ครม.ตั้ง รองเลขากพฐ.สุกัญญา งามบรรจง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308720

ครม.ตั้ง รองเลขากพฐ.สุกัญญา งามบรรจง

รองเลขาธิการ กพฐ., สุกัญญา งามบรรจง, สุกัญญา

ครม.ไฟเขียวแต่งตั้ง “สุกัญญา งามบรรจง” ที่ปรึกษาด้านพัฒนากระบวนการเรียนรู้ เป็น รองเลขาธิการ กพฐ. “บุญรักษ์” รับเสนอชื่อเอง ชี้เจ้าตัวมีความรอบรู้งานวิชาการ

        เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2561 นายพะโยม ชิณวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ในฐานะโฆษก ศธ. เปิดเผยว่า ในการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ทราบว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง นางสุกัญญา งามบรรจง ที่ปรึกษาด้านพัฒนากระบวนการเรียนรู้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็น รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)

ครม.ตั้ง รองเลขากพฐ.สุกัญญา งามบรรจง

นางสุกัญญา งามบรรจง (ภาพ http://www.obec.go.th)

ด้าน ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ได้เสนอชื่อ นางสุกัญญา ต่อรมว.ศึกษาธิการ เพื่อเสนอครม.มาดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ กพฐ.ด้วยตนเอง เป็นความตั้งใจที่จะให้เข้ามาขับเคลื่อนงานด้านวิชาการของ สพฐ. ทั้งนี้ ได้ร่วมงานมานาน ซึ่งนางสุกัญญา มีความรอบรู้งานวิชาการของ สพฐ.มากที่สุด รวมถึงสามารถประสานงานกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องวิชาการได้อย่างดี เช่น สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงสาธารณสุข อีกทั้ง ตั้งแต่มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กพฐ.และ นางสุกัญญา มาเป็นที่ปรึกษาฯ ก็ได้มอบหมายให้ทำงานด้านวิชาการ ทำให้รู้แนวทางการทำงาน นโยบายด้านวิชาการทั้งของ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ และพล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ถือว่ามีทีมครบแล้ว การทำงานจากนี้ก็จะมุ่งเน้นที่นักเรียน ห้องเรียน และคุณภาพนักเรียนเป็นสำคัญ

อนึ่ง  นางสุกัญญา ทำงานด้านวิชาการมาและดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ประมาณ 3 ปี ตั้งแต่ พ.ย. 2557 – 2559 เป็นที่ปรึกษาด้านพัฒนากระบวนการเรียนรู้  สพฐ.ปัจจุบันอายุ 59 ปี และจะเกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคม 2561

ร.10 พระราชทานพระราโชวาทวันเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308696

ร.10 พระราชทานพระราโชวาทวันเด็ก

พระราชทานพระราโชวาท, ร.10

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราโชวาทเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561 พร้อมด้วย สมเด็จพระสังฆราชพระราชทานคติธรรม ศธ.จัดพิมพ์ในหนังสือ “ฮีโร่ตัวจิ๋ว”

            เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561 กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ปี 2561 ชื่อว่า “ฮีโร่ตัวจิ๋ว” ในการนี้ สพฐ.ได้ทำหนังสือถึงสำนักพระราชวังขอพระราชทาน ความกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทานพระราโชวาทเพื่อเชิญไปลงพิมพ์ในหนังสือวันเด็ก

โดย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราโชวาทเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561 ความว่า

บ้านเมืองเรามีสิ่งดีงามมากมาย ที่บรรพบุรุษได้สร้างสมไว้ให้เรา.

เด็กทุกคนผู้เป็นอนาคตของชาติจึงมีหน้าที่สืบสานและรักษาสิ่งดีงามเหล่านั้นไว้

พร้อมทั้งสร้างเสริมพัฒนาให้เจริญงอกงามยิ่ง ๆ ขึ้นไป.

พระที่นั่งอัมพรสถาน

วันที่ 24 ธันวาคม 2560

ร.10 พระราชทานพระราโชวาทวันเด็ก

พร้อมกันนี้ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ได้ประทานคติธรรมเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ พ.ศ.2561 เพื่อจัดพิมพ์ในหนังสือ ใจความว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสอนวิธีทำให้บุคคลได้ชื่อว่าเป็นคนดี เป็นที่รักของผู้คนทั่วไปไว้วิธีหนึ่งเรียกว่า “อัตถจริยา” หมายถึง การบำเพ็ญประโยชน์ การประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ช่วยเหลือ ทำงาน สร้างสรรค์ ด้วยความตั้งใจอย่างดีเลิศ ส่งเสริมให้เพื่อนสมาชิกในสังคมประพฤติดีงาม และมีสติปัญญาอัตถจริยาดังกล่าวนี้

ปัจจุบันนิยมเรียกว่า “จิตอาสา” ซึ่งถ้าพิจารณาอย่างผิวเผิน อาจเข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่า จิตอาสากำลังจำต้องเหน็ดเหนื่อย หรือเผชิญทุกข์กว่าคนที่ไม่เป็นจิตอาสา แต่ถ้าพิเคราะห์ในแง่มุมกลับกัน แท้จริงแล้วคนทำงานจิตอาสาที่แท้จริงแล้ว คนทำงานจิตอาสาด้วยใจจริงย่อมมีความรู้สึกเบิกบาน ยิ่งกว่าคนที่ไม่ทำงานจิตอาสา เพราะจิตอาสาที่แท้จริงจะไม่คิดว่าตนกำลังสูญเสีย พละกำลังหรือประโยชน์ใดๆ โดยไร้ค่า หากกลับเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์ คือ ได้ความสุขใจ ชื่นใจที่เห็นความสุขของผู้อื่น และได้ภาคภูมิใจว่าเป็นผู้สร้างสรรค์สังคมที่ดีงาม

ร.10 พระราชทานพระราโชวาทวันเด็ก

เด็กและเยาวชนเป็นกำลังสำคัญที่จะพาบ้านเมืองไทยให้รุ่งเรืองสืบไป จึงขอให้ผู้ใหญ่เร่งปลูกฝังและสร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชน เป็นผู้หนักแน่นในคุณธรรม ข้ออัตถจริยา และขอให้เด็กๆ รู้สึกสนุกสนาน เบิกบานทุกครั้ง ที่ได้ทำประโยชน์ จงอย่ายอมแพ้แก่ความรู้สึกเหน็ดเหนื่อย หรือยากลำบากขอให้ระลึกไว้เสมอว่า กำลังเล็กๆของเด็กๆ อย่างเรานี้แล มีอานุภาพสูงยิ่งที่จะช่วยสร้างสรรค์ประเทศชาติ ให้เจริญก้าวหน้าอย่ามัวรั้งรอ ผัดผ่อน ให้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่เสียก่อน ค่อยเริ่มทำความดี เพราะเมื่อนั้นเด็กๆจะเผชิญกับการทำความชั่วจนกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวและไม่รู้วิธีทำตนเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ในที่สุด

ขอให้เด็กและเยาวชนทุกคนมีกำลังใจที่จะบำเพ็ญประโยชน์ด้วยความสุขใจนับแต่บัดนี้ เป็นต้นไป ขอจงรักษาคุณลักษณะจิตอาสาอย่างสมบูรณ์ไว้ตลอดกาล เพื่ออนาคตของตนเองและสังคมไทยของเราทุกคน.

