จุฬาฯ มหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับ 2 ของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308528

จุฬาฯ มหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับ 2 ของไทย

ติดอันดับโลก, การจัดการขยะ, การขนส่ง, จุฬาฯ, มหาวิทยาลัยสีเขียว

UI GreenMetric Ranking of World Universities 2017 เผยจุฬาฯ มหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับ 2 ของไทย อันดับ 90 ของโลก อันดับ 1 ของไทยด้านขนส่ง-การจัดการขยะ

         UI GreenMetric Ranking of World Universities 2017  ได้มีการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลก โดยปีนี้มีมหาวิทยาลัยต่างๆเข้าร่วมการจัดอันดับทั้งสิ้น 619 สถาบัน จาก 76 ประเทศซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าทุกปี  รศ.ดร.บุญไชย สถิตมั่นในธรรม รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า  การจัดอันดับมหาวิทยาลัยสีเขียวปีนี้ จุฬาฯได้คะแนนรวมทั้งสิ้น 5,754 คะแนน โดยใช้เกณฑ์การพิจารณา 6 กลุ่ม  และสัดส่วนคะแนนแต่ละกลุ่มเช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมา สิ่งที่แตกต่างจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยสีเขียวปีที่แล้วคือ ปีนี้คะแนนที่มหาวิทยาลัยได้นั้นยากขึ้นเนื่องจากมีการให้คะแนนที่ลงรายละเอียดในเชิงปริมาณมากขึ้นในทุกกลุ่ม  เช่น ในด้านพลังงานทดแทน ต้องให้ข้อมูลว่าพลังงาน solar cell สามารถผลิตไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของพลังงานที่ใช้ไป

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของคะแนนที่จุฬาฯได้รับในปีนี้ดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว โดยจุฬาฯได้คะแนนสูงขึ้นในเกณฑ์การพิจารณา 4 กลุ่ม ได้แก่  Energy and Climate Change, Waste, Water และ Transportation  โดยในด้าน Transportation (การขนส่ง) จุฬาฯ ได้คะแนนอันดับ 1 ของมหาวิทยาลัยไทย อันดับที่ 25  ของโลก  เนื่องจากจุฬาฯมีระบบการขนส่งสาธารณะในมหาวิทยาลัย ทั้งจักรยาน CU Bike และรถ Shuttle Bus ที่ใช้พลังงานไฟฟ้ารองรับการใช้บริการของนิสิต คณาจารย์และบุคลากรจำนวนมาก  ส่วนในด้าน Waste (การจัดการขยะ) จุฬาฯ ได้คะแนนอันดับ 1 ของประเทศไทย อันดับ 121 ของโลก ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการ Chula Zero Waste ซึ่งมีการจัดกิจกรรมต่างๆอย่างต่อเนื่อง  อาทิ การรณรงค์ในเรื่องการลดใช้ถุงพลาสติก ช่วยทำให้ขยะลดลง เป็นต้น
รศ.ดร.บุญไชย กล่าวเพิ่มเติมว่า จุฬาฯ ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้คะแนนในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยสีเขียวมากไปกว่านี้เนื่องจากในหลายตัวชี้วัด จุฬาฯไม่สามารถแข่งขันกับมหาวิทยาลัยอื่นๆได้ เช่น ด้าน Setting and Infrastructure (ที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐาน)  จุฬาฯเป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ทำให้มีข้อจำกัดในเรื่องการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การจะได้คะแนนในส่วนนี้มากขึ้นอีกหนึ่งขั้น เท่ากับว่าจุฬาฯจะต้องเพิ่มพื้นที่สีเขียวอีก 1 % ซึ่งเป็นไปไม่ได้

มหาวิทยาลัยยังคงมุ่งมั่นพัฒนาในด้านอื่นๆ  ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ การบริหารจัดการพลังงาน ส่วนในด้าน  Education  ซึ่งรวมถึงการเรียนการสอนและการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น  จุฬาฯ มีรายวิชาและโครงการวิจัยต่างๆ  ที่สอดแทรกในเรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ชื่อรายวิชาหรือชื่อโครงการวิจัยไม่ได้บ่งบอกว่าเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในอนาคตน่าจะมีกระบวนการการรวบรวมข้อมูลเหล่านี้จากอาจารย์ผู้สอนหรือผู้ทำวิจัยเป็นผู้ให้ข้อมูล  ซึ่งจะทำให้คะแนนของจุฬาฯในส่วนนี้เพิ่มขึ้น
     “ตามผังแม่บทจุฬาฯ 100 ปี ได้มีการดำเนินการในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยสีเขียว  และการเป็นมหาวิทยาลัยที่ยั่งยืนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการจัดการพื้นที่สีเขียว การจัดหาพลังงานทดแทน การจัดการพลังงาน  การจัดการขยะ การจัดการน้ำ การขนส่ง  ฯลฯ  เป็นการตอบสนองพันธกิจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ไม่ได้ทำเพื่อมุ่งไปที่ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยสีเขียวเป็นสำคัญ” รศ.ดร.บุญไชย กล่าว

เรียน DATA SCIENTIST ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308427

เรียน DATA SCIENTIST ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

อาชีพร่วง2561, อาชีพเด่น2561, เรียน Data scientist, ดร.ไพศาล การถาง

เด็กไทยยุค 4.0 ต้องเรียนอะไรจึงจะทันกับโลกที่เปลี่ยนไป และ10 อาชีพเด่นของปี 2561 มีอะไรที่ทำแล้วรุ่ง มีเงินเป็นกอบเป็นกำ หาคำตอบได้ที่นี่..

      ในโลกอนาคตมีข้อมูลข่าวสารมากมายจำเป็นต้องมีบุคลากรมาวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ในการทำธุรกิจต่างๆ อย่างเช่นที่  “Alibaba” (อาลีบาบา) หรือกลุ่มบริษัทอาลีบาบา เป็นกลุ่มบริษัทที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศจีนก่อตั้งโดยแจ็ก หม่าเป็นเว็บอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ ที่ได้ก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งทำสถิติการขายหุ้นให้กับนักลงทุนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ด้วยมูลค่าสูงสุดในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ด้วยมูลค่ามากกว่า 25,000 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 800,000 ล้านบาท

เรียน Data Scientist ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

      กลุ่มบริษัทอาลีบาบา ก่อตั้ง เมื่อปี 2542 จากเริ่มแรกผู้ก่อตั้งบริษัท คือแจ็ก หม่า ที่เชื่อว่าการใช้อินเทอร์เน็ตร่วมกัน โดยที่เล่นแล้วเป็นการช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กที่จะยกระดับนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะเติบโตและแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจในประเทศและทั่วโลก นับตั้งแต่เปิดตัวเว็บไซต์ครั้งแรก ก็ช่วยให้ผู้ส่งออกจีนขนาดเล็ก ผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่จะขายในต่างประเทศได้เติบโตขึ้น ทำให้อาลีบาบา กลายเป็นผู้นำระดับโลกในการค้าออนไลน์และโทรศัพท์มือถือไปแล้ว

     หรือธนาคารไทยพาณิชย์เปิดรับสมัครงานตำแหน่ง Data Scientist ที่ต้องการคือต้องจบโทหรือเอกสาขา Math, Statistics, Physics, Computer Engineering ต้องมีทักษะสามด้านคือ Data Analysis, Programming และ Machine Learning นอกจากนี้ต้องการคนที่จัดการ data ขนาดใหญ่ได้และต้องมีความรู้ในเรื่อง SQL และAnalytics Tools ได้แก่ R, Python, SAS, SPSS, Matlab ที่น่าสนใจคือไทยพาณิชย์สนใจคนที่มีประสบการณ์ทำงานอยู่สายโทรคมนาคม

เรียน Data Scientist ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

      รวมทั้ง Dtacที่ เปิดรับ Data Scientist ต้องการคน ปริญญาเอกสาขา Applied Machine Learning หรือ Statistics ต้องมีความรู้ด้าน Machine Learning, Time-series analysis, สามารถใช้ advanced algorithm เช่น Deep Learning ใช้ programming language ที่ใช้กับ analytics เช่น Python, R, SAS, SPSS สามารถจัดการ data ขนาดใหญ่ได้ และควรมีประสบการณ์ตรงในการใช้งาน Big Data platforms เช่น Hadoop, Spark, Kafka

      สอดคล้องกับผลการสำรวจศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 10 อาชีพเด่นปี 2561 ว่าอาชีพเด่นอันดับ 1 ของไทยในปีหน้า คือ แพทย์ โดยเฉพาะกลุ่มแพทย์ผิวหนังและศัลยกรรม เพราะคนเริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ และต้องการเป็นคนสวยหล่อกันมากขึ้น

เรียน Data Scientist ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

     สำหรับกลุ่มอาชีพอันดับ 2 ได้แก่ โปรแกรมเมอร์ วิศวกรซอฟต์แวร์และนักพัฒนา นักวิเคราะห์ข้อมูล (ไอโอที การใช้บิ๊กดาด้า) อันดับ 3 นักการตลาดออนไลน์ รวมทั้งรีวิวเวอร์ เน็ตไอดอล อันดับ 4 นักการเงิน และนักออกแบบวิเคราะห์ระบบด้านไอที อันดับ 5 กราฟิกดีไซน์ และนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหาร อันดับ 6 นักวิทยาศาสตร์ด้านความงาม (คิดค้นเครื่องสำอาง) และอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว อันดับ 7 ผู้ประกอบการธุรกิจ (สตาร์ทอัป ผู้ประกอบการ อี-คอมเมิร์ซ) อันดับ 8 อาชีพในวงการบันเทิง (ดารา นักแสดง นักร้อง) และสถาปนิก มัณฑนากร อันดับ 9 ครูสอนพิเศษ ติวเตอร์ และอาชีพเกี่ยวกับโลจิสติกส์และการขนส่ง และอันดับ 10 นักบัญชี

      ดังนั้นเด็กไทยยุค 4.0 พวกเขาต้องเรียนอะไรถึงจะก้าวทันกับโลกที่เปลี่ยนไป ดร.ไพศาล การถาง คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.)  อธิบายว่า ในโลกอนาคตข้อมูลข่าวสารมีมากมาย จำเป็นที่มนุษย์ต้องเรียนรู้และหาเครื่องมือมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เด็กไทยยุค4.0 ที่โตมากับโลกดิจิตอลอยู่แล้วพวกเขาสามารถเข้าถึงและเรียนรู้ได้ง่าย ดังนั้นอาชีพที่เด็กไทยยุคหน้าที่จะสามารถทำรายได้ให้อย่างมหาศาลขึ้นต่ำเดือนละเป็นแสนบาทน่าจะเป็นสายงานที่เรียกว่า Data Scientist เกิดขึ้นมาจากความต้องการของธุรกิจและองค์กรต่างๆที่ต้องการบุคคลากรที่มีทักษะผสมผสานทั้งด้าน สถิติ computer science math และ machine learning

