ข่าวเด่นการศึกษาปี 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307299

ข่าวเด่นการศึกษาปี 60

ข่าวเด่นการศึกษาปี 60

โอกาส-อำนาจ-เงิน เรื่องวุ่นๆปีการศึกษา60

       ทั้งแป๊ะเจี้ยะแลกที่นั่งเข้าโรงเรียนดัง ต่อด้วย“5 รอบTCASคัดเด็กเข้ามหาวิทยาลัย และแยกกระทรวงการอุดมศึกษาพ้นรั้วเสมา ล้วนเป็นโอกาสที่ต้องใช้กำลังในการไขว่ขว้า ยิ่งในแวดวงการศึกษาไทย ยิ่งน่าสนใจยิ่ง โดยเฉพาะโอกาสในการพัฒนาครูผู้สอน กับโครงการคูปองพัฒนาครูครั้งแรกของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิด“โครงการพัฒนาครูครบวงจร” แถมด้วยการเปิดช่องไม่มีตั๋วครูสอบครูเกิดความฮือฮาทันทีในยุค“หมอธี” ขึ้นมาทันทีวันนี้ “คมชัดลึก” ได้สรุปข่าวเด่นรอบปี มานำเสนอ

       เริ่มด้วย  แป๊ะเจี้ยะรร.สามเสน  ติดอันดับข่าวเด่นทุกปีในแวดวงการศึกษา เมื่อโลกโซเชียลมีเดียแชร์คลิปเหตุการณ์ผู้ปกครองนำเงินหลักแสนจ่ายให้แก่ผู้อำนวยการโรงเรียนดัง เพื่อหวังแลกที่นั่งเรียน จน “วิโรฒ สำรวล ผอ.รร.สามเสนวิทยาลัย” ตั้งโต๊ะชี้แจง ยืนยันไม่ได้รับเงิน

ข่าวเด่นการศึกษาปี 60

       พร้อมอธิบายว่าคลิปที่เกิดขึ้น เป็นการตัดต่อขึ้น แต่เพื่อให้การสอบสวนข้อเท็จจริงดำเนินการได้อย่างสะดวก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีคำสั่งย้าย “วิโรฒ” ออกจากโรงเรียนเพื่อมาช่วยราชการที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กทม.เขต 1  และตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ จนได้ข้อสรุปพบมีมูลความผิด ด้วยเหตุเรียกระดมทรัพยากรระหว่างการรับนักเรียน และไม่ได้มีการออกใบเสร็จทันที กลับออกมาภายหลังเข้าข่ายผิดระเบียบกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการรับเงิน  ส่งผลให้เรื่องราวครั้งนี้ มีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยอย่างร้ายแรง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการสอบสวนทางวินัย…. แต่เรื่องนี้จะปิดฉากลงเช่นใด ยังไม่ทราบแน่ชัด ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการยืนยันไม่มีมวยล้มต้มคนดูอย่างแน่นอน

ข่าวเด่นการศึกษาปี 60

          ต่อด้วย คูปองพัฒนาครู  ครั้งแรกของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิด “โครงการพัฒนาครูครบวงจร”จัดหลักสูตรอบรมให้ครูได้เลือกสรรตามความต้องการ แถมจัดงบประมาณ “คูปองครู” คนละ 10,000 บาทต่อปี โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 5ก.ค. 2560 ผลพวงจากการประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูมีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ ว21/2560

          ทว่าเมื่อเปิดเดินหน้าโครงการดังกล่าว กลับไม่เป็นดั่งฝัน เมื่อมีครูจำนวนมากออกมาร้องเรียนระบบบริหารจัดการที่สร้างปัญหาเพียบ และไม่ส่งเสริมให้ครูได้รับการพัฒนาตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่ตั้งไว้ หลักสูตรที่จัดอบรม ก็ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของครูอย่างแท้จริง  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงต้องปรับเกณฑ์อบรมพัฒนาครู ปี 2561 ตั้งคณะกรรมการคัดเลือกหลักสูตรที่สอดคล้องกับการพัฒนาการเรียนการสอนของครู และคณะกรรมการกำหนดราคาหลักสูตร  เพื่อป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดซ้ำอีกต่อไป

ข่าวเด่นการศึกษาปี 60

      อีกหนึ่งเรื่องที่น่าจับตามอง ศึก“อำนาจ”ยุติ &สร้าง?รอยร้าว สพท.-ศธจ. จากท่าทีของ “พีรพงศ์ สุรเสน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพป.) นครราชสีมา เขต 7” และ “สุวิทย์ ศรีฉาย รองศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) รักษาการศธจ.นครราชสีมา” เกิดจากข้อ 13 ของคำสั่งหัวหน้าที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ระบุให้โอนอำนาจตามมาตรา 53 (3) และ (4) แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 มาให้ ศธจ.โดยลงนามตามมติคณะกรรมการการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.)

     ส่งผลให้ภารกิจสำคัญตามมาตรา 53 ที่เคยอยู่ในมือผอ.สพท.ไม่น้อยกว่า 30 เรื่องกลายเป็นอำนาจของ ศธจ.ไป เป็นเหตุให้กลุ่ม สพท. ออกมาเคลื่อนไหว ล่ารายชื่อกว่า 50,000 หมื่น ขอให้ยกเลิกคำสั่งในข้อ 13 และคืนอำนาจตามมาตรา 53 มายัง สพท.เช่นเดิม อย่างไรก็ดี “เสมา 1” ยืนยันแล้วว่าการแก้ไขคำสั่งนี้ ทั้งงศธจ.และ สพท.ได้พูดคุยภาษาเดียวกัน จากนี้รอเพียงประกาศการแก้ไขคำสั่งอย่างเป็นทางการ