ร.10 พระราชทานพระราโชวาทวันเด็ก

ผู้สื่อข่าวรายงาน หนังสือวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561 ชื่อ “ฮีโร่ตัวจิ๋ว” จัดพิมพ์ประมาณ 3,000 เล่ม เพื่อแจกให้กับเด็กๆในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ วันเสาร์ที่ 13 มกราคมนี้.

เปิดแน่!!มก.รับนศ.หลักสูตรศาสตร์แห่งแผ่นดินส.ค.ปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308685

เปิดแน่!!มก.รับนศ.หลักสูตรศาสตร์แห่งแผ่นดินส.ค.ปีนี้

หลักสูตรศาสตร์แห่งแผ่นดิน, มก.เปิดรับนศ., บูรณาการหลายวิชาเข้าด้วยกัน

ม.เกษตรฯ เตรียมร่างหลักสูตรศาสตร์แห่งแผ่นดิน บูรณาการหลายวิชาเข้าด้วยกัน เน้นเรียนรู้ตลอดชีวิต ปฏิบัติ คิดแก้ปัญหาในสถานที่จริง ผู้เรียนเลือกได้ตามความต้องการ

      ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ มก.กำลังร่างหลักสูตรศาสตร์แห่งแผ่นดิน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นหลักสูตรทางด้านวิชาชีพที่มีการเรียนการสอนแบบบูรณาการในหลายวิชาเข้าด้วยกัน  เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยห้องเรียนคือห้องเรียนธรรมชาติ เน้นการปฏิบัติและการคิดแก้ปัญหาในสถานที่จริง ซึ่งผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความต้องการ

โดยผู้ที่ทำงานแล้วหรือผู้ที่ต้องการความรู้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงานให้มีประสิทธิภาพก็สามารถมาเรียนได้ โดยใช้เวลาประมาณ 3 เดือน จบแล้วก็จะได้ประกาศนียบัตร  หรือถ้าต้องการใบปริญญาก็ต้องเรียนให้ครบหน่วยกิตตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) กำหนด ซึ่งคนกลุ่มนี้ถ้าเคยลงเรียนวิชาพื้นฐานมาแล้วก็สามารถนำมาเทียบหน่วยกิตได้ และเรียนเฉพาะวิชาชีพ ให้ได้หน่วยกิตครบตามที่กำหนดก็จะได้รับใบปริญญาสายวิทยาศาสตรบัณฑิต (วทบ.)สำหรับนักเรียนม.6ที่ต้องการจะเรียนหลักสูตรศาสตร์แห่งแผ่นดินก็สามารถที่จะเลือกเรียนได้เช่นกัน

สำหรับโครงสร้างหลักสูตรประกอบด้วย 1.หมวดศึกษาทั่วไป 30 หน่วยกิต  2.หมวดวิชาเฉพาะ ไม่น้อยกว่า 84 หน่วยกิต ประกอบด้วย 2.1 ชุดวิชาเฉพาะบังคับ จำนวน 20 หน่วยกิต เพื่อแสดงความเป็นบูรณาการ จำนวน 5 รายวิชา ได้แก่ 1.บริหารธุรกิจ หรือ แผนธุรกิจ  2. เศรษฐศาสตร์ผู้ประกอบการ 3.สิ่งแวดล้อม หรือศาสตร์พระราชาทางสิ่งแวดล้อม 4. เกษตรยั่งยื่นและ 5. พัฒนาชุมชน/สังคม   2.2 ชุดวิชาเฉพาะบังคบ จำนวน 24 หน่วยกิต เพื่อแสดงการคิดวิเคราะห์ การใช้ไอที การนำไปใช้แก้ปัญหาเชิงบูรณาการทางวิทยาศาสตร์ ใช้หลักคิดสะเต็ม  และ การจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน 2.3 วิชาเฉพาะเลือกไม่น้อยกว่า 40 หน่วยกิต กำหนดเป็นชุดวิชา ชุดวิชาละ 20 หน่วยกิต ที่เบ็ดเสร็จภายในชุดวิชา สามารถปฎิบัติได้และประกอบอาชีพได้ มีการวัดผลสัมฤทธิ์ด้วย ผลลัพธ์การทำปฏิบัติ หรือโครงงาน และ 3.หมวดวิชาเลือกเสรี ไม่น้อยกว่า 6 หน่วยกิต

“การเรียนในหมวดวิชาเฉพาะถือว่าเป็นจุดเด่นของหลักสูตรศาสตร์แห่งแผ่นดิน คือทำให้ผู้เรียนสามารถสร้างอาชีพและคิดเป็นทำเป็น เช่น การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจและสัตว์น้ำสวยงาม ผู้เรียนจะต้องสามารถเลี้ยงปลาได้ เพาะพันธ์ปลาได้ ขายปลาได้ด้วย คาดว่าหลักสูตรนี้จะสามารถเปิดรับนักศึกษาได้ในเดือนสิงหาคม 2561 “ดร.จงรัก กล่าว

มข.จัด “ขอนแก่นแจ๊สเฟสติวัล”ครั้งแรก (คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308674

มข.จัด “ขอนแก่นแจ๊สเฟสติวัล”ครั้งแรก (คลิป)

ม.ขอนแก่นพร้อมด้วย ททท.และเอกชนในเมืองขอนแก่น เตรียมจัดงาน khon kaen jazz Festival 2018 เป็นเทศกาลดนตรีแจ๊สครั้งแรกของภาคอีสาน

          9 มกราคม 2561 ที่โรงละคร คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้มีการแถลงข่าวจัดงาน khon kaen jazz Festival 2018 โดยความร่วมมือของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดขอนแก่น สาขาวิชาดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ขอนแก่น และศูนย์ความเป็นเลิศอุตสาหกรรมไมซ์และอีเว้นท์เชิงธุรกิจ คณะบริหาร ธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

