พรุ่งนี้มีลุ้น!! 8% เงินเดือนอาจารย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/307008

พรุ่งนี้มีลุ้น!! 8% เงินเดือนอาจารย์

ม.44, ทปสท., เงินเดือน 8, บิ๊กตู่

“หมออุดม” ยอมรับเงินอาจารย์มหา’ลัยกับครูเหลื่อมล้ำ ชี้ขอขึ้น 8% ควรใช้กลไกปกติส่วนที่เสนอใช้ม.44ควรเป็นเรื่องสำคัญ คาดนายกฯถก ก.พ.สำนักงบฯครม.พรุ่งนี้

         จากกรณีที่ที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) รวมตัวกันแต่งชุดดำออกมาเคลื่อนไหวให้มีการปรับเพิ่มเงินเดือนให้กับข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษา 8% เพื่อเยียวยาและลดความเหลื่อมล้ำเรื่องเงินเดือนระหว่างครูและอาจารย์มหาวิทยาลัย โดยได้ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้ใช้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2557 (ฉบับชั่วคราว) ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2560 ศ.คลินิก นพ.อุดม  คชินทร  รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะกำกับดูแลอุดมศึกษา เปิดเผยว่า ยอมรับว่าการปรับเพิ่มเงินเดือนครูกับข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษา มีความเหลื่อมล้ำ แต่หน่วยงานที่พิจารณาเรื่องนี้ คือ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานประมาณ ไม่ใช่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อย่างไรก็ตาม คาดว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่จังหวัดสุโขทัย ในวันที่ 26 ธันวาคมนี้ นายกฯ น่าจะมีการพูดคุยเรื่องดังกล่าว รวมถึงหารือร่วมกับก.พ.และสำนักงบประมาณด้วย

ส่วนที่ทาง ทปสท. เสนอให้ใช้อำนาจหัวหน้าคสช. ตามมาตรา 44 ดำเนินการเรื่องดังกล่าวนั้น ส่วนตัวคิดว่า เรื่องนี้น่าจะดำเนินการโดยใช้กลไกปกติ ส่วนม.44 ควรใช้ในเรื่องสำคัญที่ หากไม่เร่งดำเนินการภายในรัฐบาลนี้ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ไม่ใช่ว่า ทุกเรื่องจะต้องใช้ม.44 ทั้งหมด

“ผมว่าเรื่องนี้น่าจะแก้ไขโดยใช้กลไกปกติ อำนาจม.44 ควรเก็บไว้ใช้ในเรื่องสำคัญ หรือเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ หากไม่ทำในรัฐบาลนี้ ก็อาจไม่สามารถทำได้ในรัฐบาลอื่น  อีกทั้งถ้าทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ต้องไปใช้ม.44 ทั้งหมด ผมเองก็เห็นใจนายกฯ โดยการแก้ไขเรื่องนี้ ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เห็นถึงความจำเป็นในเรื่องดังกล่าว  เพื่อให้ข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษามีขวัญกำลังใจในการทำงาน พัฒนาการจัดการศึกษา ซึ่งปัจจัยเรื่องค่าตอบแทนก็ไม่ควรมีความเหลื่อมล้ำเกินไป”ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าว

ส่วนความคืบหน้ากรณี พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือกับทางสำนักงบประมาณ กรณีจัดสรรงบเพื่อเลื่อนเงินเดือนให้พนักงานในสถาบันอุดศึกษา ประจำปีงบ 2560 ในอัตรา 4% ส่วนข้าราชการ 6% โดยขอให้กำหนดวงเงินการเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาให้เท่ากับข้าราชการนั้น รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยเรื่องดังกล่าวกับนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ แต่คาดว่าหลังปีใหม่น่าจะมีการหารือเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ซึ่งส่วนตัวเข้าใจ และพยายามจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อยากให้ทุกคนมีขวัญกำลังใจในการทำงาน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

22ธันวาเอาจริงขึ้นเงินเดือนอาจารย์มหา”ลัย8%

ขึ้น8%อีก1ปี8เดือนมาลุ้นใหม่ (มีคลิป)

ไขก๊อก “SOCIAL MOVEMENT”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306986

ไขก๊อก “SOCIAL MOVEMENT”

Social Movement

Social Movement “คำถาม” ที่ดังสะเทือนเวทีนางงามระดับโลก และสร้างความสงสัยว่า อะไร คือ Social Movement ในความจริงแล้ว Social Movement คือสิ่งที่มีมานานแล้ว

         โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญในยุคของการมุ่งพัฒนาประเทศไปสู่ Thailand 4.0 คือกลุ่มเด็ก และเยาวชน Generation Z (พ.ศ.2538-2552) ซึ่งเกิดและเติบโตมาในยุคเทคโนโลยีและโซเซียลเน็ตเวิร์ค มีความพร้อมรับข้อมูลหลากหลายผ่านสื่อดิจิตอล มีความคิดและแนวทางอิสระเป็นของตัวเองอย่างชัดเจน ให้ความสนใจเรื่องรอบตัวในหลากมิติ ทั้งศิลปะ สิ่งแวดล้อมและสังคม จึงสามารถคิดและทำอะไรได้หลากหลายในเวลาเดียวกัน ซึ่งเหมาะกับโลกที่มีการแข่งขันสูง

ตัวอย่างของแรงขับเคลื่อนสังคมที่เป็นพลวัตและพลังสำคัญของสังคมคือ นักศึกษาจาก 8 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง มหาวิทยาลัยแม่โจ้  มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ และเครือข่ายเยาวชน 2กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสมัชชาเยาวชนชาวไทยภูเขา จังหวัดน่าน และกลุ่มเยาวชนเคียงริมโขง จังหวัดเชียงราย ภายใต้โครงการเยาวชนสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเหนือตอนบน โดยมูลนิธิภูมิพลังชุมชนไทย จากการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อพัฒนากลไกเครือข่ายเยาวชนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ให้มีความตื่นตัวและสนใจพัฒนาศักยภาพตนเองพร้อมกับการพัฒนาชุมชนและสังคม ให้พร้อมที่จะเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งในอนาคต

ไขก๊อก "Social Movement"

งานจอย ปอยละอ่อน “ฮ่วมกึ๊ด ฮ่วมแฮง ฮ่วมสร้างสรรค์สังคม” ณ โรงเรียนบ้านแม่อ้อ ตำบลแม่อ้อ อำเภอพาน จ.เชียงราย เป็นการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์และเปิดโอกาสให้เยาวชน นักศึกษานำเสนอบทเรียน องค์ความรู้ที่ดำเนินงานมาตลอดระยะเวลาหนึ่งปี โดยใช้พื้นที่หมู่ที่ 1 บ้านแม่อ้อ เป็นกรณีศึกษาปัญหาจริงในชุมชนเพื่อร่วมกันแก้ไขและผลักให้ขับเคลื่อนต่อไปได้

