ยกทีมคุย”หมออุดม”แก้กม.ปรับงินเดือนอาจารย์ 8%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308048

ยกทีมคุย”หมออุดม”แก้กม.ปรับงินเดือนอาจารย์ 8%

ปรับเพิ่มเงินเดือน, กฎก.พ.อ., หมออุดม

“รัฐกรณ์” เผยยังไร้วี่แววสำนักนายกฯติดต่อหลังยื่นเรื่องถึงนายกฯขอปรับเพิ่มเงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัย 8% ระบุเข้าพบ “หมออุดม” 11 ม.ค.นี้ให้ข้อมูลแก้กฎก.พ.อ.

          ภายหลังที่ที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) และตัวแทนคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยจากทั่วประเทศ ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ช่วยเยียวยาและลดความเหลื่อมล้ำเรื่องเงินเดือนระหว่างครูและอาจารย์มหาวิทยาลัย โดยอาจารย์ได้รับเงินเดือนน้อยกว่าครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 8% โดยมีผู้อำนวยการส่วนประสานมวลชนและองค์กรประชาชน สำนักนายกรัฐมนตรี  เป็นผู้มารับหนังสือ เพื่อยื่นหนังสือส่งแก่นายกรัฐมนตรี

ขณะที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) มีมติที่จะเดินหน้าแก้ไข กฎ ก.พ.อ. เพื่อให้มีอำนาจสามารถเยียวยาเรื่องเงินเดือนเช่นเดียวกับคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) โดยระบุว่า จะปรับแก้กฎและยื่นเรื่องเข้าครม.ภายในระยะเวลา 3 เดือนนั้น

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2561 ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ปรึกษา ทปสท. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าจากสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ทาง ทปสท.และผู้แทนคณาจารย์มหาวิทยาลัย ได้ทำหนังสือเพื่อขอเข้าพบ ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ ซึ่งได้รับมอบหมายจาก นพ.ธีระเกีรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ให้ดูแลสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) ในวันที่ 11 ม.ค.นี้ ที่ สกอ.

“การขอเข้าพบก็เพื่อหารือและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการแก้ไขกฎ ก.พ.อ. เนื่องจากกระบวนการแก้ไขกฎ ก.พ.อ.แม้จะนำเรื่องเข้า ครม.ได้ภายใน 3 เดือน ตามที่ รมว.ศึกษาธิการ ระบุก็ตาม แต่กระบวนการแก้ไขกฎหมายยังต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา สภานิติบัญญัติ และโปรดเกล้าฯลงนาม ซึ่งใช้เวลา ไม่น้อยกว่า 1 ปี 6 เดือน ที่สำคัญเมื่อแก้ไขกฎ ก.พ.อ.แล้ว ก็ไม่ใช่ว่า อาจารย์จะได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นได้ทันที ก.พ.อ.จะต้องนำเรื่องเสนอ ครม.ให้อนุมัติอีก  ทั้งนี้เราเพียงต้องการให้ ก.พ.อ.มีอำนาจเหมือน ก.ค.ศ. เท่านั้น”ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าว

73 ร.ร.ประจำพักนอนฟรี!! รองรับนักเรียนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/308008

73 ร.ร.ประจำพักนอนฟรี!! รองรับนักเรียนใต้

โรงเรียนประจำพักนอน, สพฐ., 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สพฐ.ผุด 73 โรงเรียน 3 จ.ใต้เป็น “ร.ร.ประจำพักนอน” เปิดรับสมัครเด็กป.1-ม.6 ตั้งแต่ 3-31 ม.ค.นี้ เน้นเด็กครอบครัวรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อปี ถูกทอดทิ้ง

           สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินโครงการ “โรงเรียนประชารัฐจังหวัดชายแดนภาคใต้” หรือ โรงเรียนประจำพักนอน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอของสงขลา (จะนะ เทพา นาทวี สะบ้าย้อย) โดยได้คัดเลือกโรงเรียนระดับประถมศึกษา 1 แห่ง ระดับมัธยมศึกษา 1 แห่ง รวม 73 แห่งใน 37 อำเภอ ซึ่งจะรับเด็กทุกระดับชั้นตั้งแต่ป.1-ม.6 เริ่มรับสมัครนักเรียนเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันนี้ -31 ม.ค.นี้ และในโครงการนี้ยังมีวิทยาลัยเทคนิคประจำจังหวัดเข้าร่วม 4 แห่งด้วย

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2561 ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนท์ ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอจังหวัดสงขลา ว่า เนื่องจากวันนี้เป็นการรับสมัครวันแรก ได้ทำความเข้าใจต่อผอ.สพท.ทั้ง 13 เขตพื้นที่ฯ เพื่อให้ดำเนินการปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเรื่องนี้เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล และพล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ ซึ่งกำกับดูแลพื้นที่ในภาคใต้ก็ได้เน้นย้ำให้ดูแลให้เด็กในพื้นที่ที่ขาดโอกาส ได้รับโอกาสทั้งการดูแลชีวิตและการศึกษา โดยไม่ได้สนใจเรื่องของผลการเรียน แต่เน้นให้เป็นตามเงื่อนไขที่กำหนด และไม่ได้จำกัดจำนวนการรับ ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลในเบื้องต้นก็พบว่าขณะนี้มีนักเรียนที่สนใจอยากมาสมัครเข้าร่วมแล้วประมาณ 3,000 คน

“ได้กำชับให้ผอ.สพท.ทุกแห่งเร่งดำเนินการติดตั้งป้ายในจุดที่เห็นชัดเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบ และตั้งคณะทำงาน 1 ชุดในการประสานงานและติดตาม รวมถึงรายงานผลการปฏิบัติงานให้สพฐ.ทราบในช่วงเย็นของทุกวันด้วย สำหรับโรงเรียนทั้ง 73 แห่งก็ขอให้ติดป้ายหน้าโรงเรียนซึ่งจะมีข้อความ “สมัครเป็นนักเรียนประจำพักนอนที่โรงเรียนนี้” ให้เห็นเด่นชัด และขอให้เอาใจใส่ให้บริการแก่ผู้ปกครอง นักเรียนที่เข้ามาสอบถาม ซึ่งการสมัครเข้าเรียนนั้นผู้ปกครองและเด็กสามารถสมัครได้ทั้ง 73 แห่งที่เข้าร่วมโครงการ ส่วนกรณีเด็กมาสมัครเข้าเรียนระหว่างช่วงชั้น ขอความร่วมมือโรงเรียนต้นสังกัดดำเนินการออกเอกสารต่างๆให้เรียบร้อย หลังสิ้นสุดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 นี้เพื่อที่เปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 ในเดือนพฤษภาคมเด็กก็สามารถเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนประจำพักนอนได้ทันที”ดร.บุญรักษ์ กล่าว

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับงบประมาณที่ใช้ดำเนินการสำหรับดูแลนักเรียนพักนอนนั้น ระดับประถม ประมาณ 10,000 บาทต่อคนต่อปี ม.ต้น ประมาณ 20,000 บาทต่อคนต่อปี และม.ปลาย 30,000 บาทต่อคนต่อปี ซึ่ง สพฐ.ก็จะดูแลเพื่อจัดสรรลงไปให้ แต่ในระยะสั้นการดำเนินงานบางเรื่อง สพท.สามารถใช้งบทดลองจ่ายดำเนินการไปก่อนได้ จากนั้นเดือนมีนาคม 2561 เมื่อการพิจารณาคัดเลือกเด็กเรียบร้อยแล้วนั้น ถ้าพบว่าโรงเรียนแห่งใดมีแนวโน้มจะมีนักเรียนจำนวนมาก จำเป็นต้องสร้างอาคารหอพักเพิ่มก็จะดำเนินการตั้งงบประมาณในปีงบประมาณ 2562 ต่อไป

อย่างไรก็ตาม  คุณสมบัติของเด็กที่จะเข้าร่วมโครงการต้องครอบครัวมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี ,นักเรียนถูกทอดทิ้งไม่มีผู้อุปการะ,นักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากการก่อเหตุความไม่สงบแต่ในกรณีที่ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้นำในพื้นที่เห็นว่าเด็กคนใดมีลักษณะขาดโอกาส สามารถให้ข้อเสนอแนะและแจ้งมายังโรงเรียนที่ร่วมโครงการพิจารณารับเด็กคนดังกล่าวได้ โดยเด็กกลุ่มนี้จะได้รับการดูแลทั้งเรื่องของที่พักนอน ความปลอดภัย อาหารครบ 3 มื้อ อุปกรณ์ที่ใช้พัก-ใช้ประกอบอาหาร ตลอดจนอุปกรณ์อื่นๆตามความจำเป็นพื้นฐานของวัยเรียน ขณะเดียวกัน โรงเรียนจะจัดครูคอยดูแลสอนทั้งด้านวิชาการ ทักษะชีวิต และส่งเสริมให้ฝึกอาชีพตามแนวทางของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วย

