สรุปยอดเข้าชมพระเมรุมาศ 60 วันกว่า 4 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307902

สรุปยอดเข้าชมพระเมรุมาศ 60 วันกว่า 4 ล้านคน

นายวีระ, รมว.วัฒนธรรม, 4 ล้านคน, 60วัน, พระเมรุมาศ, คมชัดลึก

วธ.สรุปยอดผู้เข้าชมนิทรรศการพระเมรุมาศ ตลอด 60 วัน รวมกว่า 4 ล้านคน

 

2 ม.ค.2561 นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า ตามที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ผู้พิการ พระภิกษุ สามเณร และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าชมนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ตั้งแต่วันที่ 2 – 30 พฤศจิกายน 2560 ต่อมาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ขยายเวลาเข้าชมพระเมรุมาศ และนิทรรศการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เพื่อให้ประชาชน เยาวชนและผู้ที่อยู่ในท้องถิ่นห่างไกลมีโอกาสเข้าชมพระเมรุมาศ อันเป็นผลงานทางวัฒนธรรมไทยที่ทรงคุณค่าและนิทรรศการฯ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร

ทั้งนี้ นิทรรศการดังกล่าว รัฐบาลได้มอบหมายให้คณะกรรมการจัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) รวมถึงหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องจัดนิทรรศการดังกล่าวขึ้น ซึ่งประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก คือ 1. บริเวณพระที่นั่งทรงธรรม    นิทรรศการ “พระผู้ทรงเป็นนิรันดร์” เนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจและจิตรกรรมฝาผนังโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  2.บริเวณศาลาลูกขุน 6 หลัง  นิทรรศการ “พระเมรุมาศพิมานนฤมิต” เนื้อหาแสดงถึงการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศและงานบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศที่ใช้ในงานพระราชพิธีฯ

3.บริเวณทับเกษตร นำสัมผัสพระสุเมรุ:นิทรรศการสัมผัสเพื่อผู้พิการทางสายตา จัดแสดงพระเมรุมาศจำลองและประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ อาทิ เทวดา สัตว์หิมพานต์ โดยมีอาสาสมัครนำชม ส่วนผู้พิการทางการได้ยิน มีจิตอาสานำชมด้วยภาษามือ และ4.ภูมิทัศน์บริเวณด้านหน้าพระเมรุมาศ สะท้อนให้เห็นถึงพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9  อันเนื่องมาจากโครงการพระราชดำริ เช่น พันธุ์ข้าวพระราชทาน หญ้าแฝก ต้นยางนา มะม่วงมหาชนก กังหันชัยพัฒนา ฝายน้ำล้น และนาข้าวที่มีขอบคันนาออกแบบเชิงเป็นเลขเก้าไทย

รมว.วัฒนธรรม กล่าวอีกว่า จากการที่ได้เปิดให้ประชาชนเข้าชมนิทรรศการพระเมรุมาศฯนับตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายนจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 รวมระยะเวลา 60 วัน ปรากฎว่ามีผู้เข้าชมนิทรรศการทั้งหมด 4,000,086 รูป/คน แบ่งเป็นพระภิกษุ/สามเณรและแม่ชี 23,499 รูป/คน วีลแชร์ 58,185 คน ผู้พิการ 5,183 คน กลุ่มชาติพันธุ์ 320 คน นักท่องเที่ยวต่างชาติ 61,203 คน ซึ่งพบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 96 ประเทศ โดยประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เยอรมัน จีน อเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศส  รวมทั้งสื่อมวลชน 2,106 คน ประชาชน 3,096,163  คน  และนักเรียนและนักศึกษา 753,427 คน

อย่างไรก็ตาม วธ.ได้จัดพิมพ์และแจกแผ่นพับนำชมนิทรรศการฯ ซึ่งมีทั้งฉบับภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน  รวมถึงได้จัดพิมพ์และแจกโปสการ์ดที่ระลึกโดยคัดเลือกภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ และภาพพระเมรุมาศ อาคารประกอบและภูมิทัศน์โดยรอบพระเมรุมาศมาจัดพิมพ์ 2  รอบโดยจัดพิมพ์รอบละ 9 แบบ รวม  18 แบบ

ทั้งนี้  วธ.ขอขอบคุณทุกภาคส่วนทั้งทหาร ตำรวจและพลเรือนจากหน่วยงานต่างๆที่มาทำหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกและดูแลรักษาความปลอดภัย รวมกว่า 3,900 คนต่อวัน รวมทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนที่ให้การสนับสนุนในการดูแลประชาชนที่เข้าชมนิทรรศการจนสิ้นสุดระยะเวลาเข้าชม  ซึ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

5 วันอันตราย “ศรีสะเกษ”แชมป์ผู้เสียชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307881

5 วันอันตราย “ศรีสะเกษ”แชมป์ผู้เสียชีวิต

5 วันอันตราย, ยอดผู้เสียชีวิต, ศรีสะเกษ

รองปลัดสธ.เผยยอดอุบัติเหตุ 5 วันอันตรายเทศกาลปีใหม่ 3,056 ครั้ง ตาย 317 ราย ศรีสะเกษแชมป์ผู้เสียชีวิต ชี้เหตุส่วนใหญ่เกิดจากเมาสุรา

        วันนี้ ( 2 มกราคม 2561) ที่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์     รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการอำนวยการอำนวยการความปลอดภัยทางถนน ว่า จากรายงานการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการจราจรในช่วงเทศกาลปีใหม่ของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน วันที่ 1 มกราคม 2561 เกิดอุบัติเหตุ 677 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 71 ราย ผู้บาดเจ็บ 696 คน รวม 5 วัน เกิดอุบัติเหตุ 3,056 ครั้ง เมื่อเทียบกับปี 2560 ในช่วงเวลาเดียวกัน ลดลง 70 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 317 ราย ผู้บาดเจ็บรวม 3,188 คน จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ ศรีษะเกษ13 ราย บาดเจ็บสูงสุด คือ อุดรธานี 118 คน  ทั้งนี้ สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่เมาสุรา ร้อยละ 46.04 รองลงมาคือขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 24.71 และจากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข พบมีผู้ขับขี่ที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ดื่มสุรา 763 คน คิดเป็นร้อยละ 23.75 ของผู้ขับขี่ที่อายุต่ำกว่า 20 ปีที่เกิดอุบัติเหตุทั้งหมด

