“การอ่าน” มีดีมากกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308331

“การอ่าน” มีดีมากกว่าที่คิด

ส่งเสริมการอ่าน, การอ่าน

ร.ร.บ้านทะเลสองห้อง นครศรีธรรมราช ร่วมกับนานมีบุ๊ค ส่งเสริมการอ่าน เรียนรู้ทันเหตุการณ์ สร้างจิตสำนึกเด็กไทย

     นายไพศาล  ปลอดเทพ  ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทะเลสองห้อง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช  เขต 2 เปิดเผยว่า ครูและสถานศึกษาของตนได้รับรางวัลส่งเสริมการอ่านระดับประเทศ จากบริษัทนานมีบุ๊ค  และยังกล่าวอีกว่าปัจจุบันมีการเปลี่ยนไปทั้งด้านสังคม วัตถุ วิทยาการ เทคโนโลยี และความรู้สึกนึกคิด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสอนให้นักเรียนสนใจการอ่าน และต้องให้ทันต่อเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไป การอ่านเป็นสิ่งจำเป็น และให้ประโยชน์ทุกด้านและทุกโอกาส การอ่านจะช่วยส่งเสริมความรู้ความคิดให้เพิ่มพูน การอ่านเปรียบเสมือนกุญแจสำคัญ  จึงควรสนับสนุนส่งเสริมให้เด็ก และ วัยรุ่นไทยได้อ่านหนังสืออย่างมีประสิทธิภาพ  โรงเรียนบ้านทะเลสองห้องมีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ในห้องเรียน นอกห้องเรียน และห้องสมุดโรงเรียน ฯลฯ ที่สามารถหล่อหลอมให้นักเรียน เยาวชนมีนิสัยรักการอ่านได้

"การอ่าน" มีดีมากกว่าที่คิด"การอ่าน" มีดีมากกว่าที่คิด

      น.ส.วารุณี  ชูศรี ครูสอนภาษาไทย กล่าวว่า การดำเนินงานและการจัดกิจกรรมส่งเสริมรักการอ่านนั้น นับว่าโชคดีของโรงเรียนบ้านทะเลสองห้องที่มีห้องสมุดประชาชนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ ตามอัธยาศัยและเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เชื่อมโยงการศึกษา เป็นศูนย์ข้อมูลชุมชนโดยให้ บริการสำหรับนักเรียนและชุมชน  มีการบริการรับสมัคร สมาชิกใหม่ บริการจ่าย-รับหนังสือและสื่อต่างๆ บริการตอบคำถามแล้วช่วยค้นคว้า บริการสื่อการศึกษานอกโรงเรียนและ บริการสืบค้นหนังสือ / สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์

"การอ่าน" มีดีมากกว่าที่คิด"การอ่าน" มีดีมากกว่าที่คิด"การอ่าน" มีดีมากกว่าที่คิด

สำหรับการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมรักการอ่านของโรงเรียนนั้น มีกิจกรรมกล่องส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน กิจกรรมบันทึกการอ่าน กิจกรรมภาษาอังกฤษวันละคำ กิจกรรมภาษาอาเซียน กิจกรรมเล่านิทานประกอบท่าทาง  กิจกรรมรู้ถ้วนสำนวนไทย กิจกรรมคูปองการอ่านพาโชค กิจกรรมแปลงคำเป็นสำนวน  กิจกรรมผ้าป่าความรู้ กิจกรรมข่าวประจำวัน กิจกรรมรักการอ่านสู่ชุมชน กิจกรรมคลีนิคหมอภาษา กิจกรรมมั่นใจไว้รออ่าน กิจกรรมต้นไม้พูดได้  กิจกรรมตอบคำถามประจำสัปดาห์ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะเป็นกิจกรรมในภาคเช้า  เที่ยง และช่วงลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้  นำโดยนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4,5 และ 6 ที่คอยสอนน้อง ๆ และนำทำกิจกรรมดังกล่าว โดยมีครูคอยให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาและส่งเสริมสนับสนุน จึงทำให้นักเรียนและเยาวชนอ่านออกเขียนได้  รวมทั้งนักเรียนมีความรู้ที่สร้างสรรค์  มีนิสัยรักการอ่านและมีอาวุธทางปัญญาในการพัฒนาตนเองและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

รู้หรือไม่..ดื่มหนักมีผลอย่างไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308336

รู้หรือไม่..ดื่มหนักมีผลอย่างไร?

ดื่มหนัก, ทำร้ายตับ, แอลกอฮอล์

WORK HARD …PLAY HARDER คติประจำใจของใครหลายคน ที่มีความจริงจังกับการเรียนหรือทำงาน และเมื่อถึงเวลาผ่อนคลายก็ย่อมเต็มที่เช่นเดียวกัน

     ในช่วงปีใหม่ที่เรามักใช้เวลาแห่งความสุขกับครอบครัวและคนที่เรารักเพื่ออำลาปีเก่าและฉลองการก้าวสู่ศักราชใหม่ไปด้วยกัน หนึ่งในกิจกรรมนั้นคงจะเป็นการปาร์ตี้กันและดื่มสังสรรค์
แม้เราจะไม่ได้ดื่มหนักจนขาดสติ หรือดื่มแล้วขับจนไปก่ออุบัติเหตุบนท้องถนนก็ตาม แต่การมีคติพจน์ในการสังสรรค์และดื่มอย่างหนักย่อมเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคมากถึง 200 ชนิด ทั้งระบบประสาท สมองและความจำ กล้ามเนื้อและกล้ามเนื้อหัวใจ กระเพาะอาหารและทางเดินอาหาร ปอดและหลอดลม เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และอาจมีลูกพิการ ไม่สมประกอบนอกจากนี้ การดื่มอย่างหนักเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งตับซึ่งเป็นอันดับ 4 ของสาเหตุการเสียชีวิตอีกด้วย

รู้หรือไม่..ดื่มหนักมีผลอย่างไร?

หลายคนเชื่อว่าหัวใจและสมองเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดเพราะอาจทำให้เสียชีวิตได้ทันทีเมื่ออวัยวะชิ้นใดชิ้นหนึ่งถูกทำลาย สำหรับตับก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะตับเปรียบได้กับผู้จัดการระบบร่างกายและมีหน้าที่สำคัญขณะที่เรายังมีชีวืตอยู่ ทั้งการสร้าง/ส่งสารอาหาร อาทิ เกลือแร่และโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ผลิตน้ำดีเพื่อย่อยและดูดซึมไขมันในอาหารเข้าสู่ร่างกาย เก็บรักษาพลังงานสะสมสารอาหารและวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย กำจัดของเสียและสารพิษต่างๆ เช่นแอลกอฮอล์ ทั้งตับยังสร้างภูมิคุ้มกันและทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย
ตับ มีหน้าที่ทำลายแอลกอฮอล์ จึงเป็นอวัยวะที่ได้รับผลกระทบจากแอลกอฮอล์มากที่สุด เมื่อได้รับแอลกอฮอล์มากเกินไปเซลล์ตับที่ถูกทำลายจะมีไขมันเข้าไปแทนที่ทำให้เกิดการคั่งไขมันในตับ อันเป็นอาการแรกเริ่มของตับอักเสบ ส่งผลให้เซลล์ตับถูกทำลายมากขึ้น และมีการสร้างพังผืดคล้ายแผลเป็น ทำให้ตับแข็ง และสูญเสียตับในที่สุด
  วิธีการป้องกันและรักษาตับให้อยู่นานๆ คือการรับประทานอาหารในปริมาณที่พอเหมาะและเหมาะสม เช่น งดอาหารที่ให้โปรตีนต่ำ  มีคาร์โบไฮเดรต และไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันที่หืน หรือเสียจากการทอดอาหาร หลีกเลี่ยงการรับประทานยาโดยไม่จำเป็น และการงดรับสารพิษเข้าสู่ร่างกายโดยเฉพาะ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ รับการตรวจร่างกายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และตรวจสมรรถภาพของตับและตับอ่อนโดยละเอียด เพื่อป้องกันการเกิดโรคในอนาคต
การมีสุขภาพที่ดีนั้นไม่ใช่แค่เทรนด์ของสังคม แต่เป็นสิ่งที่ช่วยให้คนเรามีความสุขได้อย่างยั่งยืนเราจึงเห็นผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เราอาจจะได้ยินคำว่า Work Hard Play Hard น้อยลง และคุ้นเคยกับคำว่า Work Life Balance หรือ Health is Wealth มากขึ้นเพราะสุขภาพดีเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อชีวิตในทุกๆ ด้าน

