เตรียมรื้อถอนพระเมรุมาศในหลวงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306796

เตรียมรื้อถอนพระเมรุมาศในหลวงร.9

พระเมรุมาศ, รื้อถอน

ขอพระบรมราชานุญาตฯ รื้อถอนพระเมุมาศ คาดใช้เวลา 60 วัน โดยจัดสร้างพิพิธภัณฑรังสิตคลอง5จัดแสดง เผยวันที่ 30-31 ธ.ค.แสดงโขนรามเกียรติ์ชุดพิเศษก่อนปิดนิทรรศการ

         เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2560 ที่ห้องรับรองหลังพระที่นั่งทรงธรรม ท้องสนามหลวง นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมติดตามและประเมินผลการดำเนินงานนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องการดำเนินการรื้อย้ายพระเมรุมาศและอาคารประกอบในมณฑลพิธีท้องสนาม  ด้วยกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้รับมอบหมายให้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์ในพื้นที่คลอง 5 จังหวัดปทุมธานี เพื่อที่รวบรวมองค์ความรู้ อาคารประกอบต่างๆ และเรื่องราวพระราชพิธีพระบรมศพ โดยจะการรื้อถอนอาคารบางส่วนมาสร้างที่นี่ เช่น อาคารศาลาลูกขุน 1 จำนวน 2 หลัง บุษบกซ่าง และหอเปลื้อง อย่างละ 1 หลังจะนำมาจัดแสดงที่นี่ ส่วนประติมากรรม จะแบ่งประมาณ 20% มาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ ที่รังสิตคลอง 5

สำหรับต้นไม้ กระถางที่ประดับโดยรอบพื้นที่นั้น พวกไม้ดัดต่างๆ จะดำเนินการส่งคืนให้กลับสวนนงนุช ขณะที่ดอกดาวเรืองกว่า 3 แสนต้นนั้นจะเคลื่อนย้าย ไปใช้จัดงานฤดูหนาวที่บริเวณลานพระที่นั่งดุสิต และสนามเสือป่าช่วงต้นเดือนมกราคม 2561 ทั้งนี้ จะไม่มีการจำลองพระเมรุมาศจำลองไปแสดง เพราะเป็นความเชื่อสืบทอดมาแต่โบราณกาล อีกทั้ง การจัดสร้างพระเมรุมาศในหลวงรัชกาลที่ 9 ต่างจากพระเมรุมาศในอดีต เพราะเป็นการรวบรวมองค์ความรู้ต่างๆ และยังเป็นการถวายความจงรักภักดี ถวายพระเกียรติสูงสุด ซึ่งการเปิดให้ประชาชนมาชมทำให้เห็นมรดกล้ำค่าที่สืบทอด และภายหลังปิดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯแล้ว ก็จะยังคงมีเจ้าหน้าที่เข้ามาคอยดูแลเหมือนเดิม เพียงแต่ลดปริมาณลง จนกว่าการรื้อยายจะเสร็จสิ้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันการสูญหาย อย่างไรก็ตาม กรมศิลปากรได้จัดทำแผนดำเนินการรื้อย้ายและทำเรื่องกราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพิจารณาโปรดเกล้าฯ

ด้าน นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ขณะนี้กรมศิลปากร ได้ทำเรื่องกราบบังคมทูล ขอพระบรมราชานุญาตในการรื้อถอนพระเมรุมาศแล้ว  และหากทรงพระราชานุญาตลงมาแล้วก็จะมีพิธีบวงสรวงก่อนจะมีการรื้อถอน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการกลางเดือนมกราคม โดยในส่วนของวัสดุก่อสร้างทั้งประติมากรรมและงานศิลปกรรมหลักๆของพระเมรุมาศก็จะนำไปเก็บไว้ที่ช่างสิบหมู่ จ.นครปฐม ซึ่งขณะนี้ได้สร้างอาคารขนาดกว้าง 30×60 เมตรขึ้นมาใหม่เฉพาะไว้จัดเก็บเพื่อเก็บไว้รอจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์หลังใหม่ ส่วนงานสถาปัตยกรรมของพระเมรุมาศ เช่น สร้าง และหอเปลื้องจะเก็บไว้ 1 หลัง เพื่อนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ รวมถึงเก็บงานศิลปกรรมทั้งหมดไว้ ส่วนงานทั่วไปรวมถึงผ้าทองย่นคงต้องรื้อทั้งหมด ส่วนโครงสร้างที่เป็นเหล็กที่มีจำนวนมาก ก็จะเก็บไว้ที่อุทยานประวัติศาสตร์ จ.พระนครศรีอุทยา ซึ่งในส่วนนี้ก็อยู่ที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

นายอนันต์ กล่าวต่อไปว่า  เพราะฉะนั้น ทั้งหมดมี 2 ส่วน คือ ส่วนหนึ่งที่นำไปจัดสร้างเพื่อใช้งานต่อ คือในส่วนของศาลาลูกขุน บางส่วนนำไปจัดสร้างที่สิบหมู่ และสร้างขนาบที่หอจดหมายเหตุ ร.9  และขณะนี้รอลื้อพลับพลายกที่หน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และทับเกษตร 2 หลัง และทิมอีก 2 หลัง สำหรับงบที่ใช้ในการรื้อถอนทั้งหมด ทั้งการเคลื่อนย้าย และการสร้างใหม่อาคารหลังใหม่ที่สิบหมู่ 2 หลัง และสร้างขนาบที่หอจดหมายเหตุ ร.9 โดยของบประมาณไว้จำนวนกว่า 80 ล้านบาท โดยมีการเขียนแผนการรื้อถอนไว้จำนวน 60 วัน คาดว่าหลังปีใหม่จะเริ่มดำเนินการรื้อถอนได้ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วประมาณมีนาคม ก็จะสามารถคืนพื้นที่ให้กับทางกรุงเทพมหานครได้ ส่วนชื่อพิพิธภัณฑ์ก็จะกราบบังคมทูลขอพระราชทานชื่อพิพิธภัณฑ์ใหม่ต่อไป

สำหรับผู้เข้าชมพระเมรุมาศและนิทรรศการตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายนถึง 21 ธันวาคม 2560 มีจำนวนทั้งสิ้น 3,376,506 รูป/คน แบ่งเป็นพระภิกษุ/สามเณรและแม่ชี 20,555 รูป/คน วีลแชร์ 51,284 คน ผู้พิการ 4,399 คน กลุ่มชาติพันธุ์ 290 คน นักท่องเที่ยวต่างชาติ 40,813 คน สื่อมวลชน 1,880 คน ประชาชน 2,561,644 คน และ นักเรียนและนักศึกษา 695,641 คน อย่างไรก็ตาม สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาร่วมชมมาจาก 96 ประเทศ โดยประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เยอรมัน อเมริกา จีน ฝรั่งเศส และอังกฤษ

ขณะเดียวกัน มีรายงานด้วยว่าตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายนถึงวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา มีประชาชนที่เข้าชมนิทรรศการได้แสดงความมีน้ำใจ เมื่อเก็บเงินและสิ่งของมีค่าได้ภายในพื้นที่นิทรรศการ ก็ได้นำมาส่งคืนเจ้าของผ่านกองอำนวยการร่วม จำนวน 260 รายการ อาทิ  เงิน โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต อุปกรณ์กล้อง แว่นตา นาฬิกา กระเป๋าสตางค์ พระเครื่อง เป็นต้น รวมถึงบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งวธ. ขอชื่นชมประชาชนเหล่านี้ที่แสดงออกถึงความมีน้ำใจในสังคมไทย

อย่างไรก็ตาม การจัดแสดงนิทรรศการพระเมรุมาศจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ โดยได้มอบหมายให้กรมศิลปากรจัดแสดง “โขน เรื่องรามเกียรติ์ชุดพิเศษ” หน้าพระที่นั่งทรงธรรม วันที่ 30-31 ธันวาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป โดยแต่ละวันใช้เวลาแสดง 90 นาที เพื่อให้ประชาชนที่เข้าชมพระเมรุมาศ และนิทรรศการได้รับชมการแสดงโขน

ขึ้น8%อีก1ปี8เดือนมาลุ้นใหม่ (มีคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306778

