เจาะลึกอาชีพเว็บนักดิจิทัลรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308247

เจาะลึกอาชีพเว็บนักดิจิทัลรุ่นใหม่

เว็บมาสเตอร์, ค่ายวิชาชีพเว็บ, คุณภาพชีวิต

สมาคมดูแลเว็บไทย จับมือกับ CP All และ PIM จัดโครงการ young webmaster camp ครั้งที่ 15 หัวข้อ Digital Innovation วันที่ 4-7 ม.ค 61 ณ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

          ปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยเฉพาะเยาวชนรุ่นใหม่ หลายๆ หน่วยงานจึงให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เราสังเกตได้จากการจัดกิจกรรมเพื่อเยาวชน เช่น “โครงการ TYC เด็กไทยมีดี ใช้ไอที เพื่อชุมชน” โครงการยูธสปาร์ค สร้างผู้ประกอบการเยาวชนไทยด้วยไอที

          หนึ่งในนั้นคือโครงการ “young webmaster camp” เป็นหนึ่งสุดยอดค่ายเจาะลึกวิชาชีพเว็บสำหรับนักศึกษา

เจาะลึกอาชีพเว็บนักดิจิทัลรุ่นใหม่

ซึ่งในปีนี้มีนักศึกษาหลากหลายสถาบันส่งใบสมัครเข้ามาถึง 1,111 คน และคัดเลือกเหลือ 80 คน นักศึกษาทั้ง 80 คน จะได้รับทั้งความรู้ภาคทฤษฎีจากวิทยากรแถวหน้าของวงการเว็บไทย ได้ลงมือปฏิบัติด้วยการพัฒนาเว็บไซต์ขึ้นมาจริงๆ โดยแบ่งฐานการเรียนรู้ในวิชาชีพเว็บมาสเตอร์ 4 สาขา ไม่ว่าจะเป็น

สาขาการพัฒนาเนื้อหา (Web Content) เน้นให้เยาวชนเรียนรู้การดึงดูดคนเข้าเว็บไซต์ ด้วยวิธีการนำเสนอเนื้อหาที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย สดใหม่ทันเหตุการณ์ และสร้างสรรค์ผลงานที่โดดใจ น่าสนใจ และชวนให้ติดตาม

สาขาการออกแบบ (Web Design) เน้นการสร้างสรรค์เว็บไซต์ให้สวยงามสะดุดตาดึงคนให้เข้ามาในเว็บไซต์ควบคู่กับการออกแบบให้ตรงตามการใช้งาน ดึงจุดเด่นออกมา และจัดวางอย่างมีสไตล์

สาขาการตลาด (Web Marketing) เน้นให้เยาวชนสร้างยอดผู้เข้าชมระดับแสนได้เพียงข้ามคืน ผ่านกลยุทธ์การตลาดและการวางแผนเพื่อดึงคนเข้าเว็บไซต์ด้วยช่องทางต่างๆ รวมถึงกลเม็ดเคล็ดลับที่ทำให้ยอดผู้ชมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

สาขาการพัฒนาเว็บไซต์ (Web Programming) เน้นการสร้างเว็บไซต์ให้เกิดขึ้นจริงด้วยทักษะทางด้านโปรแกรมที่ผ่านการฝึกฝน และพัฒนาฝีมือมา ก่อเกิดเป็นเว็บไซต์ที่พร้อมใช้งานได้จริง และพร้อมต้อนรับทุกคนที่เปิดเข้าชม

เจาะลึกอาชีพเว็บนักดิจิทัลรุ่นใหม่

“เติ้ล” ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน

“เติ้ล” ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ตัวแทนฐานการเรียนรู้สาขา Web Content  เล่าว่า โครงการ young webmaster camp เป็นโครงการที่มีมานาน ซึ่งเขาติดตามการเคลื่อนไหวของโครงการทางเพจสมาคมเว็บไทย พอเห็นว่ามีโอกาส คุณสมบัติตรงกับเงื่อนไข จึงตัดสินใจสมัครเข้ามา อีกทั้งเขายังได้แรงบันดาลใจจากค่าย Junior Webmaster Camp เมื่อ 2 ปีก่อน ทำให้เขาตัดสินใจมาค่ายนี้

เจาะลึกอาชีพเว็บนักดิจิทัลรุ่นใหม่

“เติ้ล” เล่าต่อว่า สำหรับสาขา Content ทางโครงการให้เขียนผลงานส่งโดยที่ไม่จำกัดรูปแบบการนำเสนอ ซึ่งให้เลือกหัวข้อที่สนใจ ตอนที่เขาเลือกมี 2 หัวข้อคือ เรื่อง Cyberbullying การกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ และเรื่องการเสพติดโชเซียล เขานำเสนอในรูปแบบภาพชุดลงสื่อ facebook จะมีภาพปกหนึ่งภาพและภาพอื่นๆ สามารถเลื่อนได้

ปัจจุบัน “เติ้ล” ดูแลเว็บไซต์ด้านเนื้อหาทั้งหมด 3 เว็บ ได้แก่เว็บไซต์ MacThai.com เขาจะเขียนเนื้อหาเกี่ยวกับ Apple เช่น บทความเกี่ยวกับ apple การเปิดตัวสินค้าใหม่ หรือข่าวเกี่ยวกับด้านเทคโนโลยี

เจาะลึกอาชีพเว็บนักดิจิทัลรุ่นใหม่

ต่อมาเป็นบล็อกส่วนตัวชื่อว่า Nutn0n.com เขียนเรื่องทั่วไป ความชอบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ และเว็บไซต์ Spaceth.co เป็นเว็บเกี่ยวกับข่าวอวกาศ เช่น ยานอวกาศลำไหนไปสำรวจดาวอะไร หรือว่าในปัจจุบันมีการปล่อยยานอะไรขึ้นไปแล้วบ้าง แนวโน้มการพัฒนาในอนาคตเป็นอย่างไรทำไม่บริษัทเอกชนจึงต้องมาสำรวจอวกาศ

“เติ้ล” เล่าต่อว่า ปัจจุบันการทำเนื้อหาไม่ว่าในสื่ออะไรก็ตามต้องทำการปรับตัว เพราะว่าอยู่ในยุคดิจิทัล เราจะเห็นได้จากการปิดตัวของนิตยสาร ทีวีก็ต้องเลิกจ้างพนักงานบางส่วน เนื่องจากพฤติกรรมการเสพข่าวสารของผู้ใช้เปลี่ยนไปส่วนใหญ่จะมาอยู่บนโลกดิจิทัลมากขึ้น คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของคนทำเนื้อหา ที่จะต้องทำให้ตรงกับจริตของผู้อ่านออนไลน์ก็คือจะต้องมีความรวดเร็ว ทันเหตุการณ์ มีความกระชับ อ่านง่าย เป็นการย่อยเนื้อหาให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ง่าย โดยที่ใช้ตัวอักษรน้อยที่สุด

เจาะลึกอาชีพเว็บนักดิจิทัลรุ่นใหม่

“อยากเข้ามาโครงการนี้นานแล้ว เพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งของผู้พัฒนาเว็บไซต์ นักพัฒนาเว็บไซต์ และเมื่อจบจากค่ายนี้แล้วเติ้ลจะนำสิ่งที่ได้จากค่ายนำไปปรับใช้กับเว็บที่ตัวเองดูแลอยู่ ส่วนหนึ่งจะเอาไปเป็นความรู้ไว้บอกเล่าให้กับเพื่อนๆ ในทีมต่อไป” เติ้ล กล่าว

เจาะลึกอาชีพเว็บนักดิจิทัลรุ่นใหม่

“ฟาง” อภิญญา วิญญูชัย

“ฟาง” อภิญญา วิญญูชัย นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สาขาออกแบบเว็บและสื่อโต้ตอบ มหาวิทยาลัยศิลปากร ตัวแทนฐานการเรียนรู้สาขา Web Design เล่าว่า ที่เข้ามาในโครงการนี้เพราะว่าถนัดในด้านการออกแบบ และอยากจะพัฒนาให้ตนเองเก่งขึ้น เมื่อทราบข่าวจากอาจารย์ บวกกับรุ่นพี่ที่เคยเข้าร่วมโครงการนี้เมื่อปีที่แล้วเล่าประสบการณ์และจุดเด่นให้ฟัง เธอจึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการ

“ฟาง” เล่าต่อว่า สำหรับสาขา  Web Design  ทางโครงการให้ออกแบบเว็บ คสช. เธอทำเป็น Responsive เป็นเว็บที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับนโยบายและรายการ คสช. แต่ไม่ค่อยมีฟังก์ชันอะไรเยอะ เพราะยังขาดประสบการณ์และการเรียนรู้ที่หลากหลาย ทำให้เธอสนใจโครงการนี้เป็นอย่างมาก