         โดยจะเป็นการรวมตัวครั้งแรกของศิลปินแจ๊ส ชั้นครู วงดนตรีแจ๊สชั้นนำของไทยและลาว เพื่อเป็นเวทีให้กับผู้สนใจและนักดนตรีแจ๊สในภาคอีสานได้มีโอกาสแสดงความสามารถ เผยแพร่แนวดนตรีเพลงแจ๊สให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ซึ่งงานนี้จะจัดแสดงระหว่างวันที่ 12-13 มกราคม ที่บริเวณบึงสีฐาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

มข.จัด "ขอนแก่นแจ๊สเฟสติวัล"ครั้งแรก (คลิป)

         ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ภัทรวุฒิ วัฒนศัพท์ อาจารย์ประจำภาค วิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า แจ๊สเป็นเพลงที่เน้นอารมณ์สนุกสนาน ฟังง่าย การบรรเลงเพลงจะมีการด้นทำนอง พลิกแพลงไปมาตามความสามารถของผู้เล่น เปิดโสตประสาทการรับรู้ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ จึงมีประโยชน์ต่อทั้งผู้เล่นและผู้ฟัง

มข.จัด "ขอนแก่นแจ๊สเฟสติวัล"ครั้งแรก (คลิป)

         ทั้งนี้กิจกรรมภายในงานครั้งนี้จะมีการแสดงดนตรีแจ๊ส การจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการดนตรีแจ๊ส การแสดงและจำหน่ายผลงานศิลปะ รวมถึงคาราวานรถขายอาหารเคลื่อนที่ด้วย

เข้าสู่วัยเก๋า ด้วยสุข 5 มิติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308648

เข้าสู่วัยเก๋า ด้วยสุข 5 มิติ

คุณภาพชีวิต, สุข5มิติ, สังคมวัยเก๋า

วิทยาลัยผู้สูงอายุไทนาป่าแซง จัดหลักสูตรการเรียนการสอนครบเครื่องเสริมทักษะชีวิตสุข 5 มิติ ได้แก่ สุขสงบ สุขสนุก สุขสว่าง สุขสง่า และสุขสบาย

          ในช่วงบั้นปลายชีวิตของคนเราย่อมต้องก้าวเข้าสู่ “วัยชรา” ทั้งสิ้น “วิทยาลัยผู้สูงอายุ” จึงเป็นทางออกเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ “สังคมวัยเก๋า” ได้เต็มรูปแบบด้วยกระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อเพิ่มศักยภาพของคนวัยเก๋าทั้งสุขภาพกาย จิตใจ และเพิ่มคุณค่าของตัวเองให้เป็นที่ยอมรับในสังคม

เข้าสู่วัยเก๋า ด้วยสุข 5 มิติ

วิทยาลัยผู้สูงอายุไทนาป่าแซง อยู่ในความดูแลของศูนย์จัดการเครือข่ายสุขภาวะตำบล สนับสนุนโดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สสส.) เป็นศูนย์รวมของคนวัยเก๋าที่จะมาสร้างมิตรไมตรี และพร้อมที่จะรับรู้เรื่องราวดีๆ ที่ทางคณะทำงานได้จัดสรรกิจกรรมต่างๆ มาให้ โดยใช้สุข 5 มิติมาเป็นตัวหลักในการดำเนินงาน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุ

เข้าสู่วัยเก๋า ด้วยสุข 5 มิติ

นายวชิระ มาประสม

นายวชิระ มาประสม นายกเทศมนตรีตำบลนาป่าแซง กล่าวว่า วัตถุประสงค์ที่ก่อตั้งวิทยาลัยผู้สูงอายุไทนาป่าแซงเพื่อต้องการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุให้มีประสิทธิภาพ โดยผู้เข้าร่วมจะต้องมีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไปจึงจะเป็นนักเรียนของวิทยาลัยได้ อีกทั้งยังให้สอดคล้องกับแผนโครงสร้างวิทยาลัยและการเพิ่มของผู้สูงอายุในตำบลเพื่อก้าวเข้าสู่ผู้สูงวัยอย่างแข็งแรง

เข้าสู่วัยเก๋า ด้วยสุข 5 มิติ

“ตั้งแต่มีวิทยาลัยผู้สูงอายุได้เห็นความรัก ความสามัคคีของคนในตำบลทั้ง 10 หมูบ้านเพิ่มมากขึ้น สังเกตได้จากการพูดจา พบปะถามไถ่ ให้กำลังใจซึ่งกันและกันของผู้สูงอายุ และลูกหลานได้ให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุมากขึ้น” นายวชิระ กล่าว

นายวชิระ  กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 250 คน โดยกิจกรรมที่จัดเราจะเน้นให้ผู้สูงอายุสามารถแก้ปัญหาต่างๆได้ สามารถดูแลตัวเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มันเหมือนเป็นการเอาความเหงา ความเศร้า ความทุกข์มาปลดปล่อยและมารับรอยยิ้มจากคนรอบข้าง อีกทั้งเราจะทำให้ผู้สูงอายุรู้จักวิธีการดูแลสุขภาพของตนเองอีกด้วย

เข้าสู่วัยเก๋า ด้วยสุข 5 มิติ

“หมอแอน” นวลอนงค์ ปะตะสังค์

ด้าน “หมอแอน” นวลอนงค์ ปะตะสังค์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการตำบลไทนาป่าแซง เล่าว่า วิทยาลัยผู้สูงอายุไทนาป่าแซงมีหลักการบริหารมุ่งเน้นการปฏิบัติงานกับทุกภาคส่วนในโครงการ “รวมแล้วแยก? สังคมของคนไทนาป่าแซงบ่ถิ่มกัน” โดยเป็นการทำงานร่วมกันในรูปแบบ “ครอบครัว” และใช้ผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลาง โดยเปิดเรียนทุกวันพุธตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น. ซึ่งในเวลาดังกล่าวผู้สูงอายุจะทำกิจกรรมสุข 5 มิติ ที่ทางคณะทำงานจัดขึ้นไว้

“หมอแอน”  เล่าต่อว่า สำหรับสุข 5 มิติ ที่เป็นจุดเด่นในการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย มีดังนี้

          สุขสบาย เราจะเน้นให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลสุขภาพร่างกายให้มีสมรรถภาพที่คล่องแคล่ว มีกำลัง สามารถตอบสนองต่อความต้องการทางกายภาพได้ตามสภาพที่เป็นอยู่ เช่นฝึกกายบริหารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการเคลื่อนไหว

