เด็กม.6 คิด “นวัตกรรมตู้เพาะเห็ดถั่งเช่า”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307125

เด็กม.6 คิด “นวัตกรรมตู้เพาะเห็ดถั่งเช่า”

คุณภาพชีวิต, นวัตกรรมตู้เพาะเห็ดถั่งเช่า

เด็ก ม.6 ร.ร.สวนกุหลาบ เปลี่ยนตู้เย็นธรรมดา ให้กลายเป็น นวัตกรรมตู้เพาะเห็ดถั่งเช่า ช่วยเร่งการเจริญเติบโต ดูแลง่าย ลงทุนน้อย ผลตอบแทนได้กำไร 2,000 บาทต่อรอบ

          เมื่อกระแสการปลูกเห็ดถังเช่าสีทองกำลังเป็นที่นิยม เนื่องจากเป็นพืชสมุนไพรที่มีสารคอร์ไดซิปิน (Cordycepin) โดยมีสรรพคุณในการบำรุงร่างกาย ช่วยขยายหลอดเลือดฝอยบริเวณปลายประสาทต่างๆ เช่น บำรุงเลือดบนใบหน้า เส้นผม  ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และช่วยเรื่องสมรรถภาพทางเพศ จึงเป็นที่ต้องการของธุรกิจด้านสุขภาพและความงามเป็นอย่างมาก

เด็กม.6 คิด "นวัตกรรมตู้เพาะเห็ดถั่งเช่า"

“นาย” โศธนะ  วิชาเรือง

“นาย” โศธนะ  วิชาเรือง   อายุ 18 ปี นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่6 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยรังสิต(วมว มธ-สกร) คิดไอเดียนำตู้เย็นธรรมดาๆ  มาแปลงโฉมสร้างนวัตกรรมการปลูกเห็ดแบบใหม่โดยอาศัยเทคโนโลยีที่อยู่ใกล้ตัวให้กลายเป็น “ตู้เพาะเห็ดอัจริยะ” ที่ควบคุมอุณหูมิและความชื้นในการดูแลเห็ดถังเช่าสีทองด้วยระบบสั่งงานผ่านอินเทอร์เน็ต

“นาย” เล่าว่า ตอนแรกที่เริ่มทำอุปกรณ์ชิ้นนี้คิดแค่ว่าจะทำอย่างไรเพื่อตอบโจทย์ให้คนที่อยากปลูกเห็ดไว้ทานมีวิธีดูแลได้ง่ายๆ เขาก็เลยพัฒนาจากตู้เย็นธรรมดาให้เป็นที่เพาะเห็ดแบบง่ายๆ แค่เพียงตั้งโปรแกรมผ่านแอปพลิเคชั่น

เด็กม.6 คิด "นวัตกรรมตู้เพาะเห็ดถั่งเช่า"

ต่อมามีโอกาสได้นำอุปกรณ์ชิ้นนี้เข้าสู่เวทีประกวด NSC 2017 ขณะเดียวกันก็ได้สมัครเข้าร่วมโครงการต่อกล้าให้เติบใหญ่ ปี 5  โดยในระหว่างที่เข้าร่วมกับโครงการต่อกล้าให้เติบใหญ่นั้น ทำให้เขาเห็นแนวทางใหม่ในการพัฒนางานชิ้นนี้ขึ้นมาอีก

จึงมีแนวคิดเปลี่ยนจากกลุ่มเป้าหมายจากผู้เพาะเห็ดแบบธรรมดา มาเป็นกลุ่มที่ต้องการปลูกเห็ดถั่งเช่าสีทอง เพราะเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงซึ่งในปัจจุบันมีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 60,000 – 100,000 บาท ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดด้านสุขภาพ

เด็กม.6 คิด "นวัตกรรมตู้เพาะเห็ดถั่งเช่า"

“ที่ผ่านมาการปลูกเห็ดในบ้านเรายังเป็นระบบเก่า คือ ต้องใช้แรงงานคนในการดูแลเป็นจำนวนมาก ทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง จึงคิดว่าน่าจะมีอุปกรณ์ที่ช่วยให้เกษตรกรหรือผู้ประกอบการสามารถดูแลเห็ดได้สะดวกขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกรได้มากขึ้นกว่าเดิม”นายเล่า

“นาย” เล่าต่อว่า อุปกรณ์ชิ้นนี้ออกแบบเพื่อเน้นการตอบสนองกลุ่มคนที่สนใจเรื่องการปลูกเห็ด โดยเฉพาะเห็ดถั่งเช่าสีทองโดยมีระบบการทำงานแบบอัตโนมัติ และมีระบบเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกสามารถควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น แล้วก็แสงเพื่อควบคุมในการเจริญเติบโต โดยตัวเครื่องมีขนาดกะทัดรัดเทียบเท่ากับตู้เย็นขนาด Minibar

เด็กม.6 คิด "นวัตกรรมตู้เพาะเห็ดถั่งเช่า"

ซึ่งสามารถบรรจุเชื้อเห็ดได้ถึง 30 ขวด จึงสามารถควบคุมแสงแบบอัตโนมัติ และอุณหภูมิความชื้นได้แบบคงที่ สามารถเลียนแบบสภาพอากาศตามธรรมชาติของเห็ดถังเช่าทองซึ่งโดยปกติจะอยู่ที่ 15 องศา สูงสุดไม่เกิน 20 องศา

ดังนั้น ผู้ปลูกเห็ดสามารถปรับอุณหภูมิและความชื้นให้ใกล้เคียงกับสภาพภูมิอากาศที่เห็ดถังเช่าต้องการเพียงแค่สั่งการทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ในระบบอินเทอร์เนต โดยไม่ต้องกังวลกับสภาพ ดิน ฟ้า อากาศในบ้านเราอีกต่อไป

“ในอนาคตผมมองการพัฒนาผลงานชิ้นนี้ให้สามารถต่อยอดไปถึงการทำ Indoor Farming (รูปแบบเกษตร ในสิ่งปลูกสร้างที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อม) เพื่อรองรับความต้องการเกษตรกรที่ต้องการปลูกพืชให้ตรงกับความต้องการในตลาดปัจจุบัน หรือพืชเมืองหนาวอย่างสตอเบอรี่ให้มีรสชาติที่หวานและมีขนาดลูกเทียบเท่ากับของต่างประเทศเป็นต้น  ซึ่งจะออกมาในรูปแบบกล่องควบคุมการทำงานการเจริญเติบโตของพืชที่สั่งงานผ่านระบบอินเทอร์เนต” นาย เล่า

เด็กม.6 คิด "นวัตกรรมตู้เพาะเห็ดถั่งเช่า"

ดร.วสิศ ลิ้มประเสริฐ

ดร.วสิศ ลิ้มประเสริฐ  อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ  และอาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวว่า จุดเด่นของเครื่องนี้ คือ ใช้งานง่าย ตอบสนองในยุคเทคโนโลยีที่ต้องการลดขั้นตอนการทำงานของคน เพียงตั้งค่าในตอนเริ่มต้นครั้งเดียวระบบก็จะสามารถทำงานเองได้จนจบกระบวนการ

อีกทั้งยังช่วยเร่งการเจริญเติบโตของผลผลิตที่เติบโตเร็วกว่าปกติถึง 18% ในเวลาประมาณ 60-75 วันหรือประมาณ 2 เดือนถึง 2 เดือนครึ่ง เมื่อเห็ดเจริญเติบโตเต็มที่และแห้งแล้วจะมีน้ำหนักประมาณ 15 กรัมต่อ 1ขวดโหล  ซึ่งยังคงรสชาติและสรรพคุณที่ครบถ้วน  ที่สำคัญลงทุนน้อยด้วยการตั้งต้นเพียงหลักหมื่นบาท แต่สามารถทำกำไรได้ประมาณ 2,000 บาทต่อรอบการผลิต  โดยในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมามีคนสนใจซื้อไปใช้แล้วจำนวน 8 ตู้”

เด็กม.6 คิด "นวัตกรรมตู้เพาะเห็ดถั่งเช่า"

“รู้สึกภูมิใจในตัวลูกศิษย์คนนี้ เพราะนายเป็นคนขยัน  อดทน และทุ่มเท มาแรกๆเขาอาจจะไม่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์ และยังไม่สามารถเขียนโค้ดได้เลย แต่เขาจะเก่งในด้านอิเลคทรอนิกส์พื้นฐาน  เพียงแค่เราเติมความรู้และทักษะบางอย่างให้บางเรื่อง อีกส่วนหนึ่งการที่เขาได้มีโอกาสเข้าไปแสวงหาความรู้ในโครงการต่อกล้าให้เติบใหญ่ ปี 5  ทำให้เขามีโอกาสได้พัฒนาผลงานด้านโครงงานวิทยาศาสตร์ให้เป็นชิ้นงาน หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง ” ดร.วสิศ กล่าว

“สมพงษ์”ลั่น!!ต้องรวมตัวเรียกร้อง8%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307193