ขึ้น8%อีก1ปี8เดือนมาลุ้นใหม่ (มีคลิป)

คุณภาพชีวิต > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  22 ธ.ค. 2560

ขึ้น8%อีก1ปี8เดือนมาลุ้นใหม่ (มีคลิป)

อาจารย์ 300 คนแต่งดำร้องนายกฯ ใช้ม.44 ปรับเพิ่มเงินเดือน 8% เท่าครู ชี้ทำงานเหมือนกัน วิชาชีพเดียวกัน ด้านสกอ.ยันทำตามมติก.พ.อ.แก้กม.คาดใช้เวลา 1 ปี 8 เดือน

22 ธ.ค. 2560 หลังจากอาจารย์มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นข้าราชการทั้งมหาวิทยาลัยในส่วนราชการและมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ 78 สถาบัน ต้องรอมาถึง 8 ปี เรียกร้องขอปรับเพิ่มเงินเดือน 8% ให้เท่ากับครู แต่ยังไม่ได้ตามที่ร้องขอ

ล่าสุด อาจารย์นัดรวมพลแต่งดำจัดเสวนาพร้อมลงชื่อยื่นหนังสือให้นายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่ได้เข้าพบ โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลขอให้ไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) โดยมี นายพันศักดิ์ เจริญ ผู้อำนวยการส่วนประสานมวลชนและองค์กรประชาชน สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มารับหนังสือ และรับปากจะยื่นหนังสือส่งแก่นายกรัฐมนตรี

ในวันนี้  วันเดียวกัน ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)ได้บอกระยะเวลาหากต้องแก้ไขระเบียบ กพอ.เพื่อให้ขึ้นเงินเดือนได้8%ต้องใช้เวลาถึง1ปี8เดือน

ขึ้น8%อีก1ปี8เดือนมาลุ้นใหม่ (มีคลิป)

      ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ปรึกษา ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) กล่าวว่าการออกมาเรียกร้องครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อขอปรับเพิ่มเงินเดือนสูงขึ้น แต่เป็นการขอให้ช่วยเยียวยาและลดความเหลื่อมล้ำเรื่องเงินเดือนระหว่างครูและอาจารย์มหาวิทยาลัย เพราะขณะนี้ อาจารย์มหาวิทยาลัยมีเงินเดือนน้อยกว่าครูมาตั้งแต่ปี 2554  โดยเดือนมีนาคม 2554 มติคณะรัฐมนตรีนั้น ได้ปรับเพิ่มเงินเดือนครู  8% และต่อมาเดือนเมษายน 2554 ได้ปรับเพิ่มเงินเดือนอีก 5% รวมปรับเพิ่มเงินเดือนครู13%  ขณะที่อาจารย์มหาวิทยาลัยได้ปรับเพิ่มเงินเดือนเฉพาะเดือนเมษายน 5% ดังนั้น ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่อาจารย์มหาวิทยาลัย ทั้งที่เป็นกลุ่มวิชาชีพเดียวกัน ทำงานเหมือนกัน และเป็นครูของครูแต่ได้รับเงินเดือนน้อยกว่าตั้งแต่ปี 2554

ขึ้น8%อีก1ปี8เดือนมาลุ้นใหม่ (มีคลิป)

“เราได้มีการเรียกร้องเรื่องนี้มาตลอด และตอนนี้เข้าสู่ปีที่ 8  แล้ว ซึ่งส่วนตัวยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี 50ครั้ง และทุกครั้งเรื่องนี้ก็ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ แต่ถูกตีกลับไปสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) และส่งต่อไปยังสำนักงบประมาณ และวนเวียนอยู่อย่างนี้ ไม่เคยถึงนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ทางคณาจารย์จึงได้ยื่นหนังสือแก่นายกรัฐมนตรีอีกครั้ง  โดยขอให้เยียวยาปรับเพิ่มเงินเดือน 8% ขอให้นำเรื่องดังกล่าวเข้าคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและแก้ไขปัญหาดังกล่าว และหากนายกฯ เห็นว่าเงินเดือนของอาจารย์เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ และต้องรีบช่วยเหลือขอให้ใช้มาตรา 44” ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าว

ขึ้น8%อีก1ปี8เดือนมาลุ้นใหม่ (มีคลิป)

ต่อมา เวลา 13.00 น.คณาจารย์ ได้เดินทางมายังกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมี ดร.สุภัทร รับฟังปัญหาและชี้แจงว่า สกอ. รมว.ศึกษาธิการ ไม่ได้นิ่งเฉย ทำเรื่องเสนอขอเยียวยาเข้า ครม.มา 2 ปี แต่ถูกตีกลับมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามตนมีหน้าที่ทำตามมติ ก.พ.อ. ซึ่งล่าสุด ก.พ.อ.มีมติที่จะขอแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 เพื่อให้ก.พ.อ.มีอำนาจในพิจารณาเสนอเรื่องการเยียวยาได้เช่นเดียวกับกรณี ก.พ.หรือ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ซึ่งตามกระบวนการแล้วใช้เวลา 1 ปี 8 เดือน ส่วนข้อเสนอเรื่องของมาตรา 44 เป็นสิทธิ์ของกลุ่มอาจารย์ที่จะเสนอต่อ นายกฯ แต่สุดท้ายทาง นายกฯส่งกลับมาให้ สกอ.เสนอความคิดเห็นอยู่ดี

ขึ้น8%อีก1ปี8เดือนมาลุ้นใหม่ (มีคลิป)

ดร.สุภัทร จำปาทอง

“ยอมรับว่ากระบวนการ 1 ปี 8 เดือนจะช้า ผมพูดจากประสบการณ์เพราะการพิจารณาทั้งการแจ้งเวียนภายใน การพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือกระทั่งในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแต่ละครั้ง ก็ไม่น้อยกว่า 2-3 รอบใช้เวลาเป็นเดือนๆ เพราะฉะนั้น ผมยืนยันว่าจะทำตามกระบวนการปกติ” ดร.สุภัทร กล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับเนื้อหาสาระหนังสือ “ขอความกรุณาช่วยเหลือเยียวยาให้ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ตำแหน่งวิชาการ) ให้ได้รับสิทธิ์เกี่ยวกับการปรับอัตราเงินเดือนร้อยละ 8” ที่ยื่นถึงนายกรัฐมนตรี สรุปดังนี้ ทปสท. และประธานที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.) รวมทั้งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ตำแหน่งวิชาการ) เห็นว่าพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547  แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 บัญญัติให้อัตราเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือน

ขึ้น8%อีก1ปี8เดือนมาลุ้นใหม่ (มีคลิป)

จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์มายังท่านได้โปรดอาศัยอำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พิจารณาช่วยเหลือและเยียวยาให้ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาได้รับสิทธิเกี่ยวกับการปรับอัตราเงินเดือนร้อยละ 8 เช่นเดียวกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับการปรับอัตราเงินเดือนมาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 ทั้งนี้เพื่อให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 หมวด 16 การปฏิรูปประเทศ มาตรา 258 จ. ด้านการศึกษา (3) “ให้มีกลไกและระบบการผลิต คัดกรองและพัฒนาผู้ประกอบอาชีพครูและอาจารย์ให้ได้ผู้ที่มีจิตวิญญาณความเป็นครู มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความสามารถและประสิทธิภาพในการสอน รวมทั้งมีกลไกสร้างระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลของผู้ประกอบวิชาชีพครู”

ซึ่งรัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่าครูและอาจารย์เป็นวิชาชีพเดียวกัน โดยมี ตัวแทนคณาจารย์ 5 ท่าน  ได้แก่ ผศ.วิริยะ ศิริชา ประธานทปสท. ผศ.ธีระชน พลโยธา ประธาน ปอมท. ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ปรึกษา ทปสท. ผศ.เรวัตร เจยาคม ที่ปรึกษา ทปสท. และผศ.อติชาติ ภูมิวนิชชา ที่ปรึกษา ทปสท. เป็นผู้ลงนาม พร้อมทั้งมีการลงชื่อเพื่อเรียกร้องขอให้ลดความเหลื่อมล้ำในเรื่องนี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