เข้าสู่วัยเก๋า ด้วยสุข 5 มิติ

สุขสนุก ผู้สูงอายุสามารถเลือกการใช้ชีวิตที่รื่นรมย์ สนุกสนานด้วยการทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดอารมณ์เป็นสุข จิตใจสดชื่นแจ่มใส กระปรี้กระเปร่า อาทิเช่น การเต้นรำ การทำดอกไม้

สุขสง่า เราจะทำให้ผู้สูงอายุมีความรู้สึกพึงพอใจในชีวิต ความภาคภูมิใจ ความเชื่อมั่น ยอมรับนับถือ ให้กำลังใจตนเองได้ดี เห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีลักษณะเอื้อเฟื้อแบ่งปันและมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้อื่นในสังคม โดยการทำกิจกรรมกลุ่ม

เข้าสู่วัยเก๋า ด้วยสุข 5 มิติ

สุขสว่าง  ผู้สูงอายุต้องมีความสามารถด้านความจำ ความคิดอย่างมีเหตุผล การสื่อสาร การวางแผนและการแก้ไขปัญหา ความสามารถในการคิดแบบนามธรรม รวมทั้งความสามารถในการจัดการสิ่งต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งกิจกรรมจะมีการเล่น จีบ เอล รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ รวมทั้งการพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

เข้าสู่วัยเก๋า ด้วยสุข 5 มิติ

สุขสงบ เราจะจัดกิจกรรมให้ผู้สูงอายุ เข้าใจความรู้สึกของตนเอง รู้จักควบคุมอารมณ์และสามารถจัดการกับสภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถผ่อนคลายให้เกิดความสุขสงบกับตนเองได้ รวมทั้งสามารถปรับตัวและยอมรับสภาพที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง อาทิเช่น การฟังธรรมะ การนั่งสมาธิ

เข้าสู่วัยเก๋า ด้วยสุข 5 มิติ

แม้วัยวุฒิจะสูงขึ้นแต่ผู้สูงวัยไทนาป่าแซง ก็ไม่ได้สร้างความกังวลใจให้ลูกหลาน เพราะที่นี่เตรียมพร้อมสำหรับผู้สูงอายุให้มีศักยภาพพร้อมที่จะพัฒนาตนเอง ใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ผ่านกิจกรรมต่างๆ และหลักสูตรสุข 5 มิติของวิทยาลัยผู้สูงอายุไทนาป่าแซง“หมอแอน” กล่าว

นอกจากนี้ทางคณะทำงานยังมีการจัด อสม.ดูแลผู้สูงอายุในเขตพื้นที่ต่างๆ ซึ่ง อสม. ของที่นี่ไม่ได้คัดเลือกมาจากคนที่เป็นมืออาชีพ แต่ได้มาจากจิตอาสาของตำบลที่มีใจรักอยากทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ แล้วค่อยให้ผู้ที่สนใจอยากจะเป็นจิตอาสาเข้าไปอบรมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลอีกทีหนึ่งเพื่อสร้างความเป็นมืออาชีพให้กับจิตอาสา

เข้าสู่วัยเก๋า ด้วยสุข 5 มิติ

นางสมคิด วงษาสาร

นางสมคิด วงษาสาร อสม.ดูแลผู้สูงอายุไทนาป่าแซง เล่าว่า การที่เธอมาทำหน้าที่เป็น อสม.ของตำบลมันมาจากใจล้วนๆ ซึ่งถือว่าเป็นจิตอาสาอย่างหนึ่งที่เราสามารถทำได้  เพราะว่าหมอในชุมชนไม่เพียงพอต่อการดูแลผู้สูงอายุจำนวนมาก จึงต้องอาศัยเครือข่ายอสม.ในการทำงานร่วมกัน ซึ่งอสม.จะช่วยแจ้งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่ป่วย เพื่อที่พาผู้สูงอายุมารักษาทัน

อสม. สมคิด เล่าต่อว่า หน้าที่ อสม. คือการช่วยเหลือผู้สูงวัยเวลาทำกิจกรรมในวิทยาลัย เช่น การพาไปออกกำลังกาย เพราะเราเน้นให้ผู้สูงอายุดูแลสุขภาพของตัวเองได้ รู้วิธีการออกกำลังกายที่ถูกต้อง

เข้าสู่วัยเก๋า ด้วยสุข 5 มิติ

บางครั้งก็ลงตรวจเยี่ยมผู้สูงอายุที่ป่วยติดบ้าน ติดเตียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง  โดยไปพบปะเยี่ยมเยือน ให้กำลังใจผู้ป่วยติดบ้าน ผู้ป่วยติดเตียง และผู้สูงอายุที่ไม่สามารถมาร่วมกิจกรรมที่วิทยาลัยได้ เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้ผู้ป่วยในวัยเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นการดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคนในชุมชนในยามทุกข์ยาก

เข้าสู่วัยเก๋า ด้วยสุข 5 มิติ

“อยากจะทำจุดนี้ จนถึงวันที่เราทำไม่ไหว หรือไม่สามารถทำงานได้ เราก็อาจจะหยุด แต่ตอนนี้เรายังทำไหว และรู้สึกดีใจที่เป็นผู้ให้ ได้ช่วยเหลือบ้านเกิดของตัวเอง เพราะมันไม่ได้เป็นเรื่องหนักอะไรเราแค่ลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมผู้สูงอายุอาทิตย์ละครั้ง ช่วยทำแผล ตรวจเบาหวานและความดัน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว” อสม.สมคิด กล่าว

เด็กไทยรุ่นใหม่อยากเป็น”ครู”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308495

เด็กไทยรุ่นใหม่อยากเป็น”ครู”

เคสเกม, เกมเมอร์, เชฟ, ไอดอล, นักกีฬา, หมอ, ครู, อาชีพในฝันของเด็กไทย, ครู-หมอ-นักกีฬา

เผยผลสำรวจ “อาชีพในฝันของเด็กไทย” ครั้งที่ 9 ปี 2561 พบ “ครู” มาแรงอันดับหนึ่ง รองมาคือ แพทย์ นักกีฬา ทหาร และตำรวจ ขณะที่ “Got7-ตูน บอดี้สแลม”Top 5ไอดอลในดวงใจ

            จากการสำรวจ “อาชีพในฝันของเด็กไทย” ครั้งที่ 9 ปี 2561 “ธิดารัตน์ กาญจนวัฒน์” ผู้อำนวยการส่วนภูมิภาค – ไทยและเวียดนาม กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ประเทศไทย กล่าวว่า กลุ่มบริษัท อเด็คโก้ ประเทศไทย ได้ทำโดยจากการสำรวจความคิดเห็นของเด็กไทย ที่มีอายุ 7-14 ปี จำนวน 2,044 คน