  มาสร้างสุขภาพที่ดีเพื่อเตรียมรับสิ่งดีๆ ที่มาพร้อมศักราชใหม่ ผู้สนใจสามารถตรวจหาความผิดปกติของตับและภาวะเสี่ยงต่อการดื่มสุรา ทั้งชุดตรวจประสิทธิภาพการทำงานของตับ (Liver Function Test) ตรวจการทำงานของตับ (Gamma GT) ตรวจหาการอักเสบของตับอ่อน (Amylase) ได้ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน หรือ ห้องปฏิบัติการบริษัท เนชั่นแนล เฮล์ทแคร์ ซิสเท็มส์ จำกัด  (N Health) ในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (BDMS) ได้ที่ http://www.nhealth.nspaceshop.com หรือสอบถามข้อมูลแพ็คเกจตรวจสุขภาพเพิ่มเติมที่ 02-762-4000

มทร.พระนคร รณรงค์ลดใช้โฟม – พลาสติก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308330

มทร.พระนคร รณรงค์ลดใช้โฟม – พลาสติก

มทร.พระนคร, พลาสติก, รณรงค์ใช้โฟม

มทร.พระนคร ชูนโยบายเลิก เพื่อ รักษ์ รณรงค์เลิกโฟมและพลาสติก แนะ! นำภาชนะมาใส่อาหารช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

       รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)พระนคร เปิดเผยว่า จากข้อมูลกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2555-2559 พบว่าปริมาณขยะประเภทโฟมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 56 ล้านใบต่อวันเป็น 61 ล้านใบต่อวัน เมื่อมาดูข้อมูลล่าสุด ในปี 2559 มีปริมาณขยะประเภทโฟมเกิดขึ้น ประมาณ 1.3 ล้านตันต่อปี เฉลี่ยวันละ 3,704 ตันต่อวัน รวมประมาณ 61 ล้านใบต่อวัน โดยคนไทยสร้างขยะประเภทโฟม 1 ใบต่อคนต่อวัน ซึ่งคนส่วนใหญ่มักใช้โฟมในรูปแบบภาชนะบรรจุอาหาร เมื่อผ่านการใช้แล้วจะปนเปื้อนคราบน้ำมันและคราบสกปรก การจะนำมารีไซเคิลจึงต้องผ่านกระบวนการที่ยากขึ้นและต้นทุนสูง

นอกจากนี้ ยังใช้เวลาในการย่อยสลายหลายร้อยปี เมื่อเทียบกับวัสดุอื่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวจึงมีนโยบายให้เลิกใช้โฟมและพลาสติก เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและลดปัญหาโลกร้อนโดยได้จัดโครงการเลิก เพื่อ รักษ์ ภายใต้คำขวัญอนาคตโลกจะสดใส ราชมงคลพระนครร่วมใจ รณรงค์เลิกใช้พลาสติกและโฟม โดยรณรงค์ให้ผู้บริหาร อาจารย์ บุคลากร นักศึกษา ช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสนับสนุนให้นำภาชนะมาใส่อาหาร ณ ศูนย์อาหาร ร้านขายเครื่องดื่มของมหาวิทยาลัยฯ ซึ่งผู้ปฏิบัติตามเงื่อนไขสามารถรับส่วนลดอาหารและเครื่องดื่มทันที
รศ.สุภัทรา กล่าวต่อว่า โครงการเลิก เพื่อ รักษ์ ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา เพื่อให้การรณรงค์เกิดผลตอบได้อย่างต่อเนื่องจึงจัดกิจกรรมย่อยๆ ตั้งแต่การจัด Road show ให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและรณรงค์งดใช้โฟม ทั้ง 4 ศูนย์ ประกอบด้วย ศูนย์เทเวศร์ ศูนย์โชติเวศ ศูนย์พณิชยการพระนคร ศูนย์พระนครเหนือ เพื่อสร้างความตระหนักให้กับนักศึกษา นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการเพื่อให้ความรู้และสร้างความเข้าใจ ตลอดจนชี้ให้เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการเลิกใช้โฟมและพลาสติก เพื่อให้บุคลากรและนักศึกษาเห็นความสำคัญของโครงการและช่วยกันใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต่อไป

ติวเข้ม ฝึกรปภ. สร้างมาตรฐานความปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308326

ติวเข้ม ฝึกรปภ. สร้างมาตรฐานความปลอดภัย

อบรมรปภ., กพร.

กพร. วางแผนเป็นสถานฝึกพนักงานรักษาความปลอดภัย เร่งฝึกอบรม หนุนธุรกิจรักษาความปลอดภัย

      นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าจากการที่พระราชบัญญัติธุรกิจรักษาความปลอดภัยพ.ศ. 2558 มีผลบังคับใช้ เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการรักษาความปลอดภัยที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก มีมาตรฐานในการประกอบธุรกิจและเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของพนักงานรักษาความปลอดภัยให้สูงขึ้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยเหลือให้สังคมมีความสงบเรียบร้อยมากยิ่งขึ้น ประกอบกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กกร.) ได้เสนอในคราวประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2560 ให้กระทรวงแรงงานพัฒนาหลักสูตรอบรมรปภ. เนื่องจากต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติธุรกิจรักษาความปลอดภัยพ.ศ. 2558 ซึ่งอาจทำให้คนทำงานที่ต้องการประกอบอาชีพพนักงานรักษาความปลอดภัยขาดโอกาสในการฝึกอบรม ไม่สามารถต่อยอดเป็นอาชีพได้ พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จึงได้มอบหมายให้กพร. จัดหลักสูตรดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วน (Agenda Based) ในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ให้ตรงกับความต้องการของนายจ้างและสถานประกอบกิจการ
กพร. จึงใช้โอกาสนี้เพิ่มบทบาทให้กับหน่วยงานในสังกัดสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน (สพร.) และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน (สนพ.) ทั่วประเทศ ใช้แนวทางประชารัฐร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ สำนักงานจัดหางานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานประกอบกิจการ สำรวจความต้องของคนทำงานที่ต้องการประกอบอาชีพพนักงานรักษาความปลอดภัย แล้วดำเนินการจัดฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยในพื้นที่ที่มีความต้องการเป็นจำนวนมากเร่งดำเนิน การให้มีการฝึกอบรมเพื่อเป็นต้นแบบ และพร้อมจะขยายการฝึกอบรมไปในส่วนอื่นๆ ต่อไป
“สำหรับหลักสูตรฝึกอบรมจะมีการปรับให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติธุรกิจรักษาความปลอดภัยพ.ศ. 2558 เบื้องต้นใช้ระยะเวลาการฝึกอบรม 60 ชั่วโมง ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับความรู้เบื้องต้น บทบาทหน้าที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย กฎหมายเบื้องต้น การบรรเทาสาธารณภัย การจราจร วิชาการทหาร การพัฒนาบุคลิกภาพ และการพัฒนาทักษะสื่อสาร เป็นต้น การดำเนินการของกพร.ในครั้งนี้ นอกจากจะมีส่วนในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่คนทำงานอย่างมั่งคงแล้ว ยังมีส่วนในการสนับสนุนการช่วยเหลือให้ธุรกิจการให้บริการรักษาความปลอดภัยมีความเข้มแข็งสร้างความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนอีกด้วย” อธิบดีกพร. กล่าว