22ธันวาเอาจริงขึ้นเงินเดือนอาจารย์มหา”ลัย8%

“เยาวชนพิทักษ์สายน้ำ” สร้างจิตสำนึกเด็กไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306597

“เยาวชนพิทักษ์สายน้ำ” สร้างจิตสำนึกเด็กไทย

คุณภาพชีวิต, เยาวชนพิทักษ์สายน้ำ

เนสท์เล่ ร่วมมือกับ WWF ประเทศไทย จัดโครงการ “เยาวชนพิทักษ์สายน้ำ” ปีที่ 3 สร้างจิตสำนึกให้เด็กไทย

        “เยาวชนพิทักษ์สายน้ำ” สร้างจิตสำนึกเด็กไทย

ผลิตภัณฑ์น้ำดื่มเนสท์เล่เพียวไลฟ์ ร่วมมือกับ WWF ประเทศไทย จัดโครงการ “เยาวชนพิทักษ์สายน้ำ” ปีที่ 3 เพื่อปลูกจิตสำนึกและสร้างการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ ด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจแก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำจนสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติจริงในการพัฒนาคุณภาพน้ำบริเวณแหล่งน้ำรอบโรงเรียน

นายลูก้า คิโอด้า ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจน้ำดื่ม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า ทางเนสท์เล่เพียวไลฟ์ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ เนื่องจาก “น้ำ” เป็นต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศน์และเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ประกอบกับมีวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์น้ำอย่างยั่งยืนเพื่อพิทักษ์น้ำไว้ให้คนรุ่นหลังได้มีน้ำสะอาดใช้อย่างเพียงพอในอนาคต

“เยาวชนพิทักษ์สายน้ำ” สร้างจิตสำนึกเด็กไทย

นายลูก้า คิโอด้า

โดยเริ่มต้นที่โรงเรียนที่ตั้งอยู่รอบโรงงานผลิตภัณฑ์น้ำดื่มเนสท์เล่เพียวไลฟ์ พร้อมเพิ่มพูนความรู้ในการอนุรักษ์น้ำเพื่อให้เยาวชนได้เห็นคุณค่าและความสำคัญของแหล่งน้ำธรรมชาติที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตที่ไม่ได้เพียงแค่สร้างความเข้าใจ แต่ยังต้องมั่นใจได้ว่าเยาวชนเหล่านี้จะรู้ถึงวิธีการปกป้องแหล่งน้ำเพื่อให้มีน้ำสะอาดและเป็นกลุ่มพลังสำคัญในการดูแลแหล่งน้ำเพื่อให้ประเทศไทยมีน้ำใช้ต่อไปในอนาคต โดยโครงการนี้สามารถนำความรู้ไปพัฒนาคุณภาพแหล่งน้ำรอบโรงเรียนได้แล้วกว่า 17 โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ

“เยาวชนพิทักษ์สายน้ำ” สร้างจิตสำนึกเด็กไทย

นพรัตน์ เนื่องจำนงค์

ด้านนพรัตน์ เนื่องจำนงค์ ผู้จัดการฝ่ายตลาดยั่งยืน WWF ประเทศไทย กล่าวว่า “ WWF มีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “เยาวชนพิทักษ์สายน้ำ”และมีเป้าหมายเดียวกันกับผลิตภัณฑ์น้ำดื่มเนสท์เล่เพียวไลฟ์ในการอนุรักษ์แหล่งน้ำเพื่อคนรุ่นใหม่ในอนาคต

“เยาวชนพิทักษ์สายน้ำ” สร้างจิตสำนึกเด็กไทย

“เราตระหนักว่าแหล่งน้ำเป็นสิ่งสำคัญและเป็นความต้องการพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตเราจึงรู้สึกดีใจที่ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาได้ช่วยให้เยาวชนไทยเข้าใจถึงหน้าที่ในการอนุรักษ์น้ำเพื่อตัวเองและชุมชนของพวกเขา ในขณะที่ก็ยังช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติเพื่อคนรุ่นต่อไปในอนาคตอีกด้วย”นพรัตน์ กล่าว

“เยาวชนพิทักษ์สายน้ำ” สร้างจิตสำนึกเด็กไทย

“น้องหงา” สุนิสา บุญมาก

“น้องหงา” สุนิสา บุญมาก นักเรียนชั้นม.5/1 โรงเรียนสาคลีวิทยา หนึ่งในแกนนำโครงการฯ รุ่นที่ 1 เล่าว่า ตอนแรกเธอไม่ได้สนใจสภาพแวดล้อมของโรงเรียน ต้นไม้ขึ้นรกไปหมดจนชินตา จนพอไปเข้าค่ายเยาวชนพิทักษ์สายน้ำได้รับแรงบันดาลใจและความรู้มามากมายจึงหันกลับมาดูสภาพน้ำภายในโรงเรียนก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะมาพัฒนาคูคลองรอบโรงเรียน

“เยาวชนพิทักษ์สายน้ำ” สร้างจิตสำนึกเด็กไทย

เริ่มจากการตัดต้นไม้ เอาจอกแหนและวัชพืชที่เป็นศัตรูกับน้ำออก เอารถแบคโฮมาตักขยะขึ้น ลอกคลองขี้ดินและขี้โคลนออกเพื่อขยายพื้นที่คลองให้กว้างขึ้น และสูบน้ำจากข้างนอกเข้ามา หลังจากนั้นก็เริ่มทำแพผัก รุ่นแรกจะปลูกผักปอดเพื่อช่วยเพิ่มออกซิเจนในน้ำได้ดีจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นผักบุ้งและผักกระเฉด เพราะสามารถนำไปบริโภคได้ด้วย

“เยาวชนพิทักษ์สายน้ำ” สร้างจิตสำนึกเด็กไทย

“พวกเราเริ่มทำโครงการเยาวชนพิทักษ์สายน้ำ ตั้งแต่ม.3 จนตอนนี้ม.5 แล้ว โครงการประสบความสำเร็จอย่างมากจากคนตัวเล็กคนหนึ่ง ก็ภูมิใจมากๆ ที่ทำให้โรงเรียนเราน่าอยู่ขึ้น สะอาดขึ้น ไม่เคยคิดเลยว่าจุดเริ่มต้นจากนักเรียนแค่สามคนกับอาจารย์ไม่กี่ท่าน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้มากมายขนาดนี้” น้องหงา กล่าว

“เยาวชนพิทักษ์สายน้ำ” สร้างจิตสำนึกเด็กไทย

“น้องออม” อารียา ประเสริฐสุข

“น้องออม” อารียา ประเสริฐสุข นักเรียนชั้นม.5/1 โรงเรียนสาคลีวิทยา เล่าว่า เธอเป็นหนึ่งในแกนนำ ช่วงแรกเริ่มจากการพูดคุย ประชาสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ในห้องก่อน แล้วค่อยขยายไปชวนพี่น้องในโรงเรียนมาช่วยกันทำ

“เยาวชนพิทักษ์สายน้ำ” สร้างจิตสำนึกเด็กไทย

ช่วงแรกไม่มีใครช่วยทำ ไม่เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์น้ำ มันเป็นครั้งแรกก็ต้องเกิดปัญหาขึ้นเป็นธรรมดา แต่พวกเธอไม่ท้อ และไม่อยากให้เป็นการสั่ง แต่อยากให้ทุกคนมีจิตสำนึกด้วยตัวเองมากกว่า เธอใช้การประชาสัมพันธ์บ่อยๆ ด้วยการพูดถึงความสำคัญของการอนุรักษ์น้ำ จนเพื่อนในโรงเรียนเห็นความสำคัญและร่วมมือกันทำ

“เยาวชนพิทักษ์สายน้ำ” สร้างจิตสำนึกเด็กไทย

“โครงการนี้ทำให้เรามีความกล้า มีภาวะผู้นำ ความมั่นใจและมีความรับผิดชอบ ดีใจมากๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ และกลายเป็นโรงเรียนนำร่องที่จะช่วยเผยแพร่ความรู้ให้กับโรงเรียนอื่นๆ อีก ร่วมถึงเผยแพร่ให้กับชุมชนใกล้เคียงอีกด้วย” น้องออม กล่าว