“สมพงษ์”ลั่น!!ต้องรวมตัวเรียกร้อง8%

รวมตัวเรียกร้อง, เงินเดือนอาจารย์ 8, สมพงษ์

“สมพงษ์” กระตุ้นอาจารย์มหาวิทยาลัย รวมตัวกดดันรัฐ ศธ.เห็นความสำคัญขอขึ้นเงินเดือน 8% เร่งแก้ไขโดยเร็ว เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ชี้สันติวิธีไม่ได้ผล

            จากกรณีที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้ใช้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2557 (ฉบับชั่วคราว)ปรับเพิ่มเงินเดือนให้กับข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษา 8% เพื่อเยียวยาและลดความเหลื่อมล้ำเรื่องเงินเดือนระหว่างครูและอาจารย์มหาวิทยาลัย และกลุ่มพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือกับทางสำนักงบประมาณ กรณีจัดสรรงบเพื่อเลื่อนเงินเดือนให้พนักงานในสถาบันอุดศึกษา ประจำปีงบ 2560 ในอัตราร้อยละ 4 ส่วนข้าราชการ ร้อยละ 6 โดยขอให้กำหนดวงเงินการเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาให้เท่ากับข้าราชการ

ศ.ดร.สมพงษ์  จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ เป็นความอนาถของวงการอุดมศึกษา ที่อาจารย์ต้องออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลขึ้นเงินเดือน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพนักงานมหาวิทยาลัยที่ขอให้ทบทวนการปรับเลื่อนเงินเดือนเท่า ข้าราชการหรือ ข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษา ขอเพิ่มเงินเดือน 8% ให้เท่ากับครูประถม ครูมัธยม

ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ มองว่าวิธีการที่กลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัยทำอยู่ ไม่เป็นผล เพราะเหมือนเป็นการจัดกิจกรรม เพื่อกดดันแบบสันติวิธี แนวทางนี้ผ่านไประยะหนึ่งเรื่องจะเงียบหายไปตามระบบไม่มีผลต่อความเปลี่ยนแปลง ซึ่งสิ่งที่อยากเห็นคือ อาจารย์มหาวิทยาลัยต้องกดดันให้หนัก และแรงกว่านี้ เช่น รวมตัวกันมาเรียกร้องให้มากขึ้น เพื่อกดดันให้รัฐบาล และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ และแก้ไขโดยเร็ว

โดยเฉพาะ ศ.คลินิก นพ.อุดม  คชินทร รมช.ศึกษาธิการ ที่กำกับดูแลอุดมศึกษา และจะเข้ามาผลักดันให้เกิดกระทรวงการอุดมศึกษา การแยกอุดมศึกษา จะไม่มีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้ ถ้าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยยังขาดขวัญกำลังใจ และไม่มีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาลำดับแรก ๆ ที่คนที่เข้ามาดูแลอุดมศึกษา ต้องหาทางแก้ไข เพราะเป็นเรื่องที่มีผลกระทบในวงกว้าง และไม่เคยมียุคไหนที่อาจารย์มหาวิทยาลัยถูกดูแคลนเท่ายุคนี้

อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีการเรียกร้องมานานหลายปีและทุกครั้ง ผู้ที่รับเรื่อง หรือผู้ที่มีหน้าที่ในการแก้ไขเรื่องนี้  ก็ไม่ได้มีการสนใจจะแก้ไขปัญหาให้อย่างจริงจัง เพียงแต่รับเรื่องตามกลไก แล้วก็ปล่อยให้ผ่านไปเช่นเคย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

22ธันวาเอาจริงขึ้นเงินเดือนอาจารย์มหา”ลัย8%

ขึ้น8%อีก1ปี8เดือนมาลุ้นใหม่ (มีคลิป)

พรุ่งนี้มีลุ้น!! 8% เงินเดือนอาจารย์

คุณค่าของ”เศษอาหาร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307160

คุณค่าของ”เศษอาหาร”

เคเอฟซี, เศษอาหาร

“โครงการเศษอาหารมหัศจรรย์ สู่ชุมชน คนเลี้ยงปลา บ้านบางไหน” ผลงานของ3 สาวจากม.ทักษิณ นำเศษอาหารเหลือใช้ ลดต้นทุนอาหารปลา เพิ่มคุณภาพชีวิตชาวประมง

         หลายครั้งที่เราเห็นเศษอาหาร เศษกระดูกต่างๆ แล้วไม่รู้จะนำไปใช้ประโยชน์อะไร ..แต่สำหรับน้องๆ “ทีม Marketing ไฟท์” 3  สาว  สุ น.ส.สุกัยย๊ะ  หมัดอะดั้ม ,ยา น.ส.สุไมญา  หีมอะด้ำ และ มิ้น น.ส.ศศิธร  จับปรั่ง  นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ เศษอาหารเหล่านี้กลับมีค่า  เมื่อได้แปรรูปเศษอาหารเหลือทิ้ง เศษกระดูกจากเคเอฟซี มาเป็นส่วนผสมหลักในการแปรรูปอาหารปลากะพง ให้กับชุมชนชาวประมงบ้านบางไหน อำเภอสิงหนคร จ.สงขลา

        “โครงการเศษอาหารมหัศจรรย์ สู่ชุมชนคนเลี้ยงปลา บ้านบางไหน”  เป็นกิจกรรมที่ 3 สาว ทีม Marketing ไฟท์ ได้ร่วมกันคิดค้นขึ้น ภายใต้การสนับสนุนในโครงการ ‘KFC Community Hero เป็นตัวจริงเพื่อสังคม’ 2017  ของเคเอฟซี ประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยปีนี้จัดภายใต้แนวคิด“คิดให้ใช่…แล้วไปให้สุด” โดยโครงการดังกล่าวเป็นการให้ความสำคัญในการบ่มเพาะหลักการและกระบวนความคิดที่ถูกต้องแก่เยาวชนคนรุ่นใหม่

คุณค่าของ"เศษอาหาร" คุณค่าของ"เศษอาหาร"

        ยา  น.ส.สุไมญา กล่าวว่า พวกเธอได้เห็นโครงการKFC Community Hero เป็นตัวจริงเพื่อสังคม’ 2017 ทางเฟสบุ๊ค และได้มีโอกาสไปเข้าร่วมการรับฟังรายละเอียดของโครงการที่ทางเคเอฟซีมาจัดที่ภาคใต้ ทำให้สนใจโครงการดังกล่าว เพราะนอกจากสอดคล้องกับการต้องทำโปรเจคเพื่อจบการศึกษาแล้ว ยังเป็นการนำความรู้ ที่ได้เรียนมาช่วยเหลือชุมชน คนในพื้นที่อีกด้วย เนื่องจากหลักของโครงการดังกล่าว เป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้นำความรู้และทรัพยากรของเคเอฟซีมาใช้ให้เกิดประโยชน์

  “หลังจากได้รับความรู้จากโครงการแล้ว พวกเราทั้ง 3 คน ร่วมกันหาข้อมูล พบว่า ชุมชนบางไหน เป็นชุมชนชาวประมงที่ทำอาชีพเลี้ยงปลากระพงขาย ซึ่งเมื่อเข้าไปสอบถามชาวบ้านกำลังเดือดร้อนเรื่องต้นทุนอาหารปลาที่สูง พวกเราอยากช่วยลดต้นทุน และทำให้คุณภาพของชาวประมงในพื้นที่ดีขึ้น จึงได้แปรรูปเศษอาหาร จากKFC ที่ลูกค้าทานเหลือทิ้ง เช่น เศษกระดูกไก่KFC เศษเนื้อไก่KFC กากแป้งKFC นำมาแปรรูปเป็นอาหารเสริม ใช้ในเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชัง ให้กับชาวบ้านชุมชน บ้านบางไหน โดยสูตรอาหารดังกล่าว ทำให้ต้นทุนอาหารปลาเหลือเพียง 27 บาท จากเดิมต้องเสียค่าอาหารปลาประมาณ 55 บาท เป็นการแก้ปัญหาการเลี้ยงปลากะพงขาวมีต้นทุนสูงในการซื้ออาหารแต่ละครั้ง บริหารจัดการเศษอาหารจากKFC ที่ลูกค้าทานเหลือแล้วทิ้งมาทำให้เกิดประโยชน์ ต่อชุมชน และสังคมอย่างยั่งยืน” ยา กล่าว

คุณค่าของ"เศษอาหาร"

“บางไหน” เป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ติดกับทะเลสาบสงขลา เป็นทะเลสอบที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตในทะเล ชาวบ้านเลี้ยงปลากระพงในกระชัง ครัวเรือนละ 2 กระชัง ปลากะพง กะชังละ 100-200 ตัว ตัวละ 1-3 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 120 บาท ชาวบ้านขายปลากะพงต่อหนึ่งกระชัง เป็นเงินประมาณ 1-2 แสนบาท ในระยะเวลา 1 ปีที่เลี้ยงมา แต่สถิติการประมงแห่งประเทศไทย มีการบันทึกไว้ล่าสุด ปี 2555 -2556  พบว่า มูลค่าจากปลาเพาะเลี้ยงชายฝั่ง ลดลงเกือบมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท เกิดการขาดทุนจนชาวประมงต้องล้มเลิกกิจการ