“น้องดรีม”  นายวรากร ใจยา ตัวแทนเครือข่ายเยาวชนสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเหนือตอนบน กล่าวว่า กิจกรรมที่เยาวชน นักศึกษาได้ทำร่วมกันเป็นการเปิดพื้นที่ทางความคิดและอุดมการณ์ โดยมีความมุ่งหมายร่วมกันในการขับเคลื่อนงานเพื่อพัฒนากลไกเครือข่ายเยาวชน นักศึกษาในมหาวิทยาลัยพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ให้มีความตื่นตัวและสนใจในการพัฒนาศักยภาพตนเองพร้อมไปกับการพัฒนาชุมชนและสังคม เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งในอนาคต โดยมุ่งเน้นใช้ชุมชนเป็นพื้นที่การเรียนรู้ (Area Focused) ใช้การตั้งโจทย์หรือคำถามเพื่อให้เกิดการคิดร่วมและช่วยกันหาคำตอบ ซึ่งกระบวนการเรียนรู้นี้ จะเป็นแรงผลักเพื่อยกระดับทัศนคติ มุมมองและศักยภาพของเยาวชน เพื่อให้เป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ (Youth Active Citizens) เท่าทันและเข้าใจ พร้อมทั้งเป็นแกนกลไกในการพัฒนาระบบสุขภาวะที่จะทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ที่เคลื่อนตัวเร็ว

ไขก๊อก "Social Movement"

นายธนวัฒน์ วงศ์ใจ ประธานชมรมรากดิน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง “สุขภาวะชุมชน บนมิติรายได้ครัวเรือนของประชาชนลุ่มแม่น้ำอ้อ” ใน 3 ชุมชน ได้แก่ บ้านแม่อ้อใน  แม่อ้อสันติ และบ้านสันสลี เป็นเวลากว่า 3 เดือน เพื่อตอบคำถาม “เงินสำคัญแค่ไหน?” ซึ่งคำตอบมีหลายแบบ บางคนตอบว่าแค่ปัจจัยภายนอก บางคนอาจจะตอบว่าเท่ากับทั้งชีวิต ถึงแม้ว่า ปัจจุบัน “เงิน” เป็นตัวที่จะขับเคลื่อนสิ่งต่างๆให้เกิดขึ้นได้ มีอยู่ ดับไป และขณะนี้เงินอยู่เหนือปัจจัย 4 ที่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของมนุษย์ ดังนั้น ถ้าเรามีเงินมากเราจะมีความสุขจริงหรือไม่? เมื่อเงินไม่สามารถซื้อเวลาหรือบางสิ่งที่สูญเสียไปให้กลับมาได้ สิ่งนั่นคือ ความสุข

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงได้ศึกษาใน 4 ประเด็น คือ 1)ความมั่นคงทางอาหาร ประชาชนลุ่มแม่น้ำอ้อ ทำอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 90 ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิม แต่พบปัญหากระดูกสันหลังของชาติมีความจนเข้ามากล้ำกราย มีผลผลิตและรายได้ 1 ครั้งต่อปี และขึ้นกับฝนฟ้าอากาศ ชีวิตติดลบเป็นหนี้ 2) ภาษีสังคม งานศพ งานบวช งานแต่ง งานบุญ ภาษีนา มีความสำคัญเชิงความสัมพันธ์ภายในชุมชน 3) โจรเสื้อขาว ครัวเรือนมีบุตร 2-3 คน คาดหวังให้บุตรเรียนสูงๆ แต่ไม่ได้วางแผนด้านการศึกษา จึงต้องกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาที่ยาวนาน ค่าเฉลี่ยในการส่งบุตรเรียนถึงระดับปริญญา566,666 บาท 4) กลุ่มโรค NCDs ชุมชนบ้านแม่อ้อมี 3 โรคลำดับต้นๆ เบาหวาน ความดันโลหิต และโรคไต ส่งผลถึงการรักษา ที่ยังต้องเสียค่าใช้จ่าย

ประเด็นปัญหาที่ศึกษา เป็นสิ่งที่เกิดและกระทบต่อสุขภาวะชุมชน นั่นคือ “ความสุข” ทั้งทางกาย ใจและการมีปฏิสัมพันธ์ต่อบุคคลรอบข้างที่ทุกคนต้องช่วยกัน เพื่อจะได้รู้ว่าแม่อ้อต้องการอะไรต่อไปจากนี้ จึงต้องรู้จักแก้ไขปัญหา และอยู่กับปัญหาอย่างมีความสุขให้ได้ ในฐานะเยาวชนจึงอยากร่วมสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคม ชุมชน ประเทศชาติ ให้ดูดียิ่งขึ้น สวยงามมากขึ้น และอยากเป็นตัวแทนในการส่งต่อข้อมูลให้ผู้นำชุมชน คนในชุมชน ได้นำผลที่ได้ทำการศึกษาไปปรับใช้ แต่การเปลี่ยนแปลงสังคมหรือสร้างสังคม ต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ โดยเริ่มต้นจากครอบครัว ขยับต่อไปยังชุมชน สังคมและประเทศชาติ

ไขก๊อก "Social Movement"

นายบุญเชิด ติ๊บมา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 กล่าวว่า ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน รู้สึกปลื้มใจอย่างมาก เมื่อเด็ก เยาวชน ไปศึกษาจนจบการศึกษามีงานทำและกลับมาช่วยชุมชน ไม่ลืมบ้านเกิดของตนเอง ดังเช่นน้องดรีม ซึ่งคนในชุมชนยกเป็นต้นแบบให้กับเด็กรุ่นหลัง เนื่องจากปัจจุบันเด็กมักลืมบ้านเกิดละทิ้งบ้านไปศึกษาในเมืองและไม่กลับมา การมีโครงการฯ กิจกรรมดีๆ ที่ลงสู่ปัญหาของคนในชุมชนจริงๆ ชาวบ้านในชุมชนให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะการนำความรู้มาถ่ายทอด แนะแนวทาง ทั้งการศึกษา วัฒนธรรม ประเพณี ที่ควรสืบทอดให้คงอยู่ต่อไป เพื่อให้เด็ก เยาวชนในพื้นที่ได้ปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตของความเป็นชนบทและเมืองของชาวเมืองเหนือ

“โครงการมีประโยชน์กับทั้งชุมชน ผู้ปกครอง เด็ก เยาวชน คนทุกช่วงวัยได้มาสานสัมพันธ์ร่วมกัน มีการสื่อสารระหว่างกันมากขึ้น ชุมชนของเรามีปัญหาเรื่องเกษตรกรรม ขาดความรู้ด้านเกษตรแนวใหม่ อีกประเด็นสำคัญเรายังมีเด็ก เยาวชนที่ยังขาดคนดูแล ไม่มีพ่อ แม่ มีความเสี่ยงในการประพฤติไปในทางที่ไม่ดีจำนวนมาก อยากให้โครงการเกิดการต่อยอดต่อไป เพื่อความต่อเนื่องเพื่อชุมชนจะได้ปรับสถานการณ์ระหว่างเด็กบ้านนอกและในเมือง โดยให้น้องๆ เยาวชน เข้ามาเป็นต้นแบบที่ดีและช่วยให้คำแนะนำให้เขามีแนวทางดำเนินชีวิตที่ดี” ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 กล่าว

ไขก๊อก "Social Movement"

          ด้านนางเพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สสส. กล่าวว่า การสนับสนุนให้เยาวชนมีทักษะที่เหมาะสมต่อการใช้ชีวิตได้ในอนาคต ได้แก่ ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะชีวิตและการทำงาน และทักษะด้านสารสนเทศ สื่อและเทคโนโลยี เพื่อเติบโตต่อไปเป็นพลเมืองคุณภาพของไทยคือ เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ พอเพียง มีวินัย สุจริต และมีจิตสาธารณะ ดังนั้น การขับเคลื่อนงานของเยาวชนคนรุ่นใหม่ทั้ง 10 กลุ่ม จึงเป็นตัวอย่างที่ดีทำให้เห็นถึงผลการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม เห็นพลังสร้างสรรค์ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ได้ทำงานกันเป็นเครือข่าย ทั้งกลุ่มสถาบันการศึกษา กลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ร่วมกับองค์กรต่าง ๆ โดยมีผู้ใหญ่ใจดีในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำชุมชน องค์กรภาคี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ โดยมีพี่ ๆ จากมูลนิธิภูมิพลังชุมชนไทย เป็นแกนกลางในการประสานการขับเคลื่อนงานในพื้นที่