“เยาวชนพิทักษ์สายน้ำ” สร้างจิตสำนึกเด็กไทย

“น้องเต๊าะ” ปนัดดา กามาตย์

“น้องเต๊าะ” ปนัดดา กามาตย์ นักเรียนชั้นม.5/1 โรงเรียนสาคลีวิทยา เล่าว่า “สิ่งที่ได้เรียนรู้จากโครงการเยาวชนพิทักษ์สายน้ำที่สำคัญที่สุดคือ การปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เรามีจิตสำนึกมากขึ้น รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ก่อนเห็นคนทิ้งขยะก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้เห็นขยะแล้วต้องเก็บขึ้น เป็นไปโดยอัตโนมัติ

“เยาวชนพิทักษ์สายน้ำ” สร้างจิตสำนึกเด็กไทย

“ครูแขก” นันท์ภสร อ่อนสุวรรณ์

“ครูแขก” นันท์ภสร อ่อนสุวรรณ์ คุณครูที่ปรึกษาโครงการเยาวชนพิทักษ์สายน้ำ โรงเรียนสาคลีวิทยา กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจมากที่นักเรียนทำสำเร็จ เพราะได้พลังจากนักเรียนและคณะผู้บริหารโรงเรียน ผู้บริหารยอมรับและสนับสนุนโครงการเยาวชนพิทักษ์สายน้ำอย่างดีมาตลอด 3 ปีฝ่ายวิชาการก็ช่วยปรับตารางเรียน ไม่ให้กิจกรรมกระทบกับเวลาเรียน

“เยาวชนพิทักษ์สายน้ำ” สร้างจิตสำนึกเด็กไทย

“เด็กนักเรียนสามัคคีกัน ช่วยกันพัฒนาจนสามารถนำน้ำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้มากมาย จนเป็นตัวอย่างต่อชุมชน ทำให้ชุมชนตระหนักว่าการทิ้งขยะลงแม่น้ำลำคลองเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลต่อทุกสิ่งมีชีวิตไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้น จึงต้องช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดให้กับแหล่งน้ำบริเวณโดยรอบต่อไปค่ะ” ครูแขก กล่าว

“ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์”ฉบับแรกของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306645

“ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์”ฉบับแรกของไทย

คุณภาพชีวิต, ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์

สธ ร่วมกับ สช. และภาคีความร่วมมือลงนามประกาศใช้ “ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ ฉบับแรกของประเทศไทย” หวังใช้เป็นกรอบดูแลสุขภาวะพระสงฆ์ให้มีสุขภาพดี อายุขัยยืนยาว

          ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งนี้ ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย คือ “ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ” เป็นฉบับแรก โดยทางเถรสมาคมเห็นด้วย กับการประกาศใช้ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ฉบับนี้ เพราะปัจจุบันพระสงฆ์ป่วยเป็นโรคต่างๆมากมาย

"ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์"ฉบับแรกของไทย

ซึ่งมีสาเหตุที่สำคัญคือ พุทธศาสนิกชนมักถวายอาหารเฉพาะที่ญาติผู้ล่วงรับชอบทาน ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารที่มีรสชาติหวาด มัน และเค็ม ซึ่งอาหารในกลุ่มนี้หากทานเป็นประจำต่อเนื่องจะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคไต เบาหวาน ความดัน หลอดเลือด ตามมาได้

"ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์"ฉบับแรกของไทย

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล  กล่าวต่อว่า ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ ฉบับนี้ มีหลักปฏิบัติประกอบด้วย 5 หมวด 37 ข้อ คือหมวดที่ 1 ปรัชญาและแนวคิดหลักของธรรมนูญสุขภาพของพระสงฆ์แห่งชาติ หมวดที่ 2 พระสงฆ์กับการดูแลสุขภาพของตนเองตามหลักพระธรรมวินัย หมวดที่ 3 ชุมชนและสังคมกับการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย  หมวดที่ 4 บทบาทพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำด้านสุขภาวะของชุมชนและสังคม และหมวดที่ 5 การขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติสู่การปฏิบัติ

"ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์"ฉบับแรกของไทย

อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพของพระสงฆ์ จำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนซึ่งเป็นชาวพุทธศาสนิกชนทุกคน ควรพึงละลึกถึงสุขภาพของพระสงฆ์เป็นหลัก ทั้งนี้ เพื่อให้พระสงฆ์มีสุขภาวะที่ดีทั้งทางด้านกาย ใจ สามารถปฏิบัติธรรม เผยแพร่หลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนิกชน ให้กับพุทธศาสนิกชนได้อย่างยั่งยืน ต่อไป ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าว

มาแล้ว!! คำขวัญวันเด็กแห่งชาติปี 61 จาก “ลุงตู่”ถึง “เด็ก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306726

มาแล้ว!! คำขวัญวันเด็กแห่งชาติปี 61 จาก “ลุงตู่”ถึง “เด็ก”

คำขวัญวันเด็กนายก, วันเด็กแห่งชาติ 61, ลุงตู่, เด็ก

นายกฯ มอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561 “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี” ฝากเด็กตั้งใจเรียน ฝึกฝนพัฒนาตนเอง รู้จักใช้สื่อเทคโนโลยีสร้างสรรค์

         เสาร์ของที่สองเดือนมกราคมของทุกปี เป็นวันสำคัญของน้องๆหนูๆ เพราะรัฐบาลกำหนดให้เป็นวันเด็กแห่งชาติ ทุกปีนายกรัฐมนตรี จะมอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ โดยเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2560  นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561  ซึ่งปีนี้ตรงกับเสาร์ที่ 13 มกราคม โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญวันเด็ก ว่า“รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี”

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีต้องการให้เด็กและเยาวชนทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของตนเองว่า เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าของประเทศ ขอให้ตั้งใจใฝ่ศึกษาเล่าเรียน หมั่นฝึกฝนพัฒนาตนเองอยู่เสมอ และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งรู้จักการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสร้างสรรค์ มีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม และเป็นคนดีของสังคม ตลอดจนเป็นผู้ที่มีความกตัญญูรู้คุณต่อพ่อแม่ ผู้มีพระคุณ  ครูอาจารย์ มีจิตสาธารณะ เพื่อการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างมีความสุข และพร้อมจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและคุณธรรมของประเทศชาติต่อไป

นายการุณ กล่าวด้วยว่า สำหรับการจัดงานวันเด็กในปี 2561 ในปีนี้ส่วนกลางจะจัดที่กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะมีการแถลงข่าวการจัดงานวันเด็กในวันพฤหัสบดีที่ 4 มกราคม 2561 โดย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานการแถลงข่าว

สำหรับคำขวัญวันเด็กแห่งชาติที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มอบให้แก่เด็กช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีดังนี้ คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ปี 2560 ” เด็กไทยใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง ” คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ปี 2559 “เด็กดี หมั่นเพียร เรียนรู้ สู่อนาคต” และคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ปี 2558 “ความรู้ คู่คุณธรรม นำสู่อนาคต”

จัดสวน ธัญบุรี คว้ารางวัลพระราชทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306655

จัดสวน ธัญบุรี คว้ารางวัลพระราชทาน

คุณภาพชีวิต, ถ้วยพระราชทาน, ในหลวงร.10

นศ.สาขาเทคโนโลยีภูมิทัศน์ คณะเทคโนโลยีการเกษตร มทร.ธัญบุรี เข้ารับถ้วยพระราชทาน ในหลวง ร.10 จากพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์

           ภายใต้แนวคิด “เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสที่เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๑๐”

จัดสวน ธัญบุรี คว้ารางวัลพระราชทาน

วีระยุทธ นาคทิพย์ รองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะเทคโนโลยีการเกษตร กล่าวว่า ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค จัดการประกวดการจัดสวนหย่อม ภายใต้แนวคิด“เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสที่เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๑๐”