 “อาหารปลาจากเศษอาหารที่ได้มีคุณภาพเทียบเท่ากับอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่ขายตามท้องตลาด เนื่องจากกระดูกไก่ KCF มีธาตุอาหาร ไนโตเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม มาทำเป็นอาหารปลา ช่วยลดต้นทุน ชาวประมงสามารถทำได้ด้วยตนเองเพิ่มกำไร เพิ่มความสุข เพิ่มคุณภาพชีวิตแถมราคาถูกกว่า  เมื่อทีมของเราได้รับรางวัลชนะเลิศ ก็ได้นำทุนที่ได้จากโครงการ มาซื้อเครื่องบดอาหารให้กับชาวบ้าน เพื่อช่วยให้พวกเขาได้ต่อยอดทำอาหารปลา และเป็นการสร้างชุมชนเข้มแข็ง กิจกรรม เคเอฟซี ครั้งนี้ จึงไม่ได้มุ่งช่วยเหลือสังคม ชุมชนอย่างเดียว แต่ยังเป็นการปลูกฝังให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ ตระหนักถึงการช่วยเหลือชุมชนท้องถิ่นของตนเอง โดยนำความรู้ที่ตนเองศึกษามาได้ใช้ประโยชน์ และเป็นการปลูกฝังจิตอาสา” ยา กล่าว

คุณค่าของ"เศษอาหาร" คุณค่าของ"เศษอาหาร"

สูตรอาหารปลา กระบวนการต่างๆ  3 สาม ทีม Marketing ไฟท์ ได้ร่วมกันศึกษาข้อมูล และลงพื้นที่สอบถามปัญหาจากชาวบ้านจริงๆ มิ้น เล่าต่อไปว่า โครงการดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดี เพราะด้วยการเรียนในมหาวิทยาลัยบางครั้งก็ไม่ได้ทำให้นักศึกษาได้ลงพื้นที่ ช่วยเหลือชุมชมเท่าที่ควร โครงการดังกล่าว เป็นตัวเสริมบทเรียน การเรียนรู้ การทำงานเป็นทีม และการปลูกฝังให้เยาวชนได้นำศักยภาพ ความคิดของตนเองมาใช้ประโยชน์เพื่อส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งอาหารปลาเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านชุมชนบางไหนได้นั้น ต้องเกิดจากการช่วยกันวางแผน หาข้อมูล ประสานการทำงานกับพี่ๆ เคเอฟซี และชาวบ้าน เป็นการสร้างความสามัคคีระหว่างเยาวชนคนรุ่นใหม่และชาวบ้าน

 “บางชุมชนเราไม่รู้ว่าประสบปัญหาอะไร ถ้าเราไม่รู้ไม่ได้ลงพื้นที่ไปสัมผัส ซึ่งโครงการเคเอฟซีช่วยทำให้เรามีโอกาสช่วยฟื้นฟู ชุมชน และฝึกความมีระเบียบวินัยแก่ตนเอง มีความรับผิดชอบต่อตนเองมากขึ้น และที่สำคัญทำให้เรารู้จักชุมชนของตนเอง  พร้อมรู้จักนำทรัพยากรโดยรอบมาใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมถึงเข้าใจปัญหาหรือความท้าทายในสังคม และสามารถผนวกเป็นแนวทางบรรเทาปัญหาในชุมชนได้ อยากให้นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมนี้เยอะๆ เพราะไม่ใช่เราเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ ชุมชนของเราก็ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย” มิ้นกล่าว

คุณค่าของ"เศษอาหาร"

         นางสาวณิชารัศมิ์ อาชญาสิทธิวัตร ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด ส่วนบริหารแบรนด์และการสื่อสารการตลาด – เคเอฟซี ประเทศไทย บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด และหนึ่งในคณะกรรมการประจำโครงการ กล่าวว่า โครงการ ‘KFC Community Hero เป็นตัวจริงเพื่อสังคม’ สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักและเข้าใจตัวเอง รวมถึงสามารถค้นหาและดึงศักยภาพที่แท้จริงของตัวเองออกมาได้ ซึ่งศักยภาพเหล่านี้หากได้รับการแนะนำแนวทางการพัฒนาที่ถูกต้อง จะแปรเปลี่ยนเป็นพลังสร้างสรรค์ที่ดีของประเทศไทยต่อไปได้ จึงเป็นที่มาและชื่อของโครงการฯ ที่พวกเขาสามารถเป็นฮีโร่ของสังคมได้ เยาวชนสามารถเข้าร่วมโครงการและติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ เว็บไซต์ http://www.kfcthailand.com Facebook.com/KFCCommunityHero

คาดชงร่างพ.ร.บ.ปฐมวัยเข้าครม.พ.ค.61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307150

คาดชงร่างพ.ร.บ.ปฐมวัยเข้าครม.พ.ค.61

ดูแลเด็กไร้สัญชาติ, ร่างพ.ร.บ.การปฐมวัยแห่งชาติ, ร่างพ.ร.บ.

กอปศ.เร่งยกร่างพ.ร.บ.การปฐมวัยแห่งชาติ..ตั้งคณะกรรมการฯ-สำนักงาน คาดขึ้นกับสำนักนายกฯ ย้ำดูแลเด็กครอบคลุมทุกด้าน เตรียมประชุมระดมความเห็นเคาดเสนอครม.พ.ค.61

         ในการประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ซึ่งถือเป็นการประชุมนัดสุดท้ายของปี 2560 เมื่อวันที่  26 ธันวาคม 2560 ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธาน กอปศ. เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเตรียมยกร่างพ.ร.บ.การปฐมวัยแห่งชาติ ซึ่งจะเร่งดำเนินการในปี 2561 หลักใหญ่ของการยกร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ จะมีการตั้งคณะกรรมการการปฐมวัยแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการการปฐมวัยแห่งชาติ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนงาน มีลักษณะคล้ายกับซุปเปอร์บอร์ดเพื่อเป็นแกนหลักในการดำเนินงาน ส่วนจะขึ้นอยู่กับหน่วยงานใดนั้นยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ก็มีโอกาสจะเป็นไปได้จะให้อยู่ในกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนจะให้ใครเป็นประธานนั้น ยังต้องหารือกันต่อไป

“สาเหตุที่ต้องมีคณะกรรมการการปฐมวัยฯ ชุดนี้ เพราะที่ผ่านมามีงานวิจัยระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกระบุชัดเจนว่า การลงทุนกับเด็กเล็กให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าการลงทุกกับผู้ใหญ่ เพราะเป็นการวางรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ อีกทั้ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดเด็กทุกคนต้องได้รับการดูแล พ.ร.บ.ฉบับนี้จะดูแลครอบคลุมทั้ง เด็กสัญชาติไทยที่ขาดโอกาสทางการศึกษา เด็กที่เกิดในประเทศไทย แต่ไม่ได้สัญชาติไทย เด็กที่เกิดชายแดนไทย เด็กไร้สัญชาติ ตลอดจนเด็กต่างด้าว ก็เป็นหน้าที่ที่ประเทศไทยต้องดูแล เพราะประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ทั้งในด้านความมั่นคง และด้านการพัฒนาประเทศในพื้นที่ชายแดน

แต่การให้ทุนต่างๆ จะเน้นให้ความดูแลและช่วยเหลือเด็กสัญชาติไทยก่อน โดยในการดูแลเด็กเล็กต้องดูเรื่องความเหลื่อมล้ำ คุณภาพ ความหลากหลายทางสังคมเหล่านี้อาจเป็นปัญหาสำหรับเด็ก ซึ่งไม่สามารถแก้ไขโดยปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติได้ ต้องวางระบบให้ชัดเจน”ศ.นพ.จรัส กล่าว

ทั้งนี้ หน่วยงานที่ดูแลเด็กเล็กนั้นไม่ได้มีแค่ 4 หน่วยงาน คือ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ ) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เกี่ยวข้องเท่านั้น ยังมีหน่วยงานอื่น ๆ ด้วยจำเป็นต้องมีกลไกกลาง แม้ปัจจุบันจะมีคณะกรรมการการการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ซึ่งมีพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งจะหมดอายุไปพร้อมกับรัฐบาล เพราะฉะนั้น การจัดทำร่างพ.ร.บ.การปฐมวัยแห่งชาติ จะทำให้การทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้มีความยั่งยืน และการทำงานมีความเชื่อมโยงหลายกระทรวง รวมถึงจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะใช้เงินส่วนหนึ่งจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาด้วยในการดูแลบริหารงานด้วย

ด้าน ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กล่าวว่า หลังจากนี้จะต้องไปรับฟังความคิดเห็นซึ่งเป็นกฎหมายที่จะต้องเร่งดำเนินการคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้ภายในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2561 นี้ ทั้งนี้ การจัดทำร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54 เรื่องสิทธิเด็กไทย ซึ่งจะเป็นในส่วนของการดูแลเด็ก ทุกคนที่มีอายุ 3 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป หรือ เด็กในวัยเรียน ให้ได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ส่วนเด็กที่อายุต่ำกว่า 2-3 ปีหรือ เด็กเล็กต้องได้รับการดูแลและพัฒนา ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดว่าให้เริ่มดำเนินการทันที่ ขณะที่เด็กต่างชาติการดูแลจะเป็นไปตาม อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) เป็นสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่มีข้อตกลงร่วมกันในการดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก

4 หนุ่ม นศ. ทุนร่วมวิจัยกับองค์กรระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307142

4 หนุ่ม นศ. ทุนร่วมวิจัยกับองค์กรระดับโลก

ทุนสกว., สกว., 4หนุ่มนักศึกษาทุน, คุณภาพชีวิต

ประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต 4 หนุ่มนักศึกษาคว้าทุนจากโครงการต่างๆ และร่วมทำงานวิจัยกับองค์กรที่มีชื่อเสียงระดับโลกในนานาประเทศ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และ ญี่ปุ่น

          จากความร่วมมือของ 4 องค์กรชั้นนำในประเทศไทย ได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมระบบจัดเก็บข้อมูลระดับโลก

ส่งเสริมสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ของไทยได้ก้าวเดินตามทางฝัน เก็บเกี่ยวประสบการณ์อันทรงคุณค่าจากองค์กรระดับโลก ในประเทศสหรัฐอเมริกา, อังกฤษ และ ญี่ปุ่น นำมาเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา วิจัยพัฒนา ต่อยอดนวัตกรรม ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศของเราสู่เป้าหมายอนาคตไทยแลนด์ 4.0

4 หนุ่ม นศ. ทุนร่วมวิจัยกับองค์กรระดับโลก

ภูมิ คงห้วยรอบ

คนแรก “ภูมิ”  ภูมิ คงห้วยรอบ นักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า เล่าว่า  เขาได้รับทุนจากบริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) และสกว. ไปศึกษาวิจัยที่ The University of Electro-Communication (UEC) เมืองโชฟู ประเทศญี่ปุ่น  เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในด้านนี้

ห้องวิจัย Aoyama Laboratory เป็นห้องปฏิบัติการที่ก้าวล้ำสำหรับการออกแบบกลไก, ระบบควบคุมเครื่องมือขนาดเล็กระดับไมโครเมตร และระดับการควบคุม-ตรวจจับการทำงานของหุ่นยนต์ขนาดเล็กด้วยเทคนิคประมวลผลภาพด้วยกล้องไมโครสโคปความไวสูงด้วย  Biomedical Engineering กำลังมีบทบาทสำคัญพัฒนาเครื่องมือแพทย์ในการรักษาและดูแลสุขภาพ

“ผมภูมิใจที่ได้รับประสบการณ์ทำงานออกแบบระบบควบคุมให้กับเครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็ก เริ่มตั้งแต่สร้างชิ้นงานขึ้นมา เรียนรู้กลไกการทำงานร่วมกันระหว่างทีมเทคนิคของไทยกับทีมญี่ปุ่น สุดท้ายคือได้ทำตัวต้นแบบโปรโต้ไทพ์ของเครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็ก สำหรับการพัฒนาสู่การผ่าตัดสมองต่อไป”“ภูมิ” กล่าว

“ภูมิ” เล่าต่อว่า ในปีถัดมาเขาได้ไปสหรัฐอเมริกาโดยฝึกทำงานที่ Design Center ของซีเกท ที่เมืองมินเนโซต้าด้วยทุนเดียวกัน ซึ่งเป็นศูนย์การออกแบบระบบควบคุมหัวอ่านฮาร์ดิสค์ที่ก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยี  ทุกนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ ชิ้นส่วนใดก็ตามที่จะออกสู่ตลาดโลกจะต้องผ่านการประเมินทดสอบประสิทธิภาพจากศูนย์นี้ในสหรัฐอเมริกาเสียก่อน

“ผมได้ไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมของการวิจัยพัฒนาที่เป็นสากล  แผนกออกแบบที่นี่ค่อนข้างเปิดกว้างฟรีสไตล์ พอมีปัญหาอะไร เพื่อนร่วมงานจะมาช่วยกันระดมความคิดแก้ปัญหา บรรยากาศสร้างสรรค์และไลฟ์สไตล์การทำงานเป็นมืออาชีพ เพื่อการดีไซน์โดยแท้จริง  ที่น่าภาคภูมิใจคือเราได้นำเทคนิคที่เราทำในประเทศไทยไปใช้กับศูนย์ดีไซน์เซนเตอร์และได้ออกแบบอุปกรณ์หนึ่งซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างหนึ่งว่าสิ่งที่คนไทยเราคิดและออกแบบนั้นเป็นที่ยอมรับในสากล ก็มีความสุขกันทั้ง 2 ฝ่าย เพราะผลงานที่เราทำนี้ สามารถที่จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้” “ภูมิ” กล่าว

4 หนุ่ม นศ. ทุนร่วมวิจัยกับองค์กรระดับโลก

“นน”  ณัฐชนน จิตต์สง่า

ถัดมา “นน”  ณัฐชนน จิตต์สง่า  นักศึกษาระดับปริญญาเอก ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า  เล่าว่า โลกกำลังจะเปลี่ยนผ่านจากยานยนต์ที่ใช้พลังงานฟอสซิล ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งใช้ระบบคอมพิวเตอร์และดิจิตัล เขาได้เดินทางไปทำวิจัยร่วมที่ประเทศอังกฤษ  มหาวิทยาลัย City University London ในเดือนพฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา

ซึ่งเป็นโครงการวิจัยพัฒนาที่สำคัญต่อการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต คือระบบควบคุมมอเตอร์กระแสตรงไร้แปรงถ่านด้วยเทคนิคชุดควบคุมฟัซซีคงทนสององศาอิสระ ออกแบบสำหรับยานยนต์อัจฉริยะอัตโนมัติในอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ครับ  โดยจะทำวิจัยที่แล็บวิจัยการควบคุมพลวัตรของโครงสร้าง (Structural Dynamics Research) เพื่อควบคุมการสั่นของระบบโครงสร้าง (Vibration Control ) ประยุกต์ใช้การควบคุมคงทนที่กำหนดโครงสร้างได้

เพราะสิ่งที่สำคัญของฮาร์ดดิสก์ คือ การป้องกันผลกระทบจากการรบกวนจากสิ่งแวดล้อมภายนอก หากฮาร์ดดิสก์ ตกหรือได้รับการสั่นสะเทือนใดๆก็ตามจะส่งผลเสียต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ภายใน ทำให้เกิดการเสียหายได้ ตื่นเต้นครับที่ได้ไปศึกษากับโปรเฟสเซอร์ที่เชี่ยวชาญในสาขานี้ “นน” กล่าว

4 หนุ่ม นศ. ทุนร่วมวิจัยกับองค์กรระดับโลก

“สแตมป์” จตุวัฒน์ วัฒนเศรษฐพงศ์

คนต่อมา “สแตมป์” จตุวัฒน์ วัฒนเศรษฐพงศ์  นักศึกษาระดับปริญญาโท ภาควิชาวิศวกรรมโยธาได้รับทุนวิจัย 1 เดือนในแดนอาทิตย์อุทัย เล่าว่า  เขาได้รับประสบการณ์ที่มีค่าในชีวิตที่ได้ทำงานภายใต้ SOUSEI Project ที่ University of Tokyo ในญี่ปุ่น

ทุนนี้เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยด้านการทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์จำลองพื้นที่น้ำท่วมในสเกลระดับโลก อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) ซึ่งทุกวันนี้โลกของเรากำลังเผชิญกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เช่น เกิดน้ำท่วม น้ำแล้ง อุณหภูมิที่สูงขึ้น ฝนไม่ตกตามฤดูกาล และปัญหาตามมามากมาย

โดยได้ศึกษาโปรแกรมจำลองพื้นที่น้ำท่วม ที่ IIS (Institute of Industrial Science) แล็บปฎิบัติการทางด้านการจำลองทางทรัพยากรแหล่งน้ำ มีอุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาก พร้อมผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาระหว่างทำวิจัย ประทับใจกับเพื่อนร่วมงานวิจัยชาวต่างชาติในทีมสปิริตที่เข้มแข็ง รวมทั้งความล้ำสมัยเครื่องมือที่เก็บตัวอย่างน้ำฝนในสถานีของมหาวิทยาลัย เราสามารถนำคอมพิวเตอร์ของเราไปเชื่อมต่อกับเครื่องเก็บน้ำฝนและสามารถออกมาเป็นกราฟข้อมูลได้เลย

อีกทั้งยังมีโปรแกมจำลองสภาวะน้ำท่วม ซึ่งจำลองในระดับสเกลภูมิภาคหรือว่าในระดับทวีปได้ด้วยครับ ช่วยให้เราทดลองกับพื้นที่ที่คาดว่าจะมีโอกาสเกิดน้ำท่วม หรือมีอัตราฝนตกมากจนมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมได้ เพื่อหาทางป้องกันและรับมือ เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยมากๆ “สแตมป์” กล่าว