เรียน Data Scientist ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

ดร.ไพศาล การถาง

     ว่ากันว่า Daniel Levine หาคำตอบนี้ใน LinkedIn ซึ่งมี profile ของคนทำงานมากกว่า 230 ล้านคน พบว่าคนที่ใช้ตำแหน่งตัวเองว่าเป็น data scientist ทั่วโลกมีทั้งหมด 11,400 คน และ Data Scientist 79% จบปริญญาโทขึ้นไป (38% จบเอก)- คนส่วนใหญ่จบสาขา Computer Science, Statistics, Mathematics, Physics- ทักษะที่มีคือ Data Analysis, R, Python, Data Mining, Machine Learning และถ้า search ใน LinkedIn คนที่ใช้ตำแหน่งตัวเองว่า data scientist แต่อยู่อาศัยในเมืองไทยมี Data Scientists อยู่ทั้งหมด 62 คน

     ประเทศไทย มีสถาบันการศึกษาไทยที่ไหนเปิดสอนบ้าง ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยในประเทศหลายแห่งที่มีการเปิดสอนปริญญาโทในสาขา Analytics/Data Science/Big Data ซึ่งโปรแกรมปริญญาโทเหล่านี้ถือเป็นช่องทางหนึ่งในการเปิดประตูให้ผู้สนใจก้าวเข้าสู่วงการ Data Science ได้

เรียน Data Scientist ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

     1. ปริญญาโทสาขา Data Science คณะสถิติประยุกต์ นิด้า โดยวิชาบังคับที่ผู้เรียนต้องเรียนทั้งสี่ตัวได้แก่ Data-warehousing/Data Mining, Big Data, Business Intelligence, Big Data Analytics เป็นทักษะหลักที่ Data Scientists ต้องใช้ทำงานจริงในภาคธุรกิจ

     2. ปริญญาโทสาขา Statistics คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี จุฬา ผู้ที่เรียนจบจะมีพื้นความรู้ทางสถิติและการวิเคราะห์ นำไปต่อยอดทำงานสร้างโมเดล Machine Learning และ Advanced Analytics ทุกตัวได้เอง

     3. ปริญญาโทสาขา Business Analytics and Intelligence คณะสถิติประยุกต์ นิด้า เน้นการประยุกต์ใช้การวิเคราะห์เชิงสถิติกับงานทางธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ มีการเรียน Domain Expert หรือความรู้เฉพาะทางที่ใช้กับธุรกิจด้านต่างๆที่ใช้ Data Science ไม่ว่าจะเป็น การเงิน การตลาด อุตสาหกรรมการผลิต เป็นต้น

เรียน Data Scientist ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

    4. ปริญญาโทสาขา Computer Science and Information Technology ภาควิชาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ จุฬา เน้น Computer Science เหมาะกับคนที่ต้องการเดินในสายงาน advance data science เน้นทำพวก Machine Learning, Artificial Intelligence, Big Data, Internet of Thing (IoT) ได้ทักษะพื้นฐานที่จำเป็นที่จะนำไปพัฒนาต่อยอดได้เอง

     5. ปริญญาโทสาขา Big Data Engineering คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็น multi-discipline ระหว่าง Statistical Analysis, Big Data และ Computer Science ผู้เรียนสามารถเลือกหลักสูตรให้ไปได้ทั้งทาง Data Engineer และ Data Scientist แล้วแต่ความสนใจ ผู้ที่จบหลักสูตรนี้ต้องถือว่าจะมีพื้นทาง Big Data ที่ดี

เรียน Data Scientist ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

     ดร.ไพศาล อธิบายว่าการทำงานของ Data Scientists มักจะมีลักษณะเป็น predictive (ทำนายสิ่งที่จะเกิดล่วงหน้า) หรือ optimization (หาทางเลือกที่ดีที่สุด) ดังนั้น data scientist จึงต้องมีความรู้เรื่อง Machine Learning, Big Data และ การทำ Automating data-driven model ซึ่งเทคนิคสามอย่างนี้จะช่วยในการ deploy ใช้งานโมเดลที่สร้างขึ้นในเชิงพาณิชย์แบบอัตโนมัติและเรียวไทม์

     ดังนั้นเด็กไทยยุคไทยแลนด์ 4.0 ผู้ที่สนใจในงาน Data Science คงมีคำตอบให้ตัวเองแล้วว่าจะเรียนสาขาอะไรที่สร้างรายได้เป็นแสน เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงานและก้าวสู่วงการ Data Scientist ได้อย่างมั่นใจซึ่งในปี 2562 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.พระนคร เป็นอีกสถาบันหนึ่งที่จะเปิดสอน Data Scientists

หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ

qualitylife4444@gmail.com 

——————————

10 อาชีพร่วงปี 2561

——————————

      นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจ 10 อาชีพที่ไม่โดดเด่นในปี 2561 ได้แก่ อันดับ 1 อาชีพช่างตัดไม้ ช่างไม้ไร้ฝีมือ อันดับ 2 พ่อค้าคนกลาง อันดับ 3 อาชีพย้อมผ้า อันดับ 4 บรรณารักษ์ และไปรษณีย์ด้านการส่งจดหมาย อันดับ 5 พนักงานขายสินค้าหน้าร้าน อันดับ 6 การตัดเย็บเสื้อผ้าโหล อันดับ 7 การทำรองเท้า ช่างซ่อมรองเท้า อันดับ 8 เกษตรกรและครู อาจารย์ อันดับ 9 แม่บ้านทำความสะอาด และอันดับ 10 นักหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และผู้สื่อข่าวภาคสนาม

      ทั้งนี้อาชีพนักหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และผู้สื่อข่าวภาคสนาม เป็นอาชีพที่มาติดท็อปเทนที่เสี่ยงตกงานเป็นปีแรก เนื่องจากปัจจุบันคนหันไปบริโภคข่าวจากโซเชียลมีเดีย ยูทูป สื่อออนไลน์ กันมากขึ้น และคนทั่วไปก็สามารถทำตัวเป็นนักข่าวได้ โดยรายงานข่าวผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ซึ่งสวนทางกับเด็กจบใหม่จากคณะนิเทศศาสตร์ที่ยังคงมีเพิ่มขึ้น และเสี่ยงที่จะหางานได้ยาก

      ส่วนอีกอาชีพที่ไม่โดดเด่น ก็คือ อาชีพครูและอาจารย์ เพราะแนวโน้มจำนวนนักเรียนจะน้อยลงจากปริมาณเด็กเกิดใหม่มีไม่มาก และคนทั่วไปมีช่องทางการเรียนรู้ผ่านโซเชียลมีเดีย ขณะที่อาชีพพนักงานขายหน้าร้าน จะได้รับผลกระทบจากธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ ทำให้เจ้าของร้านค้าหันไปขายสินค้าทางระบบออนไลน์กันมากขึ้น และผู้ประกอบการหลายรายต้องลดคนขายหน้าร้านลง

ชุนชนบางคนที ร่วมดูแลสายน้ำ-ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308434

ชุนชนบางคนที ร่วมดูแลสายน้ำ-ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ศูนย์เรียนรู้คลอง, ระบบนิเวศ, คลองดำเนินสะดวก, สมุทรสงคราม, ชุมชนบางคนที, แม่กลอง, ลำน้ำ

ตำบลบางคนทีและตำบลบางนกแขวก ตั้งอยู่อำเภอบางคนที เป็นพื้นที่ราบลุ่มติดแม่น้ำแม่กลองจึงมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ แต่ปัจจุบันชุมชนเริ่มประสบปัญหาขยะ ลำคลองตื้นเขิน

        ปัจจุบันการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หรือ Ecotourism กำลังเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่เน้นการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชนในท้องถิ่น อีกทั้งยังเป็นการท่องเที่ยวที่นานาประเทศให้ความสำคัญ เพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศและนานาชาติ ตามหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Environmentally Sustainable Development)

แต่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศจะต้องเป็นการท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบในแหล่งท่องเที่ยวเริ่มตั้งแต่ชุมชนต้องมีการจัดการรักษาสิ่งแวดล้อม มีการให้ความรู้แก่ผู้เกี่ยวข้องและทุกฝ่ายต้องมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อระบบนิเวศอย่างยั่งยืน รวมถึงนักท่องเที่ยว  ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้เข้ามายังชุมชน ปัจจุบันหลายพื้นที่ทยอยเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพิ่มมากขึ้น สะท้อนให้เห็นความนิยมของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้น

ชุนชนบางคนที ร่วมดูแลสายน้ำ-ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

จึงเป็นที่มาของ 2 ชุมชน ในตำบลบางคนทีและตำบลบางนกแขวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมกันจัดทำโครงการวิจัยชุมชนกับการจัดระบบนิเวศเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์คลองดำเนินสะดวก พื้นที่โซน 6 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มีเป้าหมายเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รู้ศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติ การเตรียมชุมชนให้พร้อม และพัฒนาระบบการจัดการท่องเที่ยวที่สามารถรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างการมีส่วนร่วมให้กับชุมชน รวมทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเสีย ขยะ และดูแลรักษาคลองดำเนินสะดวกได้

ตำบลบางคนทีและตำบลบางนกแขวก ตั้งอยู่อำเภอบางคนที เป็นพื้นที่ราบลุ่มติดแม่น้ำแม่กลองจึงมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ และยังเป็นเส้นทางน้ำเชื่อมระหว่างแม่น้ำแม่กลองกับคลองดำเนินสะดวก ซึ่งไหลผ่านกลางชุมชนใน 2 ตำบล ด้วยเป็นพื้นที่ดินชุ่มน้ำดี วิถีชีวิตของชุมชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีการปลูกพืชสวนผสม เช่น มะพร้าว ลิ้นจี่ กล้วยน้ำหว้า ส้มโอฯลฯ แต่ปัจจุบันชุมชนเริ่มประสบปัญหาขยะและลำคลองตื้นเขิน เพราะขาดการใส่ใจดูแลรักษา หลังจากความเจริญเข้ามาสู่พื้นที่ ผู้คนหันไปใช้ถนนในการสัญจรหลักแทนการสัญจรทางน้ำเหมือนในอดีต