จัดสวน ธัญบุรี คว้ารางวัลพระราชทาน

โดยมีประเภทนิสิตหรือนักศึกษา ระดับอุดมศึกษา และประชาชนทั่วไป ชิงถ้วยพระราชทานถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เงินรางวัลรวมกว่า 160,000 บาท  และเป็นการกระตุ้นให้นิสิตนักศึกษาและประชาชนทั่วไปหันมาสนใจในการปรับภูมิทัศน์ภายในที่อยู่อาศัยให้มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งในปีนี้ได้ส่งเข้าร่วมทั้งหมด 4 ทีม โดยทางสาขาเทคโนโลยีภูมิทัศน์คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทนิสิตหรือนักศึกษา ระดับอุดมศึกษา ได้แก่ “ทีมปลายฝน” ประกอบด้วย นายชิษณุชา รัตนวงศ์ นายธัชธร คิดควร นายพงษ์สิทธิ์ ศรีวะอุไร นางสาวพัชยา จันเพ็ง และนางสาวณิชารัศมิ์ รุจิระชัยเวศช์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3

จัดสวน ธัญบุรี คว้ารางวัลพระราชทาน

รางวัลชนะเลิศประเภทประชาชนทั่วไป ได้แก่  “ทีมฟรุ้งฟริ้งกิ่งก่องแก้ว” ประกอบด้วย นายขวัญชัย กลั่นประสิทธิ์ นายเสกฐวุฒิ ช้างงาม นายพีรวัส ระเบียบ นักศึกษาชั้นปีที่ 4

รางวัลการประกวดการจัดสวนหย่อม ประเภทนิสิตหรือนักศึกษาระดับอุดมศึกษาได้แก่ ทีม “feeling in to form” ประกอบด้วย นายพัฒนเศรษฐ์ ประชากูล นายวิศิษฐ์ สุริโย นายณัฐพล ปวินธาดา นางสาวอฑิตา สุรบูรณ์กุล และนางสาวอภิญญา ทนงจิตต์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ได้รับรางวัลชมเชย

จัดสวน ธัญบุรี คว้ารางวัลพระราชทาน

ประเภทประชาชนทั่วไป ได้แก่ ทีมรักราชมงคล “ธัญ” ประกอบด้วย นายนราวิชญ์ รุ่งอินทร์ นายเรวุฒิ มุคุระ นายศิลป์ สายทิพย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4

จัดสวน ธัญบุรี คว้ารางวัลพระราชทาน

นายชิษณุชา รัตนวงศ์ ตัวแทนทีมปลายฝน ชนะเลิศประเภทนิสิตหรือนักศึกษา ระดับอุดมศึกษาเล่าว่า สำหรับผลงาน “สานต่อพระราชปณิธาน” แนวคิดในการออกแบบ คือ การสานต่องานตามรอยพ่อรัชกาลที่ 9 สู่รัชกาลที่ 10 ใต้ร่มพระบารมีล้นเกล้ารัชกาลที่ 10 พระองค์ท่านเปรียบเสมือนเปลวของแสงเทียน ให้กับประชาชนชาวไทย ส่องสว่างกลางใจคนไทย การนำแสงเข้ามาช่วยในการจัดแสง นำเอาเศษวัสดุอุปกรณ์เหลือใช้เข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อเป็นการประหยัด ด้วยความพอเพียง

จัดสวน ธัญบุรี คว้ารางวัลพระราชทาน

จุดเด่นของผลงานอยู่ที่ การประดิษฐ์สร้างสรรค์ เลข 1 ไทยขึ้นมา โดยการใช้แสงส่องมาจากด้านหลัง เปรียบเสมือนรัชกาลที่ 10 ขึ้นครองราชย์เป็นปีแรก ในการจัดสวนนำต้นลำดวนมาเป็นไม้ประธาน ซึ่งต้นลำดวนเป็นพุ่ม ทำให้ได้ร่มเงา ไม้รองประธานในการจัด คือ ต้นหมากเหลือง เข้ากับโทนสีที่เน้นออกไปทางสีเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำรัชกาลที่ 10 ตกแต่งด้วยกล้วยไม้สีขาวชมพูและสีเหลือง

จัดสวน ธัญบุรี คว้ารางวัลพระราชทาน

ด้านนายขวัญชัย กลั่นประสิทธิ์ ตัวแทนทีมฟรุ้งฟริ้งกิ่งก่องแก้ว ทีมชนะเลิศประชาชนทั่วไป เล่าว่า ผลงาน “ของขวัญแด่พ่อ”แนวคิดในการออกแบบ ในการขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ 10 นำมาซึ่งความปีติยินดี ของประชาชนชาวไทย ในการประกวดรุ่นประชาชนทั่วไปต้องใช้กล้วยไม้ 100 %

โดยกล้วยไม้ที่นำมามีหลากหลายสกุล เช่น แวนด้า หวาย ออนซิเดียม เข็ม แคทลียา โดยทั้งหมดเน้น สีม่วงอมชมพู สีส้มและสีเหลือง ซึ่งกล้วยไม้แวนด้าสีม่วงอมชมพู เป็นสีประจำสาขาเทคโนโลยีภูมิทัศน์

จัดสวน ธัญบุรี คว้ารางวัลพระราชทาน

โดยโครงสร้างและรูปแบบของการจัดเน้นไปทางวินเทจ จำลองเป็นระเบียงชั้น 2 มีบันไดเดินขึ้นไปยังชั้น 2 เหมือนลักษณะของบ้านในชนบท นำเหรียญ 10 บาท เหรียญ 2 บาท เหรียญ 25 ,50 ,75 สตางค์มาประดิษฐ์สร้างเป็นเลข 10 ไทย เหมือนเป็นการสานต่องานพ่อสร้าง ซึ่งในเหรียญเหล่านั้นจะมีรัชกาลที่ 9 ทุกเหรียญ ในการออกแบบต้องการสื่อความหมายของประชาชนที่มีต่อรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10

ทีม “MARKETING ไฟท์” ชนะเลิศโครงการ KFC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306664

ทีม “MARKETING ไฟท์” ชนะเลิศโครงการ KFC

โครงการเพื่อสังคม, คุณภาพชีวิต, Marketing ไฟท์

เคเอฟซี ประเทศไทย จำกัด จัดงานประกาศผลและมอบรางวัลโครงการ ‘KFC Community Hero เป็นตัวจริงเพื่อสังคม’ 2017 ซึ่งทีมชนะเลิศได้แก่  Marketing ไฟท์

        ภายใต้แนวคิด “คิดให้ใช่…แล้วไปให้สุด” ในปีนี้มีนักศึกษาทั่วประเทศนำเสนอแผนงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ นำเสนอโครงการพัฒนาชุมชนและใช้ทรัพยากรจากเคเอฟซีประยุกต์ให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์ เพื่อให้โครงการสำเร็จยั่งยืนรวมกว่า 1,000 โครงการ

จนผ่านการคัดเลือกเหลือ 10 ทีมสุดท้ายเพื่อชิงชนะเลิศ โดยนำเสนอผลงานต่อหน้าคณะกรรมการ ณ CAsean Auditorium อาคารไซเบอร์เวิลด์ ทาวเวอร์

ผลปรากฎว่าทีมชนะเลิศ ได้แก่ ทีม  Marketing ไฟท์ จาก มหาวิทยาลัยทักษิณ จากโครงการ “เศษอาหารมหัศจรรย์ สู่ชุมชน คนเลี้ยงปลา บ้านบางไหน”สมาชิกประกอบด้วย สุกัยย๊ะ หมัดอะดั้ม,   สุไมญา หีมอะด้ำ   และ ศศิธร จับปรั่ง ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 150,000 บาท

          ทีมรองชนะเลิศอันดับ 1ได้แก่ ทีม Chic Chic Hero จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จาก โครงการ “O.T.Chicken ไก่เส้นทำเงิน” สมาชิกประกอบด้วย ศุภิสรา รวมธรรม, ชลิตา จ้างประเสริฐ, อัษฎายุธ ภูจอม และ ปัฐวี อินทร์สงค์ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 100,000 บาท

          ทีมรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม Bone to feed จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โครงการ “แยกกระดูกไก่เพื่ออาหารใหม่ให้สุนัขจรจัด” สมาชิกประกอบด้วย จิตรานุช รอดมณี, อาทิวราย์ ตระกูลชินรัตน์ และ หทัยทิพย์ ไชยสมบัติ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 50,000 บาท

นอกจากนี้ยังได้รับโล่รางวัลพร้อมเกียรติบัตรและบัตรกำนัลเคเอฟซีมูลค่า 10,000บาท เป็นเวลา 1 ปี