ข่าวเด่นการศึกษาปี 60

      สนั่นวงการครู..เปิดช่องไม่มีตั๋วครูสอบครู เกิดความฮือฮาทันทีในยุค “หมอธี” ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) มีมติอนุมัติให้บุคคลที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพครูสามารถสมัครสอบเข้าบรรจุครูผู้ช่วย สังกัดสพฐ. ประจำปี 2560 กรณีทั่วไป โดยเปิดสอบทั้งหมด 61 สาขาวิชา แต่กำหนดว่าเฉพาะ 25 สาขาวิชาที่ขาดแคลน ที่ให้ทั้งผู้มีใบอนุญาตฯและไม่มีใบอนุญาตฯสมัครสอบได้ ส่วนอีก 36 วิชานั้นให้เฉพาะกลุ่มครู 5 ปีที่มีใบอนุญาตฯ อย่างไรก็ดี แม้จะเปิดช่องให้ผู้ไม่มีใบอนุญาตฯร่วมสมัครสอบแข่งขันได้

         แต่ก็มีเงื่อนไขว่าหากสอบแข่งขันได้ขึ้นบัญชี จะต้องปฏิบัติเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพครู (ป.บัณฑิต) ในสถาบันที่คุรุสภารับรอง และต้องมีใบอนุญาตฯ ตัวจริง ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยระหว่างที่ปฏิบัติการสอนครูกลุ่มนี้จะถือใบอนุญาตปฏิบัติการสอนชั่วคราว ซึ่งมีอายุ 2 ปีและต่ออายุได้เพียง 1 ครั้ง เท่ากับว่ามีเวลา 4 ปีให้ได้ใบอนุญาตฯจริง และหากไม่ได้ก็ไม่สามารถบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูตำแหน่งครูผู้ช่วยได้ โดยในการสอบครั้งนั้น เฉพาะ 25 สาขาวิชา มีอัตรารองรับ 2,080 อัตรา ปรากฎว่ามีผู้สอบแข่งขันได้รวม 15,414 คน แบ่งเป็นผู้ที่มีใบอนุญาตฯ 1,590 คน และเป็นผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตฯ  490 คน

ข่าวเด่นการศึกษาปี 60

        มาถึงฝั่งอุดมศึกษา “5 รอบ TCAS คัดเด็กเข้าม.” การสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ผ่านการสอบหลายครั้ง ทั้งการสอบข้อสอบกลางแถมมหาวิทยาลัยจัดสอบเอง ทำให้เกิดปัญหาวิ่งรอกสอบ ความเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กจนเด็กรวย อีกทั้งการสอบและการรับนิสิตนักศึกษาใหม่มีตลอดปี ส่งผลให้นักเรียนชั้นม.6 เรียนในชั้นเรียนได้อย่างไม่เต็มที่ ครูต้องเร่งสอน ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) จึงปรับการสอบครั้งใหญ่ ในปี2561 ผุดการสอบทีแคส(TCAS)  5 รอบ

          คือ รอบที่ 1 : การรับด้วยแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) โดยไม่มีการสอบข้อเขียน รอบที่ 2 : การรับแบบโควตาที่มีการสอบปฏิบัติและข้อเขียน แก่น้องๆ นักเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่หรือภาค, นักเรียนในโรงเรียนเครือข่าย, นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ รอบที่ 3 : การรับตรงร่วมกัน สำหรับนักเรียนที่อยู่ในโครงการกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย(กสพท.), โครงการอื่นๆ ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด การเลือกสอบสามารถสมัครสอบและเลือกได้ 4 สาขาวิชา โดยไม่มีลำดับ รอบที่ 4 : การรับแบบ Admission สามารถสมัครสอบและเลือกได้ 4 สาขาวิชา โดยมีลำดับ (เหมือนแอดมิชชั่นในปีที่ผ่านมา) แต่ใช้เกณฑ์ค่าน้ำหนักที่ประกาศล่วงหน้า 3 ปี ยื่นสมัครผ่าน ทปอ.  และรอบที่ 5 : การรับตรงแบบอิสระ (รอบเก็บตก) ยื่นสมัครและคัดเลือกโดยมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง

ข่าวเด่นการศึกษาปี 60

      ตบท้ายด้วย ก.การอุดมศึกษาพ้นอกศธ. ปีกว่าผ่านไปก็ยังไม่ถึงฝั่งสำหรับการผลักดันจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา โดยแยกสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) พ้นจากอ้อมอกของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เหมือนอดีตครั้งเป็นทบวงมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ต้นปี 2560 “หมอธี -ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ” ได้แสดงบทบาทขับเคลื่อนผลักดันการจัดตั้ง “กระทรวงการอุดมศึกษา” ด้วยเห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาได้บริหารจัดการอย่างมีอิสระ คล่องตัว แก้ปัญหาต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

        โดยตั้งคณะทำงานเตรียมความพร้อมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา ขึ้นมาดูแลเรื่องนี้ เกิดร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา มาพิจารณาพร้อมรับฟังเสียงประชาคมสถาบันอุดมศึกษา ดูจะเป็นความตั้งใจจริงในการผลัดดัน เมื่อคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ..ชี้ชัดจำเป็นแยกก.การอุดมศึกษา ด้วยเหตุต้องบริหารจัดการพิเศษ แน่ชัดว่า ก.การอุดมศึกษา หน่วยงานที่เกิดขึ้นใหม่จะต้องมีอำนาจในการกำกับดูมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดปัญหาเฉดเช่นปัจจุบัน

0 ทีมข่าวคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com 0

มอบนโยบาย สทศ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307304

มอบนโยบายสทศ.

