20 ปีข้างหน้า เพิ่มบุคลากรวิจัยและนวัตกรรมสามมิติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307575

20 ปีข้างหน้า เพิ่มบุคลากรวิจัยและนวัตกรรมสามมิติ

วทน.

วทน. ตั้งเป้า 20 ปีข้างหน้า เพิ่มบุคลากรวิจัยและนวัตกรรมสามมิติ ตั้งแต่ระดับหัวรถจักร รองรับภาคการผลิตและบริการจนถึงเพิ่มยอดผลิตบัณฑิต

      ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กล่าวถึงสถานการณ์บุคลากรวิจัยและพัฒนาของประเทศไทยว่า ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม สวทน. ล่าสุด พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนบุคลากรวิจัยและพัฒนาแบบทำงานเต็มเวลา ทั้งสิ้น 89,617 คน คิดเป็นสัดส่วนจำนวนบุคลากรวิจัยและพัฒนา 13.6 คนต่อประชากร 10,000 คน โดยเป็นบุคลากรวิจัยและพัฒนาในภาครัฐร้อยละ 45 และภาคเอกชน ร้อยละ 55 ตามลำดับ (ข้อมูลปี พ.ศ.2558) ทั้งนี้ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา สัดส่วนบุคลากรวิจัยและพัฒนาในภาคเอกชนมีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับบุคลากรวิจัยและพัฒนาภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนบุคลากรวิจัยและพัฒนาในภาพรวมต่อประชากรยังน้อยเมื่อเทียบกับประเทศที่มีขีดความสามารถด้านนวัตกรรมสูง เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ เยอรมัน และญี่ปุ่น แต่หากพิจารณาตัวเลขนักวิจัยเพียงอย่างเดียว จะพบว่าภาครัฐมีสัดส่วนของนักวิจัยระดับปริญญาโทและเอกที่สูงกว่าภาคเอกชน โดยในปี พ.ศ. 2558 นักวิจัยส่วนใหญ่ของภาครัฐ ร้อยละ 61 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท รองลงมาคือปริญญาเอก ร้อยละ 32 และปริญญาตรี ร้อยละ 7% ในขณะที่ภาคเอกชนจะมีสัดส่วนที่กลับกัน โดยมีนักวิจัยระดับปริญญาเอกเพียง 2% ปริญญาโท 10% และปริญญาตรี 88%

       ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า สวทน. ได้จัดทำแผนกลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรวิจัยและนวัตกรรม ระยะ 20 ปี(พ.ศ. 2560-2579) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวนช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้กำหนดเป้าหมายของการพัฒนาบุคลากรวิจัยและนวัตกรรมของประเทศไว้ใน 3 มิติ ได้แก่ 1. การพัฒนาบุคลากรวิจัยและนวัตกรรมระดับหัวรถจักร ได้ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนบุคลากรวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นเป็น 60 คน ต่อประชากร 10,000 คน จากเดิม 13.8 คนต่อประชากร 10,000 คน ในปี 2558 และเพิ่มอันดับความสามารถในการดึงดูดนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทย ให้ติดอันดับ 1 ใน 14 จากอันดับที่ 46 ในปี พ.ศ.2559 (จัดอันดับโดย WEF) เป็นต้น

2. การพัฒนาบุคลากรวิจัยและนวัตกรรมเพื่อรองรับภาคการผลิตและบริการ โดยตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มอันดับด้านคุณภาพของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่ตรงความต้องการของสถานประกอบการ ติด 1 ใน 14 จากอันดับที่ 57 ในปี พ.ศ.2559 (จัดอันดับโดย WEF) และเพิ่มสัดส่วนแรงงานทักษะของไทยเป็นร้อยละ 25 จากร้อยละ 13.8 ในปี พ.ศ.2557  และ 3. การสร้างตัวป้อนเข้าสู่อาชีพบุคลากรวิจัยและนวัตกรรมที่ให้โอกาสกับทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง โดยเพิ่มสัดส่วนบัณฑิตสายวิทยาศาสตร์ต่อสายสังคมศาสตร์ เป็น 70 ต่อ 30 จาก 33 ต่อ 67 ในปี พ.ศ.2558 และเพิ่มสัดส่วนนักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3 ของเยาวชนทุกช่วงวัย จากที่น้อยกว่า 1% ใน พ.ศ.2559

รณรงค์เมาไม่ขับ กลับปลอดภัย ลดอุบัติเหตุปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307588

รณรงค์เมาไม่ขับ กลับปลอดภัย ลดอุบัติเหตุปีใหม่

กลับปลอดภัย, เมาไม่ขับ

มรส. สานต่อกิจกรรมปีใหม่เมาไม่ขับไป – กลับปลอดภัย เปิดศูนย์เพื่อนร่วมเดินทาง 7 วัน มุ่งส่งเสริมให้ผู้ใช้ถนนขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร

       มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฏร์ธานี(มรส.) โดยองค์การนักศึกษาภาคปกติประจำปี 2560 จับมือกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน หน่วยงานในพื้นที่ ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจน ชุมชน หมู่บ้าน อาสาสมัครต่างๆ เปิดศูนย์เพื่อนร่วมเดินทาง 7 วัน ปลอดภัย จัดโครงการเที่ยวปีใหม่ปลอดภัยควบคู่กับโครงการเครือข่ายอุดมศึกษารู้เท่าทันปัญหาแอลกอฮอล์ภาคใต้ ปีที่ 3 และกิจกรรมเที่ยวปีใหม่เมาไม่ขับ ไป-กลับขับขี่ปลอดภัย มุ่งสร้างจิตสำนึกให้นักศึกษาตระหนักถึงหน้าที่ของตนในการมีส่วนร่วมช่วยเหลือสังคม และรณรงค์งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะขับขี่ในช่วงเทศกาลเพื่อลดอุบัติเหตุ ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 3 มกราคม 2561 ณ ถนนหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฏร์ธานี