โพล์เผยข่าวที่คนไทยไม่อยากเห็นในปี 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308325

โพล์เผยข่าวที่คนไทยไม่อยากเห็นในปี 61

สยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์, 5อันดับข่าว

สยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ ชี้ชัดข่าวความรุนแรงภายในครอบครัว อันดับ1 คนไทยไม่อยากให้เกิดในปี 61 หวังรัฐช่วยเหลือปากท้องประชาชน

      ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน ประธานกรรมการอาวุโสสำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม(STC) แถลงผลการสำรวจ “ความคาดหวังของประชาชนทั่วไปในปีพุทธศักราช 2561”สำรวจระหว่างวันที่ 1 ถึง 4 มกราคม พ.ศ. 2561 จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,160 คน

วันขึ้นปีใหม่ตามความเชื่อของผู้คนทั่วไปถือเป็นวันดีในการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ ขณะเดียวกันผู้คนจำนวนมากมักจะใช้วันปีใหม่เป็นโอกาสในการเริ่มต้นทำในสิ่งที่ตนเองตั้งใจไว้ ทั้งนี้ ผู้คนในสังคมมักจะมีความตั้งใจที่จะทำสิ่งต่างๆ ให้กับตนเองในปีใหม่ เมื่อถึงสิ้นปีก็จะมีทั้งผู้ที่ได้ทำและไม่ได้ทำในสิ่งที่ตนเองตั้งใจไว้

นอกจากนี้ เมื่อถึงวันขึ้นปีใหม่ผู้คนในสังคมมักจะขอพรให้ตนเองได้พบสิ่งดีๆ ในปีใหม่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าที่การงาน การเรียน คุณภาพชีวิต เป็นต้น รวมถึงแสดงความคาดหวังในเรื่องต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในปีใหม่ ดังนั้นเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่พุทธศักราช 2561 สำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์จึงได้ทำการสำรวจความคาดหวังของประชาชนทั่วไปในปีพุทธศักราช 2561

จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างอายุ 15 ปีขึ้นไป เป็นเพศหญิงร้อยละ 50.78 และเพศชายร้อยละ 49.22 สามารถสรุปผลได้ดังนี้ ในด้านพฤติกรรมการทำในสิ่งที่ตั้งใจจะทำในปี พ.ศ. 2560 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 42.33 ระบุว่าตนเองได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจจะทำในปี พ.ศ. 2560 เพียงบางสิ่ง ขณะที่กลุ่มตัวอย่างมากกว่าหนึ่งในสี่หรือคิดเป็นร้อยละ 26.38 ยอมรับว่าไม่ได้ทำในสิ่งที่ตนเองตั้งใจจะทำในปี พ.ศ. 2560 เลย มีกลุ่มตัวอย่างเพียงร้อยละ 19.22 ระบุว่าตนเองได้ทำครบทุกสิ่งแล้ว และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 12.07 ระบุว่าตนเองไม่ได้ตั้งใจจะทำสิ่งใดในปี พ.ศ. 2560 เลย

ในด้านความตั้งใจที่จะทำสิ่งใหม่ๆ ในปี พ.ศ. 2561 กลุ่มตัวอย่างมากกว่าสองในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 70.09 ระบุว่าตนเองตั้งใจจะทำสิ่งใหม่ๆ ในปี พ.ศ. 2561 ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 12.41 ยอมรับว่าตั้งใจจะไม่ทำสิ่งใหม่ๆ ในปี พ.ศ. 2561 เลย โดยที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 17.5 ระบุว่าตนเองยังไม่แน่ใจ

สำหรับพรที่กลุ่มตัวอย่างขอให้กับตนเองในปี พ.ศ. 2561 มากที่สุด 5 อันดับได้แก่ ขอให้สุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บป่วยคิดเป็นร้อยละ 88.79 ขอให้สมาชิกในครอบครัวอยู่ร่มเย็นเป็นสุขคิดเป็นร้อยละ 86.38 ขอให้ร่ำรวยเงินทอง/มีกินมีใช้ตลอดปีคิดเป็นร้อยละ 83.36 ขอให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน/การเรียนคิดเป็นร้อยละ 80.52 และขอให้ถูกสลากกินแบ่ง/สลากออมสิน/สลากต่างๆ คิดเป็นร้อยละ 76.98

ส่วนข่าวที่กลุ่มตัวอย่างอยากให้หมดไปจากสังคมไทยในปี พ.ศ. 2561 สูงที่สุด 5 อันดับคือ ข่าวความรุนแรงภายในครอบครัวคิดเป็นร้อยละ 85.09 ข่าวความรุนแรงที่กระทำกับเด็กคิดเป็นร้อยละ 82.93 ข่าวล่วงละเมิดทางเพศคิดเป็นร้อยละ 81.03 ข่าวการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐโดยไม่เป็นธรรมคิดเป็นร้อยละ 77.93 และข่าวการทุจริตในนโยบาย/โครงการต่างๆคิดเป็นร้อยละ 76.81

สำหรับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่ต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญในปี พ.ศ. 2561 นั้น กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 31.55 ระบุว่าในปี พ.ศ. 2561 นี้ตนเองอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาด้านเศรษฐกิจ/ปากท้องของประชาชน (ราคาสินค้าอุปโภค/บริโภค ราคาสาธารณูปโภค รายจ่าย/รายได้) มากที่สุด รองลงมาคือปัญหาด้านการบริหารราชการแผ่นดิน (การทุจริตคอรัปชั่น/ประพฤติมิชอบ การช่วยเหลือพวกพ้อง การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม) คิดเป็นร้อยละ 25.86 ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 13.19 ระบุว่าอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาด้านการเกษตร (ราคาสินค้าทางการเกษตร ปัญหาสินค้าทางการเกษตรล้นตลาด/ขาดแคลน)

ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 8.97 ร้อยละ 7.5 ร้อยละ 6.47 และร้อยละ 5.34 ระบุว่าปัญหาด้านความมั่นคง (ปัญหาความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ ปัญหาการหมิ่นสถาบัน) ปัญหาด้านสังคม (ปัญหาอาชญากรรม ยาเสพย์ติด อุบัติเหตุ ความรุนแรงภายในครอบครัว หนี้นอกระบบ) ปัญหาภัยธรรมชาติ (น้ำท่วม ภัยแล้ง) และปัญหาด้านการเมือง (ความขัดแย้งทางการเมือง ความเคลื่อนไหวทางการเมือง การจัดการเลือกตั้ง) ตามลำดับ และปัญหาอื่นๆคิดเป็นร้อยละ 1.12

คาเฟ่@สมาร์ทโฟน ตอบโจทย์ชีวิตธุรกิจออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308257

คาเฟ่@สมาร์ทโฟน ตอบโจทย์ชีวิตธุรกิจออนไลน์

ModernLight Café application for manage café, คาเฟ่, สมาร์ทโฟน, แอปพลิเคชั่น, บริหารจัดการร้านกาแฟ, มจพ.