DINORUN2 งานวิ่งสำหรับเด็ก-ครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307913

DINORUN2 งานวิ่งสำหรับเด็ก-ครอบครัว

งานวิ่ง, DinoRun

DinoRun2 : Kids & Family Run งานวิ่งสำหรับเด็กและครอบครัวที่ทุกคนรอคอยกลับมาแล้ว

       เพราะแปลน ฟอร์ คิดส์ อยากให้ทุกคนในครอบครัวได้ใช้เวลาว่างร่วมกัน มาออกกำลังกาย และทำกิจกรรมแสนสนุกด้วยกัน ได้ใกล้ชิดกับแก๊งไดโนป่วน ที่เป็นตัวละครในหนังสือนิทานขวัญใจเด็ก ทั้งบึ้กซ่า จี๊ดจ๊าด ติ๊ดตี่ หนุงหนิง เป๋อเหลอ และปุ๊บปั๊บ นับเป็นก้าวแรกของการสร้างร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงให้กับเด็ก ภายในงานประกอบด้วยซุ้มกิจกรรมสำหรับเด็ก อาทิ หมวกเก๋ไก๋ เเก๊งไดโน กู้ภัยไดโนป่วน ตามรอยไดโนน้อย และ ไดโนป่วนชวนปลูกป่า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เล่นด้วยกันได้ทั้งครอบครัว

        ไดโนรัน 2 วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ จตุจักร กรุงเทพฯ แบ่งระยะการวิ่งเป็น 2 ระยะ คือ 2.5 กิโลเมตร และ 5 กิโลเมตร  ประเภทบุคคลทั่วไป ผู้ใหญ่ เด็ก หรือวิ่งพร้อมรถเข็นเด็ก ทุกระยะ ค่าสมัครคนละ 750 บาทEarly Bird ราคา 650 บาท ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม ถึง 15 มกราคม 2561 ผู้สมัครจะได้รับ หมายเลขวิ่ง เสื้อ กระเป๋าเป้หูรูด และเหรียญ สมัครและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.facebook.com/planforkids หรือ www.planforkids.com หรือโทร. 0-2575-2559 กด 0

3 ม.ค.นี้ ชี้ชัดร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307879

3 ม.ค.นี้ ชี้ชัดร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา

คกก.อิสระเพื่อการปฎิรูปการศึกษา, ร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา

ยันร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา ตอบโจทย์แก้ปัญหาประเทศ คาด 3ม.ค.นี้เข้าสู่การพิจารณาคกก.อิสระฯ เชื่อ ก.การอุดมศึกษาสำเร็จก่อนเลือกตั้งพ.ย.61

        ความคืบหน้าในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ…. ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา เปิดเผยว่า จากการรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา จ.เชียงใหม่ เกี่ยวกับการปฏิรูปการอุดมศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะให้มีการปฏิรูปการอุดมศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ และคณะกรรมการอิสระฯ ซึ่งทุกฝ่ายได้คำตอบที่ตรงกันว่า การจะปฏิรูปอุดมศึกษา ซึ่งมีความแตกต่างจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งการดำเนินงาน การสนับสนุน และการดูแล จำเป็นต้องมีกระทรวงการอุดมศึกษาขึ้นดูแล เพื่อให้การปฏิรูปอุดมศึกษาประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะต้องแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา  การผลิตบุคลากรที่เกินจำนวนความต้องการของตลาดแรงงานทำให้บัณฑิตตกงาน ซึ่งจะต้องมีผู้รับผิดชอบ การแก้ปัญหาธรรมาภิบาล การสร้างความสมดุลระหว่างเสรีภาพทางวิชาการกับการกำกับดูแลมหาวิทยาลัย
“ร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา ที่ได้แก้ไขปรับปรุง จะตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ ไม่ใช่ทำเพื่อตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาเท่านั้น  แต่จะต้องแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องที่อุดมศึกษาที่สร้างปัญหาของประเทศ เช่น การผลิตบัณฑิตแต่บัณฑิตว่างงาน นำไปสู่ปัญหาของประเทศ โดยปัญหาดังกล่าวเกี่ยวโยงทั้งเรื่องการอุดหนุนงบประมาณการศึกษา ซึ่งไม่เพียงพอ บางมหาวิทยาลัยได้งบประมาณเพียงพอแค่เงินเดือนของบุคลากร จึงจำเป็นต้องรับนักศึกษาให้มากเพียงพอที่จะได้เงินมาบริหารจัดการมหาวิทยาลัย ดังนั้นจะโทษมหาวิทยาลัยฝ่ายเดียวก็ไม่ถูก เนื่องจากสถานการณ์บังคับ รวมถึงค่านิยมของสังคมและการกำหนดราคาปริญญาให้ได้เงินเดือน 15,000 บาท เป็นส่วนทำให้คนมุ่งหวังเรียนให้ได้ปริญญาตรี เพราะได้รับสัญญาว่า จบปริญญาตรีจะได้เงินเดือน 15,000 บาท ทั้งที่คนทำงานระดับอาชีวศึกษามีความจำเป็นกับประเทศเช่นกัน แต่อาชีวศึกษาไม่ได้รับการประกันหรือการันตีเงินเดือนเหมือนปริญญาตรี” ศ.นพ.จรัส กล่าว

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า มีคนว่างงาน 3 แสนคน ในจำนวนนี้กว่าครึ่งเป็นบัณฑิต ส่วนเกษตรกรหรือคนทำงานในพื้นที่ต่างๆ กลับมีงานทำ เรื่องนี้ ร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา จะมีส่วนแก้ไขคือ การกำหนดให้มหาวิทยาลัยส่งข้อมูลผู้เรียน หรือ ข้อมูลบัตรประชาชน เลข 13 หลัก เพื่อจะได้ทราบว่าใครเรียนอยู่ที่ใด สาขาอะไร จำนวนเท่าไร เพื่อให้ฝ่ายกำหนดนโยบายได้ใช้ข้อมูลเพื่อการวางแผน และเป็นข้อมูลสาธารณะ ให้นักเรียน ผู้ปกครองทราบว่า แต่ละสาขามีผู้เรียนเท่าไร อีกทั้งภาครัฐ ต้องมีหน่วยงานที่ให้ข้อมูลกับสาธารณะว่า สภาพการจ้างงานในอนาคตเป็นเช่นไร อาทิ ปัจจุบันตลาดแรงงานต้องการงานประเภทใด และในอนาคต อาชีพใดเป็นที่ต้องการ หรือ อาชีพใดจะหายไป ซึ่งต่างประเทศจะประกาศสภาพการจ้างงานให้สาธารณขนทราบและว่า ทั้งนี้ คาดว่า ร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา จะนำเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการอิสระฯ ในวันที่ 3 ม.ค.นี้
ด้าน ศ.นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา กล่าวว่า คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ  ซึ่งมีคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งฯ เข้าร่วมเป็นกรรมการ เห็นตรงกันเกี่ยวกับการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา โดยนำร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา ของคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งฯ เป็นฐานในการปรับปรุง เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายมีข้อสรุปร่วมกัน ก็จะถือว่าเป็น ร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา ของคณะกรรมการอิสระ ฯ โดยมีการปรับปรุงบางอย่าง อาทิ จำนวนของคณะกรรมการการอุดมศึกษา  เป็น 18 คน และเพิ่มอำนาจของกกอ. โดยเดิมดูแลเฉพาะด้านวิชาการและมาตรฐานหลักสูตร แต่ล่่าสุดได้ข้อสรุปคือ ให้ กกอ.มีอำนาจการพิจารณามากขึ้น ครอบคลุมทุกเรื่อง ยกเว้นงานบุคากร ที่ให้ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ดูแล

ทั้งนี้  เพราะต้องการให้ กกอ.เป็นตัวกลั่นกรองที่สำคัญ เนื่องจากเราไม่ต้องการให้รัฐมนตรีเข้ามากำกับดูแลทั้งหมด จึงยกระดับอำนาจของ กกอ.ให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดความสมดุลกับอำนาจของรัฐมนตรี ไม่เช่นนั้น อำนาจก็จะอยู่ที่รัฐมนตรีทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้คณะทำงานเตรียมการจัดตั้งฯ เห็นด้วย
“คาดว่าร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษาฯ จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ในต้นเดือน ม.ค.นี้ จากนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าใช้เวลา 4 เดือน จากนั้นเป็นการพิจารณาของสภานิติบัญญัติ อีกประมาณ 3-4 เดือน ซึ่งคาดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะแล้วเสร็จในเดือน ก.ย.2561 ซึ่งเป็นไปตามโร้ดแมปและนโยบายของนายกฯ ที่ต้องการผลักดันเรื่องกระทรวงการอุดมศึกษาให้สำเร็จก่อนการเลือกตั้งเดือน พ.ย.2561”ศ.นพ.อุดม กล่าว

รมว.สธ.ตอบ 3 คำถาม”ระบบสาธารณสุข”จะไปทางไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307933

รมว.สธ.ตอบ 3 คำถาม”ระบบสาธารณสุข”จะไปทางไหน?