รณรงค์เมาไม่ขับ กลับปลอดภัย ลดอุบัติเหตุปีใหม่

รศ. ดร.ชูศักดิ์ เอกเพชร รักษาราชการแทนอธิการบดี มรส.กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกๆปี บนถนนเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัตติเหตุจากผู้คนที่ขับรถด้วยความเร็วสูง ผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับ ตลอดจนพฤติกรรมละเมิดกฎจราจรจำนวนมาก เพื่อลดการสูญเสียมหาวิทยาลัยจึงส่งเสริมให้ผู้ใช้รถใช้ถนนได้ตระหนักรู้และกระตุ้นเตือนจิตสำนึกให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่  โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนเดินทางสัญจรอย่างปลอดภัย และมีความสุขตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่นี้

รณรงค์เมาไม่ขับ กลับปลอดภัย ลดอุบัติเหตุปีใหม่รณรงค์เมาไม่ขับ กลับปลอดภัย ลดอุบัติเหตุปีใหม่

ด้าน นายโชตินันท์ รัตนฤทธิ์ รองนายกองค์การนักศึกษาภาคปกติประจำปี 2560 มรส. เปิดเผยว่า ทางมหาวิทยาลัยได้ร่วมมือกับประชาคมงดเหล้ามหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฏร์ธานี กองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ และชมรมนักศึกษาอาสากู้ชีพ-กู้ภัย มรส. ในการดำเนินงานอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่ ลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุทางถนน และดูแลความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน โดยจัดให้มีการตั้งศูนย์ขึ้นบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

เมืองนวัตกรรมแห่งสยาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307576

เมืองนวัตกรรมแห่งสยาม

เมืองนวัตกรรมแห่งสยาม

“จุฬาฯจับมือพันธมิตร ร่วมเปิดตัวโครงการเมืองนวัตกรรมแห่งสยาม (Siam Innovation District) พัฒนาคนและนวัตกรรม มุ่งไปสู่การสร้างสังคมอุดมปัญญา

       จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือกับบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)  การไฟฟ้านครหลวง และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)  แถลงความร่วมมือก่อตั้งเมืองนวัตกรรมแห่งสยาม (Siam Innovation District)” โดย ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ พร้อมด้วยผู้บริหารจากสามหน่วยงาน ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ “การพัฒนาคนและนวัตกรรมผ่านเมืองนวัตกรรมแห่งสยาม” เมื่อเร็วๆนี้  ที่ชั้น 7 ศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน

 CU Innovation Hub หรือ “โครงการศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ด้วยวิสัยทัศน์สู่การเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งชาติในระดับโลกที่สร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อสร้างเสริมสังคมไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” กว่าหนึ่งปีที่ CU Innovation Hub ได้ผลักดันและสนับสนุนนิสิตและบุคลากรจุฬาฯ ในการสร้างนวัตกรรมผ่านกิจกรรมหลากหลาย จึงเกิดเป็นโครงการ “เมืองนวัตกรรมแห่งสยาม” หรือ Siam Innovation District  ซึ่งโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากทางภาครัฐ เป็นจำนวน 232.5 ล้านบาท

โครงการเมืองนวัตกรรมแห่งสยาม มีพันธกิจ 4 ประการ เพื่อมุ่งไปสู่การสร้างสังคมอุดมปัญญา ได้แก่

 Industry liaison – เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม  เพื่อให้นวัตกรรมที่เกิดขึ้นตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริงและช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสนับสนุนสถาบันการศึกษาได้อย่างตรงจุดยิ่งขึ้น พันธกิจนี้ประกอบด้วยแผนงานหลัก คือ การจัดการสิทธิเทคโนโลยี สร้างงานวิจัยที่สนับสนุนโดยภาคอุตสาหกรรม โครงการร่วมกับภาคอุตสาหกรรม  และการนำงานวิจัยไปพัฒนาต่อยอดทางธุรกิจ

Marketplace – ตลาดนัดนวัตกรรม ประเทศไทยมีนวัตกรรมจำนวนไม่น้อยแต่กลับไม่ค่อย ถูกนำมาใช้หรือที่เรียกกันว่า “ถูกเก็บไว้บนหิ้ง”  เนื่องจากไม่ค่อยมีพื้นที่ให้ผลงานเหล่านั้นออกสู่สังคม “เมืองนวัตกรรมแห่งสยาม” จึงเห็นความสำคัญของการสร้างพื้นที่ให้นวัตกรรมออกจาก “หิ้ง” สู่ “ห้าง” เปิดตัวสู่ตลาดให้ผู้คนได้เลือกใช้หรือหยิบไปพัฒนาต่อยอดทางธุรกิจ ภายใต้พันธกิจนี้ย่านสยามสแควร์   จะกลายเป็นตลาดนัดนวัตกรรม เป็นจุดนัดพบของคนที่มีความสามารถในการคิดกับคนที่มีความสามารถในการทำ  สิ่งที่จะเกิดขึ้นในพันธกิจนี้ ได้แก่ การลงทุนและการสร้างหุ้นส่วนในนวัตกรรม (Investment and Partnership) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการจับคู่ผู้มีความสามารถ