ทีม "Marketing ไฟท์" ชนะเลิศโครงการ KFC

ด้านทีม  Marketing ไฟท์ รางวัลชนะเลิศจากโครงการ “เศษอาหารมหัศจรรย์ สู่ชุมชน คนเลี้ยงปลา บ้านบางไหน” เล่าว่าโครงการนี้พวกเราได้ทำการแปรรูปเศษอาหารจากเคเอฟซีที่ลูกค้าทานเหลือทิ้ง

เช่น เศษกระดูกไก่ เศษเนื้อไก่ กากแป้ง มาเป็นอาหารเสริมใช้ในการเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังให้กับชาวบ้านชุมชนบ้านบางไหน หมู่ที่ 3 ต.ปากรอ อำเภอสิงหนคร จ.สงขลา เพื่อแก้ปัญหาการเลี้ยงปลากะพงขาวมีต้นทุนสูง เป็นการบริหารจัดการเศษอาหารจากเคเอฟซีที่ลูกค้าทานเหลือทิ้งมาทำให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน

ทีม "Marketing ไฟท์" ชนะเลิศโครงการ KFC

ซึ่งอาหารปลาที่ได้มีคุณภาพเทียบเท่ากับอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่ขายตามท้องตลาดแต่ราคาถูกกว่า ขั้นตอนวิธีการทำไม่ยุ่งยากและยังเป็นการช่วยลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาได้อย่างยั่งยืน

“พวกเราเชื่อว่าชาวประมงควรมีชีวิตที่ดีขึ้น จึงขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ชาวประมงลดต้นทุน จากที่เคยซื้ออาหารกิโลกรัมละ 55 บาท แต่เมื่อมาทำอาหารนี้ด้วยตัวเองต้นทุนเหลือเพียงกิโลกรัมละ 27 บาทเท่านั้น ช่วยเพิ่มกำไร โดยอาหารปลานี้เป็นการเพิ่มมูลค่าจากกระดูกที่มีธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม”

ทีม "Marketing ไฟท์" ชนะเลิศโครงการ KFC

ซึ่งบ้านบางไหนจะเป็นชุมชนต้นแบบในการทำโครงการนี้ต่อไปเพื่อต่อยอดและขยายไปสู่ชุมชนอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความสุข เพิ่มคุณภาพชีวิต ชาวประมงได้มีคุณภาพอาหารปลาที่ดี สร้างความมั่นคงในอาชีพได้อย่างยั่งยืนตลอดไป

“ดีใจที่ได้ร่วมมาประกวดในโครงการนี้เพราะเป็นการเปิดโลกทัศน์อย่างหนึ่งของเด็กที่ไม่เคยออกนอกรั้วมหาวิทยาลัย ไม่เคยทำอะไรที่ท้าทาย แต่ได้มาพบเจอผู้คนมากมายและมาเรียนรู้ประสบการณ์แปลกใหม่นอกห้องเรียน โดยใช้วิชาที่เรียนมาประยุกต์เพื่อมาทำประโยชน์ให้กับชุมชน รวมถึงการที่ได้นำทรัพยากรเหลือใช้มาช่วยเหลือชาวบ้านได้ สิ่งนี้มันยิ่งใหญ่มากกว่าสิ่งที่พวกเราได้รับกลับมา” ทีม Marketing ไฟท์ กล่าว

ทีม "Marketing ไฟท์" ชนะเลิศโครงการ KFC

ณิชารัศมิ์ อาชญาสิทธิวัตร

          ณิชารัศมิ์ อาชญาสิทธิวัตร ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด ส่วนบริหารแบรนด์และการสื่อสารการตลาด – เคเอฟซี ประเทศไทย บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เคเอฟซีเล็งเห็นถึงความสำคัญในการเพาะหลักการและกระบวนความคิดที่ถูกต้องแก่เยาวชนคนรุ่นใหม่

จากการ คิดให้ใช่ ด้วยการแนะแนวทางการค้นหาศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ภายในและนำออกมาเป็นรูปธรรม พร้อมรู้จักนำทรัพยากรโดยรอบมาใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมถึงเข้าใจปัญหาหรือความท้าทายในสังคมและสามารถผนวกเป็นแนวทางบรรเทาปัญหาในชุมชนให้ทุเลาได้ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

ถัดมาเป็นการสนับสนุนให้ ไปให้สุด ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงตามแผนงานที่วางไว้ โดยเคเอฟซีให้การสนับสนุนด้านเงินทุนและทรัพยากรของร้านเคเอฟซีทีมีอยู่หลากหลาย เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่โครงงานและชุมชนอย่างแท้จริง

โดยเคเอฟซีสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักและเข้าใจตัวเองรวมถึงสามารถค้นหาและดึงศักยภาพที่แท้จริงของตัวเองออกมาได้ ซึ่งศักยภาพเหล่านี้หากได้รับการแนะนำแนวทางการพัฒนาที่ถูกต้องจะแปรเปลี่ยนเป็นพลังสร้างสรรค์ที่ดีของประเทศไทยและเป็นฮีโร่ของสังคมได้

โครงการ ‘KFC Community Hero” นอกจากจะเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่จนนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ดีแล้ว ยังอาจจุดประกายความเป็น “ฮีโร่” ให้กับอีกหลายคนในสังคมไทย เพื่อร่วมลงมือทำสิ่งดีงามให้สังคมบ้างสักครั้ง

พรบ.สลากฯฉบับใหม่ ไฉไลกว่าเดิมจริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306623

พรบ.สลากฯฉบับใหม่ ไฉไลกว่าเดิมจริงหรือ?

พรบ.สลากฉบับใหม่, คุณภาพชีวิต

หลังจากสำนักงานสลากฯ ได้แก้ไข พรบ.สลากกินแบ่งรัฐบาล ฉบับใหม่ จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า พ.ร.บ.ฉบับใหม่ไฉไลกว่าเดิมจริงหรือ?

          หลังจากที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้จัดการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไข พรบ.สลากกินแบ่งรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา  และได้เปิดให้ประชาชนได้แสดงความเห็นเป็นเวลาหนึ่งเดือน     มีองค์กรต่างๆ ทั้งนักวิชาการ  เด็กเยาวชน  ผู้พิการ-ผู้ค้าสลาก  ผู้ใช้แรงงาน และภาคประชาสังคมได้เสนอความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษร

พรบ.สลากฯฉบับใหม่ ไฉไลกว่าเดิมจริงหรือ?

โดยล่าสุดคณะกรรมการหรือบอร์ดสลากฯ ได้ประชุมรับทราบผลการรับฟังความเห็นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเตรียมจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเป็นลำดับต่อไป

รศ.ดร. รัตพงษ์ สอนสุภาพ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า พรบ.สลากกินแบ่งรัฐบาลฉบับใหม่ มีเรื่องที่ต้องจับตามองอยู่ 4 ประเด็น คือ

1.โครงสร้างบอร์ดบริหาร ซึ่งจากเดิมมี 9 คน เพิ่มขึ้นเป็น 11 คน โดยที่มาของคณะกรรมการสลากฯ มาจากข้าราชการประจำซึ่งเป็นบอร์ดข้างมาก และการแต่งตั้งจาก ครม. ซึ่งอาจเป็นคนของฝ่ายการเมืองหรือนักวิชาการ สาระสำคัญในประเด็นนี้คือโครงสร้างบอร์ดบริหารคือหัวใจสำคัญของการทำงานของสำนักงานสลาก เท่าที่สังเกตพรบ.ฉบับนี้มีเพียงการเพิ่มจำนวนเท่านั้น

2.อำนาจหน้าที่ของบอร์ดตาม พรบ.ฉบับใหม่ มีอำนาจมากขึ้น โดยเฉพาะการที่บอร์ดสามารถออกผลิตภัณท์รูปแบบใหม่ได้เอง โดยไม่ต้องผ่านมติ ครม.เหมือนที่เคย ซึ่งคำว่ารูปแบบใหม่นั้นอาจหมายถึงสลากออนไลน์ หรือสลากที่มีความหลากหลายมากขึ้น