นักศึกษา มจพ. ไอเดียเลิศสร้างแอปฯ ” ModernLight Café application for manage café ร้านคาเฟ่ผ่านสมาร์ทโฟน ‘ไลฟ์สไตล์’รูปแบบการใช้ชีวิตธุรกิจออนไลน์

         ผลงานวิจัย เรื่อง “แอปพลิเคชั่นช่วยจัดการร้านคาเฟ่” ModernLight Café application for manage café ผลงานของนักศึกษาสาขาวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่ออุตสาหกรรม ( ITI ) คณะเทคโนโลยีและการจัดการอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี   การันตีรางวัลจาก Startup Thailand League 2017 : Khon kaen  ได้รับรางวัลเป็นทุนสนับสนุนบ่มเพาะและพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจเริ่มต้น และ Finallist การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 19 “National Software Contest 2017”

คาเฟ่@สมาร์ทโฟน ตอบโจทย์ชีวิตธุรกิจออนไลน์

โดยได้รับรางวัล ทุนสนับสนุนโครงการโปรแกรมประยุกต์ใช้งานบนเครือข่ายสำหรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ ( Mobile Application ) ประเภท นิสิต นักศึกษา เป็นผลงานแอปพลิเคชั่นที่ใช้งบประมาณน้อย  ใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก เจ้าของร้านสามารถจัดการร้านค้าด้วยตัวเอง มีความยืดหยุ่น ดูออเดอร์บนมือถือได้ทันที และสร้างโปรโมชั่น ๆ ได้ตลอดเวลา เหมาะกับ ‘ไลฟ์สไตล์’ หรือ ‘รูปแบบการใช้ชีวิตเพื่อทำธุรกิจออนไลน์’  มันเวิร์คสุดๆ กับความสามารถแอปพลิเคชั่นช่วยจัดการร้านคาเฟ่

นายศราวุธ เล่าให้ฟังว่า Modernlight Café  แอปพลิเคชั่นสำหรับช่วยจัดการร้านคาเฟ่ ได้แนวคิดมาจากร้านประเภทคาเฟ่ที่เคยไปใช้บริการ และจากการสังเกตพบว่า  ในปัจจุบันลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการร้านประเภทนี้มากขึ้น จะมานั่งรับประทานอาหารพร้อมกับการเล่นมือถือสมาร์ทโฟน  เป็นไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ที่มักจะเป็นไปในลักษณะ ‘ที่ไหนก็ได้’ อาจเพราะด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและพบว่า ถ้าเจ้าของร้านต้องการที่จะปรับปรุงแก้ไขเมนูอาหาร หรือโปรโมชั่นให้กับลูกค้า ทางร้านต้องเสียเวลา และค่าใช้จ่ายในจัดทำเมนูอาหารและโปรโมชั่น ทางผู้จัดจึงได้คิดทำสิ่งที่สามารถเชื่อมโยงร้านคาเฟ่ และลูกค้าเข้าด้วยกันผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งก็คือ “แอปพลิเคชั่น”นั่นเอง จึงเกิดแนวคิดในการจัดทำแอปพลิเคชั่นดังกล่าวสำหรับช่วยจัดการร้านคาเฟ่  แนวคิดนี้จะมีบทบาทเข้ามาช่วยเหลือเจ้าของกิจการให้สามารถบริหารจัดการร้านได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น และยังนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยของ Smartphone อีกด้วย

คาเฟ่@สมาร์ทโฟน ตอบโจทย์ชีวิตธุรกิจออนไลน์

วัตถุประสงค์ของงานวิจัย เพื่อช่วยเจ้าของร้านในการจัดการร้านค้าประเภทคาเฟ่   เพิ่มช่องทางในการโปรโมทร้านค้าประเภทคาเฟ่  รวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการร้านค้าประเภทคาเฟ่

ลักษณะเด่นของงานแอปพลิเคชั่น ModernLight  จะเป็นการพัฒนาและออกแบบระบบ  โดดเด่นมีความแตกต่างและได้เปรียบจากคู่แข่งอื่น ๆ 4 ข้อ ดังนี้
1. Inexpensive เริ่มต้นใช้แอปพลิเคชั่นด้วยราคาหลักร้อย ทำให้ร้านค้าที่เพิ่งเริ่มธุรกิจหรือร้านที่ยังมีทุนในการดำเนินธุรกิจไม่มากก็สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการร้านได้
2. Ease of use ใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก เจ้าของร้านสามารถจัดการร้านค้าด้วยตัวเองง่าย ๆ
3. Just have a smartphone ไม่จำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์ใด ๆ เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนก็สามารถจัดการ
ข้อมูลต่าง ๆ ภายในร้านได้ ไม่ต้องมีคอมพิวเตอร์ ไม่ต้องติดตั้ง Server
4. Anybody can ordering ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าหรือพนักงานก็สามารถสั่งอาหารได้ แอปพลิเคชั่น
ModernLight Café มีความยืดหยุ่น แตกต่างจากแอปพลิเคชั่นอื่นที่จะต้องเป็นเฉพาะพนักงาน หรือลูกค้าเพียงอย่างเดียวที่สามารถสั่งอาหารได้

การออกแบบและพัฒนา เริ่มต้นจากการศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับธุรกิจร้านคาเฟ่ ปัญหาที่พบ และเทคโนโลยีของระบบที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างแอปพลิเคชั่นช่วยจัดการร้านคาเฟ่  หลังจากนั้นจึงได้ทำการวิเคราะห์และออกแบบระบบ  โดยได้ออกแบบให้ Modernlight Café สามารถทำงานได้บนสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ android เวอร์ชั่น 4.0 ขึ้นไป และมีเว็บ backend ที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลของระบบ  เมื่อได้พัฒนาและออกแบบแอปพลิเคชั่นตามที่ได้วางไว้  เช่น โปรไฟล์ร้านที่สามารถตกแต่งได้ด้วยตนเอง การเพิ่มเมนู เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนราคา  การเช็ครายการอาหารที่สั่งบนมือถือ  ไม่ว่าจะเป็นสั่งที่โต๊ะ  เวลาที่สั่ง  หรือข้อมูลอาหารที่สั่ง  คือสามารถสั่งอาหารได้ทันที โดยไม่ต้องรอพนักงาน ตลอดจนการสร้างโปรโมชั่นใหม่ๆ  เป็นต้น  เมื่อได้ทดสอบและแก้ไขในส่วนที่ยังบกพร่องจนกระทั่งแอปพลิเคชั่นเสร็จสมบูรณ์  จึงได้นำแอปพลิเคชั่นไปให้ร้านคาเฟ่ได้ทดลองใช้เพื่อเก็บข้อมูลมาพัฒนาแอปพลิเคชั่นตามลำดับ ผลที่ได้คือสมบูรณ์แบบที่ทุกๆ อย่างสามารถบริหารจัดการร้านผ่านมือถือได้ทันที