จากการที่กระทรวงสาธารณสุขร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินเจาะเลือดตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่ที่เกิดอุบัติเหตุทางถนนและบาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิต หากผู้ขับขี่ไม่สามารถตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ด้วยวิธีเป่าทางลมหายใจได้ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 ในช่วง 7 วันอันตราย ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2560–1 มกราคม 2561มีผู้ที่ถูกส่งไปเจาะเลือดแล้วทั้งหมด 1,069 ราย เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี 179 ราย ทราบผลแล้ว 190 ราย อายุต่ำกว่า 20 ปี 35 ราย พบปริมาณแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนด 50มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ 101 ราย เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี 10 ราย

โดยจากการออกตรวจเตือนการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดสถานที่หรือบริเวณห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนทาง พ.ศ.2555 ของกรมควบคุมโรค พบมีการกระทำผิด1,798 ราย ได้แก่ โฆษณาส่งเสริมการตลาด 277 ราย ขายในช่วงห้ามขาย 142 ราย ขายให้เด็กต่ำกว่าอายุ 20 ปี 83 ราย ได้ดำเนินการตามกฎหมายทุกราย หากประชาชนพบผู้กระทำผิด เช่น ขายริมทาง ขายให้เด็ก ขายในเวลาห้ามขาย ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที

ทั้งนี้ ประชาชนเริ่มเดินทางกลับเข้าทำงานหลังวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ จากปีที่ผ่านมาพบผู้บาดเจ็บจากการจราจร จากการหลับใน เพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ เกิดอาการง่วงนอน หรือมีอาการเมาค้างจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลต่อการขับขี่พาหนะ ทำให้ประสาทสัมผัสช้าลง การตัดสินใจผิดพลาด เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย จึงขอย้ำเตือนผู้ขับขี่ให้เตรียมร่างกายให้พร้อมเดินทาง หากระยะทางไกลควรมีผู้ผลัดเปลี่ยนขับรถ หรือแวะพักตามจุดพักรถ หากเจ็บป่วยฉุกเฉินสามารถโทรขอความช่วยเหลือ ที่หมายเลข 1669 ได้ฟรี ตลอด 24ชั่วโมง

รมว.ศึกษาธิการรับมอบหนังสือ “ผมจะเป็นคนดี ฉบับอาชีวะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307775

รมว.ศึกษาธิการรับมอบหนังสือ “ผมจะเป็นคนดี ฉบับอาชีวะ”

ผมจะเป็นคนดี ฉบับอาชีวะ

“ผมจะเป็นคนดี ฉบับอาชีวะ” หนังสือบทเรียน แรงบันดาลใจ และสร้างจุดมุ่งหมายของตนสู่การมีอาชีพที่ดี

        นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า การจัดการอาชีวศึกษา นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการสร้างคนและการพัฒนาประเทศชาติ ซึ่งผู้เรียนในสถาบันอาชีวศึกษาทุกสาขาจึงเป็นบุคคลที่มีคุณค่าจำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนให้มีทั้งภูมิความรู้และทักษะในแต่ละสาขาอาชีพของตน

กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับการสนับสนุนจากนายวิกรม กรมดิษฐ์ ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) การนำเรื่องราวชีวิต ประสบการณ์ มาเรียบเรียงเป็นหนังสือ “ผมจะเป็นคนดี ฉบับอาชีวะ” สำหรับนักเรียน นักศึกษาอาชีวะ เพื่อให้ได้อ่านเป็นบทเรียน เป็นแรงบันดาลใจ และสร้างจุดมุ่งหมายของตนสู่การมีอาชีพที่ดี รวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถนำไปเป็นตัวอย่าง เป็นแนวทาง เป็นเข็มทิศ และเป็นกำลังใจ ให้เกิดพลังที่จะเดินตามความฝันอย่างมั่นใจ อีกทั้งยังเป็นแผนที่ชีวิตสำหรับทุกคนที่จะเดินทางสู่ความสำเร็จในอนาคต

รมว.ศึกษาธิการรับมอบหนังสือ “ผมจะเป็นคนดี ฉบับอาชีวะ”

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ

ด้าน ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า เป็นโอกาสดีที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้รับการสนับสนุนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เห็นความสำคัญของนักเรียน นักศึกษาอาชีวะ อีกทั้ง การนำประสบการณ์เรื่องราวชีวิตจากหนังสือ “ผมจะเป็นคนดี ฉบับอาชีวะ” มาถ่ายทอดให้กับผู้เรียน อาชีวศึกษา เพื่อให้ได้อ่านเป็นแนวทาง เป็นกำลังใจ เป็นแรงผลักดัน และเป็นการส่งเสริมการอ่าน

รมว.ศึกษาธิการรับมอบหนังสือ “ผมจะเป็นคนดี ฉบับอาชีวะ”

ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ทั้งนี้ สอศ.จะดำเนินการจัดกิจกรรมจากการอ่านหนังสือ “ผมจะเป็นคนดี ฉบับอาชีวะ” ให้สอดคล้อง และเกิดประโยชน์กับผู้เรียนอาชีวศึกษา โดยจัดกิจกรรมสนับสนุน ได้แก่  การประกวดสุนทรพจน์ บทกลอน การวาดการ์ตูน การแต่งเพลง รวมถึงละครสั้น ซึ่งแนวทางการดำเนินงาน เริ่มจากระดับอาชีวศึกษาจังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศ โดยจะมีการส่งมอบหนังสือให้กับสถานศึกษาในสังกัดทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 100,000 เล่ม

เปิดบ้านต้อนรับน้องใหม่ เรียนรู้ชีวิตมหาวิทยาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307771

เปิดบ้านต้อนรับน้องใหม่ เรียนรู้ชีวิตมหาวิทยาลัย

ศิลปศาสตร์ สจล.

ศิลปศาสตร์ สจล. เปิดบ้านเรียนรู้การใช้ชีวิต เปลือยชีวิตรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง เส้นทางอาชีพหลังจบการศึกษา

       คณะศิลปศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นำโดย รศ.ดร.จิราภา วิทยาภิรักษ์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ จัดงานโครงการเปิดบ้านคณะศิลปศาสตร์ ครั้งที่ 2 ณ ห้องประชุมแคแสด อาคารกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมีนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายและผู้ปกครอง เข้าร่วมงานกว่าสองร้อยคน

เปิดบ้านต้อนรับน้องใหม่ เรียนรู้ชีวิตมหาวิทยาลัย

กิจกรรมแบ่งเป็นสองช่วง ประกอบด้วย ช่วงเช้ามุ่งเน้นการแนะนำคณะในภาพรวม อาทิ หลักสูตร การใช้ชีวิตและกิจกรรมต่างๆเมื่อเข้ามาเป็นนักศึกษา รวมถึงการบอกเล่าประสบการณ์การใช้ชีวิตนักศิกษาและเส้นทางอาชีพหลังจบการศึกษาโดยศิษย์เก่าคณะศิลปศาสตร์ และในช่วงบ่ายเป็นกิจกรรรมสันทนาการร่วมกันระหว่างพี่ๆนักศึกษาปัจจุบันกับน้องๆนักเรียนมัธยมที่มาเข้าร่วมโครงการ