 Futurium – ชุมชนนวัตกรรมแห่งอนาคต การทำให้คนไทยได้เห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นอนาคต  ไม่ว่าจะในมิติของวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ปัญหาที่มนุษย์ต้องเผชิญและสิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหา นับเป็นพันธกิจของ“เมืองนวัตกรรมแห่งสยาม” เพราะการได้เห็น ได้สัมผัสกับโลกแห่งอนาคต ย่อมกระตุ้นให้ใช้จินตนาการและปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์  ชุมชนนวัตกรรมแห่งอนาคตที่สยามสแควร์จะเป็นประตูสู่โลกอนาคตสำหรับคนไทย พันธกิจสร้างชุมชนนวัตกรรมแห่งอนาคตประกอบด้วย การสร้างเมืองอัจฉริยะต้นแบบ นิทรรศการหมุนเวียนแสดงนวัตกรรมล้ำสมัย และนิทรรศการถาวรด้านนวัตกรรม

 Talent Building – พัฒนาทรัพยากรมนุษย์  โดยการสร้างคนดีและคนเก่งของประเทศผ่านกิจกรรมหลากหลาย เช่น การบรรยาย การอบรมเชิงปฏิบัติการ  การประกวดแข่งขันและการต่อยอด การประชุมสัมมนา การสร้างเครือข่ายผู้ให้คำปรึกษา  และโครงการบ่มเพาะและขยายผลทางธุรกิจ

จากพันธกิจของโครงการเมืองนวัตกรรมแห่งสยาม จึงได้เกิดเป็นโครงการส่งเสริมนวัตกรรมแห่งสยาม 100 SID  ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องการผลักดันให้นวัตกรรุ่นใหม่ได้มีพื้นที่ในการจัดแสดงผลงาน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความร่วมมือทางธุรกิจ ตลอดจนเป็นโครงการต้นแบบในการนำนวัตกรรมไป ต่อยอดการใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย ซึ่งโครงการส่งเสริมนวัตกรรมแห่งสยาม 100 SID จะเปิดรับผลงานนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งธุรกิจเกิดใหม่ และเพื่อส่งเสริมการเพิ่มศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจใหม่ โดยมีเงินทุนสนับสนุนให้โครงการต่างๆ รวมเป็นเงินกว่า 100 ล้านบาท  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Siam Innovation District: เมืองนวัตกรรมแห่งสยาม

ให้กำลังใจ “เด็กอาชีวะจิตอาสา” ช่วงเทศกาลปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307602

ให้กำลังใจ “เด็กอาชีวะจิตอาสา” ช่วงเทศกาลปีใหม่

อาชีวะ, หมอธี

หมอธีแวะให้กำลังใจ “เด็กอาชีวะจิตอาสา” ถือเป็นความภาคภูมิใจของ ศธ. พร้อมสนับสนุนโครงการดีมีประโยชน์ต่อสังคม

       เมื่อช่วงเช้าของวันที่  30 ธันวาคม 2560 นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ แวะเยี่ยมชมและให้กำลังใจนักเรียนนักศึกษาจิตอาสา ใน “โครงการอาชีวะอาสา เทศกาลปีใหม่ 2561”  ที่ศูนย์วิทยาลัยเทคนิคนครปฐม และวิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม อย่างไม่เป็นทางการ พร้อมบอกเด็กกลุ่มนี้เสียสละเวลาส่วนตัว เพื่อใช้ทักษะความรู้สร้างประโยชน์เป็นของขวัญประชาชน ศธ.มีความภาคภูมิใจและยินดีให้การสนับสนุนโครงการดี ๆ ต่อไป

โดย รมว.ศึกษาธิการ ได้กล่าวย้ำไว้ในพิธีเปิดโครงการอาชีวะอาสาฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม ศธ. ว่า โครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมาก โดยเมื่อปี 2559 มีประชาชนเข้ารับบริการใน 225 จุดทั่วประเทศ ถึงกว่า 4 หมื่นคนในเวลาเพียง 6 วัน และเชื่อว่ามีคุณค่ามากสำหรับนักเรียนนักศึกษาอาชีวะจิตอาสาทุกคน ที่ได้ใช้เวลาวันหยุดมาช่วยบริการประชาชน ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจแก่ครอบครัว สถานศึกษา และกระทรวงศึกษาธิการเป็นอย่างมาก

ให้กำลังใจ "เด็กอาชีวะจิตอาสา" ช่วงเทศกาลปีใหม่ให้กำลังใจ "เด็กอาชีวะจิตอาสา" ช่วงเทศกาลปีใหม่

ดังนั้น เพื่อให้โครงการเกิดการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น และการบริหารจัดการงบประมาณจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่ให้การสนับสนุนให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงเสนอให้ สอศ. กำหนดตัวชี้วัดเพื่อประเมินผลการดำเนินงาน  พร้อมนำบทเรียนดี ๆ ที่ผ่านมามาปรับใช้ และหาแนวทางประชาสัมพันธ์กระจายข้อมูลข่าวสาร ให้เกิดการรับรู้และเป็นที่รู้จักของสาธารณชนในวงกว้างมากขึ้น โดยอาจเชิญดารานักแสดงมาร่วมโปรโมทในปีต่อไป หรือเพิ่มจุดบริการให้ถี่ขึ้น ให้เคลื่อนไหวได้ในจุดที่มีคนหนาแน่น เพื่อให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมและประชาชนได้รับประโยชน์มากขึ้น

โพลล์ชี้ชาวกทม ปลื้มผลงานรัฐบาลปี 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307600

โพลล์ชี้ชาวกทม ปลื้มผลงานรัฐบาลปี 2560

สมเด็จโพลล์

บ้านสมเด็จโพลล์ เผยคน กทม มีความพึงพอใจผลงานของรัฐบาลในปี 2560 อยากให้แก้ปัญหาเร่งด่วนเรื่องเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ

      ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจผลงานของรัฐบาล โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่ อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,248 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลในวันที่ 21 – 25 ธันวาคม 2560 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane กำหนดว่า ประชากรเกิน 100,000 คนต้องการความเชื่อมั่น 95% และความผิดพลาดไม่เกิน 3% ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,111 กลุ่มตัวอย่าง