พบว่า อาชีพที่เด็ก ๆ ใฝ่ฝันอยากทำมากที่สุดคืออาชีพ “ครู” เพราะอยากถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่น ปลูกฝังให้เด็กไทยเป็นคนเก่งและคนดีและเป็นอาชีพที่สุจริตและมั่นคง

ส่วนอาชีพที่มีคะแนนตามติดมาเป็นอันดับสอง คือ “แพทย์” โดยปีนี้น้องๆ อยากเป็นแพทย์เฉพาะทางมากขึ้น เช่น แพทย์ทางด้านสมอง แพทย์ทหาร  และแพทย์ผิวหนัง อันดับสาม ได้แก่  “นักฟุตบอล”เพราะเป็นกีฬาที่น้อง ๆ ชื่นชอบ ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง มีค่าตอบแทนที่ดี และสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติได้

นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่าปีนี้มีอาชีพใหม่ ที่เด็กให้ความสนใจมากขึ้น ได้แก่ เกมเมอร์/นักแคสเกม เพราะอยากใช้ความชอบในการเล่นเกมมาประกอบอาชีพ สร้างรายได้และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ขณะเดียวกัน ก็มีเด็กไทยจำนวนไม่น้อยที่สนใจอยากเป็นนักธุรกิจและผู้ประกอบการ

เพราะต้องการอิสระในการทำงาน บางส่วนต้องการสืบทอดกิจการของครอบครัว ด้าน “เชฟ” เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่มาแรงในปีนี้ โดยน้อง ๆ ให้เหตุผลว่าอยากเป็นเชฟเพราะอยากทำอาหารอร่อย ๆ ให้คนที่ทานมีความสุข

ส่วนอาชีพที่เท่ที่สุดในสายตาเด็กไทย อันดับหนึ่งคือ “ทหาร” รองลงมาคือ “ตำรวจ” “นักกีฬา” “ศิลปิน/ดารา” และ “แพทย์” ตามลำดับ สำหรับเหตุผลที่เด็ก ๆ คิดว่าทหารและตำรวจเป็นอาชีพที่เท่นั้นเพราะเป็นอาชีพที่ได้ปกป้องคุ้มครองประเทศ ได้รับใช้ประชาชนและประเทศชาติ

เช่นเดียวกับอาชีพนักกีฬาที่เปิดโอกาสให้รับใช้ทีมชาติและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศจึงถูกมองว่าเป็นอาชีพที่เท่ในความคิดของเด็กไทย อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าถึงแม้ว่าครูจะเป็นอาชีพในฝันของเด็กอันดับต้น ๆ แต่กลับไม่ใช่อาชีพที่เท่สำหรับเด็กไทย

เมื่อถามถึงเงินเดือนที่เด็ก ๆ ต้องการ ส่วนใหญ่อยู่ที่  15,000-30,000 บาท  โดยเงินเดือนสูงสุดที่เด็กไทยอยากได้ คือ มากกว่า 100,000,000 บาท ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่าอาชีพในฝันที่เด็ก ๆ คิดว่าจะได้เงินเดือนสูงคือ อาชีพนักกีฬา เพราะหากเป็นนักกีฬาที่มีชื่อเสียงก็จะได้รับค่าตอบแทนที่สูงตามมาด้วย

โดยส่วนใหญ่จะนำเงินเดือนที่ได้ไปเลี้ยงดูครอบครัวและตนเอง ในขณะที่น้อง ๆ บางกลุ่มกลับคิดว่าหากได้ทำอาชีพที่ชอบแล้วจะได้รับเงินเดือนเท่าไรก็ได้ ขอแค่เพียงพอกับการดำรงชีวิตและเลี้ยงดูครอบครัว เพราะการได้ทำสิ่งที่ชอบนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางใจที่สุดแล้ว

สำหรับคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เด็ก ๆ อยากทำหากได้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นมีคำตอบที่หลากหลายมาก แต่สิ่งที่เด็ก ๆ ให้ความสำคัญมากที่สุดคือ การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า

รองลงมาคือการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ขาดโอกาสในกลุ่มต่าง ๆ เช่น คนยากจน คนพิการ คนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร และ ผู้ประสบภัยต่าง ๆ ในขณะที่ประเด็นเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดและการทุจริต คอรัปชัน ก็เป็นประเด็นที่เด็ก ๆ ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

ด้านไอดอลในดวงใจของเด็กไทยอันดับหนึ่งยังคงเป็น “คุณพ่อ-คุณแม่” เพราะเป็นผู้มีพระคุณที่ให้กำเนิด คอยสั่งสอนและเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก ทั้งยังแก้ปัญหาและเป็นกำลังใจให้กับน้อง ๆ อยู่เสมอ จึงเป็นฮีโร่ของน้อง ๆ ในทุก ๆ ด้าน อันดับสอง ได้แก่ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” โดยให้เหตุผลว่าพระองค์ทรงอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือประชาชน เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพสกนิกร ชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านในการจัดทำโครงการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทย

อันดับสามคือ ศิลปินจากแดนกิมจิวง “Got7” โดยให้เหตุผลว่าเป็นกลุ่มศิลปินที่มีความสามารถทั้งการร้องและการเต้น  และมีสมาชิกในวงที่เป็นคนไทย คือ แบมแบม กันต์พิมุก อีกด้วย ตามมาด้วยอันดับที่สี่ คือ พี่แป้ง “Zbing Z.” นักแคสเกมขวัญใจเด็ก ๆ โดยมองว่าพี่แป้งเป็นตัวอย่างที่ดี ให้ทั้งความสนุกสนานและความรู้

ส่วนไอดอลขวัญใจเด็ก ๆ อันดับที่ 5 ในปีนี้ คือ “ตูน บอดี้สแลม” ซึ่งเด็ก ๆ ไม่เพียงชื่นชอบในผลงานเพลงเท่านั้น แต่ยังชื่นชมถึงความเสียสละ อดทน และการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมในการวิ่งระดมทุนซื้ออุปกรณ์ให้กับโรงพยาบาลที่ขาดแคลน และเป็นแรงบันดาลใจในการออกกำลังกายของเด็ก ๆ อีกด้วย