เปิดบ้านต้อนรับน้องใหม่ เรียนรู้ชีวิตมหาวิทยาลัยเปิดบ้านต้อนรับน้องใหม่ เรียนรู้ชีวิตมหาวิทยาลัยเปิดบ้านต้อนรับน้องใหม่ เรียนรู้ชีวิตมหาวิทยาลัย

ปัจจุบันคณะศิลปศาสตร์ ประกอบด้วย สองภาควิชา ได้แก่ 1) ภาควิชาภาษา ซึ่งปัจจุบันเปิดสอนภาษาอังกฤษ และภาษาญี่ปุ่น  2) ภาควิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และกำลังอยู่ในระหว่างเตรียมการเปิดสอนหลักสูตรนวัตกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ ซึ่งจะเปิดรับสมัครในอนาคต

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคณะศิลปศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โทร 0-2329-8445 เว็บไซต์ www.la.kmitl.ac.th/fla หรือติดตามกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ https://www.facebook.com/liberalartskmitl/ หรือเยี่ยมชมวิดีทัศน์แนะนำคณะศิลปศาสตร์ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=Wz8HLlfK8mI

ไม่ตาย!!คนไทยยังอ่านหนังสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307586

ไม่ตาย!!คนไทยยังอ่านหนังสือ

สำนักพิมพ์, หนังสือ, การอ่าน

หลายคนมักเข้าใจผิดว่า “หนังสือ” กำลังจะตาย ด้วยเหตุข่าวคราวการปิดตัวของหนังสือหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ หรือ นิตยสาร

          ผลสำรวจการอ่านของประชากรไทย ปี พ.ศ.2558 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจเรื่องการอ่านมาแล้ว 6 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2554-2558 พบว่ามีอัตราการอ่านเพิ่มขึ้น โดยปี 2558 พบว่าคนไทยอ่านหนังสือร้อยละ 77.7 หรือ 48.4 ล้านคน อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครมากสุด พื้นที่ภาคอีสานน้อยที่สุด ทั้งนี้ หนังสือที่อ่านมากที่สุด คือหนังสือพิมพ์ รองลงมาคือสื่อออนไลน์ บทความทั่วไป วารสาร หนังสือคำสอนทางศาสนา นิตยสาร หนังสืออ่านเล่น การ์ตูน แบบเรียน ตามลำดับ ที่น่าสนใจคือ เวลาในการอ่านเพิ่มจากปี 2556 จาก 37 นาทีต่อวันเป็น 66 นาทีต่อวัน

        ปัจจุบันการใช้ชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่อยู่ในโลกโซเซียลมีเดีย โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ใช้เวลาอยู่ในอินเตอร์เน็ต 4 ชั่วโมงต่อวัน แต่ใช้เวลาอ่านหนังสือไม่ถึงชั่วโมง นางสุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กล่าวถึงสถานการณ์การอ่านว่าจากการสำรวจยอดขายของสำนักพิมพ์ต่างๆ พบว่า ยอดขายไม่ได้ตกแต่ย้ายฐานจากซื้อผ่านร้านหนังสือไปเติบโตในออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ E-Commerce มีหลายสำนักพิมพ์ที่ยอดสั่งซื้อออนไลน์แบบเก้ากระโดด

ไม่ตาย!!คนไทยยังอ่านหนังสือ

นางสุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT)

       “หนังสือไม่ได้ตาย เพียงแต่ขยายการเติบโตไปยังกลุ่มผู้อ่านมากขึ้น ซึ่งผู้อ่านส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในโลกโซเซียล ทำให้สำนักพิมพ์เกือบทุกแห่งปรับตัวเองไปขายออนไลน์ ขณะเดียวกันด้านผู้ผลิตในไทย สำนักพิมพ์เองทุกคนต่างประเมินผลงานของตนเองว่าที่ผ่านมามีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร และเริ่มรู้แล้วว่าตัวเองถนัดอะไร ควรทำหนังสือแนวไหน มองไปเรื่องคุณภาพหนังสือ ทำตามที่ตัวเองถนัด อีกทั้งก่อนทำมีการยั้งคิดมากกว่าเดิม ไม่ใช่ตลาดทำอะไรก็ทำตามกัน จนล้นตลาดอย่างที่ผ่านมา และทุกคนเริ่มระมัดระวังตัว ดังนั้น การที่ตอนนี้หนังสือใหม่ออกมาน้อย ส่วนหนึ่งเกิดจากการคัดกรองอย่างหนัก คัดเลือกหนังสือที่มีคุณภาพจริงๆ วางแผนในการทำตลาด การประชาสัมพันธ์อย่างดี เพื่อทำให้การสุ่มเสี่ยงขาดทุนน้อยลงแต่คุณภาพดีขึ้น”

     ทางสมาคมฯ ได้ทำการอบรมให้แก่สำนักพิมพ์ต่างๆ รู้จักวิธีการทำเนื้อหาด้านการตลาด การประชาสัมพันธ์ อบรมการขายผ่านออนไลน์ โซเซียลมีเดีย เฟสบุ๊ค ไลน์ เช่น สอนการถ่ายรูปอย่างไรให้น่าสนใจน่าซื้อ การเขียนเนื้อหา การทำการตลาด เพื่อให้ผู้อ่านสนใจ เพิ่มยอดขายให้เติบโตได้มากขึ้น

ไม่ตาย!!คนไทยยังอ่านหนังสือ

     นางสุชาดา กล่าวอีกว่าทางสมาคมฯ กำลังดำเนินการสำรวจวิจัยยอดขายที่เกิดขึ้นในออนไลน์ ว่าเติบโตเพียงใด อีกทั้ง มีสำนักพิมพ์อินดี้เกิดใหม่ คนรุ่นใหม่ที่อยากทำ มีใจทำหนังสือ และไฟแรง เข้าใจบริบทของคนรุ่นเดียวกัน ทำงานเรื่องประชาสัมพันธ์ การเปิดตัวหนังสือได้ดี และคนกลุ่มนี้ จะเป็นคนที่มาแทนที่ และทำให้วงการหนังสือเติบโต