4 หนุ่ม นศ. ทุนร่วมวิจัยกับองค์กรระดับโลก

“เพียว” พิณิช ธนชัยโชคศิริกุล

ปิดท้ายด้วย “เพียว” พิณิช ธนชัยโชคศิริกุล นักศึกษาระดับปริญญาเอก ภาควิชาวิศวกรรมโยธา   เล่าว่า เขาได้รับทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ภายใต้ สกว.ในหัวข้องานการประเมินอายุของน้ำใต้ดินที่เปลี่ยนแปลงเพื่อศึกษาและตรวจวัดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยใช้แบบจำลองการไหลของน้ำบาดาลร่วมกับทฤษฎีการเปิดรับที่ได้รับการพัฒนาจาก University of California – Davis

ตลอดการทำงาน 3 เดือน เป็นโอกาสที่หาได้ยากที่คนไทยจะได้เข้ามาฝึกการทำงานกับ United States of Geological Survey (USGS) ซึ่งเป็นองค์กรแห่งชาติของสหรัฐฯ ศึกษาและวิจัยด้านปฐพีธรณีเป็นหลัก รวมถึงดิน ฝน น้ำบาดาล

นอกจากโครงการนี้แล้ว เขายังได้รับโอกาสร่วมทำโครงการอื่นๆของทาง USGS อีกด้วย โดยเขากำลังศึกษากรณีการแตกของท่อหลักส่งน้ำมันดิบในพื้นที่เมือง Bemidji มลรัฐ Minnesota ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าตะกอนน้ำมันที่มีสารเคมีปนเปื้อนเหล่านี้ได้ไหลซึมไปยังพื้นที่ชุมชน ซึ่งอาจส่งผลต่อการปนเปื้อนในน้ำบาดาลได้

เราจึงทำแบบจำลองนี้ขึ้น เพื่อใช่วิเคราะห์ประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นว่าตะกอนน้ำมันเหล่านี้จะไหลไปที่ตำแหน่งใดในอนาคต การทำงานเต็มไปด้วยบรรยากาศกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีๆมีประโยชน์ต่อชุมชนสังคมและเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

“ในปีหน้า 2561 ผมมีแผนจะเดินทางไปทำงานวิจัยที่ห้องปฏิบัติการที่ Washington States University ประเทศสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง ผมหวังว่าจะนำมาใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อมในบ้านเราต่อไปครับ” “เพียว” กล่าว

เรียนวิทย์-คณิต THEME สวนสนุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307034

เรียนวิทย์-คณิต THEME สวนสนุก

สาธิตธรรมศาสตร์, ไม่แยกสอนวิทย์-คณิต, นักเรียนชั้นม.1

โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของโรงเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560

        ที่ผ่านมา  “โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”  เป็นการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงทั้งสองศาสตร์ดังกล่าวไว้ในบทเรียนเดียวกัน โดยออกแบบให้เชื่อมโยงกับชีวิตจริงผ่าน Theme สวนสนุก ซึ่งจะสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในเชิงลึกแก่นักเรียน ทั้งนี้หลักสูตรของกลุ่มประสบการณ์ฯ มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างทักษะที่จำเป็นในการเรียนรู้ การดำรงชีวิต และการขับเคลื่อนสังคมในอนาคตในฐานะ “นวัตกรสังคม” มากกว่าการมุ่งให้ได้รับเนื้อหาความรู้เพียงอย่างเดียว เนื่องจากวิทยาศาสตร์ศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ใกล้ชิดกัน การเรียนการสอนที่แยกศาสตร์ดังกล่าวออกจากกันแม้จะทำให้นักเรียนได้รับความรู้และฝึกทักษะเฉพาะด้านโดยตรง รวดเร็ว และชัดเจน แต่มีสิ่งที่สำคัญที่ขาดหายไปคือการเชื่อมโยงองค์ความรู้ไปสู่ชีวิตจริง บทเรียนจึงไม่มีความหมายต่อนักเรียน ทำให้ขาดแรงจูงใจในการเรียน

เรียนวิทย์-คณิต Theme สวนสนุก

เรียนวิทย์-คณิต Theme สวนสนุก

   “ความสงสัย ความอยากรู้ และการตั้งคำถาม เป็นคุณสมบัติเบื้องต้นของนักวิทยาศาสตร์ เราเชื่อว่าทุกคนมีสิ่งเหล่านี้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่มักจะค่อย ๆ เลือนหายไปเมื่อโตขึ้น เราจึงอยากช่วยให้มันยังคงอยู่กับเด็ก ๆ ของเรา โดยออกแบบบทเรียนให้เห็นถึงการใช้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในชีวิตจริง ภายใต้บรรยากาศที่ปลอดภัยสำหรับการสงสัย และตั้งคำถาม เราเชื่อว่าเนื้อหาวิชาเป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่การฝึกฝนทักษะ ให้เขาคิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีวิจารณญาณ ไม่งมงาย ไม่ยึดติด รู้จัก Learn, Unlearn และ Relearn”ศราวุธ จอมนำ ครูประจำร.ร.สาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว

   ศราวุธ กล่าวว่า กลุ่มประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Science and Mathematics หรือ SM) มีครูผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่หลากหลาย ทั้งปิโตรเคมี พันธุศาสตร์ วิศวะเคมี ฟิสิกส์ เทคโนโลยีชีวภาพ และคณิตศาสตร์ ซึ่งคอยให้มุมมองอย่างรอบด้านตามประสบการณ์ของครูแต่ละคน นับเป็นต้นทุนและโอกาสที่ดีสำหรับการเรียนรู้แบบบูรณาการ ในภาคเรียนที่ผ่านมาจึงได้ออกแบบบทเรียนภายใต้ Theme สวนสนุก” โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วง  คือ วิทย์คณิตในสวนสนุก, SM Special Class, และโปรเจกสวนสนุก

เรียนวิทย์-คณิต Theme สวนสนุก

บทเรียนในช่วงแรกเน้นการสร้างแรงบันดาลใจ ความรู้และทักษะพื้นฐาน โดยครูเข้าสอนพร้อมกัน 3-4 คน ต่อนักเรียน 25 คน บทเรียนในช่วงนี้แบ่งเป็น 3 โมดูลย่อย โมดูลแรกคือ “สวนสนุกในโลกนี้” เป็นบทเรียนเกี่ยวกับการค้นคว้าข้อมูล การรู้เท่าทันสื่อและข้อมูลทางสถิติ การจัดจำแนก (Classification) และเกณฑ์ โมดูลสองคือ “อาหาร” เป็นบทเรียนเกี่ยวกับอาหาร สารอาหาร ปริมาณพลังงานจากอาหารและที่ร่างกายต้องการ โมดูลที่สามคือ “เครื่องเล่น” เป็นบทเรียนเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ แรง อัตราเร็ว ของเครื่องเล่นในสวนสนุก โดยทุกบทเรียนมีการสอดแทรกความรู้และทักษะเกี่ยวกับการวัด การคำนวณพื้นฐาน อัตราส่วน คู่อันดับ กราฟ ด้วย

ช่วงที่สองเรียกว่า SM Special Class เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เลือกเรียนรู้ตามศาสตร์ที่ตนเองสนใจอย่างลึกซึ้งหลังจากเรียนคลาสปกติมาแล้ว มีทั้งสิ้น 5 Topic ได้แก่ “Food Science” คลาสที่ให้นักเรียนลงมือทำคุกกี้เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น “Chemistry” คลาสที่ให้นักเรียนได้เล่นการ์ดเกมเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับธาตุและสารประกอบใกล้ตัว “Computational Physics” คลาสที่ให้นักเรียนทำนายรูปแบการเคลื่อนที่ของวัตถุผ่านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อเรียนรู้การคำนวณในฟิสิกส์ “Aromatic Plants” คลาสที่ให้นักเรียนค้นหาความลับของพืชที่ให้กลิ่นเพื่อเรียนรู้ชีวะและเคมี “3D Design” คลาสที่ให้นักเรียนวาดแบบจำลองสามมิติลงบนกระดาษ Isometric และการวาดรูป Orthographic เพื่อเรียนรู้อัตราส่วนและฝึกความสามารถเชิงปริภูมิ ทั้งนี้ นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ 1 Topic หลังจากนั้นนักเรียนต้องนำประสบการณ์ที่ได้ไปถ่ายทอดให้เพื่อนที่เลือกเรียน Topic อื่น ซึ่งนักเรียนเป็นผู้ออกแบบ วางแผน และจัดกระบวนการด้วยตนเอง โดยมีครูประจำคลาสเป็นที่ปรึกษา