เมื่อถามถึงวิชาเรียน พบว่า วิชาเรียนที่เด็ก ๆ ชื่นชอบมากที่สุดยังคงเป็น “วิชาคณิตศาสตร์” ได้คะแนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือวิชา“พลศึกษา” “ภาษาไทย” “ภาษาอังกฤษ” และ “วิทยาศาสตร์” ตามลำดับ        ส่วนวิชาที่น้อง ๆ อยากให้โรงเรียนสอนเพิ่มมากที่สุดคือ “ว่ายน้ำ” รองลงมาคือ “ภาษาจีน” “พลศึกษา” ที่เน้นกีฬาเฉพาะด้านมากขึ้น เช่น ฟุตบอล เทควันโด วอลเล่ย์บอล วิชาภาษาอังกฤษ และ วิชาอิสระที่ให้เด็ก ๆ ได้ทำกิจกรรมที่สนใจ เพราะเห็นว่าควรลดเวลาเรียนและเพิ่มเวลาเรียนรู้ในเรื่องอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น

สิ่งที่สนุกที่สุดในวันหยุดของเด็ก ๆ คือ “การเล่น” โดยคะแนนเฉลี่ยของการเล่นเกมนั้นมีคะแนนที่สูงมากถึง 19.71% เมื่อเปรียบเทียบกับการเล่นอื่น ๆ รวมกันคือ เล่นโทรศัพท์ เล่นกับเพื่อน และเล่นฟุตบอล ที่มีคะแนนรวมกันไม่ถึง 10% ส่วนกิจกรรมที่ชอบทำรองลงมาคือ การไปเที่ยว ดูทีวี ฟังเพลง และ อ่านหนังสือตามลำดับ

ในปีนี้ได้มีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูวีดีโอใน YouTube ของเด็กไทย พบว่าเด็ก ๆ มากกว่า 94% ดู YouTube โดยรายการที่ได้รับความนิยมมาเป็นอันดับแรก คือ รายการเพลง ทั้งเพลงไทยและเพลง K-pop รองลงมาคือ เกม การ์ตูน รายการบันเทิง และ รายการทำอาหาร นอกจากนั้นยังมีน้อง ๆ บางกลุ่มใช้เวลาในการดู YouTube เพื่อเป็นแหล่งในการหาความรู้ที่สนใจ เช่น น้องที่อยากเป็นเชฟจะสนใจดูรายการสอนทำอาหาร หรือ น้องที่อยากเป็นพยาบาลก็จะเลือกดูคลิปเกี่ยวกับการสอนการปฐมพยาบาล เป็นต้น

สำหรับประเทศที่น้อง ๆ อยากอยู่มากที่สุดในโลกรองจากประเทศไทย คือ ประเทศญี่ปุ่น ตามมาด้วยประเทศเกาหลีใต้ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และ จีน

“จากผลสำรวจอาชีพในฝันของเด็กไทยปี 2561 ถึงแม้ว่าอาชีพที่เด็ก ๆ ใฝ่ฝันอยากจะเป็นในปีนี้จะยังคงเป็นกลุ่มอาชีพที่มีความคล้ายคลึงกับปีที่ผ่านมา คือ ครู แพทย์ นักกีฬา แต่ในปีนี้เด็ก ๆ มีความสนใจที่เฉพาะทางในสาขาอาชีพต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น อยากเป็นครูสอนดนตรี ครูสอนคอมพิวเตอร์ หรือกรณีที่อยากเป็นแพทย์ ก็ระบุชัดเจนว่าสนใจที่จะเป็นแพทย์ด้านใด เช่น แพทย์ด้านสมอง แพทย์ทหาร หรือแม้กระทั่งแพทย์อาสาที่จะไปรักษาประชาชนในถิ่นทุรกันดาร อีกทั้งเด็กมีความสนใจที่จะทำอาชีพที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาชีพด้านการบริการสาธารณะ สะท้อนให้เห็นว่าเด็กไทยเริ่มเห็นความสำคัญของการช่วยเหลือผู้อื่น และทำประโยชน์ให้กับสังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ผลสำรวจนี้ยังสอดคล้องกับเทรนด์โลกในปัจจุบันที่คนรุ่นใหม่มีความตื่นตัวและหันมาให้ความสำคัญกับคุณค่าทางสังคมมากขึ้น”

ครูกศน.ตรังผลิต “น้ำพริกฝรั่ง” ขายออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308574

ครูกศน.ตรังผลิต “น้ำพริกฝรั่ง” ขายออนไลน์

กศน.ตรัง, แปรรูป, น้ำพริกฝรั่ง

ครูกศน.ตรัง ไอเดียเจ๋ง ทำน้ำพริกฝรั่ง หลังพบพื้นที่ประสบปัญหาฝรั่งราคาตก เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตผลทางการเกษตร ขายผ่านเฟซบุ๊ก 100 กระปุกต่อวัน

         อำเภอรัษฎา จังหวัดตรังเป็นพื้นที่ปลูกฝรั่งมากที่สุดของจังหวัดตรัง มาระยะหลังฝรั่งออกผลผลิตเป็นจำนวนมากทำให้ราคาขยับลงมาสร้างผลกระทบต่อเกษตรกรที่ปลูกฝรั่งโดยตรง

         จากสถานการณ์ดังกล่าว นางจันจิรา  เจริญฤทธิ์ ครู คศ.1  กศน.อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง กล่าวว่า ได้คิดค้นการนำผลฝรั่งมาแปรรูปเป็นน้ำพริกฝรั่ง เพื่อหวังเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และแก้ปัญหาด้านราคาผลฝรั่งตกต่ำ  โดยจะนำผลฝรั่งที่ผิวไม่สวย หรือไม่ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการมาทำน้ำพริก ส่งขายในร้านค้ามหาวิทยาลัย ร้านอาหาร ร้านขายของชำ ส่งขายในสามจังหวัดชายแดนใต้  และขายผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งได้รับความนิยม เป็นอย่างมาก ขายได้ประมาณ 100 กระปุกต่อวัน

ครูกศน.ตรังผลิต "น้ำพริกฝรั่ง" ขายออนไลน์

สำหรับส่วนผสมหลักของน้ำพริกฝรั่ง ประกอบด้วย เนื้อฝรั่งสด  พริกแห้ง หัวหอม กระเทียม กุ้งแห้ง กะปิ น้ำตาล น้ำมันพืช และเครื่องปรุงรส นำส่วนผสมปั่นจนละเอียด และตั้งไปเคี่ยวในกระทะด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณ 3 ชม. จนสุกได้ที่ ยกลงตั้งให้เย็นแล้วบรรจุใส่กระปุก รสชาติจะกลมกล่อม หอม หวานมัน และเผ็ดนิดหน่อยเหมาะอย่างยิ่งที่จะรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ และผักสดนานาชนิด