       ผศ.สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อ ความพึงพอใจผลงานของรัฐบาลในปี 2560 ซึ่งในปี 2560 ได้มีการปรับคณะรัฐมนตรีในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา รวมไปถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีกระแสข่าวว่าอาจจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นักการเมืองที่มีคุณสมบัติอย่างไร ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

โพลล์ชี้ชาวกทม ปลื้มผลงานรัฐบาลปี 2560

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีความพึงพอใจผลงานของรัฐบาลในปี 2560 อันดับแรกคือพอใจปานกลาง ร้อยละ 42.5 อันดับที่สองคือ พึงพึงพอใจมากร้อยละ 35.7และ อันดับที่สามคือ พึงพอใจน้อย ร้อยละ 21.8 คิดว่าการปรับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาล จะทำให้การบริหารงานประเทศดีขึ้น ร้อยละ 47.7 รองลงมาคือ ไม่ใช่ ร้อยละ 28.1 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 24.2

      อยากให้รัฐบาล นายกรัฐมนตรี แก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนมากที่สุด อันดับแรกคือ ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ร้อยละ 26.2 อันดับที่สองคือปัญหาด้านการศึกษา ร้อยละ17.1 และ อันดับที่สามคือ ปัญหายาเสพติดและการพนัน ร้อยละ 16.7

โพลล์ชี้ชาวกทม ปลื้มผลงานรัฐบาลปี 2560

       กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดว่าในปี 2561 ประเทศไทยพร้อมจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น ร้อยละ 51.6 รองลงมาคือ ไม่พร้อม ร้อยละ 28.5 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 19.9การเลือกตั้งท้องถิ่นคือ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด อบจ. นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล อบต. เป็นต้น

      อยากได้นักการเมือง ที่มีคุณสมบัติแบบที่มีการปฏิบัติตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ ร้อยละ 24.4 มากที่สุด รองลงมาคือมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ร้อยละ21.1 และมีความขยันทุ่มเทในการทำงาน ร้อยละ 20.0

สถานพยาบาลพร้อมดูแลประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307598

สถานพยาบาลพร้อมดูแลประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่

สถานพยาบาล, เทศกาลปีใหม่

รมว.สธ.มอบผู้บริหารระดับสูง ลงพื้นที่ติดตามระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งอสม. ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561

      ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้สัมภาษณ์ว่า ในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่นี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินครบวงจรและระบบการส่งต่อ เพื่อดูแลประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง และมอบให้นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และรองปลัดกระทรวงทั้ง 4 คน ลงพื้นที่ให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานที่ต้องดูแลประชาชน ไม่ได้กลับไปอยู่กับครอบครัวในช่วงเทศกาลสำคัญ ทั้งที่โรงพยาบาล จุดบริการประชาชน และด่านชุมชน รวมทั้งติดตามความพร้อมของศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์ (EOC) ในระดับจังหวัด และอำเภอ ในพื้นที่ปริมณฑล และจังหวัดที่มีสถิติการบาดเจ็บสูงทุกภาค

สถานพยาบาลพร้อมดูแลประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ สถานพยาบาลพร้อมดูแลประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่

ด้านนพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2560 จนถึงวันที่ 3 มกราคม 2560 กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้โรงพยาบาลทุกแห่งจัดระบบการแพทย์ฉุกเฉิน รองรับผู้บาดเจ็บ เจ็บป่วยฉุกเฉิน ศูนย์รับแจ้งเหตุและศูนย์สั่งการ ทางสายด่วน 1669 ที่มี 300 คู่สายทั่วประเทศ หน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) ทั้งภาครัฐและเอกชนทุกระดับ รวม 8,621 ทีม ผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินทุกระดับ 165,158 คน เพื่อให้บริการผู้ประสบเหตุถึงจุดเกิดเหตุภายใน 10 นาที ถึงมือแพทย์อย่างรวดเร็ว ลดการเสียชีวิต และความพิการลง และจัดทีมแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ อุปกรณ์การแพทย์  โดยเฉพาะที่ห้องฉุกเฉิน ห้องผ่าตัด ห้องไอซียู เตียงสำรอง ระบบการส่งต่อของโรงพยาบาลเครือข่าย พร้อมดูแลผู้บาดเจ็บ หากเกิดอุบัติเหตุหมู่ หรืออุบัติเหตุรุนแรงตลอด 24 ชั่วโมง ร่วมสนับสนุนการรณรงค์ “ดื่มแล้วขับ จับตรวจแอลกอฮอล์” โดยตรวจเลือดวัดระดับแอลกอฮอล์ตามที่เจ้าพนักงานตำรวจส่งตรวจ

สถานพยาบาลพร้อมดูแลประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ สถานพยาบาลพร้อมดูแลประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่

รวมทั้ง ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ทำงานร่วมกับศูนย์ความปลอดภัยทางถนนระดับจังหวัด จัดเจ้าหน้าที่ อสม.ประจำจุดบริการและด่านชุมชน เพื่อสกัดผู้ดื่มสุราไม่ให้ขับรถออกจากหมู่บ้าน ลดการเกิดอุบัติเหตุ   และจัดหน่วยกู้ชีพพื้นฐานและระดับสูง (BLS / ALS) อยู่ประจำบนเส้นทางถนนสายหลัก ที่มีจุดตรวจ / จุดบริการ อยู่ห่างกันมาก เพื่อให้การดูแลรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บอย่างรวดเร็ว โดยให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงกำกับ ติดตามการทำงานของจังหวัดในความรับผิดชอบ ทั้งนี้ ได้ให้กองสาธารณสุขฉุกเฉิน เปิดศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์ (EOC) ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นศูนย์ประสานงาน ติดตามข้อมูล และสนับสนุนการทำงานของทุกจังหวัด ตลอด 24 ชั่วโมง