เรียนวิทย์-คณิต Theme สวนสนุกเรียนวิทย์-คณิต Theme สวนสนุก

ช่วงที่สาม เป็นช่วงเวลาที่ให้นักเรียนทำโปรเจกสวนสนุกในฝัน กลุ่มละ 5 คน เพื่อแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปตลอดทั้งภาคเรียน โดยเริ่มจากการเขียน Proposal สอบ Defend แล้วจึงลงมือทำงานที่ประกอบด้วยแบบจำลอง 2 ชิ้น คือ แบบจำลองสวนสนุก ซึ่งออกแบบให้เหมาะสมกับสถานที่จริงในโลก พร้อมออกแบบแผนผัง องค์ประกอบ ร้านอาหารและเครื่องเล่นที่เป็นเอกลักษณ์และสอดคล้องกับแนวทางของสวนสนุก และแบบจำลองเครื่องเล่นที่ทำงานได้จริงตามมาตราส่วนที่กำหนดให้ รวมทั้งเมนูอาหารที่มีการออกแบบทางโภชนาการให้เหมาะสมกับพลังงานที่ใช้ในสวนสนุกของตน แล้วนำเสนอในรูปแบบนิทรรศการแก่ครูทั้งโรงเรียนในช่วงสัปดาห์ประเมินปลายภาคที่ผ่านมา

เรียนวิทย์-คณิต Theme สวนสนุก

“การออกแบบการเรียนรู้แบบนี้ทำให้ห้องเรียนกับชีวิตจริงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราเชื่อว่าเมื่อบทเรียนมีความหมาย เด็ก ๆ จะ ‘อยาก’ เรียน และเต็มที่กับการทำกิจกรรม ส่วน SM Special Class เป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้ใช้เวลากับสิ่งที่อยากจะรู้จักให้มากขึ้น โดยครูสามารถพา ‘ดำดิ่ง’ ให้ลึกลงไปในเนื้อหาของศาสตร์ได้ง่ายขึ้น เราจบการเรียนการสอนในห้องเรียนตั้งแต่ครึ่งเทอมแรก ที่เหลือเป็นเวลาสำหรับโปรเจกสวนสนุก การทำโปรเจกให้สำเร็จนั้นเรียกร้องให้เด็ก ๆ ได้ประเมินตนเองว่า ที่ผ่านมาเขาเข้าใจบทเรียนมากน้อยแค่ไหน และต้องการความรู้หรือทักษะอะไรเพิ่มเติมอีกมั้ย แล้วครูที่ปรึกษาประจำกลุ่มจะคอยสนับสนุนอยู่ใกล้ ๆ จะเห็นว่าเราไม่ได้ต้องการให้เด็ก ๆ ท่องจำเนื้อหาเพื่อไปสอบ แต่ต้องการให้เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้เพื่อนำไปใช้จริง จนกลายเป็นความเชี่ยวชาญในศาสตร์ที่เรียน” ศราวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

“รพ.ประชารัฐ”หนึ่งช่องทางเติมเงินเข้าระบบสาธารณสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307030

“รพ.ประชารัฐ”หนึ่งช่องทางเติมเงินเข้าระบบสาธารณสุข

ก้าวคนละก้าวบริจาค, ตูน บอดี้สแลม, ก้าวคนละก้าว, พี่ตูน, รพ.ขาดทุน, รพ.ขาดแคลน, รพ.ประชารัฐ, ตูน ฟีเวอร์, รพประชารัฐ

“ตูน ฟีเวอร์”จุดสำคัญที่ทำให้คนไทย “ตื่นรู้”เกี่ยวกับปัญหาในระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะเรื่องเงินรพ.ไม่เพียงพอ หรือ “ตัวแดง” ทางหนึ่งที่สธ.ชูธงแก้ คือ “รพ.ประชารัฐ”

       “ตูน ฟีเวอร์”เป็นปรากฎการณ์ที่โดดเด่นที่สุดในรอบปี 2560 จากการที่ “ตูน บอดี้สแลม” หรือ นายอาทิวราห์ คงมาลัย ศิลปินนักร้องชื่อดังออกวิ่งจากอ.เบตง จ.ยะลา ถึง อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตามโครงการก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาล นับเป็นจุดสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้คนไทย “ตื่นรู้”เกี่ยวกับปัญหาในระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะเรื่องเงินรพ.ไม่เพียงพอ หรือ“ตัวแดง”ในหลายๆรพ.สังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และสร้าง“การรับรู้”ถึงการมีส่วนร่วมที่จะช่วยเหลือของคนไทย!!!

       สิ้นปีงบประมาณ 2560 ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) เปิดเผยข้อมูลว่า โรงพยาบาลสังกัด สธ.มีประมาณ 10,000 แห่ง เป็นโรงพยาบาลศูนย์(รพศ.)/โรงพยาบาลทั่วไป(รพท.) 100 กว่าแห่ง โรงพยาบาลชุมชน(รพช) 800 กว่าแห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) 9,000 กว่าแห่ง ประสบปัญหาวิกฤติการเงินระดับ 7 ที่เป็นระดับสูงสุด 87 แห่ง ลดลง 32 แห่งจากปีงบประมาณ 2559 ที่มีจำนวน 119 แห่ง

“รพ.ประชารัฐ”หนึ่งช่องทางเติมเงินเข้าระบบสาธารณสุข

         “รพ.ที่ประสบปัญหาวิกฤตทางการเงิน ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อ 1-2 ปี แต่เกิดมาหลายปี และค่อยๆ เพิ่มขึ้นแม้งบจะเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและการดูแลสุขภาพประชาชน ไม่มีประเทศไหนในโลกที่มีงบประมาณเพียงพอ แม้จะเป็นประเทศที่มีรายได้มากอย่างอังกฤษหรือญี่ปุ่น ในส่วนของประเทศไทยรัฐบาลได้จัดสรรงบให้ลงมาอย่างจำกัด ในปีที่ผ่านมาค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้น แม้งบประมาณทั้งประเทศจะลดลง แต่สัดส่วนประชากรที่มีผู้สูงอายุมากขึ้นถึง 1 ใน 4 ย่อมมีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดาและเข้ารับการดูแลรักษา และเทคโนโลยีในการรักษาสูงขึ้น แต่ราคาก็แพงขึ้นด้วย” ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าว

       ท่ามกลางความพยายามในการแสวงหลากหลายช่องทางเพื่อเพิ่มเงินเข้าสู่ระบบสาธารณสุขของประเทศ นอกเหนือจากเงินงบประมาณจากรัฐ ซึ่งยังมีความเห็นต่างและยังไร้ข้อสรุป ทว่า แนวทางหนึ่งที่สธ.ชูเป็นนโยบาย คือ “รพ.ประชารัฐ” ที่จะเป็นแนวทางหลักในการพัฒนารพช.หรือรพ.ประจำอำเภอ โดยมีแนวคิดหลัก “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนารพ.ในพื้นที่” จะครอบคลุมกว่า 800 แห่งภายในปี 2562

“รพ.ประชารัฐ”หนึ่งช่องทางเติมเงินเข้าระบบสาธารณสุข

        “หลักในการทำงาน คือ เข้มแข็งจากภายใน เติบโตไปด้วยกัน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อให้เป็นโรงพยาบาลที่มากกว่าโรงพยาบาล โดยคนในพื้นที่รู้สึกเป็นเจ้าของ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบสุขภาพระดับอำเภอ ที่เน้นการทำงานและการใช้ทรัพยากรร่วมกันของทุกภาคส่วนในท้องถิ่น เพื่อให้มีรพ.ที่ไม่ต้องรอนาน และค่ารักษาพยาบาลไม่แพง” ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล ขยายความ

       จะว่าไปหนึ่งในรูปแบบ “รพ.ประชารัฐ”ที่ประสบความสำเร็จอย่างชัดเจนที่สุด ณ เวลานี้ น่าจะเป็น“รพ.บ้านแพ้ว(องค์การมหาชน)” อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ที่สามารถพัฒนาจากรพช.ขนาด 10 เตียง จนกลายเป็นรพ.องค์การมหาชนแห่งเดียวของประเทศไทย โดยเมื่อปี 2543 มีการออกพรฎ.โรงพยาบาลบ้านแพ้ว(องค์การมหาชน) ซึ่งจุดพลิกผันหนึ่งที่สำคัญของรพ.แห่งนี้ คือ การที่รพ.ประสานความร่วมมือของทุกภาคส่วนในชุมชนเข้ามาร่วมพัฒนา รวมถึง การได้รับเงินบริจาคจากวัด ภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงรพ.และการบริการให้กับประชาชน

“รพ.ประชารัฐ”หนึ่งช่องทางเติมเงินเข้าระบบสาธารณสุข

       ปัจจุบัน รพ.บ้านแพ้ว(องค์การมหาชน) บริหารงานในรูปแบบของ “คณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลบ้านแพ้ว” ซึ่งประกอบด้วย ประธานกรรมการบริหาร สรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ต้องมิใช่ข้าราชการ กรรมการโดยตำแหน่ง 3 คน ได้แก่ ผู้แทนจากสธ. ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน และ กรรมการผู้แทนชุมชน 3 คน สรรหาจากคนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในชุมชนไม่น้อยกว่า 2 ปี สำหรับการให้บริการ มีคลินิกแพทย์เฉพาะทาง อีกทั้งยังมีการขยายสาขาของรพ.ไปยังพื้นที่อื่นด้วย อาทิ รพ.บ้านแพ้ว สาขาสาทร อาคาร TPI Tower รพ.บ้านแพ้ว สาขาประสานมิตร รพ.บ้านแพ้ว สาขาเจริญกรุง และศูนย์แพทย์และทันตกรรม รพ.บ้านแพ้ว สาขาศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เป็นต้น