ครูกศน.ตรังผลิต "น้ำพริกฝรั่ง" ขายออนไลน์

ครูกศน.ตรังผลิต "น้ำพริกฝรั่ง" ขายออนไลน์

ทั้งนี้ น้ำพริกฝรั่งนั้นบรรจุในกระปุกขนาด 35 กรัม สามารถเก็บไว้ได้ 15 วัน จำหน่ายในราคา 25 บาท และขณะนี้ได้พัฒนาเป็นหลักสูตรท้องถิ่น สามารถนำไปสอนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกฝรั่ง เพื่อใช้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่าสินค้าต่อไป

นัดถกปฎิรูปอาชีวะ เพิ่มคุณภาพ ปรับฐานเงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308542

นัดถกปฎิรูปอาชีวะ เพิ่มคุณภาพ ปรับฐานเงินเดือน

อาชีวะศึกษา, ปฎิรูปอาชีวะ

รมช.ศึกษาธิการ นัด สกอ.- สอศ.-มหาวิทยาลัย ถกปฏิรูปอาชีวะ 10 ม.ค.วาง 3 แนวทางเบื้องต้นพัฒนาศักยภาพผู้เรียน มีทักษะชั้นสูง ปรับฐานเงินเดือนเหมาะสม

      จากนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี ที่ได้ย้ำให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เร่งดำเนินการปฏิรูปอาชีวศึกษาให้เป็นรูปธรรม ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ในการผลิตกำลังคนเพื่อพัฒนาประเทศ โดยให้เริ่มดำเนินการโดยเร็วนั้น ศ.นพ.อุดม  คชินทร  รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องเริ่มดำเนินการ มี 3 เรื่องสำคัญ คือ 1.ยกประสิทธิภาพ และคุณภาพของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ให้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถผลิตกำลังคนตอบโจทย์การพัฒนาประเทศให้ได้  โดยหน่วยงานที่จะเป็นต้นแบบได้ทันทีคือ วิทยาลัยแห่งชาติว่าด้วยเทคโนโลยีโคเซ็น ประเทศญี่ปุ่น เท่าที่ทราบมีบางวิทยาลัยของ สอศ.ที่มีศักยภาพจัดการศึกษาตามมาตรฐานหลักสูตรของโคเซ็นอยู่แล้ว ดังนั้น ต้องกระจายหลักสูตรและวิธีการเรียนการสอนแบบโคเซ็นให้มากขึ้น
2. การพัฒนาศักยภาพ ผู้เรียนอาชีวะให้มีความเชื่อมโยงกับระบบมหาวิทยาลัย สามารถเทียบโอนหน่วยกิตร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ต้องมีการปรับมาตรฐานหลักสูตรทั้งของสอศ. และของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)ให้เชื่อมโยงกัน อย่างจริงจัง  โดยต่อไปการเรียนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส. ) หรือเทียบเท่าระดับอนุปริญญาให้มาใช้มาตรฐานหลักสูตรเดียวกับมาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี เพื่อให้สามารถเรียนต่อเนื่องได้ทันที แต่ทั้งนี้ก็ไม่อยากให้ผู้ที่เรียนสายอาชีพมาใช้แนวทางในการเรียนต่อปริญญาตรีทั้งหมด เพราะจุดเด่นของอาชีวะ เป็นเรื่องของการเรียนสายปฏิบัติ เป็นการเรียนเพื่อเพิ่มสมรรถนะ ดังนั้นอยากให้ผู้เรียนทางด้านนี้ เติบโตทางสายอาชีพโดยตรง ให้พัฒนาสมรรถนะใช้ทักษะชั้นสูง โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย

แนวทางที่ 3 คือ ปรับฐานเงินเดือนให้ผู้ที่จบสายอาชีพ โดยจะหารือกับ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หากเป็นสายวิชาชีพที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ มีความเป็นไปได้ที่จะการันตีเงินเดือนได้สูงกว่าระดับปริญญาตรี  เพราะไม่ต้องการให้ผู้เรียนสายอาชีพ มาเรียนปริญญาตรีทั้งหมด ดังนั้น อยากให้คงความเข้มข้นในสายปฏิบัติไว้

 “ผมจะเชิญ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(มจพ.) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) มาหารือร่วมกับทางสอศ. และสกอ. เพื่อปฎิรูปอาชีวะศึกษา ในวันที่ 10 ม.ค.นี้ เพราะเชื่อว่า การปฏิรูปอาชีวะ สามารถทำได้แน่นอน โดยช่วงเริ่มต้นจะนำร่องกลุ่มสถานศึกษาที่มีศักยภาพ ให้มีการพิจารณาให้ทุนเด็กหัวกะทิ มาเรียนต่อในสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศก่อน”รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะมีการเสนอเริ่มการปฎิรูปอาชีวศึกษา โดยให้เริ่มตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) เรียนต่อจนถึงระดับปริญญาตรี หรือสูงขึ้นกว่านั้น ซึ่งหากสถานศึกษาในสังกัด สอศ.ใดทำได้ จะให้งบประมาณ เป็นเงินรายหัว แต่ต้องเป็นสาขาที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ เช่น รถไฟฟ้าระบบราง ช่างอากาศยาน หลักสูตรโรโบติกส์ หลักสูตรแมคคาทรอนิกส์ หลักสูตรการท่องเที่ยว และหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ เป็นต้น

ด้าน นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์  รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขณะนี้แนวทางการปฏิรูปอาชีวะมีความชัดเจนมากขึ้น วันนี้ได้หารือกับนายกฯ ได้ให้หลักการดำเนินการ คือ ต้องโฟกัสเริ่มต้นปฏิรูปในสาขาที่จำเป็นต่อความต้องการของประเทศก่อน  โดยให้ดูว่าจะปฏิรูปสาขาที่เป็นความจำเป็น เร่งด่วน 3-4 สาขา เช่น รถไฟฟ้าระบบราง ช่างอากาศยาน รวมถึงสาขาที่เกี่ยวข้องกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)  การพัฒนาประเทศในยุค 4.0 ส่วนอุดมศึกษาจะพัฒนาการเรียนการสอนในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องล้อตามกันไปด้วย  ขณะเดียวกัน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีศักยภาพ ขอให้มีการรวมตัวเป็นกลุ่มสถาบันร่วมกันทำเพื่อให้เกิดพลังต่อยอดเรื่องต่างๆ  เช่น  การเจรจาทำความร่วมมือกับต่างประเทศ และให้ขึ้นตรงกับรองเลขาธิการ กอศ.ที่ได้รับมอบหมาย