ชุนชนบางคนที ร่วมดูแลสายน้ำ-ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

นายพนม นาคคีรี  สารวัตรกำนัน ม. 2 ต.บางคนที อ.บางคนที  ในฐานะนักวิจัยชาวบ้าน กล่าวว่า เมื่อความเจริญเข้ามาในพื้นที่ทำให้วิถีชุมชนหายไป จากที่เคยทำสวนทำไร่ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าสืบทอดกันมาถึงรุ่นลูกหลานก็เริ่มขายที่ให้กับนายทุน   ข้างนอกเข้ามาทำธุรกิจปลูกสิ่งก่อสร้างโรงแรม บ้านพัก รีสอร์ท มากขึ้น รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้สภาพพื้นที่ในชุมชนเปลี่ยนแปลง มีการถมคลองเพื่อทำถนน ทำให้การสัญจรและการไหลของน้ำเกิดการเบี่ยงเบน ขณะที่คลองซอยที่กระจายอยู่ในชุมชนไว้รองรับน้ำเพื่อใช้เป็นพื้นที่แก้มลิงของชุมชนก็ลดน้อยตามไป เหตุเพราะขาดจิตสำนึก คิดถึงแต่ความสะดวกสบาย แต่ไม่ใส่ใจดูแลแม่น้ำลำคลอง ทิ้งขยะไม่เป็นที่ เกิดการสะสมขยะมูลฝอย รวมทั้งผักตบชวาและวัชพืชก็ไม่มีการเก็บปล่อยให้ขึ้นรกปกคลุมไปทั่วจนเรือไม่สามารถผ่านได้ จึงได้เข้าร่วมโครงการฯเพื่อต้องการกระตุ้นและสร้างจิตสำนึกให้ชุมชนหันกลับมาใส่ใจดูแลรักษาความสะอาดของแม่น้ำลำคลอง

ชุนชนบางคนที ร่วมดูแลสายน้ำ-ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

นายพนม นาคคีรี

ถ้าวันข้างหน้าเราไม่มีน้ำแล้วจะทำอย่างไร!! อยากให้ชุมชนหันกลับมามองคุณค่าของน้ำ ตอนนี้คนหันไปเห็นคุณค่าของถนนเพราะสะดวกสบาย จนละทิ้งแม่น้ำลำคลองแม้แต่คลองซอยหรือคลองสาขาจากที่เคยเป็นแก้มลิงเมื่อถูกถมทำถนน พอหน้าน้ำก็ไม่มีทางระบาย พอหน้าแล้งก็ไม่มีน้ำใช้ ดังพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่ 9 ความตอนหนึ่งว่า‘น้ำคือชีวิต’ ถ้าวันใดที่ไม่มีน้ำ เราอยู่ไม่ได้ เพราะน้ำเปรียบเสมือนเส้นเลือดในร่างกาย การทิ้งขยะลงในแม่น้ำก็เหมือนกับทิ้งใส่ตัวเองและการถมคลองทำถนนก็เหมือนเส้นเลือดที่อุดตัน ย่อมก่อให้เกิดโรคภัยตามมา เช่นเดียวกันหากปล่อยให้แม่น้ำลำคลองสกปรก เน่าเสีย เราก็จะไม่มีน้ำสะอาดไว้ดื่มไว้ใช้  แต่ถ้าแม่น้ำใสสะอาดก็เหมือนร่างกายที่สมบูรณ์ไม่มีโรคภัย… ดังนั้น ถ้าคิดว่าเรารักชีวิตของเราแค่ไหน ก็สมควรที่จะรักแม่น้ำลำคลองมากเท่านั้น 

นายพนม กล่าวว่า การลงพื้นที่ทำวิจัยเกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลระยะทางของคลองในแต่ละชุมชนนั้น เพื่อสำรวจเส้นทางไหลของน้ำ และสาเหตุของปัญหาขยะในชุมชน  โดยเป็นการทำงานร่วมกันของ 2 ตำบลคือบางคนทีและบางนกแขวก ผลการลงพื้นที่จัดเก็บรวบรวมข้อมูลความยาวของลำคลองและสำรวจสภาพลำคลองต่างๆในชุมชน ได้นำมาสู่การจัดทำแผนที่ทำมือซึ่งเป็นเส้นทางน้ำของชุมชนเป็นครั้งแรก ที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ทันที เช่น ปัญหาคลองเกิดการตื่นเขิน รกร้าง ขาดการฟื้นฟู เราก็สามารถนำข้อมูลปัญหาและจุดที่พบเสนอไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและเร็วขึ้น เพราะมีข้อมูลยืนยันชัดเจน นอกจากนี้ยังรณรงค์ปลูกจิตสำนึกให้ชุมชนและเยาวชนหันมาช่วยกันจัดเก็บขยะร่วมกันอนุรักษ์และรักษาความสะอาดคูคลองเหมือนในอดีต จากการดำเนินการรณรงค์ทำให้ปัจจุบันสถานการณ์ในชุมชนเริ่มคลีคลายดีขึ้น ชุมชนเกิดความกระตือรือร้นในการดูแลความสะอาดมากขึ้นหันมาทิ้งขยะลงถังแทนการทิ้งขยะลงลำคลอง

ชุนชนบางคนที ร่วมดูแลสายน้ำ-ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

แผนที่ทำมือตำบลบางคนที

“ การทำงานวิจัยโครงการที่เกี่ยวกับการดูแลแม่น้ำลำคลอง ทำให้รู้ระยะทางรู้สภาพพื้นที่ เมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้น ก็สามารถนำข้อมูลมาใช้ยืนยันเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถเข้ามาดำเนินการได้ทันที ดังนั้นถ้าชุมชนทุกตำบลทำวิจัยจะทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลของทุกชุมชนมาเชื่อมต่อกันได้หมดทุกตำบลและร้อยไปถึงอำเภอได้จะยิ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนมากยิ่งขึ้น”

สำหรับงานวิจัยนี้ มุ่งให้ความสำคัญกับการจัดการข้อมูลและแหล่งเรียนรู้เพื่อสร้างพื้นฐานให้กับคนในชุมชนได้      ตระหนักในแนวทางร่วมกัน นอกจากการอนุรักษ์แม่น้ำลำคลอง ชุมชนยังร่วมกันสืบค้นหาประวัติศาสตร์ชุมชน และพัฒนาเด็กเยาวชนให้เป็นนักวิจัยน้อย เพื่อดำเนินโครงการวิจัยเพื่อสิ่งแวดล้อมคลอง และพัฒนานักมัคคุเทศก์น้อยเพื่อส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต่อไป โดยมีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ ได้แก่ โรงเรียนดรุณานุเคราะห์ , โรงเรียนวัดเจริญสุขาราม (วัฒนานุวรรตน์) และโรงเรียนเมธีชุณหะวัณวิทยาลัย

ชุนชนบางคนที ร่วมดูแลสายน้ำ-ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

แผนที่ทำมือตำบลบางนกแขวก

งานวิจัยนี้เป็นกระบวนการวิจัยที่สร้างการเรียนรู้ให้กับคนในชุมชนโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนเพื่อสร้างจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมระบบนิเวศ มีกระบวนการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายชุมชน วัด โรงเรียน และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อปลูกฝังความรักความสามัคคีของคนในชุมชน นำไปสู่การทำงานและการวางแผนงานร่วมกัน โดยมีการจัดทำระบบฐานข้อมูล การพัฒนาแผนการจัดการคลองของ 2 ตำบล การสร้างเครือข่ายเชิงพื้นที่  มีการเก็บข้อมูลจากเวทีประชุมเชิงวิจัย ทั้งการประชุมระดับตำบลและระดับภาคีเครือข่าย นำข้อมูลที่เก็บได้มาวิเคราะห์ร่วมกันอย่างเป็นระบบ

สำหรับผลที่เกิดขึ้นจากการวิจัย ทำให้ชุมชนเกิดชุดข้อมูลการจัดการระบบนิเวศน์ฯ โดยเฉพาะการจัดทำแผนที่ทำมือ ซึ่งจากชุดข้อมูลนี้ทำให้คนในชุมชนเกิดจิตสำนึกและห่วงแหท้องถิ่นของคนเองมากขึ้นเกิดการห่วงใยสิ่งแวดล้อมและรักสายน้ำตั้งแต่แม่น้ำถึงร่องสวน และเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการระบบนิเวศน์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และนำมาสู่การออกแบบวางแผนเพื่อการจัดการระบบนิเวศน์คลองและพัฒนาสาการท่องเที่ยวฯ ที่สามารถสร้างศักยภาพการจัดการโดยชุมชนที่สอดคล้องกับวิถีของชุมชน , เกิดรูปแบบการท่องเที่ยวที่สอดคล้องต่อระบบนิเวศน์และประวัติศาสตร์ มีการวางแผนเตรียมความพร้อมด้านต่างๆในชุมชนเพื่อเตรียมรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตและเกิดศูนย์การเรียนรู้การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยมีการจัดตั้ง‘ศูนย์เรียนรู้คลอง’ ขึ้นที่โรงเรียนเมธีชุนหะวัณวิทยาลัย เพื่อเป็นที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของคลองดำเนินโซน 6

ชุนชนบางคนที ร่วมดูแลสายน้ำ-ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ทั้งนี้การขับเคลื่อนงานวิจัยตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ได้กระตุ้นให้ชุมชนเกิดจิตสำนึกรักและห่วงแหนท้องถิ่นของคนในพื้นที่สองตำบลมากขึ้น และยังได้กระตุ้นให้ผู้นำท้องถิ่นเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้น อาทิ โครงการลงแขกลงคลองที่ชุมชนจัดขึ้นประจำทุกเดือนสลับไปตามลำคลองต่างๆเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศน์ในแม่น้ำลำคลอง

อย่างไรก็ตาม แม้การดำเนินในโครงการฯ เพื่อศึกษาหาแนวทางในการจัดการด้านการท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์ในพื้นที่ฯ อย่างเป็นระบบ เพื่อเตรียมความพร้อมรับนักท่องเที่ยว แต่เป้าหมายที่แท้จริงของชุมชนไม่ได้มุ่งเน้นผลประโยชน์หรือรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ต้องการปลูกจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาเห็นคุณค่าของแม่น้ำลำคลองว่าน้ำนั้นมีประโยชน์ต่อชีวิตคนเรามากมาย ที่จะต้องร่วมกันดูแลรักษาไว้คงอยู่ให้คนรุ่นต่อๆไปได้มีน้ำสะอาดใช้ คนไม่สามารถขาดน้ำได้ เพราะ“น้ำ” คือชีวิต