4 แคมเปญ รับปีใหม่ มอบผู้ประกอบการไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307571

4 แคมเปณ รับปีใหม่ มอบผู้ประกอบการไทย

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย, มอบของขวัญปีใหม่ 2561

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย มอบของขวัญปีใหม่ 2561 เน้น 4 แคมเปญ ลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้ สู่ความมั่งคั่งยั่งยืน

        สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยนโยบายของ ดร.สุวิทย์  เมษินทรีย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มอบของขวัญปีใหม่ 2561 จำนวน 4 แคมเปญ เพื่อลดต้นทุนการผลิต เสริมความเข้มแข็ง สร้างรายได้ให้แก่วิสาหกิจชุมชน ประชาชน และผู้ประกอบการไทย อันจะนำไปสู่ความมั่งคั่งยั่งยืนของเศรษฐกิจประเทศ ในยุค Thailand 4.0 ดังนี้

ตลาดนัดประชารัฐ   วว. ร่วมกับบริษัทประชารัฐรักสามัคคี จ.ปทุมธานี  จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชนและประชาชนในจังหวัดปทุมธานี เดือนละ 1 ครั้ง (เริ่มธันวาคม 2560 – กันยายน 2561) ณ วว. เทคโนธานี คลองห้า จังหวัดปทุมธานี

4 แคมเปณ รับปีใหม่ มอบผู้ประกอบการไทย
       เปิดให้บริการโรงรมลำไยด้วยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ฟรี!  ให้แก่กลุ่มเกษตรกร ณ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยียืดอายุลำไยเพื่อการส่งออก จังหวัดลำพูน โดยจะมีเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ควบคุมตลอดกระบวนการ เป็นเวลา 3 เดือน (เริ่ม 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2561)
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศราคาประหยัด   ณ  สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช วว. จังหวัดนครราชสีมา โดยมีที่พักและอาหารให้บริการในราคา 50% ของราคาปกติ ในระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2560- วันที่ 2 มกราคม 2561
ลดราคางานบริการภาคอุตสาหกรรม  20%  ครอบคลุมงานสอบเทียบ งานทดสอบและวิเคราะห์   งานทดสอบบรรจุภัณฑ์  เป็นเวลา 3 เดือน  เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม 2561 เฉพาะลูกค้าที่ชำระค่าบริการเต็มจำนวนในวันยื่นคำขอรับบริการ

ขอรับบริการและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม   ได้ที่  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โทร. 0 2577 9000 E-mail : tistr@tistr.or.th

ไม่มีผู้ป่วยคนใดถูกปฎิเสธการรักษาเพราะความยากจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307534

ไม่มีผู้ป่วยคนใดถูกปฎิเสธการรักษาเพราะความยากจน

รพ.แม่ฟ้าหลวง

รพ.ศูนย์การแพทย์มฟล.คืบ 85 % ขอประชาชนมีส่วนร่วมจัดหาเครื่องมือแพทย์ “จะไม่มีผู้ป่วยคนใดที่ถูกปฎิเสธการรักษาเพราะความยากจน”

      รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดสร้างโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงว่า ตามที่สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มฟล. ได้รับการอนุมัติให้จัดตั้งโดยสภามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2555 ได้รับการรับรองหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต จากแพทยสภา เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556 และทำการเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกในปีการศึกษา 2556 จากนั้นมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจึงได้ดำเนินการจัดสร้างโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ เพื่อเป็นแหล่งฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติ สำหรับนักศึกษาแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในทุกระดับ โดยมุ่งหมายให้เป็นสถาบันการศึกษาและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ชั้นนำของประเทศ

โดยมีวิสัยทัศน์ สร้างแพทย์ชั้นนำ สร้างคุณธรรมในใจแพทย์ วิจัยและพัฒนาเพื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์ ให้บริการรักษาและสาธารณสุขที่ดีที่สุดแก่ผู้เจ็บป่วยทุกระดับ โดยมีพันธกิจ เป็นสถานศึกษา วิจัย ฝึกอบรม และฝึกปฏิบัติของนักศึกษาแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ชั้นนำ, ปฏิบัติภารกิจในการบริการทางการแพทย์โดยครบถ้วน, ให้บริการบำบัดรักษาผู้ป่วยด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ป่วยทุกระดับ, ให้บริการผู้ป่วยทุกระดับด้วยน้ำใจและไมตรี อย่างมีคุณภาพและคุณธรรม

ขณะนี้การดำเนินการเตรียมการด้านต่างๆ ได้มีความคืบหน้าเป็นลำดับ คือด้านการเรียนการสอนนั้น ปัจจุบันนักศึกษาแพทย์รุ่นแรกได้ศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 5 แล้ว ซึ่งเบื้องต้นมหาวิทยาลัยทำการสอนชั้นพรีคลินิกในชั้นปี 1 – 3 ส่วนชั้นปี 4 – 6 นั้น มีข้อตกลงกับทางกรุงเทพมหานครในการส่งนักศึกษาแพทย์ไปศึกษาและฝึกปฏิบัติในชั้นคลินิก ที่โรงพยาบาลกลาง และโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ของกรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้เมื่อโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยดำเนินการจัดสร้างแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการโดยสมบูรณ์แล้ว นักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิกจะได้มาศึกษาและฝึกปฏิบัติ ณ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

ทางด้านการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลคืบหน้าแล้วกว่าร้อยละ 85 คาดจะแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2561 และทดลองเปิดดำเนินการเบื้องต้นราวเดือนตุลาคม 2561 เป็นโรงพยาบาลขนาด 400 เตียง ที่สามารถบำบัดรักษา วิจัย โรคในสาขาต่างๆ โดยครบถ้วน ของการบริการทางสาธารณสุขของภาคเหนืออีกแห่งหนึ่ง