“หมออุดม” มอบนโยบายสทศ. เชื่อการทดสอบ-วัดผล เป้นพลังขับเคลื่อนระบบการเรียนการสอนในโรงเรียน เ้นข้อสอบต้องถูกต้อง แม่นยำ โปร่งใส ตรวจสอบ ข้อสอบต้องไม่ผิด

        ที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ศ.นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ ได้มอบนโยบายให้กับคณะกรรมการบริหาร สทศ. และ รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผอ.สทศ. ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

       โดย ศ.นพ.อุดม เปิดเผยว่า ขอชื่นชมการทำงานของ สทศ. ซึ่งได้พัฒนาระบบการทดสอบของประเทศมาได้ดีมากทุกระดับตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทั้งนี้ บอร์ดบริหาร สทศ.และสทศ. มีบทบาทสำคัญมากต่อการศึกษา  เพราะเชื่อว่าการทดสอบและการวัดผลของ สทศ.จะพลังขับเคลื่อนให้ระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนเป็นไปตามการวัดผล หาก สทศ.วัดความจำ เด็กและครูก็จะสอนให้เด็กจำ และสทศ.วัดการคิดวิเคราะห์ สิ่งนี้จะกลับไปเป็นตัวกำหนดการเรียนการสอนในโรงเรียน ให้สอนเด็กให้รู้จักคิดวิเคราะห์ นำไปสู่การคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม ประเทศชาติก็จะเจริญก้าวหน้า
 “สิ่งที่ผมได้เน้นย้ำกับ สทศ.คือ ข้อสอบของ สทศ.ต้องถูกต้อง แม่นยำ โปร่งใส ตรวจสอบได้ เฉลยข้อสอบต้องไม่ผิด ดีใจที่ 2 ปีที่ผ่านมา ข้อสอบและเฉลยไม่มีข้อผิดพลาด  นอกจากนี้ สทศ.ต้องมองไปในอนาคต ซึ่งนอกจากทำการวัดผลด้านความรู้ ต้องพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวัดสมรรถนะ เช่น วัดคุณธรรม ความดี ทั้งปรับกระบวนการทดสอบให้ทันต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงโดยใช้ระบบดิจิทัลและเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้สนองตอบต่อคนรุ่นใหม่ และการทดสอบที่เป็นมาตรฐานสากล ส่วนข้อสอบที่ออกจะต้องไม่เกินกว่าระดับการเรียนของเด็ก เพื่อลดปัญหาการกวดวิชา ทั้งนี้ สทศ.ก็มีแผนการดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งผมเห็นว่ามาถูกทางแล้ว แต่อยากเร่งให้ สทศ.ทำให้เป็นรูปธรรมให้เร็วขึ้น และตรวจสอบ ทบทวน เพื่อให้ได้งานอย่างที่ได้วางแผนไว้” ศ.นพ.อุดม กล่าว
ด้าน รศ.ดร.สัมพันธ์ุ กล่าวว่า ประเด็นต่างๆ ที่ รมช.ศธ. ได้มอบนโยบายให้แก่ สทศ. นั้น มีกำหนดอยู่ในยุทธศาสตร์ 20 ปี ของ สทศ.แล้ว ซึ่งได้เสนอข้อกังวลที่ว่าในปัจจุบัน การออกข้อสอบ ออกตามตัวชี้วัด มาตรฐานหลักสูตร ก็ยังมีการกวดวิชา ทั้งนี้ในชั้นเรียนไม่มีการเรียนการสอนเรื่องทักษะพื้นฐานต่างๆ จะนำไปสู่การกวดวิชาเพิ่มขึ้นหรือไม่ นอกจากนี้ สทศ. ยังจะให้มีการวัดความเรื่องความเป็นคนดี หรือจิตอาสา ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาเครื่องมือที่จะใช้วัดความดี ความมีคุณธรรม จริยธรรม คาดว่าปี 2562 สามารถเริ่มใช้ทดสอบได้ ซึ่งไม่ได้บรรจุรวมในการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต และไม่ใช่เป็นการทดสอบเพื่อสอบได้ หรือสอบตก แต่จะมีการวัดผลในรูปแบบระดับ ดีมาก ดี ปานกลางมากกว่า อยากให้การสอบเป็นแรงกระตุ้นในเชิงสร้างสรรค์มากกว่า ซึ่งจะเป็นการสอบในเชิงสมัครใจไม่ได้บังคับ เป็นการวัดทักษะอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องความรู้ความสามารถเท่านั้น

“ศิษย์ดี ก็ด้วยครูดี มีศรัทธา” คำขวัญวันครู ปี 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307298

“ศิษย์ดี ก็ด้วยครูดี มีศรัทธา” คำขวัญวันครู ปี 2561

วันครู, คำขวัญวันครูปี 2561

วันที่ 16 มกราคม ของทุกปีถูกกำหนดให้เป็น “วันครู” เป็นวันหยุดของสถานศึกษา และเปิดโอกาสใหนักเรียนได้กลับมาแสดงความเคารพและพบปะกับคุณครูผู้ที่เคยสอนในอดีต

       ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ในโอกาสวันครู ซึ่งตรงกับวันที่ 16 มกราคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบคำขวัญเนื่องในโอกาสวันครู ครั้งที่ 62 พ.ศ.2561 ว่า “ศิษย์ดี ก็ด้วยครูดี มีศรัทธา”
ทั้งนี้ เนื่องในโอกาสกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กำหนดจัดงานวันครู ครั้งที่ 62 ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการจัดประกวดคำขวัญ ประกวดภาพถ่าย ที่ถ่ายทอดเรื่องราว “ครูรักเด็ก และเด็กรักครู” อย่างไรก็ตาม ในปีนี้จะมุ่งเน้นเรื่องของครูเก่งเท่านั้น แต่มุ่งเน้นครูดี มีศรัทธาในวิชาชีพครู รักศิษย์และพัฒนาเด็กให้เป็นคนดี คนเก่ง

อนึ่ง คำขวัญวันครู ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มอบไว้ 2 ปีที่ผ่านมา ดังนี้ คำขวัญวันครู ครั้งที่ 60 พ.ศ. 2559ได้แก่ “อนาคตก้าวไกล ด้วยครูดี มีคุณภาพ” และ คำขวัญวันครู ครั้งที่ 61 พ.ศ. 2560 ได้แก่ “ชาติพัฒนา ด้วยครูดี มีคุณภาพ  ศิษย์ซาบซึ้ง ในพระคุณครู”