เจาะลึกอาชีพเว็บนักดิจิทัลรุ่นใหม่

“เป้าหมายที่มาโครงการนี้ เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ และเรียนรู้การใช้ฟังก์ชันในการทำงาน โดยเฉพาะการออกแบบ เนื่องจากกการออกแบบมันเป็นหน้าตาของทุกสิ่งอยู่แล้ว ต้องทำให้มันออกมาดูดี และใช้งานง่ายต่อการเข้าถึงของกลุ่มเป้าหมาย” ฟาง กล่าว

เจาะลึกอาชีพเว็บนักดิจิทัลรุ่นใหม่

วโรรส  โรจนะ

วโรรส  โรจนะ นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังคงต้องการคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถและประสบการณ์ตรงด้วยการสร้างสรรค์ผลงานบนพื้นฐานของจริยธรรม ซึ่งในแต่ละปีจะเห็นได้ว่านิสิต นักศึกษาแต่ละรุ่นจะมีศักยภาพมากขึ้นทุกๆ ปี ทั้งทำงานให้กับประเทศและต่างประเทศ ด้วยเหตุผลนี้เราจึงจัดโครงการอย่างต่อเนื่องเพื่อเพาะบ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เป็นนักดิจิทัลที่สร้างผลงานให้กับประเทศได้

“นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการแต่ละรุ่นต่างมีไฟในตัวเองกันทั้งนั้น แค่เราเติมเต็มความรู้ และการปฏิบัติงานจริงเข้าไป ผมเชื่อว่าพวกเขาจะเติบโตและสร้างผลงานให้กับประเทศแน่นอน อีกทั้งพวกเขาจะเป็นนักดิจิทัลที่มีความเชี่ยวชาญในทุกฐานความรู้ที่เราจัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สาขาการพัฒนาเนื้อหา สาขาการออกแบบ สาขาการตลาด และสาขาการพัฒนาเว็บไซต์ อย่างแน่นอน ” วโรรส  กล่าว

เจาะลึกอาชีพเว็บนักดิจิทัลรุ่นใหม่

บัญญัติ คำนูณวัฒน์

บัญญัติ คำนูณวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีพี ออลล์  กล่าวว่า ซีพี ออลล์ ได้เข้าไปสนับสนุนโครงการ young webmaster camp เป็นปี 3 แล้ว เพื่อมุ่งหวังให้เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการได้รับความรู้ด้านการพัฒนาเว็บไซต์อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งเนื้อหา วิธีการใช้งานและจริยธรรมในการทำงาน พร้อมเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆจากผู้เชี่ยวชาญ

รวมถึงวิทยากรชื่อดังในวงการไอทีอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้เติบโตขึ้นเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนและสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ให้วงการไอทีบ้านเราก้าวขึ้นสู่การเป็นเว็บมาสเตอร์มืออาชีพระดับโลก

อบรมฟรี!!18 ชม.วิทยากรสอนคนครัวบนเรือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308233

อบรมฟรี!!18 ชม.วิทยากรสอนคนครัวบนเรือ

กพร., คนครัวบนเรือ, วิทยากร

กพร. เปิดฝึกวิทยากรสอนคนครัวบนเรือฟรี รับ 40 คนต่อรุ่น ใช้เวลาอบรม 18 ชั่วโมงหรือ 4 วัน ประเดิมรุ่นแรกเริ่ม 30 ม.ค.นี้การันตีมาตรฐาน ILO

       กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน จัดฝึกอบรมหลักสูตรสาขาการจัดการด้านอาหารและโภชนาการบนเรือ (Food and Catering) ซึ่งปรากฎคนครัวบนเรือจำนวนมากให้ความสนใจเข้ารับฝึกอบรมจำนวนมาก จึงได้มีการขยายการอบรมเพิ่มเติมในสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน (สพร.) และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน (สนพ.) อีก 20 จังหวัดให้ครอบคลุม 4 ภูมิภาค

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2561 นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า เนื่องจากต้องการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานในกิจการทางทะเล ค.ศ.2006 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ที่กำหนดให้คนครัวบนเรือต้องผ่านการฝึกอบรมจากหน่วยงานที่ได้รับการรับรอง เช่น กพร. และเพื่อให้การฝึกอบรมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมกับเป็นการผลิตวิทยากรให้มีศักยภาพรองรับความต้องการในข้างต้น

อบรมฟรี!!18 ชม.วิทยากรสอนคนครัวบนเรือ

กพร.จึงได้จัด “โครงการฝึกอบรมผู้ฝึกอบรมหลักสูตร การจัดการด้านอาหารและโภชนาการบนเรือ” มีการเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน ปัญหา ลักษณะการทำงาน ข้อกำหนดของกฎหมายระหว่างประเทศ บทบาท หน้าที่ และเทคนิคการเป็นผู้ฝึกอบรม (Training Course for Instructor) ตามหลักสูตรต้นแบบของ ILO การวัดและประเมินผลการฝึกอบรม เป็นต้น ถ่ายทอดความรู้โดยผู้แทนสมาคมเจ้าของเรือไทย สมาคมวิชาชีพชาวเรือไทย ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า และเจ้าหน้าที่กพร. ต้องการผู้เข้ารับการฝึกอบรมจำนวน 40 คนต่อรุ่น กำหนดเปิดฝึกอบรมรุ่นแรกระหว่างวันที่ 30 มกราคม-2 กุมภาพันธ์ 2561 (ระยะเวลา 18 ชั่วโมง)

อบรมฟรี!!18 ชม.วิทยากรสอนคนครัวบนเรือ

“สำหรับคุณสมบัติของผู้เข้ารับการฝึกอบรมจบการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าด้านคหกรรมศาสตร์ อาหารและโภชนาการ หรือวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์การทำงานในสาขาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับด้านอาหาร โภชนาการและสุขอนามัยในอาหารไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือเป็นผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาผู้ประกอบอาหารไทย ระดับ 2 หรือเป็นผู้มีความรู้ความเชียวชาญและมีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานบนเรือเดินทางทะเลขนาดตั้งแต่ห้าร้อยตันกรอสส์ขึ้นไป ไม่น้อยกว่า 3 ปี ฝึกอบรมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย” อธิบดีกพร.กล่าว

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานพัฒนาวิทยากรต้นแบบ สำนักพัฒนาผู้ฝึกและเทคโนโลยีการฝึก กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โทร 0 2643 4981

จัดพิธีบวงสรวงรื้อถอนพระเมรุมาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308220

จัดพิธีบวงสรวงรื้อถอนพระเมรุมาศ

11 ม.ค.บวงสรวง, รื้อถอนพระเมรุมาศ, กรมศิลปากร

เตรียมพิธีบวงสรวงรื้อถอนพระเมรุมาศ และอาคารประกอบในมณฑลพิธีสนามหลวง 11 ม.ค.เวลา 07.00 น. เชิญนายกฯเป็นประธาน

        เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2561 นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า กรมศิลปากร เตรียมจัดพิธีบวงสรวงการรื้อถอนพระเมรุมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ ณฑลพิธีท้องสนาม ในวันที่ 11 มกราคม 2561โดยพิธีจะเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้าเวลาประมาณ 07.00 มีพิธีสงฆ์และพิธีพราหมณ์ ซึ่งในวันดังกล่าว นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม ได้มอบหมายให้กรมศิลปากร ทำหนังสือเชิญพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานในพิธี

ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีบวงสรวงวิศวกร เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็จะเริ่มดำเนินการกั้นรั้ว กั้นพื้นที่เพื่อทำการรื้อถอนพระเมรุมาศ และอาคารประกอบ ส่วนจะเริ่มจากอาคารใด จุดใดก่อนนั้น ให้เป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติหน้าที่ได้หารือและวางแผนร่วมกัน สำหรับพระเมรุมาศ จะเริ่มดำเนินการเคลื่อนย้ายประติมากรรม ศิลปกรรม จิตรกรรมฉากบังเพลิง ไปไว้ยังสำนักช่างสิบหมู่ ที่ศาลายาก่อน อย่างไรก็ตาม ส่วนระยะเวลาการรื้อถอน ตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันหรือช่วงกลางเดือนมีนาคม 2561

อนึ่ง การรื้อถอนอาคารประกอบอื่นๆ ได้แก่ ส่วนหนึ่งของพระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน 4 หลัง ทับเกษตร 2 หลัง บุษบกซ่าง 1 หลัง สระอโนดาต 2 สระ จะย้ายไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ บนเนื้อที่ 10 ไร่ บริเวณด้านหลังหอจดหมายเหตุเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ตำบลคลองห้า จังหวัดปทุมธานี ส่วนอาคารประกอบส่วนหนึ่ง ได้แก่ ศาลาลูกขุน 2 หลังจะย้ายไปจัดแสดงที่สำนักช่างสิบหมู่ จังหวัดนครปฐม เพื่อให้แหล่งเรียนรู้ทั้ง 2 ส่วนนี้ เป็นที่ระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 และผลงานมรดกวัฒนธรรมไทย ที่ทรงคุณค่า ที่คนรุ่นใหม่ควรจะเรียนรู้