      “ราคา” ไม่ใช่อุปสรรคที่ทำให้คนไทยไม่อ่านหนังสือเช่นเดียวกัน แต่เป็นเรื่อง “คุณภาพ และเข้าถึงหนังสือ” เพราะหนังสือเป็นสินค้าที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคา ต่อให้ลดราคาหนังสือ ถ้าหนังสือไม่มีคุณภาพ เนื้อหาไม่น่าสนใจก็ไม่มีใครสนใจซื้อ อีกทั้งการเข้าถึงหนังสือ การกระจายหนังสือก็สำคัญ ถ้าหนังสือไม่ถึงมือผู้อ่านที่สนใจหนังสือประเภทนั้นจริงๆ หนังสือก็ไม่ได้รับการเปิดอ่านอยู่ดี

     นางสุชาดา กล่าวต่อไปว่า การบริจาคหนังสือเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคในการส่งเสริมการอ่าน เพราะเวลาที่ทุกคนบริจาคหนังสือมักจะบริจาคในสิ่งที่ตนเองไม่อยากอ่าน หรือไม่อ่านแล้ว และเมื่อบริจาคหนังสือไปแล้วก็ไม่รู้ว่าหนังสือไปตกอยู่ที่ไหน ถ้าไปตกในพื้นที่ที่คนไม่สนใจหนังสือประเภทนั้น เขาก็ไม่อ่านอยู่ดี การส่งเสริมการอ่าน รักการอ่านก็ถูกปิดไปแต่ถ้าเป็นหนังสือที่คนสนใจ อย่างไรเขาก็สนใจอ่าน ดังนั้น ถ้ามีการบริจาคหนังสือโดยได้ตรงกับความต้องการของผู้อ่านก็ไม่เกิดประโยชน์ ทางสมาคมฯ จึงจะขอรับเงินบริจาค แล้วนำไปซื้อหนังสือให้แก่พื้นที่ที่ขาดแคลนหนังสือ เช่น มอบเงิน10,000บาท ให้ศูนย์เด็กเล็ก มาช็อปในงานสัปดาห์หนังสือ มาเลือกหนังสือที่อยากให้เด็กอ่านจริงๆ จะทำให้เกิดรักการอ่าน เพราะมีเครื่องมือไปถูกกลุ่มและลงถูกพื้นที่

ไม่ตาย!!คนไทยยังอ่านหนังสือ

     “ใน ปี 2561 นี้นอกจากโครงการ 1อ่านล้านตื่นแล้ว จะมีโครงการคัดสรรหนังสือ เพราะบางครั้งผู้อ่านไม่รู้จะอ่านอะไร เนื่องจากหนังสือมีจำนวนมาก โดยจะรีวิวหนังสือให้ทุกหมวด ทั้งหนังสือเด็ก นิยาย วรรณกรรม ที่สมาชิกของสมาคมฯ เป็นผู้ผลิต ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ และกลุ่มชุนชนรักการอ่านเป็นกรรมการคัดกรอง และเมื่อได้รายชื่อหนังสือแล้วจะส่งไปยังสำนักงาน องค์กรต่างๆ เพื่อให้สำนักงานต่างๆ ได้คัดสรรเลือกหนังสือให้เหมาะกับคนในองค์กร ชุมชนของตนเอง เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนต้องอ่าน รวมถึงจะดำเนินการพวงหรีดหนังสือ เรื่องนี้ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงวัฒนธรรม และนำเสนอในวงของกระทรวงต่างๆ แล้ว ซึ่งการเปลี่ยนพวงหรีดดอกไม้เป็นพวงหรีดหนังสือ คือ1พวงหรีดขอมีหนังสือ4เล่ม และต้นปี 2561 จะทำประกวดแบบพวงหรีดหนังสือ เปิดให้ประชาชน ผู้สนใจส่งแบบพวงหรีดหนังสือที่ทำให้เกิดขยะน้อยที่สุด”

     หนังสือที่อยู่ในพวงหรีด หาก วัดหนึ่งแห่งมี1 ศาลา ถ้าศาลาหนึ่งมี100พวงหรีด เราจะได้หนังสือ400เล่ม ถ้าวัดนั้นมีโรงเรียนวัด ห้องสมุดโรงเรียนจะมีหนังสือใหม่ๆ ซึ่งเรื่องนี้ ทางสมาคมฯ จะหารือกับร้านพวงหรีด ซึ่งหนังสือก็ไม่ใช่หนังสือธรรมะอย่างเดียว ต้องมีหนังสือเด็ก หนังสืออาหาร รายชื่อหนังสือแนะนำ หนังสือคัดสรรส่งไปยังร้านพวงหรีด และขอความร่วมมือกับสมาชิกลดราคาให้แก่ร้านพวงหรีด จะทำให้หนังสือเข้าวัด ชุมชน โรงเรียนได้ง่าย

ไม่ตาย!!คนไทยยังอ่านหนังสือ

      นายกสมาคมฯ กล่าวอีกว่ากระแสอาจมองว่าเด็กไม่อ่านหนังสือ แต่จริงๆ แล้วเด็กวัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่อ่านหนังสือมากที่สุด โดยแนวหนังสือที่เด็กสนใจจะเป็นแนวการ์ตูน มังงะ นิยายวาย นางสุชาดา กล่าวต่อไปว่าการส่งเสริมการอ่านที่ดี ต้องเริ่มจากคนในครอบครัว พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูก มีชั้นหนังสือ มีมุมหนังสือในบ้านก็ทำให้เขาเกิดความสนใจในการอ่าน ครู โรงเรียนต้องมีห้องสมุด มีหนังสือดีๆ แต่ทุกวันนี้ ระบบการเรียนการสอนของไทยทำให้เด็กไทยเบื่อหนังสือ เบื่อการอ่าน เพราะเขาไม่มีเวลา ห้องสมุดก็ต้องเป็นห้องสมุดมีชีวิต และร้านหนังสือต้องเป็นมิตรกับลูกค้า ปล่อยอิสระให้ผ่านได้เลือก และอย่ายัดเยียดให้เด็กอ่านหนังสือ

       ขณะนี้ทางกระทรวงวัฒนธรรม เจ้าภาพหลักในการจัดทำแผนแม่บทส่งเสริมการอ่าน โดยมีเป้าหมายจะผลักดันให้การอ่านเพิ่มมากขึ้น90นาทีต่อคนต่อวัน ให้ได้ภายใน5ปี หรือปี2564 หลังจากนี้คงต้องดูว่าภาครัฐจะดำเนินการอย่างไร ในส่วนของสมาคมฯ นั้น เป็นอีกหนึ่งภาคีที่มีการเชื่อมโยงบูรณาการเข้ากับกระทรวงต่างๆ ในการพัฒนาคน ส่งเสริมการอ่าน ต้องดูว่าภาครัฐจะทำอย่างไร