มข.ยกทีมนศ.ฝึกภาคสนามบริการปชช.เวียงเก่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308411

มข.ยกทีมนศ.ฝึกภาคสนามบริการปชช.เวียงเก่า

นักศึกษา มข., โครงการฝึกภาคสนาม, อำเภอเวียงเก่า, โครงการดูแลสุขภาพ

มข.จัดโครงการฝึกภาคสนาม นำทีมนักศึกษาคณะแพทย์ ทันตะ สัตวแพทย์ พยาบาล และที่เรียนรายวิชาวิถีชีวิตชุมชนฯ 540 ชีวิตลงพื้นที่อ.เวียงเก่า บริการสุขภาพดูแลคุณภาพชีวิต

      มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จัดโครงการฝึกภาคสนามร่วมมหาวิทยาลัยขอนแก่น ครั้งที่ 35 ประจำปีการศึกษา 2560 เพื่อให้นักศึกษาได้รู้จักการทำงานร่วมกันผ่านการเรียนรู้ชุมชนโดยประชาชนมีส่วนร่วม ศึกษาวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชน และ ให้นักศึกษามีความรู้ด้านการวางแผน การแก้ไขปัญหาร่วมกับชุมชนผ่านการปฏิบัติจริง ณ อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ 21 ถึง 28 ธันวาคม 2560 ในการนี้ รศ.เพียรศักดิ์  ภักดี  รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ พร้อมผู้บริหารมหาวิทยาลัย ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียน คณาจารย์ และ นักศึกษาร่วมโครงการกว่า 540 คน

มข.ยกทีมนศ.ฝึกภาคสนามบริการปชช.เวียงเก่า

รศ.เพียรศักดิ์ ภักดี รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มข. (ตรงกลางสวมสูทสีดำ)

รศ.เพียรศักดิ์  ภักดี  รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เผยว่า โครงการฝึกภาคสนามร่วมเป็นการตอบอุดมการณ์ อุทิศเพื่อสังคม ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น เนื่องจากเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัยมุ่งเน้นว่าบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา จะต้องทำงานอุทิศให้กับสังคม ทำงานให้เพื่อชุมชน ดูแลสังคม โดยเฉพาะนักศึกษาที่เรียนในกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ ความเชี่ยวชาญคือการดูแลสารทุกข์สุกดิบ ของประชาชนในภูมิภาคนี้ ฉะนั้นอยากให้นักศึกษามุ่งมั่น ทำงาน ใช้ความรู้ความสามารถที่ร่ำเรียนมา ฝึกฝนประสบการณ์ เก็บเกี่ยวความรู้ในการอยู่ในชุมชน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในวิชาชีพในอนาคต เพื่อตอบแทนบุญคุณของแผ่นดิน  ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อไป

มข.ยกทีมนศ.ฝึกภาคสนามบริการปชช.เวียงเก่า

ผศ.สุชาดา ภัยหลีกลี้

ผศ.สุชาดา ภัยหลีกลี้ ผู้อำนวยการโครงการฯ กล่าวเกี่ยวกับการฝึกภาคสนามครั้งนี้ว่า มีนักศึกษาเข้าร่วมทั้งสิ้นจำนวน 540 คน  ประกอบด้วยนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย และ  นักศึกษาที่ลงเรียนรายวิชา 000158  วิถีชีวิตชุมชนและการเรียนรู้ชุมชน ของสำนักวิชาศึกษาทั่วไป ประกอบด้วยนักศึกษาคณะเทคนิคการแพทย์ และ คณะเภสัชศาสตร์ คณาจารย์ประจำบ้านจากคณะวิชาต่างๆ เข้าร่วมโครงการจำนวน 55 คน ตลอดระยะเวลา 6 วัน รู้สึกพึงพอใจในการฝึกภาคสนามครั้งนี้มาก เนื่องจากนักศึกษามีความกระตือรือร้นในการทำโครงการต่างๆเพื่อชุมชน  ไม่ว่าจะเป็น การตื่นแต่เช้าเพื่อพาชาวบ้านออกกำลังกาย  หรือ การประชาสัมพันธ์เสียงตามสาย

มข.ยกทีมนศ.ฝึกภาคสนามบริการปชช.เวียงเก่า

“นักศึกษาของเราส่วนใหญ่เป็นคนเมือง  ขณะเดียวเมื่อสำเร็จการศึกษาและไปประกอบอาชีพ  คนไข้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวชนบท เพราะฉะนั้นการที่นักศึกษาได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนชนบท ทั้งการดำเนินชีวิต พฤติกรรม สุขภาพของคนในชนบท จะทำให้นักศึกษา เข้าใจคนไข้ได้มากขึ้น และมีช่องทางในการสื่อสารที่อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจซึ่งกันและกัน  นอกจากนี้เมื่อเด็กมาอยู่ในชุมชนจะได้เรียนรู้การทำงานร่วมกันระหว่างเพื่อนนักศึกษาด้วยกันเอง  และการประสานงานกับชุมชนในการทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำงานต่อไปในอนาคต ฉะนั้นการฝึกภาคสนามจึงเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาอย่างยิ่ง”ผศ.สุชาดา กล่าว

มข.ยกทีมนศ.ฝึกภาคสนามบริการปชช.เวียงเก่า

ทั้งนี้ ในการฝึกภาคสนาม ณ อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น  แบ่งเป็น 4 เขต ดังนี้ เขตที่ 1 บ้านหนองคู หมู่ที่ 7 และหมู่ที่ 15 เขต 2 บ้านโพธิ์  หมู่ที่ 3 บ้านเตาปูน  หมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 13 บ้านโคกหนองขามหมู่ที่ 2 และบ้านหนองดู่ หมู่ที่ 12 เขต 4 บ้านโคกสูงหมู่ที่ 10 และบ้านโนนสูง หมู่ที่ 14 ซึ่ง โครงการ จาก 4 เขต ประกอบด้วย 18 โครงการ ดังนี้ 1.โครงการให้ความรู้ และ ตรวจคัดกรองมะเร็งท่อน้ำดี  2.โครงการให้ความรู้เกี่ยวกับการทำหมัน และ ดูแลสัตว์เลี้ยง 3.โครงการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานและตรวจระดับน้ำตาลในเลือด 4.โครงการรักษาสุขอนามัยและการกำจัดยุงลายเพื่อลดจำนวนผู้ป่วยไข้เลือกออก 5.โครงการชุมชนสดใสห่างไกลท้องเสีย มุ่งเน้นการให้ความรู้ในการดูแลผู้ป่วยท้องเสีย 6.โครงการให้ความรู้โรคพิษสุนัขบ้า 7.โครงการคนรุ่นใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการให้ความรู้การคัดแยกขยะและรีไซเคิลขยะแก่เยาวชน  8.โครงการฟันสวยยิ้มใสสอนการแปรงฟันที่ถูกต้องให้เด็กๆอายุ 6-12 ปี

มข.ยกทีมนศ.ฝึกภาคสนามบริการปชช.เวียงเก่า

9.โครงการยืดเส้นยืดสายคลายเมื่อย สอนวิธีการคลายเมื่อย คลายกล้ามเนื้อ แก่ชาวบ้าน 10.โครงการยาชุดทรุดไม่รู้ตัว ให้ความรู้ชาวบ้านในการเลิกใช้ยาชุด แต่ใช้วิธีการบำบัดด้วยตนเองหรือไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 11.โครงการดูแลขยะและประกวดหน้าบ้านน่ามอง  12.โครงการสมุนไพรต้านยุงลายโดยใช้สมุนไพรในชุมชน 13.โครงการเสียงตามสายประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ข้อมูลวิชาการประชาชนในชุมชนเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ 14. โครงการน้ำหมัก 1 ขวด 1 ครัวเรือน มุ่งเน้นให้ความรู้การผลิตน้ำหมักจากกากน้ำตาลและเศษอาหารในครัวเรือนเพื่อนำมาทำน้ำยาอเนกประสงค์ใช้ภายในบ้าน  15.โครงการออกกำลังกายผู้สูงวัย มุ่งเน้นการให้ความรู้การบริหารร่างกายอย่างเหมาะสมให้แก่ผู้สูงอายุ 16.โครงการชุมชนปลอดภัยห่างไกลโรคติดต่อ มุ่งเน้นการให้ความรู้ในการป้องกันตนเองจากโรคติดต่อ เช่น โรคไข้หวัด 17.โครงการชุมชนเข้มแข็งห่างไกลโรคเรื้อรัง มุ่งเน้นการให้ความรู้ในการป้องกันตนเองจากเรื้อรังเช่น โรคเบาหวาน วัณโรค ความดันสูง 18.โครงการพี่พาน้องสุขภาพดี มุ่งเน้นการให้ความรู้การดูแลสุขอนามัยในช่องปาก และ การล้างมือที่ถูกวิธี ให้แก่เด็กอายุ 6-12 ปี

มข.ยกทีมนศ.ฝึกภาคสนามบริการปชช.เวียงเก่า

นายศุภสัณห์ กลิ่นมาลี

นายศุภสัณห์ กลิ่นมาลี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประธานนักศึกษา เขต 1 เผยว่า  ก่อนเริ่มโครงการจะเก็บข้อมูลทั้งปฐมภูมิ และทุติยภูมิ หลังจากนั้นจะนำมาวิเคราะห์ปัญหาของชุมชน และ หาหนทางแก้ไขปัญหา เพื่อตั้งเป็นโครงการบริการชุมชนที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมจริง และก่อประโยชน์สูงสุดแก่ชาวชุมชน

“ในการมาฝึกรู้สึกประทับใจชาวชุมชนมากๆเพราะต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่น และประทับใจเพื่อนๆที่ช่วยกันแก้ปัญหา สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากบางครั้งต้องปรับแผนที่เตรียมมาอย่างกระทันหัน ซึ่งในบางครั้งทฤษฎีบอกให้แก้แบบนี้  แต่เมื่ออยู่ในพื้นที่ ต้องเผชิญข้อจำกัด และ อาจจะไม่ได้แก้ตามทฤษฎีเสมอไป  ซึ่งมันทำให้เราต้องหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมที่สุด ถือเป็นการเรียนรู้ที่มีคุณค่ามาก”นายศุภสัณห์ กล่าว