สำหรับไม้ดอกไม้ประดับตกแต่งพระเมรุมาศ ในส่วนของไม้ดัด ซึ่งวัดคลองเตยในให้ความอนุเคราะห์ก็จะจัดส่งคืนวัด อีกส่วนไม้ดัดขนาดใหญ่ เป็นของสวนนงนุช ก็จะดำเนินการจัดส่งคืน ส่วนไม้ล้มลุกประเภทดอกดาวเรือง จำนวน 300,000 ต้น จะเคลื่อนย้ายไปจัดงานฤดูหนาวที่หน้าพระลานพระราชวังดุสิต และสนามเสือป่า ปลายเดือนมกราคม 2561

อาชีวะโชว์ของดีมหกรรมการศึกษา”อาชีพ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308208

อาชีวะโชว์ของดีมหกรรมการศึกษา”อาชีพ”

มหกรรมการศึกษาอาชีพ, กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่, อาชีพ

อาชีวะจัดมหกรรมการศึกษา เปิดโลกกว้างสู่เส้นทางอนาคต 4.0 ภาคกลาง-ตะวันออก 4-6 ม.ค.นี้ รวบรวมผลงานโดดเด่นของนักศึกษาและวิทยาลัย พร้อมแนะแนวเรียนอาชีพ

         สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดงาน “มหกรรมการศึกษา เปิดโลกกว้างสู่เส้นทางอนาคต อาชีวศึกษา 4.0”  ภาคกลาง-ตะวันออก ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ จังหวัดนครนายก ในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 67 ปีการศึกษา 2560  (ภาคกลาง) ระหว่างวันที่ 4-6 มกราคม 2561 โดย  ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า “มหกรรมการศึกษา เปิดโลกกว้างสู่เส้นทางอนาคต อาชีวศึกษา 4.0″ เป็นการแนะแนวการศึกษาด้านวิชาชีพให้กับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา ที่เดินทางมาร่วมงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 67 ปีการศึกษา 2560 ซึ่งจัดในรูปแบบนิทรรศการเสมือนจริง เปิดเส้นทางอาชีพ  ให้นักเรียน นักศึกษาในพื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันออก  เข้าชมนิทรรศการจะได้มีแนวทางในการตัดสินใจศึกษาต่อและประกอบอาชีพ

อาชีวะโชว์ของดีมหกรรมการศึกษา"อาชีพ"

ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการ กอศ. (เสื้อขาว)

จากผู้มีประสบการณ์ในการจัดการศึกษาด้านวิชาชีพโดยตรง ซึ่งจะช่วยสร้างทัศนคติที่ดีต่อการศึกษาด้านวิชาชีพตรงกับความสามารถและความต้องการของตนเอง รวมทั้งให้ผู้ปกครองมีทัศนคติต่ออาชีพที่ตรงตามความสามารถ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการบริหารจัดการศึกษาสู่ตลาดแรงงานของประเทศ ตลอดจนลดความเหลื่อมล้ำทางด้านปริมาณและคุณภาพการศึกษา  โดยคาดว่าจะมีนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย เข้ามาร่วมชมกิจกรรมอย่างน้อย ไม่ต่ำกว่า วันละ 2,000 คน

อาชีวะโชว์ของดีมหกรรมการศึกษา"อาชีพ"

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า การจัดนิทรรศการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล “อาชีวะสร้างชาติไทยแลนด์ 4.0” ที่ต้องการส่งเสริมให้นักเรียนได้มีทางเลือกในการเรียน ต่อในสายอาชีพ สำหรับการจัดในภาคกลางนี้ มีวิทยาลัยในสังกัดอาชีวศึกษาได้นำผลงานเด่น ๆ ของแต่ละแห่งมานำเสนอ  โดยจัดแบ่งเป็นโซน เช่นโซนด้านการผลิตกำลังคนอาชีวศึกษากลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ First S-CURVE และกลุ่มอุตสาหกรรมในอนาคต New S-CURVE

อาชีวะโชว์ของดีมหกรรมการศึกษา"อาชีพ"

โซนการจัดอาชีวศึกษาทวิภาคีกับต่างประเทศ การต่อยอดอาชีวศึกษากับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก อาทิ วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย  นำความก้าวหน้าการเรียนการสอนอาชีวศึกษาทวิภาคีพาณิชย์นาวี ทางด้านเครื่องกลเรือมาแนะนำ, วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี นำสิ่งประดิษฐ์คนรุ่นใหม่ในการทำความสะอาด แผงโซล่าเซลล์มานำเสนอ, วิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี นำเครื่องแกะสลัก 3 มิติมาสาธิตให้ชม นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์อาชีวศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี นำโจ๊กข้าวกล้องงอกกึ่งสำเร็จรูปแกงเลียง  และสมุนไพร  ลูกประคบผลไม้ มาสาธิตและให้นักเรียนที่สนใจทดลองทำผลิตภัณฑ์ และโซนกิจกรรมฝึกวิชาชีพระยะสั้น 108 อาชีพ เพื่อการสร้างงานสร้างอาชีพ

ทำได้จริง??”ลดการบ้าน” ของขวัญวันเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308154

ทำได้จริง??”ลดการบ้าน” ของขวัญวันเด็ก

รับลูกนายกรัฐมนตรี, ชั่วโมงการทำการบ้านที่เหมาะสม, เวลาในการทำการบ้าน, ลดการบ้าน

ดูเหมือนว่านโยบายให้ลดการบ้านเด็กลง จะได้รับเสียงตอบรับดีจากพ่อแม่และเด็ก แต่เพื่อให้เกิดผลสพฐ.ก็มีแนวปฏิบัติกำหนดเวลาที่เหมาะสมในการทำการบ้านของเด็กแต่ละระดับ

         ที่ผ่านมามีเสียงสะท้อนทั้งจากผู้ปกครองและนักเรียน เรื่องของการบ้านที่มีมากจนส่งผลกระทบต่อชีวิตของเด็ก ทั้งความเครียด การขาดโอกาสที่จะพัฒนาทักษะอื่นๆ ไม่มีเวลาที่จะร่วมกิจกรรมกับในครอบครัว เสียงสะท้อนเหล่านี้มีมาในหลายช่องทาง โดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ

      ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ได้รับรู้เสียงสะท้อนเหล่านี้ มีความห่วงใยและมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หาแนวทางลดการบ้าน จึงเป็นที่มาของหนังสือที่แจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ถึงแนวปฏิบัติการลดการบ้านของนักเรียน

ทำได้จริง??"ลดการบ้าน" ของขวัญวันเด็ก

         ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร   เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า หลักการของการลดการบ้านนั้น โรงเรียนจะต้องบริหารจัดการเอง โดยครูผู้สอนจะมีบทบาทหลัก ต้องมีการวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ครอบคลุมถึงการมอบการบ้านให้นักเรียน โดยเฉพาะครูที่สอนระดับชั้นเดียวกัน ต้องมีการวางแผนร่วมกัน, ครูแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้วางแผนการให้การบ้านแบบบูรณาการร่วมกัน การบ้าน 1 ชิ้นสามารถเป็นกิจกรรมเครื่องมือในการวัดและประเมินผลร่วมกันของหลายกลุ่มสาระการเรียนรู้,

คำนึงถึงความเหมาะสมกับวัยของผู้เรียนทั้งจำนวนสาระการเรียนรู้ปริมาณของการบ้าน ระยะเวลาการส่งการบ้าน ความประหยัดและคุ้มค่า รวมทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำการบ้าน และเวลาที่ใช้ทำการบ้านในแต่ละวัน ได้แก่ ประถมศึกษาปีที่ 1-3 ให้ทำการบ้านประมาณ 30 นาทีไม่เกิน 1 ชั่วโมง, ประถมศึกษาปีที่ 4-6 ประมาณ 1 ชั่วโมงไม่เกิน 1 ชั่วโมง 30 นาที และมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ไม่เกิน 2 ชั่วโมง

ทำได้จริง??"ลดการบ้าน" ของขวัญวันเด็ก

         “เรื่องการวางแผน การบูรณาการนั้นถ้าเป็นในโรงเรียนขนาดเล็กไม่มีปัญหา เพราะส่วนใหญ่มีครูเพียง 1-2 คน สอนทุกกลุ่มสาระฯ ครูก็ทราบอยู่แล้วบริหารจัดการได้ แต่ในโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ในแต่ละชั้นมีเด็กหลายห้องเรียน ครูผู้สอนมีหลายคน มีหลายวิชา ทุกคนก็มุ่งมั่นพัฒนากลุ่มสาระที่ตนเองสอนเพื่อให้เด็กมีความเป็นเลิศ ทำให้ต่างคนต่างให้การบ้าน แต่จากนี้ก็ต้องมาวางแผนด้วยกัน มาบูรณาการชิ้นเดียวกัน ดูว่าแบบไหนตอบโจทย์การจัดการเรียนการสอนแก่เด็ก แต่หากไม่ได้จริง ก็ต้องวางแผนว่าวิชาไหนเด็กควรไปเสริมอะไร ในช่วงเวลาวันไหนที่เหมาะสม ตามกรอบแนวปฏิบัติที่ สพฐ.มอบไปให้” ดร.บุญรักษ์ กล่าว