ไม่ตาย!!คนไทยยังอ่านหนังสือ

       “ตามแผนแม่บทส่งเสริมการอ่านนั้น เนื้อหา กิจกรรม เป็นแผนที่ค่อนข้างทำได้จริงและเห็นผล แต่เมื่อมาดูเรื่องงบประมาณ มีการเสนอขอไป30ล้านบาท แต่ได้รับสนับสนุนเพียง10ล้านบาทคงบอกได้ว่าเป็นเรื่องยากที่จะผลักดันให้เกิดสังคมการอ่านขึ้นในประเทศไทย ถ้าหากงบฯ สนับสนุนเรื่องนี้ยังน้อยอยู่”

      นางสุชาดา บอกว่าทำงานที่สมาคมมาเกือบ10ปี เดินสายหาภาครัฐผลักดันให้มีวาระการอ่านแห่งชาติ ทศวรรษการอ่านมาตลอด ซึ่งเรื่องที่มีปัญหา คือ งบประมาณ ดังนั้น หากทุกคนมองเห็นความสำคัญในการพัฒนาคน ซึ่งเป็นทุนมนุษย์เป็นทุนที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนประเทศยิ่งในยุค 4.0 คนไทยต้องมีคุณภาพมีความรู้ความสามารถมากขึ้น และจะมีความสามารถได้ต้องเกิดจากการอ่าน เพราะการอ่านทำให้คนคิดวิเคราะห์เป็น หากประเทศไม่มีงบประมาณในการส่งเสริมการอ่าน การทำกิจกรรม งบประมาณในการซื้อหนังสือให้แก่ห้องสุดของภาครัฐ จะทำให้เกิดสังคมการอ่านได้อย่างไร

       0 ชุลีพร อร่ามเนตร รายงาน 0

ฟิตร่างกายเดินทางหลังฉลองปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307778

ฟิตร่างกายเดินทางหลังฉลองปีใหม่

8อาการง่วงหลับใน, เตรียมตัวให้พร้อม

พักผ่อนให้เพียงพอ งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากมีอาการง่วง อย่าฝืนขับ ป้องกันอุบัติเหตุจากการหลับใน

        ในวันที่ 2 มกราคม 2561 ประชาชนจะเริ่มเดินทางกลับเข้าทำงานหลังวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่    นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าข้อมูลในปีที่ผ่านมา พบผู้บาดเจ็บจากการจราจรจากการหลับใน เพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ เกิดอาการง่วงนอน หรือมีอาการเมาค้างจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก ติดต่อกันหลายวัน ซึ่งจะมีผลต่อการขับขี่พาหนะ ทำให้ประสาทสัมผัสช้าลง สมองตื้อ การตัดสินใจผิดพลาด ใจลอย สมองสั่งการกล้ามเนื้อช้าลง เมื่อเกิดเหตุการณ์คับขัน จึงแตะเบรกได้ช้ากว่าปกติ เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

    “จึงขอย้ำเตือนผู้ขับขี่ให้เตรียมร่างกายให้พร้อมเดินทาง โดยพักผ่อนให้เต็มที่อย่างน้อย 8 ชั่วโมง งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือกินยาที่ออกฤทธิ์ทำให้ง่วงซึมได้ เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้แพ้ ยาแก้ไอ ยานอนหลับ ยาคลายเครียด ยากันชัก เป็นต้น เพราะการดื่มแอลกอฮอล์แม้ว่าระดับแอลกอฮอล์ในเลือดจะต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดคือ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก็จะมีผลให้การตัดสินใจช้ากว่าปกติถึง 2 เท่าตัว และหากระยะทางไกลควรมีผู้ผลัดเปลี่ยนขับรถได้จะเป็นการดี”

นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า วิธีการแก้อาการง่วงนอนขณะขับรถมีหลายวิธี เช่น รับประทานของขบเคี้ยวที่มีรสเปรี้ยวหรือดื่มเครื่องดื่มแช่เย็น จะช่วยให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า หรือเปิดหน้าต่างรถให้อากาศถ่ายเท และให้ลมปะทะหน้า เปิดเพลงฟังดังๆ จังหวะเร็ว หรือร้องตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ขอให้ผู้ขับขี่หรือผู้ร่วมเดินทาง ช่วยกันสังเกตสัญญาณของอาการง่วง หลับในของผู้ขับ ซึ่งมี 8 ประการ ได้แก่ 1.หาวบ่อยและต่อเนื่อง 2.ใจลอยไม่มีสมาธิ 3.รู้สึกเหนื่อยล้า หงุดหงิด กระวนกระวาย 4.จำไม่ได้ว่าขับรถผ่านอะไรมาในช่วง 2 – 3 กิโลเมตรที่ผ่านมา 5.รู้สึกหนักหนังตา ลืมตาไม่ขึ้น ตาปรือ มองเห็นภาพไม่ชัด 6.รู้สึกมึนหนักศีรษะ 7.ขับรถส่ายไปมาหรือออกนอกเส้นทาง และ8.มองข้ามสัญญาณไฟ และป้ายจราจร หากมีอาการดังกล่าวเพียงข้อใดข้อหนึ่ง ขอให้จอดรถในที่ปลอดภัยเพื่องีบหลับประมาณ 15 นาที ก่อนขับต่อหรือเปลี่ยนให้ผู้อื่นขับรถแทน   อย่าฝืนขับเด็ดขาด และเมื่อขับรถทางไกล 4 ชั่วโมงต้องหยุดพัก

รพ.ศูนย์แม่ฟ้าหลวงเป็นรูปเป็นร่างแล้วกว่า85%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307753

รพ.ศูนย์แม่ฟ้าหลวงเป็นรูปเป็นร่างแล้วกว่า85%

รพ.ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, บริจาค

โรงพยาบาลศูนย์ฯมฟล. คืบหน้าแล้วกว่า 85 % ขอปชช.ร่วมจัดหาเครื่องมือแพทย์ บุคลากรร่วมงาน ตั้งเป้าจะไม่มีผู้ป่วยคนใดที่ถูกปฎิเสธการรักษาเพราะความยากจน

          รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดสร้างโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงว่า ตามที่สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มฟล. ได้รับการอนุมัติให้จัดตั้งโดยสภามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2555 ได้รับการรับรองหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต จากแพทยสภา เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556 และทำการเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกในปีการศึกษา 2556 จากนั้นมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจึงได้ดำเนินการจัดสร้างโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ เพื่อเป็นแหล่งฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติ สำหรับนักศึกษาแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในทุกระดับ โดยมุ่งหมายให้เป็นสถาบันการศึกษาและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ชั้นนำของประเทศ