ฝีมือเด็กช่าง!!ไทยครองแชมป์โลก9สมัยแกะสลักหิมะที่ฮาร์บิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308445

ฝีมือเด็กช่าง!!ไทยครองแชมป์โลก9สมัยแกะสลักหิมะที่ฮาร์บิน

แกะสลักหิมะ, แชมป์สมัยที่9, อาชีวศึกษาอุบลราชธานี

อาชีวะอุบลฯ คว้า2รางวัลแกะสลักหิมะที่เมืองฮาร์บิน ครองแชมป์สมัยที่ 9 ให้ประเทศไทย ขณะที่วอศ.สุราษฎร์ธานี-วท.สมุทรปราการ คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 ร่วมกัน

        เมื่อวันที่  7 มกราคม 2561  ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากการประกาศผลการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ  (The 10 th International Collegiate Snow Sculpture Contest 2018)   ณ มหาลัยวิศวกรรมฮาร์บิ้น เมืองฮาร์บิ้น มณฑลเฮย์หลงเจียง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีการจัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 4-7 มกราคม 2561 มีทีมที่เข้าแข่งขันทั้งหมด 55 ทีม  12 ประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทยมีทีมที่เข้าร่วมแข่งขันจำนวน 3 ทีม ได้แก่ ทีมจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี   และวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ   ได้เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ โดยปีนี้มีทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน 55 ทีม 12 ประเทศทั่วโลก

ฝีมือเด็กช่าง!!ไทยครองแชมป์โลก9สมัยแกะสลักหิมะที่ฮาร์บิน

สำหรับผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ดีกรีแชมป์เก่า รางวัล Top Grade Awards ทีมที่มีคะแนนรวมสูงสุด จาก 57 ทีม 15 ประเทศทั่วโลกเมื่อปีที่ผ่านมา นำทีมโดย นางสุวนิจ สุริยพันตรี รองผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ผู้ประสานงาน  นายพิศิษฐ์ อู่ศิริกุลพาณิชย์   นายสุรชาติ พละศักดิ์ ครูผู้ควบคุมทีมการแข่งขัน พร้อมด้วย นายกฤษณะ คบสหาย นายธนศักดิ์ พิพัฒน์ นายธนากร ศักดิ์สิงห์ และนายอภิสิทธิ์ ศรชัย  นักเรียน ปวช.3 สาขาวิจิตรศิลป์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี  คว้า 2 รางวัลเกียรติยศเป็นของขวัญมาฝากคนไทยได้สำเร็จ ได้แก่ รางวัลชนะเลิศและรางวัล Best Technique Award (รางวัลทักษะฝีมือใช้เทคนิคการแกะสลักยอดเยี่ยม) มาครองได้สำเร็จ สร้างสถิติรักษาแชมป์อยู่สมัยที่ 2 ให้กับทีมตนเองและสมัยที่ 9 ให้กับประเทศไทยอย่างน่าชื่นชม

ฝีมือเด็กช่าง!!ไทยครองแชมป์โลก9สมัยแกะสลักหิมะที่ฮาร์บิน

ด้วยการนำแนวความคิดมาจากป่าหิมพานต์ คติพุทธศาสนาและฮินดู  ที่ถือว่าเป็นดินแดนทิพย์ที่มีอยู่จริงจัดอยู่ในเขตสวรรค์  ชั้น  1  คือชั้นจาตุมหาราชิกาที่ใกล้ชิดกับมนุษย์โลกซึ่งส่งผลต่อคติความเชื่อของคนไทยมาจนถึงปัจจุบันด้วยพลังความศรัทธาเป็นมงคลชีวิตที่ดีงามของสัตว์ป่าหิมพานต์ที่เป็นตัวแทนของบุญวาสนาและความสำเร็จ มาเป็นแนวคิดในการออกแบบ    ในชื่อผลงานที่ว่า “อาชา-ปักษา-มัจฉา-วารี” (Belief… Faith… Miracle)ด้วยการนำ ม้า-นก-ปลาและน้ำ จากป่าหิมพานต์มาแกะสลักลงบนก้อนหิมะตาม.โชค  เป็นสัญลักษณ์ถึงความเจริญก้าวหน้า  มุมานะอดทน  และการขยันขันแข็งในการทำงานเพื่อเป้าหมายสู่ความสำเร็จในชีวิต  “นก”  หมายถึง  ความอิสระของพลังแห่งความคิด  การกระทำ  มักมีความฉลาดหลักแหลมด้านสติปัญญา  และทะยานบินไกลสู่ความสำเร็จ  “ปลา”  หมายถึง  สัญลักษณ์ของความมั่นคั่ง การมีเงินทองล้นหลาม ความอุดมสมบูรณ์  ร่ำรวย มีผลกำไร  “น้ำ”  หมายถึง  ชีวิตแห่งการเริ่มต้นและสิ้นสุดเป็นสัญลักษณ์ถึงความอุดมสมบูรณ์  ความสุข ความชุ่มชื่นเย็นฉ่ำ  และเป็นศูนย์รวมของสรรพสิ่งบนโลกใบนี้

ฝีมือเด็กช่าง!!ไทยครองแชมป์โลก9สมัยแกะสลักหิมะที่ฮาร์บิน

ดร.สุเทพ กล่าวต่อว่า ส่วนวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี   และวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ   อีก 2 ทีมที่เป็นตัวแทนจากประเทศไทยนั้นสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ร่วมกัน ซึ่งนำเสนอผลงานการแกะสลักภาพไก่ชนพื้นบ้าน โดยทีมจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี   และผลงานการแกะสลักภาพสัตว์นำโชค เต่าและมังกร จากวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ

 

ด้าน นายพิศิษฐ์ อู่ศิริกุลพาณิชย์ ครูผู้ควบคุมทีม กล่าวว่า รู้สึกดีใจและภูมิใจที่มากที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จในครั้งนี้มาได้ เพราะด้วยอุปสรรคและความเหนื่อยยากตลอดระยะเวลาของการเตรียมความพร้อมและการแข่งขัน วันนี้เป็นวันที่ทุกคนยกภูเขาออกจากอกและมีความสุขมากที่สุด เพื่อนำของขวัญนี้ไปฝากคนไทยทั้งประเทศ

ฝีมือเด็กช่าง!!ไทยครองแชมป์โลก9สมัยแกะสลักหิมะที่ฮาร์บิน

นายสุระชาติ พละศักดิ์  ครูผู้ควบคุมทีมอีกคน กล่าวว่า  ภูมิใจเช่นกันที่สามารถคว้า 2 รางวัลมาครองได้สำเร็จ จากนี้ต่อไปตนและนักเรียน นักศึกษา จะได้นำประสบการณ์ที่ได้รับครั้งยิ่งใหญ่ไปพัฒนารูปแบบการแกะสลักให้มีความงดงาม ตระการตา เพื่อก้าวข้ามสู่การพัฒนางานที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลสู่การนำชัยชนะมาฝากคนไทยทั้งประเทศ ในรักษาแชมป์อีกครั้งสู่สมัยที่ 3 ให้กับทีมและสมัยที่ 10 ให้กับประเทศในปีหน้าอีกครั้งแน่นอน

นายอภิสิทธิ์ ศรไชย  1 ในทีมเยาวชนที่เข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้ กล่าวด้วยความตื้นตันใจว่าตนและเพื่อนในทีมคิดและคาดหวังกับการแข่งขันในครั้งนี้มาก เนื่องจากเป็นปีสุดท้ายของการแข่งขัน ตนและเพื่อนจะสำเร็จการศึกษาในปีนี้ ปีต่อไปคงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรุ่นน้องได้รับใช้ชาติต่อไป ผมขอขอบพระคุณผู้บริหาร ครู เพื่อนๆและคนไทยทั้งประเทศที่ส่งกำลังใจเชียร์ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีตลอดมา นับตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจนถึงปีนี้ อยากฝากบอกทุกคนว่า วันนี้เด็กอาชีวศึกษาคือฝีมือชน คนสร้างชาติ เป็นคำที่ยืนยันให้เห็นศักยภาพอย่างไม่ต้องสงสัย จากนี้ไปผมและเพื่อนจะได้นำประสบการณ์เหล่านี้ไปพัฒนาด้านวิชาชีพของเองในอนาคต

อย่างไรก็ตาม จากความสำเร็จเมื่อปีที่ผ่านมา ของเยาวชนทั้ง 4 คน  คือ นายกฤษณะ คบสหาย  นายธนศักดิ์ พิพัฒน์  นายธนากร ศักดิ์สิงห์ และนายอภิสิทธิ์ ศรชัย ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ ชั้นเบญจมดิเรกคุณาภรณ์ (บ.ภ.) ประจำปี 2560 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 ให้แก่ผู้ทำคุณประโยชน์แก่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และประเทศชาติ ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอน 48 ข วันที่ 28 กันยายน 2560 อีกด้วย

ทั้งนี้ ตัวแทนทั้งหมดจะเดินทางออกจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 9 มกราคม 2561 และมีกำหนดเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิในเวลา 14.00 น. ของวันเดียวกัน

พลังโซเชียล!!สธ.ยกเลิกมาตรการป้องกันใช้ทรัพย์สินราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308423

พลังโซเชียล!!สธ.ยกเลิกมาตรการป้องกันใช้ทรัพย์สินราชการ

มาตราการ, ป้องกันการใช้ทรัพย์สิน

หลังโซเชียลจวกยับมาตรการป้องกันสธ.ออกหนังสือวันที่ 6 มกราคมแจ้งเวียนนายแพทย สธจ.ผอ.รพ.ทั่วประเทศ ยกเลิกมาตรการป้องกันกรณีใช้ทรัพย์สินทางราชการ ขอเวลาทบทวนใหม่

      หลายวันมานี้แวดวงหมอ พยาบาลมีเรื่องที่ถูกหยิบมาวิจารณ์กันมาก ถึงประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง มาตรการป้องกันกรณีการใช้ทรัพย์สินของทางราชการ ที่ลงนามโดย นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งมีมาตรการสำคัญ 6 ข้อ และกำหนดกลไกการกำกับติดตาม โดยเฉพาะมาตรการข้อ 2 “ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนตัวมาชาร์ตไฟในสถานที่ราชการ” ชาวโซเชียลฯ รุมจวกอย่างหนักว่า เป็นมาตรการที่ขัดแย้งกับสภาพการปฏิบัติงานจริง

โดยภายหลัง นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ชี้แจงว่า ผลจากการออกประกาศดังกล่าว ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั่วประเทศ ทั้งในสื่อสังคมออนไลน์และเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข เพราะมีบางประเด็นอาจทำให้เกิดผลกระทบยากต่อการปฏิบัติงาน เมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา จึงได้สั่งให้มีการทบทวนประกาศฉบับดังกล่าว ให้มีความเหมาะสม เกิดผลดี ต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และประโยชน์ของประชาชนต่อไป

เมื่อวันที่ 7 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กเพจ Drama-addict ได้โพสต์ข้อความว่า “ยกเลิกคำสั่งห้ามชาร์จมือถือละครับ ถถถถถถถถ เสียเวลาเนอะ” พร้อมแนบภาพหนังสือ ที่ สธ.0201.04/ ว44 วันที่ 6 มกราคม 2561 ลงนามโดย นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เรื่อง ขอยกเลิกประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณุข เรื่อง มาตรการป้องกันกรณีการใช้ทรัพย์สินของทางราชการ ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2560 เรียน นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด/ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วไป/ผู้อำนวยการสำนัก/ผู้อำนวยการกอง/ผู้อำนวยการศูนย์/ผู้อำนวยการสถาบัน/ผู้อำนวยการกลุ่มในสังกัดสำนักงานปลัด สธ.