ปฎิรูปสาธารณสุข, ระบบสาธารณสุข

ผลพวงหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งจากการออกวิ่งของ”พี่ตูน”ในปลายปี 2560 ทำให้คนไทยรับรู้ถึงปัญหารงสถานะการเงินของรพ.รัฐ

      แน่นอน บุคคลที่คนไทยจำนวนมากต้องการที่จะรับทราบแนวทางการปรับปรุงระบบสาธารณสุขมากที่สุดคงหนีไม่พ้น แม่ทัพใหญ่ “คมชัดลึก”จึงขอนัดสัมภาษณ์พิเศษ “ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.)” ซึ่งเป็นอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลและคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราช นับเป็นรมว.สธ.ท่านที่2 ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยเน้นใน 3 คำถามหลักที่เปรียบประหนึ่งหลุมดำระบบบริการสาธารณสุขของไทยและเวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาลชุดนี้ราวๆ1ปี

      สธ.มีแนวทางในการปฏิรูปเพื่อแก้ไขปัญหาคนไข้แออัดในรพ.อย่างไร เป็นคำถามแรกที่“คมชัดลึก”สอบถามรมว.สธ

      ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ความแออัดของผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอยู่ในโรงพยาบาลศูนย์(รพศ.)และโรงพยาบาลทั่วไป(รพท.)หรือรพ.ประจำจังหวัด การแก้ปัญหามี 4 ข้อสำคัญ ได้แก่ 1.การผ่าตัดวันเดียวกลับบ้านได้โดยไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในรพ. (One Day Surgery: ODS) แนะนำแนวทางเพื่อให้ผู้ป่วยเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดมาจากบ้าน เมื่อวันนัดก็มาผ่าที่รพ.เสร็จแล้วกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านได้ ปัจจุบันมีรพ.หลายแห่งที่ดำเนินการอยู่แล้ว  กรมการแพทย์มีการกำหนดให้มี 12 โรคที่สามารถผ่าตัดเช่นนี้ได้ ทว่า มิใช่ทุกรพ.จะทำได้ กรมการแพทย์มีทีมลงไปประเมินความพร้อมของรพ.แต่ละแห่งว่าสามารถดำเนินการ เพราะความปลอดภัยของคนไข้สำคัญที่สุด ซึ่งแนวทางนี้จะเกิดความสะดวกกับผู้ป่วยและญาติไม่ต้องมานอนพักรักษาตัวในรพ.โดยไม่จำเป็น ขณะที่รพ.ก็จะมีเตียงไว้รองรับสำหรับคนไข้ที่มีความจำเป็นต้องนอนรักษาตัวในรพ.จริงๆ เช่น ไส้เลื่อนที่ขาหนีบ เดิมคนไข้ต้องนอนรพ.1-2 วัน แต่สามารถผ่าตัดวันเดียวเสร็จกลับบ้านได้ เป็นต้น

       “ที่ผ่านมารพ.หลายแห่งดำเนินการผ่าตัดวันเดียวกลับบ้านได้อยู่แล้ว แต่ติดขัดเรื่องการเบิกค่ารักษาพยาบาลจากสิทธิต่างๆ เนื่องจากเมื่อผ่าตัดแต่ไม่ต้องนอนรพ.ก็จะเบิกค่ารักษาตามอัตราผู้ป่วยในไม่ได้ แต่ขณะนี้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.)ได้มีมติให้รพ.สามารถเบิกได้แล้ว รวมทั้งสิทธิประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการด้วย” ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าว

รมว.สธ.ตอบ 3 คำถาม"ระบบสาธารณสุข"จะไปทางไหน?

       2.ระบบไร้รอยต่อ ในกรณีที่รพศ./รพท.รับผู้ป่วยหนักจากโรงพยาบาลชุมชน(รพช.)หรือรพ.ประจำอำเภอมาดูแลจนผู้ป่วยผ่านพ้นระยะวิกฤติ อยู่ในขั้นตอนของการฟื้นฟูสภาพร่างกาย จะมีระบบส่งกลับ คือ ส่งผู้ป่วยไปฟื้นฟูที่รพช.ที่ส่งตัวมา ซึ่งเดิมจะมีแต่ส่งตัวขาขึ้นมารพศ./รพท.ไม่มีส่งตัวขากลับไปรพช. ทำให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยต้องนอนรพ.ใหญ่ๆ1-2เดือน ทั้งที่ศักยภาพรพช.ที่เตียงไม่แน่นสามารถดูแลผู้ป่วยในระยะนี้ได้แล้ว จะดำเนินการในรพ.สังกัดสธ.ทั่วประเทศ อาทิ รพช.ส่งตัวผู้ป่วยมาผ่าตัดใหญ่ที่รพศ./รพท. ใช้เวลา14 วันกว่าจะหายเป็นปกติ แต่เมื่อผ่าน 7 วัน อาการผู้ป่วยดีขึ้นเหลือเพียงการฟื้นฟูร่างกาย แพทย์ก็จะพิจารณาส่งกลับไปรพช.ซึ่งจะมีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยต่อ เพราะที่ผ่านมาอัตราการครองเตียงของรพช.จะน้อยกว่ารพศ./รพท. ที่เห็นชัดคือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง(สโตรก) เมื่อทำการผ่าตัดและอาการพ้นวิกฤติ มีเพียงการฟื้นฟูร่างกายที่อาจต้องใช้เวลาร่วมเดือน ก็จะให้กลับไปฟื้นฟูที่รพช. เตียงที่รพศ./รพท.ก็จะลดความแออัดลงเพื่อเตรียมพร้อมรับผู้ป่วยวิกฤติหรือโรคที่มีความซับซ้อนต้องนอนรักษาตัวในรพศ./รพท.

       “ทั้ง2แนวทางสร้างความสะดวกให้ผู้ป่วยและญาติ ไม่ต้องมานอนรพ.โดยไม่จำเป็น หรือไม่ต้องเดินทางไกลมาเฝ้าผู้ป่วย เพราะรักษาฟื้นฟูร่างกายในรพช.ซึ่งอยู่ในอำเภอใกล้บ้านผู้ป่วย ส่วนรพ.ขนาดใหญ่มีเตียงว่างไว้รองรับผู้ป่วยที่มีอาการซับซ้อนของโรค แน่นอนทั้งหมดจะต้องทำความเข้าใจกับผู้ป่วยและญาติ แต่เชื่อว่าเมื่อเห็นผลชัดเจนว่าการฟื้นฟูร่างกายไม่จำเป็นต้องอยู่รพ.ใหญ่ แต่รพ.ใกล้บ้านสามารถดูแลได้ ผู้ป่วยและญาติจะค่อยๆเข้าใจมากขึ้น”ศ.คลินิก เกียรติ นพ.ปิยะสกลกล่าว