ซึ่งพรบ.ฉบับเดิมไม่ได้ให้อำนาจในส่วนนี้ ประเด็นนี้อาจนำสังคมไทยเข้าไปสู่โลกธุรกิจการพนันที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งภาคประชาสังคมจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด

3.การจำหน่ายสลากฯและผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบางต้องใช้อำนาจในการกระจายสลากอย่างมีประสิทธิภาพและถึงมือผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม ทั้งในเรื่องโค้วต้าสลากและราคาที่ต้องควบคุมได้

ที่ผ่านมามีสำนักงานสลากฯ มีสลากฯเพียงอย่างเดียวแต่สำนักงานสลากฯก็ไม่สามารถบริหารอย่างมีประสิทธิภาพได้ซึ่งชัดเจนที่สุดในเรื่องราคาเกินราคา สะท้อนว่าโครงสร้างเดิมไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้

แม้ว่าจะมีการนำเทคโนโลยีมีใช้แต่ราคาสลากก็ยังควบคุมไม่ได้ ซึ่งในอนาคตหากมีผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ สำนักงานสลากจะบริหารจัดการอย่างไรให้มีประสิทธิภาพได้

4.ประเด็นสุดท้ายผมขอชื่นชม พรบ.สลากฉบับใหม่ ที่แบ่งรายได้ 1 เปอร์เซนต์ จัดสรรเป็นกองทุนเพื่อพัฒนาสังคม ซึ่งนานาประเทศล้วนทำกันและชัดเจนในภารกิจ

ดังนั้นสำนักงานสลากฯต้องใช้เงินกองทุนตัวนี้ให้ตรงวัตถุประสงค์ที่เขียนไว้ ที่สำคัญต้องกระทำอย่างเปิดเผยและตรวจสอบได้ และต้องควบคุมการพนันในสังคมไทยเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในสังคม ดร.รัตพงษ์ กล่าว

พรบ.สลากฯฉบับใหม่ ไฉไลกว่าเดิมจริงหรือ?

มนัส   โกศล ประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน  กล่าวว่า พรบ.สลากกินแบ่งรัฐบาลฉบับแก้ไขที่ผ่านมติบอร์ดควรมีเนื้อหาในการจัดสรรรายได้จากการจำหน่ายสลากฯที่ถือว่าเป็นเงินบาปแบ่งมาเพื่อพัฒนาสังคมในด้านต่าง เช่น  เพิ่มศักยภาพของภาคประชาชน ส่งเสริมให้ประชาชนเรียนรู้และเข้าถึงสิทธิพื้นฐานของตัวเอง หรือจัดเป็นสวัสดิการเพื่อสังคมต่อกลุ่มประชากรที่ด้อยโอกาสหรือสังคมผู้สูงอายุ

“สำนักงานสลากต้องยอมรับว่าสลากฯคือการพนันอย่างหนึ่งโดยมีรัฐบาลเป็นเจ้าของ และผู้ซื้อสลากฯส่วนใหญ่เป็นคนจน ดังนั้นเงินรายได้ควรกลับมาช่วยเหลือคนจนหรือเป็นประโยชน์ต่อสังคม และต้องปกป้องหรือควบคุมการพนันในสังคมไทย ไม่ปล่อยให้มอมเมาสังคมจนเกินไป เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องเข้ามารับผิดชอบในเรื่องนี้” มนัส กล่าว

ด้านธนากร  คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน กล่าวว่า อยากฝาก 3 คำถามต่อคณะกรรมการสลากฯ ต่อการแก้ไข พ.ร.บ.สลากฯ  ดังนี้

1.ยังคงยืนยันจะเพิ่มอำนาจให้ตนเองสามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ได้  ทั้งสลากล็อตโต้ สลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว สลากออนไลน์ และสลากอื่นๆ โดยจะไม่มีบทกำหนดกลไกและมาตรการกลั่นกรองใดๆ  แม้กระทั่งการผ่านมติของครม. หรือไม่

2.ยังคงยืนยันให้กองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อพัฒนาสังคม จำนวน 1,000 ล้านบาทต่อปี อยู่ภายใต้การดูแลของตนเอง โดยไม่มีข้อกำหนดเงื่อนไขการใช้จ่ายใดๆ

เช่น ไม่กำหนดสัดส่วนการใช้เงินตามวัตถุประสงค์แต่ละข้อ  ไม่มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ และที่สำคัญคือไม่มีคณะกรรมการดูแลกองทุนที่เป็นอิสระต่างหากจากตนหรือไม่ เพราะเสมือนเป็นการตีเช็คเปล่า 1,000 ล้านให้ตนเองใช้จ่ายได้ตามอำเภอใจ

3.จะเพิ่มบทลงโทษการกระทำผิดต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับกิจการสลากที่มากกว่าการห้ามขายสลากในสถานศึกษา และการห้ามขายสลากแก่บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี หรือไม่ เช่น เอาผิดกับกระบวนการรวมชุด การหลอกลวงเลขเด็ดต่างๆ  เป็นต้น

“กระดูกพรุน” ภัยร้าย! คนสูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306674

“กระดูกพรุน” ภัยร้าย! คนสูงวัย

คุณภาพชีวิต, กระดูกพรุน

“กระดูกพรุน” มักเกิดขึ้นในวัยผู้สูงอายุที่รอวันหักในเวลาที่เกิดพลัดหกล้ม จนกลายเป็น“วงจรเศร้าสลด” แก้ไขโดยสะสมแคลเซียมในร่างกายให้มาก

         “กระดูกพรุน” ภัยร้าย! คนสูงวัย

ผศ.นพ.สมบัติ โรจน์วิโรจน์

           ผศ.นพ.สมบัติ โรจน์วิโรจน์ ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า “กระดูกพรุน” มีสาเหตุเกิดจากการสูญเสียมวลกระดูก ทำให้กระดูกบางลง หากนึกภาพไม่ออกให้นึกถึงเปลือกไข่เปราะๆ บางๆ แตกหักง่าย ทำให้บางคนตัวเตี้ยลง เนื่องจากกระดูกโปร่งบางและยุบตัวช้าๆ ที่น่าเป็นห่วง คือผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมีโอกาสเกิดกระดูกแตกหักง่ายกว่าคนทั่วไป

โดยเฉพาะวัยผู้สูงอายุเวลามีกระดูกพรุนจะไม่ได้พรุนเฉพาะจุด จึงต้องตรวจวัดที่สะโพกและกระดูกสันหลัง เพราะเป็นจุดที่เห็นชัดที่สุดที่ถือเป็นมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก สำหรับค่าการวัดที่ได้เราจะเปรียบเทียบกับคนปกติทั่วไปวัย 35  ปี เพราะเป็นช่วงอายุที่มวลกระดูกหนาแน่นที่สุด

“กระดูกพรุน” ภัยร้าย! คนสูงวัย

ผศ.นพ.สมบัติ กล่าวต่อว่า หากผู้สูงอายุหกล้มกระดูกหัก โดยอวัยวะที่หักพบบ่อยใน 3 ส่วน คือ ข้อมือ สะโพก และกระดูกสันหลัง จากการข้อมูลทั่วไปพบว่าหาก “ข้อมือหัก” หรือ “กระดูกสันหลังทรุด” กระดูกจะมีรูปร่างบิดเบี้ยวไป หลังก็ค่อมลงๆ แต่มักจะไม่ถึงขั้นเสียชีวิต ยกเว้นกรณีที่ทรุดไปมากหรือมีการกดทับเส้นประสาทก็ต้องรับการรักษาเฉพาะทาง

แต่ถ้า “กระดูกสะโพกหัก” ปัญหาคือความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ไม่สามารถลุกยืนเดินได้ ต้องนอนติดเตียงเสี่ยงกับโรคแทรกซ้อนต่างๆ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งเกินกว่า ร้อยละ 95 ต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วน

ที่สำคัญคือการรักษาแบบองค์รวมของหลากหลายสาขาอย่างมีระบบจะช่วยให้เกิดความรวดเร็ว ปลอดภัย ในส่วนวิธีการผ่าตัดในผู้ป่วยแต่ละคนนั้นแพทย์ต้องเลือกว่าเหมาะกับการรักษาวิธีใด เพราะมีรูปแบบการรักษาต่างๆ