พลังโซเชียล!!สธ.ยกเลิกมาตรการป้องกันใช้ทรัพย์สินราชการ

ภาพจากเฟซบุ๊กเพจ Drama-addict

หนังสือดังกล่าวระบุด้วย ว่า ตามหนังสือที่อ้างถึง สำนักงานปลัด สธ.ได้แจ้งเวียนประกาศสำนักงานปลัด สธ.เรื่อง มาตรการป้องกันกรณีการใช้ทรัพย์สินของทางราชการ ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2560 เพื่อให้ทุกหน่วยงานในสังกัดทราบและถือปฏิบัติ ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

สำนักงานปลัด สธ.พิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากมาตรการประกาศฉบับดังกล่าว มีประเด็นไม่ชัดเจนในทางปฏิบัติ จึงเห็นควรให้มีการทบทวน เพื่อความเหมาะสมและเกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ สอดคล้องกับสภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ จึงให้ยกเลิกประกาศดังกล่าว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2561 เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในโพสต์ดังกล่าวมีผู้แสดงความเห็นจำนวนมาก อาทิเช่น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ดีจากพลังโซเชียล เพราะประกาศนี้ออกในวันเสาร์ ที่ไม่ใช่วันทำงานราชการ และหน่วยงานยอมรับการเปลี่ยนแปลง , อยากรู้ว่าใครเป็นต้นคิดเรื่องนี้ มีการปรึกษากันหรือไม่, เป็นต้น

พลังโซเชียล!!สธ.ยกเลิกมาตรการป้องกันใช้ทรัพย์สินราชการ

อนึ่ง สำหรับมาตรการป้องกันกรณีการใช้ทรัพย์สินของทางราชการ ระบุว่า เพื่อเป็นกลไกในการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมให้ชัดเจนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยกำหนดการใช้ทรัพย์สินของทางราชการ ได้แก่ ข้อ 1. ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำวัสดุ อุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานต่างๆ ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ข้อ 2. ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนตัวมาชาร์จไฟในสถานที่ราชการ ข้อ 3. ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำรถยนต์ รถจักรยานยนต์ของทางราชการ ไปใช้ในกิจธุระส่วนตัว ข้อ 4. ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐให้พนักงานขับรถยนต์ของหน่วยงาน ไปกระทำภารกิจส่วนตัว ซึ่งไม่เกี่ยวข้องในหน้าที่หรือภารกิจของทางราชการ ข้อ 5. ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำรถยนต์ส่วนตัวและครอบครัวมาจอดค้างคืนในสถานที่ราชการ และข้อ 6. ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำรถยนต์ รถจักรยานยนต์ส่วนตัวมาล้างในสถานที่ราชการ

กลไกการกำกับตามมาตรการป้องกันกรณีการใช้ทรัพย์สินของทางราชการ ข้อ 1. ผู้บริหารต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการประพฤติปฏิบัติตามมาตรการ ข้อ 2. ผู้บริหารต้องเห็นความสำคัญในการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรการ ข้อ 3. หน่วยงานประชาสัมพันธ์ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนได้ทราบมาตรการ ทั้งนี้ ให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขทุกคนถือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันกรณีการใช้ทรัพย์สินของทางราชการ หากฝ่าฝืนจะมีความผิดทางวินัยและได้รับโทษทางวินัยตามควรแก่กรณี

ดันเมืองนวัตกรรมอาหารสู่ “ฟู้ดอินโนโพลิส”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308399

ดันเมืองนวัตกรรมอาหารสู่ “ฟู้ดอินโนโพลิส”

เมืองนวัตกรรมอาหาร, ฟู้ดอินโนโพลิส

สวทน.เตรียมชงเมืองนวัตกรรมอาหารเป็นแกนกลางทำฟู้ดอินเด็กซ์ตอบโจทย์ครบวงจร ฟู้ดอินโนโพลิส ปักหมุดสทน.เป็นเครือข่ายด้านอาหารปลอดภัย เผยจุดแข็งเทคโนโลยีไอโซโทป

      เป้าหมายหนึ่งของการพัฒนาเมืองนวัตกรรมอาหารหรือ ฟู้ดอินโนโพลิสคือ ความปลอดภัยและความมั่นคงของอาหาร   ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กล่าวว่า  ประชาชนต้องบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ปลอดภัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของอาหาร และมีความเพียงพอสำหรับทุกคน นอกจากนี้ยังสามารถส่งออกและแข่งขันได้ในตลาดโลกด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อมูลค่าให้กับอาหารจึงมีความจำเป็นเร่งด่วน

เลขาธิการ สวทน. กล่าวว่า จุดแข็งของประเทศไทยคือ มีความพร้อมทางด้านบุคลากรวิจัยด้านอาหารและโครงสร้างพื้นฐานตลอดจนห้องปฏิบัติการวิจัยที่เข้มแข็งสามารถเป็นฮับของอาเซียนได้ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเองก็มีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอาหารในระดับโลกอีก 7-8 พันบริษัท มีเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพด้านอาหารอีกหลายหมื่นราย การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาจึงเป็นเรื่องที่โครงการเมืองนวัตกรรมอาหารให้ความสำคัญและสนับสนุน ซึ่งขณะนี้กำลังหารือกันเพื่อทำดรรชนีทางด้านอาหาร เพื่อตอบโจทย์ความพร้อมของประเทศไทยทั้งด้านวัตถุดิบ และห่วงโซ่คุณค่า เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของโลกในอนาคต

ด้าน ดร.อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ ซีอีโอเมืองนวัตกรรมอาหาร กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการเมืองนวัตกรรมอาหารได้เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการของ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายของฟู้ดอินโนโพลิส ในส่วนของสทน.นั้นนอกจากจะมีการวิจัยและพัฒนาด้านนิวเคลียร์ที่มีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เป็นที่เดียวในประเทศไทย ที่สามารถผลิตรังสีต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นนิวตรอน แกมมา ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้หลากหลายเช่นการปรับปรุงพันธุ์พืช เช่นข้าวพันธุ์กข.ต่าง ๆ ก็ใช้รังสีในการปรับปรุงพันธุ์ หรือการปรับปรุงคุณภาพของอัญมณี การใช้รังสีทางด้านการตรวจสอบโบราณคดีในลักษณะที่ไม่ทำลายวัตถุโบราณ ตลอดจนการวิเคราะหฺ์ธาตุต่างๆ ในชิ้นส่วนต่างๆ โดยการใช้เทคนิคทางนิวเคลียร์ ที่สามาถนำมาประยุกต์ใช้ในการตรวจสอบวิเคราะห์แหล่งที่มาและการปนเปื้อนของอาหารได้

ในพื้นที่บริเวณเทคโนธานี ที่คลองห้า นั้นจะเป็นโรงงานอาหารฉายรังสีด้วยโคบอลท์ 60 เพื่อยืดอายุการเก็บผักผลไม้ และสมุนไพร และกำลังจะมีโรงงานผลิตนิวตรอนเพื่อการฉายรังสีอาหารในอนาคตอันใกล้นี้ ในส่วนของพิ้นที่หลักที่ อ.องครักษ์ จ.นครนายก นั้นจะมีเครื่องผลิตไซโครตรอนที่มีประสิทธิภาพที่แตกต่างจากอิเลคตรอนทำให้สามารถประยุกต์ใช้รังสีดังกล่าวในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมยา อาหาร การเกษตร เป็นต้น

“สทน. เองมีความพร้อมสูงในการร่วมขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 โดยเฉพาะโครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร เพราะเทคโนโลยีด้านนิวเคลียร์ที่ สทน.มีนั้น จะช่วยสนับสนุนนวัตกรรมอาหารของประเทศได้เป็นอย่างดี เช่นหลายๆ ประเทศไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ ออสเตรเลีย จะกำหนดว่าการส่งผัก ผลไม้ นั้น จะต้องผ่านการฉายรังสีเพื่อทำลายโรคและแมลงที่อาจจะปนเปื้อนมากับสินค้าดังกล่าว รวมทั้งการฉายรัวสีสมุนไพรเพื่อทำให้มีความปลอดภัยของสมุนไพรมากขึ้น และในปัจจุบันมีเอกชนหลายรายที่ได้มาใช้บริการของการฉายรังสีแล้ว เนื่องจากเป็นการฆ่าเชื้อที่ไม่ก่อให้เกิดความร้อน ทำให้รักษาคุณภาพและสาระสำคัญของสมุนไพรต่าง ๆ ไว้ได้เป็นอย่างดี” ดร.อัครวิทย์ กล่าว

ในส่วนของ สทน.ยังมีห้องปฏิบัติการด้านชีววิทยาและจุลชีววิทยาเพื่อศึกษาผลของการฆ่าเชื้อด้วยรังสีอย่างสมบูรณ์แบบ และเพื่อเป็นการศึกษาว่าการฉายรังสีมีผลกระทบต่อโครงสร้างหรือองค์ประกอบของอาหารหรือไม่ เพื่อให้เกิดความมั่นใจก่อนที่ผลิตภัณฑ์ออกสู่ท้องตลาด นอกจากนี้ สทน.ยังมีเทคนิคที่ช่วยในการตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบว่าผลิตจากแหล่งใด เป็นพันธุ์แท้ต้นตำรับหรือ เป็นเพียงพันธุ์เดียวกันที่ปลูกต่างพื้นที่