       3.มีคลินิกหมอครอบครัว โดยเฉพาะรพ.ในจังหวัดใหญ่ๆที่มีความแออัดของผู้ป่วยมาก จะมีการส่งทีมหมอครอบครัวหรือแพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ครอบครัวและทีมสหวิชาชีพไปเปิดคลินิกรอบๆเมือง เพื่อตรวจโรคเบื้องต้นให้กับผู้ป่วย เหมือนเป็นการนำคลินิกผู้ป่วยนอกออกไปให้บริการนอกรพ. เพื่อที่ผู้ป่วยจะได้ไม่ต้องเสียเวลารอคิวนานที่รพ. โดยจะมีทีมหมอครอบครัวจากรพศ./รพท.ให้การตรวจวินิจฉัยรักษาเบื้องต้น หากเห็นว่าจำเป็นต้องส่งตัวตรวจกับแพทย์เฉพาะทางในรพศ./รพท.ก็สามารถส่งตรงไปตรวจกับแพทย์สาขาเฉพาะทางนั้นๆได้ทันที ทำให้ช่วยลดการใช้บริการที่รพ.ใหญ่ได้ถึงร้อยละ 60 มีเฉพาะผู้ป่วยที่จำเป็นต้องไปรับบริการ ทำให้แพทย์สามารถเน้นการดูแลเฉพาะทางและโรคซับซ้อน รวมถึง ลดเวลาที่ผู้ป่วยต้องรอคอยตรวจจาก 172 นาที เหลือเพียง 44 นาที เช่นที่ รพ.ขอนแก่น รพ.พระพุทธชินราช รพ.ชลบุรี เป็นต้น ที่สำคัญ ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรพ.ของผู้ป่วยได้ราว 1,655 บาทต่อคน ในส่วนของระดับอำเภอก็จะมีทีมหมอครอบครัวไปดูแลสุขภาพเบื้องต้นให้กับประชาชนถึงบ้าน โดยทีมหมอครอบครัว 3 ทีมดูแลประชากร 3 หมื่นคน ขณะนี้มีทีมหมอครอบครัว 596 ทีม ในปี 2561 เพิ่มอีก 574 ทีม และภายในปี 2569 จะมีครบ 6,500 ทีมเพื่อดูแลประชาชนทั่วประเทศ

       4.คลินิกพิเศษแพทย์เฉพาะทางนอกเวลาราชการ สำหรับบางรพ.ที่มีผู้ป่วยมาตรวจมากในเวลากลางวันจนมีความแออัดมาก ในเวลานอกราชการก็พิจารณานำแพทย์เฉพาะทางมาเปิดคลินิกพิเศษ แต่ผู้ที่มารับบริการตรวจในคลินิกนี้ต้องเข้าใจว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่ผู้ป่วยจะต้องจ่ายเอง แต่จะทำให้ได้รับการตรวจกับแพทย์เฉพาะทางเร็วขึ้น ไม่ต้องรอนาน เมื่อผู้ป่วยส่วนหนึ่งมาตรวจคลินิกนี้ ก็จะลดแออัดในคลินิกผู้ป่วยนอกในเวลากลางวัน ขณะเดียวกันแพทย์เฉพาะทางไม่ต้องไปเปิดคลินิกส่วนตัว สามารถตรวจที่รพ.ได้ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง แต่ไม่ใช่รพ.สังกัดสธ.ทุกแห่งจะเปิดได้ ต้องพิจารณาถึงความจำเป็น และเหมาะสมจริงๆ เช่น รพ.ราชวิถี หรือรพศ.อื่นๆที่แออัดมากๆ เป็นต้น

      “แนวทางทั้งหมดนี้เชื่อว่าน่าจะสามารถลดความแออัดในรพ.ได้ ประชาชนไม่ต้องรอคิวนาน ไม่เพิ่มภาระงานให้กับผู้ให้บริการ เกิดผลดีทั้งต่อผู้รับและผู้ให้บริการ” รมว.สธ.เชื่อมั่น

    คำถามต่อมาน่าจะเป็นสิ่งที่ข้องใจคนไทยมากที่สุดในเวลานี้ ขณะนี้สถานการณ์การเงินของรพ.สธ.เป็นอย่างไร สธ.มีแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขกรณีรพ.มีเงินไม่เพียงพออย่างไร

      ศ.คลินิก เกียรติคุณนพ.ปิยะสกล บอกว่า สิ้นปีงบประมาณ 2560 มีรพ.ที่สภาพคล่องทางการเงินวิกฤติระดับ 7 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด 87 แห่ง นับว่าสถานการณ์ดีขึ้นกว่าในช่วงสิ้นปีงบประมาณ 2559 ที่มีระดับ 7 จำนวน 119 แห่ง

        รมว.สธ. อธิบายต่อว่า เป็นผลจากการบริหารจัดการดีขึ้น โดยผอ.รพ.ทุกแห่งมีการพัฒนาระบบบริหารภายในของตนเองทั้งเพิ่มรายรับ และลดรายจ่าย บวกกับปีที่ผ่านมารัฐบาลให้งบฯกลางมา 5,000 ล้านบาท ทั้ง 2 ส่วนนี้ทำให้มีเงินเข้าระบบมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าเงินในระบบสาธารณสุขยากที่จะเพียงพอ อย่างประเทศญี่ปุ่นให้งบประมาณด้านสาธารณสุขมากกว่าไทย 20-30 เท่าก็ยังไม่พอ ประเทศอังกฤษใช้งบฯด้านสุขภาพมากกว่างบประมาณแผ่นดินของไทยก็ไม่พอเช่นกัน ซึ่งการได้รับงบประมาณเข้าระบบสาธารณสุขของไทยมีความจำกัด แต่เราสามารถบริหารเพื่อดูแลประชาชนได้ดีระดับหนึ่ง ช่วยลดภาวะล้มละลายจากการรักษาพยาบาลของผู้ป่วย

       ผอ.มีแนวทางเพิ่มรายรับของรพ.อย่างไร เป็นคำถามต่อเนื่อง ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า เก็บทุกบาทที่รพ.ควรจะได้ เช่นที่ผ่านมารพ.เป็นเจ้าหนี้ของสิทธิรักษาพยาบาลหลักทั้ง 3 สิทธิ คือ สวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคมและหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง แต่ไม่ได้ตามเก็บ ขณะที่ในส่วนที่เป็นรายจ่ายของรพ.เมื่อมีการทวงรพ.ก็จ่ายให้หมด จึงมีการจัดตั้ง “ศูนย์จัดเก็บรายได้”ขึ้นในรพ. เพื่อทำหน้าที่จัดเก็บรายได้ที่รพ.ควรจะได้ให้ได้จริงๆ

       รวมถึง มีการหารายได้เพิ่มในรูปแบบต่างๆตามความเหมาะสมของรพ.แต่ละแห่ง บางแห่งมีการออกผลิตภัณฑ์สมุนไพรจำหน่าย บางแห่งเปิดคลินิกนอกเวลา หรือมีการนำนโยบายประชารัฐ คือดึงทุกภาคส่วนในท้องถิ่นมาช่วยพัฒนารพ. ซึ่งรพ.หลายแห่งแม้จะได้รับงบประมาณจากบัตรทองน้อย แต่สามารถอยู่ได้ เพราะประชาชนและผอ.มาช่วยกันวางแนวทาง ไม่ใช่แบมือของบฯรัฐอย่างเดียว จะเป็นการสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาระบบ

     อย่างไรก็ตาม ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล ยอมรับว่า ยังต้องมีการปรับปรุงแนวทางการกระจายงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวในสิทธิบัตรทอง เนื่องจากที่ผ่านมาการกระจายโดยยึดแนวทางจำนวนประชากรในพื้นที่รับผิดชอบของรพ.คูณด้วยอัตรางบฯเหมาจ่ายรายหัวในแต่ละปี ทำให้รพ.บางแห่งที่มีประชากรน้อยได้รับงบฯส่วนนี้น้อย เรียกว่าได้รับเงินไม่เพียงพอตั้งแต่เริ่มต้น

     ที่ผ่านมา มีการเปิดเผยตัวเลขว่ารพ.สธ.มีเงินติดลบเป็นตัวแดงรวมแล้วกว่า 1 หมื่นล้านบาท ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า เป็นการแสดงข้อมูลที่พิจารณาจากเพียงตัวเลขเงินสดของรพ.เท่านั้น ไม่ได้มีการนำสินทรัพย์ หรือรายการอื่นๆที่รพ.มีสถานะเป็นเจ้าหนี้มาใช้ในการหักลบหรือคิดคำนวณ ซึ่งหากพิจารณาทางบัญชีที่ถูกต้อง ตัวเลขไม่ได้สูงมากขนาดที่มีการเปิดเผยโดยบางองค์กร

     แนวทางการเติมเงินเข้าระบบสาธารณสุขเพิ่มขึ้นจะเป็นอย่างไร ยังเป็นคำถามต่อเนื่องในประเด็นเงินรพ.ไม่เพียงพอ

      ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า จะต้องมีการปฏิรูประบบสาธารณสุข ปรับให้ดีขึ้น มิเช่นนั้น คงไม่มั่นคงและอาจไม่ยั่งยืน ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขที่มีนพ.เสรี ตู้จินดา ประธานที่ปรึกษารมว.สธ.เป็นประธาน อยู่ในกระบวนการหารูปแบบและแนวทาง ซึ่งจะให้เห็นแนวทางเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ต้องการทำคือการวางรากฐานพื้นฐานให้มั่นคง เพื่อให้รัฐบาลชุดต่อไปที่จะเข้ามาเดินต่อไปได้

รมว.สธ.ตอบ 3 คำถาม"ระบบสาธารณสุข"จะไปทางไหน?