โดยมีวิสัยทัศน์ สร้างแพทย์ชั้นนำ สร้างคุณธรรมในใจแพทย์ วิจัยและพัฒนาเพื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์ ให้บริการรักษาและสาธารณสุขที่ดีที่สุดแก่ผู้เจ็บป่วยทุกระดับ โดยมีพันธกิจ เป็นสถานศึกษา วิจัย ฝึกอบรม และฝึกปฏิบัติของนักศึกษาแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ชั้นนำ, ปฏิบัติภารกิจในการบริการทางการแพทย์โดยครบถ้วน, ให้บริการบำบัดรักษาผู้ป่วยด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ป่วยทุกระดับ, ให้บริการผู้ป่วยทุกระดับด้วยน้ำใจและไมตรี อย่างมีคุณภาพและคุณธรรม

ขณะนี้การดำเนินการเตรียมการด้านต่างๆ ได้มีความคืบหน้าเป็นลำดับ คือด้านการเรียนการสอนนั้น ปัจจุบันนักศึกษาแพทย์รุ่นแรกได้ศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 5 แล้ว ซึ่งเบื้องต้นมหาวิทยาลัยทำการสอนชั้นพรีคลินิกในชั้นปี 1 – 3 ส่วนชั้นปี 4 – 6 นั้น มีข้อตกลงกับทางกรุงเทพมหานครในการส่งนักศึกษาแพทย์ไปศึกษาและฝึกปฏิบัติในชั้นคลินิก ที่โรงพยาบาลกลาง และโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ของกรุงเทพมหานคร

รพ.ศูนย์แม่ฟ้าหลวงเป็นรูปเป็นร่างแล้วกว่า85%

ทั้งนี้เมื่อโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยดำเนินการจัดสร้างแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการโดยสมบูรณ์แล้ว นักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิกจะได้มาศึกษาและฝึกปฏิบัติ ณ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย  ทางด้านการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลคืบหน้าแล้วกว่าร้อยละ 85 คาดจะแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2561 และทดลองเปิดดำเนินการเบื้องต้นราวเดือนตุลาคม 2561 เป็นโรงพยาบาลขนาด 400 เตียง ที่สามารถบำบัดรักษา วิจัย โรคในสาขาต่างๆ โดยครบถ้วน ของการบริการทางสาธารณสุขของภาคเหนืออีกแห่งหนึ่ง

ในส่วนของอาคารโรงพยาบาลมีมูลค่าประมาณ 2,800 ล้านบาท และค่าตกแต่งภายในอีก 250 ล้าน คาดว่า โรงพยาบาลแห่งนี้ต้องการเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์เป็นเงินอีกไม่น้อยกว่า 1,200 ล้านบาท จึงจะเป็นโรงเรียนแพทย์ที่สมบูรณ์ได้ ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ขอรับการจัดสรร ในการจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์ไปยังสำนักงบประมาณไปตามลำดับแล้ว แต่คาดว่าไม่เพียงพอหรือได้รับการจัดสรรงบประมาณในเร็ววัน ดังนั้นหากจะดำเนินการปฏิบัติภารกิจของการเป็นโรงเรียนแพทย์และการให้บริการทางการแพทย์แก่พี่น้องประชาชนโดยสมบูรณ์แล้ว ยังต้องการการสนับสนุนหรือบริจาคเพื่อการจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ที่บริจาคให้กับโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ นอกจากจะเป็นการทำประโยชน์ให้กับผู้ป่วย ก็ยังได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ในการได้รับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์แห่งนี้ด้วย

นอกจากโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์แห่งนี้แล้ว ในบริเวณศูนย์การแพทย์ยังประกอบไปด้วยสำนักวิชาทันตแพทยศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ พยาบาลศาสตร์ ศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจรแห่งภาคเหนือและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง คาดว่าการดำเนินการของศูนย์การแพทย์โดยรวมจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในปี 2565

อย่างไรก็ตามด้วยความเป็นโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ของโรงเรียนแพทย์แห่งใหม่ของประเทศ จึงต้องการบุคลากรร่วมโครงการ โดยเฉพาะแพทย์และพยาบาลในสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องอยู่อีกจำนวนมาก ดังนั้นแพทย์พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ที่สนใจร่วมโครงการสามารถติดต่อสมัครเข้าเป็นพนักงานได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สอบถามข้อมูลเพื่อสมัครร่วมงานหรือบริจาค ติดต่อ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 0-5391-6000 หรือ www.mfu.ac.th

ยอดเข้าชมพระเมรุมาศ 60 วันกว่า 4 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307776

ยอดเข้าชมพระเมรุมาศ 60 วันกว่า 4 ล้านคน

พระเมรุมาศ, นิทรรศการ, ระยะเวลา 60 วัน

วธ.สรุปยอดผู้เข้าชมนิทรรศการพระเมรุมาศ ตลอด 60 วัน รวมกว่า 4 ล้านคน ขอบคุณทุกภาคส่วนร่วมกันดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ปชช.

      นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า ตามที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ผู้พิการ พระภิกษุ สามเณร และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าชมนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ตั้งแต่วันที่ 2 – 30 พฤศจิกายน 2560 ต่อมาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ขยายเวลาเข้าชมพระเมรุมาศ และนิทรรศการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เพื่อให้ประชาชน เยาวชนและผู้ที่อยู่ในท้องถิ่นห่างไกลมีโอกาสเข้าชมพระเมรุมาศ อันเป็นผลงานทางวัฒนธรรมไทยที่ทรงคุณค่าและนิทรรศการฯ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร

ทั้งนี้ นิทรรศการดังกล่าว รัฐบาลได้มอบหมายให้คณะกรรมการจัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) รวมถึงหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องจัดนิทรรศการดังกล่าวขึ้น ซึ่งประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก คือ 1. บริเวณพระที่นั่งทรงธรรม    นิทรรศการ “พระผู้ทรงเป็นนิรันดร์” เนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจและจิตรกรรมฝาผนังโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  2.บริเวณศาลาลูกขุน 6 หลัง  นิทรรศการ “พระเมรุมาศพิมานนฤมิต” เนื้อหาแสดงถึงการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศและงานบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศที่ใช้ในงานพระราชพิธีฯ