“การขับเคลื่อนของเครือข่ายเยาวชนสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเหนือตอนบน นับว่าเป็นการเปิดมุมมองของผู้ใหญ่หลาย ๆ คนให้เห็นถึงพลัง ความสามารถของกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่และกลุ่มเยาวชน นักศึกษาในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ได้มีโอกาสเข้าใจถึงปัญหาความทุกข์ใจของชุมชน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหา ซึ่งหวังว่า เมื่อน้อง ๆ ได้เติบโตและจบการศึกษาแล้ว โอกาสและประสบการณ์ที่ดีในวันนี้ ที่เกิดจากการร่วมเรียนรู้กับชุมชน จะทำให้เข้าใจถึงหัวอกของชาวบ้าน เข้าใจปัญหา และเชื่อว่าทุกคนจะเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ สามารถที่จะขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยสิ่งที่พวกเราได้ทำอยู่นี้คือ การเคลื่อนไหวทางสังคมหรือ “Social Movement” แม้จะขับเคลื่อนกันในพื้นที่เล็ก ๆ แต่มันจะยิ่งใหญ่ในอนาคตต่อไปได้อย่างแน่นอน”

“SMILEHUB” เช็คโรคซึมเศร้าได้ง่ายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306993

“SMILEHUB” เช็คโรคซึมเศร้าได้ง่ายๆ

โรคซึมเศร้า, smilehub

สธ.กำชับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และอสม. เร่งให้ความรู้ “โรคซึมเศร้า” ให้ประชาชนและครอบครัว ประเมินโรคซึมเศร้าด้วยตนเองทางเว็บไซต์กรมสุขภาพจิต แอปsmilehub

       นพ.เจษฎา  โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า  องค์การอนามัยโลก คาดการณ์ว่า ในปี 2020 โรคซึมเศร้าจะเป็นสาเหตุการสูญเสียปีสุขภาวะสูงเป็นอันดับ 2 รองจากโรคหัวใจหลอดเลือด โดยวัดจากปีสุขภาวะที่สูญเสียไปจากโรคและการบาดเจ็บของประชากร (Disability-Adjusted Life Years-DALYs) จากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม สำหรับประเทศไทยถือเป็นปัญหาที่เฝ้าจับตามองอันดับ 4 เป็นเรื่องที่สังคมต้องให้ความสำคัญ เพราะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก เนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้หากมีอาการรุนแรงจะเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย หรือมีชีวิตคล้ายคนพิการทางสมอง ไม่สามารถทำงานได้ กระทรวงสาธารณสุข ได้เร่งแก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอด โดยกรมสุขภาพจิตได้ให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับโรคนี้แก่ประชาชน และเพิ่มการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ทำให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสามารถเข้าถึงบริการได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 50 อย่างไรก็ดี ได้กำชับให้เจ้าสาธารณสุขและอาสาสมัครสาธารณสุข เร่งให้ความรู้ประชาชน ครอบครัว เพื่อให้สามารถสังเกตอาการและเฝ้าระวังความผิดปกติของตนเองหรือผู้ใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้สูงอายุ วัยรุ่น ผู้มีโรคประจำตัว และส่งเข้ารับคำปรึกษากับเจ้าหน้าที่ นักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน

นพ.เจษฎากล่าวต่อว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ขอให้ประชาชนใช้เวลากับครอบครัวอย่างมีอบอุ่น สร้างความสัมพันธ์ ความผูกพันในครอบครัว กลับไปอยู่กับพ่อแม่ ผู้สูงอายุ อย่าให้ท่านรู้สึกโดดเดี่ยวหรือถูกทอดทิ้ง นอกจากนี้ อาจใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นตัวช่วยสร้างความเข้มแข็งของสายใยครอบครัว เช่น ไลน์กลุ่มครอบครัว ซึ่งจะทำให้ผู้สูงอายุ ได้เห็นข้อมูลข่าวสารของลูกหลาน และข้อมูลอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ด้วย

ด้านพญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในผู้ที่เริ่มมีอาการจะสามารถสังเกตตนเองได้ แต่หากมีอาการรุนแรง ครอบครัว ผู้ใกล้ชิด จะต้องช่วยกันสังเกตว่า มีอาการดังต่อไปนี้ 1.มีอารณ์ซึมเศร้า 2.ความสนใจในกิจกรรมต่าง ๆ แทบทั้งหมดลดลงอย่างมาก 3.น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้นมาก เบื่ออาหารหรือเจริญอาหารมาก 4.นอนไม่หลับหรือหลับมากเกินไป 5.กระวนกระวายอยู่ไม่สุขหรือเชื่องช้าลง 6.อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง 7.รู้สึกตนเองไร้ค่า 8.สมาธิลดลง ใจลอย หรือลังเลใจไปหมด 9.คิดเรื่องการตายหรือคิดอยากตาย หากพบอาการในข้อ 1 หรือ 2 อย่างน้อย 1 ข้อ หรือมีอาการ 5 ข้อหรือมากกว่า เป็นอยู่อยู่นาน 2 สัปดาห์ขึ้นไป และมีอาการตลอดเวลา แทบทุกวัน หมายถึงมีภาวะซึมเศร้า ควรได้รับบริการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ หรือพบแพทย์เพื่อการบำบัดรักษา

ทั้งนี้ โรคนี้ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ส่วนใหญ่มาจากปัญหา “กาย จิต สังคม” ทางกาย เช่น ผู้ป่วยมีความผิดปกติของระดับสารเคมีที่เซลล์สมองสร้างขึ้นเพื่อรักษาสมดุลย์ของอารมณ์ มีประวัติโรคซึมเศร้าในครอบครัว ซึ่งการรักษาจะใช้ยาช่วยปรับระดับสารเคมีในสมอง ทางจิตใจ ผู้ป่วยจะมีความคิดด้านลบกับทุกสิ่ง ในการแก้ไขจะใช้พฤติกรรมบำบัดโดยนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ และทางสังคม จากปัญหาครอบครัว การทำงาน การเรียน ยาเสพติด เป็นต้น ประชาชนสามารถประเมินตนเองด้วยแบบประเมินโรคซึมเศร้าได้ ทางเว็บไซต์กรมสุขภาพจิต  http://www.dmh.com/ และแอปพลิเคชั่น smilehub หรือปรึกษาสายด่วนกรมสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง

@วชช.ตราด สร้างชุมชนเข้มแข็ง ไม่ละทิ้งตัวตน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306918

@วชช.ตราด สร้างชุมชนเข้มแข็ง ไม่ละทิ้งตัวตน

วชช.ตราด, ธนาคารความรู้, องค์ความรู้, ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม, ชุมชนบ้านอ่าวใหญ่, บ้านแหลมมะขาม

ชุมชนท้องถิ่นจะยั่งยืนได้ต้องเกิดจากการพัฒนาร่วมมือของคนในชุมชนเป็นสำคัญ หากเจ้าบ้านเจ้าถิ่นไม่เข้ามามีส่วนร่วมช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองก็คงไม่มีใครช่วยได้