      คำถามสุดท้าย การปรับปรุงบัตรทองจะมีแนวทางอย่างไร                   ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล ในฐานะประธานบอร์ดสปสช.หรือบอร์ดบัตรทอง กล่าวว่า จะมีการแก้ไขปรับปรุงพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งมีการบังคับใช้มา 15 ปีแล้ว ยกร่างพรบ.ฉบับใหม่และได้ทำประชาพิจารณ์เสร็จแล้ว ซึ่งมีความคิดเห็นที่เหมือนและต่างกันอีกเพียงไม่กี่ข้อ ทุกกลุ่มที่เห็นต่างน่าจะคุย หารือกันและตกลงร่วมกันได้ เพราะที่ผ่านมาเห็นสัญญาณของความร่วมมือและขัดแย้งน้อยลงระหว่างหน่วยงาน พรบ.ฉบับใหม่ที่รอเข้าสู่การพิจารณาของครม.จะช่วยให้ประสิทธิภาพระบบยั่งยืนได้ในระยะเวลาหนึ่ง เพราะจะบอกว่ายั่งยืนตลอดไปไม่ได้ เมื่อถึงเวลาหนึ่งสิ่งแวดล้อม บริบทเปลี่ยนก็ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขใหม่ ซึ่งประเด็นการปรับพรบ.ที่ยังเห็นต่าง เช่น เรื่องแยกเงินเดือนบุคลากรสาธารณสุขออกจากงบฯเหมาจ่ายรายหัว ก็เชื่อว่าสามารถคุยกันได้ ไม่ใช่หลักขัดแย้ง จนต้องล้มการแก้ไขปรับปรุงพรบ.ใหม่ หรือ ประเด็นการร่วมจ่าย ในพรบ.เดิมมีกำหนดไว้อยู่แล้ว

     จะมีการร่วมจ่ายในสิทธิบัตรทองหรือไม่???  ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล ตอบว่า จะมีชุดสิทธิประโยชน์พื้นฐานในการรักษาพยาบาลที่ทุกคนทุกสิทธิ์จะได้เช่นเดียวกัน และเป็นสิทธิที่จะไม่ลดน้อยกว่าสิทธิในปัจจุบันที่ประชาชนได้รับอยู่แล้ว ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปฯด้านสาธารณาสุขจะเป็นผู้วางรูปแบบแนวทางของสิทธิประโยชน์พื้นฐาน จากนั้นหากแต่ละสิทธิรักษาพยาบาลทั้งสวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม หรือบัตรทอง พิจารณาว่าจะเพิ่มสิทธิรักษาพยาบาลอะไร อย่างไรให้กับคนในสิทธิของตนเอง ก็เป็นเรื่องที่แต่ละสิทธิจะพิจารณาเพิ่มเติมเอง แต่ทั้งหมดจะเริ่มเมื่อพรบ.บัตรทองฉบับใหม่ผ่าน

       “คมชัดลึก”ถามต่อว่ามีข้อเสนอของแพทยสภาให้รพ.เขียนในระบบบัญชีระบุให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)เป็นลูกหนี้ของรพ.ในกรณีที่สปสช.ยังไม่จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้รพ. เนื่องจากบางส่วนมองว่าที่ผ่านมารพ.บางแห่งไม่สามารถเบิกเงินจากสปสช.ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยที่ควรได้ ทำให้มีเงินค้างท่อไม่ถึงรพ.

      ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ขึ้นกับการพิจารณาของรพ.แต่ละแห่ง ต้องดูตามระบบบัญชี ไม่ใช่ว่าทุกรพ.ต้องทำแบบนั้น ให้แต่ละแห่งพิจารณาว่าเดิมมีค่ารักษาอะไรที่จัดเก็บได้ไม่ครบ ก็ให้หาแนวทางจัดเก็บให้ได้ให้ครบ ไม่ใช่พอจัดเก็บไม่ได้ก็แทงเป็นหนี้สูญ หากไม่ควรระบุเป็นหนี้สูญ ก็ให้ลงบัญชีเป็นภาวะหนี้ไว้และให้พยายามจัดเก็บให้ได้จริงตามที่รพ.ควรได้ เป็นการสร้างความจริงให้เกิดขึ้นว่า จุดไหนส่วนไหนที่รพ.ควรได้รับเงินแต่ไม่ได้ อย่างเช่น ที่ผ่านมา รพ.รักษาคนไข้ด้วยการผ่าตัดไส้ติ่ง แต่รพ.กลับเบิกค่ารักษาระบุเป็นผ่าตัดไส้ติ่ง รพ.ก็จะได้รับเงินเฉพาะค่าผ่าตัดไส้ติ่ง แต่ค่ารักษาอื่นๆระหว่างเส้นทางการตรวจก่อนผ่าตัดไส้ติ่ง กลับไม่มีการส่งเบิก เป็นต้น

    ทั้งหมดนี้ เพื่อเป้าหมาย ประชาชนสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุข ระบบสุขภาพยั่งยืน

0 พวงชมพู ประเสริฐ รายงาน 0 qualitylife4444@gmail.com 0

“ปฎิรูปการศึกษา”มโน OR ของจริง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307791

“ปฎิรูปการศึกษา”มโน OR ของจริง?

คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฎิรูปการศึกษา, ปฎิรูปการศึกษา

“ปฎิรูปการศึกษา” ดูจะเป็นเรื่องที่เราได้ยินบ่อยครั้ง แถมก็มีการดำเนินการมาหลายรอบ เพราะไม่ว่าจะรัฐบาลชุดไหนๆ รมว.ศึกษาธิการคนใดก็มุ่งปฎิรูปการศึกษา

      ยุครัฐบาลทหารก็เช่นเดียวกัน ด้วยทุกฝ่ายมักมองว่าปัญหาการศึกษาต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฎิรูปการศึกษา ซึ่งมี “ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฎิรูปการศึกษา” แต่งตั้งเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 ตามนัยแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560

        โดยมีบทบาทหน้าที่ในการดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษา รวมถึงจัดตั้งกองทุนให้แล้วเสร็จภายใน 1ปี นับแต่วันประกาศใช้รธน. และต้องมีกลไกระบบการผลิต คัดกรองและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครูและอาจารย์ รวมถึงปรับการจัดการเรียนการสอนทุกระดับ และจัดทำข้อเสนอแนะและร่างกฎหายให้แล้วเสร็จและเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง

“ปฎิรูปการศึกษา”มโน OR ของจริง?

“ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฎิรูปการศึกษา”

         ศ.นพ.จรัส ฉายภาพการศึกษาไทย ว่าการศึกษาไทยวิกฤตและมีปัญหาอย่างมาก ทั้งเรื่องของคุณภาพ ความเหลื่อมล้ำ ความเป็นเลิศในการแข่งขัน ประสิทธิภาพและธรรมาภิบาลซึ่งผลสรุปจากรายงานที่ผ่านมา พบว่า คุณภาพศึกษาไทยต่ำอย่างยิ่งยวด อย่าง คุณภาพการศึกษาต่ำมาก ดูได้จากผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (โอเน็ต) ต่ำมาก ผลการสอบPISA ต่ำมาตลอด 15 ปี ครึ่งหนึ่งผลการต่ำ ส่วนผลคะแนนที่ดีมีอยู่ไม่ถึง 1 % เด็กจบม.3 ไม่เรียนต่อและเด็กออกกลางคันก่อนจบปีละ 60,000 คน ผลการทดสอบเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า การศึกษาไทยไม่ได้เรื่อง และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ผู้ที่จบการศึกษาของไทยยังใช้ประโยชน์ไม่ได้ ยังเป็นแรงงานไร้ฝีมือ

      ขณะที่ “ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย” สูงมาก เด็กจากโรงเรียนสังกัดท้องถิ่น กับโรงเรียนในเมืองคุณภาพแตกต่างกัน ผลการทดสอบใน PISA นักเรียนที่สอบได้คะแนนดีๆ มาจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์ แต่โรงเรียนในเมืองหรือชนบทกลับคะแนนต่ำสุดๆ ส่วน ความสามารถในการแข่งขันของชาติ ก็ต่ำจนน่าละอาย ทั้งที่ประเทศไทยมีดีทุกอย่าง ทั้งวัฒนธรรม ภูมิอากาศภูมิประเทศที่ดี ผลงานวิจัยของอุดมศึกษาไทยก็ไม่สามารถตีพิมพ์จนได้รับการอ้างอิง ไม่สามารถแข่งขันได้

“ปฎิรูปการศึกษา”มโน OR ของจริง?