3.บริเวณทับเกษตร นำสัมผัสพระสุเมรุ:นิทรรศการสัมผัสเพื่อผู้พิการทางสายตา จัดแสดงพระเมรุมาศจำลองและประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ อาทิ เทวดา สัตว์หิมพานต์ โดยมีอาสาสมัครนำชม ส่วนผู้พิการทางการได้ยิน มีจิตอาสานำชมด้วยภาษามือ และ4.ภูมิทัศน์บริเวณด้านหน้าพระเมรุมาศ สะท้อนให้เห็นถึงพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9  อันเนื่องมาจากโครงการพระราชดำริ เช่น พันธุ์ข้าวพระราชทาน หญ้าแฝก ต้นยางนา มะม่วงมหาชนก กังหันชัยพัฒนา ฝายน้ำล้น และนาข้าวที่มีขอบคันนาออกแบบเชิงเป็นเลขเก้าไทย

รมว.วัฒนธรรม กล่าวอีกว่า จากการที่ได้เปิดให้ประชาชนเข้าชมนิทรรศการพระเมรุมาศฯนับตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายนจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 รวมระยะเวลา 60 วัน ปรากฎว่ามีผู้เข้าชมนิทรรศการทั้งหมด 4,000,086 รูป/คน แบ่งเป็นพระภิกษุ/สามเณรและแม่ชี 23,499 รูป/คน วีลแชร์ 58,185 คน ผู้พิการ 5,183 คน กลุ่มชาติพันธุ์ 320 คน นักท่องเที่ยวต่างชาติ 61,203 คน ซึ่งพบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 96 ประเทศ โดยประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เยอรมัน จีน อเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศส  รวมทั้งสื่อมวลชน 2,106 คน ประชาชน 3,096,163  คน  และนักเรียนและนักศึกษา 753,427 คน

อย่างไรก็ตาม วธ.ได้จัดพิมพ์และแจกแผ่นพับนำชมนิทรรศการฯ ซึ่งมีทั้งฉบับภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน  รวมถึงได้จัดพิมพ์และแจกโปสการ์ดที่ระลึกโดยคัดเลือกภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ และภาพพระเมรุมาศ อาคารประกอบและภูมิทัศน์โดยรอบพระเมรุมาศมาจัดพิมพ์ 2  รอบโดยจัดพิมพ์รอบละ 9 แบบ รวม  18 แบบ

ทั้งนี้  วธ.ขอขอบคุณทุกภาคส่วนทั้งทหาร ตำรวจและพลเรือนจากหน่วยงานต่างๆที่มาทำหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกและดูแลรักษาความปลอดภัย รวมกว่า 3,900 คนต่อวัน รวมทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนที่ให้การสนับสนุนในการดูแลประชาชนที่เข้าชมนิทรรศการจนสิ้นสุดระยะเวลาเข้าชม  ซึ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

กว่า20ล้านคนทั่วไทย-ทั่วโลกร่วมสวดมนต์ข้ามปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307752

กว่า20ล้านคนทั่วไทย-ทั่วโลกร่วมสวดมนต์ข้ามปี

สวดมนต์ข้ามปี, ทั่วโลก, สวดมนต์ข้ามปีอาเซียน

วธ.เผยคนไทยทั่วประเทศ-ทั่วโลก กว่า 20 ล้านคน ร่วมสวดมนต์ข้ามปี ถวายเป็นพระราชกุศล เสริมสิริมงคลทั่วไทย ส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย ต้อนรับปีใหม่วิถีธรรม

       เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2561 – นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(รมว.วธ.) เปิดเผยว่า กรมการศาสนา (ศน.) รายงานว่าจากการจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ถวายเป็นพระราชกุศล เสริมสิริมงคลทั่วไทย ส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย ต้อนรับปีใหม่วิถีธรรม พุทธศักราช 2561เมื่อคืนวันที่ 31ธันวาคมจนถึงเวลา 00.30 .ของวันที่ 1 มกราคม 2561 ซึ่ง วธ.ร่วมกับทุกกระทรวง รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน กว่า 200 หน่วยงาน จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีตามนโยบายของรัฐบาลในการนำศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและความเป็นไทยมาสร้างสรรค์สังคมไทยให้ธำรงรักษาไว้ ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ให้คงอยู่คู่สังคมไทยอย่างมั่นคง เป็นการนับถอยหลังด้วยเสียงสวดมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลเริ่มต้นชีวิตใหม่

กว่า20ล้านคนทั่วไทย-ทั่วโลกร่วมสวดมนต์ข้ามปี

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจข้อมูลเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2560 – 1 มกราคม 2561 มีวัดที่ร่วมจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี แบ่งเป็นวัดในกรุงเทพมหานคร จำนวน 455 วัด วัดต่างจังหวัด 31,588วัด รวมวัดทั่วประเทศ 32,043 วัด นอกจากนี้มีการจัดสวดมนต์ข้ามปีอาเซียน 15 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน เชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ สระแก้ว ระนอง สงขลา และสตูล

กว่า20ล้านคนทั่วไทย-ทั่วโลกร่วมสวดมนต์ข้ามปี

ทั้งนี้ได้ร่วมกับศูนย์ประสานงานที่กำกับดูแลพระธรรมทูตในต่างประเทศ จัดพิธี “สวดมนต์ข้ามปี ภาวนาทั่วโลก เพื่อสันติภาพ ประจำปี พ.. 2561” จำนวน 12 ประเทศ ได้แก่ วัดอาซากุสะ ประเทศญี่ปุ่น วัดเหมอัศวาราม ประเทศจีน วัดพระพุทธเมตตา ประเทศอินโดนีเซีย วัดพระธาตุหลวง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว วัดสวายปอแป ประเทศกัมพูชา วัดวิสุทธิประดิษฐาราม ประเทศมาเลเซีย วัดพุทธจักรมงคลรัตนาราม สหรัฐอเมริกา เจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล วัดศรีนครินทรวราราม ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และวัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว ประเทศศรีลังกา และอุทยานแห่งชาติ 104 แห่ง

กว่า20ล้านคนทั่วไทย-ทั่วโลกร่วมสวดมนต์ข้ามปี

ส่วนกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีตามหลักศาสนาคริสต์ จัดที่อาสนวิหารอัสสัมชัญบางรัก คริสตจักรวัฒนา 34 เขตวัฒนา คริสตจักรที่ 4 สืบสัมพันธวงศ์ 5 เขตบางรัก คริสตจักรร่มเย็น เขตสวนหลวง คริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส เอกมัย 12 คริสตจักรจีนเซเว่นธ์เดย์ แอ๊ดเวนตีส เขตปทุมวัน และคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส เขตดุสิต, พราหมณ์ฮินดูจัดที่โบสถ์เทพมณเฑียร, ซิกข์จัดที่วัดซิกข์พาหุรัด