ในส่วนของอาคารโรงพยาบาลมีมูลค่าประมาณ 2,800 ล้านบาท และค่าตกแต่งภายในอีก 250 ล้าน คาดว่า โรงพยาบาลแห่งนี้ต้องการเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์เป็นเงินอีกไม่น้อยกว่า 1,200 ล้านบาท จึงจะเป็นโรงเรียนแพทย์ที่สมบูรณ์ได้ ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ขอรับการจัดสรร ในการจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์ไปยังสำนักงบประมาณไปตามลำดับแล้ว แต่คาดว่าไม่เพียงพอหรือได้รับการจัดสรรงบประมาณในเร็ววัน ดังนั้นหากจะดำเนินการปฏิบัติภารกิจของการเป็นโรงเรียนแพทย์และการให้บริการทางการแพทย์แก่พี่น้องประชาชนโดยสมบูรณ์แล้ว ยังต้องการการสนับสนุนหรือบริจาคเพื่อการจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ที่บริจาคให้กับโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ นอกจากจะเป็นการทำประโยชน์ให้กับผู้ป่วย ก็ยังได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ในการได้รับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์แห่งนี้ด้วย

นอกจากโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์แห่งนี้แล้ว ในบริเวณศูนย์การแพทย์ยังประกอบไปด้วยสำนักวิชาทันตแพทยศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ พยาบาลศาสตร์ ศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจรแห่งภาคเหนือและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง คาดว่าการดำเนินการของศูนย์การแพทย์โดยรวมจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในปี 2565

อย่างไรก็ตามด้วยความเป็นโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ของโรงเรียนแพทย์แห่งใหม่ของประเทศ จึงต้องการบุคลากรร่วมโครงการ โดยเฉพาะแพทย์และพยาบาลในสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องอยู่อีกจำนวนมาก ดังนั้นแพทย์พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ที่สนใจร่วมโครงการสามารถติดต่อสมัครเข้าเป็นพนักงานได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สอบถามข้อมูลเพื่อสมัครร่วมงานหรือบริจาค ติดต่อ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 0-5391-6000 หรือ www.mfu.ac.th

ศธ.ใช้งบMOENET ขยายฐานUNINET

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307522

ศธ.ใช้งบMOENET ขยายฐานUNINET

MOENet, ศธ.เลิก MOENet

“หมอธี”เดินหน้าไฮสปีดอินเตอร์เน็ต แจงปี 61 วางโครงสร้างเครือข่าย UniNet เพิ่มอีก 20,000 โรงเรียน เตรียมนำงบ MOENet ขยายฐานUniNet ให้ครอบคลุมทั้ง 30,000 โรง

       นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมทางไกล กับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)ทั่วประเทศ ”ศธ.มอบของขวัญนักเรียนไทย ปีใหม่ 2561” พร้อมมอบนโยบายการปฏิบัติงานในปี 2561 โดยมี ศ.นพ.อุดม  คชินทร  รมช.ศึกษาธิการ  นายบุญรักษ์  ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)เข้าร่วมว่า การประชุมทางไกลครั้งนี้ได้รับเสียงตอบรับที่ดี ทุกคนมีความพึงพอใจ เพราะได้สอบถามในสิ่งที่เป็นข้อสงสัยและกังวล โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งนายบุญรักษ์ ยืนยันกับทุกโรงเรียนไปแล้วว่า สามารถเบิกจ่ายได้ ไม่มีปัญหา จึงเป็นบทสรุปและจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันเปลี่ยนแปลงระบบเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาของเรา ให้มีประสิทธิภาพ เด็กและครูได้ใช้งานจริง ตอบสนองต่อการเรียนรู้และตอบสนองนโยบายไทยแลนด์ 4.0

โดยศธ.มีนโยบายสำคัญ จะปรับปรุงระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ทุกโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศ สามารถใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และประชาชน ตอบโจทย์การเรียนรู้ของเด็กยุคยุคดิจิตอลที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการเรียนรู้อย่างมาก โดยตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป จะเป็นเริ่มวางโครงสร้างเครือข่าย UniNet เพิ่มเติมอีก 20,000 โรงเรียน นอกเหนือจากที่ให้บริการแก่โรงเรียน สพฐ.แล้วกว่า 10,000 โรงเรียนแล้ว พร้อมยกเลิกเครือข่าย MOENet ซึ่งไม่ถือเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และจากการรายงาน 1 ใน 3 ของโรงเรียนที่ใช้ MOENet ก็ได้รับสัญญาณไม่เต็มที่ ทำให้ใช้งานไม่ได้ รวมทั้งเด็กก็ไม่สามารถเข้าถึงได้ เพราะส่วนใหญ่ใช้เพื่องานบริหาร ไม่ใช่เพื่อตัวเด็กอย่างแท้จริง

ส่วนงบประมาณของ MOENet  ที่ตั้งไว้แล้วในปี 2561 นั้น จะปรับนำไปใช้ในการขยายโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย UniNet เพื่อให้ครอบคลุมทั้ง 30,000 โรงเรียนภายในรัฐบาลชุดนี้ โดยจะนำเสนอขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) คาดว่าการขยายดังกล่าวจะต้องดำเนินการเป็นระยะ  เพราะโรงเรียนมีความแตกต่างหลากหลาย โดยเฉพาะโรงเรียนใหญ่อาจต้องวางโครงสร้างใหม่ หรือบางโรงเรียนแม้อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ที่ยังไม่สามารถใช้สัญญาณ UniNet  ได้เต็มศักยภาพ  ทั้งนี้ ไม่ได้บังคับให้ทุกโรงเรียนต้องใช้สัญญาณ UniNet หากไม่สามารถรับสัญญาณได้ สามารถเลือกใช้บริการเครือข่ายเอกชนที่เหมาะสมกับพื้นที่ได้