คาเฟ่@สมาร์ทโฟน ตอบโจทย์ชีวิตธุรกิจออนไลน์

ประโยชน์การใช้งานวิจัย สามารถต่อยอดพัฒนาแอปพลิเคชั่น ModernLight Café เป็นแอปพลิเคชั่นที่ใช้จัดการร้านอาหารได้อีกด้วย และในอนาคตเราจะนำแอปพลิเคชั่น ModernLight Café เข้าสู่ตลาดร้านคาเฟ่ ซึ่งในปัจจุบันยังมีร้านคาเฟ่อีกมากที่ยังไม่ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการร้าน ดังนั้นจึงถือเป็นโอกาสดีที่ ModernLight Café จะได้เข้ามามีบทบาทในการช่วยให้เจ้าของร้านคาเฟ่สามารถจัดการร้านค้าได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น   เช่นเดียวกันสินค้าออนไลน์  จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ตอบโจทย์คนยุคใหม่ ช่วยลดปัญหาต่างๆ ออกไปได้มาก

ปัจจุบันห้างสรรพสินค้า ร้านค้า ซุปเปอร์มาเก็ต ก็ต่างหันมาทำออนไลน์ช้อปปิ้งกันหมดแล้ว เรียกได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการสามารถเลือกซื้อได้ง่ายๆ จากสมาร์ทโฟน ช่วยให้คุณประหยัดทั้งเวลาและค่าเสียโอกาสต่างๆ ได้มากทีเดียว  ซึ่งการพัฒนาแอปพลิเคชั่น ModernLight Café นี้ เหมาะกับ ‘ไลฟ์สไตล์’ หรือ ‘รูปแบบการใช้ชีวิต’ ในยุคนี้จริงๆ นับว่าเป็นธุรกิจที่อาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัย  และกระแสสังคมได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตใหม่ๆ ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการร้านได้ก็จะเกิดขึ้นตามมา โดยไลฟ์สไตล์อันสมบูรณ์แบบสำหรับ “คนยุคใหม่” กับแอปพลิเคชั่น ModernLight Café

สอบถามรายละเอียดได้ที่  ภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะเทคโนโลยีและการจัดการอุตสาหกรรม  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี   โทรศัพท์ 0-3721-7300-4

ผู้หญิงอย่าชะล่าใจ!! 3 โรคภายในรอเวลาระเบิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308225

ผู้หญิงอย่าชะล่าใจ!! 3 โรคภายในรอเวลาระเบิด

3 โรคภายในผู้หญิง, โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่, โรคซีสต์รังไข่, เนื้องอกในมดลูก

ปัญหา “โรคภายใน” เป็นโรคใกล้ตัวที่สามารถเกิดขึ้นได้กับ “ผู้หญิง” ทุกคนโดยไม่มีสาเหตุ ไม่มีปัจจัยเสี่ยง แต่จะมีสัญญาณเตือนก็ต่อเมื่ออาการเป็นหนักมากแล้ว

        “โรคร้าย” ที่ซุกซ่อนภายในของผู้หญิง 3 โรคมีอะไรบ้าง และแนวทางในการรักษาได้อย่างไร พญ.หยิงฉี หวัง สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดส่องกล้อง โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า โรคภายในของผู้หญิงที่น่ากลัวที่ไม่ใช่โรคมะเร็ง แต่ที่พบบ่อยและเป็นกันมากเป็น

ผู้หญิงอย่าชะล่าใจ!! 3 โรคภายในรอเวลาระเบิด

อันดับแรกคือ  “เนื้องอกในมดลูก” เป็นโรคที่เกิดในกล้ามเนื้อมดลูก การโตของเนื้องอกอาจโตในโพรงมดลูกหรือโตเป็นก้อนนูนจากมดลูก พบบ่อยในผู้หญิงอายุระหว่าง 30-40 ปี ส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุ ผู้หญิงใน 10 คน มักตรวจพบเนื้องอกมดลูกได้ 3-4 คน ส่วนมากมักจะตรวจเจอโดยบังเอิญ และมีถึง 30 เปอร์เซ็นต์ที่ต้องรับการรักษา อาการที่มาพบแพทย์มักมาด้วยอาการปวดท้องประจำเดือน หรือประจำเดือนมามากกว่าปกติ อาจมีอาการปวดหลังหรือปัสสาวะถี่ร่วมด้วย ผู้ที่ควรต้องเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอก มีอาการบ่งชี้ดังนี้ 1.เลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด เช่น ประจำเดือนมามากหรือมากะปริบกะปรอย 2.มีอาการปวดท้องมาก 3.เนื้องอกไปกดทับอวัยวะข้างเคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะบ่อย 4. ตรวจพบเนื้องอกโตเร็วที่ไม่เคยเจอมาก่อน หรือว่าเคยเจอมาก่อนขนาด 1 ซม. พอติดตามอาการสักประมาณ 3-4 เดือน ขนาดของเนื้องอกกลับโตขึ้นอย่างรวดเร็ว 5.เนื้องอกที่สงสัยว่าจะเป็นมะเร็ง

ผู้หญิงอย่าชะล่าใจ!! 3 โรคภายในรอเวลาระเบิด

เนื้องอก

โรคนี้รักษาด้วยการผ่าตัดที่มีความยากขึ้นอยู่กับ ขนาด จำนวนและตำแหน่ง แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่คือ “การผ่าตัดส่องกล้องขั้นสูง (Advanced Minimal Invasive Surgery)” ทำให้ไม่ต้องเปิดแผลใหญ่ที่หน้าท้อง ไม่ว่าเนื้องอกจะมีขนาดใหญ่แค่ไหนก็สามารถผ่าตัดส่องกล้องได้ และเพื่อความปลอดภัย ปัจจุบันมีการนำเอา “เนื้องอก” ออกด้วยการใส่ถุงปั่นให้มีขนาดเล็กก่อนแล้วค่อยๆ ดึงออกมา เพื่อมั่นใจว่าถ้าเป็นเนื้อร้ายจะได้ไม่มีการแพร่กระจายของเนื้องอก ซึ่งแผลผ่าตัดที่บริเวณหน้าท้องมีขนาดเล็กมากเพียง 5 – 10 มิลลิเมตร

อันดับสอง “โรคซีสต์รังไข่” รังไข่เป็นอวัยวะขนาดเล็กที่อยู่บริเวณด้านข้างปีกมดลูกทั้ง 2 ข้าง ทำหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนต่างๆ ของผู้หญิงให้สมดุล ในทุกๆ เดือนรังไข่จะผลิตไข่ใบเล็กๆ ออกมา โดยไข่จะเคลื่อนจากด้านล่างผ่านท่อนำไข่ เพื่อเตรียมพร้อมผสมกับอสุจิของเพศชาย ส่วนซีสต์มีลักษณะเป็นถุงที่เต็มไปด้วยของเหลวที่สามารถก่อตัวขึ้นได้ในรังไข่ เมื่อเกิดการตกไข่ผิดปกติ จึงทำให้เกิดการคั่งของถุงน้ำในรังไข่ เกิดไข่ไม่ตก เกิดเป็นถุงน้ำขนาดเล็กในรังไข่มีการแบ่งเซลล์ที่ผิดปกติ “ซีสต์ในรังไข่” หลักๆ มี 2 ชนิด คือ ซีสต์ที่สามารถหายเองได้ กับซีสต์ที่ไม่สามารถหายได้เอง ซึ่งซีสต์ที่หายเองได้ คือซีสต์ที่เกิดขึ้นได้จากฮอร์โมนของผู้หญิงในทุกๆ รอบเดือน และเป็นซีสต์ที่พบได้บ่อยที่สุด ส่วนซีสต์ที่หายเองไม่ได้ และต้องได้รับการผ่าตัด เช่น ช็อกโกแลตซีสต์ เดอร์มอยด์ซีสต์ และอื่นๆ มีทั้งกลุ่มมะเร็ง และไม่ใช่มะเร็ง เป็นต้น