"ศิษย์ดี ก็ด้วยครูดี มีศรัทธา" คำขวัญวันครู ปี 2561


นัดร.ร.แจงไฮสปีดอินเทอร์เน็ต29 ธ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307270

นัดร.ร.แจงไฮสปีดอินเทอร์เน็ต29 ธ.ค.นี้

ร.ร.สปีดอินเตอร์เน็ต

สพฐ.ประชุมทางไกลร่วมผอ.ทั่วประเทศ 29 ธ.ค.นี้ แจงนโยบายไฮสปีดอินเทอร์เน็ต ให้ร.ร.บริหารจัดการเงินเอง ระบุ มี.ค.61 ทุกโรงเรียนมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงใช้

       จากนโยบาย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ให้ดำเนินโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในสถานศึกษา (Hight Speed Internet) เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ โดยให้เริ่มดำเนินในปี 2561ให้อำนาจผู้บริหารสถานศึกษาในการเลือกใช้บริการที่ดีที่สุด เพื่อให้โรงเรียน นักเรียนสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ต การสืบค้นข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น
ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)เปิดเผยว่า ในวันที่ 29 ธันวาคมนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)จะจัดการประชุมทางไกล(Conference) นัดพิเศษ ชี้แจงเรื่องที่ ศธ.มอบนโยบายของขวัญปีใหม่โดยเฉพาะโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ร่วมกับผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา รองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา  ศึกษานิเทศก์ และหัวหน้ากลุ่มงานต่าง ๆ มารวมตัวกันที่สำนักงานเขตพื้นที่ทั่วประเทศ จำนวนกว่า 35,000 คน ทั้งนี้ จะมอบให้ สพท.ตั้งหน่วยเฉพาะกิจดูแลเรื่องนี้ในแต่ละเขตพื้นที่ฯด้วย
เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในเดือนมีนาคม 2561 โรงเรียนในสังกัดสพฐ.จะต้องมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครบทุกโรงเรียน และระหว่างนี้ถ้าโรงเรียนไหนยังไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตก็ให้เช่าจานดาวเทียม ในระยะช่วงเปลี่ยนผ่านไปก่อน จนกว่าจะมีสัญญาณที่ดีกว่าให้เขาเลือก
   “จากการสำรวจเบื้องต้นมีโรงเรียนประมาณ 80-90%ใช้บริการของเอกชนอยู่แล้ว ถึงจะไม่มีการเชื่อมต่อสัญญาณ MOENet ไปถึงโรงเรียนก็ไม่ได้กระทบอะไร ส่วนเขตพื้นที่ฯ ก็กระทบแค่เรื่องระบบ conference ระบบสารสนเทศในการดำเนินการ แต่ สพฐ.ก็ได้เตรียมการ รองรับไว้แล้วจะชี้แจงให้ทราบ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นได้ให้โรงเรียนใช้งบประมาณของโรงเรียนบริหารจัดการเองไปก่อน เช่น โรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนไม่มาก ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 500-600 บาทต่อเดือน ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่ ค่าใช้จ่ายก็ไม่เกิน10,000 บาทต่อเดือน  แต่ถ้าโรงเรียนขนาดเล็กมาก ๆ งบประมาณไม่เพียงพอ สพฐ.ก็จะดูแลเป็นพิเศษ”ดร.บุญรักษ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นโยบายของนพ.ธีระเกียรติ ต้องการให้มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อพัฒนาไปสู่ระบบการเรียนการสอนของเด็ก และครู ไม่ใช่เฉพาะใช้งานธุรการเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ก็ต้องกลับมาดูว่า สพฐ.จะต้องเติมเต็มอะไรให้แค่ไหน ดูแล้วอะไรจะสามารถตอบโจทย์ การเรียนการสอนของเด็กได้ นั่นคือเป้าหมายสุดท้ายที่จะต้องดู

3 เดือน แก้กฎก.พ.อ.เยียวยาเงินเดือนอาจารย์ 8 %

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307265

3 เดือน แก้กฎก.พ.อ.เยียวยาเงินเดือนอาจารย์ 8 %

ก.พ.อ., แก้กฎ, 8เงินเดือนอาจารย์

“หมอธี”เผยแก้กฎก.พ.อ.เยียวยาปัญหาเงินเดือน 8% คาดใช้เวลา 3เดือนก่อนนำเสนอครม. ส่วนเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัย ชี้ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ไม่มีอำนาจสั่ง

   จากการประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุม ก.พ.อ.ว่า ที่ประชุมได้มีการหารือกรณีเงินเดือนอาจารย์ซึ่งเป็นข้าราชการในมหาวิทยาลัย ที่มีเงินเดือนน้อยกว่าข้าราชการครู สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร้อยละ 8 ซึ่ง ที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) และตัวแทนสภาคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ยื่นหนังสือเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีให้ช่วยเยียวยา ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า การแก้ไขปัญหาดังกล่าว ควรจะใช้วิธีการแก้ไขกฎหมายคือ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 เพื่อให้ ก.พ.อ.มีอำนาจในการเยียวยาปัญหาเงินเดือนได้เหมือนคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ซึ่งได้หารือกับ นายขจร จิตสุขุมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) แล้ว เห็นว่า กระบวนการแก้ไขกฎหมายนี้ สามารถทำได้โดยใช้เวลา 3 เดือน เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

    “ข้อเรียกร้องของอาจารย์มหาวิทยาลัย ต้องทำภายใต้กฎหมายที่กำหนด ซึ่งขณะนี้ไม่มีกฎหมาย ต้องแก้ไขกฎหมาย และเงินก็เป็นของประชาชน อีกทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงินก็ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของสภา อย่างไรก็ตามทราบข่าวว่า ศ.นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ จะหารือกรณีดังกล่าวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่จ.สุโขทัย ซึ่งผมก็คาดว่านายกฯก็ต้องถามว่ามีกฎหมายให้ทำได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ผมจะหารือกับ ศ.นพ.อุดมต่อไป” นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