“ต้องยอมรับว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีสาเหตุมาจากการบริหารงานแบบ รวมศูนย์ คือระดับนโยบายหรือข้างบนเป็นผู้คิดแทนโรงเรียน 30,000 แห่งทั่วประเทศ ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะโรงเรียนของ สพฐ.ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายโรงเรียนละกว่า 5,000 บาทต่อเดือน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการกว่า 4 แสนบาทต่อเดือน ดังนั้น ผู้บริหารศธ.จึงมีแนวคิดเปลี่ยนแปลงให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ด้านการศึกษา โดยจะใช้ภาษาเท่ ๆ ว่า “Decentralized” หรือการกระจายอำนาจไปให้โรงเรียนเป็นคนตัดสินใจ เพื่อเปิดโอกาสให้ข้างล่างจัดการกันเอง ทั้งจัดการเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการที่มีศักยภาพเหมาะสมสูงสุดในพื้นที่นั้น ๆ ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และจัดการระบบรองรับสัญญาณภายในโรงเรียน โดยมีทีมที่จะลงไปดูแลเรื่องเทคนิคจากทั้ง สอศ. มหาวิทยาลัย และเครือข่ายในพื้นที่ ส่งผลให้เด็กได้ใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และทันต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว”นพ.ธีระเกียรติกล่าว

เจาะลึก 9 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307383

เจาะลึก 9 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์

เทรนด์โลก

TCDC เจาะลึก 9 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์โลกยุคปัจจุบันที่สามารถสร้างมูลค่าได้มหาศาล และเป็นที่นิยมของกระแสโลก ปี2561

    เจาะลึก 9 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์โลกยุคปัจจุบันที่สามารถสร้างมูลค่าได้มหาศาล และเป็นที่นิยมของกระแสโลก โดยผู้ประกอบการในแต่ละอุตสาหกรรมดังกล่าว ต่างต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามนวัตกรรม เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น และวิถีชีวิต ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในหนังสือบทสรุป “เจาะเทรนด์โลก 2018 IN/TO the future” (INdividual and Together  with the New State of Mind) โดยดาวน์โหลด e-Book ได้ฟรีที่ www.tcdc.or.th หรือแอปพลิเคชัน TCDC Digital Resource บนกูเกิลเพลย์ (Googleplay) และแอปสโตร์ (Appstore)

นายกิตติรัตน์ ปิติพานิช รักษาการผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) กล่าวว่า กระแสโลกที่เปลี่ยนผันในทุกปีส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภค อันนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ในฐานะศูนย์กลางแห่งการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้สังคมไทย จึงได้ทำการรวบรวมข้อมูลเทรนด์ใหญ่ของโลก กระแสโลก ศึกษาวิจัย และสรุปสู่การประยุกต์ใช้จริงทางธุรกิจและในชีวิตประจำวันเพื่อเผยแพร่ความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่สังคมไทย โดยในปีนี้ ได้ทำการเจาะลึกถึง 9 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของโลกยุคปัจจุบัน ที่สามารถสร้างมูลค่าได้มหาศาล และเป็นที่นิยมของกระแสโลก ดังนี้

     1. ศิลปะและหัตถกรรม (Art & Craft) สินค้าหมวดหมู่งานฝีมือและหัตถกรรมของประเทศไทย สร้างมูลค่าถึง 87,306 ล้านบาท ในปี 2557 เมื่อนำมาผนวกกับทิศทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยในปัจจุบันแล้วนั้น อุตสาหกรรมศิลปะและหัตถกรรมจะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความโดดเด่น โดยต้องเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการใช้ประโยชน์จากจุดเด่นของแต่ละภูมิภาค ประสานกระบวนการผลิตแบบใหม่เข้ากับทักษะฝีมือดั้งเดิมอย่างเข้าใจ ซึ่งสินค้าศิลปะและหัตถกรรมนี้สามารถตอบโจทย์กระแสโลกที่หันมาให้ความนิยมกับสินค้าดีไอวายได้อย่างดีเยี่ยม

        2. ความงามและแฟชั่น (Beauty & Fashion) ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมความงามขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน และเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนทั้งภูมิภาค มีอัตราการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโตขึ้น 6.5 เปอร์เซ็นต์ มีมูลค่ารวม 150,000 ล้านบาทในปี 2558 ในขณะที่อุตสาหกรรมแฟชั่นของประเทศไทยสร้างมูลค่าถึง 18,000 ล้านบาทในปี 2559 และมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามทั้งอุตสาหกรรมความงามและแฟชั่นต่างมีการปรับเปลี่ยนตามกระแสโลก โดยอินเทอร์เน็ตและข้อมูลบนโลกไซเบอร์เป็นปัจจัยหลักที่กระทบกับทั้งสองอุตสาหกรรม อาทิ ปรากฏการณ์วล็อกเกอร์ (Vlogger) รีวิวหรือสอนแต่งหน้า ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการเลือกซื้อเครื่องสำอาง หรือแม้แต่แฟชั่นที่ใช้คำพูดหรือแนวคิดของบุคคลที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน มาเป็นคอนเซ็ปต์ในการออกแบบ เพื่อสะท้อนถึงตัวตนของแบรนด์