      “ไทยใช้งบประมาณด้านการศึกษา 20 % ของงบประมาณแผ่นดิน แต่ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลต่ำ โรงเรียน การศึกษาไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศอยู่ระดับ POOR การศึกษาไม่มีคุณภาพ เหลื่อมล้ำเยอะ มหาวิทยาลัยไทยแพ้แข่งขันไม่ได้ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะไม่มีใครรับผิดชอบ ขาดธรรมาภิบาล การปฎิรูปการศึกษาครั้งนี้ จึงไม่ได้รับผิดชอบเฉพาะการศึกษาในระบบ 11 ล้านคน แต่รับผิดชอบการศึกษาทั้งใน และการศึกษานอกระบบ อีก 47 ล้านคน และครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการปฎิรูปการศึกษาเท่าที่จะทำได้ แต่ดึงทุกภาคส่วน รัฐ เอกชน ประชาสังคม เข้ามามีส่วน ทุกคนต่างมอบความหวังไว้ที่การปฎิรูปครั้งนี้

        6 เดือนที่ผ่านมาของการทำงานของคณะกรรมการอิสระฯ มีหน้าจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ….ได้มีการตั้งคณะอนุกรรการมาดูแลในหลายๆ เรื่อง ซึ่งขณะนี้ได้จัดทำร่างพ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ….และคณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างดังกล่าวแล้ว

“ปฎิรูปการศึกษา”มโน OR ของจริง?

      ก้าวต่อไปในปี 2561 ของการปฎิรูปการศึกษา ศ.นพ.จรัส เล่าต่อไปว่า ปฎิรูปการศึกษา ยังคงต้องทำตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้ โดยความสำเร็จต้องมองไปอีก 5-10 ข้างหน้าว่าคุณภาพคนดีขึ้น มีบุคลิกภาพ สมรรถนะของคนที่เหมาะสม คนมีคุณภาพจริยธรรม การศึกษาต้องทำให้คนเห็นประโยชน์ส่วนร่วมไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตน โดยหลังจากนี้

      คณะกรรมการอิสระฯ จะดำเนินการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ และนอกระบบ ต้องมีการริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ แก้กฎหมายต้องมีคุณธรรมจริยธรรม ทำให้เกิดการทดสอบ หลักสูตรที่มีสมรรถนะเป็นพื้นฐาน การบริหารโรงเรียนที่ีมีความเป็นอิสระ หลากหลาย การมีส่วนร่วมของประชาชน การพัฒนาระบบครูจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น และนำไปบรรจุในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

“ปฎิรูปการศึกษา”มโน OR ของจริง?

      โดยการจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาปฐมวัย พ.ศ…. ซึ่งขณะนี้มี 4 กระทรวงที่ดูแลเรื่องนี้ แต่เป็นต่างคนต่างทำ มีการประสานกันระดับหนึ่ง แต่การปฎิรูปการศึกษาครั้งนี้ ต้องประสานทั้ง 4 กระทรวงเข้าด้วยกัน โรงเรียนและศูนย์ดูแลเด็กเล็กต้องมีคุณภาพ มาตรฐาน สิทธิประโยชน์ การบริหารจัดการ การดูแลสิ่งแวดล้อม นโยบาย ปฏิบัติ และความรู้ปฐมวัย ต้องแก้ไขไปในทิศทางเดียวกัน

      ส่วนร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ… ต้องคำนึงถึงความอิสระเป็นความหลากหลาย ผลิตบัณฑิต งานวิจัย นวัตกรรมที่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและมีงบประมาณในการดำเนินการ รวมถึงต้องมีระบบข้อมูลรองรับ สร้างความสมดุลระหว่างอิสระและเสรีภาพในการบริหารจัดการ

“ปฎิรูปการศึกษา”มโน OR ของจริง?

      ขณะที่ โรงเรียนนิติบุคคล โรงเรียนอิสระ ที่จะมีภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการโรงเรียนได้ โรงเรียนต้องเข้าสู่การปฎิรูปการปฏิวัติดิจิตอล และการประเมินต้องมีคุณธรรม จริยธรรม มีความรู้ที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ภาษาอื่น คณิตศาสตร์แบบใช้งานได้ วิทยาศาสตร์ที่เกิดการคิด วิเคราะห์ เรื่องดิจิตอล การสื่อสาร การเงิน วิชาชีพ และเรื่องคุณภาพชีวิต กรจัดการศึกษาต้องเน้นให้เกิดสมรรถนะควบคู่การมีคุณธรรมจริยธรรม ความเหลื่อมล้ำต้องหายไปหรือลดลง คนที่จบการศึกษาในเมืองและต่างจังหวัดคุณภาพต้องไม่ต่างกัน ประเทศไทยต้องแข่งขันได้ การบริหารจัดการมีคุณภาพ ถ้าสิ่งเหล่านี้อีก 5-10 ปี เกิดขึ้นได้ แสดงว่าปฎิรูปการศึกษาครั้งนี้สำเร็จ

     ศ.นพ.จรัส กล่าวอีกว่า ตอนนี้การศึกษากลายเป็นกับดักความเหลื่อมล้ำ กับดักความยากจน ทั้งที่การศึกษาเป็นความหวังของคนยากจน คนยากจนอยากให้ลูกได้เรียนเพื่อให้พ้นจากความยากจน แต่เมื่อเข้าไปเรียนกลับเข้าไปเรียนในโรงเรียนที่คุณภาพไม่ดี ออกมาก็ยังเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ไม่พ้นความยากจน เป็นวงจรอุบาทว์ ที่พัฒนาคนให้ดีขึ้นไม่ได้ และเรื่องนี้เชื่อมโยงกับความมั่นคง ความสามารถในการแข่งขัน ถ้าปฎิรูปการศึกษาไม่สำเร็จ ประเทศจะแข่งขันได้อย่างไร จะเจอวิกฤตหนักมากกว่าที่เป็นอยู่ 

     “ปฎิรูปการศึกษา ไม่ใช่เพียงเรื่องการศึกษา แต่หมายถึงชีวิตของประชาชน เราจะต้องหลุดพ้นจากการติดกับดักความเหลื่อมล้ำ และความยากจนให้ได้ ต้องหาหมัดน็อค คือการเปลี่ยนวิธีคิด ปรับให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในโลก รับมือปัญหาความเหลื่อมล้ำทั้งในประเทศและระหว่างประเทศให้ได้ ที่สำคัญต้องให้ความเคารพและศรัทธาต่อครู นักเรียน ขณะนี้เราไม่มีความศรัทธาต่อเด็กไทย ศรัทธาต่อครู ซึ่งถ้าเราจะศรัทธาต่อเด็ก และครูได้ ต้องเปลี่ยนวิธีคิด มีความอดทนและต่อสู้ให้ได้แม้อยู่ในสภาพที่แย่ แม้ระบบโรงเรียนเป็นอย่างไรแต่ต้องทำให้เด็กสู้ มีความสามารถ ศักยภาพที่ดีขึ้นให้ได้ ทำให้เด็กรู้สึกว่าทำได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

“ปฎิรูปการศึกษา”มโน OR ของจริง?

       การศึกษากำลังก้าวสู่ดิจิตอล เลินนิ่ง แพด ฟอร์ม หากอยากให้เด็กเก่งภาษาอังกฤษ สถาบันภาษาหลายๆ แห่งต้องร่วมกันผลิตโปรแกรม หรือการเรียนการสอนในรูปแบบเกม หลักสูตรที่จะทำให้เข้าถึงตัวเด็ก ร่วมสร้างเด็กทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะในเมือง ชนบทมีสมรรถนะเช่นเดียวกัน ไม่ทำให้คนรวยเอาเปลี่ยนคนจน ต้องปลูกฝังให้เด็กมีกตัญญูและกตเวทิตา คือทำโดยไม่ได้รู้สึกเฉพาะในใจ แต่ต้องทำด้วยหัวใจ ลงมือปฎิบัติจริงๆ

      ต่อให้มีการเปลี่ยนผู้บริหารในโรงเรียน รัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หากทุกฝ่าย ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน “เปลี่ยนวิธีคิด ค้นหาหมัดน็อคการศึกษา ศรัทธาต่อเด็ก และครู เชื่อมั่นในการปฎิรูปการศึกษา เห็นประโยชน์ส่วนร่วม” อะไรจะเปลี่ยนแปลงไปมา ก็ควรเดินหน้าตามปฎิรูปการศึกษา

 0 ชุลีพร อร่ามเนตร รายงาน qualitylife4444@gmail.com 0

ศธ.หารืออุดมศึกษาขยายเครือข่าย UNINET สู่โรงเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307817