 นพ.ธีระเกียรติ กล่าวต่อไปว่า สำหรับเงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัยน้อยกว่าครู ก็จะทำให้คนไม่อยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือลาออกมาสมัครครู สพฐ.มากขึ้นนั้น ก็ไม่เป็นไรทุกคนมีทางเลือก  ส่วนเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยนั้น เป็นเรื่องของแต่ละมหาวิทยาลัย รมว.ศึกษาธิการ หรือ นายกฯ ไม่สามารถสั่งมหาวิทยาลัยได้

“เด็กใต้เฮ” อาชีวะแจกทุนเรียนอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307262

“เด็กใต้เฮ” อาชีวะแจกทุนเรียนอาชีพ

ทุนใต้เรียนอาชีพ, เด็กใต้เฮ

สอศ.จัดโครงการอาชีวศึกษาประชารัฐจังหวัดชายแดนภาคใต้ มอบทุนเรียนสายอาชีพ ปี 2561-2564  จำนวน 560 ทุน งบ 58 ล้านบาท

      ศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้ ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี พล..สุรเชษฐ์ ชัยวงษ์ รมช.ศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ประชุมขับเคลื่อนการดำเนินงานของศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้ ประจำปี 2561

ดร.สุเทพ กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการจัดโครงการสำคัญในจังหวัดชายแดนใต้ คือ โครงการสานฝันการกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้ และ โครงการโรงเรียนประชารัฐจังหวัดชายแดนใต้  ซึ่งการดำเนินการบูรณาการการจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นั้น ขณะนี้ สอศ.ได้จัดโครงการอาชีวศึกษาประชารัฐจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้น โดยเป็นโครงการให้ทุนเรียนสายอาชีพสำหรับเด็กในพื้นที่ดังกล่าวระหว่างปีการศึกษา 2561-2564  จำนวน 560 ทุน แบ่งเป็น ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ทุนละ 30,000 บาท และ ประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง (ปวส.) ทุนละ 40,000 บาท รวมใช้งบประมาณทั้งสิ้น 58 ล้านบาท

ทั้งนี้ สถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคจะนะ วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษก ปัตตานี วิทยาลัยอาชีวศึกษายะลา วิทยาลัยการอาชีพสุไหงโกลก  ซึ่งคุณสมบัติผู้เข้ารับทุนครอบครัวจะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี เป็นนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในพื้นที่ และมีภูมิลำเนาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา  สำหรับโครงการดังกล่าวที่เกิดขึ้นก็เพื่อต้องการสนับสนุนช่วยเหลือนักเรียนผู้ด้อยโอกาสและครอบครัวมีหลายน้อย สร้างโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่ได้เรียนรู้วิชาชีพอย่างมีคุณภาพ

   “ที่ผ่านมาปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาในพื้นที่นี้มีหลายประเด็นทั้งค่านิยมการเรียนสายสามัญมากกว่าอาชีพ ความยากจนในพื้นที่ และเหตุการณ์ความไม่สงบ ส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถส่งเสียบุตรหลานให้เรียนต่อในระดับที่สูงได้ เพราะมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าเรียน  และแม้จะมีการแก้ปัญหาด้วยการจัดสร้างหอพักหรือการให้ทุนการศึกษาแต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้น สอศ.จึงได้ดำเนินโครงการอาชีวศึกษาประชารัฐจังหวัดชายแดนภาคใต้  เพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่ด้อยโอกาส ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าเด็กด้อยโอกาสในพื้นที่จะได้รับบริการทางการศึกษาจากโครงการนี้ให้พัฒนาตนเองได้อย่างมีคุณภาพ” ดร.สุเทพ กล่าว

ก้าวสู่นักบริหารงานบุคคลมืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307254

ก้าวสู่นักบริหารงานบุคคลมืออาชีพ

แรงงาน, กสร.

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สร้างนักบริหารงานบุคคลรุ่นใหม่ ใส่ใจคุณภาพชีวิตแรงงาน ควบคู่ความเป็นเลิศทางธุรกิจ เปิดรับสมัคร 3 มกราคม 2561 เป็นต้นไป

        นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กำหนดจัดอบรมหลักสูตร นักบริหารงานบุคคลขั้นสูง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2561 โดยมุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพนักบริหารงานบุคคลรุ่นใหม่ให้สามารถก้าวสู่การเป็นนักบริหารงานบุคคลมืออาชีพที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน ควบคู่ไปการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน และแสดงความรับผิดชอบทางสังคมด้านแรงงาน โดยเนื้อหาในการอบรมที่เข้มข้นจะประกอบด้วยความรู้ความเข้าใจในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการด้านแรงงาน เช่น กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ เป็นต้น การบริหารจัดการด้านมาตรฐานแรงงานเพื่อความเป็นเลิศทางธุรกิจและการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน กลยุทธิ์การบริหารงานบุคคล ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ที่ผ่านการอบรมในหลักสูตรดังกล่าว สามารถนำความรู้ไปใช้ในการบริหารจัดการแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มคุณภาพชีวิตและผลิตภาพของแรงงาน นำไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ

อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มเติม กลุ่มเป้าหมายของการอบรมหลักสูตรนักบริหารงานบุคคลขั้นสูง มุ่งเน้นที่เจ้าของสถานประกอบกิจการ กรรมการผู้จัดการ หรือผู้บริหารงานบุคคลในสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ผู้สนใจหลักสูตร นักบริหารงานบุคคลขั้นสูง สามารถดาวน์โหลดใบสมัครและสมัครได้ที่ www.tls.labour.go.th  โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2561 เป็นต้นไป  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักพัฒนามาตรฐานแรงงาน 0 2245 1371-2

