเรียมซับซ้อน  ทั้งเรื่องน้ำ เรื่องปลาที่ตอนนี้ยังไม่มีปลาสักตัว จะขนปลามาจากไหน จะเลี้ยงอย่างไร และราคาปลาที่เสนอมาขนาดนั้นจะซื้ออย่างไร ซื้อโดยวิธีพิเศษ หรือการประมูล

ตลอดจนความปลอดภัยในการเข้าชม เพราะน้ำในอควาเรียมบรรจุย้ำถึง 25 ตัน จึงมีหลายเรื่องซึ่งต้องคิด เพราะที่ผ่านมา  ไม่มีการวางแผน  เราพูดถึงเรื่องเดินไปข้างหน้า สมมติถ้าบอกว่า ต้องลงทุนอีก 5,000 ล้าน ตนคงไม่ทำ แต่ถ้าลงทุนอีกไม่มาก มาถึงจุดนี้แล้วก็ต้องทำให้เสร็จ  ซึ่งต้องหาคนรับผิดชอบ  โดยในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนฯ วันที่ 17 มกราคมนี้จะพิจารณาข้อมูล ต่าง ๆ โดยเฉพาะสัญญาการก่อสร้าง ว่าทำไมสร้างครั้งแรกถึงไม่เสร็จ ทำไมสัญญา ระยะแรกถึงมีการแก้ไขถึง 6 ครั้ง ทำไมถึงมีการแก้แบบติดกันหลายปี  ซึ่งต้องดูข้อมูลที่ทางพล.ท.โกศล จะเสนอเข้ามา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ส่งทีมลงเก็บข้อมูลอควาเรี่ยมสงขลา