       ทั้งนี้ สพฐ.จะมีการออกตรวจติดตามการทำงานอีกครั้งด้วยว่าโรงเรียนนำไปปฏิบัติแล้วประสบความสำเร็จหรือมีข้อติดขัดใด ที่สำคัญคือต้องไม่ปิดโอกาสการพัฒนาเด็กทุกด้าน

ทำได้จริง??"ลดการบ้าน" ของขวัญวันเด็ก

น้องอั้ง- เอกสุกฤษฎิ์ ฐิติจรัสพรสุข

       เรื่องนี้สำหรับเด็กๆ อย่าง “น้องอั้ง” เอกสุกฤษฎิ์ ฐิติจรัสพรสุข นักเรียนชั้น ป.5/3 โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ กรุงเทพฯ บอกว่า การลดการบ้านเป็นของขวัญของพวกเขา เพราะทำให้เขาจัดสรรเวลาทำการบ้านได้ดีขึ้น มีเวลาเหลือที่จะไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ชอบมากขึ้น

      โดยปกติไม่ได้มีการบ้านกลับมาทำที่บ้านมากนัก ที่จะมีบ่อยๆ ก็เป็นภาษาอังกฤษ ที่ครูจะให้แบบฝึกหัดมาเขียนพวกคำศัพท์ เขียนประโยค แต่วิชาอื่นๆ เช่น วิชาคณิตศาสตร์ ครูจะเน้นให้ใบงานและทำในห้องเรียน เพื่อที่สงสัยก็สามารถทำได้ทันที หรือวิชาใดที่เรียนจบคาบและครูให้การบ้าน น้องอั้ง และเพื่อนๆ จะใช้ช่วงเวลาว่าง เช่น พักกลางวัน ช่วงระหว่างคาบเรียน และคาบที่เสริมทักษะ มาช่วยกันทำการบ้าน

         “ผมกับเพื่อนใช้ช่วงเวลาว่างทำ ถึงเวลาเรียนก็เรียน หมดคาบที่ค้างก็เอามาทำต่อให้จบ ข้อไหนที่สงสัยก็รอไปถามครูตอนชั่วโมงต่อไปที่ได้เรียน ซึ่งการทำการบ้านกับเพื่อนสนุกกว่าต้องมานั่งทำคนเดียวที่บ้าน ซึ่งผมไม่ชอบ น่าเบื่อ ที่จะมานั่งหมกมุ่นจับจดกับปากกา ดินสอ อยู่คนเดียว ทุกวันผมเลยไม่ค่อยมีการบ้านกลับมาทำ และมีเวลาไปทำสิ่งที่ชอบ เช่น ดูทีวี เล่นเปตอง เล่นเกม ที่บ้านอนุญาตให้เล่นเกมวันละประมาณครึ่งชั่วโมง แต่ก็จะมีอนุญาตให้เล่นนานขึ้นในบางโอกาส ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ก็มีไปเรียนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ เรียนแบดมินตัน และดนตรี เป็นต้น”

         น้องอั้ง ยังบอกด้วยว่า การลดการบ้านมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือทำให้จัดสรรเวลาทำการบ้านได้ลงตัว ได้ทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ส่วนข้อเสีย ถ้าเด็กอาจจะละเลยเอาเวลาไปเล่นมากเกินไป ตรงนี้ตัวเราเองก็ต้องมีสติ มีความรับผิดชอบ นอกจากนี้ พ่อแม่ก็จะต้องช่วยควบคุมดูแลและมีบทลงโทษก็จะช่วยดูแลเด็กๆ ให้รับผิดชอบต่อตนเองได้

ทำได้จริง??"ลดการบ้าน" ของขวัญวันเด็ก

คุณแม่อุไรรัตน์ ดวงชัย และน้องอิน

         “อุ๊” อุไรรัตน์ ดวงชัย พนักงานราชการวัย 33 ปี คุณแม่น้องอิน วัย 7 ขวบ ปัจจุบันเรียนอยู่ชั้นป.1 โรงเรียนสตรีบูรณวิทย์ กรุงเทพฯ บอกว่า ได้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนเรื่องการให้การบ้านของโรงเรียน ทั้งจากน้องอิน และหลานชายที่กำลังเรียนชั้น ป.2 ในโรงเรียนรัฐแห่งหนึ่ง โดยน้องอิมจะไม่มีการบ้านกลับมาทำที่บ้าน เพราะทุกวันช่วงเย็นน้องอินจะทำการบ้านที่โรงเรียนมีครูคอยช่วยสอนและแนะนำ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ระหว่างรอพ่อและแม่เลิกงานมารับกลับบ้าน ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนพิเศษที่จ่ายให้แก่โรงเรียนเดือนละ 300 บาท และพอกลับถึงบ้านน้องก็มีเวลาในการเล่น ดูการ์ตูนที่เขาชอบและใช้เวลาอยู่กับครอบครัว

         แต่หลานชายจะมีการบ้านกลับมาทำทุกวัน วันละ 2 วิชา ที่มีประจำคือ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ใช้เวลาทำค่อนข้างนาน บางครั้งกว่าจะกลับมาถึงบ้านราว 20.00 น. ก็ยังพบว่าหลานนั่งทำการบ้านอยู่ มานั่งตรวจการบ้านก็ยังพบว่ามีหลายข้อที่ผิด ตรงนี้ยังไม่นับรวมช่วงที่เป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงปิดเทอมก็จะมีการบ้านให้ทำเพิ่มค่อนข้างมาก หรือแม้แต่หลานชายอีกคนที่เรียนอยู่ระดับมัธยมต้น ก็มีการบ้านมากเช่นเดียวกัน ยังมีรายงานเดี่ยว งานกลุ่มที่ต้องรับผิดชอบด้วย และที่สังเกตเห็นคือในช่วงเวลาที่ใกล้สอบ จะมีการบ้านและงานเหล่านี้เยอะมาก เพื่อเก็บคะแนน เด็กๆ ก็ต้องมาเร่งทำส่ง แทนที่จะได้มีเวลาอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ

ทำได้จริง??"ลดการบ้าน" ของขวัญวันเด็ก

        “ไม่ปฏิเสธว่าการบ้านมีประโยชน์ และเห็นด้วยว่าควรต้องมี เพราะทำให้เด็กได้ทบทวนความรู้ บทเรียนที่เรียนในแต่ละวัน การบ้านมีทุกวันก็ได้ แต่จำนวนข้อควรจะเป็นปริมาณที่เหมาะสม เน้นเป็นการให้เด็กได้ฝึกฝน ฝึกทักษะ และมีเวลาไปพัฒนาตนเองด้วย ไม่ใช่ต้องทำเยอะๆ จนเด็กรู้สึกเบื่อหน่าย เครียดและเกิดความรู้สึกเหมือนว่าทำให้จบๆ ไป โดยที่ไม่อาจรู้ได้เลยว่าเด็กเข้าใจหรือไม่เข้าใจในการบ้านที่เขาได้ทำเหล่านั้น” อุไรรัตน์ ระบุ

          อุไรรัตน์ ยังบอกด้วยว่า เธอเชื่อเรื่องของการมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้อยากให้ครูได้มีโอกาสดูแลเด็กในการทำการบ้านด้วย หรือทำกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นให้เด็กได้มีโอกาสคิดและโต้ตอบกับครูและเพื่อนๆ ตรงนี้จะช่วยให้เด็กเกิดการพัฒนาและฝึกการกล้าแสดงออก ที่สำคัญอีกอย่างคือ ครูผู้สอนแต่ละวิชาน่าจะสามารถวางแผนร่วมกันได้ว่าในแต่ละสัปดาห์ ควรจะให้การบ้านเด็กแค่ไหนจึงจะเหมาะสม

ทำได้จริง??"ลดการบ้าน" ของขวัญวันเด็ก

คุณแม่นิตยา ล้อถิรธร และ น้องเปตอง

          ขณะที่ “นิด” นิตยา ล้อถิรธร แม่บ้านวัย 48 ปี คุณแม่น้องเปตอง ชั้น ม.4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ (GATE Program) โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย บอกว่า ปัจจุบันน้องเปตองไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องของปริมาณการบ้านที่มีจำนวนมากๆ เพราะการบ้านส่วนใหญ่ครูจะให้และมีกำหนดระยะเวลาในการส่งถัดจากนั้นไปอีก 2 วันหรืออีกสัปดาห์ ซึ่งคุณแม่ก็ให้เขาจัดสรรเวลาทำการบ้านและรับผิดชอบการเรียนเองโดยไม่ได้เข้มงวดเหมือนช่วงสมัยมัธยมต้น ซึ่งถ้าย้อนไปในช่วงนั้นก็ค่อนข้างมีปัญหา ด้วยความที่มาจากโรงเรียนเอกชน มีครูคอยติดตาม พอมาเรียนโรงเรียนรัฐก็ต้องรับผิดชอบตนเอง ตามงานเอง และการบ้านก็มีทุกวิชาทุกวัน