ฟรี!!! โชว์แสดงศิลปะญี่ปุ่น 27 ธ.ค.-18 ก.พ.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307243

ฟรี!!! โชว์แสดงศิลปะญี่ปุ่น 27 ธ.ค.-18 ก.พ.นี้

ฉลองความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น, ศิลปะญี่ปุ่น

วธ.โชว์แสดงเอกลักษณ์วัฒนธรรมญี่ปุ่น-จุดเริ่มต้นศิลปะญี่ปุ่น-ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา เปิดให้ชมครั้งแรกในประเทศไทย ฉลองความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น 130 ปี

       กรมศิลปากรได้จัด นิทรรศการพิเศษ “วิถีแห่งศรัทธาจากศิลปทัศน์ญี่ปุ่น” (The History of Japanese Art: Life and Faith) ในโอกาสครบรอบ 130 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ญี่ปุ่น เปิดให้ชมระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2560-18 กุมภาพันธ์ 2561 ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า เป็นครั้งแรกที่มีการนำศิลปะญี่ปุ่นทุกยุคสมัยมาจัดแสดงในประเทศไทย เพื่อตอบแทนไทยที่นำโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุชิ้นเยี่ยมไปจัดนิทรรศการพิเศษ”ความรุ่งโรจน์แห่งพระพุทธศาสนาในดินแดนไทย” (Thailand :Brilliant Land of the Buddha) ไปจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู เนื่องในโอกาสครบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น เมื่อต้นปี 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการนำโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุชิ้นเยี่ยมที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ทุกสมัยของไทยจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 17 แห่งและหอสมุดแห่งชาติ 116 รายการ 130 ชิ้นบางชิ้นไม่เคยอนุญาตให้นำออกไปจัดแสดงนอกประเทศมาก่อน

ฟรี!!! โชว์แสดงศิลปะญี่ปุ่น 27 ธ.ค.-18 ก.พ.นี้

นายวีระ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทยและญี่ปุ่น นับวันยิ่งเพิ่มพูนความใกล้ชิด ทั้งด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสองราชวงศ์แห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยและพระจักรพรรดิแห่งประเทศญี่ปุ่น รวมถึงความสัมพันธ์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะด้านศิลปวัฒนธรรมที่มีการติดต่อและเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างหน่วยงานของทั้งสอง ประเทศ เนื่องจากไทยและญี่ปุ่น มีการติดต่อกันมากว่า 600 ปี ตั้งแต่สมัยอยุธยาและได้เริ่มสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการจนครบ 130 ปี
อย่างไรก็ตาม การจัดนิทรรศการพิเศษ “วิถีแห่งศรัทธาจากศิลปทัศน์ญี่ปุ่น” ในประเทศไทยครั้งนี้  สำนักกิจการวัฒนธรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู และ เจแปนฟาวน์เดชั่น ร่วมกับฝ่ายไทย คือกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้ตกลงแลกเปลี่ยนนิทรรศการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในมรดกศิลปวัฒนธรรมร่วมกัน จึงทำให้เกิดโครงการจัดนิทรรศการแลกเปลี่ยนของสองประเทศขึ้นเนื่องในวาระพิเศษนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและตอบแทนน้ำใจไมตรีระหว่างกัน

ฟรี!!! โชว์แสดงศิลปะญี่ปุ่น 27 ธ.ค.-18 ก.พ.นี้
สำหรับโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่นำมาจัดแสดง ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นำมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู เป็นโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยโจมน จนถึงยุคประวัติศาสตร์ สมัยเอโดะ ประกอบด้วยหลักฐานที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดี ประติมากรรม จิตรกรรม และประณีตศิลป์ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมญี่ปุ่น เพื่อนำเสนอเรื่องการเริ่มต้นของศิลปะญี่ปุ่น

       ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ตระกูลขุนนาง และนักรบ นิกายเซน กับพิธีชงชา และความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสมัยเอโดะ รวมจำนวน 106 รายการ (130ชิ้น) โดยมีโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกชาติ 3 รายการ และมรดกวัฒนธรรมสำคัญ 25 รายการรวมอยู่ด้วย โดยนับเป็นครั้งแรกที่มีการนำศิลปะญี่ปุ่นครบถ้วนทุกยุคสมัยมาจัดแสดงในไทย เพื่อช่วยส่งเสริมให้ชาวไทยสนใจในวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นการเพิ่มพูนสัมพันธภาพของทั้งสองประเทศให้มั่นคงยั่งยืน

ฟรี!!! โชว์แสดงศิลปะญี่ปุ่น 27 ธ.ค.-18 ก.พ.นี้
 

       นิทรรศการพิเศษดังกล่าว จะเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2560-18 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 09.00-16.00 น. ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

5 ข้อสุดว้าว!! ใครอยากเป็นเด็กวิทย์ มธ. ต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307242

5 ข้อสุดว้าว!! ใครอยากเป็นเด็กวิทย์ มธ. ต้องรู้

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หากพูดถึงการศึกษาต่อด้าน ‘วิทยาศาสตร์’ ในระดับอุดมศึกษา น้องๆ หลายคนอาจจะเบือนหน้าหนี เพราะมีภาพจำว่า จะต้องนั่งผสมสารเคมีหรือเรียนแต่ในห้องแล็บ

       วันนี้ ‘คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ.’ เปิดทางให้น้องๆ ไปได้ไกลกว่านั้น กับการเน้นหนักในเรื่องการเรียนรู้แบบ Project based learning และการคิดแบบผู้ประกอบการ (SCI + BUSINESS) ที่ไม่ว่าจะเรียนจบในหลักสูตรหรือสาขาไหนก็มีงานรองรับแน่นอน กับ 5 ข้อสุดว้าว!! สำหรับคนที่อยากเป็นเด็กวิทย์ มธ. ต้องรู้