       3. สุขภาพและความเป็นอยู่ (Health & Wellbeing) ตลาดสินค้าและธุรกิจบริการสุขภาพของประเทศไทยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท ประกอบกับความได้เปรียบของประเทศไทยในการเป็นผู้นำด้านการจัดการบริการสุขภาพระดับโลก ที่มีสถานพยาบาลที่ได้รับรองด้านคุณภาพและบริการโดยมาตรฐานสากลและรางวัลระดับโลกถึง 53 แห่ง เมื่อผนวกกับธุรกิจด้านสปาและนวดในปี2558 ที่มีอัตราการขยายตัวจนสูงถึง 31,000 ล้านบาท และมีความต้องการใช้บริการและซื้อผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอุตสาหกรรมด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ จะตอบโจทย์กระแสโลกที่มีผู้คนทุกข์ทรมานจากความเครียดและวิตกกังวลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เจาะลึก 9 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์

       4. การขนส่งและวิวัฒนาการของเทคโนโลยีท่องอวกาศ (Transport & Space) ปี 2559 ที่ผ่านมาถือเป็นจุดเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีที่กระทบต่อการขนส่งเชิงพาณิชย์ ประกอบกับสถานการณ์การผลิตน้ำมันดิบ ที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้หลายประเทศให้ความสนใจกับรถยนต์พลังงานทางเลือก หรือรถยนต์พลังงานสะอาด ซึ่งสำหรับประเทศไทยในครึ่งปีแรก 2560 มีการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์กว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้นจากครึ่งปีแรก 2559 ถึง 12 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามหน่วยวิจัยอีไอซี (Economic Intelligence Center) คาดว่าต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 10 ปีที่รถยนต์ไฟฟ้าจะสามารถเริ่มทำตลาดในไทย ซึ่งสิ่งที่ไทยควรทำคือ การสร้างระบบนิเวศและวางโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าให้พร้อม ในขณะเดียวกันต่างประเทศกำลังให้ความสนใจกับการขนส่งอวกาศ และการขนส่งสาธารณะความเร็วสูง อย่าง ไฮเปอร์ลูป

        5. อุตสาหกรรมค้าปลีก (Retail) พฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปทำให้ร้านค้าปลีกทั่วโลกปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก สำหรับอุตสาหกรรมร้านค้าปลีกในไทยเองก็ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เมื่อผู้บริโภคหันมาซื้อผ่านอีคอมเมิร์ซมากขึ้น จนทำให้มูลค่าการซื้อขายออนไลน์เติบโตขึ้นมากกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ยอดซื้อสินค้าจากร้านค้าที่มีหน้าร้านเติบโตเพียง 10 เปอรเซ็นต์ ทำให้มูลค่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมีมูลค่าถึงราวๆ 3 ล้านบาท ฉะนั้นแล้วธุรกิจค้าปลีกต้องเร่งปรับตัว อาทิ เน้นการสร้างประสบการณ์ร่วมระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ หรือแม้แต่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาอำนวยความสะดวกผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

       6. ท่องเที่ยว (Travel) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทยยังคงสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2561 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าจะมีรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถึง 3.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 2.7 ล้านล้านบาทในปี 2560 ที่ผ่านมา พร้อมคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะครองสัดส่วนจีดีพีไทยถึง 14.3 เปอร์เซ็นต์ในอีก 10 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตามกระแสที่มาแรงในวงการการท่องเที่ยวคือ การท่องเที่ยวแบบสั่งตัด (Tailor-made Travel) ที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต้องให้ความสนใจ และพร้อมให้บริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะกลุ่มของนักท่องเที่ยวให้ได้มากที่สุด

เจาะลึก 9 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์

       7. สถาปัตยกรรมและการตกแต่ง (Architecture & Decoration) กระแสโลกทางด้านอุตสาหกรรมสถาปัตยกรรมและการตกแต่งที่กำลังได้รับความสนใจ คือ เมืองสีเขียว (Green Urban) เพื่อการเป็นเมืองแห่งอนาคตและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างคุณค่าในระยะยาวที่ยั่งยืน และอีกหนึ่งกระแสสำคัญคือ การออกแบบแบบมัลติฟังก์ชั่น (Multifunction) เพื่อรองรับการใช้งานอย่างหลากหลายรูปแบบ และตอบโจทย์ผู้ใช้ในทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ วัฒนธรรม

       8. สื่อและความบันเทิง (Media & Entertainment) ในยุคของโซเชียลมีเดียปัจจุบัน อุตสาหกรรมสื่อและความบันเทิงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างตลอดเวลา โดยในปี 2560 มีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กถึง 76 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้สื่อทั้งหมด รองลงมาคือ อินสตาแกรม 51 เปอร์เซ็นต์ และทวิตเตอร์ 42 เปอร์เซ็นต์ โดยผู้บริโภคให้ความสนใจกับไลฟ์ทีวีและเสพข้อมูลบนหน้าจอมากขึ้นจนทำให้บทบาทสื่อและการโฆษณาที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนแปลงไป เกิดสื่อรูปแบบใหม่คือโฆษณาที่ถูกปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดตามสื่อดิจิทัลที่ครองโลกแห่งภาพและวิดีโอ

      9. อาหาร (Food) จากเทรนด์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับการเลือกทานอาหารเพื่อสุขภาพ ที่สร้างมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2560 จนมาถึงกระแส ฟาร์มถึงโต๊ะอาหาร (Farm to Table) อาหารออร์แกนิก (Organic) และบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก (Sustainable Packaging) ทำให้ธุรกิจอาหารที่จะเกิดในปี 2561 ต้องเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจควบคู่กัน นอกจากนี้กระแสจากโลกโซเชียลมีเดียในรูปแบบ ฟู้ดเน็ทเวิร์ค (Food Network) หรือการแชร์เมนูและประสบการณ์ทำอาหารบนโลกออนไลน์ ทำให้ผู้บริโภคหันมาทำอาหารเพื่อบริโภคเองมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) 1160 อาคารไปรษณีย์กลาง ถนนเจริญกรุง แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10501 โทรศัพท์ 02-105-7441