          อีกทั้ง น้องเปตอง บ้านอยู่นครปฐม เดินทางไป-กลับทุกวัน ออกแต่เช้า 05.00 น. กลับถึงบ้านประมาณ 18.00 น.ก็ค่อนข้างเหนื่อยพอสมควร และด้วยความที่ยังเด็ก ก็จะมีที่เขาติดเล่นเกม ทำให้แม่ต้องคอยดูแลมากขึ้น

ทำได้จริง??"ลดการบ้าน" ของขวัญวันเด็ก

         อย่างไรก็ตาม น้องเปตอง เรียนกวดวิชาอยู่บ้าง ในวิชาที่เขาต้องเพิ่มความรู้ให้แน่นขึ้นมากกว่าในห้องเรียน คือ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และภาษาอังกฤษ แต่ไม่ได้เรียนทุกวัน เฉลี่ยสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง ไม่นับรวมบางวันที่น้องไปติวพิเศษเพิ่มในวิชาที่อาจต้องเตรียมตัวเพื่อสอบก็ราว 1-2 ชั่วโมงต่อครั้ง แต่ถ้ารวมค่าใช้จ่ายในการกวดวิชาก็ประมาณเดือนละ 5,000 บาท เพราะฉะนั้น แม้จะลดการบ้านก็คงไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการเรียนกวดวิชา เพราะต้องยอมรับว่าในหลายครั้งการที่เด็กกวดวิชาเขาได้อะไรที่เพิ่มเติมมากกว่า และได้ความรู้ที่แน่นขึ้น

         ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นว่าการบ้านทำให้เด็กได้ทบทวนความรู้ ฝึกความรับผิดชอบ ส่วนจำนวนมากหรือน้อยนั้น ก็มีทั้งที่เป็นปัญหาและไม่เป็นปัญหา สำคัญคือต้องรู้จักแบ่งเวลาให้เป็น ได้รับมาก็ต้องทำไม่สะสมไว้ เพราะฉะนั้น นโยบายให้โรงเรียนลดการบ้านของเด็กนั้น ก็ฝากให้มองไปในส่วนของช่วงเวลาที่เหลือด้วยว่าจะสามารถจัดหากิจกรรมใดให้ได้เด็กพัฒนาตนเองบ้าง เพราะทุกวันนี้เด็กๆมีสิ่งเร้ามาก ทั้งเกม โซเชียลมีเดียต่างๆ ที่ดึงความสนใจของเด็กออกไปจากการเรียน

   0 เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ 0

qualitylife4444@gmail.com

9 มทร.ตั้งคกก.กลางจัดสวัสดิการให้เท่าเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308144

9 มทร.ตั้งคกก.กลางจัดสวัสดิการให้เท่าเทียม

เงินอุดหนุน, พนักงานมหาวิทยาลัย, 9 มทร

9 มทร.ถกปัญหาเงินอุดหนุนพนักงานมหาวิทยาลัย พร้อมตั้งคณะกรรมการบริหารงานบุคคล ดูแลการจัดสวัสดิการให้เท่าเทียมกัน ระบุค่าตอบแทนขึ้นอยู่กับแต่ละแห่งพิจารณา

        รศ.สุภัทรา  โกไศยกานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินหมวดงบอุดหนุนทั่วไป ว่า จากกรณีที่สถาบันอุดมศึกษาของรัฐประสบปัญหาเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน งบอุดหนุนทั่วไป สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะประเด็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปี2542 ที่กำหนดให้จ้างพนักงานทดแทนอัตราข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย เพื่อรองรับการออกนอกระบบในปี 2545 โดยให้ได้รับเงินเดือนในอัตราที่มากกว่าฐานเงินเดือนของข้าราชการ คือ เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัย สายวิชาการ สาย ก.และ เพิ่มขึ้น 1.5 เท่า สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุน สาย ข. และ สาย ค.

โดยมีผศ.ดร.อารมย์  ตัตตะวะศาสตร์  อธิการบดีมทร.ตะวันออก และผู้แทนจาก 7 มทร. ร่วมหารือกับ องค์กรกลางจำนวน 4 หน่วยงานได้แก่ นายพันธ์เพิ่มศักดิ์  อารุณี  ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา  นางดรงรัตน์ กล้าหาญ ผู้อำนวยการสำนักจัดทำงบประมาณด้านการศึกษา 2 สำนักงบประมาณ ผู้แทนจากกรมบัญชีกลาง และผู้แทนจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

รศ.สุภัทรา  โกไศยกานนท์ กล่าวว่า เพื่อให้การเบิกจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน งบอุดหนุนทั่วไปเป็นไปอย่างถูกต้อง และมีแนวทางปฏิบัติเดียวกัน ที่ประชุมได้มีมติให้จัดคณะกรรมการจากงานบริหารบุคลากร ทั้ง 9 มทร. เพื่อจัดสรรสวัสดิการต่างๆ ให้เท่าเทียมกันทุกมทร. ส่วนการจัดสรรเงินค่าใช้จ่ายในการจ้างเป็นค่าจ้างหรือค่าตอบแทน เงินเพิ่ม  สวัสดิการและสิทธิประโยชน์แก่พนักงานมหาวิทยาลัยนั้น แต่ต้องเป็นไปตามการพิจารณาของสภามหาวิทยาลัย

มาดูกัน วันเด็กปีนี้มีกิจกรรมดีๆ อะไรบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308063

มาดูกัน วันเด็กปีนี้มีกิจกรรมดีๆ อะไรบ้าง

กิจกรรมวันเด็ก, คุณภาพชีวิต

หลังผ่านพ้นปีใหม่ของทุกปีจะเป็นช่วงที่เด็กๆ ต่างเฝ้ารอคอยสำหรับ “งานวันเด็กแห่งชาติ” ทุกครอบครัวจะพาบรรดาลูกหลานไปเที่ยวชมกิจกรรมในวันเด็กตามสถานที่ต่างๆ

          ในปี 2561 วันเด็กแห่งชาติ ตรงกับวันเสาร์ที่ 13 มกราคม โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561 ว่า “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี ”​ เน้นความสำคัญในเรื่องการเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 เพื่อให้เยาวชนนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์

ซึ่งกิจกรรมงานวันเด็กๆ ในปีนี้มีหลายหน่วยงานมีการจัดกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิเช่น

1. โอวัลตินร่วมกับเซเว่น อีเลฟเว่น จัดงานวันเด็กในธีม “เติมพลังสมอง ให้น้องเรียนรู้” เพื่อส่งเสริมศักยภาพสมองและร่างกายของเด็กไทยสู่อัจฉริยภาพด้านต่างๆ ที่สวนสัตว์ดุสิต (เขาดิน) ตั้งแต่เวลา 9:00 น. เป็นต้นไป พร้อมแจกโอวัลตินคูล สำหรับเด็กๆ ฟรี 2.8 ล้านแก้วในตู้กดที่เซเว่น อีเลฟเว่นทุกสาขาทั่วประเทศ

ภายในงานจะมีทั้งเกมส์และของรางวัลต่างๆ มากมายที่จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาสมองและร่างกายของเด็กไทยให้สดใสแข็งแรง พร้อมเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพสู่ความเป็นอัจฉริยะกับ 5 อาชีพในฝันของเด็กๆ ได้แก่ คุณหมอ นักฟุตบอล คุณครู ศิลปิน และเชฟ

มาดูกัน วันเด็กปีนี้มีกิจกรรมดีๆ อะไรบ้าง

          2. ศูนย์การค้ามิลลี่ มอลลี่ คอมมูนิตี้มอลล์ สุขุมวิท 20 จัดกิจกรรมเทศกาลวันเด็ก“Finding Fantastic Pets @ Mille Malle”  โดยจำลองบรรยากาศให้ เหมือนกับเข้าไปสู่ดินแดนแห่งเวทย์มนต์ พร้อมยกขบวนเหล่าบรรดาสัตว์แปลกและสัตว์เล็ก แสนน่ารัก มาให้คุณหนูๆและครอบครัวได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด

          นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ  ตื่นตาตื่นใจกับกิจกรรมโซนสัตว์แปลก อาทิ หมูแคระ, นกเค้าหิมะ, นกเค้าไซบีเรีย, นกเค้าไวท์เฟส นกเค้าแมวที่เล็กที่สุดในโลก, แพรรี่ด็อก ฯลฯ