         วิทยาลัยชุมชน (วชช.) ตราด 1 ใน 20 ของสถาบันวิทยาลัยชุมชน ซึ่งมีบทบาทหน้าที่หลักในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพิ่มศักยภาพ ความรู้ความสามารถให้แก่คนในชุมชน โดยชุมชนต้องมีการเปลี่ยนแปลงและเป็นผู้เลือกว่าต้องการให้ทางวชช.เข้าไปช่วยเหลือ พัฒนาในเรื่องใด

@วชช.ตราด สร้างชุมชนเข้มแข็ง ไม่ละทิ้งตัวตน

         ดร.กรรณิกา สุภาภา ผู้อำนวยการวชช.ตราด เล่าว่ากว่า 5 ปีที่ผ่านมา วชช.ตราด เข้าไปมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในหลายพื้นที่ ซึ่งหัวใจหลักของการลงพื้นที่ ไม่ใช่เพียงแค่ลงไปถึง แต่ต้องเข้าถึงหัวใจของคนในพื้นที่นั้นๆ ด้วยชุมชนบ้านแหลมมะขาม เป็นชุมชนต้นแบบที่เกิดจากความร่วมมือ ช่วยเหลือจากวิทยาลัยชุมชนตราดในการพัฒนาคน อาชีพ สร้างรายได้ เพิ่มคุณภาพชีวิตได้ประสบความสำเร็จ

          “จุดเริ่มต้นระหว่างวิทยาลัยชุมชนและชุมชนแต่ละแห่งต้องเกิดจากความต้องการของชุมชนเป็นสำคัญ ไม่ใช่เราเดินไปบอกว่าจะทำนั้นทำนี้ ดังนั้นความร่วมมือในการยกระดับชุมชนบ้านแหลมมะขาม จึงเป็นการเริ่มจากศูนย์ คือต่างฝ่ายต่างไม่ได้รู้จักกัน เพราะต่อให้อาจารย์ บุคลากรของวชช.เป็นชาวจังหวัดตราด แต่เมื่ออยู่คนละอำเภอ คนละท้องถิ่นย่อมไม่เข้าใจวัฒนธรรมชุมชนอื่นๆ เมื่อทางชาวบ้าน ผู้นำชุมชนบ้านแหลมมะขาม เดินเข้ามายังวชช.เพื่อให้ช่วยเหลือ พัฒนาตามศักยภาพ ความต้องการของชุมชน การเรียนรู้จึงเกิดขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย วชช.ได้องค์ความรู้ใหม่ๆ ขณะที่ชาวบ้านได้รับการพัฒนาความรู้ ทักษะ ศักยภาพต่างๆ” ดร.กรรณิกา กล่าว

@วชช.ตราด สร้างชุมชนเข้มแข็ง ไม่ละทิ้งตัวตน

ดร.กรรณิกา สุภาภา

           “ชุมชนบ้านแหลมมะขาม อ.แหลมงอบ จ.ตราด” มีจุดเด่นเรื่องวัฒนธรรมและต้องการพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ดร.กรรณิกา กล่าวต่อไปว่า ชุมชนจะพัฒนาได้ต้องรู้ว่าบ้านเกิดของตนมีดีอะไร ยิ่งถ้าคิดจะขายท่องเที่ยวต้องมีของดี และชุมชนต้องมีการรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น ผู้นำชุมชนต้องมีวิสัยทัศน์ซึ่งชุมชนบ้านแหลมมะขามมีปัจจัยที่จะทำให้เกิดชุมชนคุณภาพทั้งหมด เป็นชุมชนที่มีอัตลักษณ์ มี 2 ประวัติศาสตร์ 2 ศาสนา 3 วัฒนธรรม

           ชาวบ้านมีความรู้พื้นฐาน หรือ Tacit Knowledge ความรู้ที่ได้มาจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง แต่ไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ได้ เนื่องจากเขาเห็นทุกวันจนไม่รู้สึกตื่นเต้น ไม่คิดว่าใครจะสนใจ เมื่อทางวชช.ตราด ไปในพื้นที่ โดย มีผอ.วชช. และอาจารย์อมร ไชยแสน โครงการจัดการความรู้เพื่อการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน วชช.ตราด รวมถึงนักวิชาการท่านอื่นๆ เข้าไปช่วยบริหารจัดการการเรียนรู้แก่ชาวบ้าน

@วชช.ตราด สร้างชุมชนเข้มแข็ง ไม่ละทิ้งตัวตน

         ให้องค์ความรู้ที่เขามีอยู่เป็นรูปธรรม สามารถถ่ายทอดแก่สาธารณะ ดึงความรู้ ศักยภาพของชาวบ้านออกมา ผ่านการอบรม เรียนรู้ร่วมกันในเรื่องต่างๆ จนทำให้เกิดโปรแกรมการท่องเที่ยว อบรมนักสื่อความหมายท้องถิ่นและเปิดให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเข้ามาในพื้นที่จริงๆ ทั้งหมดเป็นกระบวนการวิจัย การทดลองเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง

@วชช.ตราด สร้างชุมชนเข้มแข็ง ไม่ละทิ้งตัวตน

         “วชช.ต้องสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในชุมชน ซึ่งจะสร้างได้ ไม่ใช่มีหน้าที่เพียงเติมเต็มเท่านั้น แต่ต้องรักษาความเป็นเอกลักษณ์ ตัวตนของชุมชนที่แตกต่างและมีเสน่ห์ไม่เหมือนกันให้คงอยู่ต่อไป ดังนั้นการพัฒนาชุมชน การถอดบทเรียนเรื่องราวต่างๆ ต้องเป็นการปลูกฝังชุมชนให้รัก รู้จักถ่ายทอดเรื่องราวชุมชนของตนเอง ศักยภาพของชาวบ้าน และไม่ละทิ้งอัตลักษณ์ของชุมชน ชุมชนบ้านแหลมมะขามจึงเป็นโมเดลของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ความสำเร็จของวชช.ได้ร่วมจัดการความรู้ การเรียนรู้สู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน และเป็นต้นแบบไปสู่ชุมชนบ้านอ่าวใหญ่ ที่เกาะกูด” ดร.กรรณิกา กล่าว

@วชช.ตราด สร้างชุมชนเข้มแข็ง ไม่ละทิ้งตัวตน

นายสุเทพ บุญเพียร ผู้ใหญ่บ้านแหลมมะขาม

         ด้าน นายสุเทพ บุญเพียร ผู้ใหญ่บ้านแหลมมะขาม ประธานกลุ่มท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมบ้านแหลมมะขาม กล่าวว่า ชาวบ้านรู้จักพื้นที่ของตนเองแต่ไม่รู้ว่าจะพัฒนาชุมชนอย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งคนในพื้นที่และอนุรักษ์วัฒนธรรม ท้องถิ่นให้คงอยู่ วชช.ตราด เป็นเสมือนธนาคารความรู้ของชุมชน ที่เข้ามาช่วยเติมเต็มหลักการ วิชาการในส่วนที่ชาวบ้านไม่รู้ ไม่เข้าใจ ระยะเวลากว่า 5 ปีที่ได้แลกเปลี่ยนทำงานร่วมกันระหว่างชาวบ้านและนักวิชาการ อาจารย์จากวชช.ตราด ช่วยส่งเสริมให้ชาวบ้านทุกเพศทุกวัยเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีทักษะชีวิตสร้างงาน สร้างรายได้ และที่สำคัญมีความรัก เห็นคุณค่าสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ประวัติความเป็นมาของชุมชนตนเอง