ผู้หญิงอย่าชะล่าใจ!! 3 โรคภายในรอเวลาระเบิด

ช็อกโกแลตซีสต์

ซีสต์ในรังไข่ที่น่ากลัวคือ “มะเร็ง” เพราะไม่สามารถวินิจฉัยด้วยเพียงแค่การตรวจอัลตร้าซาวด์(ultrasound) การยืนยันการวินิจฉัยโรคเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง คือต้องตัดชิ้นเนื้อไปตรวจด้วยวิธีการผ่าตัดส่องกล้องเท่านั้น สำหรับ“ช็อกโกแลตซีสต์” เป็นซีสต์ที่มีอาการ เช่น ปวดท้องช่วงมีประจำเดือนแบบมากกว่าปกติ  ส่วนซีสต์อื่นๆ มักไม่มีอาการ โดยเฉพาะ “มะเร็ง” 80% มักไม่มีอาการ แต่คนไข้มักจะมาพบแพทย์ด้วยอาการท้องบวมอย่างเห็นได้ชัด ท้องอืด แน่นท้อง น้ำหนักไม่ค่อยลง สำหรับอาการปวดท้องน้อยเฉียบพลันนั้น อาจเกิดจากซีสต์รั่วหรือบีบขั้ว ทำให้เกิดอาการปวด บางคนโชคร้ายซีสต์ที่เป็นมะเร็งแตก ส่งผลให้มะเร็งแพร่กระจายลามไปทั่วอวัยวะอื่นๆ ต้องตัดรังไข่ออก หลังผ่าตัดต้องรับการบำบัดด้วยคีโมต่อ

หรือบางคนเป็น “ซีสต์แบบบีบขั้ว” ก็ต้องตัดรังไข่ออกเช่นกัน เพราะเนื้อตายเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงไม่ได้ บางคนไม่อยากมีลูกแล้วและไม่อยากกลับมาเป็นซีสต์อีกก็ตัดรังไข่ออก หรือเข้าสู่วัยทองแล้วก็สามารถตัดออกได้ กรณีคนที่ตัดแต่ซีสต์ออก แต่ไม่ได้เอารังไข่ออกก็มีโอกาสกลับมาเป็นซีสต์ได้อีก ซึ่งการรักษาสามารถส่องกล้องผ่าตัดได้เหมือนการรักษาเนื้องอกในมดลูก

ผู้หญิงอย่าชะล่าใจ!! 3 โรคภายในรอเวลาระเบิด

อันดับสุดท้าย ได้แก่ “โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่” เป็นโรคที่ผู้หญิงวัยมีประจำเดือนไม่ควรมองข้าม เพราะหากมีอาการปวดประจำเดือนมากๆ ปวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงเรื้อรัง อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือมีเลือดคั่งในมดลูก หากใครมีอาการดังกล่าวอย่าละเลยควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา การรักษามี 2 แบบ คือรักษาด้วยยาและด้วยการผ่าตัด ซึ่งการรักษาด้วยยาคือทำอย่างไรก็ได้ให้ประจำเดือนมาน้อยที่สุด แต่ในกรณีที่คนไข้ไม่ต้องการมีบุตรแล้ว ก็อาจพิจารณาการผ่าตัดเอามดลูกออกได้เพื่อเป็นการรักษาแบบเอารอยโรคออก แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยยังประสงค์มีบุตร

สามารถทำการรักษาได้ด้วยการใช้ยาในกลุ่มฮอร์โมน เพื่อชะลอความรุนแรงของโรคได้ ในส่วนของการผ่าตัด “เนื้องอกในมดลูก (Myoma uteri)” นั้นแตกต่างจากการตัด “มดลูกที่บวม (Adenomyosis)”  ซึ่งเนื้องอกจะเป็นก้อนๆ สามารถตัดออกได้ แต่กรณีที่มดลูกบวมจำเป็นต้องตัดมดลูกออก พบเคสที่ผ่าตัดยาก คือการที่มดลูกมีพังผืดก้อนใหญ่ และเท่าที่ทีมแพทย์ผ่าตัดด้วยวิธีผ่าตัดส่องกล้องเคยพบใหญ่สุดถึง 3 กิโลกรัม

ขอบคุณข้อมูล ศูนย์สุขภาพสตรี รพ.กรุงเทพ

ยกระดับ “ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯ แพทย์ มข.สู่มาตรฐานโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308291

ยกระดับ “ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯ แพทย์ มข.สู่มาตรฐานโลก

มาตรฐานสากล, คณะแพทย์, มข., ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯ คณะแพทย์ มข. มุ่งมั่น ตั้งเป้าก้าวสู่ รพ.มาตรฐานระดับโลก มุ่งพัฒนาตนเอง น้อมนำคำสอนในหลวงร.9 เพื่อดูแลผู้ป่วยพื้นที่อีสานเข้าถึงการรักษา

          ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นศูนย์วิจัยแห่งแรกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับนานาชาติ Joint Commission International Accredited Hospital (JCI) บริหารศูนย์หัวใจสิริกิติ์ โรงพยาบาลตติยภูมิ ขนาด 168 เตียง ให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด มีแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด และมีเครื่องมืออุปกรณ์ทุกระดับการเจ็บป่วย ทั้งด้าน อายุรกรรม ศัลยกรรม และกุมารเวชกรรม  เน้นการรักษาพยาบาล บริการวิชาการ สร้างงานวิจัย ฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด และสนับสนุนการเรียนการสอนของนักศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ อย่างเอาใจใส่ด้วยหัวใจที่เกื้อกูลตามวัฒนธรรมองค์กร

ยกระดับ "ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯ แพทย์ มข.สู่มาตรฐานโลก

 ผศ.นพ.ภัทรพงษ์ มกรเวส ผู้อำนวยการศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น  กล่าวว่า  นโยบายในการบริหารของเราประการแรกคือ  การเป็นโรงพยาบาลที่มีการรักษาโรคหัวใจที่มีคุณภาพกับคนไข้  คนไข้ที่เข้ามารักษาต้องมีความพึงพอใจ  และปลอดภัย  และประการที่ 2 นโยบายด้านการดูแลบุคลากรของศูนย์หัวใจให้อยู่ดีมีสุขทำงานอย่างมีความสุขเพื่อให้มีกำลังแรงกายแรงใจให้บริการแก่ผู้ป่วยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อให้เป็นโรงพยาบาลภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีคุณภาพมากที่สุด

“ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถรักษาโรคหัวใจได้ทุกชนิด  ตั้งแต่โรคลิ้นหัวใจเป็นต้นไป  โดยมีหมอผ่าตัดที่เชี่ยวชาญที่สามารถผ่าตัดหัวใจ  ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจได้ ผ่าตัดบายพาสตัดต่อหลอดเลือด ไปจนถึงผ่าตัดหลอดเลือดแดงใหญ่  นอกจากนั้น  ยังสามารถรับรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยการฉีดสีหลอดเลือด แล้วใส่บอลลูนขยายหัวใจได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้ง 7 วันไม่มีวันหยุด เพื่อตอบสนองต่อการรักษาผู้ป่วยที่เกิดภาวะฉุกเฉินทางด้านโรคหัวใจเกิดขึ้น และยังเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่นำวิธีการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยวิธีการจี้ไฟฟ้าหัวใจเข้ามาใช้เป็นแห่งแรก  โดยทำการรักษามากว่า 7 ปี  ทำการรักษาผู้ป่วยประมาณปีละ 300-400

ยกระดับ "ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯ แพทย์ มข.สู่มาตรฐานโลก

นอกจากนั้นเรายังสามารถผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ  และเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติได้ทุกชนิด  รับรักษาผู้ป่วยที่ส่งตัวมาทุกสิทธิ์การรักษา  ทั้งบัตรทอง ประกันสังคม และสิทธิ์ราชการ    นอกจากนั้น ยังมีการให้บริการนอกเวลาสำหรับท่านที่ไม่สะดวกรับการรักษาในเวลาราชการ ตั้งแต่เวลา 16.30- 20 น.ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ส่วนวันเสาร์เปิดให้บริการตั้งแต่ 8.30 -14.00 น.”