อีกทั้งยังมีกิจกรรมร่วมถ่ายรูปกับนกเค้าสโนวี่ (Snowy Owl) สัตว์เลี้ยงตัวโปรดของ “แฮรี่ พอตเตอร์” และนกเค้าไซบีเรียตัวใหญ่ ชวนคุณหนูๆมาสนุกกับเกมชิงของรางวัลมากมาย อาทิ เกมท่องคาถาเรียกลม, เกมไขกรงสัตว์ ฯลฯ

สามารถเข้าร่วมกิจกรรมวันเด็กในงาน  “Finding Fantastic Pets @ Mille Malle”  ได้ในวันที่ 13 มกราคม 2561ตั้งแต่เวลา 13.00 – 19.00น. ณ ศูนย์การค้ามิลลี่ มอลลี่ เทรนดี้ ไลฟ์สไตล์ คอมมูนิตี้มอลล์ สุขุมวิท 20

มาดูกัน วันเด็กปีนี้มีกิจกรรมดีๆ อะไรบ้าง

3. ธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์ จัดกิจกรรมนอกห้องเรียนสุดสนุก พร้อมส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ ต้อนรับเทศกาลวันเด็กแห่งชาติ กับงาน “ธัญญาพาร์คอัจฉริยะจิ๋วตะลุย 5 ดินแดนมหัศจรรย์”  ตั้งแต่วันที่ 13-14มกราคม 2561 เวลา 10.00-18.00 น. ณ ศูนย์การค้า ธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์

โดยภายในงานจะจำลองดินแดนต่างๆ ในโลกการ์ตูนมาให้เด็กๆ ได้สนุกสนานเพลิดเพลินและเรียนรู้ ไปกับกิจกรรมการผจญภัย 5 ดินแดนมหัศจรรย์ ได้แก่ ดินแดน “In the jungle (อิน เดอะ จังเกิล)” กิจกรรมตะลุยป่ามหาสนุก ที่ต้องใช้ทักษะทางด้านร่างกาย ทั้งการหมอบ คลาน กระโดด เพื่อหลีกสิ่งกีดขวางต่างๆ

มาดูกัน วันเด็กปีนี้มีกิจกรรมดีๆ อะไรบ้าง

และยังได้ตื่นตาไปกับ “อุโมงค์การแสดงนกแสนรู้” ที่รวบรวมนกนานาพันธุ์มาให้สัมผัสและเรียนรู้ถึงวิธีการเลี้ยงนกที่ถูกต้อง โดยฐานนี้จะเน้นความสนุก ความรู้ และการฝึกความแข็งแรงให้กับร่างกาย

ดินแดนต่อมาคือ “Finding Dinosaur (ไฟน์ดิ้ง ไดโนซอร์)” ย้อนเวลาสู่ยุคหิน ร่วมกันค้นหาไดโนเสาร์สายพันธุ์ต่างๆ และสนุกกับการทำเวิร์คช้อปหมวกไดโนเสาร์แสนซนด้วยตัวเอง พร้อมร่วมถ่ายรูปคู่กับพี่ไดโนเสาร์ยักษ์ขนาดความสูงกว่า 2 เมตร

จากนั้นมาสนุกกันต่อที่ ดินแดน “Pirates & Mermaids Treasure (ไพเรท แอนด์ เมอร์เมด เทรชเชอร์)” แปลงกายเป็นโจรสลัดและนางเงือกน้อยสุดน่ารัก กับกิจกรรมเพ้นท์ใบหน้า ก่อนออกตามล่าหาสมบัติบนเรือลมขนาดใหญ่ ที่มีเกมฝึกสมาธิให้ร่วมสนุกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โยนห่วง, ปาลูกบอล, ปากระป๋อง เป็นต้น

มาดูกัน วันเด็กปีนี้มีกิจกรรมดีๆ อะไรบ้าง

ปิดท้ายด้วยกิจกรรมเกษตรกรตัวน้อยที่ ดินแดน “My Little Farm (มาย ลิตเติ้ล ฟาร์ม)”  ชมและสัมผัสความน่ารักของสัตว์ตัวน้อย อาทิ ไก่ซิลกี้ขนปุย ,แกะขนฟู เป็นต้น ปิดท้ายที่ดินแดน “Fairy Tale (แฟรี่ เทล)” แปลงร่างเป็นเจ้าหญิงเจ้าชายจากนิทานเรื่องโปรด ก่อนเตรียมเข้าสู่โลกแห่งเทพนิยายกับการแสดงละครนิทานดัง

อาทิ สโนไวท์กับคนแคระทั้ง 7 และนิทานดนตรี เจ้าหญิงราพันเซล ซึ่งในฐานนี้น้องๆ จะได้เรียนรู้คติสอนใจที่สอดแทรกผ่านการแสดงและการเล่านิทาน ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

จ่อนำร่อง 7 มหาวิทยาลัยบูรณาการหลักสูตรร่วมกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308123

จ่อนำร่อง 7 มหาวิทยาลัยบูรณาการหลักสูตรร่วมกัน

ทิศทางพัฒนาอุดมศึกษา, หลักสูตรพันธุ์ใหม่

“หมออุดม” ย้ำมหาวิทยาลัยต้องปรับตัว กำหนดทิศทางตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ ชี้ใช้กลไกทางงบฯเป็นตัวกำกับ จ่อนำร่องทลายกำแพงคณะบูรณาการร่วมกันใน 7 มหาวิทยาลัย

        “ปัจจุบันเรามีมหาวิทยาลัยทั้งหมด 157 แห่ง อนาคตหากไม่ปรับตัวก็จะต้องปิดตัวลง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชนที่จะทยอยปิดตัวลงอย่างแน่นอน” ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งในการมอบนโยบายด้านอุดมศึกษาแก่ผู้บริหาร สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2561

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวเป็นแหล่งการเรียนรู้ ตามทิศทางอุดมศึกษาโลกยุคใหม่ สอนเด็กให้มี กระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงภาพใหญ่ของโลก ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เรียนรู้สื่อรูปแบบใหม่อย่างเท่าทัน  พร้อมมีความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจอันแรงกล้า ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงชุมชน สังคม และโลก อนาคตมหาวิทยาลัยจะลดลง ส่วนหนึ่งจากอัตราการเกิดที่ลดลง แต่ขณะเดียวกันการเรียนในระบบออนไลน์จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะฉะนั้น มหาวิทยาลัยจะต้องปรับการเรียนการสอน ต่อไปความสำคัญของปริญญาจะน้อยลง ผู้จ้างงานจะไม่ดูที่เกรดเฉลี่ย แต่จะดูทักษะความสามารถในด้านต่างๆ เพราะเชื่อว่าทักษะ จะทำให้คนทำงานร่วมกับคนอื่นได้ ขณะเดียวกัน อยากให้อุดมศึกษามีหน้าที่ในการสร้างศักยภาพของประเทศ

ปัจจุบันรัฐบาลให้งบประมาณ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ประมาณ 1แสนล้านบาทต่อปี ในการพัฒนามหาวิทยาลัยและบัณฑิต ซึ่งมีประมาณ  2  ล้านคน  แต่ลงทุนไม่กี่หมื่นล้านบาท กับคนวัย กว่า 40ล้านคน ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่จบประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)  จบปริญญาตรี เพียง 25% หากเป็นเช่นนี้เราคงสู้กับใครไม่ได้ ที่พูดแบบนี้ไม่ได้ดูถูกคนที่จบ ปวช.หรือปวส. และไม่ได้บอกว่า คนเหล่านี้ไม่สำคัญ แต่เป็นกลุ่มคนที่มหาวิทยาลัยต้องเข้าไปช่วยพัฒนาศักยภาพ และเป็นเรื่องสำคัญที่พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ  มอบโจทย์ให้ผมไปหาแนวทางแก้ไขใน 3เดือน อีกกลุ่มหนึ่งที่มหาวิทยาลัยต้องเตรียมพร้อมพัฒนาคือ กลุ่มผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ ในปี 2566 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุมากถึง 20%ของประชากรทั้งประเทศ ปี2573 เพิ่มเป็น 25%ถือเป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด ดังนั้นมหาวิทยาลัยจะต้องเตรียมหลักสูตรเพื่อพัฒนาผู้สูงอายุให้สามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพ และมีศักดิ์ศรี  ที่สำคัญอยากให้มหาวิทยาลัยทลายกำแพงระหว่างคณะลง จัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการร่วมกัน เช่น คนที่เรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ สามารถเรียนด้านบริหารธุรกิจควบคู่ไปด้วยได้ เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถที่รอบด้านมากขึ้น  ตอบโจทย์การทำงานในอนาคต  โดยจะให้มหาวิทยาลัยเริ่มทำทันที ในปีการศึกษา 2561จะเริ่มกับมหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมก่อน ประมาณ  7 แห่ง และต่อไปหากมหาวิทยาลัยสามารถเปิดสอนในทิศทางที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะต้องเพิ่มขึ้น โดยตนอาจจะให้งบประมาณเป็นรายหัว เช่นเดียวกัน การผลิตแพทย์