@วชช.ตราด สร้างชุมชนเข้มแข็ง ไม่ละทิ้งตัวตน

       “กลุ่มท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมบ้านแหลมมะขาม จัดโปรแกรมท่องเที่ยว 2 วัน 1 คืน ตามที่วชช.ตราดเข้ามาให้ความรู้ โดยมีศูนย์เรียนรู้ตามรอยเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง บ้านหุ่นไม้กระดาน ภาพจิตกรรมฝาผนังอุโบสถวัดแหลมมะขาม และโต๊ะวาลี รวมถึงมีโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยวได้ครั้งละ 30 คน ซึ่งนอกจากนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วัฒนธรรม อัตลักษณ์ท้องถิ่น กินอาหารพื้นบ้าน และมีผลิตภัณฑ์ชุมชนมากมายให้เลือกสรรแล้วยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน สร้างงาน สร้างรายได้ เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพกรีดยาง เมื่อว่างจากกรีดยางก็จะไม่มีอย่างอื่นทำ อีกทั้งในหมู่บ้านมีผู้สูงอายุจำนวนมาก บางคนเป็นโรคซึมเศร้า อยู่บ้านเฉยๆ เมื่อวชช.ตราด ได้เข้ามาจัดกระบวนการทำงาน เรียนรู้การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทำให้ทุกคนมีความสุข มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดีขึ้น ดังนั้นอยากให้ทุกชุมชนร่วมกับวิทยาลัยชุมชนในท้องถิ่นของตนเอง เพื่อร่วมกันดูแล รักและหวงแหนท้องถิ่นให้คงอยู่ตลอดไป” นายสุเทพ กล่าว

@วชช.ตราด สร้างชุมชนเข้มแข็ง ไม่ละทิ้งตัวตน

         เช่นเดียวกับ ป้าวาสนา สิงหพันธ์ ผู้ประสานงานกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านอ่าวใหญ่ เกาะกูด กล่าวว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำประมงพื้นบ้าน มีวิถีชีวิตชาวประมง ว่างจากหาปลาก็มาทำกุ้งแห้ง ปลาเค็ม และเมื่อก่อนก็มีซ่อง มียาเสพติด แต่เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ ชาวบ้านอยากทำให้คุณภาพชีวิตของชุมชนดีขึ้น และอยากเปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยว เพราะชุมชนมีเรื่องราว มีวิถีชีวิตดั้งเดิม เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะบอกกล่าว สื่อสารให้ผู้อื่นได้รู้ เมื่อเกิดการร่วมกลุ่มชาวบ้านและทาง วชช.ตราดเข้ามาโดยพยายามปรับให้สอดคล้องกับชุมชนบ้านอ่าวใหญ่ ดังนั้น วชช.ตราด เป็นกำลังสำคัญในการช่วยพัฒนาชุมชนให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

@วชช.ตราด สร้างชุมชนเข้มแข็ง ไม่ละทิ้งตัวตน

วาสนา สิงหพันธ์

        “ชุมชนมีของดีมากมาย แต่เราไม่รู้ว่าจะจัดการเรื่องเหล่านี้ให้มีคุณค่า มีประโยชน์อย่างไร ซึ่งเมื่อเข้ามาช่วยเสริม จัดการความรู้ของชุมชนให้เป็นกระบวนการ โปรแกรมการท่องเที่ยว อบรมการเป็นนักสื่อสารที่ดี ทำให้รู้ถึงบทบาทหน้าที่ของตนเอง และร่วมอนุรักษ์พื้นที่แหล่งท่องเที่ยวให้คงอยู่ไว้ เพราะหากไม่มีสถาบันการศึกษาเข้ามาช่วย ด้วยความเจริญก้าวหน้าต่างๆ ที่เข้ามาในชุมชนอาจทำให้ชาวบ้านเกิดความหลงใหล และหลงลืมวัฒนธรรมของตนเอง แต่ทั้งนี้การดำเนินการพัฒนาชุมชนจะเกิดขึ้นจริงได้ต้องเริ่มจากคนในชุมชนอยากทำ อยากร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน และเห็นคุณค่าบ้านเกิดของตนเองก็จะสามารถช่วยสร้างชุมชน สังคมเข้มแข็งขึ้นมาได้”

@วชช.ตราด สร้างชุมชนเข้มแข็ง ไม่ละทิ้งตัวตน

        “เข้าใจ เข้าถึง และรวมพลังของคนในชุมชน” เป็นหลักในการพัฒนาชุมชนให้มีคุณภาพ โดยชุมชนต้องเหลียวมองของดีของชุมชน มีความศรัทธา และมุ่งมั่นที่จะร่วมกันพัฒนาคนท้องถิ่น

oชุลีพร อร่ามเนตรo

qualitylife4444@gmail.com

อยากได้ “ของขวัญปีใหม่”จากรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306974

อยากได้ “ของขวัญปีใหม่”จากรัฐบาล

ของขวัญจากรัฐบาล, ของขวัญปีใหม่

ธุรกิจบัณฑิตย์โพล เผยกลุ่มธุรกิจ Startup อยากให้รัฐบาล “ลดภาษี ส่งเสริมการลงทุน ลดต้นทุนสินค้า เป็นของขวัญปีใหม่

        ธุรกิจบัณฑิตย์โพล โดยศูนย์บริการวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทำการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มธุรกิจ Startup เรื่อง ผลกระทบทางเศรษฐกิจของ Startup จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ มีผลสำรวจดังนี้   รายได้ของ Startup ตลอดทั้งปี 2560 พบว่า ส่วนใหญ่มีรายได้เท่าเดิม ร้อยละ 52.16    มีรายได้ลดลง ร้อยละ 32.81  และมีเพียงร้อยละ 15.03 ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น  อีกทั้ง Startup ประมาณการรายได้ในช่วงสิ้นปีนี้ว่าจะมีรายได้เท่าเดิม ร้อยละ 46.80   มีรายได้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 27.19  และมีรายได้ลดลง ร้อยละ 26.01

เมื่อสอบถามถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ Startup คาดว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของธุรกิจตัวเอง พบว่า อันดับ 1) มาตรการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิตอล ส่งเสริมเทคโนโลยี มีร้อยละ 42.41  2) มาตรการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง มีร้อยละ 30.52   และ 3) มาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว มีร้อยละ 27.28

ส่วนมาตรการที่ Startup คาดว่าจะไม่ส่งผลรวมถึงส่งผลกระทบทำให้ธุรกิจแย่ลง ได้แก่ 1) มาตรการปฏิรูปโครงสร้างภาษีทั้งระบบ ร้อยละ 70.56   และ 2) มาตรการสานต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของ คสช. ร้อยละ 71.11

เนื่องในวันปีใหม่ที่ใกล้จะมาถึง Startup อยากได้ของขวัญปีใหม่ จากรัฐบาล อันดับ 1) การลดภาษี ร้อยละ 34.76   อันดับ 2) การส่งเสริมการลงทุน ร้อยละ 21.01  อันดับ 3) การลดต้นทุนสินค้า ร้อยละ 18.64       อันดับ 4) การหาตลาด ร้อยละ 13.02   อันดับ 5) การสนับสนุนด้านการเงิน ร้อยละ 11.09  และอันดับสุดท้าย    การสนับสนุนด้านแรงงานต่างด้าว ร้อยละ 1.48

‘กระดูกพรุน’ ภัยร้าย!!คนสูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306931