1)  เป็นวิทย์แบบ SCI+BUSINESS คณะฯ มีเป้าหมายผลิตบัณฑิตสามารถต่อยอดความรู้แบบวิทย์ๆ สู่นวัตกรรม งานวิจัยหรือสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถต่อยอดได้เชิงพาณิชย์ จึงปรับโครงสร้างทุกหลักสูตรไทย ด้วยการสอดแทรกรายวิชาด้านบริหารธุรกิจ จำนวน 3 หน่วยกิต เป็นรายวิชาบังคับพื้นฐานในชั้นปีที่ 1 เพื่อปรับพื้นฐานความคิดด้านธุรกิจ ควบคู่ไปกับการเสริมการเรียนรู้ที่สมดุลระหว่างภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยเน้นใช้ Project based learning เป็นพื้นฐาน ซึ่งทั้งหมดนี้ ได้ขยายเป็นหลักสูตรอินเตอร์ นอกจากนี้ คณะฯ ยังมีหลักสูตรอินเตอร์ด้านการออกแบบเกม-แอนิเมชั่น ที่จะได้รับปริญญาบัตร 2 ใบทันทีหลังเรียนจบ ทั้งจาก มธ. และสถาบันเทคโนโลยีดิจิเพน (DigiPen) ประเทศสหรัฐอเมริกา กับหลักสูตรการออกแบบเชิงนวัตกรรมดิจิทัล (IDD) และ เทคโนโลยีดิจิทัลแนวสร้างสรรค์ (CDT)

5 ข้อสุดว้าว!! ใครอยากเป็นเด็กวิทย์ มธ. ต้องรู้

2)  มีนักวิจัยรับรางวัลระดับโลกอย่างต่อเนื่อง แต่ละปี ทั่วโลกจัดงานประกวดสิ่งประดิษฐ์และงานวิจัย เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและความก้าวหน้าวิทยาศาสตร์ พร้อมตอบโจทย์สังคมแง่มุมต่างๆ และทุกครั้งการจัดประกวด นักวิจัยคณะฯ สามารถกวาดรางวัลงานวิจัยบนเวทีนานาชาติได้อย่างต่อเนื่องและมากที่สุดถึง 3 ปีซ้อน ทั้งเวทีวิจัย IWIS ณ กรุงวอร์ซอ สาธารณรัฐโปแลนด์ เวทีการประกวดนวัตกรรมนานาชาติ ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส และล่าสุด ที่งานแสดงสินค้าเทคโนโลยีและสิ่งประดิษฐ์นานาชาติกรุงโซล (SIIF 2017) ประเทศเกาหลีใต้ สามารถคว้ารางวัลสูงสุดได้ถึง 2 รางวัล กับผลงานชีวภัณฑ์อารักขาพืชสูตรละลายช้า และแผ่นปิดเมือกเห็ดป้องกันแผลกดทับ ที่เป็นความร่วมมือระหว่างความรู้ด้านเกษตรและพยาบาลเข้าด้วยกัน

5 ข้อสุดว้าว!! ใครอยากเป็นเด็กวิทย์ มธ. ต้องรู้

        3) มีโอกาสฝึกงานต่างประเทศ ในแต่ละปี คณะฯ จะมีการลงนามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขา อย่าง Tokyo University of Agriculture (NODAI) ประเทศญี่ปุ่น ผู้นำด้านเทคโนโลยีเกษตร และ School of Media Science, Tokyo University of Technology ประเทศญี่ปุ่น เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลคอนเทนต์ ฯลฯ นั่นเพราะคณะฯ มีความตั้งใจให้นักศึกษาทุกคน ได้มีโอกาสสัมผัสความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ ในต่างแดน ตลอดจนนำมาประยุกต์และต่อยอดกับเทคโนโลยีบ้านเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมือนกับพี่ๆ ในสาขาเทคโนโลยีการเกษตร และสาขาการออกแบบเชิงนวัตกรรมดิจิทัล (IDD) เป็นต้น

5 ข้อสุดว้าว!! ใครอยากเป็นเด็กวิทย์ มธ. ต้องรู้

          4)  นักศึกษาทุกคนจบไป จะมีโอกาสมีนวัตกรรมเป็นของตัวเอง เพราะการเรียนการสอนที่คณะฯ จะเป็นรูปแบบ Project based learning ที่เน้นการใช้โครงงานเป็นพื้นฐาน นับตั้งแต่ชั้นปีการศึกษาที่ 2 – 4 เพื่อให้นักศึกษาได้ทดลองพัฒนาโปรเจค ผ่านการถอดองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ บูรณาการร่วมกับศาสตร์อื่น เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ของสังคม อีกทั้งยังสามารถนำมาต่อยอดหรือสร้างมูลค่าเพิ่มได้ในอนาคต โดยมีคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา ตลอดการทำโปรเจค เช่น ‘Smart Local Guide’ แอปฯ สนับสนุนการท่องเที่ยว และโปรโมทสินค้าชุมชน ‘Kidney Pro-Tech’ แอปฯ ผู้ช่วยหมอตามติดพฤติกรรมเสี่ยงผู้ป่วยโรคไต และ ‘Breathing Training’ เกมฝึกบริหารลมหายใจผู้เล่นให้สมดุล เป็นต้น

5 ข้อสุดว้าว!! ใครอยากเป็นเด็กวิทย์ มธ. ต้องรู้

5) มีบริษัทจองตัวทำงาน เพราะการเรียนรู้แบบ Project based learning ประกอบกับการมีใบสั่งจากอาจารย์ให้ต้องรวมกลุ่มกันคิดทำโปรเจคกันอยู่เนืองๆ ทำให้นักศึกษาในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มีบริษัทเอกชนเข้ามารุมจีบจำนวนมาก ยิ่งในช่วงก่อนจบการศึกษาที่จะต้องนำเสนอผลงาน Senior Project ให้กับกรรมการจากหน่วยงานภายนอก รวมถึงบริษัทเอกชนที่สนใจมาดูงาน เรียกได้ว่าถ้าพรีเซ็นต์ถูกใจ คุยกันถูกคอ ก็อาจจะถูกจองตัวไปร่วมงานตั้งแต่ตอนนั้นเลยก็เป็นได้ ซึ่งวงในแอบบอกมาว่า สถิตินักศึกษาวิทยาการคอมพิวเตอร์กว่า 90% ต่อรุ่น มีงานรองรับทันทีหลังจบการศึกษา