“กระดูกพรุน” ภัยร้าย! คนสูงวัย

เช่น ผ่าตัดใส่แท่งโลหะยาวๆ มีสกรูยึด หรือมีเรื่องของการใช้ซีเมนต์เสริม บางรายอาจใช้ข้อสะโพกเทียม หลังจากผ่าตัดเสร็จแล้ววันที่ 2-5 ผู้ป่วยต้องเริ่มทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสภาพ พยายามให้ลุกออกจากเตียง ฝึกการนั่ง ยืน เดิน และการทรงตัว ซึ่งตรงนี้มีความสำคัญมาก เพราะผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักส่วนใหญ่ที่นอนติดเตียง อาจส่งผลร้ายตามมา

สิ่งสำคัญคือการดูแลตัวเอง และทำให้มวลกระดูกของเรามีความหนาแน่นเหมือนกับตอนอายุ 35 เพราะเมื่อสูงวัยขึ้นมวลกระดูกก็จะลดลงอย่างช้าๆ สิ่งสำคัญคือการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคกระดูกพรุนให้มากขึ้น ถึงสาเหตุหรือองค์ประกอบที่ทำให้เป็นโรคกระดูกพรุน ไม่ว่าจะพันธุกรรมหรือปัจจัยเสี่ยง รวมถึงพฤติกรรมการบริโภค และการออกกำลังกายซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ การป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำอีกคือต้องดูแลในเรื่องคุณภาพกระดูกให้แข็งแรงใกล้เคียงกระดูกปกติ

“กระดูกพรุน” ภัยร้าย! คนสูงวัย

ได้แก่เรื่องยาพื้นบ้าน คือ “แคลเซียม” ปริมาณพอเหมาะอยู่ที่ 800 – 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน หากรับประทานเกินไปถึง 2,000-3,000 มิลลิกรัมก็จะดูดซึมได้ไม่หมด อาจเกิดท้องผูกและผลเสียด้านอื่นได้ และทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

นอกจากนี้ การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมมากๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น คะน้า บร็อคโคลี่ นม และผลิตภัณฑ์ของนม ปลาตัวเล็กตัวน้อย เต้าหู งาดำ ก็ช่วยเสริมสร้างกระดูกของเราให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุนยามเมื่อเรากลายเป็นผู้สูงวัยในอนาคต!!  ผศ.นพ.สมบัติ  กล่าว

ทำได้จริง! รพ.ลดหวาน มัน เค็ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306639

ทำได้จริง! รพ.ลดหวาน มัน เค็ม

คุณภาพชีวิต, รพ.ต้นแบบ, 4ลด

โรงพยาบาลต้นแบบสร้างเสริมสุขภาพ 4 ภาค ช่วย 4 ลดการเกิดโรค ภาวะแทรกซ้อน การตายและภาระค่าใช้จ่าย

           สสส. จัดงานแถลงข่าว “ความสำเร็จในการจัดกิจกรรมโรงพยาบาลต้นแบบสร้างเสริมสุขภาพด้านการจัดบริการอาหารสุขภาพลดหวานมันเค็ม 4 ภาค” เพื่อผลักดันการลดการบริโภคอาหารสุขภาพลดหวานมันเค็ม  เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในโรงพยาบาล

ทำได้จริง! รพ.ลดหวาน มัน เค็ม

ซึ่งกลุ่มเป้าหมายทั้งประชาชนที่มารับบริการในโรงพยาบาลและบุคลากรโรงพยาบาล เพื่อสร้างเสริมสุขภาพต้นแบบ ในการลดหวานมันเค็ม ที่เกิดจากการสร้างพลังและการมีส่วนร่วมของบุคลากรในโรงพยาบาลและชุมชน

โดยประกอบด้วยโรงพยาบาลต้นแบบ จำนวน 4แห่ง แบ่งเป็น 4 ภาค ได้แก่ โรงพยาบาลรามาธิบดี  (ภาคกลาง) โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี (ภาคใต้)  โรงพยาบาลพะเยา (ภาคเหนือ) และโรงพยาบาลสุรินทร์ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เพื่อกำหนดเป็นเป้าหมายหลักในการพัฒนาลดปัญหาโรควิถีชีวิตที่สำคัญ ได้แก่  ความดันโลหิตสูง หัวใจ หลอดเลือดสมอง และไตเรื้อรัง ใน 4 ด้าน คือ ลดการเกิดโรค ลดภาวะแทรกซ้อน ลดการตาย ลดภาระค่าใช้จ่าย  ซึ่งในปีหน้าจะเพิ่มเติมโรงพยาบาลต้นแบบอีกจำนวน 12  แห่งทั่วประเทศ

ทำได้จริง! รพ.ลดหวาน มัน เค็ม

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม

          ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส.  กล่าวว่าโครงการดังกล่าวถือเป็นนโยบายที่จะบูรณาการงานสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อให้เกิดนโยบายและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสุขภาพ ทั้งในโรงพยาบาล และสังคม เพื่อให้บุคลากร นักศึกษา ผู้รับบริการและญาติ รวมถึงประชาชนทั่วไป มีสุขภาพที่ดีและเกิดสังคมสุขภาวะ

ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกอาหารสุขภาพที่เข้าถึงง่าย การสร้างความมีส่วนร่วมทั้งในระดับหน่วยงานและบุคคล เพื่อให้เกิดความตระหนักและเพิ่มทักษะในการเลือกอาหารสุขภาพ จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมช่วยกัน นำไปสู่การเรียนรู้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อให้เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ

ทำได้จริง! รพ.ลดหวาน มัน เค็ม

ตลอดจนการรณรงค์เพื่อสร้างกระแสให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและยกระดับคุณภาพของแต่ละโรงพยาบาลและชุมชน ส่งผลให้คนไทยลดการบริโภคอาหารหวาน  มัน  เค็ม เพิ่มการออกกำลังกาย ลดภาวะเครียด

ซึ่งคาดว่าทำให้เกิดการจัดการอาหารที่ปลอดภัย เกิดมาตรการทางสังคม  มีปัจจัยแวดล้อมที่เหมาะสมให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ  เพื่อให้เป็นโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพต้นแบบในการลดหวานมันเค็มที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของบุคลากรในโรงพยาบาลและชุมชน

ทำได้จริง! รพ.ลดหวาน มัน เค็ม

ผศ.นพ.สุรศักดิ์  กันตชูเวสศิริ

ด้าน ผศ.นพ.สุรศักดิ์  กันตชูเวสศิริ ที่ปรึกษาโครงการโรงพยาบาลต้นแบบสร้างเสริมสุขภาพด้านการจัดบริการสุขภาพลดหวานมันเค็ม  กล่าวว่า ที่ผ่านมาการดำเนินชีวิตในปัจจุบันของประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม  ได้แก่ บริโภคอาหารที่ไม่สมดุลกับความต้องการของร่างกายบริโภคมากเกินความพอดี  บริโภคอาหารที่ไม่ปลอดภัย  ขาดการออกกำลังกายและมีภาวะเครียดจนส่งผลต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นความเสี่ยงของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในหลาย ๆ โรค โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต โรคมะเร็ง เบาหวานและความดัน

ทำได้จริง! รพ.ลดหวาน มัน เค็ม

ผศ.นพ.สุรศักดิ์  กล่าวต่อว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีผู้ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงในประชากรอายุ 15 ขึ้นไป สูงขึ้นมาก ทั้งยังพบว่ามีอัตราการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตวาย เพิ่มขึ้นอย่างมาก

โครงการ “พัฒนาต้นแบบโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพในด้านการจัดบริการอาหารสุขภาพ ลดหวาน มัน เค็ม” ได้เข้ามามีส่วนสร้างระบบการจัดการบริการอาหารสุขภาพ ลดหวาน มัน เค็ม สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกบริโภคอาหารสุขภาพ รณรงค์สร้างกระแสให้ประชาชนรับรู้ ให้หันมาเลือกบริโภคอาหารสุขภาพลดหวาน มัน เค็ม เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงอาหารสุขภาพ และสามารถเป็นแบบอย่างให้กับโรงพยาบาลและสถานบริการของรัฐอื่น ๆ ต่อไป