ศธ.หารืออุดมศึกษาขยายเครือข่าย UNINET สู่โรงเรียน

UNInet, ไฮสปีด อินเตอร์เน็ต

รมว.ศึกษาธิการ ชวนชาวมหาวิทยาลัยร่วมพัฒนา Hi-speed Internet นำเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาส่งถึงน้อง ๆนร.ทั่วประเทศ

       จากการที่รัฐบาลมีนโยบายเสริมสร้างความเข้มแข็งของประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ของประชาชน โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย โดยมีแผนวางรากฐาน “อินเทอร์เน็ตประชารัฐ” เข้าไปยังทุกหมู่บ้านกว่า 75,000 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2561 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประชาชนและชุมชนใน 5 ด้าน คือ 1) ด้านพาณิชย์/การค้า ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์และเพิ่มศักยภาพการค้าขายออนไลน์ 2) ด้านสาธารณสุข โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อสม. 3) ด้านการศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยสถาบันอุดมศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษา และโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ต้องเป็น “ศูนย์กลางและแหล่งเรียนรู้อินเทอร์เน็ต” แก่ประชาชนในพื้นที่ ในช่วงนอกเวลาราชการหรือวันหยุด 4) ด้านการเกษตร ส่งเสริมระบบสมาร์ทฟาร์มมิ่ง  ให้เกษตรกรสามารถขายผลิตภัณฑ์เกษตรออนไลน์ ช่วยเพิ่มรายได้โดยตรง และ 5) ด้านการบริการข้อมูลของรัฐ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้ในการสืบค้นข้อมูลต่าง ๆ
ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา พบปะและหารือเพื่อติดตามการใช้งานอินเทอร์เน็ตของเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาภาคเหนือตอนล่าง ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารทีปวิชญ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
  รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่าในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการได้มีการประชุมหารือการดำเนินงานด้านอินเตอร์เน็ตเพื่อการศึกษาให้สอดรับกับนโยบายรัฐบาล โดยเตรียมปรับปรุงและขยายรากฐานเครือข่าย UNInet ในระบบ Hi-speed Internet สู่สถานศึกษา ทั้งในโรงเรียน 37,000 แห่ง วิทยาลัย/สถาบันการอาชีวศึกษา สถาบันอุดมศึกษาทั้งรัฐและเอกชน วิทยาลัยชุมชน ตลอดจนสถานศึกษาของสำนักงาน กศน. เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่นักเรียนนักศึกษา ครูอาจารย์ บุคลากร และประชาชนทั้งประเทศ โดยในเบื้องต้นจะยกเลิกเครือข่าย MOEnet ซึ่งไม่ใช่ผู้ให้บริการสัญญาณจริง อีกทั้งยังมีความซ้ำซ้อนและมีค่าใช้จ่ายที่สูง พร้อมกับมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะทุ่มงบประมาณเพื่อขยายเครือข่าย UNInet ซึ่งได้วางรากฐานหลักไปยังมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อยู่แล้ว ให้สถานศึกษาอีก 20,000 แห่งได้ใช้ประโยชน์ด้วย

สำหรับผลการดำเนินงานของเครือข่าย UNInet ของ สกอ.ในภาพรวม สามารถดำเนินการได้ดี และครอบคลุมสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ในส่วนการให้บริการอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา ของเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาภาคเหนือตอนล่าง ประกอบด้วยสถาบันอุดมศึกษา 16 แห่ง โดยมีมหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นแม่ข่าย (ม.นเรศวร, มรภ.นครสวรรค์, มรภ.เพชรบูรณ์, มรภ.พิบูลสงคราม, มรภ.อุตรดิตถ์, มรภ.กำแพงเพชร, ม.ภาคกลาง, ม.เจ้าพระยา, วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น, ม.พิษณุโลก, มทร.ล้านนา ตาก, มทร.ล้านนา พิษณุโลก, ม.มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์, วชช.อุทัยธานี, วชช.พิจิตร และ วชช.ตาก) จากการรายงานก็ถือว่าทำได้ดี กระจายสัญญาณที่มีความเร็วและแรงดี คงที่อยู่ที่ 1GB มีโครงข่ายสำรอง 5 จุด และให้บริการครอบคลุมสถานศึกษาใน 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง (อุทัยธานี พิจิตร กำแพงเพชร นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ และตาก) นอกจากนี้ยังได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการประจำปี สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม สร้างนักวิจัยพี่เลี้ยงเพื่อพัฒนานักศึกษาและท้องถิ่น ตลอดจนส่งเสริมทักษะวิชาชีพแก่อาจารย์และบุคลากร อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และส่งเสริมคุณธรรมในสถานศึกษา

อย่างไรตาม หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถาบันอุดมศึกษา  จะช่วยสนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาแก่สถานศึกษาต่าง ๆ ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งขณะนี้มีระบบที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์และเครื่องรับสัญญาณ เช่น Router ที่เหมาะสมกับการใช้งาน ก็จะช่วยเพิ่มความเร็วและเพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น โดยในช่วงเปลี่ยนผ่าน 1-2 ปีนี้ จะบูรณาการงบกลาง ปี 2561 ของกระทรวงศึกษาธิการ สำหรับจัดระบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพเพียงระบบเดียวครอบคลุมสถานศึกษาทั้งหมด  และจัดสรรงบประมาณไปให้พื้นที่/โรงเรียนเลือกใช้บริการอินเทอร์เน็ตจากภาคเอกชนไปก่อน ในขณะเดียวกันจะขอให้ทาง UNInet ช่วยเหลือเรื่องทางเทคนิคและออกแบบกรอบปฏิบัติกว้าง ๆ ไว้ให้เลือกใช้ พร้อมจัดระบบติดตาม ซ่อมแซม และบำรุงรักษา ส่วนสถานศึกษาต้องออกแบบการจัดการเครือข่ายภายในขึ้นมาเอง ให้รองรับตามความต้องการ บริบทและความพร้อม รวมทั้งจัดหาอุปกรณ์เสริมอย่างเหมาะสมต่อไป ในส่วนปีงบประมาณ 2562 ได้จัดตั้งงบประมาณเพื่อสนับสนุนการขยาย Hi-speed Internet ให้ครอบคลุมสถานศึกษาทั้งหมดไว้แล้ว

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา โดยได้วางนโยบายและทุ่มงบประมาณในเรื่องนี้จำนวนมาก เพราะเป็นเรื่องสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็กนักเรียน นักศึกษา ที่จะต้องสร้าง Digital skill เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกคิด ฝึกทำ และได้เรียนรู้ตั้งแต่ตอนนี้ จนเป็นทักษะติดตัวไปใช้ในการเรียน การใช้ชีวิตอยู่รอดในโลกอนาคต ไม่เฉพาะประเทศไทย แต่ต้องเป็น Global citizen ที่สามารถอยู่ที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ ซึ่งเชื่อว่า “เด็กไทยไม่ได้เก่งน้อยกว่าเด็กประเทศอื่น ๆ”  เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาเรายังขาดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและไม่ได้วางเป้าหมาย ที่จะปลูกฝังหรือสร้างความพร้อมเรื่องดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น สถาบันอุดมศึกษาต้องมีความพยายามในการปรับตัวมากขึ้น เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลง ทั้งโลกยุคดิจิทัล จำนวนผู้เรียนที่ลดลง ที่สำคัญคือพฤติกรรมของเด็กยุคนี้ ซึ่งมีความต้องการในศาสตร์ ทักษะ และองค์ความรู้เฉพาะเรื่องเฉพาะอย่าง มิใช่เรียนเพียงศาสตร์เดียวสาขาเดียว โดยวิธีเรียนรู้ต้องส่งเสริมให้คิดเป็น วิเคราะห์เป็น เพื่อนำความรู้ไปใช้ต่อยอดได้ ไม่ใช่เรียนเพื่อจำหรือเข้าใจเท่านั้น   พร้อมขอให้เพิ่มสัดส่วนระหว่างอาจารย์กับงานวิจัย ที่จะช่วยตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ และร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อร่วมจัดการศึกษามากขึ้นด้วย

ข้อสอบโอเน็ตไม่เกินหลักสูตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307870

ข้อสอบโอเน็ตไม่เกินหลักสูตร

สทศ., ข้อสอบโอเน็ต

สทศ.ยืนยันออกข้อสอบโอเน็ตไม่เกินการเรียนรู้ของเด็ก ย้ำทุกปีแจงรายละเอียด รูปแบบข้อสอบอัตนัย หวังสร้างความเข้าใจ พร้อมสอบโอเน็ต 3-4 ก.พ.61 นี้

       รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษา (ผอ.สทศ.)กล่าวว่าตามที่ ศ.นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ ได้มีความเป็นห่วงเรื่องการออกข้อสอบของ สทศ. ว่าจะเกินกว่าระดับการเรียนรู้ของนักเรียนนั้น ขอยืนยันว่า สทศ.ไม่ออกข้อสอบเกินระดับการเรียนรู้ของนักเรียนแน่นอน เพราะทุกๆปี จะมีการชี้แจงรายละเอียดต่างๆ เป็นวิดีทัศน์คำแนะนำ สำหรับครูผู้สอนในการเตรียมสอบโอเน็ตให้แก่นักเรียน โดยเฉพาะข้อสอบอัตนัย ในวิชาภาษาไทย มีทั้งรูปแบบข้อสอบอัตนัย และคำแนะนำการเขียนคำตอบในข้อสอบอัตนัย เพื่อให้ครู นักเรียน และผู้ปกครองได้เข้าใจรูปแบบข้อสอบ  ซึ่งหากนักเรียน ครูและผู้ปกครองท่านใดสนใจก็สามารถเข้าไปศึกษาและดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ของสทศ.