นายวีระ กล่าวต่อว่า กิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี วธ. โดยกรมการศาสนา จัดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี2548 ถึงปี 2561 เป็นนี้เป็นปีที่ 13 ปี ซึ่งได้รับรายงานจากกรมการศาสนาว่าได้รับความร่วมมือจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ สรุปสถิติผู้เข้าร่วมสวดมนต์ข้ามปีทั้งประเทศ

“เรื่องเกาต์…เราต้องรู้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307796

“เรื่องเกาต์…เราต้องรู้”

โรคเกาต์

สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทยชี้ โรค เกาต์เป็น ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม เตรียม จัดงาน “Be Happy Gout เรื่องเกาต์…เราต้องรู้”

      เนื่องจากปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคเกาต์ในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง มีผู้ป่วยจำนวนมากภาวะแทรกซ้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานและอันตรายต่อชีวิต 

ผศ.นพ. กนกรัตน์ นันทิรุจ ภาควิชาอายุรศาสตร์  โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และนายกสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า โรคเกาต์ (Gout) เป็น โรค ข้ออักเสบ ที่ปวดเรื้อรังชนิดหนึ่ง ที่รู้จักกันมานาน ถือได้ว่าเป็นโรคที่เก่าแก่ที่สุดโรคหนึ่งในประวัติศาสตร์ และก็ยังพบว่าเป็นปัญหาโรคข้อที่สำคัญในปัจจุบัน ซึ่งอุบัติการณ์ของโรคเกาต์ที่สูงขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากมาตรฐานความเป็นอยู่ อาหาร  สภาวะทางโภชนาการที่ดี เกินความพอดีในยุคปัจจุบัน ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์มากขึ้น  เช่นการรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนมาก หรือพืชผัก ผลไม้หรือ น้ำผลไม้บางชนิด หรือ แอลกอฮอล์ ก็มีส่วนกระตุ้นการสร้างกรดยูริกในร่างกาย ซึ่งหากรับประทานเข้าไปมาก ๆ ก็ทำให้กรดยูริกในร่างกายสูงได้เช่นกัน

“สาเหตุโรคเกาต์ เกิดจากภาวะกรดยูริก (Uric acid) ในเลือดสูงติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน โดยภาวะกรดยูริกสูงหมายถึงระดับกรดยูริกมากกว่า 7 มก./ดล. ในเพศชาย และ 6 มก./ดล. ในเพศหญิง โรคเกาต์พบบ่อยในชายวัยกลางคนขึ้นไป หรือหญิงในวัยหมดประจำเดือน”

การสะสมของกรดยูริกในร่างกายเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้เกิดโรคเกาต์ขึ้นได้ โดย เกิดโรคได้ในหลายอวัยวะ ได้แก่ ข้อ ผิวหนัง และไต อาการที่พบบ่อยที่สุด คืออาการทางข้อ ได้แก่ ข้ออักเสบเฉียบพลัน โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดอย่างรุนแรงและฉับพลันทันทีทันใด ข้อที่เป็นจะบวมขึ้น มีสีแดงรอบ ๆ ข้อ หากคลำดูจะพบว่าอุ่นกว่าข้อเดียวกันในข้างตรงข้าม ข้อที่อักเสบในช่วงแรก มักเป็นที่ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า หรือข้อเท้า หากทิ้งไว้นาน โดยไม่ได้รับการรักษา อาจมีการอักเสบที่ข้ออื่นได้ด้วย เช่น ข้อเข่า ข้อศอก ข้อมือเป็นต้น

  ทางด้าน  พลตรีหญิง รศ.พญ.ไพจิตต์ อัศวธนบดี ที่ปรึกษาอาวุโส อายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติซั่ม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ากล่าวว่า สิ่งที่น่ากลัวของโรคเกาต์คือ ภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยเกาต์ที่ ไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องในระยะแรกจะเข้าสู่ระยะข้ออักเสบเรื้อรังหลายข้อ มีการทำลายข้อเกิดความผิดรูปและพิการ นอกจากนี้ยังพบก้อนโทฟายที่ผิวหนังซึ่งเกิดจากรวมตัวของผลึกเกลือยูเรต อาจเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะและท้ายที่สุดคือ โรคไตวายเรื้อรัง ดังนั้นการรักษาโรคเกาต์ในระยะข้ออักเสบเฉียบพลันคือ การใช้ยาต้านการอักเสบ จนเมื่อข้ออักเสบหายสนิทแล้วก็จะพิจารณาให้ การรักษาระยะยาวได้แก่ การลดหรือแก้ไขปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเกาต์และการใช้ยาลดกรดยูริกในเลือดผู้ป่วยโรคเกาต์มักมีโรคร่วมเช่น ภาวะอ้วนลงพุง ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคเบาหวาน ดังนั้นจึงควรได้รับการตรวจหาเพื่อจะได้แก้ไขและให้การรักษาไปพร้อมๆกันผู้ป่วยเกาต์ควรมีความรู้ถึงวิธีการปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง รู้จักหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงรวมทั้งชนิดของอาหารที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการกำเริบของโรคเกาต์

สิ่งที่น่าห่วงใยอีกประการหนึ่งคือ การที่ผู้ป่วยซื้อยารักษาตนเอง อาจแพ้ยาหรือเกิดผลข้างเคียงซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่นมี เลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร  ตับอักเสบ หรือเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน เป็นต้น

สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย  ตระหนักถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องโรคเกาต์เพื่อเป็นแนวทางการป้องกันการปฏิบัติตนและรักษาอย่างถูกวิธีเนื่องจากโรคนี้เกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับโรคได้และทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจจะร้ายแรง

เตรียมจัดงาน จัดงาน “Be Happy Gout เรื่องเกาต์…เราต้องรู้” โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้พร้อมแนวทางการรักษาเรื่องโรคเกาต์  และเปิดประสบการณ์ ตรงเมื่อเกาต์เข้ามาเยือน โดย ตุ๊กกี้ สุดารัตย์ และ อ่ำ อัมรินทร์ และพบกับหลากหลายเมนูสุดยอดที่ดีต่อโรคเกาต์ พร้อมกับฟังธรรมมะเดลิเวอรี่ อยู่กับเกาต์อย่างไร…ให้ใจสุข กับ พระมหาสมปอง ตาลปุตโต ในวันที่ 14 มกราคม  2561 ณ บริเวณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 7 เซ็นทรัล แกรนด์ พระราม 9 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น