“สาขาที่เร่งใช้กำลังคนเร่งด่วน หรือการผลิตกำลังคนสาขาที่มีความเชี่ยวชาญระดับปริญญาโท จะให้มีช่องทางพิเศษ โดยจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคำนวณการใช้เงินในการผลิตต่อหัว เสนอมา ผมจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา  แต่ต้องกำหนดชัดเจน ว่าเป็นสาขาที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน   ส่วนสาขาอื่น ๆ ก็ผลิตไปตามระบบ เชื่อว่าทุกอย่างจะดำเนินไปด้วยดี”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

ก.ค.ศ.ให้สทศ.จัดสอบภาค ก ครูผู้ช่วยสอบสิงหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308559

ก.ค.ศ.ให้สทศ.จัดสอบภาค ก ครูผู้ช่วยสอบสิงหา

ก.ค.ศ., ครูผู้ช่วย, สทศ.จัดสอบ

มติบอร์ด ก.ค.ศ. มอบสทศ.จัดสอบภาค ก ครูผู้ช่วย ปี 61 และเห็นชอบเลื่อนการสอบจากเดือนมี.ค.ออกไปไม่เกินส.ค.นี้ เพื่อให้มีเวลาเตรียมดำเนินการ ย้ำไม่กระทบบรรจุ

             ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อวันที่ 8 มกราคม  นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์  รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาหน่วยงานที่จะมาทำหน้าที่จัดสอบครูผู้ช่วย ตามหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยใหม่

ภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไปและความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรมและอุดมการณ์ความเป็นครู มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา และความรู้อื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ และภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง โดยเห็นชอบให้มอบหมายสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เป็นผู้จัดสอบ ภาค ก  ซึ่งเป็นการดำเนินการ เช่นเดียวกับการสอบข้าราชการพลเรือน ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)

ทั้งนี้ สทศ. แจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการจัดสอบได้ทันการสอบครูผู้ช่วย ปี 2561 ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนมีนาคม  เพราะมีภาระที่จะต้องจัดสอบต่าง ๆ เช่นการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต  ดังนั้นเพื่อให้การจัดทำข้อสอบและการจัดสอบมีความ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จะต้องเลื่อนการสอบไปประมาณช่วงเดือนสิงหาคม 2561 แทน เพื่อบรรจุให้ทันในเดือนตุลาคม 2561

อย่างไรก็ตาม การบรรจุครูที่เดิมบรรจุเดือนพฤษภาคมนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แจ้งต่อที่ประชุมว่ายังไม่เร่งรีบ เพราะยังมีบัญชีเก่าซึ่งยังไม่หมดอายุสามารถเรียกบรรจุได้  ขณะเดียวกัน จะมีอัตราเกษียณที่มีตำแหน่งว่างมากๆ และจำเป็นจริง ๆ ในช่วงเดือนตุลาคม ดังนั้น จึงยังไม่จำเป็นต้องรีบสอบเดือนมีนาคม และเพื่อให้สทศ. มีเวลาในการจัดทำข้อสอบให้ได้มาตรฐาน จึงให้เลื่อนการสอบแบบใหม่ไปเป็นช่วงเดือนสิงหาคม อีกทั้ง การดำเนินการแบบนี้ จะเป็นประโยชน์กับโรงเรียนเอกชน ที่มีเวลาในการหาครูใหม่มาสอนได้ทัน โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้ศ.คลินิก นพ.อุดม  คชินทร รมช.ศึกษาธิการ ในฐานะกำกับดูแล สทศ. ไปหารือกับสำนักงานก.ค.ศ. เพื่อหาข้อสรุปในการจัดสอบร่วมกัน

สทศ.ย้ำศูนย์สอบโอเน็ตสีขาวเน้นโปร่งใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308533

สทศ.ย้ำศูนย์สอบโอเน็ตสีขาวเน้นโปร่งใส

ศูนย์สอบโอเน็ต, นำคะแนนโอเน็ตไปใช้, ทำความเข้าใจ, สทศ.

สทศ.เดินหน้าประชุมชี้แจงศูนย์สอบโอเน็ต เน้นต้องเป็นศูนย์สอบสีขาวคือมีโปร่งใส มีคุณภาพ และคุณธรรม ขอมรภ.ส่งเสริมให้ร.ร.ในพื้นที่นำคะแนนโอเน็ตไปใช้

     เมื่อเร็วๆนี้ สทศ.ได้จัดประชุมชี้แจงโครงการตัวแทน สทศ. ประจำสนามสอบของการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานหรือโอเน็ตชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 ปีการศึกษา 2560

รศ.ดร.สัมพันธ์  พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ได้มีการเน้นย้ำศูนย์สอบโอเน็ตทั้งหมดจะต้องเป็นศูนย์สอบสีขาวคือมีโปร่งใส มีคุณภาพ และคุณธรรม โดยขอความร่วมมือให้ศูนย์สอบ สนามสอบ และผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรฐานการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ รวมทั้งปฏิบัติตามระเบียบสถาบันทดสอบฯ ว่าด้วยแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการทดสอบ พ.ศ.2557 และปฏิบัติตามคู่มือการจัดสอบโอเน็ตอย่างเคร่งครัด

รวมถึงได้ ขอให้มหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)ขอให้มรภ.ที่เข้าร่วมดำเนินโครงการจัดสอบโอเน็ต ช่วยขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการนำคะแนนโอเน็ตไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในพื้นที่ความรับผิดชอบ และส่งตัวแทนไปร่วมเป็นตัวแทนในการกำกับการสอบโอเน็ต และขอให้มทร.ดำเนินการแต่งตั้งตัวแทน สทศ. ให้ครบทุกสนามสอบ และให้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ และการบริหารการจัดสอบโอเน็ตตามแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนด เพื่อให้การทดสอบไปด้วยความเรียบร้อย

     ด้าน   นายพัฒนา ธนากร หัวหน้ากลุ่มงานบริหารการทดสอบ สทศ. กล่าวว่า การดำเนินโครงการจัดหาตัวแทน สทศ.ประจำสนามสอบโอเน็ต คือ ขอให้มรภ.ทั้ง 38 แห่ง ที่มีคณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์ จัดหานักศึกษา หรือนิสิตชั้นปีที่ 3 หรือ 4 ไปเป็นตัวแทน สทศ. ประจำสนามสอบ เพื่อกำกับการบริหารการจัดสอบในสนามสอบให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมถึงได้ชี้แจงแนวปฏิบัติที่ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการต้องดำเนินการ เพื่อให้เป็นแนวปฏิบัติเดียวกันทั่วประเทศอย่างไรก็ตามการเปิดให้มรภ.เข้ามาร่วมดูแลการจัดสอบ เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันของสถาบันการศึกษาในพื้นที่ต่างมากขึ้น