ผศ.นพ.ภัทรพงษ์  กล่าวต่อไปว่า  ปัจจุบันได้เปิด Premium Clinic ซึ่งเป็นคลินิกรูปแบบใหม่ซึ่งเป็นนวัตกรรมของศูนย์หัวใจ  สำหรับผู้มีเวลาน้อย โดยให้บริการตั้งแต่การนัดหมายล่วงหน้า พร้อมกับมีโปรแกรมตรวจสุขภาพหัวใจ    สำหรับผู้ที่สนใจ  สามารถเข้าไปดูรายละเอียดในเว็บไซต์  https://heart.kku.ac.th/premium-clinic  หรือโทร. 063-4747459 จะมีพยาบาลรับการนัดหมาย มีบริการที่จอดรถ  พร้อมทั้งมีอาหารให้บริการหลังจากงดน้ำงดอาหารมารับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ”

ยกระดับ "ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯ แพทย์ มข.สู่มาตรฐานโลก

ตั้งแต่ 26 สิงหาคม 2560 เป็นต้นมา ที่ศูนย์หัวใจฯ ได้ผ่านการท้าทายตนเองในการก้าวเข้าสู่เป็นโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานระดับโลก โดยผ่านมาตรฐาน Kcl ซึ่งเป็นมาตรฐานการรักษาพยาบาลระดับสูงของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการใช้มานาน ดังนั้น จึงสามารถมั่นใจในการรักษาพยาบาลเนื่องจากมีมาตรฐานการรักษาที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานระดับสากล   และอยากให้ประชาชนทุกคนรู้ว่า ศูนย์หัวใจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  เป็นศูนย์หัวใจที่ตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยทุกคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ซึ่งในอดีตภาคอีสานไม่มีโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านโรคหัวใจซึ่งต้องเข้าไปรักษาที่กรุงเทพและเสียค่าใช้จ่ายสูง   เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม  ที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงเล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้จึงพระราชทานนามสถาบันให้เป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรีเป็นโรงพยาบาลของภาคอีสานที่มีมาตรฐานและมีคุณภาพ”

“ในปัจจุบันผู้ป่วยโรคหัวใจมีคิวผ่าตัดค่อนข้างยาวโครงการผ่าตัดผู้ป่วยนอกเวลาราชการ 150 รายต่อปีเพื่อให้ผู้ป่วยโรคหัวใจได้เป็นการเข้าถึงผู้ป่วยโดยมีโดยโรงพยาบาลศูนย์หัวใจได้มีลักษณะผลสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการผ่าตัดได้รวดเร็วยิ่งขึ้นเป็นโครงการที่ศูนย์หัวใจได้ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดโรคหัวใจโดยใช้เงินรายได้ของหน่วยงานใช้   ซึ่งปีนี้ได้ทำถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ในการบริหารงานเพื่อให้องค์กรเป็นสุขนั้น  ทางโรงพยาบาลได้น้อมนำพระราชดำรัสของในหลวงมาใช้ในเรื่องของการเข้าใจเข้าถึงและการพัฒนาคือเราจะเป็นโรงพยาบาลที่เข้าใจเข้าถึงคนไข้หมายถึงว่าคนไข้สามารถเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลของเราทุกคนและเราจะพัฒนาโรงพยาบาลของเราให้ได้มีมาตรฐานมากขึ้นตามลำดับ  และพัฒนางานโดยนำเทคโนโลยีใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกมาปรับใช้สำหรับคนไข้ในภาคอีสานและประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป” ผอ.ศูนย์ฯ กล่าว

กางปฏิทิน!! รับนักเรียนอาชีวะ ปีการศึกษา 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308279

กางปฏิทิน!! รับนักเรียนอาชีวะ ปีการศึกษา 61

ทำแผนร่วมกัน, ปีการศึกษา 2561, อาชีวศึกษษ, รับนักเรียน

สอศ.ประกาศรับสมัครนร.-นศ.ปีการศึกษา 2561 ปวช. 1 สมัครวันที่ 18-28 มี.ค.นี้ ปวส.1 แล้วเสร็จภายใน 10 มิ.ย. ย้ำอาชีวะรัฐ-เอกชนในจังหวัดวางแผนการรับร่วมกัน

      เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2561 ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กำหนดปฏิทินการรับสมัครนักเรียน นักศึกษาของสถานศึกษาสังกัด สอศ. ประจำปีการศึกษา 2561 ดังนี้ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 (ปวช.1) โควตาพิเศษ มอบตัว 11 มีนาคม 2561 นักเรียนทั่วไป รับสมัคร 18-28 มีนาคม 2561 ทดสอบความรู้และความถนัดทางวิชาชีพ 1 เมษายน 2561 ประกาศผล 5 เมษายน 2561 มอบตัว 8 เมษายน 2561

ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 (ปวส.1) ให้สถานศึกษาพิจารณาตามความเหมาะสม ทั้งนี้ ต้องพิจารณาดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 10 มิถุนายน 2561 และระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยี หรือสายปฏิบัติการ ให้สถาบันการอาชีวศึกษาพิจารณาตามความเหมาะสม โดยกำหนดเป็นระเบียบของสถาบันการอาชีวศึกษา

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ได้ออกแนวปฏิบัติการรับนักเรียน นักศึกษา โดยเน้นการดำเนินงานในรูปแบบคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด โดยให้อาชีวศึกษาจังหวัดจัดประชุมร่วมกันทุกสถานศึกษาทั้งรัฐและเอกชน เพื่อร่วมกำหนดเป้าหมาย แผนการรับ โดยอ้างอิงจากผลการรับ ปีการศึกษา 2560 รวมทั้ง พิจารณาในสาขาวิชา จำนวนนักเรียน นักศึกษาที่จะรับเข้าศึกษาต่อทั้งการรับสมัครโควตาพิเศษ การรับสมัครและทดสอบความรู้และความถนัดทางวิชาชีพ ซึ่งการรับสมัคร ประกาศผล และมอบตัว ให้สถานศึกษาพิจารณาจำนวนแผนการรับตามความเหมาะสม และให้อยู่ในเขตพื้นที่ อีกทั้ง ต้องคำนึงถึงความต้องการของผู้เรียนและศักยภาพของผู้เรียน

ส่วนด้านการแนะแนว และการประชาสัมพันธ์ ให้สถานศึกษาร่วมกันทั้งอาชีวศึกษารัฐและเอกชน ตลอดจนหน่วยงานที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับจังหวัด ที่จะหาวิธีการที่หลากหลาย ให้ผู้เรียน ผู้ปกครอง ชุมชน สื่อมวลชน และผู้เกี่ยวข้อง เกิดความเข้าใจในเส้นทางการศึกษาและอาชีพ และรับรู้ว่าอาชีวศึกษาเน้นการผลิตและพัฒนากำลังคนในสาขาวิชาที่ขาดแคลนและเน้นสาขาวิชาที่เป็นความต้องการของประเทศ โดยเฉพาะสาขาวิชาที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ทั้งนี้ สอศ.จะดำเนินการประชาสัมพันธ์ และสร้างภาพลักษณ์การอาชีวศึกษาในภาพรวม รวมถึงการรายงานแผนการรับเข้า และการรายงานผลการรับเข้าศึกษา การรายงานการประกาศผล และการรายงานผลการมอบตัว