ทั้งนี้ สำหรับการทดสอบโอเน็ต ประจำปีการศึกษา 2560 ที่จะมีการจัดสอบในวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 นี้ สทศ. ได้ดำเนินการเผยแพร่ข้อมูลสำคัญเกี่ยวการสอบโอเน็ตของระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 6 ทางเว็บไซต์www.niets.or.th ประกอบด้วย ตัวอย่างกระดาษคำตอบ ตัวอย่างข้อสอบ รูปแบบข้อสอบและจำนวนข้อสอบในแต่ละวิชา ซึ่งภายในรูปแบบข้อสอบและจำนวนข้อสอบในแต่ละวิชา จะระบุรูปแบบข้อสอบและจำนวนข้อสอบของทุกกลุ่มสาระวิชา พร้อมทั้งยังมีมาตรฐาน รายละเอียดตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง คุณภาพผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 และคุณภาพผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ที่ใช้สำหรับการสอบโอเน็ต ของทุกกลุ่มสาระวิชาด้วย

นำร่อง!! ทางเดินแม่เหล็กเพื่อคนตาบอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307860

นำร่อง!! ทางเดินแม่เหล็กเพื่อคนตาบอด

ทางเดินแม่เหล็ก, นวัตกรรม, ถ่านอัลคาไลน์, มจธ., นำร่องทางเดินเพื่อคนพิการทางสายตา

มจธ. จับมือสำนักงานเขตตลิ่งชัน นำร่องสร้างจุดให้บริการสำหรับคนพิการทางสายตา ด้วยนวัตกรรมทางเดินแม่เหล็กสำหรับคนพิการทางสายตา จากถ่านอัลคาไลน์

      นายประชา พัฒนรัฐ ผู้อำนวยการเขตตลิ่งชัน เปิดเผยว่า ตามที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีนโยบายให้แต่ละสำนักงานเขตนำเสนอและจัดทำนวัตกรรมเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและเป็นการพัฒนากรุงเทพฯ ซึ่งได้กำหนดให้ภายใน 100 วัน ทั้งนี้ สำนักเขตตลิ่งชัน จึงได้นำเสนอโครงการจัดทำทางเดินแม่เหล็กสำหรับคนพิการทางสายตา จากถ่านอัลคาไลน์ที่ใช้แล้ว โดยนำร่องพื้นที่บริการประชาชนที่สำนักงานเขตตลิ่งชัน

นำร่อง!! ทางเดินแม่เหล็กเพื่อคนตาบอด

โดยได้รับความร่วมมือจากสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย (Thailand Association of the Blind) และภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ที่ได้ทำการวิจัยอิฐทางเดินแม่เหล็กสำหรับคนพิการทางสายตา ซึ่งทำจากถ่านไฟฉายอัลคาไลน์ที่ใช้แล้ว มาร่วมเป็นที่ปรึกษาโครงการ ทั้งนี้นอกจากช่วยอำนวยความสะดวกแล้ว ยังเป็นการช่วยลดขยะอีกด้วย

นำร่อง!! ทางเดินแม่เหล็กเพื่อคนตาบอด

ผศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญศรี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. กล่าวว่า มจธ. ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้วยการนำถ่านไฟฉายอัลคาไลน์ที่เสื่อมสภาพมาสังเคราะห์เป็นผงสารแม่เหล็ก ที่มีคุณสมบัติด้านความแข็ง และมีความคงทนไม่ละลายน้ำ นำมาผสมในสีทาบ้าน ทาฉาบพื้นผิวที่เป็นทางเดิน โดยใช้งานร่วมกับไม้เท้านำทางที่มีผงแม่เหล็กที่บริเวณปลายไม้เท้า ในการนำทางเมื่อปลายไม้เท้าแตะหรือสัมผัสพื้นผิวทางเดินที่ทาด้วยสีผสมสารแม่เหล็ก จะสามารถรับรู้ด้วยระบบสั่น และระบบเสียงเตือนที่ไม้เท้านำทาง สร้างความมั่นใจให้กับคนพิการ

นำร่อง!! ทางเดินแม่เหล็กเพื่อคนตาบอด

ทั้งนี้ มจธ.ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาพร้อมกับร่วมสร้างทางเดินแม่เหล็กสำหรับคนพิการทางสายตาเป็นระยะทาง 20 เมตร ณ จุดให้บริการสำนักงานเขตตลิ่งชั่น เพื่อรองรับคนพิการทางสายตาที่เดินทางเข้ามารับบริการในสำนักงานเขตตลิ่งชัน แทนการสร้างปุ่มบนผิวอิฐทางเดิน ทำให้คนพิการและคนทั่วไปสามารถใช้ทางเดินร่วมกันได้ ไม่สะดุดกับพื้นผิวที่ไม่เรียบ ซึ่งการสร้างทางเดินแม่เหล็กสำหรับคนพิการทางสายตาที่สำนักงานเขตตลิ่งชันถือเป็นพื้นที่ให้บริการแห่งแรกในการสร้างทางเดินแม่เหล็กอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งสามารถเป็นพื้นที่ตัวอย่างในการสร้างทางเดินแม่เหล็กและไม้เท้านำทางสำหรับคนพิการทางสายตา สำหรับหน่วยงานอื่น ๆ ต่อไป

รมว.แรงงาน ส่งสารอวยพรปีใหม่นายจ้าง ลูกจ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307809

รมว.แรงงาน ส่งสารอวยพรปีใหม่นายจ้าง ลูกจ้าง

รมว.แรงงาน

รมว.แรงงาน ส่งอวยพรปีใหม่ เน้นทุกฝ่ายละทิ้งความขัดแย้ง ร่วมพัฒนาแรงงานไทย เพิ่มศักยภาพแรงงานและผู้ประกอบการทุกด้านสอดคล้องทิศทางการพัฒนาประเทศ

     พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ส่งสารอวยพรปีใหม่ถึงนายจ้าง ลูกจ้าง ย้ำ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ละทิ้งความขัดแย้ง ร่วมพัฒนาแรงงานไทย เน้นเพิ่มศักยภาพแรงงานและผู้ประกอบการในทุกด้านสอดคล้องทิศทางการพัฒนาประเทศ

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2561 พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ส่งสารอวยพรปีใหม่ถึงพี่น้องผู้ใช้แรงงาน นายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ โดยมีสาระสำคัญดังนี้ “กระทรวงแรงงานมีความมุ่งมั่นและมีภารกิจหลักในการบริหารจัดการแรงงาน ซึ่งเป็นภารกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ทั้งมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาปัจจุบันเป็นห้วงเวลาแห่งการปฏิรูปประเทศ ทุกฝ่ายต้อง ละทิ้ง ความขัดแย้ง และต้องร่วมมือกันทำงานอย่างทุ่มเท เสียสละ ซึ่งกระทรวงแรงงานได้กำหนดกรอบแนวทาง    ในการทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาแรงงานไทยให้มีความก้าวหน้า มั่งคง และยั่งยืน

อธิบดีกสร. กล่าวต่อว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เน้นย้ำการเพิ่มศักยภาพแรงงานและผู้ประกอบการให้พร้อมรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ มีการคุ้มครองและส่งเสริมให้แรงงานมีความมั่นคงในการทำงาน มีหลักประกันและมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีการพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรธรรมาภิบาล รวมถึงการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างบูรณาการ เพื่อการบริหารจัดการ และให้บริการด้านแรงงานมีประสิทธิภาพต่อไป