‘กระดูกพรุน’ ภัยร้าย!!คนสูงวัย

สะสมแคลเซียม, ปริมาณแคลเซียมที่เหมาะสม, ผู้สูงอายุ, หกล้ม, กระดูกพรุน

ผู้สูงอายุเวลามีกระดูกพรุนจะไม่ได้พรุนเฉพาะจุด จึงต้องตรวจวัดที่สะโพกและกระดูกสันหลัง เพราะเป็นจุดที่เห็นชัดที่สุด ต้องสะสมแคลเซียมให้พอเหมาะ 800-1 พันมิลลิกรัม

        ปัจจุบันเรามักได้ยินว่าประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคม “ผู้สูงอายุ” แล้ว ทำให้มีคำแนะนำหรือข้อมูลความรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุว่ามีโรคอะไรที่จะเกิดขึ้นเมื่อพยาธิสรีระมีการเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ควรต้องระมัดระวังให้มากที่สุดในผู้สูงอายุ เป็นภัยร้ายที่อาจตามมานั่นคือ“กระดูกพรุน” ที่รอวันหักในเวลาที่เกิดพลัดหกล้ม จนกลายเป็น“วงจรเศร้าสลด” และต้องทนทุกข์ทรมานก่อนจากโลกนี้ไป

ผศ.นพ.สมบัติ โรจน์วิโรจน์ ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า “กระดูกพรุน” มีสาเหตุเกิดจากการสูญเสียมวลกระดูก ทำให้กระดูกบางลง หากนึกภาพไม่ออกให้นึกถึงเปลือกไข่เปราะๆ บางๆ แตกหักง่าย ทำให้บางคนตัวเตี้ยลง เนื่องจากกระดูกโปร่งบางและยุบตัวช้าๆ ที่น่าเป็นห่วง คือผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมีโอกาสเกิดกระดูกแตกหักง่ายกว่าคนทั่วไป จะทราบได้อย่างไรว่าตัวเองมีภาวะ “กระดูกพรุน” โดยทั่วไปกระดูกที่พรุนหรือมวลกระดูกบางลงจะไม่มีอาการแสดงออก เรียกว่าเป็นภัยเงียบที่ซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งมีวิธีการตรวจ คือการสกรีนด้วยอัตราซาวน์ที่ข้อมือ และข้อเท้า เพื่อเป็นการตรวจคัดกรอง

'กระดูกพรุน' ภัยร้าย!!คนสูงวัย

ผศ.นพ.สมบัติ โรจน์วิโรจน์

หากพบความผิดปกติก็จะต้องตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องตรวจวัดมวลกระดูก ซึ่งผู้สูงอายุเวลามีกระดูกพรุนจะไม่ได้พรุนเฉพาะจุด จึงต้องตรวจวัดที่สะโพกและกระดูกสันหลัง เพราะเป็นจุดที่เห็นชัดที่สุดที่ถือเป็นมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก สำหรับค่าการวัดที่ได้เราจะเปรียบเทียบกับคนปกติทั่วไปวัย 35  ปี เพราะเป็นช่วงอายุที่มวลกระดูกหนาแน่นที่สุด ถ้าใครผลออกมาเป็นผล บวก จนถึง ลบ 1 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ถ้าต่ำกว่าลบ 1 ถึง ลบ 2.5  แสดงว่ากระดูกบางลง เนื่องจากมวลกระดูกลดลง แต่ถ้าใครตรวจแล้วพบว่าต่ำว่า ลบ 2.5 จะถูกวินิจฉัยว่า “กระดูกพรุน” ต้องได้รับการรักษา
หากเกิดเรื่องที่เราไม่อยากให้เกิด นั่นคือ ผู้สูงอายุหกล้มกระดูกหัก โดยอวัยวะที่หักพบบ่อยใน 3 ส่วน คือ ข้อมือ สะโพก และกระดูกสันหลัง

จากการข้อมูลทั่วไปพบว่าหาก “ข้อมือหัก” หรือ “กระดูกสันหลังทรุด” กระดูกจะมีรูปร่างบิดเบี้ยวไป หลังก็ค่อมลงๆ แต่มักจะไม่ถึงขั้นเสียชีวิต ยกเว้นกรณีที่ทรุดไปมากหรือมีการกดทับเส้นประสาทก็ต้องรับการรักษาเฉพาะทาง แต่ถ้า “กระดูกสะโพกหัก” ปัญหาคือความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ไม่สามารถลุกยืนเดินได้ ต้องนอนติดเตียงเสี่ยงกับโรคแทรกซ้อนต่างๆ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งเกินกว่า ร้อยละ 95 ต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วน แต่ที่สำคัญคือการรักษาแบบองค์รวมของหลากหลายสาขาอย่างมีระบบจะช่วยให้เกิดความรวดเร็ว ปลอดภัย

'กระดูกพรุน' ภัยร้าย!!คนสูงวัย

ในส่วนวิธีการผ่าตัดในผู้ป่วยแต่ละคนนั้นแพทย์ต้องเลือกว่าเหมาะกับการรักษาวิธีใด เพราะมีรูปแบบการรักษาต่างๆ เช่น ผ่าตัดใส่แท่งโลหะยาวๆ มีสกรูยึด หรือมีเรื่องของการใช้ซีเมนต์เสริม บางรายอาจใช้ข้อสะโพกเทียม หลังจากผ่าตัดเสร็จแล้ววันที่ 2-5 ผู้ป่วยต้องเริ่มทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสภาพ พยายามให้ลุกออกจากเตียง ฝึกการนั่ง ยืน เดิน และการทรงตัว ซึ่งตรงนี้มีความสำคัญมาก เพราะผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักส่วนใหญ่ที่นอนติดเตียง อาจส่งผลร้ายตามมา

มีข้อมูลที่มีการอ้างอิงออกมาว่า เมื่อกระดูกสะโพกหักแล้ว จะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย 20 % มักเสียชีวิต ภายใน 1 ปี 30 % พิการถาวร 40 % ต้องใช้เครื่องช่วยพยุงในการเดิน ที่สำคัญคือไม่สามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวัน ได้เหมือนเดิม ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เหมือนปกติก่อนกระดูกหัก ฉะนั้นจึงเน้นย้ำเสมอว่าอย่าให้มีกระดูกหักครั้งแรก เพราะก็อาจจะมีครั้งต่อๆ ไปตามมา จนเข้าสู่ “วงจรเศร้าสลด” หมายความว่า  ผู้สูงวัยเมื่อไหร่ที่เริ่มล้ม ก็ มีโอกาสที่จะล้มซ้ำได้อีก เมื่อล้มแล้วล้มอีกก็ต้องทนทุกข์ทรมานผ่าตัดซ้ำๆ อยู่แบบนี้ สุดท้ายก็ต้องเสียชีวิต จากโรคอื่นที่แทรกซ้อนและรุมเร้าเข้ามา ดังนั้นจึงต้องป้องกันไม่ให้ล้มซ้ำ

การป้องกันการล้มซึ่งมีหลากหลายวิธี ได้แก่ การฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรงเพื่อมาประคองกระดูกไว้ การฝึกการทรงตัวและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ส่วนออกกำลังกายชนิดที่มีการลงน้ำหนัก ได้แก่ วิ่งเหยาะๆ เดินเร็ว ก็มีส่วนช่วยให้กระดูกแข็งแรงขึ้น สำหรับการรักษากระดูกพรุนมีหลักการคือ การให้ร่างกายเสริมสร้างโครงกระดูกด้วยการสะสมแคลเซียม เช่น การเสริมอาหารหรือการเสริมแคลเซียมในปริมาณที่พอเหมาะ ทั้งนี้อาจจะต้องใช้ยาช่วยยับยั้งการสลายแคลเซียมจากกระดูก หรือยาฮอร์โมนบางประเภทร่วมด้วย ยาฉีดที่เป็นฮอร์โมน เรียกว่า “พาราไทรอยด์ฮอร์โมน” ที่ช่วยกระตุ้นในการสร้างกระดูกและช่วยรักษาให้การดูดซึมของแคลเซียมออกจากกระดูกน้อยลง และต้องได้รับการดูแลโดยแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการหัก

สิ่งสำคัญคือการดูแลตัวเอง และทำให้มวลกระดูกของเรามีความหนาแน่นเหมือนกับตอนอายุ 35 เพราะเมื่อสูงวัยขึ้นมวลกระดูกก็จะลดลงอย่างช้าๆ สิ่งสำคัญคือการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคกระดูกพรุนให้มากขึ้น ถึงสาเหตุหรือองค์ประกอบที่ทำให้เป็นโรคกระดูกพรุน ไม่ว่าจะพันธุกรรมหรือปัจจัยเสี่ยง รวมถึงพฤติกรรมการบริโภค และการออกกำลังกายซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ

การป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำอีกคือต้องดูแลในเรื่องคุณภาพกระดูกให้แข็งแรงใกล้เคียงกระดูกปกติ ได้แก่เรื่องยาพื้นบ้าน คือ “แคลเซียม” ปริมาณพอเหมาะอยู่ที่ 800 – 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน หากรับประทานเกินไปถึง 2,000-3,000 มิลลิกรัมก็จะดูดซึมได้ไม่หมด อาจเกิดท้องผูกและผลเสียด้านอื่นได้ และทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

อีกตัวหนึ่งคือ “วิตามินดี” ซึ่งผิวหนังร่างกายคนเราสามารถสร้างได้จากการโดนแสงแดด จึงควรตากแดดประมาณ 30 นาที แนะนำให้ใส่กางเกงขาสั้น เสื้อแขนสั้นไม่ต้องทาครีมกันแดด ในช่วงเวลา 8-9 โมงเช้า แต่ถ้าใครไม่อยากตากแดดก็มีอีกวิธีหนึ่งคือนำเห็ดสดๆ (เห็ดสดที่บริโภคได้) ไปตากแดดในช่วงแดดจัดๆ ประมาณ 1 ชม. เห็ดสดจะสร้างวิตามินดีเก็บไว้ เมื่อเรานำเห็ดนั้นมาปรุงอาหารรับประทาน ก็จะทำให้เราได้รับวิตามินดีได้แบบเต็มๆ นอกจากนี้ การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมมากๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น คะน้า บร็อคโคลี่ นม และผลิตภัณฑ์ของนม ปลาตัวเล็กตัวน้อย เต้าหู งาดำ ก็ช่วยเสริมสร้างกระดูกของเราให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุนยามเมื่อเรากลายเป็นผู้สูงวัยในอนาคต!!

ข้อมูล ศูนย์กระดูกและข้อโรงพยาบาลกรุงเทพ  สอบถามเพิ่มเติม Call Center โทร.1719

ฝึกซ้อม!!นร.วัดลำนาวเอาตัวรอดหากเกิดไฟไหม้ (ชมภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306898

ฝึกซ้อม!!นร.วัดลำนาวเอาตัวรอดหากเกิดไฟไหม้ (ชมภาพ)

ปฐมพยาบาลเมื่อไฟไหม้, ไฟไหม้, ซ้อมระงับอัคคีภัย

ร.ร.วัดลำนาว นครศรีธรรมราช ร่วมสำนักงานปภ.นครศรีฯ อบรมและฝึกซ้อมระงับอัคคีภัยในสถานศึกษาให้นักเรียน และครู มีทักษะการใช้อุปกรณ์ เอาตัวรอดถ้าเกิดไฟไหม้ในร.ร.

        โรงเรียนวัดลำนาว อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดฝึกซ้อมระงับอัคคีภัยในสถานศึกษาระหว่างวันที่ 21-22 ธันวาคม 2560 โดย นายนัฐพล เพ็งเมือง ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดลำนาว เปิดเผยว่า เนื่องจากการเกิดเพลิงไหม้ทำให้เกิดความเสียหายหลายด้าน เช่น มีผลกระทบต่ออาคารและสถานที่ อุปกรณ์ ฯลฯ ดังนั้นเรื่องการระงับอัคคีภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง แต่เนื่องจากครู นักเรียน ผู้ปกครองยังขาดความรู้ ทักษะในการป้องกันและระงับอัคคีภัย สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาทุ่งใหญ่และคณะ ในส่วนของการรับผิดชอบในด้านการป้องกันการเกิดเหตุเพลิงไหม้ในภาวะปกติเบื้องต้น จึงมาให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติ ในหัวข้อดังนี้

ฝึกซ้อม!!นร.วัดลำนาวเอาตัวรอดหากเกิดไฟไหม้ (ชมภาพ)

ทฤษฏีการเกิดเพลิงไหม้ การแบ่งประเภทของไฟ จิตวิทยาเมื่อเกิดอัคคีภัย แผนการป้องกันและระงับอัคคีภัย การป้องกันแหล่งกำเนิดการติดไฟ วิธีการดับเพลิงประเภทต่างๆ เครื่องมือดับเพลิงชนิดต่างๆ วิธีการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่ใช้ในการดับเพลิง การจัดระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย และการประยุกต์ใช้ระบบและอุปกรณ์ที่มีอยู่ในสถานศึกษาและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

ฝึกซ้อม!!นร.วัดลำนาวเอาตัวรอดหากเกิดไฟไหม้ (ชมภาพ)

นายนัฐพล กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในการดำเนินการจัดอบรมและฝึกซ้อมปฏิบัติในครั้งนี้เพื่อให้นักเรียน ผู้ปกครอง ครู มีทัศนคติที่ดีในการร่วมมือป้องกันและระงับอัคคีภัยเพื่อเป็นการลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง ครู สามารถใช้อุปกรณ์ดับเพลิงเข้าระงับเหตุเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ให้มีความรู้และทักษะทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติที่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานและในชีวิตประจำวันได้ ได้รู้จักวิธีการป้องกันและการเข้าระงับเหตุอัคคีภัยได้อย่างถูกต้องถูกวิธี พร้อมทั้งเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันและระงับอัคคีภัยเบื้องต้นและขั้นรุนแรงได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ สามารถลดการสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อมโดยนำความรู้ที่ได้รับไปช่วยเหลือสังคมได้เป็นอย่างดีต่อไป

ฝึกซ้อม!!นร.วัดลำนาวเอาตัวรอดหากเกิดไฟไหม้ (ชมภาพ)

ฝึกซ้อม!!นร.วัดลำนาวเอาตัวรอดหากเกิดไฟไหม้ (ชมภาพ)

ฝึกซ้อม!!นร.วัดลำนาวเอาตัวรอดหากเกิดไฟไหม้ (ชมภาพ)

ฝึกซ้อม!!นร.วัดลำนาวเอาตัวรอดหากเกิดไฟไหม้ (ชมภาพ)

ฝึกซ้อม!!นร.วัดลำนาวเอาตัวรอดหากเกิดไฟไหม้ (ชมภาพ)

ฝึกซ้อม!!นร.วัดลำนาวเอาตัวรอดหากเกิดไฟไหม้ (ชมภาพ)

 

พบลานเบียร์เถื่อน-เสียงดังโทษปรับ 5 หมื่น คุก 6 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306906

พบลานเบียร์เถื่อน-เสียงดังโทษปรับ 5 หมื่น คุก 6 เดือน

ลานเบียร์, พ.ร.บ., พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535, โทษปรับ, จำคุก