“บัณฑิตในอนาคต ต้องมีทักษะสำคัญ 2อย่างคือ ทักษะด้านภาษาอังกฤษ และทักษะด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในการทำงานในอนาคต เพราะไม่ว่าจะเก่งแค่ไหนหากพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ความเก่งจะหายไปครึ่งหนึ่ง  สุดท้ายที่จะย้ำคือหลักการมหาวิทยาลัยจะต้องมีอิสระ แต่จะต้องตอบโจทย์ประเทศ ส่งเสริมประเทศให้เกิดการแข่งขัน โดยผมจะใช้กลไกทางงบประมาณในการผลักดัน การดำเนินการต้องสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ หากใครอยากทำอย่างอื่นก็ต้องหาเงินเอง และผมกล้าทำ  วันนี้เราต้องมีเป้าเดียวกัน คือเป้าหมายของประเทศ รัฐบาลนี้มีเป้าหมายชัดเจน คือพัฒนาประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0ปัจจัยอย่างเดียวคือ มหาวิทยาลัยจะต้องเป็นมหาวิทยาลัย 4.0ด้วย ดังนั้นจึงต้องเกิดเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา ซึ่งจะมาทำหน้าที่วางแผนการผลิต และใช้กำลังคนของประเทศ กระทรวงการอุดมศึกษาที่จะเกิดครั้งนี้เป็นนโยบายรัฐบาลโดยตรง นายกฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องวิจัย และนวัตกรรมอย่างมาก ถ้าไม่ทุ่มเทเรื่องอุดมศึกษา จะไม่สำเร็จ

ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าว ต้องเกิดก่อนการเลือกตั้ง คาดว่าพ.ร.บ.การอุดมศึกษาจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา(กอปศ.) วันที่ 9 มกราคมก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าสู่ขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช. ) ใช้เวลา 6-8เดือน คาดว่ากระบวนการทุกอย่างจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน ดังนั้นในช่วงนี้จะต้องเร่งดำเนินการใน 5 ประเด็นเพื่อเตรียมความพร้อม คือ 1.การเตรียมโครงสร้างกำลังคน ทรัพยากรและความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อรองรับกระทรวงอุดมฯ ที่จะเป็นองค์กรระดับประเทศในการขับเคลื่อนภาคอุดมศึกษาของชาติ

2. พัฒนายุทศาสตร์และโรดแมปของการอุดมศึกษาของชาติ 20 ปี3.วางแผนกำลังคนของประเทศ ระยะ 20 ปี 4.พัฒนาระบบวิจัยและนวัตกรรมของการอุดมศึกษาของชาติ และ5.ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ ขณะเดียวกัน สกอ.จะต้องทบทวนมาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี โทและเอกใหม่ หลักสูตรใดที่ไม่จำเป็นต้องปิด หลักสูตรที่สอนต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมถึงกระบวนการรับทราบของสกอ.จะต้องไปปรับให้เร็วขึ้น ให้เกิดความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับสกอ.”ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าว

เด็กบางคนไม่พร้อมสอบเข้าป.1ไม่ได้ไม่ได้แปลว่าโง่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308068

เด็กบางคนไม่พร้อมสอบเข้าป.1ไม่ได้ไม่ได้แปลว่าโง่

เรียนวิชาการป.4, เน้นพื้นฐาน, เรียนรู้ตามสมรรถนะ, ปฐมวัย

แนะสพฐ.ปรับหลักสูตรให้ความสำคัญกับการวางพื้นฐานชีวิตให้กับเด็กปฐมวัย หลักสูตรประถมศึกษาตอนต้นต้องเชื่่อมโยงอนุบาลเน้นสมรรถถนะตามวัย จะเปลี่ยนเช่นไรที่นี้คำตอบ..

          “จริงๆแล้วเด็กประถมวัยคือตั้งแต่อนุบาล1-ป.3 การเรียนการสอนที่ถูกต้องควรเน้นให้เรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมตามสมรรถนะตามวัยของเขา เน้นการเรียนให้สนุก เรียนรู้กับธรรมชาติตามพัฒนาการของเด็ก เป็นการเรียนรู้วิชาการตามสมรรถนะของวัย ที่เตรียมความพร้อม ให้อ่านออกเขียนได้เพื่อให้สามารถเรียนต่อได้ในชั้นที่สูงขึ้น และจริงๆแล้วการที่เด็กสอบเข้าป.1 ไม่ได้ไม่ได้หมายความว่าเด็กคนนั้นโง่เสมอไป เพราะโรงเรียนบางแห่งเน้นด้านวิชาการแต่เด็กยังไม่มีความพร้อมก็อาจจะสอบไม่ได้ หรือเรียนมาทางด้านเตรียมความพร้อมตามสมรรถนะก็อาจจะสอบไม่ได้เช่นกัน แต่ในระยะยาวอาจจะเรียนได้ดีและประสบผลสำเร็จในชวิตก็ได้” รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานคณะอนุกรรมการเด็กเล็ก ในคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าว

เด็กบางคนไม่พร้อมสอบเข้าป.1ไม่ได้ไม่ได้แปลว่าโง่

          ในฐานะที่คร่ำควอดในวงการศึกษาปฐมวัย เป็นครูสอนเด็กป.1 มาตลอด 40 ปี ที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รศ.ดร.ดารนี อธิบายว่าได้มีการคุยกันในคณะอนุกรรมการเด็กเล็ก และนักวิชาการทางด้านปฐมวัย ทุกคนเห็นตรงกันว่าสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำเป็นต้องปรับหลักสูตรปฐมวัย ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันทีเปลี่ยนแนวคิดและวางรากฐานการสอนเด็กปฐมวัยกันใหม่ ให้มีรากฐานที่มั่นคงในการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต เพราะเด็กช่วงนี้จะเป็นช่วงที่สมองเติบโตเร็วที่สุด และพร้อมที่จะรับการเรียนรู้ที่เหมาะสม สอนง่าย ต้องสร้างความตระหนักให้ทั้งสังคมเห็นว่าการปฐมวัย ช่วงตั้งแต่ 0-8 ขวบ เป็นพื้นฐานทั้งชีวิตของเด็กทุกคน

เด็กบางคนไม่พร้อมสอบเข้าป.1ไม่ได้ไม่ได้แปลว่าโง่

รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ

          เนื่องจากรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมากกับการวางพื้นฐานชีวิตให้กับเด็กปฐมวัย เพราะฉะนั้นหลักสูตรประถมศึกษาตอนต้นต้องเปลี่ยน ไม่ต้องเน้นเรียน 8 กลุ่มวิชาแล้ว แต่ต้องยึดให้มีการเรียนการสอนแบบต่อเนื่องจากอนุบาล ขณะเดียวกันก็เตรียมความพร้อมให้มีทักษะอ่านออกเขียนได้พร้อมกัน

         ก่อนจะไปถึงชั้นประถมศึกษาตอนปลายที่จะเรียกใหม่ว่าเป็นระบบทางการ ซึ่งไม่ใช่เริ่มตั้งแต่ชั้น ป.1 แต่ควรเริ่มต้นที่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ขึ้นไป เมื่อเด็กถูกเตรียมความพร้อมมาแล้ว พอขึ้นชั้นป.4 พวกเขาก็จะสามารถเรียนรู้วิชาการทั้ง 8 กลุ่มสาระทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ พละ ศิลปะ ดนตรี และสังคม ได้ดีขึ้น

เด็กบางคนไม่พร้อมสอบเข้าป.1ไม่ได้ไม่ได้แปลว่าโง่

         “จริงๆแล้วพ่อแม่ควรส่งลูกไปเรียนโรงเรียนอนุบาลที่มีการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับหลักพัฒนาการทางสมอง ให้โอกาสเด็กได้เรียน ได้เล่น ได้ทดลอง สร้างความเชื่อมั่น การจัดการเรียนการสอนปฐมวัยตั้งแต่อนุบาล-ป.3 พ่อแม่และครูที่สอนระดับนี้ต้องเข้าใจตรงกัน และต้องสร้างความตระหนักนี้ให้สังคมไทยโดยรวมเข้าใจว่า การเรียนการสอต้องทำให้ เด็กต้องคิดได้ แก้ปัญหาได้ มีวินัย มีความสุข ใฝ่เรียนรู้ มีสุขภาพกายสุขภาพจิตที่สมบูรณ์ มีจินตนาการ ซึ่งต้องสร้างความสมดุลของสมองทั้งสองซีก ทั้งฝั่งจินตนาการความคิด และด้านการเรียนรู้ อันนี้คือหัวใจของการเรียนการสอนขั้นปฐมวัย” รศ.ดร.ดารณี กล่าว