      สิ่งสำคัญ ในแง่ที่มาของเงินในการบริหารโรงพยาบาล ในรายงานประจำปี 2559 ของ รพ.บ้านแพ้ว ระบุรายได้หลักจาก 8 แหล่ง ได้แก่ งบประมาณ 2.76 % รายได้อื่นๆจากภาครัฐ 2.43 % รายได้จากการรักษาพยาบาล 74.51 % รายได้โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทองแ 6.23% รายได้จากสำนักงานประกันสังคม 2.81 % รายได้จากการขายยาและเวชภัณฑ์ 0.24 % รายได้จากการอุดหนุนและบริจาค 5.17 % และรายได้อื่น 5.82 % ซึ่งจะเห็นได้ว่ารพ.มีรายได้จากการบริจาคมากกว่ารายได้จากงบประมาณเกือบ 1 เท่าตัว

“รพ.ประชารัฐ”หนึ่งช่องทางเติมเงินเข้าระบบสาธารณสุข

รพ.บ้านแพ้วในปัจจุบัน

      ผลการดำเนินงาน ในปี 2552 มีผู้ป่วยนอก 518,014 ครั้ง ผู้ป่วยใน 16,636 คน ในปี 2559 ผู้ป่วยนอกเพิ่มเป็น 799,434 ครั้ง และผู้ป่วยใน20,503 คน โดยมากที่สุดเป็นผู้ป่วยสิทธิ บัตรทอง 46 % สิทธิเบิกได้ 23 % ประกันสังคม 15 % อื่นๆ 15 % และต่างด้าว 1 %  โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2559 รพ.บ้านแพ้ว(องค์การมหาชน)มีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิ 63.646 ล้านบาท มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือ 168.254 ล้านบาท

“รพ.ประชารัฐ”หนึ่งช่องทางเติมเงินเข้าระบบสาธารณสุข

รพ.บ้านแพ้วในอดีต

        สำหรับการดำเนิน รพ.ประชารัฐ ในรพช.หลังจากที่สธ.ประกาศเป็นนโยบายชัดเจน มีรพ.ระดับอำภอที่ขานรับ 38 แห่ง โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ ในระยะแรกมี 20 แห่ง เป็นโรงพยาบาลที่มีห้องพิเศษอยู่แล้ว ขณะนี้ดำเนินการแล้วที่ รพ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ส่วน รพ.น้ำพอง จะเริ่มเปิดดำเนินการในปลายปีนี้ ส่วนเฟสที่สอง อีก 18 แห่งที่ยังไม่มีห้องพิเศษ ต้องรองบประมาณและสร้างตึกให้เรียบร้อยก่อนจึงดำเนินการได้ คาดว่าต้องใช้งบแห่งละ 20 ล้านบาท แต่ระหว่างนี้ก็จะดำเนินการสร้างการมีส่วนร่วมเช่นเดียวกับ 20 โรงพยาบาลในเฟสแรก เช่น การจ้างงานคนพิการ การจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ดูแลผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง เป็นต้น

        นพ.อภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร ผอ.รพ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เล่าว่า รูปแบบรพ.ประชารัฐที่รพ.อุบลรัตน์นำมาใช้เริ่มจากการสอบถามความต้องการถึงแนวทางการพัฒนารพ.ที่ต้องการ จึงเกิดเป็น “ห้องพิเศษแบบเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข”โดยให้ชาวบ้านที่ยังไม่ป่วยและสมัครใจบริจาคให้โรงพยาบาลวันละ 3 บาท หรือปีละ 1,000 บาท เมื่อบริจาคแล้วจะได้บุญไม่เจ็บป่วย แต่หากเจ็บป่วยจะมีห้องพิเศษให้พักรักษาฟรี ไม่ต้องเข้าคิวรอและไม่ต้องหมดเงินเป็นหมื่นเป็นแสน ซึ่งหากประเมินดูว่าประชากรร่วมสมทบ 10,000 คน บริจาคคนละ 1,000 บาทต่อปี จะได้เงินบริจาคปีละ 10 ล้านบาท

“รพ.ประชารัฐ”หนึ่งช่องทางเติมเงินเข้าระบบสาธารณสุข

          เงินที่ได้จะแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.ชำระเป็นค่าห้องพิเศษให้รพ.อุบลรัตน์ตามระเบียบที่ราชการกำหนด โดยปัจจุบัน รพ.อุบลรัตน์ ก่อสร้างอาคารสมเด็จพระพุฒาจารย์บารมีธรรม พระมงคลพรหมสารแล้วเสร็จ และมีห้องพิเศษจำนวน 20 ห้อง พักรักษาได้ห้องละ 1-2 คน รวมราว 40 เตียง 2.เป็นทุนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวอุบลรัตน์ด้วย โดย 1 ใน 3 ใช้ในการส่งเยาวชนจิตอาสาที่ดีที่สุดและอยากเป็นพยาบาลชุมชนไปเรียนพยาบาล รวมทั้งจ้างงานมาเป็นพยาบาล และ3. นำมาใช้พัฒนาชาวบ้านที่ร่วมบริจาคแล้วมีช่วงจังหวะหนึ่งที่อาจจะบริจาคต่อไม่ไหวเพื่อให้สามารถบริจาคได้ต่อเนื่อง ภายใต้ยุทธศาสตร์ “กล้วยๆหมูๆ”ด้วยการมอบหน่อกล้วยให้ไปปลูก 10 หน่อขึ้นไปและนำลูกหมูไปเลี้่ยง 1 คู่ ซึ่งมูลลูกหมูจะเป็นปุ๋ยให้หน่อกล้วยทำให้กล้วยผลใหญ่ น่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 10 เครือ หากขายเครือละ 100 บาท ได้เงินไม่ต่ำกว่า 1,000 บาทก็สามารถบริจาคต่อเนื่องได้ ขณะที่ลูกหมู 1 คู่จะออกลูกไม่ต่ำกว่า 2 คอก รวมมากกว่า 5 ตัว ตัวละ 600 บาทขึ้นไป มีรายได้ 3,000 บาท สามารถนำไปเป็นทุนทางการเกษตรและเชิญชวนสมาชิิกในครอบครัวมาร่วมบริจาค ไม่เพียงเท่านี้ ยังนำเงินส่วนที่เหลือมาทำกิจกรรมต่างๆที่เป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่คนอุบลรัตน์ด้วย เช่น จ้างงานผู้พิการในพื้นที่

      เมื่อนำ “ประชา”คือชาวบ้านในท้องถิ่นที่ตั้งรพ.ที่จะเป็นผู้ใช้บริการ เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินงานของรพ. ร่วมกับ “รัฐ” ในรูปแบบ “ประชารัฐ” เชื่อว่า นี่จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยในการแก้วิกฤติสาธารณสุข ทั้งในเรื่องเงินไม่พอ หรือความสัมพันธ์ที่แย่ลงของบุคลากรทางการแพทย์และชาวบ้าน เพราะการพัฒนาจะเกิดขึ้นจากความเห็นพ้องของทุกภาคส่วนในชุมชน ตามความต้องการของชุมชน และจะเกิดผลอย่างยั่งยืน

0 พวงชมพู ประเสริฐ รายงาน 0

5 ฐาน ฝึกเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307047

5 ฐาน ฝึกเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์

เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์

ทีมพนักงานจากกลุ่มบริษัทซีดีจีและจีเอเบิล ร่วมถ่ายทอดความรู้เบื้องต้นด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผ่านกิจกรรม 5 ฐาน

             กลุ่มบริษัทซีดีจี เดินสายจัดกิจกรรม Code Their Dreams ครั้งที่ 10 นำทีมพนักงานจากกลุ่มบริษัทซีดีจีและจีเอเบิล ร่วมถ่ายทอดความรู้เบื้องต้นด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Coding) และพื้นฐานการทำงานของคอมพิวเตอร์ แก่น้องๆ นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนวัดช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ผ่านฐานกิจกรรมทั้ง 5 ฐาน ได้แก่ Scratch วาดภาพตามคำสั่ง หอคอยแก้วน้ำ สมองกล และส่งน้องให้ถึงฝั่ง (Robot) พร้อมมอบของที่ระลึก และอุปกรณ์สำหรับการสอนโค้ดดิ้งสำหรับเด็ก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของการโค้ดดิ้ง ผ่านการนำองค์ความรู้ขององค์กรมาถ่ายทอดสู่เยาวชนรุ่นต่อไป ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูกิจกรรมย้อนหลัง และความรู้เกี่ยวกับเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ได้ที่ http://www.facebook.com/CodeTheirDreams

5 ฐาน ฝึกเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์


ตัด MOENET ร.ร.ต้องใช้อินเทอร์เน็ตไม่สะดุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307041

ตัด MOENET ร.ร.ต้องใช้อินเทอร์เน็ตไม่สะดุด

ศธ.เลิก MOENet

ศธ.เตรียมเสนอข้อมูลการใช้อินเทอร์เน็ตในจ.พิษณุโลกต่อครม. เผยปี 61 ร.ร.1หมื่นโรงใช้ UniNet ต่อเนื่อง เลิก MOENet สั่งทำแผนรองรับย้ำเปลี่ยนผ่านร.ร.ใช้เน็ตไม่สะดุด