กรมอนามัย เตือนเปิดลานเบียร์เถื่อน เสียงดัง มีโทษปรับตามพ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ. 2535 ไม่เกิน 5 หมื่น หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

       ในช่วงฤดูหนาวและเทศกาลปีใหม่นี้ หลายพื้นที่มักมีการจัดงานเทศกาลลานเบียร์สด มีการตั้งซุ้มขายอาหาร การแสดงดนตรีสด นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ถึงแม้จะเป็นกิจการที่สร้างสีสันให้กับกลุ่มนักดื่ม แต่เป็นกิจการที่อันตรายต่อสุขภาพตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข  ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศมีอำนาจหน้าที่ควบคุม ดูแล สถานประกอบกิจการลานเบียร์สดให้ปฏิบัติตามพ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535

ทั้งนี้ ผู้ประกอบกิจการต้องยื่นขอใบอนุญาตหรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่เป็นสถานที่ตั้งของกิจการนั้น และผู้ประกอบกิจการจะต้องปฏิบัติให้ถูกสุขลักษณะเป็นไปตามข้อบัญญัติท้องถิ่น รวมทั้งควบคุมการดำเนินกิจการ มิให้เกิดเสียงดังจนเป็นเหตุรำคาญสร้างความเดือดร้อนกับประชาชน หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่ามีผู้ประกอบกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจะมีความผิด โดยมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

อธิบดีกรมอนามัย กล่าวต่อไปว่า การควบคุม ดูแล สถานประกอบกิจการดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญมากที่แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของภาครัฐในการที่จะคุ้มครองสิทธิทางสุขภาพของประชาชน อีกทั้งยังเป็นการสร้างจิตสำนึกแก่ผู้ประกอบกิจการให้มีความรู้และปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 เป็นต้น

สำหรับอาหารที่จำหน่าย หากไม่มีการคุมเข้มด้านความสะอาดปลอดภัย ก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้ ทำให้เสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากอาหารและน้ำเป็นสื่อ อาทิ อาหารเป็นพิษ ท้องร่วง และโรคบิด เป็นต้น นอกจากนี้ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากๆ ยังมีผลเสียต่อสุขภาพ และเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่ยานพาหนะอีกด้วย

กสร.เรียนนายจ้างรับเหมาซ่อมตึกทำเนียบแจงพรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306902

กสร.เรียนนายจ้างรับเหมาซ่อมตึกทำเนียบแจงพรุ่งนี้

มาตรฐานระบบด้านความปลอดภัย, กสร., แรงงาน, ตกนั่งร้าน, ซ่อมทำเนียบ

กสร. เรียกนายจ้างสอบข้อเท็จจริงกรณีลูกจ้างก่อสร้างปรับปรุงอาคารตึกบัญชาการ 1-2 ทำเนียบรัฐบาล ตกนั่งร้านบาดเจ็บวันที่ 25 ธ.ค.นี้ หากไม่ได้มาตรฐานเอาผิดตามกฎหมาย

        เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2560 นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยถึงการดำเนินการกรณีนายพีรพัฒน์ สักขวา ลูกจ้างของบริษัท กันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ซึ่งทำการปรับปรุงอาคารตึกบัญชาการ 1-2 ในบริเวณทำเนียบรัฐบาล ตกจากนั่งร้านได้รับบาดเจ็บเมื่อวันที่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า หลังจากทราบเหตุ กสร. ได้ส่งพนักงานตรวจความปลอดภัยลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบกรณีดังกล่าวทันทีในเบื้องต้นพบว่านายจ้างไม่ได้จัดให้มีการใช้สายหรือเชือกช่วยชีวิตและเข็มขัดนิรภัยพร้อมอุปกรณ์ฯให้ลูกจ้างได้สวมใส่ขณะปฏิบัติงาน จึงได้ออกหนังสือได้เชิญนายจ้างให้มาพบในวันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม 2560 เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมว่านายจ้างได้มีการปฏิบัติตามกฎกระทรวง เรื่อง กำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับงานก่อสร้าง พ.ศ. 2551 หรือไม่ หากตรวจสอบแล้วพบนายจ้างไม่ปฏิบัติตามจะดำเนินตามกฎหมายทันที

นอกจากนี้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ลูกจ้าง ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งอาจต้องสัญจรผ่านบริเวณดังกล่าว กสร.จะตรวจสอบมาตรฐานในการบริหารและจัดการด้านความปลอดภัยด้วย หากพบว่ายังปฏิบัติไม่ถูกต้องจะมีคำสั่งให้ปฏิบัติให้ถูกต้องโดยเร็ว สำหรับอัตราโทษสูงสุดของการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานคือมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อธิบดี กสร.กล่าวต่อไปว่า อุบัติเหตุในการทำงานที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งผู้ประสบเหตุ ครอบครัว นายจ้างเองก็มีความผิดและถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามการประสบอันตรายจากการทำงานเป็นเรื่องที่สามารถป้องกันได้เริ่มต้นด้วยการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

นายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่  กองความปลอดภัยแรงงานโทรศัพท์ 0 2448 9128-39 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่10 พื้นที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือที่โทรศัพท์สายด่วน 1546

ลูกจ้างต้องได้หยุดยาว 4 วันช่วงปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306896

ลูกจ้างต้องได้หยุดยาว 4 วันช่วงปีใหม่

วันหยุดปีใหม่, เทศกาลปีใหม่

ก.แรงงาน ขอความร่วมมือสถานประกอบกิจการให้ลูกจ้างได้หยุดยาวต่อเนื่อง 4 วัน ช่วงเทศกาลปีใหม่ 30 ธ.ค.60-2 ม.ค.61 ให้เดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัว

       นางเพชรรัตน์ สินอวย รองปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 กำหนดให้วันที่ 30 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2561เป็นวันหยุดต่อเนื่องกันในช่วงเทศกาลปีใหม่ กระทรวงแรงงาน โดย พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยพี่น้องผู้ใช้แรงงานที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงวันหยุดปีใหม่ จึงขอความร่วมมือให้นายจ้างพิจารณาจัดให้ลูกจ้างได้หยุดต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2561เพื่อให้ลูกจ้างได้เดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัว ณ ภูมิลำเนาของตนเองและร่วมกิจกรรมตามประเพณีนิยมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา อีกทั้งขอให้ลูกจ้างที่เดินทางกลับภูมิลำเนาใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ยานพาหนะ งดดื่มสุรา เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ขณะเดินทาง และขอให้เดินทางไปกลับด้วยความปลอดภัย

ทั้งนี้สถานประกอบกิจการส่วนใหญ่ได้ประกาศให้วันที่ 31 ธันวาคม 2560 เป็นวันสิ้นปี และวันที่ 1 มกราคม 2516 เป็นวันขึ้นปีใหม่และวันหยุดตามประเพณีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งหากวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ของลูกจ้าง นายจ้างต้องจัดให้วันที่ 2 มกราคม 2561 เป็นวันหยุดชดเชยวันหยุดตามประเพณี

“สำหรับสถานประกอบกิจการประเภทงานขนส่งทางบก นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับขี่พาหนะทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง หากจะให้ทำงานล่วงเวลาต้องไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง โดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง และในวันทำงานถัดไป ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างเริ่มต้นทำงานก่อนครบระยะเวลา 10 ชั่วโมง หลังสิ้นสุดการทำงานในวันทำงานที่ล่วงมาแล้ว” โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าว