เด็กบางคนไม่พร้อมสอบเข้าป.1ไม่ได้ไม่ได้แปลว่าโง่

        รศ.ดร.ดารณี อธิบายว่า เด็กบางคนอาจจะยังอ่านไม่ออก หรือเขียนไม่ได้ หรือไม่เก่งด้านตัวเลขพื้นฐาน แต่เด็กเหล่านี้มีความสามารถด้านอื่นตามพัฒนาการของสมอง ทั้งจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ การกล้าแสดงออก ซึ่งเป็นเรื่องและกิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็กกลุ่มอายุเหล่านี้ การให้เด็กเรียนความรู้ทางวิชาการที่มากเกินไปในชั้น ป.1 จึงเกิดผลกระทบตามมากับเด็ก และเป็นการสร้างแรงกดดันที่มากเกินไป ทุกวันนี้มีเด็ก ป.1 ที่ไม่พร้อมจะเรียนจำนวนมาก ทั้งๆ ที่เด็กเหล่านี้มีสติปัญญาที่ดี เราจึงเห็นเด็กจำนวนมากไม่มีความสุขเมื่อมาเรียน ป.1 ทำให้มีผลต่อสภาพจิตใจของเด็ก และลดทอนความสามารถของตัวเด็กเอง ทำให้ขาดความมั่นใจ

เด็กบางคนไม่พร้อมสอบเข้าป.1ไม่ได้ไม่ได้แปลว่าโง่

        ขณะนี้มีการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อวางรากฐานให้กับอนาคตของชาติอย่างมั่นคง เพราะจากประสบการณ์เป็นครูมาตลอดวิชาชีพจนถึงวัยเกษียณมาแล้วกว่า 5 ปี คือ เด็กที่ไม่ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนรู้ตามสมรรถนะของเขา กลับได้ผลลัพธ์ที่ล้มเหลวไม่น้อย เพราะขาดการเชื่อมต่อในช่วงอายุสำคัญคือช่วงปฐมวัย เพราะถูกยัดเยียดความรู้วิชาการมากเกินไปทั้งๆที่อยู่ในวัยที่สมองกำลังพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ความสนุก การเรียนรู้และการจดจำ

เด็กบางคนไม่พร้อมสอบเข้าป.1ไม่ได้ไม่ได้แปลว่าโง่

       “จริงๆแล้วเด็กพร้อมจะทำตามพ่อแม่ ครู เพราะในวัยนี้พวกเขาต้องการเป็นที่รัก เด็กจะว่านอนสอนง่ายมาก แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่เลือกตั้งความหวังกับเด็ก ที่พาไปติวเพื่อสอบเข้า ป.1 เพื่อหวังจะได้เข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงที่มีคุณภาพ เด็กก็ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร เพราะเขารู้แต่เพียงว่าอยากทำให้พ่อแม่ เมื่อสอบไม่ผ่านก็จะเกิดความรู้สึกผิดหวัง ทั้งๆ ที่เขาอาจจะมีศักยภาพที่เก่งกว่าเด็กที่เรียนดีก็ได้ เขามีความสุขที่จะเรียนรู้ หรือได้เข้าเรียนป.1 แต่สอบไม่ผ่านเพียงเพราะเขาอ่านข้อสอบนั้นไม่ออก หรือตีความไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เก่ง ต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่าเมื่อเด็กมีความสุข เด็กจะเก่งเอง เด็กต้องรู้วิธีการแก้ปัญหาให้กับตัวเอง รู้จักคิดกับเรื่องง่ายๆ พ่อแม่ไม่ควรไปตีกรอบให้เด็กทุกเรื่อง” รศ.ดร.ดารณี กล่าว

เด็กบางคนไม่พร้อมสอบเข้าป.1ไม่ได้ไม่ได้แปลว่าโง่

       ถึงเวลาหรือยังที่ ระบบการศึกษาปฐมวัยบ้านเรา หันมาเน้นการเรียนให้สนุก เรียนรู้กับธรรมชาติตามพัฒนาการของเด็ก ถ้าเป็นไปได้ให้ใช้ข้อสอบเน้นเตรียมความพร้อมเข้าเรียนชั้น ป.1 แทนการการแข่งขันวิชาการจนเด็กเกิดความเครียด ที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้อสมองของเด็กในวัยนี้ แถมระยะยาวยังทำให้พวกเขาเรียนในชั้นประถมปลาย หรือ มัธยมได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะทุกอัดวิชาการมาตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนป.1 ด้วยซ้ำไปทำให้เด็กหลายคนเบื่อที่จะเรียนวิชาการเมื่อเรียนในชั่้นที่สูงขึ้นกลายเป็นเด็กที่เรียนรู้ได้ไม่ดีเมื่อเทียบกับเด็กที่เรียนมาแบบเน้นสมรรถนะตามวัย

                0 หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ 0 qualitylife4444@gmail.com

                         ภาพ “เพจร่วมปฏิรูปการศึกษาไทย”

ฝึกช่างแอร์ 5 จังหวัดฟรี!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308053

ฝึกช่างแอร์ 5 จังหวัดฟรี!!!

อบรมช่างแอร์ฟรี 5 จังหวัด, ก.พ.ร., อบรมช่างแอร์

กพร.ร่วมบริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด เปิดฝึกช่างแอร์ 5 จังหวัด ฟรีตลอดหลักสูตร ตอบโจทย์แก้ปัญหาขาดแคลนคนทำงาน

          การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านกำลังแรงงาน ให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะฝีมือทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสมัยใหม่ รองรับการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจในอนาคต และมุ่งแก้ปัญหาบางสาขาอาชีพที่กำลังขาดแคลน เป็นการตอบสนองนโยบายเร่งด่วน (Agenda Based) ยกระดับทักษะฝีมือแรงงาน และเพิ่มโอกาสในการมีงานทำ  นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวเป็นนโยบายสำคัญที่  พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มอบหมาย ตลอดจนแนวทางประชารัฐในการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการพัฒนากำลังแรงงาน ดังนั้นในปี 2561  กพร.จึงได้ร่วมมือกับบริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ในการพัฒนาศักยภาพช่างเครื่องปรับอากาศ

ฝึกช่างแอร์ 5 จังหวัดฟรี!!!

โดยเปิดฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกยกระดับฝีมือ สาขา การซ่อมบำรุงและการแก้ไขปัญหาเครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์ การฝึกอบรมจะเน้นทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติในหัวข้อความปลอดภัยในการทำงาน การทำงานของวงจรอินเวอร์เตอร์ สารทำความเย็นและน้ำมันหล่อลื่น การควบคุมวัฏจักรสารทำความเย็น การวิเคราะห์และแก้ไขข้อขัดข้องต่างๆ การวัดและประเมินผล เป็นต้น ระยะเวลาการฝึกอบรม 18 ชั่วโมง มีการกำหนดแผนการฝึกอบรมในหน่วยงานสังกัดกพร.สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน (สพร.) 5 แห่ง ดังนี้

ฝึกช่างแอร์ 5 จังหวัดฟรี!!!

สพร. 19 เชียงใหม่ ฝึกอบรมระหว่างวันที่ 17-18 มกราคม 2561 สพร. 6 ขอนแก่น ฝึกอบรมระหว่างวันที่ 31 มกราคม -1 กุมภาพันธ์ 2561 สพร.5 นครราชสีมา ฝึกอบรมระหว่างวันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ 2561 สพร. 21 ภูเก็ต ฝึกอบรมระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ -1 มีนาคม 2561 และสพร. 3 3 ชลบุรี ฝึกอบรมระหว่างวันที่ 14-15 มีนาคม 2561 ซึ่งทางบริษัทได้สนับสนุนเครื่องปรับอากาศไดกิ้น 9000 BTU ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Job) จำนวน 5 เครื่อง มูลค่า 64,825 บาท ให้แก่สพร. ดังกล่าว เพื่อนำไปใช้ในการฝึกอบรม โดยเน้นฝึกอบรมให้กับคนทำงานที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน ช่างในสถานประกอบกิจการ ช่างอิสระ และผู้มีรายได้น้อยให้มีอาชีพที่มั่นคงสร้างรายได้ในการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว

ฝึกช่างแอร์ 5 จังหวัดฟรี!!!

สำหรับคุณสมบัติของผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีอายุ 18 ขึ้นไป สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปวช. หรือมีประสบการณ์ในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับสาขาช่างเครื่องปรับอากาศอย่างน้อย 1 ปี มีสภาพร่างกายและจิตใจที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการฝึก และสามารถเข้ารับการฝึกได้ตลอดหลักสูตร ผู้ผ่านการฝึกอบรมจะได้รับโอกาสการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานในสาขาอาชีพนี้ สำหรับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ อาทิ ช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ค่าจ้างฯ ระดับ 1 วันละ 400 บาท ระดับ 2 วันละ 500 บาท ระดับ 3 วันละ 600 บาท สนใจเข้ารับฝึกอบรมติดต่อได้ที่สพร. 5 แห่งดังกล่าว ฝึกอบรมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2247 9420