ขณะเดียวกันเทคโนโลยีดังกล่าวยังสามารถ ตรวจสอบจากปริมาณและสัดส่วนของสารกัมมันตรังสีจากแต่ละแหล่งนั้นแตกต่างกันไป และยังช่วยบ่งบอกถึงการปลอมปนของอาหารได้อีกด้วยว่ามีการเติมอะไรลงไปหรือไม่ เช่นในกรณีของน้ำผลไม้ หรือ น้ำมะพร้าวที่กำลังเป็นที่นิยมมาก ทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในการรับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์ด้วยการวิเคราะห์โดยเทคนิคทางนิวเคลียร์ ทาง สทน.ยังพัฒนาเทคโนโลยีในการกำจัดแมลงวันทองซึ่งเป็นสาเหตุของการเน่าเสียของผลไม้ในเมืองร้อนหลายชนิด ทำให้เกิดการเป็นหมันของแมลงวันทอง และลดการใช้ยาฆ่าแมลง ทำให้อาหารมีความปอดภัยมากยิ่งขึ้น

เด็กดีเสียสละส่วนตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308394

เด็กดีเสียสละส่วนตัว

นร.ร.ร.เลยพิทยาคม ได้รับคัดเลือก เด็กประพฤติดี มีค่านิยม, ทรงเผ่า อามาตสมบัติ, เสียสละส่วนตัว

 ‘ทรงเผ่า อามาตสมบัติ’  นร.ร.ร.เลยพิทยาคม ได้รับคัดเลือก “เด็กประพฤติดี มีค่านิยม”  เข้ารับเกียรติบัตรจาก รมว.วัฒนธรรม วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561

      นางเยาวภา  โตสงวน  วัฒนธรรมจังหวัดเลย  เปิดเผยว่า   ตามที่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเลย ได้เปิดรับสมัครคัดเลือกเด็กที่มีความประพฤติดี เพื่อเป็นตัวแทนจังหวัดเลย  จำนวน  1 คน  เพื่อเสนอชื่อเข้ารับเกียรติบัตร “เด็กประพฤติดี มีค่านิยม”  ตามโครงการคัดเลือกเด็กประพฤติดีมีค่านิยม  เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติเด็กที่มีความประพฤติดีมีค่านิยมในการ ดำเนินชีวิต และเพื่อสนับสนุนให้เด็กมีความประพฤติดีมีค่านิยมตามนโยบายของรัฐบาล  เข้ารับเกียรติบัตรจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เนื่องในงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2561  นั้น มีนักเรียนให้ความสนใจส่ง เอกสารผลงานเข้ารับการคัดเลือกทั้งหมด จำนวน 19 คน

เด็กดีเสียสละส่วนตัว

ปรากฏว่านายทรงเผ่า  อามาตสมบัติ  นักเรียนชั้น ม.6/3 โรงเรียนเลยพิทยาคม  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 19 (เลย – หนองบัวลำภู) ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเด็กประพฤติดีมีค่านิยม ตัวแทนจังหวัดเลย เข้ารับเกียรติบัตรจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เนื่องในงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2561  ในวันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2561 ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร

     นายทรงเผ่า อามาตสมบัติ  ชื่อเล่นว่า  เผ่า  อายุ 17  ปี ปัจจุบันกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.6/3  โรงเรียนเลยพิทยาคม อ.เมืองเลย จ.เลย  คุณพ่อชื่อพันโทสุริยา  อามาตสมบัติ  รับราชการทหาร ที่มณฑลทหารบกที่ 28 จังหวัดเลย  เป็นเด็กที่ชอบทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม  เช่น  เป็นคณะบริหารสภาเด็กและเยาวชนอำเภอเมืองเลย ประจำปี 2560  ประธานชุมนุมประชาสัมพันธ์ โรงเรียนเลยพิทยาคม ปีการศึกษา 2560  รองประธานชุมนุมยุวนิติศาสตร์ โรงเรียนเลยพิทยาคม ปีการศึกษา 2558-2559  วิทยากรฐานการเรียนรู้อาเซียนศึกษา ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ปีการศึกษา 2559-2560

เด็กดีเสียสละส่วนตัว

แกนนำเยาวชนครอบครัวพอเพียง รุ่นที่ 2/2558 จังหวัดเลย ปีการศึกษา 2558  แกนนำขยายความรู้ “เมืองไทยไร้ขยะ” โครงการไทยแลนด์โกกรีน โรงเรียนเลยพิทยาคม ปีการศึกษา 2559  นักจัดรายการ “เสียงตามสาย” โรงเรียนเลยพิทยาคม ปีการศึกษา 2559-2560  ปฏิบัติหน้าที่ประชาสัมพันธ์ มหกรรมการแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียนครั้งที่ 67

ปีการศึกษา 2561 ระดับสหวิทยาเขตหลักเมืองเลย ณ โรงเรียนเลยพิทยาคม ผู้ช่วยฝ่ายประชาสัมพันธ์ การแข่งขันกีฬาภายใน “เลยพิทย์เกมส์ ครั้งที่ 44” ปีการศึกษา 2559  ผู้ช่วยโฆษกงานวันเด็กแห่งชาติ โรงเรียนเลยพิทยาคม ปีการศึกษา 2559

ได้รับคัดเลือกเป็นผู้บำเพ็ญต่อส่วนรวมและสังคมดีปีการศึกษา 2559 ได้รับคัดเลือกเป็นนักเรียนบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวมดีเด่นปีการศึกษา 2559  รับรางวัลนักเรียนมีคุณธรรมจริยธรรม โดยเป็นผู้เก็บของหายส่งคืนในโครงการ “ของหายได้คืน” โดยฝ่ายบริหารกิจการนักเรียน โรงเรียนเลยพิทยาคม ประจำปี 2559  โดยมีคติธรรมประจำใจว่า  “เสียสละส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

บัตรประชาชนเพียงใบเดียวหางานทำได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308392

บัตรประชาชนเพียงใบเดียวหางานทำได้

Job Box, บัตรประชาชนเพียงใบเดียวสมัครงานได้

กระทรวงแรงงานได้นำนวัตกรรม ตู้งาน (Job Box) อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่ต้องการมีงานทำ สามารถจับคู่คนให้ตรงกับงาน หางานได้ตรงใจ โดยใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียว

     พลตำรวจเอก อดุลย์ฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่นครพนมเปิดโครงการ ‘เดือนแห่งการมีงานทำ น้อมนำศาสตร์พระราชา’ จัดนัดพบแรงงาน แนะแนวอาชีพ การประกอบอาชีพอิสระและอาชีพเสริม พร้อมนำตู้งาน (Job box) รองรับความต้องการของประชาชนที่ต้องการมีงานทำ โดยใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียวในการหางาน

 พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดโครงการเดือนแห่งการมีงานทำ น้อมนำศาสตร์พระราชา ณ โรงแรมไอโฮเท็ล จังหวัดนครพนม โดยกล่าวว่า ถือเป็นความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นกระทรวงแรงงาน นายจ้าง สถานประกอบการ ในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลตาแนวทางประชารัฐ เพื่อส่งมอบความสุขให้แก่ประชาชนในการสร้างงาน สร้างอาชีพ ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้

บัตรประชาชนเพียงใบเดียวหางานทำได้

โดยกระทรวงแรงงานได้มอบของขวัญปีใหม่ให้พี่น้องผู้ใช้แรงงาน ลูกจ้าง นายจ้าง และประชาชน รวม ๙ ชิ้น ‘๙ ชื่นบานแรงงานชื่นใจ’ได้แก่ ชื่นชอบ ช่างแรงงานบริการตรวจสภาพ  ชื่นชม ช่างประชารัฐ บริการซ่อมอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน ชื่นบาน บ้านประชารัฐ ให้ผู้ประกันตนกู้เงินซื้อบ้าน ชื่นใจ ค่าเลี้ยงดูบุตร เพิ่มเงินสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตร ชื่นจิต เพิ่มสิทธิผู้ประกันตน ชื่นสุข เรียกรับสิทธิทางเว็บไซต์ www.labour.go.th ชื่นชีวา ไร้โรคหน้าจอ ชื่นตา อาสาแรงงาน และชื่นมื่น มีงานทำ จับคู่คนให้ตรงกับงาน จัดหางานให้ตรงใจ

ซึ่งการส่งเสริมการมีงานทำถือเป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญในการสร้างรายได้แก่ประชากรวัยทำงาน ซึ่งจะขับเคลื่อนและพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศให้ขยายตัวเติบโตอย่างต่อเนื่อง และทรัพยากรมนุษย์จัดเป็นปัจจัยหลักในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนของประเทศ

ดังนั้น การส่งเสริมให้ประชาชนมีงานทำ โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคือ จะนำไปสู่ การสร้างความเข้มแข็งของแรงงานที่มีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ มีความเสมอภาค สามารถยืนหยัดได้ด้วยความสามารถของตนเอง เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ มีชีวิตที่ดีตามมาตรฐานสากล คือ การมีหลักประกันที่ดี มีโอกาสในการทำงานที่มีคุณค่า (Decent Work)

บัตรประชาชนเพียงใบเดียวหางานทำได้

ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย มีสภาพการจ้างที่เป็นธรรม มีสภาพแวดล้อมและสภาพการทำงานที่ปลอดภัย มีแรงงานสัมพันธ์ที่ดี ได้รับสวัสดิการที่เหมาะสม พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานในยุคไทยแลนด์ ๔.๐ ตามแนวทางที่ตลาดต้องการ บรรลุเป้าหมายคนไทยทุกคนมีงานทำอย่างมีคุณภาพ มีความมั่นคง สามารถพัฒนาเศรษฐกิจชาติให้เข้มแข็งต่อไป

โดยการจัดงานครั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้นำนวัตกรรม ตู้งาน (Job Box) อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่ต้องการมีงานทำ สามารถจับคู่คนให้ตรงกับงาน หางานได้ตรงใจ โดยใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียวในการหางาน สามารถระบุลักษณะงาน ค้นหาพื้นที่ตั้ง ชื่อบริษัท อัตราเงินรายได้ เมื่อกดทำรายการจะเชื่อมโยงไปถึงระบบการสมัครงาน

บัตรประชาชนเพียงใบเดียวหางานทำได้

โดยมีการจัด ตู้งาน (Job Box) ให้บริการทุกจังหวัดทั่วประเทศ เป็นทางเลือกใหม่ที่สามารถหางานได้ทุกที่ทุกเวลา ควบคู่ไปกับการจัดนัดพบแรงงาน บริการแนะแนวอาชีพ การประกอบอาชีพอิสระและอาชีพเสริม ซึ่งดำเนินการอยู่แล้วตลอดปี

วันเด็กปี 61 เที่ยวไหนดี?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308333

วันเด็กปี 61 เที่ยวไหนดี?