“การรับนักเรียน นักศึกษาครั้งนี้ต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นธรรม เสมอภาค และคำนึงถึงการสร้างโอกาส การเข้าถึงการศึกษาด้านอาชีวศึกษาให้กับกลุ่มผู้ด้อยโอกาส และผู้พิการด้วย รวมทั้ง ต้องคำนึงถึงความเป็นเอกภาพของสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั้งของรัฐบาล และของเอกชน โดยพิจารณาจากพื้นฐานศักยภาพของแต่ละสถานศึกษา และให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ เช่นเดียวกัน การรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยี หรือสายปฏิบัติการเน้นการผลิตกำลังคน ตามความต้องการของสถานประกอบการ และความต้องการกำลังคนตามยุทธศาสตร์ โดยเชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนนโยบาย ด้านการผลักดันกรอบคุณวุฒิวิชาชีพและพัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพ”ดร.สุเทพ กล่าว

มาลิกเจ้าของร้าน “COFFEE & STEAK”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308259

 มาลิกเจ้าของร้าน “COFFEE & STEAK”

ประสบผลสำเร็จได้แม้ไร้ปริญญา, Coffee  Steak

 “อับดุลมาลิก นิหมัด” หนุ่มมุสลิมจากพัทยา อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยอัลอัซอัร และอดีตเชฟไก่ร้านอาหารบันดงในอียิปต์ เป็นเจ้าของร้าน “Coffee & Steak” เป็นครูสอนศาสนา

    แท้ที่จริงจุดประสงค์หลักของการเรียนศาสนาคือการนำคำสอนมาเผยแพร่ พัฒนาสังคมมนุษย์ในด้านจิตใจเพื่อให้เกิดความพอเพียงและเพียงพอในชีวิต ซึ่งจะนำไปสู่ความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้าเท่านั้น แต่

      “การฝึกตัวเองและฝึกและเรียนรู้เพื่อให้มีที่ยืนอยู่กับสังคมโลกได้อย่างทันเหตุการณ์และนำพาชีวิตให้ก้าวไปสู่ความมั่นคงของตัวเองและครอบครัวคือเรื่องสำคัญของชีวิต “อับดุลมาลิก นิหมัด” หนุ่มมุสลิมจากพัทยา อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยอัลอัซอัร และอดีตเชฟไก่ร้านอาหารบันดงในอียิปต์  กล่าว

 มาลิกเจ้าของร้าน “Coffee & Steak”

    ปัจจุบัน มาลิก เป็นเจ้าของร้าน “Coffee & Steak” เป็นครูสอนศาสนาและขับรถตู้รับส่งนักเรียน แม้ไม่สามารถคว้าใปริญญาจากม.อัลอัซฮัรมาครองได้ หากแต่ไม่ใช่อุปสรรคที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตและยังทำหน้าที่ได้อย่างครบถ้วนทั้งด้านศาสนาและการทำธุรกิจในแบบฉบับที่ตัวเองอยากทำ

 มาลิกเจ้าของร้าน “Coffee & Steak”

    มาลิก เป็นคนชลบุรีมาตั้งแต่กำเนิด เป็นบุตรของนายฮารูน นางสุใบดะห์แก้วจันทร์ ซึ่งทำธุรกิจส่วนตัว จบการศึกษาระดับมัธยมต้น ที่โรงเรียนโพธิ์สัมพันธ์พิทยาคาร ด้านศาสนาจบระดับมัธยมที่โรงเรียนมุสลิมวิทยาคาร คลอง 19 จังหวัดฉะเชิงเทรา และบินลัดฟ้าไปสู่อียิปต์เมื่อปี 2012 เป็นนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร เข้าเรียนคณะนิติศาสตร์อิสลาม

 มาลิกเจ้าของร้าน “Coffee & Steak”

    ใช้ชีวิตในอียิปต์ว่า 4 ปีที่ได้ศึกษาอยู่ในประเทศอียิปต์ ยอมรับเลยว่าประเทศแห่งนี้มีสิ่งดีๆให้มากมายในเรื่องความรู้ด้านศาสนาในรั้วมหาลัย หรือในสถานที่สอนศาสนาต่างๆ ตลอดจนถึงการเปิดสอนภาษาต่างประเทศเยอะแยะมากมายแล้วแต่ความต้องการของแต่ละคนและขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเป็นสำคัญ

 มาลิกเจ้าของร้าน “Coffee & Steak”

    “จริงๆแล้วความฝันตั้งแต่เริ่มเรียนศาสนา คือ การนำความรู้มาเผยแพร่ในครอบครัวตัวเองก่อน แล้วค่อยๆกว้างไปสู่หมู่บ้านและชุมชนสังคมที่กว้างขึ้น แต่เมื่อมาถึงอียิปต์เข้าสู้รั้วมหาวิทยาลัยศาสนาที่สอนศาสนาอิสลามและมีชื่อเสียงระดับโลก แต่เมื่อพยายามจนถึงที่สุดแล้วแต่ก็ไม่ถึงจุดฝัน คิดจะสู้ต่อก็ยังได้หากแต่ต้องเพิ่มระยะเวลาเรียนอีกกี่ปีถึงจะจบเพราะเราไม่สามารถกำหนดผลสอบของตัวเองได้ว่าจะสอบผ่านหรือว่าจะสอบตก เพราะมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรไม่มีคะแนนเก็บ นอกจากสอบให้ผ่านเท่านั้น

 มาลิกเจ้าของร้าน “Coffee & Steak”

     การยอมรับตัวเองและการมองย้อนกลับไปที่เมืองไทย การตัดสินใจอำลารั้วมหาลัยก็เกิดขึ้น แม้ว่าขณะนั้นได้ศึกษาอยู่ในระดับปีที่ 2 แล้วก็ตาม เมื่อกลับมาเห็นสภาพสังคม เห็นเด็กๆเยาวชนที่กำลังโต ความเป็นครูที่เคยมีมาในเส้นเลือดของการศึกษาศาสนาก็เกิดขึ้น เพราะสังคมคือหน้าที่ของผู้เรียนศาสนาที่จะต้องกลับมาดูแลและพัฒนาแววตาของเด็กๆเหล่านี้ทำให้ลืมความเสียใจและทดแทนการให้ด้วยการทุ่มเทการสอนอย่างจริงจังในทุกวันนี้ กับการทำหน้าที่เป็นครูสอนโรงเรียนศาสนา ที่“โรงเรียนบ้านรถไฟ”

 มาลิกเจ้าของร้าน “Coffee & Steak”

   ประสบการณ์ที่อียิปต์นอกเหนือจากการเป็นนักศึกษา ยังมีโอกาสทำงานเป็นเชฟที่ร้านบันดงและฝึกฝนตัวเองในการเข้าสังคมที่แตกต่างๆและการทำงานที่เป็นระบบพร้อมกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน กอปรกับเป็นคนที่ชอบในการทำอาหารอยู่แล้วทำให้ต่อยอดการทำงานที่กว้างขึ้นได้ในปัจจุบัน

 มาลิกเจ้าของร้าน “Coffee & Steak”