          ตามที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ มีนโยบายดำเนินการโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง Hight Speed Internet” ในปี 2561 โดยให้อำนาจผู้บริหารสถานศึกษาได้เลือกเครือข่ายของผู้ให้บริการที่ดีที่สุดได้เอง และได้มีการยุติ MOENet ซึ่งไม่ใช่ผู้ให้บริการ ไม่มีเครือข่ายตนเองแต่เป็นการเช่าสัญญาณจากเครือข่ายของรัฐวิสาหกิจ เอกชนเชื่อมต่อสัญญาณไปยังสถานศึกษา ซึ่งต่อไปจะไม่มีการเช่าสัญญาณ และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการจัดการปัญหาระบบอินเทอร์เน็ตโดยเร็ว โดยจะมีการพัฒนาเครือข่าย UniNet ให้มีศักยภาพครอบคลุมมากขึ้น ขณะเดียวกัน จะตรวจสอบการดำเนินการ MOENet ที่ผ่านมาว่ามีการทำสัญญา การจ่ายเงินอย่างไรด้วยนั้น

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2560 ศ.คลินิก นพ.อุดม  คชินทร รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่จังหวัดสุโขทัย ในวันพรุ่งนี้ (26 ธ.ค.) จะนำเสนอข้อมูลการลงพื้นที่ตรวจการใช้งานอินเทอร์เน็ต ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และมหาวิทยาลัยในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ให้ที่ประชุมรับทราบการใช้งาน สภาพปัญหา ส่วนการพัฒนาเครือข่าย UniNet  ของสกอ. ในระยะที่ 3 เพื่อให้ครอบคลุมสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ นั้น ได้หารือกับผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.แล้ว โดยจะเสนอไปในแผนการดำเนินงานปีงบประมาณรายจ่าย 2562 ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด ส่วนจะใช้งบฯเพื่อพัฒนา UniNet จำนวนเท่าไรนั้น ยังไม่ได้สรุปตัวเลขที่แน่นอน

โครงการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงของศธ. ถือเป็นนโยบายที่สำคัญในปี 2561 ที่จะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รวมถึงปัญหาขาดแคลนครู โดยใช้เทคโนโลยีเข้าไปแก้ปัญหา อุดช่องโหว่  เพิ่มโอกาสทางการศึกษา โดยกระจายอำนาจการจัดซื้อสัญญาณอินเตอร์เน็ตให้โรงเรียนได้ตัดสินใจเลือกซื้อเครือข่ายบริการที่ดีที่สุด

ขณะที่ นพ.โสภณ นภาธร ผู้ช่วยรมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ได้หารือร่วมกับผู้เกี่ยวข้องทั้งสำนักงานปลัด ศธ. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ในเบื้องต้นและมอบหมายให้แต่ละหน่วยงานไปจัดทำแผนการทำงาน โดยหลักการสำคัญคือ ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ต้องดูแลสถานศึกษาไม่ให้เกิดผลกระทบจากการใช้อินเทอร์เน็ต

ทั้งนี้ ในปี 2561 โรงเรียนที่มีการใช้เครือข่าย UniNet ที่ดูแลโดย สกอ.ซึ่งมีประมาณ 10,000 โรงทั้งสังกัด สพฐ.และสอศ. สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ทันที ไม่ต้องใช้ MOENet อีกต่อไปเพราะจะไม่มีการเช่าสัญญาณต่อจากผู้ให้บริการอีก   แต่สำหรับสถานศึกษาที่ไม่ได้ใช้เครือข่าย UniNet ผู้บริหารสถานศึกษาก็จะพิจารณาเลือกใช้สัญญาณที่เหมาะสม ซึ่งผู้ให้บริการทั้งภาครัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชนก็สามารถเข้ามาแข่งขันเป็นทางเลือกให้สถานศึกษาได้

นพ.โสภณ กล่าวต่อไปว่า เครือข่าย UniNet นี้สามารถส่งสัญญาณไปยังสถานศึกษาได้ความเร็วสูงสุดถึง 1 กิกกะไบต์ เพียงแค่เปลี่ยนอุปกรณ์รับสัญญาณ หรือ เราท์เตอร์ ให้รองรับ ซึ่งรมว.ศึกษาธิการ ได้เน้นย้ำว่าต้องมีการพัฒนาศักยภาพของ UniNet เพิ่มขึ้นให้ครอบคลุม มีความเป็นเอกภาพ ให้เป็นทางเลือกแก่สถานศึกษาในการใช้บริการ อย่างไรก็ตาม หากโรงเรียนใช้ UniNet อยู่แล้วจะใช้จะใช้บริการเครือข่ายอื่นๆร่วมด้วยก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณา เพราะเป็นอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา แต่รายงานให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) รับทราบ

อย่างไรก็ตาม งบประมาณปี 2561 ของสป.ศธ.ในส่วนของ MOENet ที่ตั้งไว้ประมาณ 600-700 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นค่าอุปกรณ์ ค่าสาธารณูปโภค และปีนี้มีในเรื่องของการบูรณาการเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ ในการทำระบบข้อมูล และเครือข่าย ซึ่งหากจะมีการเปลี่ยนแปลงงบฯก็จะนำมาใช้เพื่อการพัฒนาเรื่องเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเท่านั้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศธ.เลิกMOENET เหตุไม่มีตัวตน เน็ตอืด

ศธ.ไล่บี้หาต้นตอทำ MOENET

ให้เลือดก่อนปีใหม่ ท่องเที่ยวปลอดภัย โชคดีได้บุญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307012

ให้เลือดก่อนปีใหม่ ท่องเที่ยวปลอดภัย โชคดีได้บุญ

ปีใหม่, บริจาคเลือด

กาชาดชวนเริ่มต้นสิ่งดีๆ รับปีใหม่ บริจาคเลือดก่อนเดินทางท่องเที่ยว “ให้เลือดก่อนปีใหม่ ท่องเที่ยวปลอดภัย โชคดีได้บุญ”วันที่ 25–31 ธ.ค. 2560 ได้ทั่วไทย

       นาวาโทหญิงแพทย์หญิงอุบลวัณณ์ จรูญเรืองฤทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า เทศกาลปีใหม่ 2561 ที่กำลังมาถึงนี้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ขอเชิญประชาชนร่วมทำบุญบริจาคโลหิตก่อนเดินทางท่องเที่ยว ในโครงการ“ให้เลือดก่อนปีใหม่ ท่องเที่ยวปลอดภัย โชคดีได้บุญ” ระหว่างวันที่ 25–31 ธันวาคม 2560 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ (ปิดทำการ 1 วัน คือ 1 มกราคม 2561 )เพื่อเสริมดวงชะตาให้กับตัวเองให้แคล้วคลาดปลอดภัย มีแต่ความโชคดี และยังได้บุญกุศลที่ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยด้วย เดินทางไปเที่ยวอย่างมีความสุขกับครอบครัว ซึ่งช่วงของเทศกาลแต่ละปีประชาชนส่วนใหญ่เดินทางท่องเที่ยวหรือกลับบ้านต่างจังหวัดเป็นจำนวนมาก โรงพยาบาลต่างๆจำเป็นจะต้องสำรองโลหิตหากเกิดความต้องการเร่งด่วน

        ดังนั้น ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จึงต้องเตรียมพร้อมสำรองโลหิตคงคลังไว้ ซึ่งก่อนหยุดปีใหม่ โรงพยาบาลจะขอเบิกโลหิตเพื่อไปสำรองเพื่อเตรียมพร้อมเพื่อจะได้ช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงทีนอกจากนี้ ผู้ที่เดินทางมาบริจาคโลหิตที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ได้เตรียมฉากถ่ายรูปสวยๆ ต้อนรับปีใหม่ 2561 ให้ผู้บริจาคโลหิตได้สนุกสนาน เพลิดเพลินกับการถ่ายรูปเป็นที่ระลึกอีกด้วย จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมทำบุญบริจาคโลหิต โดยเฉพาะผู้ที่เคยบริจาคโลหิตเมื่อเดือนสิงหาคม หรือ กันยายน ซึ่งส่วนใหญ่บริจาคครบ 3 เดือนแล้ว สามารถบริจาคโลหิตได้อย่างต่อเนื่องทุกๆ 3 เดือน ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์

        ในส่วนภูมิภาค สามารถบริจาคโลหิตในโครงการ ฯ ได้ระหว่างวันที่ 25-29 ธันวาคม 2560ณ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ จังหวัดชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช สงขลา ภูเก็ต และงานบริการโลหิตสถานีกาชาดหัวหินเฉลิมพระเกียรติ จ.ประจวบคีรีขันธ์ สามารถสอบถามรายละเอียดวัน และเวลาเปิดรับบริจาคโลหิต ได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และจัดหาผู้บริจาคโลหิต โทร. 0 2256 4300 , 0 2263 9600-99 ต่อ 1101,1760