กิจกรรมวันเด็กปี 61

รวมสถานที่เตรียมตัวให้พร้อมตะลุยกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ปี 2561

       ทุกๆ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมกราคมป็นวันที่เหล่าเด็กน้อยต่างรอคอย เพราะไม่ใช่เป็นเพียงวันหยุดเท่านั้น แต่เป็น “วันเด็กแห่งชาติ” วันของพวกเขาๆ โดยเฉพาะ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 13 มกราคมนี้  และหลากพื้นที่ หลายหน่วยงาน ต่างจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ สนุกสนาน รองรับน้องๆ หนูๆ และครอบครัวเข้าร่วม วันนี้ “คมชัดลึก” ได้รวบรวมสถานที่จัดกิจกรรมวันเด็กมานำเสนอ

เริ่มด้วย เที่ยวงานวันเด็กแห่งชาติ’61ที่ศธ. กระทรวงศึกษาธิการ สถานที่จัดงานวันเด็กที่ย้ายมาจากสนามเสือป่า แต่ความสนุก ความสุข และกิจกรรมต่างๆ ไม่ได้น้อยลงกว่าเดิม  การจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561 ตรงกับวันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2561 ที่กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่เวลา 07.00 – 17.00 น. ภายใต้แนวคิด “เด็กเอ๋ย เด็กดี” เพื่อให้เด็กและเยาวชน รวมถึงผู้เข้าร่วมงานได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติผ่านกิจกรรมที่เสริมสร้างเด็กและเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่ดี ด้วยการเรียนรู้หน้าที่ของเด็กไทยอันจะสร้างความประทับใจจากความสุข ความสนุกแบบเต็มอิ่ม

วันเด็กปี 61 เที่ยวไหนดี?

ตะลุยวันเด็ก!! บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ปี’61 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กำหนดจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561 ในชื่องาน “ตะลุยวันเด็ก!! บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ปี’61” สนุกวิทย์ รู้คิด ตามรอยอัจฉริยภาพพ่อหลวงของคนไทย เพื่อเป็นเทศกาลสร้างความสนุกสนาน ส่งเสริมการเรียนรู้ และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้กับเยาวชน

พร้อมเปิดบ้านต้อนรับเยาวชน ครู ผู้ปกครอง และน้องๆ ณ ดินแดนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งการเรียนรู้ ผ่านกิจกรรมกิจกรรมวิทยาศาสตร์มากมาย อาทิ กิจกรรมฝนมาจากไหน กิจกรรมเรือใบฟองน้ำแสนสนุก กิจกรรมมหัศจรรย์เปลี่ยนดิน กิจกรรมปลานิลของพ่อ กิจกรรมออมเงินได้ง่ายนิดเดียว กิจกรรมกินดีมีสุข เป็นต้น ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-11 มกราคม 2561 เวลา 09.00 – 15.00 น. ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2529 7100 ต่อ 77217, 77218 หรืออีเมล shm@nstda.or.th

      TK Kid Rangers : รวมพลังเด็กช่างคิด? กิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ 2561 อุทยานการเรียนรู้ TK park ชวนเด็กช่างคิดมารวมพลังฝันแบ่งปันพลังบวกให้ผู้คนรอบตัว สนุกไปกับภารกิจ TK Kid Ranger เพื่อสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น * ชมการแสดงสุดเร้าใจ และการแสดงความสามารถของเด็กช่างคิด * เติมพลังกับขนมสุดอร่อยจากผู้สนับสนุนใจดี * ร่วมลุ้นไปกับเกมชิงรางวัลมากมาย มากดปุ่มสตาร์ท…รวมพลังฝันแบ่งปันพลังบวกไปพร้อมกัน!!! วันเสาร์ที่ 13 – วันอาทิตย์ 14 มกราคม 2561 เวลา 10.00 น. – 17.00 น. ณ อุทยานการเรียนรู้ TK park ชั้น 8 Dazzle Zone ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์  *พิเศษเฉพาะวันเด็ก เด็กสูงไม่เกิน 140 ซม. เข้าฟรีตลอดงาน

วันเด็กปี 61 เที่ยวไหนดี?

มหัศจรรย์วันเด็ก ปี 61 ชวนน้องๆ มาสนุกกับกิจกรรมเสริมทักษะและจินตนาการ ในงาน “มหัศจรรย์วันเด็ก 2561” ตื่นตาตื่นใจไปกับขบวนพาเหรดจากเหล่าตัวการ์ตูนในดวงใจแบบใกล้ชิด อาทิ เบย์เบลด, โคนัน, วันพีซ, เซซามีสตรีท, ทรานฟอร์มเมอร์ส, ลิตเติล โพนี, จูโอเจอร์ ขบวนการ 5 สี และน้องไนน์ ทดลองเป็นผู้ประกาศข่าวตัวน้อย และ ดีเจรุ่นจิ๋ว พร้อมสวมมงกุฏบนบัลลังก์หนูน้อยนางงามท่องเที่ยวและลุ้นรับของรางวัลมากมายตลอดทั้งงาน ในวันเสาร์ที่13 มกราคม 2561 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 19.00 น. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ 

       “โปเกมอน สมายล์ เดย์ 2018” (Pokémon Smile Day 2018) ต้อนรับวันเด็กแห่งชาติ “ซีคอน บางแค” จับมือ “กลุ่มทรูฯ” ร่วมจัดงาน ชวนทุกครอบครัวยิ้มกว้างไปกับความน่ารักของพิคาชู พร้อมไฮไลท์สุดพิเศษ! พิคาชูขนาดยักษ์  8 เมตร พลาดไม่ได้! การแสดงจากพิคาชู และซาโตชิ ที่จะมาพร้อมกับแก็งร็อคเก็ตจอมป่วนครั้งแรกของเมืองไทย ตื่นตาตื่นใจกับขบวนโปเกมอนพาเหรด และการปรากฏตัวของผองเพื่อนจากเขตอโลลาครั้งแรกในไทย บินตรงจากญี่ปุ่นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ระหว่างวันที่ 10 – 14มกราคม ศกนี้ ณ ลานกลาง ชั้น 1 ศูนย์สรรพสินค้าซีคอน บางแค ถนนเพชรเกษม

 เสก 5 ดินแดนมหัศจรรย์  ธัญญาพาร์ค ชวนน้องๆ ท่องโลกแห่งจินตนาการ มาร่วมทำกิจกรรมนอกห้องเรียน สุดสนุก พร้อมส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ ต้อนรับเทศกาลวันเด็กแห่งชาติ กับงาน “ธัญญาพาร์ค อัจฉริยะจิ๋วตะลุย 5 ดินแดนมหัศจรรย์”  ตั้งแต่วันที่ 13-14 มกราคม 2561 เวลา 10.00-18.00 น. ณ ศูนย์การค้า ธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์

วันเด็กปี 61 เที่ยวไหนดี?

        “คิดส์สนุก ปลุกไอเดีย” ครั้งแรกส่งตรงจากแดนอาทิตย์อุทัย ต้อนรับเทศกาลวันเด็กปีนี้ เดอะมอลล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ร่วมกับ บริษัท ไทยกูลิโกะ จำกัด ร่วมเปิดโลกจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ ส่งเสริมการเรียนรู้ของน้องๆเยาวชนคนเก่ง จัดงาน THE MALL SHOPPING CENTER “คิดส์สนุก ปลุกไอเดีย” (JAPAN PACKAGE CRAFT) เปิดโลกจินตนาการแสนสนุกด้วยศิลปะจากกล่องกระดาษมีชีวิต ครั้งแรกในประเทศไทยกับการจัดแสดงนิทรรศการโมเดลกระดาษจากบรรจุภัณฑ์โดยศิลปินชาวญี่ปุ่น คุณทาคาฮาชิ คาซึมะ ผู้คิดค้นการปลุกไอเดียการประดิษฐ์โมเดลจากกล่องเหลือใช้ให้มีชีวิตขึ้นมาอย่างสร้างสรรค์และเต็มไปด้วยจินตนาการ พร้อมชมการแสดงและร่วมสนุกกับกิจกรรมเวิร์คช็อปประดิษฐ์โมเดลจากกล่องป๊อกกี้อีกด้วย งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 17 มกราคม 2561 บริเวณอีเว้นท์ จีเอ ชั้น จี เดอะมอลล์ บางกะปิ

วันเด็กปี 61 เที่ยวไหนดี?

“Finding Fantastic Pets @ Mille Malle”   ศูนย์การค้ามิลลี่ มอลลี่ คอมมูนิตี้มอลล์ สุขุมวิท 20  จัดจำลองบรรยากาศให้ เหมือนกับเข้าไปสู่ดินแดนแห่งเวทย์มนต์ พร้อมยกขบวนเหล่าบรรดาสัตว์แปลกและสัตว์เล็ก แสนน่ารัก อาทิ หมูแคระ, นกเค้าหิมะ, นกเค้าไซบีเรีย, นกเค้าไวท์เฟส นกเค้าแมวที่เล็กที่สุดในโลก, แพรรี่ด็อก ฯลฯ มาให้คุณหนูๆและครอบครัวได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด ร่วมถ่ายรูปกับนกเค้าสโนวี่ (Snowy Owl) สัตว์เลี้ยงตัวโปรดของ “แฮรี่ พอตเตอร์” และนกเค้าไซบีเรียตัวใหญ่ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมได้วันที่ 13 มกราคม 2561  ตั้งแต่เวลา 13.00 – 19.00น. ณ ศูนย์การค้ามิลลี่ มอลลี่ เทรนดี้ ไลฟ์สไตล์ คอมมูนิตี้มอลล์ สุขุมวิท 20 หรือสอบถาม รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-2663-7593

วันเด็กปี 61 เที่ยวไหนดี?