5 ข้อสุดว้าว!! ใครอยากเป็นเด็กวิทย์ มธ. ต้องรู้

สำหรับผู้สนใจสามารถตรวจสอบคุณสมบัติและสมัครออนไลน์ได้ที่ www.reg.tu.ac.th ในรอบรับตรงร่วมกัน ระหว่างวันที่ 9-13 พฤษภาคม 2560 และรอบแอดมิชชั่นกลาง ระหว่างวันที่ 6 – 10 มิถุนายน 2560สอบถามเพิ่มเติม ฝ่ายรับเข้าศึกษา 02-564-4441-79 ต่อ 1634-1638 เว็บไซต์ www.tuadmissions.in.th

แอพพลิเคชั่นค้นพบอาชีพที่ใช่สำหรับเด็กไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307116

แอพพลิเคชั่นค้นพบอาชีพที่ใช่สำหรับเด็กไทย

คุณภาพชีวิต, แอปค้นพบอาชีพ, อาชีพเด็กไทย

ซัมซุงเดินหน้าพัฒนาเว็บแอพพลิเคชั่น Samsung Career Discovery ‘ค้นพบตัวเอง ค้นพบอาชีพ’ เพิ่มวิดีโอแนะนำ 4 กลุ่มอาชีพ เพื่อเปิดโลกอาชีพยุคใหม่ให้เด็กไทย

            เว็บแอพพลิเคชั่น Samsung Career Discovery ‘ค้นพบตัวเอง ค้นพบอาชีพ’ เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการ Samsung Smart Learning Center “ซัมซุง สร้างพลังการเรียนรู้สู่อนาคต” เนื่องจากเด็กไทยยังไม่ได้รับโอกาสเรียนรู้ศักยภาพของตนเอง และเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพต่างๆ ที่มีในปัจจุบันมากนัก

 แอพพลิเคชั่นค้นพบอาชีพที่ใช่สำหรับเด็กไทย

โดยเฉพาะนักเรียนจากโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ด้วยความตั้งใจที่จะพัฒนาเด็กและเยาวชนให้พร้อมรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงในทุกๆ ด้านตามเป้าหมายของของโครงการฯ โดย Samsung Career Discovery ได้รับการพัฒนาขึ้นในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชั่นที่เปิดให้ใช้งานสาธารณะ เพื่อให้เด็กๆ ทุกคนสามารถค้นพบตัวเอง ค้นพบอาชีพ ได้ทุกที่ทุกเวลา

 แอพพลิเคชั่นค้นพบอาชีพที่ใช่สำหรับเด็กไทย

วาริท จรัณยานนท์

วาริท จรัณยานนท์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เปิดเผยว่า นวัตกรรม Samsung Career Discovery ‘ค้นพบตัวเอง ค้นพบอาชีพ’  เป็นเครื่องมือเว็บแอปพลิเคชั่น ที่ทางซัมซุงพัฒนาเพื่อให้เด็กไทยทุกคนได้ใช้สำรวจศักยภาพของตนเองและค้นพบแนวทางอาชีพในอนาคต

 แอพพลิเคชั่นค้นพบอาชีพที่ใช่สำหรับเด็กไทย

อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือให้ครูได้ใช้ประกอบการให้คำปรึกษาแนะแนวลูกศิษย์สู่อาชีพเป้าหมาย ตั้งแต่มีการเปิดตัวเมื่อปี 2559 นวัตกรรมนี้ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักเรียนและคุณครูทั่วประเทศ ปัจจุบันมีผู้เข้าใช้งานแล้วกว่า 800,000คน

 แอพพลิเคชั่นค้นพบอาชีพที่ใช่สำหรับเด็กไทย

“เพื่อให้เด็กๆ ได้รับประโยชน์จากการใช้งานเว็บแอปพลิเคชั่น Samsung Career Discovery อย่างเต็มที่ ซัมซุงจึงพัฒนาและปรับปรุงเนื้อหาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการค้นพบอาชีพ  เพราะมีอาชีพที่น่าสนใจเพิ่มมากขึ้นทุกปี”

 แอพพลิเคชั่นค้นพบอาชีพที่ใช่สำหรับเด็กไทย

วาริท กล่าวต่อว่า ครั้งนี้ซัมซุงได้ผลิตวิดีโอแนะนำอาชีพเพิ่มเติม 4 กลุ่มอาชีพ ได้แก่ สาขาช่างอุตสาหการ สาขา STEM (Science Technology Engineering และ Mathematics) สาขาผู้ประกอบการเกษตร และสาขาธุรกิจสร้างสรรค์ รวมทั้งหมด 13 อาชีพ โดยอาชีพในกลุ่มนี้กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน และมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

 แอพพลิเคชั่นค้นพบอาชีพที่ใช่สำหรับเด็กไทย

“ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกของการทำงาน อาชีพใหม่กำลังเข้ามาแทนที่อาชีพเดิมที่เราเคยรู้จัก หากเด็กไทยไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพที่ทันสมัย ก็จะสูญเสียโอกาสค้นพบอาชีพที่เหมาะกับพวกเขาในอนาคต เราจึงผลิตวิดีโอแนะนำอาชีพในโลกยุคใหม่ให้เด็กไทยได้ทำความรู้จักและค้นพบลักษณะงานของอาชีพต่างๆ ” นายวาริท กล่าว